31 ตุลาคม 2554

วิกฤตน้ำท่วม ร่วมใจพลิกฟื้นชุมชน

สวัสดีครับผู้อ่านที่รักทุกท่าน จากเหตุการณ์บ้านเมืองไทยของเราในปัจจุบันเข้าสู่วิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกตกใจ และเกิดความกังกลใจในเรื่องความเป็นอยู่ สิ่งที่สำคัญคือการเข้าสู่สภาวะขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค ทั้งนี้ทั้งนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่มนุษย์ตัดไม้ทำลายป่า ทำเป็นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เศรษฐกิจ จนทำให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติและส่งผลร้ายมาสู่ชีวิตของมนุษย์
สุภาษิตไทยใหม่วันนี้ เกี่ยวกับ "น้ำ" ที่คนไทยได้เข้าใจใหม่เป็นดังนี้ "ไปไหนมา น้ำมาสองศอก" -คำทักทายใหม่ บอกเล่าถามไถ่เรื่องระดับน้ำท่วมบ้าน
"น้ำขึ้นให้รีบบอก" - บอกต่อข้อมูลจริงจะได้วิ่งหนีทัน ส่งต่อข้อมูลผ่านสังคม Online
"ตักน้ำใส่กระโหลก ชะโงกดูเรา"- เหตุการณ์น้ำท่วมใช้สมองซีกซ้ายช่วยกันแก้ไขปัญหา ใช้หัวคิดในการแก้ไข ใช้หัวใจในการช่วยเหลือ
"ในน้ำไม่มีปลา ในนาไม่มีข้าว" เข้า7-11 ยังไม่มีของ เกิดการกันดารอาหาร ใครมีก็ช่วยกันแบ่งปันกันและกัน
"น้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือขวาง น้ำหลากอย่าเอากระสอบทรายไปกั้น"-ค่อยๆแก้ไขแบบถูกที่ ถูกวิธี รับมือได้แน่
น้ำเน่าเห็นเงาจันทร์"-ตอนนี้แช่น้ำท่วมอยู่ ดูดวงจันทร์ต้องรับมือในช่วงวันเพ็ญเดือน 12 น้ำนองเต็มตลิ่ง ไม่ระวังเราทั้งหลายชายหญิงอาจจะต้องนอนริมตลิ่ง
"น้ำพึ่งเรือ ช่วยเหลือกัน" "น้ำท่วมไหล น้ำใจท่วมท้น" -คนไทยต้องช่วยกันรักษาความเป็น "น้ำหนึ่งใจเดียว" ไม่ทะเลาะแตกแยกแบ่งสี เชื่อว่าเราจะผ่านวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ไปได้

สถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นสัญญาณเตือนใจให้กลับใจเพื่อกลับมาแสวงหาพระเจ้า เพราะเหตุการณ์นี้ทำให้มนุษย์ได้ตระหนักว่าเขาไม่สามารถควบคุมสิ่งต่างๆได้ ผู้ที่จะควบคุมสิ่งต่างๆทางธรรมชาติได้คือพระเจ้าผู้ทรงสร้าง พระองค์มักจะใช้สถานการณ์ต่างๆเพื่อจะเตือนและตีสอนให้คนนั้นกลับใจ กลับมาหาพระองค์

ในครั้งนี้ผมขอนำคำเทศนาพิเศษ จากพระธรรม 2 พศด.7:14-15 เปลี่ยนวิกฤต พลิกฟื้นชีวิต ฟื้นฟูชุมชน(Transformation)ของอ.นิมิต พานิช มาสรุปเพื่อเป็นข้อคิดดังนี้

2 พศด.7:14-15
14 ถ้าประชากรของเราผู้ซึ่งเขาเรียกกันโดยชื่อของเรานั้นจะถ่อมตัวลง และอธิษฐานและแสวงหาหน้าของเรา และหันเสียจากทางชั่วของเขา เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่บาปของเขาและจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย
15 และตาของเราจะลืมอยู่และหูของเราจะฟังคำอธิษฐานซึ่งเขาทั้งหลายอธิษฐาน ณ สถานที่นี้


พระธรรมที่เรากำลังพิจารณาอยู่นี้ เป็นเหตุการณ์ตอนที่กษัตริย์ ซาโลมอนราชโอรสของกษัตริย์ดาวิด ได้มอบถวายพระนิเวศแด่พระเจ้า
หลังจากที่ซาโลมอนได้ขึ้นครองราชย์ ต่อจากพระราชบิดา ท่านก็ตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะสร้างพระนิเวศถวายแด่พระองค์ และปรารถนาจะให้ชุมชนอิสราเอลเป็นชุมชนที่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าอย่างแท้จริง
ในพิธีมอบถวายพระนิเวศแด่พระเจ้านี้ กษัตริย์ซาโลมอนได้อธิษฐานต่อ พระเจ้าท่านวิงวอนพระเจ้าให้มีความโปรดปรานต่อเชื้อสายของดาวิด ในขณะที่ประชากรจะดำเนินอยู่ในความจงรักภักดี และปรนนิบัติพระองค์ตามพระบัญญัติ
ในเหตุการณ์ครั้งนี้ พระเจ้าทรงโปรดปรานกษัตริย์ซาโลมอนและประชาชนอิสราเอลยิ่งนัก
พระเจ้าทรงหนุนใจกษัตริย์ซาโลมอนด้วยพระสัญญาว่า ถ้าการพิพากษาลงโทษของพระองค์มาถึงประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นการกันดารอาหาร โรคระบาด หรือแมลงศัตรูพืชระบาด นั่นเป็นเพราะความผิดบาปที่เขาได้กระทำ
แต่อย่างไรก็ตาม พระเจ้าจะช่วยเขา สิ่งเดียวที่พวกเขาจะทำได้ คือ การกลับใจ ถ่อมใจกลับมาแสวงหาพระเจ้า แล้วพระองค์จะทรงรักษาแผ่นดินของเขาให้หายดี

จากพระวจนะในตอนนี้ ทำให้เราได้เห็นว่า ไม่ว่าชนชาติอิสราเอล หรือชนชาติใดก็ตาม หากกระทำบาป พระเจ้าก็มิอาจอวยพรให้เจริญรุ่งเรืองได้ พระวจนะกล่าวใน 2 พศด.6:26 ว่าพระเจ้าปิดกั้นพระพร ฟ้าสวรรค์ปิด เกิดการกันดารอาหาร พระเจ้าไม่ประทานฝนให้แก่เขา เพราะความบาป ชีวิตของพวกเขาจึงต้องดำเนินด้วยความทุกข์ระทม
ความบาปปิดกั้นพระพร และความบาปนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ ที่ทำให้ต้องทุกข์ใจ เรียกว่า “พระพรมีแต่บาปบัง” ทำให้ไม่ได้รับพระพรแห่งความโปรดปรานจากพระเจ้า

หากลองเทียบเวลาในปัจจุบันกับอดีต เดือนตุลาคมนี้มีความสำคัญในเดือนของปฎิทินฮีบรู คือ เป็นเดือนทิชรี หรือชื่อเดิมคือ เอธานิม เดือนที่ 7 เป็นเดือนของการมอบถวายพระวิหาร
1 พงศ์กษัตริย์ 8:1-10
1 แล้วซาโลมอนทรงประชุมพวกผู้ใหญ่ของอิสราเอล และหัวหน้าของเผ่า คือบรรดาประมุขของตระกูลคนอิสราเอล ต่อพระพักตร์พระราชาซาโลมอนในกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อจะนำหีบพันธสัญญาของพระเจ้าขึ้นมาจากนครดาวิด คือเมืองศิโยน
2 และผู้ชายทั้งสิ้นของอิสราเอลก็ประชุมต่อพระพักตร์พระราชาซาโลมอน ณ การเลี้ยงในเดือนเอธานิม ซึ่งเป็นเดือนที่เจ็ด...
5 และพระราชาซาโลมอน และชุมนุมชนอิสราเอลทั้งสิ้นที่ได้ประชุมกันต่อพระองค์ อยู่กับพระองค์ต่อหน้าหีบได้ถวายแกะและวัวมากมาย ซึ่งเขาจะนับหรือเอาจำนวนก็ไม่ได้
6 แล้วปุโรหิตก็นำหีบพันธสัญญาของพระเจ้ามายังที่ของหีบ ที่อยู่ในห้องหลังของพระนิเวศ คือในอภิสุทธิสถาน ภายใต้ปีกเครูบ ...
10 และอยู่มาเมื่อปุโรหิตออกมาจากวิสุทธิสถาน เมฆมาเต็มพระนิเวศของพระเจ้า



การถวายพระวิหารให้กับพระเจ้านำมาซึ่งการทรงสถิตและพระสิริของพระเจ้าปกคลุมเหนือชนชาติ
นอกจากนี้ในเดือนทิชรียังมีเทศกาลหลักถึง3เทศกาลในเดือนนี้คือ
1) เทศกาลเป่าเขาสัตว์ (วันที่ 1 เดือนทิชรี)(28 ก.ย.11) เพื่อปลุกให้ตื่นขึ้นสู่ความดีของพระเจ้า
2) วันแห่งการลบมลทินบาป (วันที่ 10 เดือนทิชรี)(7ต.ค.11) เพื่อเตือนเราว่าพระเยซูทรงชดใช้บาปทั้งสิ้นแทนเรา และ
3) เทศกาลอยู่เพิง (วันที่ 15-21 เดือนทิชรี) (12ต.ค.-19 ต.ค.11)เพื่อเราจะได้สามัคคีธรรม ชื่นชม และดำเนินอยู่ต่อการทรงสถิตของพระเจ้าและรับความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์

จะเห็นได้ว่าเมื่อใดก็ตามที่ประชากรของพระองค์เข้ามาแสวงหาพระองค์ การอวยพรก็จะมาถึงแต่หากเมื่อใดที่ยังดำเนินอยู่ในความบาป ย่อมนำผลเสียมาสู่ชีวิตและชุมชนที่อาศัย
ทำให้นึกถึงคำเผยพระวจนะมาสู่ประเทศไทยในปี 2008 ของดร.ซินดี เจค็อปส์(Cindy Jacobs)ในงานสัมมนาเพื่อการปฏิรูปสังคม จัดโดย เครือข่ายอธิษฐานอวยพรประเทศไทย
Entering a Decade of Harvest ก้าวเข้าสู่....ทศวรรษแห่งการเก็บเกี่ยวดวงวิญญาณ
(สรุปย่อได้ดังนี้)
ปี 2009 คือปีแห่งการเริ่มต้น ปี 2010 ไฟจะลุกโชนเต็มที่ ปี 2010 -2020 เราจะบรรจุประเทศนี้ให้เต็ม คริสตจักรจะมีเพิ่มมากขึ้น มากกว่าปีเดือนที่ผ่านมาทั้งสิ้น
เราจะประทานไฟและพระสิริของเรามายังมหาวิทยาลัยทั้งหลาย เป็นการเคลื่อนไหวแบบจีซัส มูฟเมนท์ (Jesus Movement) จะเป็นเหมือนไฟที่เผาผลาญจากเหนือจรดใต้ ตะวันออกสู่ตะวันตก จงเริ่มอธิษฐานเผื่อมหาวิทยาลัยทั้งหลาย ...
ปี 2009 คือ ปีแห่งการเตรียมให้มีดาเนียล และโยเซฟทั้งหลาย นำมาซึ่งการฟื้นฟูในโลกธุรกิจ การสับเปลี่ยนโยกย้าย (a shift) และการเปลี่ยนแปลง (a change) กำลังจะเกิดขึ้น หลายคนจะมาถามว่า“ได้ยินจากพระเจ้าอย่างไรเกี่ยวกับการปฏิรูปนี้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย?” เพราะว่าประเทศไทยจะเป็นดวงดาวสุกใสเพื่อการปฏิรูปในเอเชีย (Thailand will be a Shining Star for Reformation in Asia)
ถ้อยคำเหล่านี้ต้องอาศัยการกระทำ จงนำสิ่งเหล่านี้ออกไปปฏิบัติ นี่คือฤดูกาลนั้น - หากยังทำสิ่งใดไม่เสร็จ จงทำให้เสร็จเดี๋ยวนี้ ทำฝันของเจ้าให้สำเร็จ เจ้ามีเวลา 1 ปี (ปี 2009) เพื่อเตรียมตัวสำหรับทศวรรษแห่งการเก็บเกี่ยว จงเตรียมผู้ประกาศให้พร้อม จะมีการฟื้นฟูในทุกภาคส่วนของสังคม, การโอนถ่ายความมั่งคั่งครั้งใหญ่, สติปัญญา และการเปิดเผยสำแดง …
ความยำเกรงพระเจ้าจะเริ่มปกคลุมเหนือคริสตจักรในประเทศไทย เพื่อทำให้คนของพระเจ้าสำนึกในความบาป จงจดบันทึกไว้ พระเจ้าทรงจริงจังกับเรื่องนี้อย่างมาก พระเจ้ากำลัง... บางคนกลับใจใหม่ในฤดูกาลนี้ ถ้าเจ้ากลับใจใหม่ เราจะปกป้องเจ้า ถ้าเจ้าไม่กลับใจใหม่ เจ้าจะตกต่ำลง
อย่ากลัวในเวลาที่มี “การเขย่า” เกิดขึ้น หากคุณกลัว ซาตานจะกดคุณลง และคุณจะไม่สามารถได้ยินจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ อย่าสูญเสียกำลังใจ วันเวลาที่ดีที่สุดของคุณคือ วันนี้


