30 ตุลาคม 2553

คุณค่าที่พันธกรคู่ควร


ในวันเสาร์ ที่ 30 ตุลาคมที่ผ่านมา พี่น้องทีมนมัสการ UCC อุบลราชธานี มาเยี่ยมบ้าน Agape บางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้รับพระพรเป็นอย่างมากในการหนุนจิตชูใจกันและกัน

ผมเชื่อว่าพระเจ้าจะนำการอวยพระพรไปสู่งานพันธกิจในภาคอีสาน ผ่านพันธกรแห่งข่าวประเสริฐกลุ่มนี้ ผมได้แบ่งปันพระวจนะของพระเจ้าจากพระธรรม 2 คร. 3:1-7 เรื่อง "คุณค่าที่พันธกรคู่ควร" จึงนำมาสรุปใน Blog เพื่อแบ่งปันดังนี้ครับ

2โครินธ์ 3:1-7
1 เรากำลังจะยกย่องตัวเราเองหรือ หรือว่าเราต้องการหนังสือแนะนำตัวให้แก่พวกท่าน เหมือนอย่างคนบางคนหรือ เราต้องการหนังสือนำตัวจากพวกท่านหรือ
2 ท่านเองเป็นหนังสือของเราจารึกไว้ที่ดวงใจของเรา ให้คนทั้งปวงได้รู้และได้อ่าน
3 ท่านปรากฏเป็นหนังสือของพระคริสต์ ซึ่งเราได้เขียนไว้มิใช่ด้วยน้ำหมึก แต่ด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ และมิได้เขียนไว้ที่แผ่นศิลา แต่เขียนไว้ที่แผ่นดวงใจมนุษย์
4 เรามีความไว้ใจในพระเจ้าโดยพระคริสต์อย่างนั้น
5 มิใช่เราจะคิดถือว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดจากความสามารถของเราเอง แต่ว่าความสามารถของเรามาจากพระเจ้า
6 ผู้ทรงโปรดประทานให้เราสามารถที่จะเป็นพันธกรแห่งพันธสัญญาใหม่ อันมิใช่ประมวลกฎแต่เป็นมาโดยพระวิญญาณ ด้วยว่าประมวลกฎนั้นประหารให้ตาย แต่ส่วนพระวิญญาณประทานชีวิต
7 แต่ถ้าการปฏิบัติที่ประหารให้ตาย คือตามตัวอักษรที่จารึกไว้ที่แผ่นศิลานั้น ยังมาด้วยรัศมี แม้ว่าจะเป็นรัศมีที่จางหายไป ก็ยังทำให้พวกอิสราเอลแลดูหน้าของโมเสสไม่ได้


งานพันธกิจเป็นงานที่พระเจ้ามอบหมายให้ผู้เชื่อทุกคนเพื่อทำให้พระมหาบัญชา ของพระเจ้าสำเร็จ บุคคลที่ทำหน้านี้ เรียกว่า พันธกร ซึ่งเป็นผู้ที่เสียสละ และอุทิศตน จึงสมควรได้รับเกียรติและการยกย่อง

คำว่า "พันธกร" มาจากภาษากรีกว่า Deikonos หมายถึง ผู้ปรนนิบัติบนโต๊ะอาหาร ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Deacon (ดี – เคิน) ภาษาไทย แปลว่า ผู้รับใช้หรือมัคนายก ในพระคัมภีร์กิจการฯ บทที่ 6 เป็นกลุ่มแรกที่ทำหน้าที่ปรนนิบัติแจกทานให้กับกลุ่มคน

เราทุกคนจึงเป็นปุโรหิตหลวง ผู้รับใช้ของพระเจ้า (1 ปต 2:9)

ไม่มีงานใดที่เป็นงานที่น่าภาคภูมิใจและเป็นที่น่ายอมรับนับถือเทียบเท่าบทบาทในการเป็นพันธกรของพระเจ้า เพราะว่างานนี้เป็นงานที่ประเสริฐในสายพระเนตรพระเจ้า

1 ทธ.3:1 คำนี้เป็นคำจริง คือว่าถ้าผู้ใดปรารถนาหน้าที่ ผู้ปกครองดูแลคริสตจักร ผู้นั้นก็ปรารถนากิจการงานที่ประเสริฐ

ไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม เราต่างก็ได้รับการทรงเรียกให้เป็นพันธกรของพระเจ้าทั้งสิ้น
พันธกรจึงมีคุณค่าในสายพระเนตรพระเจ้า และมีสิ่งที่คู่ควรที่พระเจ้าทรงมอบให้ในการรับใช้พระองค์ ดังนี้

คุณค่าของการเป็นพันธกร (ข้อ 1-3)

หากเราต้องการจะเข้าใจเนื้อหาที่เปาโลสื่อสารในตอนนี้ เราจำเป็นต้องเข้าใจบริบทก่อนหน้านี้
สถานการณ์ ณ เวลานั้น คริสตจักรโครินธ์ซึ่งเกิดขึ้นจากการบุกเบิกของเปาโลถูกยุยงปลุกปั่นจากชาวยิวบางคนที่อิจฉาและคิดร้ายท่านให้สงสัยและเคลือบแคลงในเจตนาของเปาโล

มิหนำซ้ำยังดูหมิ่นเปาโลโดยหาว่าท่านเป็นพวกสอนผิด เพราะไม่มีหนังสือรับรองที่ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันในสมัยนั้นเพราะเห็นแก่คริสตจักรโครินธ์และงานพระเจ้าที่จะได้รับผลกระทบจากข้อกล่าวหา

เปาโลจึงจำเป็นต้องอธิบายในเรื่องหนังสือรับรองที่ท่านไม่มีนั้นว่า แท้จริง หนังสือรับรองใช้เพื่อแนะนำตัวบุคคลนั้น เมื่อต้องเดินทางไปต่างถิ่นที่ซึ่งไม่มีใครสักคนที่นั่นรู้จักเขา หรือเพื่อช่วยให้ผู้รับใช้พระเจ้าได้รับการยอมรับโดยเร็วและสามารถเทศน์สอนได้

แต่นี่เป็นคริสตจักรที่ท่านตั้งขึ้นมาเอง ดูแลและสอนเองมาตลอด จำเป็นด้วยหรือที่ท่านยังต้องหาจดหมายมารับรองตัวท่านและเมื่อท่านต้องเดินทางไปทำพันธกิจที่อื่น ตัวของเปาโลเองก็เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว เพราะงานพันธกิจที่ท่านทุ่มเทมาตลอดนั้นเป็นหนังสือ รับรองอย่างดีอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องมีหนังสือใดรับรองอีก

นอกจากนี้ หนังสือรับรองที่ดีที่สุด คือแบบอย่างชีวิตที่ประจักษ์ชัดยิ่งกว่า น้ำหมึก และจารึกไว้อย่างมั่นคงยิ่งกว่าศิลาชนิดใด เพราะมันจารึกไว้ในจิตใจ

เปาโลจึงต้องการเน้นให้พวกเขาตระหนักว่า ชีวิตนั้นก็ดังกว่าคำพูด หรือเอกสารรับรองใด ๆ

การเป็นพันธกรจึงไม่ได้มีคุณค่าเพียงแค่การได้รับรองจากหนังสือ แต่การเป็นพันธกรมีคุณค่าจากสิ่งที่เขากระทำต่างหาก

สิ่งที่พันธกรเป็นและสิ่งที่พันธกรทำมีคุณค่าอย่างไร

1. เป็นที่น่ายอมรับนับถือ (ข้อ 1-2)

การเป็นพันธกรเป็นงานที่ประเสริฐในสายพระเนตรของพระเจ้า เราควรแสดงการยอมรับและให้เกียรติพันธกร ด้วยการสนับสนุนงานที่ท่านกระทำ

2.เป็นเหมือนตัวแทนของพระเจ้า (ข้อ 3)


พันธกรเป็นบทบาทที่เป็นเหมือนตัวแทนของพระคริสต์ ดังนั้น การเห็นคุณค่าของพันธกรก็เท่ากับเห็นคุณค่าของพระเจ้าด้วย (มธ.25:37-40)

3. เป็นแบบอย่างแห่งชีวิต (ข้อ 3)

พันธกรแท้เป็นผู้ที่เลียนแบบอย่างชีวิตของพระคริสต์ (1 คร.11:1) โดยมีพระวิญญาณบริสุทธิ์ดลอยู่ภายใน เพื่อผู้อื่นจะสามารถเลียนแบบได้

(ตัวอย่าง จาก 1,500 Illustrations for Biblical Preaching หัวข้อ 617 “Greatness” หน้า 179)

ขณะที่สองพี่น้องกำลังถกเถียงกันเรื่องเป้าหมายชีวิตของพวกเขา หลังจากเสร็จสิ้นจากการเรียนรวีวารศึกษา เป้าหมายของพี่ชายคนโตคือ ความร่ำรวยและชื่อเสียง แต่ส่วนเป้าหมายของน้องชายนั้นคือ การติดตามพระเยซูอย่างสุดกำลัง

บุคคลผู้น้องได้เติบโตขึ้นและประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่เขาตั้งใจไว้ ชื่อของเขาคือ
เดวิด ลิฟวิ่งสโตน (David Livingstone)
ซึ่งคนมากมายในยุคนั้นต่างรู้จักเขาเป็นอย่างดี เพราะเขาเป็นแพทย์แต่กลับถวายตัวไปเป็นมิชชั่นนารีที่แอฟริกาในยุคที่ยังไม่มีอะไรเลยแม้แต่ถนน

ส่วนพี่ชายของเขาก็ได้เติบโตขึ้นและกลายเป็นคนมั่งคั่ง แต่ชื่อเสียงของเขาได้รับมาจากบุคคลอื่น โดยข้อความไว้อาลัยบนป้ายหลุมฝังศพของเขาเขียนไว้ว่า “ที่นี่ บุคคลที่นอนสงบอยู่คือ พี่ชายของเดวิด ลิฟวิ่งสโตน”

ชื่อเสียงของพี่ชายของเขาไม่ได้มาจากชีวิตของเขา แต่ต้องอาศัยชื่อเสียงของน้องชายของเขาที่อุทิศตัวเป็นพันธกร

โดยทั่วไป เมื่อใครก็ตามจากโลกนี้ไป จะมีคน 3 ประเภทตอบสนองต่อการจากไปของคน ๆ นั้น

คนกลุ่มแรก จะรู้สึกเฉย ๆ และกล่าวว่า “อ้าว ! ตายแล้วเหรอ เห็นกันลัด ๆ ”
คนกลุ่มแรก จะรู้สึกดีใจ และกล่าวว่า “ดี น่าจะตายตั้งนานแล้ว ”
คนกลุ่มสาม จะรู้สึกคิดถึงและอาลัยหา และกล่าวว่า “เราจดจำเขาในความทรงจำตลอดไป ”

จงเลือกใช้ชีวิตเพื่อนำคนมารอด เพราะนั่นเป็นสิ่งที่ถาวรกว่าการสะสมเงินทองในโลก
งานนี้เป็นงานที่คุณค่าที่สุดเพราะพระเจ้าเรียกให้เราทั้งหลายกระทำ


คุณค่าของการเป็นพันธกร จาก 3 สิ่ง คือ เป็นที่น่ายอมรับนับถือ เป็นตัวแทนของพระเจ้า และเป็นแบบอย่างแห่งชีวิต

สิ่งที่คู่ควรกับพันธกร ที่พระเจ้าทรงมอบให้คือ (ข้อ 4-7)

1.สิทธิอำนาจฝ่ายวิญญาณจากพระเจ้า (ข้อ 4-5)

พระเจ้ารับรองผู้รับใช้ของพระองค์ด้วยสิทธิอำนาจที่พระองค์ประทานให้ โดยใช้ในทางที่ถูกต้อง (รม.13:4)


2.พระวิญญาณจากพระเจ้า (ข้อ 6)


พระเยซูคริสต์กำชับให้สาวกรอคอยการเสด็จมาของพระวิญญาณฯ ก่อนที่จะไปทำงานพันธกิจ (กจ.1:8) เพราะการทำพันธกิจต้องพึ่งพาพระองค์

พระวิญญาณฯเป็นผู้ร่วมงานที่ดีทึสุดในงานพันธกิจ เมื่อเราร่วมงานกับพระวิญญาณ เราจะมีกำลังจากพระองค์ทำให้เราทำงานอย่างอุตสาหะ

โคโลสี 1:28-29
28 พระองค์นั้นแหละเราประกาศอยู่ โดยเตือนสติทุกคนและสั่งสอนทุกคนให้มีสติปัญญาทุกอย่าง เพื่อจะได้ถวายทุกคนให้เป็นผู้ใหญ่แล้วในพระคริสต์
29 เพื่อเหตุนี้เองข้าพเจ้าจึงตรากตรำทำงานด้วยความอุตสาหะ เข้มแข็งด้วยพลังที่พระองค์ทรงดลใจข้าพเจ้าอยู่



3. สง่าราศีนิรันดร์จากพระเจ้า (ข้อ 7)


แม้พันธกรจะต้องเผชิญกับความยากลำบากในการทำพันธกิจ แต่พระเจ้าจะประทานเกียรติและศักดิ์ศรีอันยั่งยืนแก่ผู้รับใช้เหล่านี้บนสวรรค์ (อฟ.1:18; 1 ปต.5:4)


ซี.ที. สตัดด์ มิชชันารีที่ยิ่งใหญ่ กล่าวไว้ว่า “ ถ้าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าและทรงสิ้นพระชนม์เพื่อข้าพเจ้าแล้ว ฉะนั้นไม่มีการเสียสละใดๆจะยิ่งใหญ่เกินไปกว่าที่ข้าพเจ้าจะกระทำเพื่อพระองค์ไม่ได้”

นี่คือคำพูดของ พันธกร ที่เป็นบุคคลที่เสียสละในการออกไปรับใช้พระเจ้าในต่างแดน แม้ว่าหลายครั้งจะต้องเผชิญความทุกข์ยากลำบากแต่ก็ไม่เคยย่อท้อ เพื่อตอบแทนการเสียสละพระชนม์ชีพของพระเยซูคริสต์


มาร์ติน ลูเธอร์ นักปฏิรูปศาสนาที่ยิ่งใหญ่ ท่านได้สร้างหลักการและคำสอนในเรื่องศาสนาศาสตร์ไว้จนได้เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์

แม้ว่าท่านได้เสียชีวิตไปแล้ว แต่ผู้คนที่เมืองวิเทนเบอร์กในประเทศเยอรมันบ้านเกิดของท่าน ได้ปั้นรูปเหมือนของท่านประดิษฐานไว้ และมีข้อความจารึกในแผ่นศิลาโดยยกข้อความจากพระคัมภีร์ใน

สดด.118:17 ว่า ข้าพเจ้าจะไม่ตาย แต่ข้าพเจ้าจะเป็นอยู่ และประกาศพระราชกิจของพระเจ้า

เป็นการระลึกเตือนใจเสมอว่ามาร์ติน ลูเธอร์ ได้เป็นแบบอย่างชีวิตของคนเยอรมัน ที่ไม่เคยจางหายไปจากความทรงจำเลย

(ตัวอย่าง จาก Encyclopedia of 15,000 Illustrations หัวข้อที่ 7711 “Four Important Questions” หน้า 1708)

ที่วิหารเวสต์มินสเตอร์ (Westminter Abbey) ณ หลุมฝังศพของ เดวิด ลิฟวิ่งสโตน (David Livingstone) มีข้อความบันทึกว่า “เพราะมีข้าพเจ้า จึงเกิดฝูงแกะเหล่านั้น” และมีข้อความเตือนใจคนรุ่นหลังเป็นคำถาม

4 คำถามว่า

“ถ้าเท้าของท่านไม่ก้าวออกไปหาพวกเขา ใครจะเป็นคนนำฝูงแกะเหล่านั้นกลับมาหาพระเจ้า?”

“ถ้ามือของท่านไม่ได้จูงพวกเขากลับมา ฝูงแกะเหล่านั้นจะกลับมาหาพระเจ้าได้อย่างไร?”

“ถ้าปากของท่านไม่เปิดออกและประกาศแก่พวกเขา ฝูงแกะเหล่านั้นจะได้ยินข่าวประเสริฐได้อย่างไร ?”

“ถ้าใจของท่านไม่รักพวกเขา ฝูงแกะเหล่านั้นจะรู้จักความรักของพระเจ้าได้อย่างไร? ”

นี่เป็นคำถามของมิชชันนารีผู้ที่เชื่อฟังพระมหาบัญชาและตัดสินใจออกไปบุกเบิกงานของพระเจ้าในทวีปแอฟริกาอันแสนยากลำบาก

วันนี้ขอให้เราเป็นพันธกรของพระเจ้าที่ออกทำการพันธกิจของพระเจ้า เพื่อนำคนทั้งหลายกลับมาหาพระองค์

เพราะงานพันธกิจมีคุณค่า และพันธกรก็คู่ควรในคุณค่าแห่งคำสรรเสริญ!

29 ตุลาคม 2553

Power of God : ฤทธิ์อำนาจพระเจ้า


Power of God : ฤทธิ์อัศจรรย์แห่งความเชื่อ ตั้งบนความหวัง เกิดพลังรักที่ยิ่งใหญ่

สวัสดีครับพี่น้องที่รักยิ่งในพระคริสต์ทุกท่าน ขอบคุณพระเจ้า ผมเพิ่งกลับจาก สัมมนา อีสานฟื้นฟู Power of God "ฤทธิ์อัศจรรย์ คืนชีวิตสู่อีสาน" ที่ศูนย์การเรียนรู้ อาคารสุนี Tower จังหวัดอุบลราชธานี ในวันที่ 23-24 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีคนร่วมประมาณ 200 ท่าน

การสัมมนาครั้งนี้จัดโดยพี่น้องเครือคริสตจักรแห่งพระบัญชา ในภาคอีสาน ได้รับพระพรมากมาย ในวันนี้จึงขอนำพระพรมาแบ่งปัน เล่าสู่กันฟัง

การไปทำพันธกิจครั้งนี้ เป็นประสบการณ์ที่แปลกใหม่ แตกต่างจากงานพันธกิจที่ผมเคยไปที่ผ่านมา ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของพี่น้องเครือคริสตจักรแห่งพระบัญชาในภาคอีสานที่ร่วมกันจัดขึ้น แม้ว่าเวลาการเตรียมตัวจะน้อย แต่เห็นถึงพระหัตถ์ของพระเจ้าที่เป็นผู้จัดเตรียมจัดสรรในหลายสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ และทีมงานต่างๆ ที่พระเจ้าทรงส่งมาช่วยเหลือการจัดงานครั้งนี้


การจัดงานครั้งนี้ ผมประทับใจพี่น้องจากกรุงเทพฯ ที่เดินทางไปช่วยงาน ไม่ว่าจะเป็น อ.ประยุทธ (หนุ่ม)และ ภรรยา ที่นำทีมนักอธิษฐานวิงวอน(Intercessor)เผื่อการเตรียมการ เป็นเหมือนกองทัพหน้าที่เข้าไปเตรียมทางให้ก่อน มีทีมงานนักอธิษฐานวิงวอน(Intercessor) ได้แบ่งปันถึงประสบการณ์ในการอธิษฐานว่าพระเจ้าทรงเปิดทางในย่านฟ้าอากาศใน จังหวัดอุบลฯ เทพผู้ครองและโมหะแห่งความมืดถูกจัดการ แม้แต่เด็กผู้หญิงวัยเพียง 8 ขวบ ก็เห็นนิมิตเช่นนั้น

การสัมมนาในครั้งนีั้ มีท่านอาจารย์ นิมิต พานิช เป็นวิทยากรหลัก และผมไปช่วยเสริม นอกจากนี้มี ดร.นพ.ยุทธนาและภรรยา, อ.ประยุทธ (หนุ่ม)และภรรยา, คุณศิรินทร์(โต) และทีมนมัสการไปช่วยสอน Workshop ในชั้นการฟังพระสุรเสียง,พันธกิจการเยียวยา, การนมัสการในพระสิริ

การสอนในสัมมนาครั้งนี้ พี่น้องที่มาฟังได้รับพระพรอย่างมาก และนอกเหนือจากคำสอนและบรรยากาศการนมัสการตลอดทั้ง 2 วัน สัมผัสได้ถึงการทรงสถิตของพระเจ้าอย่างมาก ทำให้นึกถึงคำเผยพระวจนะของ Dr.Chuck Pierce ที่ กล่าวว่า มือแห่งการเต้นรำของพระเจ้า..จะเคลื่อนไปทั่ว ประเทศไทย....พระเจ้าจะปลดปล่อยมือของเราให้ มีอิสระในประเทศไทย การนมัสการใหม่ วิธีการใหม่จะเกิดขึ้น... (วันที่ 16 ต.ค.2010)

พระ เจ้าได้ทำให้เรานมัสการแบบกองกำลังของพระเจ้า (worship warrior) เป็นนมัสการที่นำมาซึ่งการปลดปล่อยจากโรคภัยไข้เจ็บ และชัยชนะจากพระเจ้า

ในครั้งนี้ ก่อนที่จะมีการเริ่มสัมมนา มีการประชุมที่กรุงเทพฯ ระหว่างที่เรานมัสการ มีคำเผยพระวจนะว่า พระเจ้าจะส่งกองกำลังนักนมัสการ เข้ามาเสริมในกองทัพของพระเจ้า และคำเผยพระวจนะ ก็กลายเป็นจริง เพราะในสัมมนาครั้งนี้ ทีมนมัสการจากอุบลฯ ก็มาร่วมนิมิตกับคริสตจักรพระบัญชาเดชอุดม ของอาจารย์สมชาย และอาจารย์วาสนา

ผมเชื่อว่า พระเจ้าจะส่งกองกำลังมาสนับสนุนงานพันธกิจในภาคอีสานอย่างมากมาย ตามพระวจนะของพระเจ้า ใน

อิสยาห์ 62:22 ผู้เล็กน้อยที่สุดจะเป็นตระกูล และผู้นิดที่สุดจะเป็นประชาชาติอันมีอานุภาพ เราคือพระเจ้า ถึงเวลาเราก็จะเร่ง

ดังนั้น พี่น้องในภาคอีสาน ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัด อุบลฯ ศรีสะเกษ และขอนแก่น อย่าดูหมิ่นว่าตนเองเป็นผู้เล็กน้อย เพราะต่อไปการฟื้นฟูจะไปสู่ภาคอีสาน พระเจ้าจะใช้พี่น้องภาคอีสานมากยิ่งขึ้น เหมือนดังเช่น กิเดโอน จากที่เขาคิดว่าเป็นผู้เล็กน้อยที่สุดในเผ่ามนัสเสห์ แต่พระเจ้ากลับเลือกใช้เขาในการรบกับคนมีเดียน สิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้น ผ่านคนกลุ่มเล็ก ๆ นี้ พระเจ้าคัดสรรคน จำนวนสามร้อยคน ต่อสู้กองทัพใหญ่ของคนมีเดียนได้ชัยชนะ ฉะนั้น ผมเชื่อว่า กองทัพของพระเจ้าในภาคอีสานจะเป็นกองทัพแห่งชัยชนะ

ในช่วงกลางคืนของวันที่ 23 ตุลาคม อ.นิมิตได้เทศนาจากพระธรรม 1 เปโตร 2:24
พระองค์เองได้ทรงรับแบกบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์ ที่ต้นไม้นั้น เพื่อว่าเราทั้งหลายจะได้ตายจากบาปได้ และดำเนินชีวิตตามคลองธรรม ด้วยบาดแผลของพระองค์ ท่านทั้งหลายจึงได้รับการรักษาให้หาย
ในเวลานั้น อาจารย์ได้ให้ที่ประชุมดู VCD เรื่อง The Passion of the Christ และอ่านพระคัมภีร์จากตอนนี้ แต่อาจารย์นิมิตไม่ได้เทศน์ ให้ที่ประชุมนมัสการ และอธิษฐานเผื่อผู้เจ็บป่วย และมีพี่น้องหลายท่านหายจากการเจ็บป่วยอย่างอัศจรรย์ และพี่น้องบางท่านมีประสบการณ์นอนลง แช่ตัวในพระสิริของพระเจ้า เมื่อลุกขึ้นมาสัมผัสถึงความชื่นชมยินดีอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ในค่ำคืนนั้น ไม่มีการเทศนาจากมนุษย์แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์เอง พระองค์ทรงเป็นผู้เทศนา !

เราจึงได้เห็นการเคลื่อนไหว และสัมผัสพระสิริของพระองค์อย่างมาก

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่ใช้มือเล็ก ๆ ของเราทำการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ของพระองค์ได้

ในการสัมมนาครั้งนี้ผมขอสรุปคำสอน เป็นคำภาษาอังกฤษ คำว่า POWER ซึ่งหมายถึง ฤทธานุภาพที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ดังนี้

P = Possible (เป็นไปได้)
ฤทธานุภาพของพระเจ้ากระทำให้สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้นั้น เป็นไปได้ ในพระเจ้าเป็นได้ทุกสิ่ง

เราทำส่วนของเราในสิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุด และพระองค์จะทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้กับเรา สุดเหยียดของมนุษย์คือฝีพระหัตถุของพระเจ้าที่ทำการอัศจรรย์

มัทธิว 17:20 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เพราะเหตุพวกท่านมีความเชื่อน้อย ด้วยเราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดพืชเมล็ดหนึ่งท่านจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงเลื่อนจากที่นี่ไปที่โน่น" มันก็จะเลื่อน สิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งท่านทำไม่ได้ จะไม่มีเลย"

O=offensive (รุกคืบ)

ฤทธานุภาพของพระเจ้าเป็นเรื่องของการ รุกคืบเข้าไป ไม่ใช่การตั้งรับ แต่เป็นฝ่ายรุกเข้าไปในแดนศัตรู

มัทธิว 16:18 ฝ่ายเราบอกท่านว่าท่านคือเปโตร และบนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตายจะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้ (ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้รุกคืบไปมีชัยเหนือความตาย)

W=Welfare (สวัสดิภาพ)

ฤทธานุภาพของพระเจ้ากระทำให้ผู้เชื่อรับสวัสดิภาพความผาสุกทั้งร่างกาย จิตใจ จิตวิญญาณ

เยเรมีย์ 29:11 พระเจ้าตรัสว่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า

E= Entitle to everyone (ให้สิทธิ์แก่ทุกคน)
ฤทธานุภาพของพระเจ้า เป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถมีประสบการณ์ได้ และทุกคนสามารถปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจได้ไม่ใช่เพียงแค่ผู้นำ หรือคนใดคนหนึ่ง
มัท ธิว 28:18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า "ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว
R= Receive and Release (รับและปลดปล่อย)

พระเจ้าประทานฤทธานุภาพของพระองค์แก่เรา เพื่อเราจะรับ และปลดปล่อยช่วยเหลือผู้อื่นต่อไป (ปลดปล่อยของประทาน)

อิสยาห์ 61:1-2 1 พระวิญญาณแห่งพระเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเจิมข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังผู้ที่ทุกข์ใจ พระองค์ทรงใช้ข้าพเจ้ามาให้เล้าโลมคนที่ชอกช้ำระกำใจ และร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย และบอกการเปิดเรือนจำออก {หรือ การเบิกตา แต่ฮีบรูว่า การเปิด} ให้แก่ผู้ที่ถูกจำจอง 2 เพื่อประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเจ้า และวันแห่งการแก้แค้นของพระเจ้าของเรา เพื่อเล้าโลมบรรดาผู้ที่ไว้ทุกข์

พระธรรมลูกา บทที่ 10 พระเยซูส่งสาวกออกไปทำการอัศจรรย์ ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า การอัศจรรย์จะไม่เกิดขึ้นเพียงในพระคัมภีร์ แต่จะเกิดขึ้นจริงในชีวิตของเรา หากเรามีความเชื่อ ส่งต่อไปยังผู้ที่มีความหวัง ทำพันธกิจด้วยความรักที่ยิ่งใหญ่จากพระเจ้า

การอัศจรรย์ครั้งต่อไป จะเป็นของทุกคน!


รักษาไฟพระวิญญาณในชีวิต


จากคำสอนในการสัมมนา “ไฟชำระสู่การฟื้นฟู” (Refining Fire for Revival) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้ว่าพระเจ้าทรงได้ทำการชำระชีวิตของผู้เชื่อด้วยพระวิญญาณ และจะนำการฟื้นฟูมาสู่ชีวิตของเราทุกคน ในวันนี้เราจะมาพิจารณาถึงพระราชกิจของไฟพระวิญญาณและการรักษาไฟพระวิญญาณในชีวิต ของเราไม่ให้มอดดับไป

1. คุณลักษณะและพระราชกิจของพระวิญญาณในชีวิตคริสเตียนที่สะท้อนผ่านสัญลักษณ์ “ไฟ”

1.1 การเผาผลาญความบาปและชำระให้ชีวิตบริสุทธิ์

เมื่อกล่าวถึง “ไฟ” เราย่อมนึกถึงการเผาผลาญ ความร้อน ซึ่งพระคัมภีร์ได้เปรียบภาพไฟที่เผาผลาญกับการพิพากษาและการชำระบาป เหมือนกับการใช้ไฟมาถลุงทองคำเพื่อชำระและแยกขี้แร่ออกจากเนื้อทองเพื่อให้เหลือแต่ทองบริสุทธิ์ (อสย.4:4)
ยอห์นผู้ให้บัพติศมาได้พยากรณ์ไว้ว่าพระเยซูจะนำเราทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณ
และไฟ ซึ่งเล็งถึงพระวิญญาณและการชำระชีวิต เพราะเหตุการณ์ใน กจ.2 ได้ยืนยันคำพยากรณ์ดังกล่าว (มธ.3:11; กจ.2:3) พระวิญญาณชำระบาปและนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่ชีวิตของผู้เชื่อ(ยน.16:7-8) และพระวิญญาณยังเป็นผู้ประทานผลพระวิญญาณ 9 ประการ (กท.5:22-23)

1.2 การเต็มเปี่ยมด้วยฤทธิ์อำนาจและประทานหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในการรับใช้

อีกประการหนึ่ง “ไฟ” ยังสะท้อนถึง การเปี่ยมล้นด้วยฤทธิ์อำนาจ (กจ.2:1-4)
หลังจากนั้นพวกเขาสามารถรับใช้ด้วยการกระทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์อย่างเต็มขนาด(กจ.4:33; 6:8; 10:38)

1.3 การเร้าใจให้เกิดความกระตือรือร้นในการรับใช้

“ไฟ”
ยังสะท้อนคุณลักษณะของพระวิญญาณในด้านความกระตือรือร้น โดยพระวิญญาณจะเป็นผู้เร้าใจให้ผู้เชื่อเกิดความกระตือรือร้น เกิดใจปรารถนาตอบสนองพระเจ้าจะรีบเร่งในการสื่อสารความจริงเรื่องพระเจ้า เป็นต้น (กจ.4:8; รม.12:11)

2 วิธีการรักษาไฟพระวิญญาณในชีวิตคริสเตียน โดยเปรียบภาพของการรักษาไฟในกองไฟ

2.1 กลับใจใหม่จากบาปเสมอ : หมั่นตักมูลเถ้าออกจากกองไฟ

ในพระธรรมเลวีนิติได้ให้ข้อคิดการรักษาไฟในการเผาเครื่องบูชา ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ในการรักษาไฟแห่งพระวิญญาณในชีวิต (ลนต.6:10)
มูลเถ้าเป็นเศษเหลือหลังจากการเผาผลาญที่หากไม่ตักออกก็จะลดทอนการลุกติดของไฟ ซึ่งทำให้เชื้อเพลิงไม่ติดไฟ
เปรียบได้กับความบาปที่เกิดขึ้นในชีวิต และพระวิญญาณได้กระตุ้นให้เราสำนึกบาป
ดังนั้นทุกครั้งที่จิตสำนึกเราถูกกระตุ้นให้สำนึกบาป เราควรตอบสนองด้วยการกลับใจใหม่ สารภาพบาปต่อพระเจ้า (1 ยน.1:9)