สรุปคำพยากรณ์
1. การฟื้นฟูใหญ่จะเกิดที่ภาคใต้เป็นแห่งแรก ต่อด้วยภาคเหนือและภาคกลาง
2. จะมีการอัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย คนง่อยจะเดินได้ คนตาบอดจะมองเห็น
คนหูหนวกจะได้ยิน
3. จำนวนผู้เชื่อจะเพิ่มแล้ว เพิ่มอีกเป็นสองเท่า
4. มีชนรุ่นใหม่แห่งการปฏิรูปแบบโยสิยาห์เกิดขึ้น (ทำการปฏิรูปศาสนาและการเมือง)
5. การปฎิรูปเศรษฐกิจและความมั่งคั่งที่ยิ่งใหญ่จะมาถึงประเทศไทย
6. จะมีนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นในคนหนุ่มสาว
สิ่งที่เราควรตอบสนอง
1. อย่ากลัว (เมื่อมีการเขย่า (Shake) จะมีการสับเปลี่ยนเคลื่อนย้าย (Shift))
2. อย่าท้อใจ (เมื่อการเปลี่ยนแปลง (Change) จะเป็นโอกาสทอง (Chance) ของการพลิกฟื้นไปสู่การฟื้นฟู (Transformation)
ฉะนั้นชุมชนสังคมใด หรือประเทศใด ผู้คนดำเนินในความบาป เช่น การค้าประเวณี การทำแท้ง การค้ายาเสพติด คิดคดโกง การคอร์รัปชั่น เห็นแก่ประโยชน์ของตนเองเป็นใหญ่ ความเสื่อมถอยในจริยธรรม
ชุมชนสังคมหรือประเทศนั้นจะไม่มีความจำเริญ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าไม่ทรงอวยพร แผ่นดินถูกสาป ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เกิดความกันดารแห้งแล้ง ผู้คนดำเนินอย่างลำบากยากไร้ ไม่มีความสุขในชีวิต
ต้องทุกข์ใจกับปัญหาต่าง ๆ ทั้งปัญหาโจรกรรม ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้ เพราะต้นตอ มาจากความบาปทั้งสิ้น
หากสังคมใด ชุมชนใดเป็นแบบนี้ ถึงเวลาต้องทบทวน แก้ไข จัดการปัญหาที่ต้นเหตุคือความบาป และต้องมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ ว่าจะอยู่ในสภาพของความบาปต่อไป หรือจะช่วยกันพลิกฟื้นชุมชนให้ห่างไกลจากความบาปและสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง
ฉะนั้นผู้ที่เชื่อในพระเจ้า จึงไม่สามารถอยู่เฉยๆ ปล่อยให้สังคมเต็มไปด้วยความบาปได้ เพราะพระเจ้าเรียกเราให้เป็นเกลือและแสงสว่าง นำการเยียวยามาถึงสังคม ชุมชน หรือประเทศที่เราอยู่

มธ.5:16 ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง…..
พระวจนะในข้อนี้ย้ำอย่างชัดเจนว่า คริสเตียนต้องเป็นแสงสว่าง พระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดี ที่มีบทบาทต่อคนในสังคมอย่างมาก พระองค์ทรงเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาทั้งด้านจิตวิญญาณ ความเป็นอยู่ และเรื่องปากท้องของเขา
พระเจ้าเรียกเราทั้งหลายให้มีส่วนช่วยกันพลิกฟื้นชุมชน เพื่อพระเจ้าจะทรงเทพระพรลงมาสู่ชุมชน หรือ สังคม หรือประเทศนั้นได้
1. หนทางสู่การพลิกฟื้นชุมชน (ข้อ 14-15)
14 ถ้าประชากรของเราผู้ซึ่งเขาเรียกกันโดยชื่อของเรานั้นจะถ่อมตัวลง และอธิษฐานและแสวงหาหน้าของเรา และหันเสียจากทางชั่วของเขา เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่บาปของเขาและจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย 15 และตาของเราจะลืมอยู่และหูของเราจะฟังคำอธิษฐานซึ่งเขาทั้งหลายอธิษฐาน ณ สถานที่นี้
พระเจ้าทรงเป็นผู้นำการอวยพรมาสู่ชุมชน โดยให้ผู้เชื่อเป็นผู้ส่งต่อพระพรของพระเจ้าไปสู่ชุมชน
ในพระวจนะของพระเจ้าได้กล่าวถึงคนอิสราเอลเป็นชนชาติที่ได้นำพระพรของพระเจ้าไปสู่ประชาชาติ
1.1 การพลิกฟื้นชุมชนเริ่มต้นที่คนของพระเจ้า (ข้อ 14)
เราต้องตระหนักว่า ต้องเริ่มต้นจากตัวเราก่อน ที่ต้องมีชีวิตที่ถูกต้องต่อพระเจ้า
เราปรารถนาจะเห็นสิ่งใดเกิดขึ้น ให้เริ่มต้นที่การเปลี่ยนแปลงจากตัวเราก่อนเสมอ
ผู้เชื่อจึงต้องตระหนักถึงบทบาทสำคัญในชุมชนที่พระเจ้าทรงตั้งไว้เพื่อเป็นผู้นำพระพรไปสู่ชุมชน หากชุมชนที่อยู่นั้นเต็มไปด้วยความบาป ผู้เชื่อต้องเป็นผู้ที่ต้องเริ่มต้นในการพาคนทั้งหลายให้กลับมาหาพระเจ้า หันเสียจากความบาปทั้งหลาย
เราสามารถมีส่วนพลิกฟื้นชุมชน ที่เราอาศัยอยู่ โดยเริ่มจากตัวของเราเองก่อน อย่าคิดว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเรา
เราไม่ควรที่จะเพิกเฉยต่อปัญหาในสังคม มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไม่เกี่ยวข้องกับเรา เราเป็นคนในฝ่ายวิญญาณไม่จำเป็นต้องไปเกี่ยวข้องกับโลกนี้
แท้จริง เราไม่สามารถปฏิเสธได้เลยว่า เราต้องเกี่ยวข้องกับสังคมในชุมชน ได้รับผลกระทบในด้านต่างๆ ไม่ว่าปัญหาเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม
เปรียบเทียบเหมือนกับคริสเตียนผู้เชื่อ กำลังอยู่ท่ามกลางกองขยะ แม้เราไม่ได้เป็นคนทำ แต่เราก็ได้รับผลกระทบของกลิ่นที่เราสูดดมเข้าไป เราควรจะเป็นผู้ที่มีส่วนในการช่วยกันเก็บขยะ มากกว่าพยายามที่จะเดินหนี เพราะการเดินหนีไปจะไม่ช่วยให้ปัญหาได้รับการแก้ไข
เราสามารถที่จะช่วยแก้ไขปัญหา พลิกฟื้นชุมชน ได้อย่างไร

ถ่อมตัวลงอธิษฐานแสวงหาพระเจ้า
การถ่อมใจ เข้ามาแสวงหาพระเจ้า เป็นด่านแรกของการพลิกฟื้น ทั้งเป็นการพลิกฟื้นชีวิต และพลิกฟื้นชุมชนของเรา
หากปราศจากชีวิตที่แสวงหาพระเจ้า ชีวิตของเราก็ไม่ต่างอะไรกับกองกระดูกแห้ง ขาดพลังที่จะลุกขึ้นมาพลิกฟื้นสิ่งใดได้ ก่อนที่การพลิกฟื้นชุมชนจะเกิดขึ้น การพลิกฟื้นจิตวิญญาณของเราแต่ละคนต้องเกิดขึ้นก่อน นั่นคือชีวิตที่มี พระวิญญาณพระเจ้าอยู่ภายใน เป็นชีวิตที่มีพลัง เป็นชีวิตที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้า ไม่เป็นชีวิตที่ตายซาก
การอธิษฐานเป็นการแสดงถึงความถ่อมใจที่ตระหนักว่าพระเจ้าทรงยิ่งใหญ่อยู่เหนือทุกปัญหา
ปัญหาต่างๆ นั้น ในบางครั้งเกินกว่าที่เราจะแก้ไขได้ด้วยกำลังความสามารถของเรา เนื่องจากเรามีความจำกัด ดังนั้นต้องถ่อมใจลง คุกเข่าแสวงหาคำตอบจากพระเจ้าผู้ไม่จำกัด และพร้อมในการช่วยเหลือเสมอ
พระวจนะบอกว่าให้เราอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง


อฟ.6:18 จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา….

หลายเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ ที่เมื่อเกิดภาระปัญหา และผู้เชื่อได้เริ่มต้นในการอธิษฐาน พระเจ้าได้ทรงปลดปล่อยจากปัญหา เช่น เนหะมีย์ ท่านถ่อมใจอธิษฐานเผื่อกำแพงเมืองเยรูซาเล็มที่พังทลายและลุกขึ้นสร้างกำแพงเมืองใหม่ ด้วยภาระใจ นหม.1:3-4

คำเผยพระวจนะและคำสอนของ ดร.โรเบิร์ต ไฮด์เลอร์ (Robert Heidler)ณ UCC วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2010
(คำสอนในวันอาทิตย์หลังจากสัมมนา Refining Fire for Revival ไฟชำระสู่การฟื้นฟู)
พระเจ้าเลือกประเทศไทยเพื่อที่จะเป็นต้นแบบของสิ่งที่พระเจ้าจะทำทั่วโลก พวกท่านอยู่ในช่วงเวลาที่พิเศษสุด เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์
พวกเราไม่ต้องเสาะหาการเคลื่อนไหวในประเทศไทยอีกต่อไป เพราะการเคลื่อนไหวของประเทศไทยนั้นอยู่ที่นี่แล้ว
ในการฟื้นฟูนั้น เราเห็นคนตื่นตัวขึ้น มีคนมาเชื่อพระเจ้ามากขึ้น คริสตจักรเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่นั้นเป็นแค่ผลของการฟื้นฟู ไม่ใช่ ความเป็นตัวตนที่แท้ของการฟื้นฟู เพราะว่า การฟื้นฟู คือ พระสิริแห่งการทรงสถิตของพระเจ้าเข้ามาในคริสตจักร …
การฟื้นฟูก็คือ การทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าลงมาเหนือเราพร้อมกันทั้งหมด การทรงสถิตอยู่ด้วยของพระเจ้าที่พระคำพูดถึงนั้น มีอยู่ 4 ระดับ ดังนี้
1.พระองค์สถิตอยู่ทุกหนแห่งเหมือนคลื่นวิทยุ เรารู้ว่ามีอยู่ในอากาศแต่รับสัมผัสไม่ได้
2.การทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าที่อยู่ข้างใน พระองค์อยู่เสมอในหัวใจของเรา ไม่เหมือนกับที่อื่น
3.การทรงสถิตอยู่ที่ปรากฏออกมา บางครั้งเรียกว่า “พระสิริ” เราสามารถรับรู้และสัมผัสได้จากประสาทสัมผัสทั้งหลาย มักเกิดขึ้นเวลาที่เรานมัสการ ในการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้านั้น
4. พระสิริที่ดำรงอยู่ (ภาษาฮีบรู Shekinah เซไคนาห์) พระเจ้าไม่ได้มาเยี่ยมเยียนชั่วครู่เดียว แต่พระองค์มาแล้วอยู่ด้วยเลย ณ สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น การฟื้นฟูก็เกิดขึ้น พระเจ้าปรารถนาที่จะอยู่กับประชากรของพระองค์ (อพยพ25.8 พระองค์ต้องการให้เราชื่นชมกับความดีงามของพระองค์อยู่ตลอดเวลา)





พระองค์ต้องการที่จะประทับอยู่ในหัวใจของเรา ในบ้านของเรา ในคริสตจักรของเรา ในประเทศของเรา
แล้วเราจะต้องทำอย่างไร?พระคำพระเจ้ามีคำตอบไว้ให้กับเรา เมื่อ พระองค์จะมาอยู่ด้วย พระองค์ให้แบบแผนกับโมเสสเป็นของขวัญเพื่อที่จะสร้างที่ประทับของพระเจ้า ถ้าโมเสสทำตามทุกประการพระเจ้าก็จะมาสถิตอยู่ด้วยแบบถาวร ให้เรามาดูด้วยกัน

1.ต้องเป็นสถานที่ที่มีการนมัสการอย่างต่อเนื่อง
มีแท่นบูชาคือถวายทั้งหมดแด่พระเจ้าและไฟที่อยู่บนแท่นบูชานั้นจะต้องลุกอยู่และไม่ดับเลย (ลนต.6.12)




2.ต้องเป็นสถานที่แห่งการขอบพระคุณอย่างต่อเนื่อง
มีโต๊ะขนมปังหน้าพระพักตร์และวางขนมปังไว้บนโต๊ะต่อหน้าเราไว้เป็นนิตย์
3.ต้องเป็นสถานที่แห่งการสามัคคีธรรมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างต่อเนื่อง
คันประทีปและไฟบนนั้นเล็งถึงการสามัคคีธรรมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ จงให้ไฟที่อยู่บนคันประทีปนี้ลุกอยู่ตลอดเวลาอย่าให้ดับเลย
4.ต้องเป็นสถานที่แห่งการอธิษฐานอย่างต่อเนื่อง
แท่นเครื่องหอมบูชาต้องเผาเครื่องหอมบนแท่นนี้เป็นเนืองนิตย์(อพยพ29 เราจะมาพบเจ้าที่นั่น)
ถ้าประเทศไทยจะเป็นประเทศแห่งไฟ ก็จงให้ไฟที่แท่นบูชานั้นลุกอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง
โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง (จากศปภ. ศูนย์ป่าวประกาศภารกิจ ของพระเจ้า) เราขอป่าวประกาศให้ประเทศไทยนี้จะเป็นประเทศแห่งไฟ ก็จงให้ไฟที่แท่นบูชานั้นลุกอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง

เราขอมอบประเทศไทยนี้ให้เป็นพระวิหารของพระเจ้า ให้พระสิริของพระเจ้าดำรงอยู่ Shekinah
นอกจากการเข้ามาแสวงหาพระเจ้าโดยการอธิษฐาน สิ่งที่ต้องกระทำคือการหันเสียจากความบาป