2.2 มีชีวิตอธิษฐาน นมัสการ ศึกษาพระคัมภีร์สม่ำเสมอ : เติมเชื้อเพลิงเป็นประจำ

เชื้อเพลิงเป็นสิ่งที่เลี้ยงให้ไฟลุกติด หากเปรียบ ไฟ คือ พระวิญญาณ เชื้อเพลิงที่เอื้อให้พระวิญญาณเข้ามางานในชีวิตได้อย่างดีคือการมีชีวิตอธิษฐาน นมัสการ อ่านพระคัมภีร์สม่ำเสมอ
ในพระธรรมเลวีนิติได้กล่าวถึงวิธีการรักษาไฟในการเผาเครื่องบูชาว่า ต้องเติมเชื้อเพลิงเป็นประจำ
(ลนต.6:12) และเราก็มักพบว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชีวิตของเหล่าผู้เชื่อในคริสตจักรสมัยแรกมีความกระตือรือร้นในการดำเนินชีวิตกับพระเจ้าคือ การใกล้ชิดพระวิญญาณผ่านการอธิษฐาน นมัสการ ศึกษาพระคัมภีร์ (กจ.2:46-47; 18:25; 22:3)

2.3 เข้าร่วมสามัคคีธรรมกับพี่น้องที่กระตือรือร้นและเข้มแข็ง : รวบรวมเชื้อเพลิงที่คุให้อยู่ใกล้กันเสมอ

อีกวิธีหนึ่งในการรักษากองไฟให้ลุกโชติช่วง คือ การโกย เชื้อเพลิงแต่ละชิ้นที่ลุกติดไฟให้อยู่รวมกันเพื่อให้เกิดการถ่ายเทความร้อนกันและกัน
ในทำนองเดียวกันการเข้าร่วมสามัคคีธรรมกับพี่น้องที่กระตือรือร้นและเข้มแข็งก็จะช่วยให้เรารักษาความกระตือรือร้นได้เสมอ (1 ยน.1:7; ฮบ.10:25)

2.4 มีส่วนรับใช้พระเจ้าอย่างเต็มที่ : ไม่ปล่อยเปลวให้ไฟมอดดับลง

การโหมให้เปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่เสมอก็เป็นอีกวิธีทางหนึ่งในการรักษาไม่ให้ไฟมอดดับไป
พระเจ้าปรารถนาให้เรามีท่าทีติดตามพระองค์ด้วยสุดใจ เช่นเดียวกับการโหมให้เปลวไฟลุกโชติช่วง ดังนั้น หากเราต้องการรักษาความกระตือรือร้นในชีวิต การมีส่วนรับใช้พระเจ้าเป็นวิธีสำคัญอีกประการหนึ่ง เพราะการมีส่วนรับใช้พระเจ้าเป็นการเปิดช่องให้เราพึ่งพาพระวิญญาณในการใช้ของประทาน และเราควรมีท่าทีในการรับใช้อย่างเต็มที่ด้วย (วว.3:15-16; รม.12:11)

20 ตุลาคม 2553

คำเผยพระวจนะและคำสอนของพระเจ้าผ่าน Dr. Chuck Pierce ที่ คจ ใจสมาน ซอยรามคำแหง 68

ขอขอบคุณพี่น้องคริสตจักรธารพระพร นครราชสีมา สำหรับช่วยส่งคำเผยพระวจนะและคำสอน Dr.Chuck Pierce มา ผมนำมาลงใน Blog ผม เพื่อเป็นพระพรสำหรับผู้อ่านต่อไปครับ

คำเผยพระวจนะและคำสอนของพระเจ้าผ่าน Dr. Chuck Pierce ที่ คจ ใจสมาน ซอยรามคำแหง68 ช่วงค่ำ
วันเสาร์ที่ 16 ตุลาคม 2010

ที่มา : http://4windsprayer.com/index.php/prophetic/92--68


นี่เป็นเวลาของพระเจ้าสำหรับประเทศไทย นาฬิกาทรายพระเจ้าได้ปลดสิ่งที่ผูกมัด หรือผูกติดประเทศนี้เอาไว้และเวลาของพระเจ้านั้นอยู่ที่ประเทศนี้ผมเชื่อว่าเรากำลังเข้าสู่ช่วงเวลาใหม่ ที่พระเจ้ามีให้กับพวกคุณผมเชื่อว่าพวกคุณจะเตรียมสำหรับพระสิริของพระเจ้าที่กำลังจะมาพระองค์ทรงเลือกประเทศนี้ที่พระสิริของพระองค์จะประทับอยู่เหนือแผ่นดินนี้พระแห่งแผ่นดินนี้จะต้องก้มหัวลงให้กับพระเจ้าพระสิริของพระองค์ สิ่งที่ผมสังเกตคือพระวิญญาณของพระเจ้านั้นเคลื่อนไหวตลอดทั่วแผ่นดินนี้อย่างไร?

เราเองมีสิทธิพิเศษที่จะได้เดินทางไปทั่วโลกพระกายของพระองค์กำลังโหยหาที่จะพบกับพระเจ้าตลอดทั่วแผ่นดินโลกคนส่วนน้อยที่คงเหลืออยู่กำลังลุกขึ้นเพื่อที่จะรองรับ ขอให้พระสิริของพระเจ้านั้นเสด็จเข้ามาในโลกนี้ครั้งนี้ผมสัมผัสได้ว่าพระเจ้ากำลังให้ประชากรแห่งชัยชนะกำลังเกิดขึ้น และกำลังเริ่มนมัสการพระองค์จากเหนือมาใต้ ตะวันออกไปตะวันตกพระเจ้าได้พูดในคืนวันนี้

มือที่เต้นรำที่เต้นอยู่ของพระเจ้ากำลังไปทั่วประเทศนี้ มันจะมีเวลาที่ปรากฏขึ้นในข่าวสาร ที่จะเห็นประเทศไทยนั้นนมัสการพระเจ้าและ คนของพระเจ้านั้นเต้นรำทั่วประเทศนี้ทั่วทั้งโลกจะตระหนักว่าพระวิญญาณของพระเจ้าอยู่ที่ประเทศไทยหลายสิ่งหลายอย่างกำลังจะเกิดขึ้นเพราะเราได้เคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่ง ผมเชื่อว่าในคืนวันนี้เรากำลังได้รับมอบหมายส่งท่านทั้งลายให้เคลื่อนเข้าไปสู่จุดใหม่ของท่านทั้งหลาย "เตรียมตัวให้พร้อม ให้เคลื่อนย้ายจากจุดหนึ่งไปสู่อีกจุดหนึ่งจากไฟระดับหนึ่ง ไปสู่ไฟอีกระดับหนึ่งจากน้ำในแม่น้ำของพระเจ้าหนึ่งไปสู่อีกระดับหนึ่ง" เรากำลังย้ายจากถุงหนังแบบหนึ่ง ไปสู่อีกถุงหนังหนึ่งตอนนี้กำลังพูดถึงโครงสร้าง ที่จะ นำการเปลี่ยนแปลงในอนาคตตอนนี้กำลังก่อตัวขึ้นแล้ว


ในอดีตความฝันที่เรารอความหวังที่เรารอแล้วรออีก แล้วไม่เกิดขึ้นและการที่โรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายมาสู่การหายดีแผ่นดินนี้ต้องการการเจิม ที่เคลื่อนเข้าสู่การชื่นชมยินดีในอดีตที่เราปกครองตัวเราเอง ทำตามใจเราเองนั้นเราได้เคลื่อนเข้าไปสู่การเป็นระเบียบในฝ่ายวิญญาณ ในระดับใหม่เราเคลื่อนย้ายจากแนวความคิดที่คิดถึงแต่คริสตจักรของเราก้าวเข้าสู่ความเป็นจริงแห่งอาณาจักรของพระเจ้า ที่จะปรากฏขึ้นอาณาจักรของพระเจ้าจะเป็นสิ่งที่จริงจังเป็นสิ่งที่สัมผัสได้ในประเทศไทยเราเคลื่อนจากการเจิมระดับหนึ่ง ไปสู่การเจิมอีกระดับหนึ่ง และการเจิมนั้นหักแอกทั้งหลาย และศัตรูนั้นพยายามต่อสู้พยายามหยุดยั้งการเจิมใหม่นี้ "คุณคือผู้ที่ถูกเจิม" เพราะคุณถูกเจิม คุณจะทะลวงคุณจะทะลุออกไปได้เราเองเคลื่อนจากอีกที่หนึ่งไปสู่อีกที่หนึ่งจากหน้าหนึ่งไปสู่อีกหน้าหนึ่งจากความเชื่อหนึ่งไปสู่อีกความเชื่อหนึ่งนั่นหมายถึงจะมีการแสดงออกของการเจิม จะมีการเยียวยารักษาการอัศจรรย์ทั้งหลายเกิดขึ้นท่ามกลางพระกายของพระองค์แต่นี่คือสิ่งที่ผมเห็น

สำหรับประเทศไทย คุณเองกำลังเคลื่อนจากระดับเดียวของการนมัสการ ของการชื่นชมยินดี หรือการเฉลิมฉลองคุณกำลังก้าวเข้าไปสู่ของระดับการเทิดทูนชื่นชมเมื่อพระเจ้ามาท่ามกลางคุณโลกนี้จะรู้จักประเทศไทย ว่าเป็นแผ่นดินแห่งการนมัสการแผ่นดินแห่งการสรรเสริญ และขณะที่คุณเองมีชื่อเสียงอย่างหนึ่งทั่วโลกคุณจะมีชื่อเสียงใหม่ ว่าลูกหลานแห่งแผ่นดินนี้นมัสการและสรรเสริญพระเจ้า

ประเทศไทยจะมีภาพลักษณ์ใหม่และประชากรของพระเจ้านั้นจะเริ่มฉายแสงเขากำลังเคลื่อนเข้าสู่การเผยพระวจนะในระดับใหม่ที่จะผลิตประชาชนที่มีชัยชนะของพระเจ้าสิงห์แห่งเผ่ายูดาห์ จะมีชัยชนะตอนนี้คุณจะเป็นตัวแทนของสิงห์แห่งเผ่ายูดาห์ตลอดทั่วแผ่นดินนี้ คุณต้องกล้าหาญ ต้องหนักแน่น ในการก้าวเข้าสู่ฤดูกาลใหม่นี้ เรากำลังเข้าสู่ฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยวในฤดูกาลแห่งการเก็บเกี่ยวใหม่ของ พระเจ้านี้ คนของพระเจ้าต้องก้าวเข้าไปสู่การกล้าหาญแบบใหม่เราจะต้องคิดแตกต่างออกไป หัวใจของเราต้องเปลี่ยนแปลงต้องเปลี่ยนแปลงไปหาพระเจ้า ให้กับพระเจ้าในระดับใหม่ เอามือวางที่หัวใจของคุณ หัวใจนั้นเต้น เพราะว่าหัวใจนั้นคิดเป็นเพราะฉะนั้นหัวใจจึงต้องเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะมีหัวใจแห่งความเมตตากรุณา ความสงสาร ตลอดทั่วแผ่นดินนี้ เมื่อหัวใจของคุณเปลี่ยนสมองของคุณก็จะคิดแตกต่างออกไป เพราะฉะนั้นตอนนี้คนของพระเจ้าเปลี่ยนแปลงจากหัวใจ หัวใจของเขา สมองของเขาก็จะเริ่มคิดในวิถีทางใหม่ๆอีกมือที่วางบนหัวของคุณ ตะโกนว่า เปลี่ยน ! ตะโกนว่าพระองค์กำลังเปลี่ยนคนของพระองค์


บนแผ่นดินนี้ผมปลดปล่อยศักยภาพให้กับพวกคุณที่จะคิดนอกกรอบผมปลดปล่อยที่วิญญาณของพระเจ้าจะเคลื่อนไหวในพวกคุณทั้งหลาย อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ตอนนี้คุณกำลังเคลื่อนกำลังเคลื่อนออกจากถุงหนังใหม่ เพราะถุงหนังใหม่ได้ระเบิดออกมาแล้วพวกคุณเองก็ถูกเทออกมาในวิถีทางใหม่ๆ พระเจ้าพูดกับผมว่าให้ฝึกปรือมือของพวกเขาที่จะทำสงครามให้ฝึกปรือมือของพวกเขาที่จะทำสงครามให้เตรียมมือของพวกเขาฝึกปรือมือของพวกเขาที่จะทำสงคราม หมายความว่าเราจะนำคนเหล่านี้ไปสู่จุดใหม่แห่งการใช้พระวจนะของเราพวกเขาสามารถที่จะโก่งคันธนูอย่างเต็มที่แล้วปล่อยธนูนี้วิ่งออกไปข้างหน้า ครั้งแรกผมที่มาผมได้เห็นไฟของพระเจ้าลุกทั่วประเทศนี้ผมได้เผยพระวจนะในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของการปกครองและหลังจากนั้น ถนนในกรุงเทพ ก็มีความวุ่นวายเกิดขึ้น

ครั้งนี้ผมเห็นสิ่งที่แตกต่างออกไปพระเจ้าบอกให้ฝึกปรือมือของพวกเขาเพื่อทำสงครามพระวิญาณของพระเจ้าตรัสว่าจงเตรียมจงฝึกปรือมือของพวกเขาเพื่อทำสงคราม ยกมือของเราขึ้นพระเจ้าพระองค์ได้มองเห็นมือของคนส่วนน้อยที่หลงเหลืออยู่นี้ในพระวจนะมือของคนของพระเจ้าคือมีอิสรภาพมือของคุณมีอิสระที่จะสะบัดสิ่งที่จับคุณเอาไว้ให้หลุดออกไปได้สะบัดมือของคุณ สั่นมือของคุณต่อหน้าพระเจ้าฤดูที่แล้วอะไรก็แล้วแต่ที่พยายามจับมือของคุณเอาไว้พระเจ้าเราบอกว่าตอนนี้เขย่าหลุดไปแล้ว มือที่กำลังแกว่งของพระเจ้ากำลังเคลื่อนไปทั่วแผ่นดินนี้มือของคุณมีอิสระที่จะเคลื่อนไปกับมือที่เต้นรำอยู่ของพระเจ้ามันหมายถึงพระเจ้าจะปลดปล่อยมือของพวกคุณทั้งหลายที่จะมั่งคั่งพระเจ้ากำลังปลดปล่อยมือของคุณให้อิสระที่จะทวีคูณชูมือของคุณขึ้นสู่ฟ้าสวรรค์ และนี่คือภาพที่ผมเห็น

เมื่อพระเจ้าปลดปล่อยมือของคุณให้มีอิสระในประเทศไทยพระองค์เองก็จะฝึกปรือมือของพวกคุณให้ทำสงครามทันใดนั้นดาบก็ก็ล่วงหล่นลงมาจากฟ้าสวรรค์ลงมาในมือของพวกเราและคนของพระเจ้าก็เริ่มคว้าดาบเหล่านี้ที่กำลังลงมาและคนของพระเจ้าก็เริ่มตัดปลดปล่อยให้มีอิสรภาพและคนของพระเจ้าก็เริ่มเคลื่อนในวิถีใหม่และคนของพระเจ้าก็เริ่มเปิดที่ใหม่ๆ ที่ไม่เคยเปิดมาก่อน ผมมาที่นี่เพื่อป่าวประกาศกับพวกคุณทั้งหลายว่าพระเจ้าจะฝึกปรือมือของพวกคุณให้ทำสงครามและดาบของพระเจ้าตอนนี้จะเคลื่อนไปที่ประเทศไทยดาบแห่งพระวิญญาณพระแสงดาบแห่งพระวิญญาณของพระเจ้านั้นจะเริ่มต้นตัดและแยกสิ่งต่างๆออกในเวลานี้ของคนทั้งหลาย ที่ถูกพันธนาการโดยโครงสร้างโดยศาสนาจะเริ่มมีอิสรภาพที่จะนมัสการพระเจ้า

ผมมาเพื่อป่าวประกาศกับคุณทั้งหลายว่าตอนนี้การเคลื่อนไหวของการนมัสการใหม่กำลังจะพัดไปทั่วประเทศนี้ผมมาเพื่อประกาศกับการประชุมนี้ว่า จะมีสิ่งใหม่ๆ วิธีการใหม่ๆคลื่นใหม่ปรากฏขึ้นที่ประเทศนี้และการนมัสการที่สุดแล้ว จะคว่ำประเทศนี้ลง

19 ตุลาคม 2553

คำเผยพระวจนะของ ดร.ชัค เพียซ ช่วงบ่ายวันที่ 17 ต.ค. 2010 ที่คจ.แห่งพระบัญชา

คำเผยพระวจนะและของ ดร.ชัค เพียซ ช่วงบ่ายวันที่ 17 ต.ค. 2010 ช่วงบ่าย ที่คจ.แห่งพระบัญชา

Keep Moving! Joy Will Overtake You!

Dear Worshiping Warriors:

This has not been an easy trip, but the fruit has been wonderful. Hong Kong was amazing. We will send a full trip report. We are now in Thailand. Tonight was the first time I have participated in commissioning leaders from many different groups to disciple a nation. We commissioned 16 leaders into the new wineskin. Some are Ministries of Zion, some are Churches of Zion. Tomorrow I commission Pastor Nimit from Global Spheres. He is one of the most prominent leaders in Bangkok that is now moving in God's Kingdom plan for this hour.

Blessings,
Chuck D. Pierce

จงเคลื่อนต่อไป ความยินดีติดตามท่านไป

ถึงนักรบแห่งการนมัสการทุกท่าน

การ เดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเลย แต่ผลลัพธ์ที่ได้เห็นนั้นช่างยอดเยี่ยม ฮ่องกงเป็นที่ที่น่าตื่นตาตื่นใจซึ่งเราจะส่งรายงานการเดินทางเต็มรูปแบบให้ ภายหลัง เรากำลังอยู่ในประเทศไทย คืน นี้เป็นครั้งแรกที่ผมได้ร่วมในการมอบหมายแต่งตั้งผู้นำ จากกลุ่มต่างๆ หลากหลายกลุ่มเพื่อ รับใช้/ดูแล/สร้างสาวก ในประเทศ เรามอบหมายแต่งตั้งผู้นำ 16 คน เข้าสู่ถุงหนังองุ่นใหม่ บ้างก็เพื่อสำหรับงานรับใช้ของ Ministries of Zion บ้างก็เพื่อคริสตจักร Churches of Zion พรุ่งนี้ผม มอบหมายแต่งตั้งอาจารย์นิมิตจาก Global Spheres ท่านเป็นหนึ่งในผู้นำที่โดดเด่นในกรุงเทพที่กำลังเคลื่อนในแผนการอาณาจักร ของพระเจ้าอยู่ในขณะนี้

ขอพระเจ้าอวยพร

ชัค ดี เพียส

คำเผยพระวจนะและคำสอนของ ดร.ชัค เพียซ ช่วงเช้าวันที่ 17 ต.ค. 2010 ที่คจ.แห่งพระบัญชา

ขอขอบคุณพี่น้องคริสตจักรธารพระพร นครราชสีมา สำหรับช่วยส่งคำเผยพระวจนะและคำสอน Dr.Chuck Pierce มา ผมนำมาลงใน Blog ผม เพื่อเป็นพระพรสำหรับผู้อ่านต่อไปครับ
คำเผยพระวจนะและคำสอนของ ดร.ชัค เพียซ วันที่ 17 ต.ค. ช่วงเช้าที่ คริสตจักรแห่งพระบัญชา

ที่มา :http://4windsprayer.com/index.php/prophetic/92--68


สิ่งที่จะเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษปึ 70 นี้ 5770 (2010) – 5779 (2019) เริ่มต้นที่ปีนี้ คือปี 5771 (2011)

ตัวอักษร อาเล็ฟ คือ ตัวเลข 1 ในภาษาฮีบรูเป็นตัวเลขที่หมายถึงความมืด ความกลุ้มใจ แต่ขณะเดียวกันความสว่างก็เกิดขึ้น และฉายแสงออกมา นี่เป็นเวลาแห่งการเฝ้าดู เป็นเวลาแห่งการเขียน เป็นเวลาแห่งการเขียนนิมิตให้ง่าย ๆ และชัดเจน

ภายในเวลาสี่เดือนนี้ เราจะทำให้นิมิตที่เจ้ามีนั้นชัดเจนขึ้น เราจะรื้อฟื้นการงาน และเจ้าจงดู

จงสอนพวกเขาที่จะฝึกฝนเพื่อเข้าสู่สงครามได้อย่างไร เพราะว่าฤทธิ์อำนาจของเราจะปรากฏท่ามกลางคนเหล่านี้ เราจะวางเจ้าไว้ในตำแหน่งที่คนเป็นจำนวนมากมาหาเจ้า

วันนี้ คือ พรุ่งนี้ของคุณ

พวกเรา อาจจะเริ่มต้นเหมือนหนอน แม้ว่าพวกเราจะเริ่มต้นอย่างหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าพวกเราก็จะจบอย่างนั้น พวกเรากำลังถูกเปลี่ยนและบางครั้งพวกเราก็รู้สึกเหมือนว่าพวกเราจะขยับไม่ ค่อยได้ พวกเราจำต้องเข้าไปยังที่แคบ และดูเหมือนว่าเราจะกลับไปสู่โครงสร้างเดิม ๆ แต่บางสิ่งกำลังเกิดขึ้น ภายในโครงสร้างแบบเดิม ๆ นั้นแหละ สิ่งใหม่กำลังถูกสร้างขึ้นมา

ในช่วงสองปีที่ผ่านมาในประเทศไทย มันอาจจะดูไม่ค่อยงามเท่าไร ก็เป็นเพราะคุณกำลังถูกผลักออกมา คุณกำลังออกจากที่เดิม ทันใดนั้น คุณก็มีอิสระ เสรีภาพใหม่ ๆ ก็เริ่มขึ้น คุณก็ทิ้งโครงสร้างเก่านั้นไป และตอนนี้คุณอยู่ที่จุดนี้แหละ จริง ๆ คุณพร้อมแล้วที่จะกางปีกออกและบินขึ้นไป คุณพร้อมแล้วที่จะให้อัตลักษณ์ใหม่ปรากฏขึ้นมา

สิบแปดเดือนที่แล้วคุณถูกมองในภาพลักษณ์หนึ่ง แต่เวลานี้คุณสวยและหล่อสำหรับอนาคตแล้ว ตอนนี้ เราต้องเริ่มที่จะพูดสิ่งที่พระเจ้ากำลังพูดอยู่ เราต้องพูดถึงเรื่องอนาคตของเรา ไม่ว่าพระเจ้าจะพูดอย่างไร การปลดปล่อยนั้นก็จะเกิดขึ้นมา การที่คุณพูดอะไร สิ่งนั้นจะเกิดขึ้นจริง คุณต้องเริ่มต้นพูดว่า “สิ่งใหม่กำลังเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย สิ่งใหม่ เหตุการณ์ใหม่กำลังเกิดขึ้นแล้วในภูมิภาคนี้” คุณต้องเริ่มที่จะประกาศและประกาศิตว่า “นี่คือเวลาของสิ่งใหม่ นี่คือเวลาที่คริสตจักรจะลุกขึ้นและมีชัยชนะ ในท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ อาณาจักรของพระเจ้าจะมีชัยชนะ”

เศคาริยาห์ 3

เศคาริยาห์ เป็นผู้เผยพระวจนะแห่งการรื้อฟื้น เยเรมีย์ได้เผยพระวจนะไว้ว่า คุณมีอนาคตใหม่ คุณมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ ให้บอกคนอื่น ๆ ว่า “ฉันจะมีสีสันสดใส หลีกทางให้ฉันหน่อย ฉันจะกางปีกของฉัน” และให้บอกคนอื่น ๆ ว่า “คุณเริ่มร้อนแล้วนะ” จะมีเวลาที่คุณจะสวมใส่อัตลักษณ์ใหม่ คุณจะต้องสวมเสื้อใหม่ และอัตลักษณ์ของเราในฤดูกาลใหม่นี้จะไม่เหมือนกับอัตลักษณ์ของเราในฤดูกาล ที่แล้ว เพราะว่าพระเจ้ารื้อฟื้นอัตลักษณ์ของตัวคุณให้ใหม่อยู่เสมอ แต่ละคน และเมื่อเรามารวมกัน

พวกเราก็กลายเป็นภาพรวมที่มีอัตลักษณ์ใหม่ และเมื่อพวกเรายิ่งมารวมกันมากขึ้น พวกเราก็จะกลายเป็นอาณาเขตใหม่ที่มีอัตลักษณ์ของพวกเราเอง แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า คุณจะเลือกที่จะสวมใส่สิ่งเก่าหรือจะสวมใส่สิ่งใหม่ เจ็ดสิบปีผ่านไปแล้ว ถึงสมัยของดาเนียลและเขาได้อ่านพบคำเผยพระวจนะของเยเรมีย์นั้น เขาก็ตระหนักว่านี่เป็นสิ่งที่เขาต้องเป็น เพราะว่าเมื่อคุณเผยพระวจนะ คุณก็กำลังพูดถึงอนาคต และสิ่งที่คุณเป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะว่ามีคำเผยพระวจนะถึงพวกคุณในอดีต นั่นเอง ฉะนั้น วันนี้เมื่อคุณเผยพระวจนะคุณเองก็กำลังพูดถึงสิ่งอนาคตของคุณ

สอง ปี ที่แล้ว พระเจ้าพูดว่าจะมีเหตุการณ์บนท้องถนน เพราะว่านั่นเป็นเวลา เวลาที่พระกายพระคริสต์จะโผล่ออกมา แล้วทันใดนั้นรัฐบาลก็เริ่มที่ตระหนักว่านี่เป็นเวลาของคริสตจักร ผู้คนเคลื่อนกลับมาสู่เป้าประสงค์สูงสุดของเขา เนหะมีย์ออกมาเพื่อจะสร้างกำแพง เอสราออกมาเพื่อที่จะนำคนออกจากระบบเก่า แต่แล้วคนก็หยุดที่จะเคลื่อน สิบหกปีต่อมา ฮักกัยและเศคาริยาห์ก็ออกมาพูดอีกครั้ง คุณต้องมีคนที่มาเผยพระวจนะอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าครั้งนี้ ผู้คนเป็นคนที่แตกต่างจากเดิม คนส่วนหนึ่งเป็นคนเก่า คนส่วนหนึ่งเป็นคนใหม่ แต่ทั้งสองพวกต่างก็ต้องการที่จะก้าวเข้าไปสู่ความสมบูรณ์ของสิ่งใหม่

เหตุผล ที่คนหยุดการเคลื่อนไหวก็เพราะว่ามีสงครามฝ่ายวิญญาณมากเกิดไป แต่พระวิญญาณของพระเจ้าก็พร้อมที่จะเคลื่อนอีกครั้ง แต่ในทันใดนั้น ซาตานก็เริ่มอีกครั้ง มันเริ่มที่จะย้ำเตือนโยชูวาถึงความล้มเหลวของเขา แต่ในทันใดนั้น พระเจ้าก็ลุกขึ้นเหมือนกัน และตำหนิซาตาน เพราะว่าโยชูวานั้นพร้อมแล้วที่จะพาผู้คนเข้าไปสู่สิ่งใหม่ ซาตานเริ่มต้นพูดถึงอดีตของโยชูวาของประเทศไทย เกี่ยวกับเรื่องการเงิน แล้วพระเจ้าก็ลุกขึ้นเหนือโยชูวา แต่พระเจ้ารู้ความผิดทุกอย่างที่เคยทำในอดีตของพวกเรา

พระองค์ตรัสว่า “เรา รู้แล้วว่าเขาทำอะไรในอดีต แต่เราพร้อมที่จะพาเขาเข้าไปสู่อนาคต เราจดจ่ออยู่กับแต่อนาคตของเขา เราจะเอาเสื้อผ้าเก่าแห่งสิ่งที่เขาทำในอดีตของเขาออกไป และหมวกเก่าแห่งความคิดเก่า ๆ ของเขา แล้วเราก็จะเอาเสื้อใหม่มาสวมให้กับเขา และเมื่อเขาสวมแล้ว เขาก็จะทำสิ่งที่ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ในอดีต ให้สำเร็จได้ในอนาคต นี่คือวิธีใหม่ของเรา นี่คือคนที่ก้าวเข้าไปสู่สิ่งใหม่ในอนาคต เรามีผู้นำใหม่ และเวลานี้เขาจะเริ่มโผล่ขึ้นมาแล้ว”

14 ตุลาคม 2553

วัฒนธรรมทางความคิดในสังคมไทย

เขียนโดย เบญจมาส มากสุริวงศ์

หยุดคิดสักนิด วัฒนธรรมทางความคิดคนไทย เป็นเช่นไร สิ่งที่คิด สิ่งที่เชื่อ สมควรคิด ควรเชื่อเช่นนั้นอีกหรือไม่ ได้เวลาทบทวนตัวตนของคนไทย


“วัฒนธรรมทางความคิดในสังคมไทย”


ข้อความตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล กล่าวไว้ว่า “อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร”

สิ่งที่น่าสนใจที่ข้าพเจ้าถามขึ้นในใจ คือ เราจะเกี่ยวเก็บอะไร และคำตอบที่ข้าพเจ้าได้คือ การเกี่ยวเก็บผลจากสิ่งที่เราคิด เราเชื่อ และเรากระทำนั่นเอง ใครคิดแบบใด เขาก็จะกระทำตามความคิดนั้น และเขาย่อมได้รับผลจากสิ่งที่เขาคิด เขาเชื่อ และเขาได้กระทำนั่นเอง
เช่นเดียวกัน ไม่เพียงแค่ในระดับปัจเจกบุคคล แต่ชีวิตของเรากำลังอยู่ท่ามกลางสังคมใหญ่ ที่มีชื่อว่าสังคมไทย หรือประเทศไทย

ความคิด ความเชื่อ และค่านิยม ที่บรรพบุรุษได้ปลูกฝัง หล่อหลอมให้อยู่ในหัวใจของคนไทยนั้น ได้สร้างอัตลักษณ์แห่งความเป็นไทยให้เกิดขึ้น และส่งผลเป็นพฤติกรรมที่คนไทยได้แสดงออกมาผ่านขนบธรรมเนียมประเพณี และวิถีชีวิตในด้านต่าง ๆ ทั้งวิถีความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม
วัฒนธรรมทางความคิด มุมมองและการกระทำนั้น ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องและสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก สิ่งเหล่านี้จะโยงไปถึงการทำงาน การมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบต่อสังคมและอีกหลายๆอย่างและส่งผลไปจนถึงการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของชาติ

ถ้ามองเปรียบเทียบกันระหว่างชนชาติ เราจะเห็นว่าทำไมบางประเทศพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่บางประเทศล้าหลัง หรือค่อยๆเป็นค่อยๆไป เราจะสังเกตเห็นว่าประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่ สามารถสร้างคนที่มีความรับผิดชอบ เอาจริงเอาจังกับงาน ช่างคิด ช่างค้นคว้า ขยันขันแข็ง แม้จะไม่ใช่ทุกคนที่เป็นเช่นนี้แต่ก็นับได้ว่าเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศก็ว่าได้

ถ้าเราถามว่าทำไมหลายสิ่งหลายอย่างของบ้านเมืองเราไม่เหมือนที่อื่น ก็ต้องตอบว่า แต่ละที่ แต่ละประเทศ ก็มีวัฒนธรรมทางความคิดที่แตกต่างกันไป และย่อมส่งผลเป็นพฤติกรรม และต้องเก็บเกี่ยว หรือรับผลจากสิ่งที่คิดและทำนั่นเอง

วัฒนธรรมทางความคิดของคนไทยนั้นมีสิ่งที่ดีมากมาย แต่ในขณะเดียวกันบางเรื่องก็อาจมีจุดบอด หรือจุดอ่อนเช่นกัน

เราอาจคงเคยได้ยินคนบ่นเข้าหูว่า “ทำไม่ประเทศเราไปไม่ถึงไหนสักที ทำไมการเมืองเป็นอย่างนี้
ทำไมนักการเมืองต้องทะเลาะกัน ทำไมบ้านเมืองของเราไม่เหมือนบ้านเมืองที่เขาเจริญแล้ว”

หลายคนมัวแต่ไปโทษนักการเมือง หรือโทษโน่นโทษนี่ จริงๆแล้วนักการเมืองเขาก็มาจากประชาชน อย่าไปโทษใครเลย ต้องโทษเรา คนไทยทุกคน ก็เราคิดอะไรแบบเดิม ทำอะไรแบบเดิม โดยไม่เคยคิดว่าสิ่งที่เราคิดและเชื่อนั้น มันมีคุณค่าควรที่จะคิดจะเชื่อ จริง ๆ หรือไม่ มันก็เลยออกมาเป็นแบบนี้ มันต้องยอมรับ ต้องยอมรับว่าบางเรื่องเราก็ต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่

ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจยิ่ง หากเราจะได้ ใคร่ครวญ และศึกษาว่า วัฒนธรรมความคิดในสังคมไทย สิ่งที่เราคิดและ เราเชื่อนั้นเป็นอย่างไร เพื่อเราจะเข้าใจตัวตนของเรา เพื่อจะเห็นทั้งจุดดี และจุดอ่อนของความคิด และความเชื่อนั้น และ เพื่อจะแก้ไข พัฒนาสังคมไทยให้เจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้น
สังคมไทยมีวัฒนธรรมทางความคิดอย่างไร ?