หันเสียจากความบาป (ข้อ 14ข)
จากพระธรรมตอนนี้จะเห็นถึงอุปสรรคที่พระเจ้าไม่สามารถอวยพรชุมชนให้เกิดผลดีได้ เนื่องด้วยความบาป
ความบาปเป็นเสมือนกำแพงขวางกันสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ของพระเจ้า และขวางกั้นพระพรที่จะมาถึงชุมชน
เนื่องด้วยพระเจ้าทรงรักคนบาป แต่พระเจ้าทรงเกลียดชังความบาป
หากเราเข้ามาแสวงหาพระเจ้า สารภาพบาปพระเจ้าจะทรงโปรดชำระบาปให้กับเรา
1 ยน.1:9 ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น
เริ่มต้นโดยตัวเราที่หันเสียจากความบาป ถ้าเราเกลียดความบาป เราก็จะยอมไม่ได้ที่จะเห็นความอยุติธรรมในชุมชน ในสังคม เราก็จะลุกขึ้นปฏิเสธสิ่งเหล่านี้
และเราก็จะเริ่มมีอิทธิพลต่อคนอื่น ลงไปสอนคนอื่น หรือทำให้คนอื่นหันเสียจากความบาปด้วย
เพราะแม้เราหันเสียจากความบาปเพียงคนเดียว แต่หากเราไม่พาคนอื่นหันเสียจากความบาปด้วย การกระทำของคนอื่นก็ส่งผลกระทบกับเราด้วยเช่นกัน
ดังเรื่องความบาปของอาคาน ที่ฉ้อโกงของที่ยึดมาจากทำการรบ เขาไม่สัตย์ซื่อกับพระเจ้าที่สั่งห้ามไม่ให้ใครยึดของของเชลยมาเป็นของตนเอง แม้คนอื่นสัตย์ซื่อ แต่อาคานไม่สัตย์ซื่อคนเดียว การอวยพรก็มาไม่ถึงชุมชนอิสราเอล พระเจ้าไม่สามารถอวยพรพวกเขาได้ เพราะทรงถือว่าเป็นชุมชนเดียวกัน เป็นชนชาติเดียวกัน (ยชว.7:1-5) ตัวอย่างของอาคาน ทำให้เราได้เข้าใจว่า การชำระตัวให้บริสุทธิ์หรือมีชีวิตที่หันเสียจากทางแห่งความบาปนั้น ต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา และไม่เพียงเท่านั้น เราต้องมีอิทธิพลที่ดีที่จะพาคนในชุมชน หรือในสังคมรอบข้างเราลุกขึ้นปฏิวัติตัวเองให้ดีขึ้นด้วย
ฉะนั้นชุมชนที่พระเจ้าจะทรงอวยพรต้องเป็นชุมชนที่ปราศจากความบาป
เราต้องประกาศสงครามกับความบาป ช่วยกันจัดการกับความบาปในชุมชน ปัญหาการกราบไหว้รูปเคารพในประเทศไทย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่คำตอบในการแก้ไขปัญหา แม้แต่น้ำท่วมสิ่งเหล่านี้ก็ช่วยเหลือตนเองจากน้ำท่วมไม่ได้
เยเรมีย์ 10:5-6
5 รูปเคารพของเขาก็เหมือนหุ่นหลอกกาอยู่ในสวนแตงกวา มันพูดไม่ได้ คนต้องขนมันไป เพราะมันเดินไม่ได้ อย่ากลัวมันเลย เพราะมันทำร้ายไม่ได้ มันก็ทำดีไม่ได้ด้วย"
6 ข้าแต่พระเจ้า หามีผู้ใดเหมือนพระองค์ไม่ พระองค์ทรงเป็นใหญ่ และพระนามของพระองค์มีฤทธิ์มาก

สดุดี 115:4-8
4 รูปเคารพของคนเหล่านั้นเป็นเงินและทองคำ เป็นหัตถกรรมของมนุษย์
5 รูปเหล่านั้นมีปาก แต่พูดไม่ได้ มีตา แต่ดูไม่ได้
6 มีหู แต่ฟังไม่ได้ยิน มีจมูก แต่ดมไม่ได้
7 มีมือ แต่คลำไม่ได้ มีเท้า แต่เดินไม่ได้ รูปเหล่านั้นทำเสียงในคอไม่ได้
8 ผู้ที่ทำรูปเหล่านั้นจะเป็นเหมือนรูปเหล่านั้น เออ บรรดาผู้ที่วางใจในรูปเหล่านั้นก็เช่นกัน

ยังมีปัญหามากมายในสังคม ที่ต้องช่วยกันชำระสะสาง เช่น เรื่องการคอร์รัปชั่น การโกงกินต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เป็นดังมะเร็งร้าย ที่ทำลายสังคมให้ล่มจมไปทีละน้อย
ไม่ว่าจะเป็นความบาปในด้านศีลธรรมที่เสื่อมทรามลงไป เช่น การอยู่ด้วยกันก่อนแต่ง การทำแท้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนนำปัญหามาสู่สังคม หรือปัญหายาเสพติด การพนัน ที่มอมเมาชักจูงให้คนหลงผิด
เราในฐานะของคนในสังคมต้องช่วยกันลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหา ในบทบาทที่เราสามารถทำได้ เช่น ช่วยกันรณรงค์ต่อต้านยาเสพติด จัดกิจกรรมทำสิ่งที่เกิดประโยชน์แก่สังคม เพื่อให้วัยรุ่นที่อาจจะตกเป็นเหยื่อของสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ได้มีสถานที่แสดงออกอย่างถูกต้อง
ถ้าทุกคนช่วยกันต่อต้านสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้ สังคมของเราจะเป็นสังคมที่น่าอยู่ รับรองว่าจะไม่มีสิ่งชั่วร้ายเหล่านี้อีก

เมื่อใดที่คนหลับใหลตื่นขึ้น
เมื่อใดที่คนอุ่นๆ ถูกจุดไฟ
เมื่อใดที่คนไม่สัตย์ซื่อกลับใจใหม่
เมื่อใดที่คนชอบหงุดหงิดเปลี่ยนเป็นคนชื่นชมยินดี
เมื่อใดที่คนชอบทำให้ท้อใจเปลี่ยนเป็นคนแห่งการหนุนใจ
เมื่อใดที่คนบาดหมางกลับหันหน้าเข้าหากัน
เมื่อใดที่คนชอบนินทาเริ่มปิดปากเงียบ
เมื่อใดที่กระดูกแห้งถูกเขย่า
เมื่อใดที่ทหารตัวจริงลุกขึ้น
เมื่อนั้นการฟื้นฟูจะเกิดขึ้นในชีวิตและชุมชนของเรา
ถึงเวลาที่เราจะต้องลุกขึ้น ลุกขึ้นทำสิ่งดี ๆ ให้แก่คริสตจักรที่เราอยู่ ลุกขึ้นทำสิ่งดี ๆ ให้กับชุมชนละแวกบ้านของเรา ลุกขึ้นทำสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมของเรา และประเทศของเรา




1.2 ทุกคนในชุมชนต้องมีส่วนช่วยกัน (ข้อ 15 )
ข้อ 15 และตาของเราจะลืมอยู่และหูของเราจะฟังคำอธิษฐานซึ่งเขาทั้งหลายอธิษฐาน ณ สถานที่นี้
จากพระธรรมตอนนี้จะเห็นได้ว่า ทุกคนในชุมชนมีส่วนช่วยกันพลิกฟื้นชุมชน พระคัมภีร์ใช้คำว่า” …ซึ่งเขาทั้งหลายอธิษฐาน ณ สถานที่นี้”
คนอิสราเอลทุกคนลุกขึ้นมาอธิษฐานแสวงหาพระเจ้าเพื่อชุมชนของเขา
หากเราอยากทำให้คริสตจักรฟื้นฟู ทุกคนในคริสตจักรต้องช่วยกัน อยากเห็นประเทศไทยพัฒนา เราต้องช่วยกันพัฒนา ข้อคิดเพื่อการทำงาน เขียนไว้ว่า “การที่คนในชุมชนมีความพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ จนไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงแล้ว เปรียบเสมือนการกดปุ่ม pause หยุดการพัฒนา”

พระเจ้าของเราเป็นพระเจ้าที่ทรงปรารถนาที่จะอวยพรมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว และพระเจ้ามีพระประสงค์ให้มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นชุมชน เมื่อมีการอธิษฐานกันในชุมชน พระเจ้าทรงสดับรับฟัง
มธ.18:20 ด้วยว่ามีสองสามคนประชุมกันที่ไหนๆในนามของเรา เราจะอยู่ท่ามกลางเขาที่นั่น"
ชุมชนคริสเตียนในประเทศไทยมีการอธิษฐานอวยพรประเทศไทย จัดโดยเครือข่ายอธิษฐานอวยพรประเทศไทยภายใต้คณะกรรมการประสานงานโปรเตสแตนท์แห่งประเทศไทย (กปท.) โดยการรณรงค์การอดอาหารอธิฐาน 40 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. – 9 พ.ย.11 อวยพรประเทศไทย เพื่อการพลิกฟื้น และการฟื้นฟูในทุกด้านของประเทศ ให้คนไทยหันกลับมาเชื่อในพระเยซูคริสต์ มีการแจกหนังสือคู่มือ อดอาหารอธิษฐาน
นั่นเป็นหนทางสู่การพลิกฟื้นชุมชน ในส่วนที่เราสามารถทำได้คือ การที่เริ่มต้นที่ตัวของเรา และทำให้ทุกคนมีส่วนเราเราสามารถช่วยกันพลิกฟื้นชุมชุนโดยถ่อมใจอธิษฐานแสวงหาพระเจ้าและหันเสียจากบาป
เมื่อเราทำในส่วนของเรา พระเจ้าจะทำในส่วนของพระองค์
ดังที่ พระเจ้าพูดกับซาโลมอนว่า เมื่อประชากรของพระองค์หันกลับจากบาป เมื่อนั้น พระองค์จะอภัยบาป และรักษาแผ่นดินให้หาย
สำหรับในส่วนของพระเจ้าคือ พระองค์ทรงเป็นคำตอบของการพลิกฟื้นชุมชน
2. พระเจ้าทรงเป็นคำตอบของการพลิกฟื้นชุมชน (ข้อ 14ค)
ข้อ 14ค … เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่บาปของเขาและจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย
พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่จะฟัง ให้อภัยและรักษาแผ่นดินให้หาย พระเจ้าจะนำการพลิกฟื้นชุมชน การพลิกฟื้นชุมชนของพระเจ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เสียหายให้กลับเป็นดี
คำว่า “รักษาให้หาย” ในภาษาเดิมมาจากคำว่า “รา-ฟา” ให้ความหมายถึง การเยียวยารักษา การซ่อมแซมให้กลับดีดังเดิม เราทั้งหลายกล่าวพระนามของพระเจ้าว่า “พระเยโฮวาห์ ราฟา พระผู้เป็นแพทย์ที่ประเสริฐ”
และพระองค์ทรงนำการเกิดผลที่ดีมาสู่ชุมชน นั่นหมายความว่า ถ้าคนลุกขึ้นกลับใจ ไม่ดำเนินในความบาป ในความอธรรม พระเจ้าจะช่วยให้สังคมนั้น ชุมชนนั้น กลับมาดำเนินชีวิตที่ดีดังเดิมได้
ทำให้ดีดังเดิม หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า เป็นครอบครัว เป็นชุมชน เป็นสังคมที่สงบสุขได้
ผู้คนไม่ต้องอยู่อาศัยด้วยความทุกข์ใจกับปัญหาการขาดจริยธรรมในสังคม ปัญหาปากท้อง ปัญหาคอรัปชั่น ปัญหาความไม่ยุติธรรมในสังคม
ชุมชนจะทวีความสงบสุขได้มากขึ้นเพียงไร อยู่ที่ว่า คนกลับใจจากบาปมากเท่าไร
ดังนั้น ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน เริ่มต้นที่เราสิครับที่จะลุกขึ้นฉายแสง นำความสว่างไปถึงชีวิตของผู้คน ดังที่พระวจนะในพระธรรม อิสยาห์บอกว่า “จงลุกขึ้นฉายแสง” นำสัจธรรมของพระเยซูคริสต์ไปนั่งในหัวใจของทุกคน ทั้งโดยทางตรง คือ การประกาศข่าวประเสริฐ และโดยทางอ้อม คือ การเป็นเกลือและแสงสว่าง ทำดีเพื่อสังคม
เมื่อผู้คนในสังคมมีจริยธรรมของพระเจ้ามากเพียงไร เมื่อนั้นความสุขในชุมชน ในสังคมก็จะมีมากขึ้น ดังที่พระธรรม สดด.126 กล่าวไว้ว่า..
สดด.126:1-5 1 เมื่อพระเจ้าทรงให้ศิโยนกลับสู่สภาพดี เราก็เป็นเหมือนคนที่ฝันไป 2 ปากของเราได้หัวเราะเต็มที่ และลิ้นของเราได้เปล่งเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน แล้วเขาได้พูดกันท่ามกลางประชาชาติว่า "พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เขา" 3 พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี 4 ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายกลับสู่สภาพดี อย่างทางน้ำไหลที่ในเนเกบ
5 ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน