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจว่า วัฒนธรรมทางความคิดก็คือ วิถีความคิด ความเชื่อค่านิยม ศีลธรรมของคนในสังคม ที่ยึดถือกันจนสมาชิกในสังคมเดียวกันสามารถเข้าใจ ซาบซึ้ง และยอมรับและยึดถือร่วมกัน


วัฒนธรรมทางความคิดของสังคมไทยนั้นสะท้อนให้เราเห็นได้ได้ผ่านสำนวนสุภาษิต มีคนกล่าวว่า หากอยากจะรู้ว่าคนไทยคิดอย่างไรนั้น ให้เข้าไปศึกษาสำนวนสุภาษิตของไทย แล้วจะรู้ว่าคนไทยมีวัฒนธรรมทางความคิดอย่างไร


สำนวนไทยช่วยสะท้อนให้เห็นความคิด ความเชื่อในสังคมไทย เช่น เรามีสำนวนว่า เดินตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด นี่สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยมีใจยกย่องให้เกียรติผู้หลักผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ย่อมมีประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาว อาบน้ำร้อนมาก่อน



ดังนั้นเราจึงเห็นว่า เมื่อถึงวันสำคัญ ๆ ต่าง ๆ ในประเพณีไทย เช่น วันปีใหม่ วันสงกรานต์ เราก็มักจะมีช่วงเวลาที่กลับไปเยี่ยม ไปไหว้ ขอพรจากผู้หลักผู้ใหญ่



ความคิด ความเชื่อ เรื่องการให้เกียรติผู้อาวุโสกว่านี้ ยังสะท้อนให้เห็นได้ในเรื่องอื่น ๆ เช่น ในสถาบันการศึกษาก็จะมีระบบรุ่นพี่ รุ่นน้อง เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ก็จะมีการรับน้องเป็นต้น หรือในอาชีพข้าราชการ หรือบริษัทต่าง ๆ บางครั้งการแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆ ก็ใช้เกณฑ์เรื่องความอาวุโส เป็นส่วนสำคัญในการพิจารณาตัดสินด้วยเช่นกัน



แม้จะมีจุดดีหลายอย่าง ที่เราเห็นได้ในวัฒนธรรมความคิดเช่นนี้ เช่น ความรู้สึกอบอุ่น มีผู้ที่อาวุโส หรือเป็นผู้ใหญ่กว่าให้คำปรึกษา คอยชี้แนะตักเตือนเรา แต่เราก็เห็นว่าในวัฒนธรรมความคิดเช่นนี้มีจุดอ่อน หรือจุดบอดอยู่เช่นกัน นั่นคือ บางครั้งหากเราเดินตามหลังผู้ใหญ่อยู่ทุกครั้ง ความเป็นตัวตนของตนเองในความคิด ความอ่านก็อาจจะไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ บางคนอาจรู้สึกเกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่ทำให้ไม่กล้าเสนอความคิดเห็นของตนได้อย่างเต็มที่ หลายครั้งเด็ก ๆ ได้รับการสอนให้เชื่อฟังผู้ใหญ่ จนเด็กคิดเองไม่เป็นก็มี หรือ บางคนเก่งกว่าแต่ก็อาจเสียโอกาสในเวลานั้นที่จะก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงานเพียงเพราะมีวัยวุฒิที่ต่ำกว่านั่นเอง


วัฒนธรรมทางความคิดในเรื่องนี้ คนไทยอาจต้องปรับเปลี่ยนความคิด ทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดความสมดุล ที่เรายังคงรักษาความรัก เคารพให้เกียรติผู้ที่อาวุโสกว่า แต่ขณะเดียวกัน ความรู้ความสามารถก็ได้รับการปลดปล่อยออกมาได้อย่างเต็มที่โดยไม่ถูกกีดกัน
บางคนบอกไว้อย่างน่าคิดว่า ให้เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่รัฐบาลก่อน เลือกสรรคนเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ ตามความรู้ความสามารถ ไม่ใช่เพราะความอาวุโส หรือ ปัจจัยอื่น ๆ

อีกสำนวนหนึ่ง คือ เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม แปลตามประโยคสำนวนก็ว่า เข้าเมืองตาบอดข้างเดียว ถึงแม้ตาเราไม่บอด ก็ต้องทำตาบอดข้างเดียวตามเขาไปด้วย ( ตาหลิ่ว ในที่นี้หมายถึงตาบอดข้างเดียวหรือคนตาเดียว ไม่ใช่หมายถึงทำตาหลิ่ว หรือหลิ่วตา ) หมายความว่า ที่นั่นเขาประพฤติกันเช่นไร เราก็ทำตามเขาไปด้วย อย่าไปประพฤติขัดแย้งกับเขา


ความคิดเช่นนี้ มาจากลักษณะนิสัยของคนไทยที่ เป็นคนชอบสันติ และ ไม่ชอบความรู้สึกที่แปลกแยกแตกต่างจากคนอื่น เพราะคิดว่าความแตกต่างอาจสร้างปัญหาได้ วัฒนธรรมทางความคิดเช่นนี้ก็มีข้อดี คือ ทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกับคนอื่น ๆ ได้อย่างดีทั้งนี้เพราะเป็นการสอนให้คนรู้จักปรับตัวเข้าหากัน แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องระมัดระวัง ไม่ให้เราสูญเสียความเป็นตัวตนหรือเอกลักษณ์ของตนเองไป เพราะต้องคอยแต่หลิ่วตาตามคนอื่น หรือหากในกรณีที่มีการทำผิดทางศีลธรรม เราก็ต้องมีสติ มีจุดยืนที่ถูกต้อง ไม่กระทำตามหากสิ่งนั้นเป็นสิ่งผิด หากเรามีวัฒนธรรมทางความคิด ความเชื่อเรื่องนี้ที่ปรับเปลี่ยนให้สมดุล ถูกต้อง เราก็จะไม่เห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยการทุจริต คอรัปชั่นที่มากมาย เช่นนี้อีกต่อไป

นอกจากนี้ ยังมีสำนวนว่า บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น หมายความว่า จะทำอะไรก็ค่อย ๆ พูดจากัน อย่าให้มีเรื่องมีราวเดือดร้อนเกิดขึ้นกีบอีกฝ่ายหนึ่ง คนไทยไม่ชอบความรุนแรง ไม่ชอบการทะเลาะวิวาท ความคิดความเชื่อที่อยู่ในใจคนไทย คือ หันหน้าคุยกันดีกว่า เราเห็นภาพนี้ได้ชัดเจน เมื่อไม่นานมานี้ เมื่อความขัดแย้งทางการเมืองที่ทวีความรุนแรง และกระแสความคิดความรู้สึกของผู้คนที่เรียกร้องให้หันหน้าพูดคุกัน

เราจะสังเกตได้ว่า วิธีการพูดของคนไทย และพวกฝรั่งมังค่า แตกต่างกัน คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยพูดตรง ๆ เวลาจะเตือนสติ ก็พูดอ้อมไปอ้อมมากว่าจะเข้าเรื่อง เพราะกลัวอีกฝ่ายหนึ่งจะโกรธหรือเสียใจ ในขณะที่ฝรั่งจะแสดงความรู้สึกอย่างเปิดเผย ชอบหรือไม่ชอบก็บอกกันมาตรงๆ

หากจะถามว่าอันไหนดีกว่ากันก็คงตอบยาก ความคิด ความเชื่อของคนไทยที่คิดว่าเวลาพูดคุยกันนั้น บัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่นนั้น ก็ดี ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการทะเลาะวิวาท หรือความไม่พอใจกันและกัน หรือช่วยกระชับสัมพันธภาพ แต่ก็มีจุดอ่อน หรือจุดบอด เช่นกัน เช่น หากจะเตือนสติใครสักคน มัวแต่พูดอ้อมไปอ้อมมา คน ๆ นั้นอาจไม่เข้าใจ เพราะจับประเด็นไม่ได้ สุดท้ายนิสัยก็ไม่เปลี่ยน พฤติกรรมแย่ ๆ ก็ยังปรากฏออกมาเหมือนเดิม เป็นต้น


บางทีเราอาจต้องปรับเปลี่ยนความคิดของเราใหม่ สอนลูกหลานของเราใหม่ คุณครูอาจสอนลูกศิษย์ใหม่ ให้รับเอาค่านิยมที่เปิดใจต่อคำวิพากวิจารณ์ หรือ ให้มีใจขอบคุณต่อผู้ที่มาตักเตือนว่ากล่าวเรา เพราะเขาช่างมีใจกล้า ให้ถือเสียว่า ถ้าไม่รักกันจริง ก็คงไม่กล้ามาบอก หากเราแก้วิถีคิดเช่นนี้ใหม่ บางที พฤติกรรมสอพลอ พูดอย่างใจอย่างในสังคมไทยอาจเปลี่ยนไปก็เป็นได้

นอกจากนี้ ยังมีสำนวนที่สะท้อนความคิด ความเชื่อ เกี่ยวกับเกียรติยศชื่อเสียง เช่น สำนวนว่า “ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ” สำนวนนี้ มักใช้เป็นสำนวนเปรียบกับผู้ชาย ซึ่งตามหลักที่ว่าผู้ชายจะทำอะไรก็ต้องให้เก่งกล้าหรือองอาจ ไม่อ่อนแอเหมือนผู้หญิง โดยเฉพาะหมายความว่า ขึ้นชื่อว่าผู้ชายแล้วจะต้องเก่งกล้าสามารถ ทุกคน เปรียบได้กับเสือ เพราะเสือเป็นสัตว์ดุร้ายแต่เก่ง ถือเอาลายของมันเป็นสัญลักษณ์ของความเก่งกาจซึ่งเรามักพูดอีกสำนวนหนึ่งว่า " ชาติเสือไม่ทิ้งลาย " อันมีความหมายอย่างเดียวกัน


สังคมไทยเชื่อว่าเกิดมาเป็นผู้ชายต้องมีใจรักศักดิ์ศรี และอย่าทำตัวอ่อนแอให้ใครเห็น อย่าเสียน้ำตาผู้ชายแม้แต่หยดเดียว นี่เป็นสิ่งที่ครอบครัวไทยมักบ่มเพาะในตัวลูกชาย เช่น แม่พูดกับลูกว่า “ลูกเป็นลูกผู้ชายนะ ผู้ชาย เขาไม่ร้องไห้กัน” เป็นต้น


ค่านิยมเหล่านี้ฝังอยู่ในใจของผู้ชายทุกคน ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมก็คาดหวังจะเห็นความแข็งแกร่งและเข้มแข็งจากเขา ความคิด ความเชื่อเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่ดีที่ทำให้คนเรามีใจอดทน เข้มแข็ง รักเกียรติ รักศักดิ์ศรี แต่อย่างไรก็ตาม มันก็เป็นเหมือนดาบสองคม เมื่อใครคนหนึ่งรักศักดิ์ศรีของตนมากเกินไป อาจกลายเป็นความหยิ่งทะนงในตัวเองได้ ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นการชกต่อยเกิดขึ้นในผู้ชายมากกว่าในผู้หญิงเพราะความรักเกียรติรักศักดิ์ศรีของพวกเขา พวกนักเรียนเทคนิคมีเรื่องชกต่อย รุมทำร้ายคู่อริต่างสถาบัน ก็มีให้ได้ยินกันอย่างต่อเนื่อง แก้ไม่ได้เสียที เพราะความคิด ความเชื่อนี้ฝังอยู่ในใจของพวกเขาว่า ฆ่าได้ หยามไม่ได้ นั่นเอง


หากรากฐานทางความคิดของสังคมไทยเป็นเช่นนี้ต่อไป โดยไม่แก้ไขจุดอ่อนนี้ ก็คงพัฒนาประเทศให้ก้าวไปอย่างยากลำบาก หากในสภาผู้แทนราษฎรยังมีให้เห็นถึงการใช้กำลังชกต่อยกัน เมื่อมีการพาดพิง หรือพูดแตะต่อมแห่งศักดิ์ศรี ก็คงเป็นเรื่องยากจริง ๆ ที่จะพัฒนาประเทศให้ก้าวไป เพราะแม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่อยู่ในตำแหน่งสูง ๆ ก็ยังไม่เป็นแบบอย่างให้เห็น หรือ แม้กระทั่งบอลไทย ที่แข่งทีไรก็มีมวยเกิดขึ้นตามมาให้คนดูได้ชมกันบ่อยครั้ง


ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องทบทวนว่า วัฒนธรรมความคิดที่เราเชื่อ เราคิด และเราปฏิบัติกันนั้นว่าถูกต้องแล้วจริง ๆ หรือไม่


วัฒนธรรมทางความคิดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และถึงเวลาที่เราจะเปลี่ยนความคิดเรื่องนี้แล้วหรือยัง เราควรมาช่วยกันแก้ไข ปรับเปลี่ยนค่านิยมทางความคิด ความเชื่อนั้นให้ถูกต้อง และเกิดผลดีต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง โดยผู้ใหญ่ออกมาสอนและเป็นแบบอย่างให้เด็กเห็นอย่างแท้จริง

การจะเปลี่ยนความคิดของคนในสังคมที่คาดหวังให้ผู้ชาย ยึดมั่น รักเกียรติยศ รักศักด์ศรีจนกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า อีโก้ หรือความหยิ่งนั้น เราอาจต้องเข้าใจสัจธรรมความจริงอย่างหนึ่งคือ ไม่ว่าใครก็ตามจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิงต่างก็มีความอ่อนแอด้วยกันทั้งสิ้น ไม่มีใครเข้มแข็งอยู่ได้ตลอดเวลา สังคมจึงไม่ควรสร้างค่านิยมเช่นนั้นกับเพศชาย ซึ่งความคาดหวังเช่นนั้นย่อมผลักดันนิสัยหรือพฤติกรรมก้าวร้าวให้เกิดขึ้นได้

ยังมีสำนวนอื่น ๆ อีกมากมายที่บ่งบอกวัฒนธรรมทางความคิดของคนไทย ทำให้เรารู้จักตัวตนของเราคนไทยมากขึ้น ทั้งด้านบวกและด้านลบ


วัฒนธรรมความคิดยังสะท้อนผ่านสิ่งอื่น ๆ รอบตัวเรา ทั้งหนัง เพลง หรือละครที่เราฟังหลังข่าว หากเราได้มีโอกาสนิ่งคิดสักนิดหลังจากที่ได้เสพความบันเทิงในสื่อต่าง ๆ แล้ว เราน่าจะได้ทบทวนถึงสิ่งที่เราคิดเราเชื่อ บางทีประเทศของเราอาจพัฒนาได้ก้าวไกลกว่านี้ ก็เป็นได้เพียงแค่เริ่มต้นที่จะเปิดใจ กล้าคิด และกล้าเปลี่ยนแปลง อย่ายึดติดกับสิ่งที่บรรพบุรุษส่งทอดมาถึงเรา


หากเป็นสิ่งที่ดีรับและรักษาไว้ส่งทอดถึงคนรุ่นต่อไป แต่หากมีจุดอ่อน เราก็ไม่ควรเฉยเมย ลุกขึ้นมา กล้าหาญที่จะเปลี่ยน อนาคตของประเทศสามารถเปลี่ยนได้ เริ่มต้นที่ความคิด

13 ตุลาคม 2553

อธิษฐาน: ปืนใหญ่ฝ่ายวิญญาณ (Prayer: Spiritual Cannon)


(ข่าวคริสตชน‏ วันที่ 13 ต.ค.2010)

เราได้เรียนรู้ในเรื่องของยุทธภัณฑ์ป้องกันมาร(เอเฟซัส 6:11-17)ไปแล้ว นั่นคือสวมเข็มขัด – ดำเนินชีวิตที่ดำรงอยู่ในความจริง,ทับทรวงป้องกันอก – ความชอบธรรม,รองเท้าข่าวประเสริฐ – ดำเนินชีวิตแห่งสันติภาพที่คืนดีกับพระเจ้าและพี่น้อง, หมวกเหล็กแห่งความรอด – ดำเนินชีวิตที่มีความหวังว่าจะได้ความรอดครบบริบูรณ์ในอนาคต,และดาบ - พระวจนะของพระเจ้า
แต่แค่นั้นยังไม่เพียงพอ เพราะในพระวจนะตอนนี้ยังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เราต้องขะมักเขม้นอธิษฐานด้วย เพราะการอธิษฐาน จึงเปรียบเสมือน "ปืนใหญ่ฝ่ายวิญญาณ" และเป็นอาวุธสำคัญที่ต่อต้านกับมารศัตรูในสงครามฝ่ายวิญญาณ

มีคำกล่าวว่า “ปืนใหญ่ถูกเปรียบเป็นราชาแห่งสนามรบ เพราะเป็นอาวุธทางบกที่มีอำนาจการทำลายล้างรุนแรงที่สุด ด้วยเหตุนี้เหล่าทหารปืนใหญ่จึงนับได้ว่าเป็นผู้กำหนดโชคชะตาของสนามรบว่าจะแพ้หรือชนะได้ทีเดียว”

ยุทโธปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพย่อมสร้างความได้เปรียบในการทำสงครามมากขึ้น

ในสงครามฝ่ายวิญญาณก็เช่นกัน พระเจ้าได้ประทานโอกาสแห่งชัยชนะให้แก่คนของพระองค์ที่มีอานุภาพอย่างยิ่ง สิ่งนั้นคือ การอธิษฐาน

ในพระธรรมเเอฟซัสในบทที่ 6:18-20 นี้เปาโลได้กล่าวถึงเรื่องสงครามฝ่ายวิญญาณที่คริสเตียนต้องเผชิญ นั่นย่อมสะท้อนว่า คนของพระเจ้าต้องเป็นนักสู้

เอเฟซัส 6:18-20
18 จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน
19 และอธิษฐานเพื่อข้าพเจ้าด้วย เพื่อจะทรงประทานให้ข้าพเจ้ามีคำพูดและเกิดใจกล้า ประกาศและสำแดงข้อลับลึกแห่งข่าวประเสริฐได้
20 เพราะข่าวประเสริฐนี้เองทำให้ข้าพเจ้าเป็นทูตผู้ต้องติดโซ่อยู่ เพื่อข้าพเจ้าจะเล่าข่าวประเสริฐด้วยใจกล้าตามที่ข้าพเจ้าควรจะกล่าว

การอธิษฐานเปรียบเสมือน “ปืนใหญ่” ที่ยิงออกไปก่อนเพื่อทำการเคลียร์พื้นที่ ก่อนที่นักสู้ของพระเจ้าที่สวมยุทธภัณฑ์จะลงไปต่อสู้

พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวถึงทำสงครามฝ่ายวิญญาณ ซึ่งได้กล่าวว่า การอธิษฐานเป็นได้ทั้งในเชิงรุก(offensive)และเชิงรับ(defensive)ของกลยุทธ์ในสงครามฝ่ายวิญญาณ คือเป็นการอธิษฐานขอการปกป้องธรรมิกชนของพระเจ้า ขณะเดียวกันก็เป็นการขอชัยชนะเหนือศัตรูด้วย

จอห์น บันยัน ให้ข้อคิดเรื่องการอธิษฐานว่า “ท่านสามารถทำสิ่งต่างๆ ได้ดีกว่าเดิมหลังจากที่ท่านได้อธิษฐาน แต่ท่านจะไม่สามารถทำได้ดีกว่าเดิมจนกว่าท่านจะได้อธิษฐาน”


พระธรรมตอนนี้ เปาโลยังกล่าวหนุนใจผู้เชื่อให้อธิษฐานเผื่อตัวท่านและเผื่อธรรมิกชนทุกคน การอธิษฐานของเราจะเต็มด้วยพลานุภาพได้อย่างไร พระวจนะกล่าวไว้อย่างน้อย 3 ประการดังนี้

1. อธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง (ข้อ 18ก-20) (Pray always with all prayer)

พระวจนะกล่าวว่า “จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง...” คำว่า “ทุกอย่าง” ในภาษากรีกมีความหมายว่า ทุกวิถีทาง ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม หรือใครก็ตาม

สะท้อนว่าเปาโลตระหนักถึงพลานุภาพแห่งการอธิษฐาน คือไม่ว่าใครหรือเรื่องใดก็ล้วนต้องการคำอธิษฐานเผื่อทั้งสิ้น เป็นการเชิญฤทธิ์เดชของพระเจ้ามาปกคลุมอยู่เหนือทุกเรื่องในชีวิต ทำให้เราสามารถไว้วางใจพระเจ้าได้ในทุกสิ่งอย่างแท้จริง

2. อธิษฐานโดยพระวิญญาณทุกเวลา (ข้อ 18ข) (Pray always in the Spirit)

พระวจนะกล่าวว่า“...จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา...” คำว่า “ขอโดยพระวิญญาณ” ในภาษากรีกหมายถึง การร้องขอด้วยอาการที่ปรารถนาจะเข้าอยู่ในการปกคลุมโดยพระวิญญาณของพระเจ้า ผู้เป็นองค์สูงสุด

ส่วนคำว่า “ทุกเวลา” ในภาษากรีกให้ความหมายว่า ในทุกสถานการณ์ไม่ว่าจะดีหรือร้าย สุขสบายหรือทุกข์ยาก

การต่อสู้ฝ่ายวิญญาณที่ตามองไม่เห็นนั้น เราจำเป็นต้องพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวิญญาณจะเป็นผู้ช่วยเราในการเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ประทานความเข้าใจ สติปัญญา ฤทธิ์เดช และการกลับใจใหม่ รวมทั้งสำแดงน้ำพระทัยของพระเจ้า อันเป็นเงื่อนไขให้คำอธิษฐานของเรามีพลังและสัมฤทธิ์ผล

ผมขอหนุนใจว่าปัจจุบัน เราอาจจะมีโทรศัพท์ Iphone แต่ขอเปลี่ยนเป็น Ipray เพื่อเราจะอธิษฐานสม่ำเสมอ เครื่อข่ายโทรศัพท์มือถือบริษัทหนึ่ง มี Slogan ว่า "Anytime Anywhere Everyone" ดังนั้นในชีวิตฝ่ายวิญญาณ "ไม่ว่าเวลาไหน ในทุกสถานที่ เราทุกคนก็อธิษฐานได้ " ใช่ไหมครับ

3. อธิษฐานด้วยความเพียร (ข้อ 18ค) (Pray with all perseverance)

พระวจนะกล่าวว่า“...ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง...” คำว่า “ความเพียร” ในภาษากรีกหมายถึง ความอดทนสู้ เป็นการเรียนรู้ที่จะรอคอย และไม่เลิกราในการอธิษฐาน

เพราะพระเจ้าไม่เคยลืมคำอธิษฐานของเรา แต่ทรงมีเวลาและแผนการของพระองค์เองในการตอบ และจะประทานสิ่งที่ดีที่สุดแก่ผู้ที่มาร้องขอต่อพระองค์ด้วยความเชื่อและด้วยความเพียร


ในครั้งนี้เราต้องทำสงครามฝ่ายวิญญาณกับมาร ได้เวลาตอบกลับด้วยคำอธิษฐานที่เป็นปืนใหญ่อันทรงพลัง คำอธิษฐานจะนำมาซึ่งชัยชนะ ได้ว่ายิงสลุต ฉลองชัยแล้ว !

11 ตุลาคม 2553

ยุทธภัณฑ์ป้องกันมาร (Spiritual Armor Against the Devil)


(ลงข่าวคริสตชน 11 ต.ค.2010)

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้ฟังคำสอนของอ.นิมิต เรื่อง "ยุทธภัณฑ์ฝ่ายวิญญาณ"ซึ่งเป็นคำสอนของ Glory of Zion เป็นบทเรียนที่ดีมากและอ.นิมิตก็อธิบายได้อย่างดีมาก หนุนใจว่าไปสั่งซื้อ VCD มาเปิดฟังจะดีมาก++ครับ

ผมได้กลับไปศึกษาเพิ่มเติมจากบทเรียนที่เคยทำไว้ และนำมาแบ่งปันในอีกแง่มุมหนึ่งครับ หวังว่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่านทุกท่านครับ

การดำเนินชีวิตในฝ่ายวิญญาณเป็นสิ่งที่เราคริสตชนต้องตระหนักและระมัดระวังชีวิตในฝ่ายวิญญาณของเราเสมอ เพราะว่าศัตรูของเราคือมาร ดุจสิงห์คำราม คอยซุ้มโจมตีเราเสมอ (1เปโตร 5:8)หากเราไม่ระวังตัว

ดังนั้นเพื่อความปลดภัยในชีวิตฝ่ายวิญญาณต้องสวมยุทธภัณฑ์ให้ครบชุด เอเฟซัส บทที่ 6:10-17


10 สุดท้ายนี้ขอท่านจงมีกำลังขึ้นในองค์พระผู้เป็นเจ้า และในฤทธิ์เดชอันมหันต์ของพระองค์
11 จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้
12 เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ
13 เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้น และเมื่อเสร็จแล้วจะอยู่อย่างมั่นคงได้
14 เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก
15 และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า
16 และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย
17 จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า


พระธรรมตอนนี้ อัครทูตเปาโล กล่าวถึงการเตรียมรับมือกับมารซาตานในสงครามฝ่ายวิญญาณ โดยให้ผู้เชื่อดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวัง รับกำลังที่มาจากพระเจ้า และสวมยุทธภัณฑ์ให้พร้อม เพื่อจะมีชัยชนะในสงครามฝ่ายวิญญาณ ยุทธภัณฑ์ทั้ง 6 ชิ้น ในการป้องกันมารซาตาน มีดังนี้


1. ความจริง (ข้อ 14ก) (The belt of truth)

พระวจนะกล่าวว่า “เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง เอาความจริงคาดเอว...”

พระวจนะเปรียบความจริงเป็นเข็มขัดที่คาดเอวเพื่อทำให้ชุดออกรบมีความกระชับและพร้อมสำหรับการต่อสู้เสมอ อันเป็นการสะท้อนความหมายว่า ให้เรายึดความจริงแห่งข่าวประเสริฐและความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าไว้ โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกนำหน้าในการดำเนินชีวิต เพื่อเราจะพร้อมเผชิญทุกสถานการณ์ได้อย่างมั่นคง

ซุนวู ผู้เขียนตำราพิชัยยุทธ์ ศิลปะแห่งสงครามให้ข้อคิดว่า

“จงเตรียมพร้อมเมื่อข้าศึกมีกำลังสมบูรณ์หลีกเลี่ยงเมื่อข้าศึกเข้มแข็งแกร่งกล้าอยู่ เย้าเมื่อศัตรูตกอยู่ในโทสะจริต พึงถ่อมตัวพินอบพิเทาเสริมให้ศัตรูโอหังได้ใจ ต้องรังควาญให้เหน็ดเหนื่อยระอา ในเมื่อศัตรูพักผ่อนเพื่อออมกำลังยุรำตำรั่ว ให้ปรปักษ์แตกแยกความสามัคคีกันพึงหักเอาในขณะที่เขาไม่ได้เตรียมพร้อม เข้าจู่โจมยามที่เขาไม่ได้คาดฝัน แล้วจะได้ชัยมา”

ในการรบของสงครามฝ่ายวิญญาณก็เช่นเดียวกัน คริสตชนต้องรู้กาลเวลา ในการทำการรบ "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะทั้งร้อยครั้ง" เราต้องตั้งมั่นคงในความจริงแห่งพระวจนะและรู้กลอุบายของศัตรู(อฟ.6:10-14) และเคลื่อนทัพไปตามการทรงนำและเวลาอขงพระเจ้า

2. ความชอบธรรม (ข้อ 14ข) (The breastplate of righteousness)


พระวจนะกล่าวว่า“...เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก”
ความชอบธรรมเป็นเสมือนเครื่องป้องกันใจของเรา หัวใจเป็นอวัยวะที่สำคัญในร่างกายฉันใด ท่าทีในใจก็สำคัญต่อชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณของเราฉันนั้นเพราะเป็นสิ่งที่กำหนดการตอบสนองทุกอย่างของเราต่อพระเจ้า มารซาตานมักล่อลวงใจของคริสเตียนให้กระทำบาป พระวจนะจึงเตือนให้เรามีความชอบธรรมเป็นเครื่องป้องกันจิตใจ

มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ กำแพงเมืองจีน หนึ่งในสุดยอดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น กล่าวกันว่าต้องใช้เงินและแรงงานคนจำนวนมหาศาลในการก่อสร้าง ด้วยหวังว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ความยิ่งใหญ่ของกำแพงจะช่วยปกป้องอาณาจักรของจากศัตรูผู้รุกรานได้
แต่ปรากฏว่า ข้าศึกสามารถเข้ามาโจมตีเมืองได้ถึง 3 ครั้ง โดยไม่ต้องทำลายกำแพงเมืองให้เสียหายแต่อย่างใด …
ข้าศึกสามารถเข้าเมืองได้ด้วยวิธีใด ก็ด้วยวิธีง่าย ๆ คือการติดสินบนทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองเพื่อให้เปิดประตูให้

“…ความล้มเหลวของกำแพงเมืองจีนอยู่ที่คน คนไม่ซื่อสัตย์ มักสร้างความเสียหายอันยิ่งใหญ่เสมอ…”


ชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน ความไม่ชอบธรรมในชีวิตของเรา จะนำผลเสียหายมาสู่ชีวิตของเราได้ อย่าปล่อยให้มารมาติดสินบน ใช่เล่ห์กลล่อลวงเราให้หลง เปิดช่องประตูใจให้มารเข้าไปโจมตี แต่จงสวมความชอบธรรมเป็นเกราะป้องกันประตูใจของเรา เอเมนไหมครับ

ในช่วง 40วันที่เราเตรียมใจอธิษฐานเผื่อประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1ต.ค.ถึง 9 พ.ย. 2010นี้ เราจะเป็นคนทหารยามที่เฝ้ายามที่กำแพงอธิษฐานเผื่อ อุดช่องโหว่ที่

ผมเชื่อว่า หลังจากการสัมมนา "Refining Fire for Revival:ไฟชำระสู่การฟื้นฟู" ในวันที่ 15 -17 ต.ค.นี้โดย Dr.Chuck Pierce และทีมงานจาก Glory of Zion คริสตจักรทั่วประเทศไทยจะเห็นการฟื้นฟูจากพระเจ้า

"ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ด้วยไฟแห่งการฟื้นฟู"

3.ข่าวประเสริฐ (ข้อ 15) (The gospel of peace)