การเริ่มต้นพลิกฟื้นชุมชน อาจเริ่มต้นด้วยความเหนื่อยยาก แต่เมื่อวันเวลาแห่งความสำเร็จมาถึง เราก็จะโห่ร้องด้วยความชื่นบาน ผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ก็จะเก็บเกี่ยวความชื่นบาน
คำเผยพระวจนะจากดร.ชัค เพียซ(Chuck Pierce) ณ UCC วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2010 ช่วงเย็น (คำสอนในวันอาทิตย์หลังจากสัมมนา Refining Fire for Revival ไฟชำระสู่การฟื้นฟู)
“เราจะรื้อฟื้นแล้วเจ้าจะมีมากมาย เพราะว่าพวกเจ้าได้ยอมมอบให้เมื่อในตอนเริ่มต้น เวลานี้พวกท่านจะเริ่มต้นเก็บเกี่ยว ในที่ซึ่งศัตรูได้กัดกินไป ในครอบครัวของท่าน ในความสูญเสียในธุรกิจของท่าน พระเจ้าตรัสว่า ตอนนี้มันหันกลับแล้ว การทวีคูณการเพิ่มพูนจะลงมาเหนือท่านทั้งหลาย เราบอกกกับเจ้าเราเองจะเอาความอับอายออกจากครอบครัวของเรา เราจะเทวิญญาณของเราลงมาเหนือเจ้าในวิถีใหม่ บุตรชายบุตรหญิงของเจ้าจะเริ่มเผยพระวจนะ คนแก่จะเริ่มฝันเห็น นิมิตใหม่ ๆ จะมายังคนอายุน้อย เราจะเริ่มต้นเทพระวิญญาณของเราลงมา และความโปรดปราน และชีวิตของเจ้าจะเพิ่มพูน” หากคนที่อยู่ข้าง ๆ คุณ อยากจะถวายแต่เขาไม่มีเลย ก็ให้คุณแบ่งให้เอาบ้าง เพื่อที่เขาจะได้เริ่มต้นการทวีคูณ
เศคาริยาห์ 12.10 “และ เราจะเทวิญญาณแห่งพระคุณและการวิงวอน บนพวกเจ้า”

โชฟาร์เป็นเครื่องดนตรีจากสวรรค์ เมื่อมีการเป่าเขาสัตว์ ฟ้าสวรรค์ และแผ่นดินโลกเป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่อเรายกของถวายของเราขึ้น ให้เราร้องตะโกนว่า “รื้อฟื้น”
ปีนี้พวกเจ้ากำลังก้าวข้ามไปสู่ใน การเคลื่อนไหวครั้งใหม่ของแผ่นดิน และการเคลื่อนไหวครั้งใหม่นั้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เราได้นำให้ผู้นำคนใหม่ขึ้นมาแล้ว เริ่มต้นในเดือนพฤษภาคม เจ้าจะเข้าสู่หน้าต่างหกปี ซึ่งจะเป็นการเคลื่อนไหวครั้งยิ่งใหญ่ของพระวิญญาณของเรา พระอื่น ๆ ที่เคยครอบครองประเทศนี้จะสูญเสียอำนาจของมัน ราชอาณาจักรไทยจะเริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะว่าเจ้าทั้งหลายได้เรียนรู้ที่จะนมัสการ
ภายในหกปีนั้น ราชอาณาจักรไทยนี้จะเปลี่ยนแปลง ในที่ซึ่งประเทศนี้เคยเป็นที่รู้จักในชื่อหนึ่ง จะกลายมีชื่อใหม่ อาณาจักรของพระเจ้าจะขึ้นมาแทน จะผงาดขึ้นมา และมีการปกครองโดยพระวิญญาณของเรา
ดังนั้น ในที่ซึ่งกระจัดกระจาย การรื้อฟื้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ..
ข้อสรุปแนวทางปฏิบัติ
1. บรรดาผู้นำต้องพบปะกัน ผู้นำต้องก้าวเข้าไปสู่สิ่งใหม่ ผู้นำต้องเต็มใจที่จะมาเข้าแถว(Alignment) พวกคุณต้องมารวมตัวกันเหมือนสภาบนสวรรค์มีแล้ว พวกเราก็ต้องมีด้วยเหมือนกัน มาอธิษฐานและเสาะแสวงหาหน้าพระเจ้าด้วยกัน พวกเขาต้องเริ่มวางยุทธศาสตร์เพื่อให้กองทัพนั้นมีระเบียบและใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เรียกกองทัพจากที่ที่ไกลที่สุดในตอนเหนือ ใต้สุด ภายในหกปีข้างหน้านี้คุณจะเพิ่มขึ้นอย่างมากมายจริง ๆ อัครทูต ผู้เผยพระวจนะ ผู้ประกาศ ศิษยาภิบาล ครูและอาจารย์
2. พวกคุณจะต้องมีการนมัสการตลอดทั่วทั้งแผ่นดินนี้ มีการประชุมเพื่อการนมัสการทั่วแผ่นดินนี้ ผู้นำจะมานมัสการร่วมกัน เดือนละครั้ง พระเจ้าเองจะเป็นผู้ให้ยุทธศาสตร์
3. พวกคุณจะต้องมีการรวมตัวระดับประเทศปีละสามครั้งเพื่อเฉลิมฉลองสิ่งที่พระ เจ้าได้ทรงกระทำ คุณจะเริ่มเห็นประเทศเปลี่ยน คุณจะเคลื่อนจากการเพิ่มพูนไปสู่การเพิ่มพูน จนกระทั่งคนทั้งโลกนี้ได้รู้ว่าพระวิญญาณของพระเจ้าได้มาเหนือประเทศไทยแล้ว
ตอนนี้เหยียบคันเร่ง เกิดแรงเหวี่ยงออกไป และเฉลิมฉลอง จนกว่าฟ้าสวรรค์จะเป็นจริงสัมผัสได้บนแผ่นดินนี้




ดังนั้นนั่นเป็นสิ่งที่เราจะทำเพื่อ“เปลี่ยนวิกฤต พลิกฟื้นชีวิต ฟื้นฟูชุมชน” เริ่มต้นที่คนของพระเจ้า
ถ่อมตัวลงอธิษฐานแสวงหาพระเจ้า หันเสียจากความบาป ทุกคนในชุมชนต้องมีส่วนช่วยกัน พระเจ้าทรงเป็นคำตอบของการพลิกฟื้นชุมชน ทรงรักษาแผ่นดินให้หาย และทรงทำให้เกิดผล
เราจะนำถ้อยคำเผยพระวจนะต่างๆมาเฝ้าอธิษฐานให้พระเจ้าได้เข้ามาพลิกฟื้นชุมชนในประเทศของเรา ถึงเวลาที่เราจะต้องตั้งแถวกองเชื่อมกับกองทัพของพระเจ้า ร่วมใจกันนมัสการแบบนมัสการในมิติสวรรค์ และเป็นเวลาที่เราจะได้นัดพบกับพระองค์(Divine Appointment) ในเทศกาลต่างๆ เพื่อรู้วาระและกาลเวลาของพระองค์




การเปลี่ยนแปลงเริ่มในวันนี้เพื่อการพลิกฟื้น ฟื้นฟูในวันข้างหน้า!


(ลงข่าวคริสตชนวันที่ 1 พ.ย.11)

30 ตุลาคม 2554

ความหมายของเดือนเชิงการเผยพระวจนะ ประจำเดือน CHESHVAN

เชสวาน - เดือนที่ 8 ตามปฏิทินฮีบรู - 29 ตุลาคม ถึง 26 พฤศจิกายน 2011

สาส์นนี้คือคู่มือการอธิษฐานสำหรับเดือนเชสวาน - เดือนที่ 8 ตามปฏิทินฮีบรู
เนื้อหาอันมากมายมาจากคำสอนที่อ.ชัค เพียซและอ.โรเบิร์ต ไฮด์เลอร์ได้กล่าวในหัวข้อ "เข้าใจเดือนฮีบรูในเชิงเผยพระวจนะ" พระพรของเดือนฮีบรูแต่ละเดือนเป็นสิ่งที่เราสามารถเพ่งพินิจ อธิษฐานตาม และประกาศพรนั้นเหนือชีวิตของเรา กลุ่มประชุม "ผลแรก" ของเราในแต่ละเดือนก็ยืนอยู่บนฐานคำสอนเหล่านี้ เราได้ลงลึกยิ่งขึ้นไปในรายละเอียดของความหมายของเดือนนี้ และปลดปล่อยพรของเดือนนี้เหนือผู้คน ฉันรู้สึกว่าการสะเทือนที่แรงที่สุดน่าจะกำลังปลดปล่อยพรเหล่านี้ การประกาศถ้อยคำถึงพระพรเหล่านี้จะทำให้บางสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงในฝ่ายวิญญาณจริงๆ
ฉันเชื่อว่านี่คือพระพรสำหรับคุณ
รอน ซอว์คะ(Ron Sawka)


เชสวาน - เดือนที่ 8 ตามปฏิทินฮีบรู - 29 ตุลาคม ถึง 26 พฤศจิกายน 2011
1. เดือนแห่งเผ่ามนัสเสห์ (ลืม, กระโดดหนี)
ดังความหมายของชื่อเผ่ามนัสเสห์ (ปฐก 41.51) พระเจ้าทรงอวยพรเรา ดังนั้นเราสามารถที่จะลืมความยากลำบากและความทุกข์ยาก เราต้องระมัดระวังในเดือนนี้ กิจกรรมที่ดำเนินไปคุณต้องถามพระเจ้าว่าจะจัดการให้ผ่านไปได้อย่างไร จงระลึกถึงพระเยซูผู้ที่อดทนต่อกางเขนเพื่อความรื่นเริงยินที่ที่ได้เตรียมไว้สำหรับพระองค์ (ฮบ 12.2)
2. เดือนแห่งน้ำท่วมของโนอาห์ (1 ปี กับ 10 วัน) เราจะเห็นน้ำท่วมเคลื่อนรอบข้างเรา จนกว่าบางสิ่งจะรับการจัดการ ให้เราแน่ใจที่จะจัดการกับประเด็นต่าง ๆ
3. เดือนที่ถูกสงวนไว้สำหรับการเจิม มันอาจจะทำให้ง่ายหรือยากก็ได้ การเจิมจะหักแอก (อสย 10.27) แต่น้ำมันก็จะต้องถูกบีบออกมา ดังนั้น จงชื่นชมแม้ว่าสถานการณ์รอบข้างอาจจะบีบเราอย่างหนัก
4. เดือนที่จะต้องจัดการกับความยากลำบาก และการทดลอง ด้วยการรับการเจิม จงให้ความเจ็บปวดของคุณเปลี่ยนคุณให้อยู่ในแผนการของพระเจ้า เราไม่ได้รับการยกเว้นที่จะไม่ต้องอยู่ในเวลาที่เลวร้าย แต่เราสามารถถูกเปลี่ยนโดยรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจโดยไม่เกี่ยวกับว่าเราเจออะไรมาบ้าง (รม 12.2) ถ้าเราเป็นของโลก ทั้งหมดที่เราสามมารถทำได้ก็คือไปตามอย่างโลก (เหมือนบุตรของเบลีอัล - 2คร 6.15, ฉธบ 13.13) เรามีฤทธิ์และโลหิตของพระเยซูไหลผ่านเรา ฉะนั้นเราเปลี่ยนแปลงได้
5. ดังนั้นจงขอพระเจ้าให้ทรงล้างวิญญาณแห่งความอิจฉา ขมขื่น การบ่น การมุ่งหาประโยชน์สำหรับตน (ยก 3.13-16) สิ่งเหล่านี้เข้ามาได้ง่าย ๆ และจะกลายเป็นป้อมปราการที่ขวางเราไว้จากการเลียนแบบอย่างพระเยซูคริสต์ จงทบทวนดูชีวิตของโมเสสจนกว่าคุณจะเข้าใจว่าทำไมความโกรธจะยั้งคุณไว้ไม่ให้ดำเนินก้าวหน้าไป (โมเสสถือกำเนิดในเดือนนี้)
6. เดือนที่จะต้องจัดการกับเรื่องที่เป็นราก อีกนัยหนึ่งคือ นี่เป็นเวลาแห่งการปลดปล่อย
7. เดือนของกลิ่น
ในเดือนนี้นั้น วิญญาณจะตอบสนองในทางที่ไม่ปกติ กลิ่นจะมีผลต่อวิญญาณ ไม่ใช่ร่างกาย กลิ่นหอมของพระเจ้าสามารถแทรกซึมเข้ามาในธรรมชาติฝ่ายวิญญาณได้ (2คร 2.14-16) และเปลี่ยนทั้งเราและคนรอบตัวเรา

8. เดือนแห่งต้นเมอหรือเมอเทิล( “myrrh” or “myrtle”) (ดอกเมอเทิล หรือไมร์เทิล มีความหมายว่า ความรัก, แสดงสัญลักษณ์ของการแต่งงานของฮิบรู)

9. เดือนที่จะสัมผัสกลิ่นของความยำเกรงพระเจ้า (อสย 11.13) จงขอจากพระเจ้า คือกลิ่นหอมแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะฟุ้งออกจากชีวิตของเรา
10. เดือนที่คุณจะเริ่มเห็นสีสัน เดือนนี้คือสีม่วง ซึ่งมักจะหมายถึง "ความปรารถนาอันแรงกล้าของพระเจ้า"
11. ความปรารถนาอันแรงกล้าจะช่วยให้เราได้รับการเปิดเผยสำแดง ซึ่งจะส่งเสริมให้เราเคลื่อนเข้าไปสู่ภาวะเหนือธรรมชาติ

12. เดือนแห่งราศีพิจิก หรืออสรพิษ(งู)แห่งเอเดน ศัตรูต้องการวางยุทธศาสตร์ล้อมตัวคุณเพื่อขัดขวางคุณ ดังนั้นนี่อาจเป็นเวลาแห่งอึดอัดลำบาก แต่จงจำไว้ว่าพระเยซูทรงกระทืบหัวงู และเราสามารถทำและจะต้องทำอย่างเดียวกับพระองค์ (รม 16.20)
13. เดือนของตัวอักษรฮีบรู NUN ตัวอักษรนี้ดูคล้ายกับเขตแดนและอ้างอิงถึงแสงสว่าง ซึ่งแม้ว้าเราจะถูกจำกัดด้วยขอบเขตของธรรมชาติ แต่เราก็จะเจาะทะลุสิ่งต่าง ๆ ออกไปได้เพื่อจะสร้างเสียงใหม่แห่งการเริ่มต้น หากปราศจากการเจิมใหม่ในเดือนนี้ ซาตานจะได้เปรียบ
14. นี่คือเดือนที่จะขึ้นไปเหยียบแผนของศัตรู คุณต้องร้องขอการเจิม คุณจะสามารถมีชัยชนะเหนืออุบายทั้งสิ้นของผีร้ายได้ด้วยการให้อภัย (2คร 2.10-11)
15. เดือนแห่งลำไส้ นี่เป็นเดือนที่การย่อยสมบูรณ์ มีความสามารถในการแยกแยะและซึมซับสิ่งต่าง ๆ
16. เดือนที่คุณต้องทำสงครามกับถ้อยคำ นี่ควรเป็นเดือนที่คุณจะร้องว่า "ฉันรู้สึกพอใจแล้ว" อันเป็นการผลักไสถ้อยคำที่นำความไม่พอใจมาออกไป ถ้อยคำที่พูดออกมาอย่างไม่ถูกต้องจะลงไปลึกถึงห้วงในสุดของความเป็นคุณได้ บางทีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องท้องอาจเกิดขึ้นเพราะคุณรับเอาถ้อยคำที่ไม่ถูกต้อง
(ข้อมูลจาก http://www.arise5.com/#/hebrew-months)
(ขอขอบคุณผู้แปลโดย เอกจิต จรุงพรสวัสดิ์)



29 ตุลาคม 2554

CHESHVAN: 8th Hebrew Month,




CHESHVAN: 8th Hebrew Month, October 29–November 26, 2011







This is the prayer guide for Cheshvan, the 8th Hebrew month. The bulk of the material comes from teachings that Chuck Pierce and Robert Heidler released on “Understanding the Months Prophetically.” The blessings of each Hebrew month are something we can focus on, pray over, and declare in our lives. Our First Fruits service each month is based on these teachings. We go into greater detail on the meaning of the month, and then release that month’s blessings over the people. I feel that perhaps the greatest impact is in actually releasing those blessings—declaring them really causes something to shift spiritually.
I trust this is a blessing to you.
Ron Sawka

CHESHVAN: 8th Hebrew Month, October 29–November 26, 2011

1. The month of Manasseh (to forget, to leap up and away). Just like the meaning of Manasseh’s name, (Gen. 41:51) God blesses us so we can forget the hardships and sufferings. We have to be careful in this month: activity goes on that you need to ask the Lord how to maneuver through. Remember Jesus, “who for the joy set before him, endured” (Heb. 12:2).
2. This is the month of Noah’s flood (one year and ten days). We will see the flood moving in our circumstances, until something is dealt with. Let’s be sure to deal with issues.
3. A month reserved for the anointing. This can make it easy or hard. The anointing will break the yoke (Isa. 10:27), but the oil within has to be pressed out. So, rejoice even though circumstances may be very pressing.
4. A month to deal with hardships, trials, and tribulations by receiving the anointing. Let your pain transform you into God’s plan. We are not exempt from bad times, but we can be transformed by the renewing of our mind regardless of what we go through (Rom 12:2). If we are of the world, all we can do is conform (like sons of Belial—2 Cor. 6:15; Deut. 13:13 KJV). We have power and the blood of Jesus flowing through us so we can be transformed.
5. Therefore, ask the Lord to purge your soul of envy, bitterness, complaining, and self-seeking (James 3:13-16). These enter easily and become strongholds that hinder us from being conformed to the image of Jesus. Review the life of Moses so that you understand how anger stops you from proceeding (Moses was born during this month).
6. A month for dealing with root issues; a time for deliverance.
7. The month of smell. This month, the soul responds in unusual ways. Smell affects soul, not the body. The fragrance of God can really permeate the soulish nature (2 Cor. 2:14–16) and change us and others around us.
8. The “myrrh” or “myrtle” month.
9. The month to smell the awe of God (Isa. 11:13). Ask the Lord for the fragrance of the Holy Spirit to emanate from you.
10. A month when you will begin to see colors. This month is “violet,” which often stands for “passion for God.”
11. Passion will help us receive revelation that helps move us into a supernatural state.
12. The month of Scorpio,
the snake of Eden. The enemy wants to produce some strategies around you to hinder you. So, this may be a time of struggle. But remember that Jesus trampled on the snake. We can/must do the same (Romans 16:20).

13. The month of the Hebrew letter NUN. This letter looks like a boundary and refers to light, which although confined by the boundaries of nature, permeates into the end of things to produce a new sound for the beginning. Without a new anointing this month, Satan gets an upper hand.
14. This is the month to get your heel on the enemy’s plan. You need to cry out for the anointing. Through forgiveness you can get victory over all the schemes of the devil (2 Cor 2:10–11).
15. The month of intestines. The month of fine digestion; the ability to dissect and assimilate things.
16. The month that you have to war with words. This should be the month you yell, “I am satisfied.” This should push out the words that are dissatisfying. Words that are not spoken right can go down into your innermost being. Perhaps types of stomach trouble occur because we receive the wrong words.

10 ตุลาคม 2554

เทศกาลอยู่เพิง : พระสิริท่ามกลางเรา


ในช่วงเวลาของปลายเดือนกันยายน ถึง ตุลาคมในปีนี้เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นจริงๆ เพราะเราได้เห็นสิ่งต่างๆที่พระเจ้าได้กระทำ ในช่วงเทศกาลต่างๆที่เป็นการนัดพบ(Divine appointment)ประจำปี เพื่อจะเตรียมชีวิตของเราให้ย้ายจากฤดูกาลเก่าเข้าสู่ฤดูกาลใหม่
เพราะนับแต่เริ่มต้นในวันที่ 28 ก.ย.2011 เป็นวันแห่งการฉลองเทศกาลเสียงแตรเขาสัตว์ “ร้อช ฮ้าชชะนาห์” (Rosh Hashanah) เป็นการเฉลิมฉลองวันต้นปี(Head of The Year)ตามปฏิทินฮีบรูในปี 5772
ความหมายของปี 5772 ตามปฏิทินฮีบรู จากการสรุปคำสอนของ Dr.Robert Heidler เป็นปีของอักษร בע"Ayin-Bet" คือ "พระเจ้าเฝ้าดูเหนือบ้านของพระองค์ ผลแรกคือสรรเสริญและที่สำคัญสุดคือพันธสัญญา (covenant) เป็นปีของการเข้าใจเรื่องพันธสัญญา สิ่งสำคัญสุดที่คุณสามารถทำเพื่อดำเนินขีวิตในพระพรของพระเจ้า ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงทำพันธสัญญากับเรา ขอบคุณสำหรับความรักมั่นคงของพระองค์ พระเจ้าไม่เพียงแต่ต้องการให้เราเดินในพันธสัญญา แต่พระองค์ถักทอเชื่อมเราไว้ในพันธสัญญาของพระองค์"

เทศกาล “ร้อช ฮ้าชชะนาห์” (28 ก.ย.11)เป็นเวลาแห่งเสียงแตรเขาสัตว์ปลุกจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นมา จนถึงเทศกาลอยู่เพิง (Feast of Tabernacles)(Sukkot-สุคต)ช่วงวันที่ 12-19ต.ค.11 หากนับตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย.ไปจนสิ้นสุดงานเทศกาลอยู่เพิง คือวันที่ 19ต.ค.เป็นช่วงเวลา 21 วัน ที่เราจะเคลื่อนไปในประสบการณ์สู่พระสิริพระเจ้า
ผมขอสรุปไว้ดังนี้ ประสบการณ์สู่พระสิริของพระเจ้า
1. ฟังเสียงปลุกให้ตื่น ดังเช่นการเข้าสู่เทศกาลเสียงแตรเขาสัตว์โดยตื่นจากหลับใหลเข้าสู่เวลาของพระองค์
2. เสาะแสวงหาพระเจ้า ในช่วง 10วันแห่งความยำเกรง (Days of Awe)
3. รับการรื้อฟื้น อธิษฐานสารภาพบาปในวันลบมลทินบาป กลับใจจากสิ่งเลวร้าย เข้ามาพึ่งพาพระคุณพระเจ้า
4. ชื่นชมในการทรงสถิตของพระเจ้า ดังเช่นการเข้าสู่เทศกาลอยู่เพิง ด้วยความหวังใจ พระเยซูเป็นดังที่พำนักในชีวิตของเรา พระองค์ทางอยู่ทามกลางเรา
พระเจ้าทรงตั้งปฏิทินของพระองค์ ไว้เพื่อนำเราก้าวไปสู่ 4 ขั้นนี้ในแต่ละปี
ขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นนี้เป็นรูปแบบเพื่อการฟื้นฟูในระดับปัจเจกบุคลและในระดับประเทศ!

(สามารถเข้าไปอ่านสรุปคำสอนของอ.นิมิต พานิชเรื่อง Rosh Hashanah นี่เป็นเวลาแห่งเสียงแตรเขาสัตว์ได้ใน http://pattamarot.blogspot.com/2011/09/rosh-hashanah.html)

หากเราศึกษาจากความหมายเชิงคำเผยพระวจนะของเดือนทิชรี(29ก.ย.-28ต.ค.) เราจะเห็นได้ว่าเดือนนี้
(อ่าน คำเผยพระวจนะ ประจำเดือน ทิชรีได้ที่ http://pattamarot.blogspot.com/2011/09/blog-post_28.html)


เดือนนี้เป็นเดือนของตัวอักษรฮีบรู LAMED ל ที่เล็งถึงความปรารถนายิ่งที่จะหวนกลับสู่แหล่งที่สมบูรณ์ของคุณ พระเจ้าทรงเป็นแหล่งของเรา เราต้องอธิษฐานว่า "ข้าแต่พระเจ้า ทำอย่างไรเราจึงจะกลับมามั่นใจได้ว่าเราไหลไปตามสิ่งที่พระองค์กำลังทำ?"
เป็นเดือนแห่งการหวนคืน เราต้องป่าวประกาศสิ่งที่เคยกระจัดกระจายไปให้กลับคืนมา (จำไว้ว่า วิญญาณชั่วต้องการกวาดให้กระจายและทำให้เราหมดไฟ พระเจ้าต้องการรวบรวมและทำให้เราเข้มแข็ง)
เป็นการเริ่มต้นของหกเดือนแห่ง "แสงสะท้อน" นี่จะเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมของเรา วิธีที่เราใช้เวลา วิธีที่เราทำงาน วิธีที่พืชผลเจริญขึ้น วิธีที่เราเก็บเกี่ยว
- จงคิดถึงตัวคุณเองในฐานะเป็นผู้สะท้อนพระสิริของพระเจ้าไปรอบตัวคุณ (อสย. 60.1-9, ยน 8.12; 9.5)
- จงคิดถึงพระเจ้าที่สะท้อนพระสิริของพระองค์บนชีวิตคุณ
เพราะ 6 เดือนจากนี้ไปจนถึงเทศกาลปัสกาปีหน้าจะเป็นการเคลื่อนในประสบการณ์สู่พระสิริของพระเจ้า ในครั้งนี้ผมขอแบ่งปันข้อคิดในเรื่อง เทศกาลอยู่เพิง : พระสิริท่ามกลางเรา
(ข้อมูลจาก www
.4windsprayer.com/index.php/godsfest/72-2010-10-12-12-18-24)

เทศกาลอยู่เพิงเป็นเทศกาลสุดท้ายในเทศกาลเลี้ยงขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ปรากฏในพระคัมภีร์ และเป็นเทศกาลสำคัญที่สุด เพราะเป็นการปิดท้าย วัฎจักรการเก็บเกี่ยว โดยที่เป็นเทศกาลสุดท้ายของฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนี้ยังเป็นเทศกาลจารึก 3 เทศกาลที่ฉลองกันในเยรูซาเล็ม ถัดจากเทศกาลปัสกาและเพ็นเทคอสต์ (เลวีนิติ 23:33-44)
คำว่า “พลับพลา” (อยู่เพิง) ในภาษาฮีบรู คือ “Sukkot” (เอกพจน์คือ : sukah อ่านว่า สุคาห์ โปรดอย่าอ่านว่า “สุขา”!) ซึ่งหมายถึงเพิงพักหรือที่พักอาศัยชั่วคราว พระคัมภีร์ไบเบิลภาษาละตินใช้คำว่า “tabernacula” (ไม่ใช่ผีดูเลือด Dracula!) ซึ่งภาษาอังกฤษยืมมาใช้ว่า “tabernacles” เทศกาลนี้บางครั้งรู้จักกันว่าเป็น “ฤดูกาลแห่งความชื่นชมยินดีของเรา” ภาษาฮีบรูว่า “Z’man Simchateinu” เนื่องจากเทศกาลนี้เป็นเครื่องหมายถึงการเก็บเกี่ยวผลไม้ในเดือนกันยายน/ตุลาคม ของแต่ละปี จึงมักรู้จักกันในนามของ “เทศกาลการรวบรวมผลิตผล” ด้วย
เทศกาลนี้จะเริ่มขึ้น 5 วันหลังจาก Yom Kippur (วันทำการลบมลทิน) ในวันที่ 15 เดือนทิชรี และฉลองไป 7 วัน บวกกับ 1 วัน จนถึงวันที่ 22 เดือนทิชรี ประเพณีนี้บอกเราว่าการเฉลิมฉลองในพระวิหารของเยรูซาเล็มนี้จะมีประชาชนชาวยิวทั่วอิสราเอลและที่อยู่นอกดินแดนอิสราเอลเข้ามาร่วมด้วย ผู้เดินทางหลายพันคนจะเนืองแน่นเต็มท้องถนนต่าง ๆ ในเยรูซาเล็ม