พระวจนะกล่าวว่า“และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า” รองเท้าของทหารโรมันในเวลานั้น จะมีสายรัดเพื่อยึดเท้าให้แน่น และที่พื้นรองเท้ามีการตอกตะปูไว้สำหรับยึดกับพื้นดิน เพื่อเวลาทำการสู้รบจะยืนได้อย่างมั่นคง สะท้อนการดำเนินชีวิตที่ยึดมั่นในข่าวประเสริฐ และการประกาศข่าวประเสริฐแห่งสันติสุขออกไปในทุกที่ทุกแห่ง


ฉะนั้นความงดงามของเท้าผู้เชื่อ คือการสวมรองเท้าแห่งข่าวประเสริฐออกไปตามการประกาศข่าวดีให้กับทุกคน ตามที่พระคัมภีร์กล่าวไว้ใน

รม.10:15 และถ้าไม่มีใครใช้เขาไป เขาจะไปประกาศอย่างไรได้ ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เท้าของคนเหล่านั้นที่นำข่าวดีมา ช่างงามจริงๆ หนอ

อสย.52:7 เท้าของผู้นำข่าวดีมา ก็งามสักเท่าใดที่บนภูเขา ผู้โฆษณาสันติภาพ ผู้นำข่าวดีของเรื่องดี ผู้โฆษณาความรอด ผู้กล่าวแก่ศิโยนว่า "พระเจ้าของเจ้าทรงครอบครอง"


เราต้องเตรียมตัวของเราให้พร้อมในการเป็นผู้ประกาศข่าวดีของ พระเจ้าไปสู่สังคม สวมรองเท้าให้พร้อม พกใบปลิวคำพยาน เตรียมบทเรียนคำสอนให้พร้อม เพราะวันนี้เราจะต้องออกไปประกาศข่าวดีของพระเจ้าไปจนสุดปลายแผ่นดิน


4. ความเชื่อ (ข้อ 16) (The shield of faith)


พระวจนะกล่าวว่า “...จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย” อาวุธชนิดหนึ่งที่มารซาตานใช้โจมตีผู้เชื่อ คือการหลอกลวงและการทำให้สงสัยในพระสัญญา ในความดีงาม และในความรักของพระเจ้า โล่แห่งความเชื่อ จึงสามารถดับศรเพลิงแห่งการโป้ปดนี้ได้ และเมื่อเราเชื่อ เราจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

มีสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า

เขา.. .ผู้สูญสิ้นทรัพย์สินไป เขา..สูญเสียมากเหลือเกิน
เขา... ผู้สูญสิ้นเพื่อนไป เขา..สูญเสียมากกว่า
เขา... ผู้สูญสิ้นความเชื่อศรัทธา เขาผู้นั้น..สูญเสียทั้งหมด

("He who loses money, loses much; He who loses a friend, loses more; He who loses faith, loses all.")


วันนี้ขอให้เรารักษาความเชื่อไว้อย่างเต็มกำลัง จนกว่าจะถึงวันสุดท้าย เอเมนไหมครับ

2 ทธ.4:7 ข้าพเจ้าได้ต่อสู้อย่างเต็มกำลัง ข้าพเจ้าได้แข่งขันจนถึงที่สุด ข้าพเจ้าได้รักษาความเชื่อไว้แล้ว

5. ความรอด (ข้อ 17ก) (The helmet of salvation)

พระวจนะกล่าวว่า“จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ...” ศีรษะเป็นอวัยวะที่สำคัญ เป็นศูนย์รวมความคิดและการสั่งการไปยังร่างกาย พระวจนะให้เรายึดความรอดไว้เป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ คือป้องกันการดำเนินชีวิตของเราให้อยู่ในวิถีของพระเจ้า หากเราตั้งใจว่าจะไม่ยอมสูญเสียความรอด ไม่ยอมทิ้งทางของพระเจ้า แม้เผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย หรือการล่อลวงของมารซาตาน เราก็จะยังคงรักษาความรอดที่พระเจ้าประทานให้แก่เราได้

(จาก Encyclopedia of 15,000 illustrations, #6964)

ที่ประเทศอิตาลี ศิลปินหนุ่มคนหนึ่ง พยายามที่จะแกะสลักหินอ่อน รูปปั้นทูตสวรรค์ ศิลปินหนุ่มคนนี้ ใช้ความพยายามอย่างมาก ลงมือ ลงแรง และใช้เวลายาวนาน เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว ศิลปินหนุ่มคนนี้ก็ได้ ขอให้ ไมเคิลแองเจลโล มาตรวจดู รูปปั้นหินอ่อนอันนี้
ไมเคิลแองเจลโล ตรวจดูอย่างละเอียด ถี่ถ้วน ทุกกระเบียดนิ้ว มันดูเหมือนจะเป็นงานที่สมบูรณ์แบบ ไร้ที่ติ แม้แต่นิดเดียว
แต่แล้ว หัวใจของ ศิลปินหนุ่มคนนี้ ก็แทบจะแตกสลาย เมื่อได้ยิน ไมเคิลแองเจลโล พูดบอกว่า “มันขาดเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น !”

เวลาผ่านไป ศิลปินหนุ่มคนนี้ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ นึกถึงแต่คำพูดของ ไมเคิลแองเจลโล จนเพื่อนของ ศิลปินหนุ่มคนนี้ ต้องไปถาม ไมเคิลแองเจลโล ถึงความหมายของ คำพูดในวันนั้น

ไมเคิลแองเจลโล ตอบบอกว่า “สิ่งที่ขาดเพียงสิ่งเดียว คือชีวิต !”

ผู้ดำเนินชีวิตห่างไกลจากพระเจ้าก็ไม่ต่างกับรูปปั้นที่ขาดชีวิต

วันนี้ขอให้เรามีชีวิตกับพระเจ้า มั่นใจในความรอดที่มาผ่านทางพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ดำเนินกับพระองค์อย่างคนที่รู้จักกันอย่างสนิทสนมแล้วชีวิตของเราจะมีชีวิต ทั้งชีวิตในฝ่ายกายภาพที่สดชื่น เข็มแข็งเสมอยามเผชิญปัญหา และชีวิตฝ่ายวิญญาณ คือ ความรอดที่ได้รับจากพระเจ้า


6. พระวจนะ (ข้อ 17ข) (God’s word: the sword of the Spirit)

พระวจนะกล่าวว่า “...จงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า” การต่อสู้ด้วยพระแสงดาบเป็นภาพการโต้ตอบกลับไป เราต้องโต้ตอบการโจมตีของมารด้วยพระวจนะ คือสัจธรรมความจริงของพระเจ้า ที่ถูกสำแดงผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อเราต่อสู้อย่างเต็มกำลังโดยยึดพระวจนะไว้ มารซาตานก็จะพ่ายแพ้ไปในที่สุด (ยก.4:7)

ถึงเวลาแล้วที่คริสตชนต้องตอบโต้กลับ (Strike back!) พญามารให้พ่ายแพ้แตกทัพกลับบ้านเก่า ด้วยการอธิษฐานซึ่งเป็นเสมือนปืนใหญ่ฝ่ายวิญญาณที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในการจัดการกับมาร (อฟ.6:18) เพราะพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่กางเขน ได้จัดการมารและประจานมารถึงความพ่ายแพ้ไปแล้ว

ขอคืนพื้นที่ของโลกนี้คืนจากมารที่แอบอ้างครองอยู่ และขอให้แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่ (มธ.6:10) และเราทั้งหลายจะมีชัยชนะร่วมครอบครองกับพระเยซูคริสต์ ในการเสด็จกลับมาของพระองค์!

04 ตุลาคม 2553

เคลื่อนไปพร้อมกับพระเจ้าที่ทรงนำ (Move with the Mover)




การทำสิ่งต่างๆ ในเวลาของพระเจ้า เป็นการตัดสินที่ดีที่สุด เพราะเราเมื่อเราทำสิ่งใดเร็วเกินไปอาจจะผิดพลาดได้หรือทำสิ่งใดช้าเกินไปก็เคลื่อนไปไม่ทันเวลา เนื่องจากไม่ใช่เวลาของพระองค์ แต่คำถามคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเวลานี้เป็นเวลาของพระเจ้า?

เราต้องทำความเข้าใจวาระเวลาของพระเจ้าและปรับตารางเวลาของเราให้ตรงกับพระเจ้า พระเจ้าทรงกำหนดช่วงเวลาไว้สำหรับคนของพระองค์ในฤดูกาลต่างๆ หากเราสังเกตและเรียนรู้ เราจะเคลื่อนไปตามเวลาที่เหมาสม

ในเมื่อพระเจ้าทรงจะนำเราไป ทำไมพระองค์จะไม่สำแดงแก่เรา เพียงแต่ตาของเราเห็นไหม และใจของเราเปิดไหม หรือหูของเราฟังไหม และสมองของเราเข้าใจไหม

ในช่วงประวัติศาสตร์ 400 ปี หรือที่เราเรียกว่า “ยุคเงียบ” (ช่วงระหว่างพระธรรมมาลาคี – พระธรรมมัทธิว) เวลานั้นพระเจ้าไม่ได้พูดหรือตรัสกับคนของพระองค์ เราไม่เห็นการทำงานของผู้เผยพระวจนะ การเผยพระวจนะในเวลานั้น

การที่พระเจ้าม่ได้ตรัสสิ่งใด ไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าไม่อยู่ด้วย พระองค์อยู่ด้วยในทุกเวลาและทุกสถานที่(omnipresence) แต่การสำแดงของพระเจ้าในช่วงก่อนหน้านั้นก็ครบถ้วนและเพียงพอแล้ว


พระเจ้าทรงมีแผนการแห่งการไถ่ของพระองค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้ส่ง The Best Body guard คือ ยอห์น ผู้ให้บัพติศมา เป็นผู้เตรียมทาง และให้ผู้ที่เชื่อรับบัพติพมาที่แสดงถึงการกลับใจใหม่อย่างมากมาย ในท่ามกลางคนอิสราเอล

เห็นว่านั่น คือ ช่วงเวลาของพระเจ้า คนอิสราเอลในเวลานั้นได้ใกล้ชิดกับพระผู้ช่วยให้รอดที่มาบังเกิดและอยู่ท่ามกลางเขา

มีหลายคนที่เชื่อ แต่ก็มีบางคนไม่เชื่อ ไม่คิดว่าเป็นช่วงเวลาของพระเจ้าที่พระมาซีฮาห์จะมาในเวลานั้น เพราะไม่ได้สังเกต สิ่งที่เกิดขึ้น ที่สำเร็จตามคำพยากรณ์

ฟาริสี ธรรมมาจารย์ สะดูสี หรือผู้นำด้านศาสนาในเวลานั้น ไม่เข้าใจหรือตระหนักว่าเป็นเวลาของพระเจ้า จึงพลาดโอกาสครั้งใหญ่

เวลา ไม่สามารถหวนกลับคืนมาได้อีก ประวัติศาสตร์ไม่ย้อนกลับอีก และไม่สามารถแก้ไขได้

ฉะนั้น ในฐานะผู้เชื่อ เราต้องเข้าใจการเคลื่อนของพระเจ้า เคลื่อนในเวลาของพระเจ้าจะเกิดผลมาก และส่งผลดีต่อพระกายในภาพรวม

ทำความเข้าใจเรื่องการเคลื่อนในเวลาของพระเจ้า

1.พระเจ้ามีตารางเวลาสำหรับทุกสิ่ง

ปัญญาจารย์ 3:1 มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง และมีวารสำหรับเรื่องราวทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์

พระเจ้ามีวาระเวลาสำหรับทุกๆสิ่ง เราต้องตระหนักและไว้ใจในพระเจ้า ฝากไว้กับพระองค์ ในความเป็นมนุษย์ความไว้ใจเราไม่สมบูรณ์ เราจะไว้ใจได้มากขึ้นเรื่อยๆ ตามการเติบโตฝ่ายวิญญาณและประสบการณ์ที่ดีในพระเจ้า แต่เราต้องตั้งใจและไว้วางใจในพระเจ้า และเดินไปในตารางเวลาและแผนการของพระเจ้า อย่าดำเนินชีวิตแบบไร้เป้าหมาย เสียเวลาไปกับสิ่งไร้สาระ ที่อาจจะทำให้เสียคนจนเสียแผนของพระเจ้าในชีวิตของเรา


อิสยาห์ 55:9 "เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น"

1โครินธ์ 1:25 เพราะความเขลาของพระเจ้ายังมีปัญญายิ่งกว่าปัญญาของมนุษย์ และความอ่อนแอของพระเจ้าก็ยังเข้มแข็งยิ่งกว่ากำลังของมนุษย์


2.พระเจ้าทรงอยู่เหนือกาลเวลาและทรงมีเอกสิทธิ์


2เปโตร 3:8 แต่ดูก่อนพวกที่รัก อย่าลืมความจริงข้อนี้เสีย คือวันเดียวของพระเจ้าเป็นเหมือนกับพันปี และพันปีก็เป็นเหมือนกับวันเดียว

พระเจ้าไม่จำกัดด้วยกาลเวลาและมีเอกสิทธิ์ในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งต่างๆ ตามการเห็นชอบพระทัย
พระเจ้าทรงปรารถนากระทำในสิ่งที่ไม่ขัดกับพระลักษณะของพระองค์ที่ทรงบริสุทธิ์ ยุติธรรม ทรงความชอบธรรมและเป็นที่น่ายำเกรง

อิสยาห์ 40:13-14
13 ผู้ใดได้ให้กำหนดแก่พระวิญญาณของพระเจ้า หรือเป็นที่ปรึกษาของพระองค์ให้คำแนะนำแก่พระองค์
14 พระองค์ทรงปรึกษาผู้ใดเพื่อพระองค์จะทรงรู้แจ้งและผู้ใดสอนทางแห่งความยุติธรรมให้พระองค์ และสอนความรู้แก่พระองค์ และสำแดงให้พระองค์เห็นทางแห่งความเข้าใจ


พระเจ้าไม่จำกัดด้วยเวลาเหมือนกับมนุษย์ ความไม่จำกัดของพระเจ้าจึงเกินความเข้าใจและยากที่จะหยั่งรู้ได้ แต่ถึงกระนั้นพระองค์ก็ได้พยายามที่จะอธิบายความไม่จำกัดของพระองค์เพื่อให้มนุษย์เข้าใจ โดยทรงถือกำเนินเป็นมนุษย์ที่อยู่ในสภาพจำกัด

แม้เวลาของพระเจ้าไม่จำกัด และไม่เหมือนกับเวลาของมนุษย์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่ต้องรู้ได้เลย ฝากไว้กับพระเจ้าในการทรงนำ เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่เป็นประโยชน์อันใดต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่ต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า

ในเมื่อพระเจ้าทรงมีแผนการสำหรับเราและมีเวลานัดกับเรา ทำไมจะไม่บอกกับเรา ให้เราไปตามนัด

พระเจ้าเปิดเผยสิ่งต่างๆ ให้มนุษย์สามารถรับรู้ได้ เช่น พระเยซูอธิบายถึงเรื่องเวลาของพระเจ้า เป็นคำอุปมาอุปมัยเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า และการกลับมาครั้งที่ 2 ของพระองค์

พระเยซูทรงสอนให้เราสังเกตสิ่งที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้เข้าใจเวลาของพระเจ้าสำหรับโลกนี้

3. เคลื่อนไปพร้อมกับพระเจ้าที่ทรงนำ (Move with the Mover)


1.รู้วาระและเวลาของพระเจ้า


มาระโก 13:28-31
28 "จงเรียนคำเปรียบเรื่องต้นมะเดื่อ เมื่อแตกกิ่งแตกใบ ท่านก็รู้ว่าฤดูฝนใกล้จะถึงแล้ว
29 เช่นนั้นแหละ เมื่อท่านทั้งหลายเห็นเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น ก็ให้รู้ว่าพระองค์เสด็จมาใกล้จะถึงประตูแล้ว
30 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนในชั่วอายุนี้ จะไม่ล่วงลับไปก่อนสิ่งทั้งปวงนั้นบังเกิดขึ้น
31 ฟ้าและดินจะล่วงไป แต่ถ้อยคำของเราจะสูญหายไปหามิได้เลย