เทศกาลที่สำคัญนี้มีลักษณะพิเศษ 3 ประการ
1.มีการถวายสัตวบูชาจำนวนมากตลอดเทศกาล วัว 70 ตัว แกะผู้ 14 ตัว ลูกแกะ 98 ตัว แพะ 7 ตัว และเครื่องบูชาที่เป็นเครื่องดื่มและธัญพืชรวมทั้งเครื่องถวายบูชาประจำวัน !
2.มีเชิงตะเกียงใหญ่ 4 อัน (Menorot) ในลานสตรีที่พระวิหารจะถูกจุดสว่างตลอดเทศกาล
3.มีพิธีกรรมอันเรียกกันว่าพิธีหลั่งน้ำเพื่อครัวเรือน (House of Water Pouring Ceremony) ภาษาฮีบรู : Beit She’ubah ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญสำหรับผู้เชื่อในพระเยซู

คนยิวในปัจจุบันฉลองเทศกาลอยู่เพิงนี้อย่างไร
ครอบครัวจะสร้าง Sukkah ในสวนหรือบริเวณบ้าน พวกเขาจะกินอาหารที่เสิร์ฟอยู่ภายใต้ Sukkah พ่อจะอ่านโทราห์และ ชี้ให้ดูดวงดาวในท้องฟ้ายามค่ำคืน และยกเรื่องพันธสัญญาของอับราฮัมมาเล่าให้ลูกๆ ฟัง ครอบครัวจะร้องเพลงและเต้นรำเพราะเป็นฤดูกาลแห่งความร่าเริงยินดี !
ครอบครัวส่วนมากจะโบก lulav – พัดต้นหลิว , ไม้หอม และกิ่งปาล์ม เป็นการขอบพระคุณพระเจ้า
ในวันที่ 8 ช่วงระหว่าง Simehat Torah เราจะพบคนยิวจำนวนมากเต้นรำด้วยถือหนังสือม้วนโทราห์และนมัสการอย่าง ชื่นชมยินดีในธรรมศาลาหรือที่กำแพงตะวันตก
จากคำสอนใน Issachar school 1 โดย Dr.Robert Heidler ทำให้เราเข้าใจว่า "เทศกาลอยู่เพิงเปิดเผยถึงพระลักษณะและพระราชกิจของพระเยซู ที่เป็นเพิงแห่งพระสิริท่ามกลางเรา!" เพราะว่า เป็นช่วงเวลาแห่งการประสูติของพระเยซูคริสต์! ไม่ใช่ 25 ธันวาคม แน่นอน! ดังเหตุผลต่อไปนีั







คนเลี้ยงแกะไม่ได้เลี้ยงแกะในเดือนธันวาคม ลูกา 1:5 เศคาริยาห์ พ่อของยอห์นบัพติศโต เป็นปุโรหิตในเดือนอาวียาห์(AVIYAH) หรือเดือนสิวาน อลิซาเบธตั้งครรภ์ยอห์น อยู่ในเดือน มิถุนายน ดังนั้นนางมารีย์ตั้งครรภ์พระเยซูหลังจากนั้น 6 เดือน อยู่ในประมาณเดือน ธันวาคม
ดังนั้น พระเยซูเกิดในเดือนนี้ คือ กันยายน-ตุลาคม แน่นอน!(คือวันที่ 15 เดือนทิชชี)
- ทูตสวรรค์ปรากฎในช่วง 12-18 สิวาน (มิถุนายน)
- อลิซาเบธตั้งครรภ์ช่วงนี้ 25 สิวาน (285 วัน)
กำหนดเวลาตั้งครรภ์โดยประมาณ
- ยอห์นบัพติศโต เกิด15 นิสาน (ช่วงปัสกาเม.ย.-พ.ค.)
ลูกา 1:26 อลิซาเบธท้องได้ 6 เดือน มารีย์ตั้งครรภ์
ในวันที่ 25 ของเดือน คิสเลฟ (ธันวาคม) เทศกาล ฮานูก้า (เทศกาลแสงสว่าง)โดยปกติจะตั้งครรภ์ 9 เดือน (ประมาณ285 วัน) พระเยซูน่าจะประสูติ ในช่วงวันที่15ของเดือนทิชรี (ตรงกับเทศกาลอยู่เพิง)ในพระคัมภีร์ ยอห์น 1:14 กล่าวว่า พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา
..ตอนที่มารีมาถึงเบธเลเฮ็ม ช่วงนั้นเป็นเทศกาลอยู่เพิง ยอห์นอธิบายการประสูติของพระเยซูอย่างนี้..

ยน.1:14 “พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเราและเราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์”

ลก.2 – มารีย์มีบุตรชายและวางบุตรชายนั้นในรางหญ้า คำภาษากรีกคือ phatne แปลว่า รางหญ้า, โรงเก็บสัตว์ คอกสัตว์แบบชั่วคราว คำฮีบรูที่เหมือนกับ phatne : SUKKAH (พลับพลา/ เพิง)

ปฐก.33:17 ยาโคบสร้าง sukkah ให้สัตว์ของเขา ช่วงเวลาระหว่างเทศกาล : ไม่มีห้องว่างในโรงแรม แต่ sukkah มีอยู่ทั่วไปหมด ดังนั้นนางมารีย์และโยเซฟจึงไม่มีที่พักในโรงแรม ต้องไปพักที่โรงนา และประสูติพระเยซูคริสต์ในรางหญ้า

ในเทศกาลอยู่เพิงนั้นเอง ที่พระสิริของพระเจ้ามาปรากฎในเพิง และพระเยซูพระเมสสิยาห์ทรงบังเกิด !
สำหรับในวันที่ 25 ธ.ค.นั้นเป็นเทศกาลคริสต์มาสที่โรมันได้ตั้งขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลอง คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas

(ข้อมูลเรื่อง เทศกาล Christmas จาก สารานุกรม Wikipedia บันทึกไว้ว่า เทศกาล Christmas หรือ X’Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ...ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร)
นักประวัติศาสตร์ได้วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลก และเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย

ในครั้งนี้เราพอจะเข้าใจแล้วว่า พระเยซูคริสต์ ทรงเป็นอิมมานูเอล คือเพิงแห่งพระสิริที่อยู่ท่ามกลางเรา!
สิ่งนี้ช่วยให้เราเข้าใจ ยน.7:37-39
ในวันสุดท้ายของงานเทศกาลซึ่งเป็นวันใหญ่นั้นปุโรหิตจะนำเอาน้ำจากสระสิโลอัม มาเทบนแท่นบูชา ปุโรหิตจะยกน้ำขึ้นแล้วเท ฝูงชนจะอยู่ในความเงียบสงบ พระเยซูทรงยืนและประกาศว่า “ถ้าผู้ใดกระหายผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม ผู้ที่วางใจในเรา แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น นั่นคือเป้าหมายของพระเยซูชีวิตที่ไหลล้น

นั่นคือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้กับเราในทุก ๆ ปี พระเจ้าต้องการให้ประสบการณ์อันสดใหม่ของชีวิตที่ไหลล้นของพระองค์กับเรา พระองค์ต้องการจะเติมเราด้วยพระสิริของพระองค์ น้ำองุ่นใหม่แห่งพระวิญญาณ พระเยซูมาในโลกนี้เพื่ออยู่กับเรา เวลานี้พระองค์เชื้อเชิญให้เราอยู่กับพระองค์

พระเยซูปรารถนาจะเลี้ยงฉลองกับเรา เชื้อเชิญพระองค์มาที่พลับพลาของคุณในปี
ยอห์น. 7:37-38 “ในวันสุดท้ายของเทศกาล พระเยซูตรัสเสียงดังว่า “ถ้าผู้ใดกระหาย ให้เขาเข้ามาและดื่มเถิด! ผู้ใดก็ตามที่เชื่อในเรา สายธารซึ่งมีน้ำที่ให้ชีวิตจะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น!”

เราเฉลิมฉลองเทศกาลอยู่เพิงอย่างไร ?
เลวีนิติ. 23:24-43 “...วันที่ 15 ของเดือนที่ 7 เป็นวันเริ่มเฉลิมฉลอง เทศกาลอยู่เพิงขององค์พระผู้เป็นเจ้า และให้ฉลองไปจนครบ 7 วัน...เป็นการประชุมศักดิ์สิทธิ์ และนำเครื่องบูชาด้วยไฟมาถวายแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า

สร้าง “เพิงชั่วคราว” (Sukkahs-ที่พักชั่วคราว) พักอยู่ในเพิงเจ็ดวัน...เพื่อลูกหลานของเจ้าจะรู้ว่าได้ให้ชนอิสราเอล
อาศัยอยู่ในเพิง เมื่อเรานำพวกเขาออกมาจากอียิปต์...” เมื่ออิสราเอลออกจากอียิปต์ พวกเขาอาศัยอยู่ในเพิง ! (Sukkahs)
พระเจ้าตรัสกับว่า “สร้างเพิง สำหรับเราด้วย ! พระเกียติสิริของพระเจ้าลงมาและอยู่ท่ามกลางพวกเขา

จัดเตรียมบ้านของคุณให้เป็นที่ประทับแห่งเพิงพระสิริพระเจ้า และฉลองเทศกาลนั้น โดยตั้งเวลานัดพบกับพระองค์ เทศกาลนี้เป็น

1.เวลาแห่งการระลึกถึง! พลับพลาของพระเจ้าอยู่ด้วยกับประชากรของพระองค์!


2.เป็นเวลาแห่งความเพลิดเพลิน ! เฉลิมฉลองด้วยความสนุกสนานกับพระเจ้า! เลวีนิติ 23:40 – ชื่นชมยินดีต่อหน้าพระเจ้าของเจ้า 7 วัน เฉลยธรมมบัญญัติ 16:14-15 – “จงชื่นชมยินดีในเทศกาลของเจ้า... เพื่อพระเจ้าของเจ้าจะอวยพรและให้ความชื่นชมยินดี
3.เตรียมของถวาย !โดยเฉพาะอย่างยิ่งขอบพระคุณพระเจ้า!
เฉลยธรรมบัญญัติ 16:16-17 – “อย่าให้ผู้ใดเข้าเฝ้าพระเจ้ามือเปล่า:แต่ละคนจงนำของถวายมาตามสัดส่วนที่พระยาห์เวห์
พระเจ้าของท่านทรงอวยพรท่าน”
4. เวลาแห่งความคาดหวัง ! พระเจ้าเรียกออกมาเพื่อพระเกียรติสิริของพระเจ้า เข้ามาสู่พลับพลาด้วยกันกับเราอีกครั้งหนึ่ง!
จัดเวลาอยู่ในเพิงกับพระเจ้า จัดเวลาพบกับพระองค์
จัดเวลาพักผ่อนกับพระคำของพระองค์
จัดเวลาด้วยกันกับครอบครัวและเพื่อน ๆ
แบ่งปันคำพยานและความดีของพระเจ้า!

06 ตุลาคม 2554

เทศกาลลบมลทินบาป:Forgive-Forget-For God

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือช่วงวันที่ 28ก.ย.-30ก.ย.11 เป็นเทศกาลเป่าแตรเขาสัตว์ “ร้อช ฮ้าชชะนาห์” (Rosh Hashanah) เป็นการเฉลิมฉลองวันต้นปี(Head of The Year)ตาม ปฏิทินฮีบรู และเป็นเวลาแห่งเสียงแตรเขาสัตว์ปลุกจิตวิญญาณให้ตื่นขึ้นมา ซึ่งในเดือนนี้มีเทศกาลอยู่ 3 เทศกาลด้วยกัน คือ เทศกาลเป่าแตร เทศกาลลบมลทินบาป และเทศกาลอยู่เพิง เทียบตามปฏิทินสากลจะเป็นดังนี้

1. เทศกาลแห่งเสียงแตรเขาสัตว์ Rosh Hashanah (ร้อช ฮ้าชชะนาห์) ช่วงวันที่ 28 ก.ย.-30 ก.ย.11


2. เทศกาลวันลบมลทินบาป (Day of Atonement) (Yom Kippur - ยม คิปปูร์)ช่วงวันที่ 7-8 ต.ค.11 ในช่วง 10 วันตั้งแต่ Rosh Hashanah ถึง Yom Kippur เป็นช่วงวันแห่งความยำเกรงพระเจ้า (Days of Awe)(Awesome)

3. เทศกาลอยู่เพิง (Feast of Tabernacles)(Sukkot-สุคต)ช่วงวันที่ 12-19ต.ค.11

ทั้ง3เทศกาลนี้เป็นแบบที่ทำให้เห็นแผนการแห่งการไถ่ที่สมบูรณ์ของพระเจ้า


ในบทความนี้ผมจะขอพูดถึงเรื่อง "เทศกาลลบมลทินบาป" (The Day of Atonement) วันแห่งการลบมลทินบาปนี้ ถือว่าเป็นเวลาส่วนตัวที่เล็งถึงแต่ละคนจะยืนขึ้นต่อหน้าพระเจ้าที่ทรงประทับบนบัลลังก์การพิพากษาและร้องขอการอภัยบาป และการชำระบาป เป็นเทศกาลที่เน้นการใคร่ครวญทางจิตวิญญาณ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเสด็จกลับมาพิพากษาและปกครองโลก


ในสมัยก่อนนั้นวันที่บริสุทธิที่สุดของชาวอิสราเอลในรอบปีคือ ยมคิปปูร์ (Yom Kippur)
หรือวันลบมลทินบาป ซึ่งในวันนี้นั้น มหาปุโรหิตจะเข้าไปในห้องอภิสุทธิสถาน เพื่อถวายสัตวบูชาและจะขอการอภัยโทษ ความบาปผิดทั้งบาปที่ได้ทำเป็นการส่วนตัวหรือบาปของคนส่วนรวมทั้งประเทศ

เลวีนิติ 16:34 ทั้งนี้ให้เป็นกฎเกณฑ์ถาวรแก่เจ้าทั้งหลาย ให้ทำการลบมลทินบาปเพื่อคนอิสราเอลปีละครั้งเพราะบาปทั้งสิ้นของเขา"

โมเสสได้กระทำตามที่พระเจ้าทรงบัญชาท่านไว้
ใน 1 วันก่อนวันลบมลทินบาป หรือ Yom Kippur นั้นคือวัน Erev Yom Kippur (เออฟ ยมคิปปูร์)ซึ่งวันนี้เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะขอการอภัยโทษความผิดบาปจากผู้อื่นก่อนที่วัน ยมคิปปูร์จะมาถึง

ดังนั้นเราต้องยกโทษให้อภัย หากทำผิดต้องขออภัยจากผู้อื่น เราต้องจัดการเรื่องขัดเคืองของเรากับผู้อื่นก่อน เราจึงจะนมัสการพระองค์ได้อย่างสิ้นสุดจิตสุดใจได้

มัทธิว 5:23-24
23 เหตุฉะนั้น ถ้าท่านนำเครื่องบูชามาถึงแท่นบูชาแล้ว และระลึกขึ้นได้ว่า พี่น้องมีเหตุขัดเคืองข้อหนึ่งข้อใดกับท่าน
24 จงวางเครื่องบูชาไว้ที่หน้าแท่นบูชา กลับไปคืนดีกับพี่น้องผู้นั้นเสียก่อน แล้วจึงค่อยมาถวายเครื่องบูชาของท่าน

ริค วอร์เรน (Rick Warren)ศิษยาภิบาลคริสตจักร Saddleback กล่าวไว้ว่า "ความบาปแม้ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่ส่งผลส่วนรวม บ่อยครั้งที่ทำบาปก็จะทำร้ายผู้อื่นให้บาดเจ็บ แม้ว่าจะพยายามเก็บซ่อนบาปไว้"
(Sin may be private but it's never just personal. I ALWAYS hurt others when I sin, even with secret sins.)

ในวันก่อนวันลบมลทินบาปเป็นช่วงเวลาที่สำคัญ ก่อนที่จะเตรียมใจมาแสวงหาพระเจ้า ต้องเคลียร์ใจให้สะอาด นั่นคือการวางเครื่องบูชาไว้ก่อนและไปคืนดีกับพี่น้องที่มีเหตุขัดเคืองใจ แม้อาจจะรู้สึกขัดใจ แต่คงต้องทำใจ เพราะหากเราเก็บงำนำความโกรธเคืองไว้ในใจ ก็เหมือนกับเก็บสิ่งเน่าเสียไว้ในชีวิต เมื่อผ่านไปก็จะส่งกลิ่นเหม็น ดังนั้นต้องทิ้งสิ่งเหล่านี้


เหมือนดังบทเพลง ที่ร้องว่า "...เอาความขมขื่นไปทิ้งแม่โขง ให้มันไหลลง ไหลลง ไหลลง ไหล ลงทะเล ..."
เราต้องทำส่วนของเราคือการให้อภัย ไม่จดจำความผิด แบบที่พระเจ้าให้อภัย ทิ้งความบาปลงไปในสายธารน้ำแห่งการชำระของพระเจ้า พระองค์จะชำระให้ใสสะอาด


มีคาห์ 7:19 พระองค์ทรงเมตตาเราทั้งหลายอีก พระองค์จะทรงเหยียบความผิดของเราไว้ พระองค์จะทรงเหวี่ยงบาปทั้งหลายของเรา ลงไปในที่ลึกของทะเล

เพราะพระเจ้าทรงรักเราให้อภัยเราอย่างไม่มีเงื่อนไข แม้ความบาปจะแดงเข้มดังผ้าแดงแต่ก็พระเจ้าก็ชำระให้บริสุทธิ์ดุจดังขนแกะ
อิสยาห์ 1:18 พระเจ้าตรัสว่า "มาเถิด ให้เราสู้ความกัน ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ ถึงมันจะแดงอย่างผ้าแดง ก็จะกลายเป็นอย่างขนแกะ

หลักการคือ "ให้อภัย ไม่จดจำ ทำเพื่อพระเจ้า" (Forgive-ให้อภัย Forget-ไม่จดจำ For God-ทำเพื่อพระเจ้า)

แม้ในปัจจุบันการทำพิธีลบมลทินบาปเราไม่ต้องทำแล้ว ขอบพระคุณพระเจ้าที่ให้มหาปุโรหิตเข้าไปถวายสัตวบูชาในวันลบมลทินบาปเพราะพระเยซูคริสต์ทรงไถ่เราแล้วที่กางเขน นำการชำระบาปชั่วนิรันดร์
ฮีบรู 9:11-14
11 แต่เมื่อพระคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมหาปุโรหิตแห่งสิ่งประเสริฐ ซึ่งมาถึงแล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จเข้าไปสู่เต็นท์อันใหญ่ยิ่งกว่าแต่ก่อน
12 พระองค์เสด็จเข้าไปในวิสุทธิสถานเพียงครั้งเดียวเท่านั้น และพระองค์ไม่ได้ทรงนำเลือดแพะและเลือดลูกวัวเข้าไป แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์เองเข้าไป และทรงสำเร็จการไถ่บาปชั่วนิรันดร์
14 พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ผู้ได้ทรงถวายพระองค์เอง แด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์ ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ ก็จะทรงชำระได้มากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด เพื่อให้จิตใจของคนที่หมกมุ่นในการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย หันไปรับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่


สิ่งที่เราควรจะทำในชีวิตคือการจดจำสิ่งที่ดีที่พระเยซูคริสต์ทรงทำให้เรา และไม่จดจำปรักปรำในความผิดที่เราทำ และพึ่งพระคุณพระองค์ในการลบความบาปของเรา ภาพปรียบเสมือน
"ดินสอกับยางลบ"
...ถ้าเปรียบการเขียนเป็นการ"จำ" ดินสอ เขียนบันทึกจำทุกเรื่องทั้งดีและไม่ดี สิ่งไม่ดีให้เขียนเตือนใจ

การลบเปรียบเหมือนการ "ลืม" คือการให้อภัยนั่นเอง เราควรจะจดจำทำแต่สิ่งดี ๆ และลืมในสิ่งที่อาจผิดพลาดบ้าง เริ่มต้นใหม่ได้โดยพระองค์...

เมื่อเป็นแบบนี้แล้วทำไมเราจำเป็นต้องเรียนรู้และต้องทำความเข้าใจเรื่องเทศกาลลบมลทินบาป?


คำตอบ คือ ก็เพราะว่าเทศกาลนี้เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงไปถึงการที่พระเยซูคริสต์เสด็จมาเพื่อถวายเครื่องบูชาไถ่บาปแทนเรา ด้วยพระชนม์ชีพของพระองค์!


จากพระบัญชาของพระเจ้าให้ถือเทศกาลนี้อยู่ใน เลวีนิติ 23:26-32

26 พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า
27 "ในวันที่สิบของเดือนที่เจ็ดนี้เป็นวันทำการลบมลทิน จะเป็นวันประชุมบริสุทธิ์แก่เจ้า และเจ้าจงบังคับใจตนเอง และนำเครื่องบูชาด้วยไฟถวายแด่พระเจ้า
28 ในวันเดียวกันนั้นเจ้าอย่าทำงานใดๆ เพราะเป็นวันทำการลบมลทิน ที่จะทำการลบมลทินของเจ้าต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้า
29 ในวันเดียวกันนี้ถ้าผู้ใดไม่บังคับใจก็ให้อเปหิผู้นั้นเสียจากท่ามกลางชนชาติของตน
30 และในวันเดียวกันนี้ถ้าผู้ใดทำงานใดๆ เราจะทำลายผู้นั้นเสียจากท่ามกลางชนชาติของเขา
31 เจ้าอย่าทำงานสิ่งใดเลย ทั้งนี้เป็นกฎเกณฑ์ถาวรตลอดชั่วชาตพันธุ์ของเจ้าทั่วไปในที่อาศัยของเจ้า
32 จะเป็นวันสะบาโตสำหรับหยุดพักสงบแก่เจ้า และเจ้าจงบังคับใจของเจ้า เริ่มแต่เวลาเย็นในวันที่เก้าของเดือนเจ้าต้องรักษาวันสะบาโตจากเวลาเย็นถึงเวลาเย็น"

รายละเอียดเกี่ยวกับพิธีในพระวิหารสำหรับเทศกาลนี้อยู่ใน เลวีนิติ 16
ผมขอสรุปไว้ดังนี้ครับ
(ข้อมูลจาก http://www.4windsprayer.com/index.php/godsfest/71-2010-10-12-12-16-05)

ชื่อในภาษาฮีบรูเรียกว่า Yom Kippur (ยมคิปปูร์- ยม แปลว่า "วัน"(Day)คิปปูร์แปลว่า การลบมลทินบาป (Atonement) ในภาษาฮีบรูให้หมายความว่า ปกคลุม ขจัด แก้ไข คืนดี ปกปิด)

ความสำคัญของเทศกาลนี้ คือ





1.วันทำการลบมลทินเป็นวันสะบาโตหยุดพักอย่างสมบูรณ์ ถือว่าเป็นสะบาโตพิเศษ เป็น สะบาโตของสะบาโตทั้งหลาย (ภาษาฮีบรู :שבתון שבת (Shabbat Shabbaton- Complete Rest)






2.วันทำการลบมลทินเป็นวันที่ประชาชนอิสราเอลได้รับพระบัญชาให้ “ถ่อมจิตใจลง” ในบางคำแปลเรียกว่า “ความเจ็บปวดของจิตวิญญาณ” วลีนี้มีความหมายคล้ายคลึงกับที่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์กล่าวไว้ในอิสยาห์ 58:3 โดยพื้นฐานวันทำการลบมลทินจึงเป็นวันแห่งการอดอาหารด้วยใจที่สำนึกผิด






อิสยาห์ 58:3 'ทำไมข้าพระองค์ทั้งหลายได้อดอาหาร และพระองค์มิได้ทอดพระเนตร ทำไมข้าพระองค์ทั้งหลายได้ถ่อมตัวลง และพระองค์มิได้ทรงสนพระทัย' ดูเถิด ในวันที่เจ้าอดอาหาร เจ้าทำตามใจของเจ้าและบีบบังคับคนงานของเจ้าทั้งหมด






3.ประชากรคนใดที่ไม่สำนึกผิดหรือไม่กลับใจเสียใหม่จะถูกตัดออกจากชนชาติ






4.เป็นพิธีกรรมแห่งการไถ่ พิธีกรรมในพระวิหารนี้ซับซ้อน มีการถวายเครื่องสัตวบูชาที่มีชีวิตและด้วยเลือด จะมีการเลือกแพะ2ตัว ตัวหนึ่งจะต้องเป็นเครื่องบูชาด้วยเลือดถวายแด่พระเจ้าเพื่อสำแดงแก่อิสราเอลว่าได้มีการจ่ายชำระโทษทัณฑ์แห่งบาปแล้ว แพะตัวที่สอง ซึ่งเรียกว่า “อาซาเซล” หรือแพะที่หนึ่งไปจะมีผ้าสีแดงหรือแดงเข้มผู้เขาไว้ ส่วนหนึ่งของผ้านี้จะแขวนไว้ที่ประตูพระวิหารด้วย (อย่างนี้สุภาษิตที่ว่า "แพะรับบาป" คงอาจจะมาจากเหตุการณ์ตอนนี้ ว่าไปนั่น) มหาปุโรหิตจะวางมือบนแพะตัวนี้และสารภาพบาปของอิสราเอลเป็นสัญลักษณ์ว่าได้ถ่ายทอดบาปของพวกเขาลงไปยังแพะตัวนี้ แล้วจะนำอาซาเซลเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อปล่อยไป (หรือบางคนบอกว่ามันจะถูกผลักลงจากหน้าผาให้ตาย)
หากพระเจ้าทรงยอมรับการถวายเครื่องบูชาไถ่บาปนี้ในวันทำการลบมลทิน ผ้าสีแดงที่แขวนที่ประตูพระวิหารจะเปลี่ยนเป็นสีขาว เหมือนดังข้อความในอิสยาห์ 1:18 “แม้บาปของเจ้าจะแดงอย่างผ้าแดง บาปนั้นก็จะขาวดุจหิมะ แม้จะแดงอย่างสีแดงเข้ม ก็จะกลายเป็นเหมือนขนแกะ”






ความสำคัญวันทำการลบมลทิน คือ เป็นวันเดียวเท่านั้นที่มหาปุโรหิตได้รับอนุญาตให้เข้าไปในอภิสุทธิสถานเพื่อประพรมโลหิตแห่งการลบมลทินบาปลงเหนือพระที่นั่งกรุณา
เครื่องถวายบูชา
ในเลวีนิติ ได้กล่าวถึงเครื่องถวายบูชาของอิสราเอล ซึ่งมีเครื่องถวายบูชาพื้นฐาน 5 อย่างได้แก่

1. เครื่องเผาบูชา หรือ เครื่องบูชาเผาทั้งตัว เป็นฐานแห่งเครื่องเผาบูชาอื่น ๆ ทุกส่วนของสัตว์ที่ถูกนำมาถวายจะถูกเผาหมด ยกเว้นหนัง
2. ธัญบูชา สิ่งที่ถูกนำมาถวายจะถูกเผาเพียงแค่หนึ่งกำมือ ไม่ได้ถูกเผาทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นของปุโรหิต
3. ศานติบูชา เป็นการเผาเพื่อสรรเสริญพระเจ้า และเฉลิมฉลอง ผู้ที่ถวายจะสามารถรับประทานได้ โดยรับประทานต่อพระพักตร์ของพระเจ้า
4. เครื่องบูชาลบล้างบาป หรือ เครื่องบูชาไถ่บาป เกี่ยวข้องกับความบาปที่มนุษย์ทำ นำสัตว์ถวายอย่างเดียว
5. เครื่องบูชาไถ่กรรมบาป หรือ เครื่องบูชาชดใช้บาป ต้องใช้เงินร่วมด้วย โดยชดใช้สิ่งที่ไม่ควรทำ เท่ากับมูลค่าของสิ่งนั้น บวกกับ 1 ใน 5