พระเยซูคริสต์ได้ยกตัวอย่างใกล้ตัวให้สาวกได้สังเกตดูต้นมะเดื่อที่ปรับเปลี่ยนไปตามฤดูกาล

เราจะต้องเป็นคนที่ช่างสังเกตและเรียนรู้วาระและเวลาของพระเจ้า ยกตัวอย่างเช่น มดมันจะมีการสะสมของไว้ในฤดูกาลเก็บเกี่ยวและเคลื่อนย้ายในช่วงฤดูหนาว เมื่อเราเห็นมดเคลื่อนไป เราก็จะรู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลง ฤดูกาลใหม่กำลังจะมา

สุภาษิต 6:6 คนเกียจคร้านเอ๋ย ไปหามดไป๊ พิเคราะห์ดูทางของมัน และจงฉลาด

สงสัยเราต้องไปดูมดแล้ว เพื่อเราจะไม่เกียจคร้าน เดินเล่นเรื่อยเปื่อยแต่เราต้องเคลื่อนตามเวลาของพระเจ้า


2.ไวต่อการขับเคลื่อนของพระเจ้า

โรม 8:14 เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำผู้ใด ผู้นั้นก็เป็นบุตรของพระเจ้า

ยอห์น 3:8 ลม {ภาษากรีกเป็นคำเดียวกัน แปลได้ทั้งลมและวิญญาณ} ใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น และท่านได้ยินเสียงลมนั้น แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณ ก็เป็นอย่างนั้นทุกคน"


การสังเกตทิศทางการเคลื่อนของพระเจ้า แล้วไวต่อการทรงนำของพระเจ้า ช่วยให้เราทำงานได้อย่างรวดเร็ว

ยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งกระแสโลกาภิวัฒน์ มีการเชื่อมโลกเป็นโลกเดียวมากขึ้น มีแหล่งข้อมูลใหญ่ที่เราสามารถหาความรู้ได้จากแหล่งเดียวกัน คือ Internet คนปัจจุบันจึงมีแนวโน้มที่จะคิดเหมือนกัน เพราะรับข้อมูลจากแหล่งเดียวกัน

เราต้อง online ต่อติดกับ โลกฝ่ายวิญญาณเสมอ (Spiritual Connection) ต้องยกระดับ Up grade ในการเคลื่อนไปสู่ระบบ 3G (God the father,Son of God,Spirit of God)เพื่อเราจะได้ไปสู่แผนการของพระเจ้า

พระเจ้าปรารถนาที่จะให้เราไปสู่แผนการอันดีที่พระองค์ทรงมีต่อเราทุกคน ฉะนั้นพระเจ้าจะทรงเรียกทุกคนตามชอบพระทัย
เราจึงต้องรู้และไวต่อการเคลื่อนของพระเจ้า

พระเจ้าปรารถนาให้เราทำสิ่งต่างๆ อย่างดีเลิศต้องให้ผลสูงสุดในอาณาจักรของพระเจ้า ทางแยกมีหลายทาง แต่ปลายทางอันไหนที่เกิดประโยชน์สูงสุด เราเลือกอันนั้น เพื่อเราจะไม่เสียเวลา ทุกคนมีเวลาที่จำกัด เราไม่สามารถทำทุกอย่างได้หมด แม้เราอยากจะทำทั้งหมดก็ตาม เราจึงควรเลือกทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์สูงสุดต่ออาณาจักรพระเจ้า

" ไว้ในการฟัง ช้าในการพูด กล้าในการตอบสนอง"

ตัวอย่าง เปโตรกับเรื่องนิมิตของโครเนลิอัส พระเจ้าปรารถนาเคลื่อนงานของพระองค์ไปที่คนต่างชาติ เพื่อให้เขารับความรอด ตอนแรกเปโตรไม่เข้าใจ พระเจ้าจึงให้เห็นนิมิตนั้นถึง 3 ครั้ง (กิจการฯ 10:9-17) นิมิตที่พระเจ้าให้กับเปโตร เพื่อนำคนต่างชาติรับความรอด


3.เคลื่อนไปพร้อมกัน

เมื่อเราได้ยินเสียงพระเจ้าและเคลื่อนไปกับพระเจ้า เราต้องทำให้คนอื่นมีนิมิตและภาระใจร่วมด้วย

ภาพเปรียบเทียบเหมือนเราวิ่งในลู่วิ่งของเรา โดยที่มีคนอื่นวิ่งในลู่วิ่งของเขาเช่นกัน วิ่งไปพร้อมๆ กัน คือ การทำในส่วนของเราอย่างดี เราไม่แข่งขันกับใคร แต่เราก็ไม่ทอดทิ้งใครให้ไปคนเดียว

การทำในส่วนของเราอย่างเอาจริงเอาจัง เป็นแบบอย่างในการรับใช้ มิใช่การอวดตัว แต่เป็นการทำสิ่งเหล่านั้น เพื่อหนุนใจคนอื่นให้เขารับใช้พระเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน

“ หากจะไปให้เร็ว ไปคนเดียว หากจะไปให้ได้ไกล ไปพร้อมกัน”

ตัวอย่าง พระเยซูคริสต์ พระองค์มิเพียงแต่ทำแผนการของพระเจ้าสำเร็จเท่านั้น แต่พระองค์ยังได้สร้างสาวกที่มีนิมิตให้เขาสามารถรับใช้พระเจ้าต่อไปได้อีกด้วย

พระเยซูคริสต์ : แบบอย่างของของผู้ที่เคลื่อนในเวลาของพระเจ้า แผนการของพระเจ้าสำเร็จ

พระเยซูคริสต์มาตามเวลาของพระเจ้า และพระองค์พาตนเองให้อยู่ในแผนการและเวลาของพระเจ้าเสมอ

พระเยซูจะมาไม่ได้ในสมัยธรรมบัญญัติจนกว่าจะครบกำหนดที่พระเจ้าบอก และพระเยซูก็มาตามเวลา เมื่อพระเยซูคริสต์ทำตามแผนการ เวลาของพระเจ้า เกิดผลดี เป็นพรต่อทุกคนในโลก ทำให้ความรอดมาถึงทุกคนในโลก

หนุนใจสุดท้ายว่า คนที่พร้อม คือ คนที่จะได้ไปก่อนเสมอ คนที่พร้อม คือ คนที่จะไม่ได้รับความเสียใจในภายหลัง
การเตรียมตัวที่ดี ส่งผลให้เราประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง เหมือนการไปสอบ หากเตรียมตัวอย่างดี จะไม่กลัวการทำข้อสอบไม่ได้ แต่คนที่ไม่เตรียมตัวต่างหากที่กลัว เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จมา คนที่เตรียมตัวพร้อมแล้ว ไม่กลัว แต่มีความปิติยินดี คนที่ไม่เตรียมตัว มีความกลัว


ให้เราเคลื่อนไปพร้อมกับพระเจ้าที่ทรงนำด้วยกัน

02 ตุลาคม 2553

ชีวิตที่ผ่านบททดสอบ จากชีวิตของเปโตร (2)

บททดสอบผู้นำจากชีวิตของเปโตร


จากชีวิตที่ผ่านบททดสอบ จากชีวิตของเปโตร (1)ที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าหลังจากนั้นมีเหตุการณ์พลิกผันชีวิตของเปโตร เมื่อพระเยซูคริสต์ถูกจับตึงกางเขน ความกล้าหาญของท่านได้หายไป จากผู้ที่มีใจกล้าหาญคอยปกป้องพระเยซูคริสต์จากทหารโรมัน กลับกลายเป็นคนขลาดกลัวท่านปฎิเสธพระเยซูคริสต์ถึงสามครั้งก่อนไก่ขัน (มธ 26:75)
จากคนที่ออกไปทำการประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า แต่กลับไปทำอาชีพเดิม คือ "ชาวประมง" ที่เคยละทิ้งและติดตามพระเยซูคริสต์ ผู้ที่จับคนดังจับปลา ทำไมจึงกลับไปจับปลาแบบเดิม

ทำแบบเดิมแต่ไม่เกิดผลแบบเดิม (ยน 21:1-11)

เปโตรที่มีความชำนาญด้านการประมงกลับไปทำอาชีพเดิมที่แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ จับปลาไม่ได้(อีกครั้ง) เพราะท่านไม่ได้ทำในสิ่งที่เป็นน้ำพระทัยพระเจ้า นั่นคือ "การจับปลา" แต่ท่านถูกเรัยกมาเพื่อ "จับคนดังจับปลา" (ลก.5:10)

ข้อคิดจากเหตุการณ์นี้ คือ สถานการณ์เป็นบททดสอบสภาวะผู้นำ(Leadership) ในสถานนี้เป็นการโยกย้ายผู้นำ (Leader-shift) อันเนื่องมาจากความผิดหวังและล้มเหลว ผู้รับใช้ที่เป็นผู้นำคริสตจักรหลายคนเมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้ ก็โยกย้ายตนเอง กลับไปทำอาชีพเดิม ไม่อยากรับใช้พระเจ้าแล้ว แต่ก็ไม่เกิดผลเท่าที่ควร เพราะอยู่ผิดที่และผิดเวลาของพระเจ้าและที่สำคัญคือ ความคิดแบบเดิม(ถุงหนังเก่า)จำเป็นต้องถูกเปลี่ยนและเคลื่อนไปสู่วิธีการใหม่ (ถุงหนังใหม่ new wineskin)

ดังนั้น พระเจ้าจึงต้องเข้ามาแทรกแทรงให้มีการปรับเปลี่ยนความคิดและเคลื่อนย้ายไปตามการทรงนำของพระเจ้า เรียกว่า "Change and Shift" ปรับเพื่อจะเปลี่ยน

ผมนึกถึงคำเผยพระวจนะของ Dr.Cindy Jacob เผยพระวจนะสำหรับประเทศไทย เมื่อวันที่ 13-15 พฤศจิกายน 2008 ณ คริสตจักรใจสมาน (ถนนรามคำแหง 68) ว่าจะมีการฟื้นฟูเศรษฐกิจในประเทศไทย

" ...ปี 2009 คือปีแห่งการเตรียมให้มีดาเนียลและโยเซฟทั้งหลาย นำมาซึ่งการฟื้นฟูในโลกธุรกิจ การสับเปลี่ยนโยกย้าย (a shift) และการเปลี่ยนแปลง (a change) กำลังจะเกิดขึ้น หลายคนจะมาถามว่า "ได้ ยินจากพระเจ้าอย่างไรเกี่ยวกับการปฏิรูปนี้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย?" เพราะว่าประเทศไทยจะเป็นดวงดาวสุกใสเพื่อการปฏิรูปในเอเชีย(Thailand will be a Shining Star for Reformation in Asia)..."

(อ้างอิงจาก http://uccfellowship.com/index.php?option=com_content&view=article&id=19:admin&catid=4:admin&Itemid=15)

ก่อนจะมีการฟื้นฟูต้องมีการปรับเพื่อเปลี่ยน เคลื่อนไปในทิศทางที่ถูกต้องของพระเจ้า

พระเยซูคริสต์มาปรากฎกับสาวกอีกครั้งหลังจากที่พระองค์ฟื้นจากความตาย (ยน.21:1) และในเหตุการณ์นี้ก็เป็นการที่พระเยซูคริสต์ให้เขาจับปลาตามวิธีการของพระองค์ แล้วเขาก็ได้ปลา เช่นเดียวกับเหตุการณ์ในลูกาบทที่ 5

ยน.21:6 พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "จงทอดอวนลงทางด้านขวาเรือเถิดแล้วจะได้ปลาบ้าง" เขาจึงทอดอวนลงและได้ปลาเป็นอันมาก จนลากอวนขึ้นไม่ได้"

แม้จะทำแบบเดิมแต่เกิดผลมากกว่าเดิม เพราะพระเจ้าทรงทำร่วมกับคนของพระองค์

นี่เองทำให้เปโตรได้คิดและทำให้เขาได้เปลี่ยนความคิดและโยกย้ายตนเองกลับสู่แผนการของพระเยซูคริสต์ คือ เขาจะจับคนดังจับปลา


ทำด้วยใจรัก ผลักดันจากกลัวเป็นกล้า (ยน 21:14-25)


เมื่อพวกเขาได้ปลามาแล้ว ก็มาทำ Bar-B-Q ปิ้งกินกันที่ริมชายหาด และพระเยซูคริสต์ได้รื้อฟื้นความสัมพันธ์ เพื่อให้พวกเขากลับมามั่นใจในการทรงเรียกของพระองค์อีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นเมื่อเราใกล้ชิดพระเจ้าชีวิตของเราจะเปลี่ยนไปเหมือนพระองค์มากขึ้น

พระเยซูมอบพระบัญชาของพระองคือีกครั้งคือ "หากรักพระองค์ จงดูแลแกะของพระองค์เถิด" ความรักที่พระเยซูคริสต์ต้องการให้เปโตรมีคือ ความรักที่ไม่มีเงื่อนไข (ภาษากรีก คือ Agape) ไม่ไช่แบบความรักทั่วไป (ภาษากรีก คือ Phileo)

พระองค์ถึงย้ำคำถามถึง 3 ครั้ง นั่นเป็นบททดสอบที่พระเยซูทดสอบความเป็นผู้นำของเขา คือ ความรักที่มีต่อฝูงแกะของพระเจ้า

ดังนั้นความรักแท้จึงมาจากพระเจ้า (1ยน.4:7) ความรักจึงเป็นแรงขับเคลื่อน จากความกลัวเป็นความกล้าหาญ

1ยน 4:7 ท่านที่รักทั้งหลาย ขอให้เรารักซึ่งกันและกัน เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า และทุกคนที่รักก็บังเกิดมาจากพระเจ้า และรู้จักพระเจ้า

1ยน 4:18 ในความรักนั้นไม่มีความกลัว แต่ความรักที่สมบูรณ์นั้นก็ได้ขจัดความกลัวเสีย เพราะความกลัวเข้ากับการลงโทษและผู้ที่มีความกลัวก็ยังไม่มีความรักที่สมบูรณ์

แม้ว่าพระเยซูคริสต์จะได้บอกว่าเปโตรจะต้องตายเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์ และให้ตามพระองค์มา (ยน.21:19) ครั้งนี้ไม่มีสิ่งใดทำให้เปโตรกลัวอีกแล้ว แต่ท่านได้เป็นคนหนึ่งที่กล้าหาญเทศนาในวัน pentecost มีคนกลับใจเชื่อถึง 3,000 คนในคราวเดียว (กจ. 2:41)

อ.ซี คังเส็ง (Chee Kang Seng) ศิษยาภิบาลคริสตจักร Living streams ได้หนุนใจในชั้นพัฒนาผู้นำ(KGLS:Kingdom Glory Leadership School)ว่า พระเจ้าจะทรงก่อร่างชีวิตของผู้นำใน 3 ระดับคือ

1.ก่อร่างชีวิตฝ่ายวิญญาณในบุคลิกภาพของผู้นำ พระเจ้าจะพัฒนาชีวิตตามแบบแผนของพระองค์

รม. 8:28-29
28 เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์
29 เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉาย แห่งพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก


2.ก่อร่างทักษะการเป็นผู้นำ พระเจ้าทรงพัฒนาความเข้าใจและใช้ของประทานต่างๆด้วยความเข้าใจ
3.ก่อร่างในเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระบบคุณค่าของการเป็นผู้นำ พระเจ้าเปลี่ยนมุมมองเราไปสู่การเคลื่อนไปข้างหน้า


วันนี้บททดสอบจะคงอยู่ในชีวิตของเรา บททดสอบจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอในชีวิตของเราทุกคน วัตถุประสงค์เพื่อพระเจ้าจะก่อร่างชีวิตของเราให้พร้อมในการรับใช้พระองค์ เมื่อเราผ่านการทดสอบไปได้ เราจะถวายพระเกียรติพระองค์ด้วยชีวิตของเรา

ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ

การเห็นต่างในวิถีแบบอาณาจักร

การเห็นต่างในวิถีแบบอาณาจักร โดย  Haiyong Kavilar             ในบทความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงว่า ในการขับเคลื่อนแบบอัครทูตหรือแบบอาณาจ...