ความหมายของการไถ่
คนอิสราเอล จะเข้าใจคำว่าการไถ่ในความหมายกว้าง ๆ โดยเขาจะคุ้นเคยกับคำว่าการไถ่ใน 6 ลักษณะ ได้แก่
1. ไถ่จากความบาป โดยผ่านทางพิธีการถวายเครื่องบูชาไถ่บาป เป็นลักษณะของเครื่องถวายบูชาแบบที่ 4
2. ไถ่จากการติดหนี้ทรัพย์สินที่ดิน คล้ายกับในปัจจุบัน ที่มีการซื้อขายที่ดิน มีการจำนอง เช่า เซ้ง โดยคนยิวในสมัยนั้นเป็นเจ้าของที่ดินตามการสืบเชื้อสาย ในลักษณะการเซ้ง และทุก 50 ปีจะมีปีเสียงเขาสัตว์ก็จะต้องคืนให้แก่เจ้าของเดิม แต่ก่อนหน้าปีเสียงเขาสัตว์นั้นจะสามารถตกลงในการไถ่คืนได้
3. ไถ่หรือกู้ออกมาจากปัญหา ความทุกข์ เช่น โยบ นางรูธ
4. ไถ่จากสภาพไร้ผู้สืบทอดทายาท เช่น โบอาสไถ่นางรูธ (ญาติสนิทคนถัดไป)
5. ไถ่จากการตกเป็นทาสคน คนสมัยก่อน มีการขายตัว ยอมเป็นทาสแรงงาน
6. ไถ่จากการตกเป็นเชลยประเทศมหาอำนาจ ในประวัติศาสตร์ อิสราเอลเป็นทาสของอิยิปต์ อัสซีเรีย บาบิโลน กรีก เปอร์เซีย เป็นทาสหลายยุคหลายสมัย มีความทุกข์อย่างมาก และจะได้รับการไถ่จากการตกเป็นเชลยโดยการทรงช่วยจากพระเจ้า
การไถ่ออกจากอียิปต์
"พระองค์ทรงนำชนชาติอิสราเอลซึ่งพระองค์ทรงไถ่ไว้ด้วยความรักมั่นคงของพระองค์ พระองค์ทรงพาเขามาถึงที่สถิตอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ด้วยพระเดชานุภาพ" (อพยพ 15:13)

การที่พระเจ้าทรงนำอิสราเอลออกจากอียิปต์ พระองค์ทรงไถ่อย่างไร? ขณะที่คนอิสราเอลอยู่ในอียิปต์ ก่อนที่เขาจะออกมา บุตรหัวปีของอียิปต์ตายหมด ขณะที่บุตรหัวปีของอิสราเอลนั้นยังอยู่ครบทุกคน นี่เป็นที่มาของเทศกาลปัสกา เพราะพระเจ้าทรงไว้ชีวิตคนอิสราเอลที่เป็นบุตรหัวปี ซึ่งพวกเขาต้องชดเชยด้วยแกะ และชดเชยด้วยชีวิตของเลวีทั้งหมด โดยนำคนเลวีทั้งเผ่า ให้ทำหน้าที่รับใช้พระเจ้าไปตลอดชีวิต

นอกจากนี้ พระเจ้าทรงใช้การอัศจรรย์ของพระองค์ในการไถ่
"ความรู้สึกเสียวสยองและความตกใจกลัวอุบัติขึ้นในใจของเขา เนื่องด้วยฤทธานุภาพแห่งพระกรของพระองค์ เขาหยุดนิ่งอยู่เหมือนก้อนหิน ข้าแต่พระเจ้า จนประชากรของพระองค์ผ่านพ้นไป จนชนชาติซึ่งพระองค์ทรงไถ่ไว้แล้วผ่านไป" (อพยพ 15:16)

การทรงไถ่ กับการทรงซื้อนั้น ความหมายเหมือนกัน พระองค์ทรงใช้การอัศจรรย์ของพระองค์ ซื้อชนชาติอิสราเอล

ในพระธรรมตอนนี้จึงคำว่า "ซื้อ" เพราะพระองค์จำเป็นต้องจ่ายค่าไถ่นั้น พระองค์จำเป็นต้องกระทำการอัศจรรย์ต่าง ๆ เพื่อไถ่อิสราเอล และพระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์ก็เพื่อไถ่เราให้พ้นจากบาป

"เหตุฉะนี้จงกล่าวแก่ชนชาติอิสราเอลว่า 'เราคือพระเยโฮวาห์ เราจะนำพวกเจ้าไปให้พ้นจาก งานตรากตรำที่ชาวอียิปต์เกณฑ์ให้ทำ และจะให้พ้นจากการเป็นทาสเขา เราจะช่วยกู้เจ้าด้วยแขนที่เงื้อง่า และด้วยการพิพากษาอันใหญ่หลวง' (อพยพ 6:6)

ภาพของแขน หรือพระกรของพระองค์ มีความหมาย 2 อย่าง ได้แก่ การส่งไป และ การช่วย แขนที่เงื้อง่า คือ แขนที่ลงโทษคนอียิปต์ และการพิพากษา ก็คือการพิพากษาคนอียิปต์
พระเจ้าทรงช่วยคนอิสราเอลด้วยการต่อสู้และลงโทษคนอียิปต์เพื่อจะช่วยให้อิสราเอลรอด สำหรับเราที่เป็นคริสเตียน เราต้องตระหนักว่าพระเจ้าทรงยุติธรรม ขณะเดียวกันพระองค์ทรงรักเรา

พระองค์ทรงยุติธรรม พระองค์จำเป็นต้องตัดสินลงโทษ และค่าจ้างของความบาปคือความตาย ดังนั้น ที่ถูกต้องคือพระองค์จะทรงลงโทษเราทุกคน ใครทุกคนที่ทำบาปจะต้องถูกลงโทษ ขณะเดียวกัน พระเจ้าทรงเป็นความรัก พระองค์ทรงรักผู้ที่พระองค์ทรงสร้าง แล้วพระองค์จะทรงรักษาความรักและความยุติธรรมพร้อมกันได้อย่างไร? พระองค์ทรงแก้ปัญหานี้ด้วยการ รักเรา และลงโทษบาปของเราลงบนพระเยซูคริสต์
โรม 6:23 เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา



ความสำคัญต่อมาคือ พระเยซูจะกลับมาเมื่อมีเสียงแตรครั้งสำคัญในวันทำการลบมลทินในปีแห่งการเฉลิมฉลองครบรอบ!
ปีเฉลิมฉลองการครบรอบเกี่ยวาข้องอย่างยิ่งกับวันทำการลบมลทิน ทุกปี่ที่ 7 เป็นปีสะบาโตขณะที่ทุกปีที่ 50 เป็นปีแห่งการเฉลิมฉลองครอบรอบ (Jubilee) กล่าวอีกแง่หนึ่ง คือ 7 สะบาโตของปี (7X7 = 49) และปีต่อไปจะเป็นปีแห่งการครบรอบ
จูบิลี (ปีแห่งการครบรอบ) หมายถึง ช่วเวลาแห่งการร้องตะโกน คำฮีบรู คือ “yobel” หรือ เสียงเป่าเขาสัตว์ เป็นการเป่าเขาแกะ
(เลวีนิติ 25:8-55)ในจูบิลีนี้ จะต้องเป่าประกาศถึงเสรีภาพให้ดังทั่วแผ่นดินในวันทำการลบมลทินของปีที่ 50! (เลวีนิติ 25:9)
ปีที่ 50 เป็นปีศักดิ์สิทธิ์ (เลวีนิติ 25:12)
ทุกคนจะต้องกลับคืนสู่ทรัพย์สินของตน หากเขาเป็นคนจนและได้สูญเสียหรือจำนองหรือขายทรัพย์สินหรือมรดกของเขาไป ในปีเป่าเขาสัตว์เขาจะสามารถกลับมาเป็นเจ้าของได้อีก นี่เป็นกรณีพิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเขาไม่สามารถไถ่คืนหรือให้ญาติที่เป็นผู้ไถ่คืนไถ่มาให้ได้ (เลวีนิติ 25:13-17,23-34;กันดารวิถี 36:4) ทาสทุกคนจะได้รับการปลดปล่อยในปีแห่งการเฉลิมฉลองนี้ หากพี่น้องเกิดยากจนลงและต้องขอยืมเงินเพื่อดำรงชีวิต หรือขายตัวให้เป็นทาสรับใช้ ในปีเป่าเขาสัตว์นี้เขาจะได้รับอิสระหากว่าไม่มีญาติมาไถ่เขาได้ในระหว่างช่วงเวลาก่อนปีเป่าเขาสัตว์ (เลวีนิติ 25:35-55) เสียงของแตรในปีเป่าเขาสัตว์เป็น “เสียงที่ชื่นชมยินดี” ซึ่งอวยพรประชากรของพระเจ้า (สดุดี 85:15)
ปีนี้เป็นเวลาของควาร่าเริงยินดีในอิสราเอลเพราะมีการประกาศอิสรภาพด้วยเสียงแตรในแผ่นดิน มีการยกหนี้ ทาสได้รับการปลดปล่อย ครอบครัวกลับมารวมกัน มรดกทรัพย์สินที่สูญเสียหรือถูกจำนองได้รับกลับคืน เป็นปีแห่งการร้องตะโกนอย่างแท้จริง (ภาษาฮีบรู :yobel)
เมื่อพระเยซูเริ่มพระราชกิจของพระองค์ พระองค์อธิบายถึงพระราชกิจของพระองค์ไว้ในลูกา 4:17-19
พระเยซูเสด็จมาและประกาศปีแห่งการเป่าเขาสัตว์ในการเสด็จมาครั้งแรก พระองค์จะเสด็จมาอีกเป็นเวลาแห่งการชดเชย (กิจการฯ 3:21) เรียกว่าเป็น "ช่วงเวลาแห่งการรื้อฟื้นสิ่งสารพัดขึ้นใหม่ ไม่มีสิ่งใดเหมาะสมสำหรับการเสด็จกลับมาของพระเยซูมากไปกว่าในวันทำการลบมลทินในปีเป่าเขาสัตว์สุดท้าย"
ภาพของการพิพากษาสุดท่ายที่เกี่ยวข้องกับสภาพท้องฟ้าอากาศที่ปรากฎใน วิวรณ์ 19 และ 20 สะท้อนถึงลักษณะพิเศษของวันทำการลบมลทิน เช่นเดียวกับที่มหาปุโรหิตสวมใส่เครื่องแต่งกายผ้าฝ้ายขาวบริสุทธิ์อย่างพิเศษในวันทำการลบมลทิน พระเยซูก็จะทรงสวมเสื้อผ้าพิเศษในการเสด็จกลับมาครั้งที่สองด้วย!
พระองค์จะสวมอาภรณ์ที่จุ่มด้วยเลือด (วิวรณ์ 19:13) เป็นเครื่องรำลึกถึงเลือดที่มหาปุโรหิตใช้ในวันทำการลบมลทินเพื่อชำระสถานนมัสการ
นอกจากนี้ พระเยซูมิได้ถือเลือดไว้เหมือนมหาปุโรหิตในสมัยโบราณ แต่ทรงสวมชุดที่จุ่มพระโลหิตของพระองค์ซึ่งชำระล้างบาปทั้งปวงของประชาชน และประชาชนเหล่านี้ก็ “สวมอาภรณ์ผ้าป่านเนื้อละเอียดขาวบริสุทธิ์ ได้นั่งบนหลังม้าขาวตามเสด็จพระองค์ไป” (วิวรณ์ 19:14)
ผลลัพธ์ของการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซูยังเหมือนกับผลของวันทำการลบมลทินด้วยพระเยซูทรงทำลายคนชั่วร้ายด้วย “พระแสง” ของพระองค์ (วิวรณ์ 19:21) เตือนให้เราระลึกถึงผู้ไม่สำนึกผิดที่ถูก “ตัดออก” ในวันทำการลบมลทิน (เลวีนิติ 23:29) ซาตานถูกมัดและโยนทิ้งลงไปใน “นรก” (วิวรณ์ 20:3) เตือนให้เราคิดถึงการส่งอาซาเซลเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร (หรือโยนทิ้งจากหน้าผาลงไปในหุบเหว!) (เลวีนิติ 16:21)
ผู้ชอบธรรมฟื้นขึ้นและครอบครองร่วมกับพระคริสต์ เตือนให้ระลึกถึงเสรีภาพและการเพิกถอนหนี้สิน รวมถึงความชื่นชมยินดีในเสรีภาพในวันทำการลบมลทิน (เลวีนิติ 25:9)
วันทำการลบมลทินเป็นที่รู้จักในภาษาฮีบรูว่า Yom Ha Peduth ซึ่งมีความหมายว่า “วันแห่งการไถ่”
ในลูกา 21:27-28 กล่าวว่า “เมื่อนั้นเขาจะเห็นบุตรมนุษย์เสด็จมาในเมฆทรงฤทธานุภาพ และพระสิริเป็นอันมาก เมื่อ เหตุการณ์ทั้งปวงนี้เริ่มจะบังเกิดขึ้นนั้นท่านทั้งหลายจงยึดตัวและผงกศีรษะขึ้น ด้วยการไถ่ท่านใกล้จะถึงแล้ว”

เศคาริยาห์ 13:1 "ในวันนั้น จะมีน้ำพุพลุ่งขึ้นสำหรับราชวงศ์ของดาวิดและชาวเยรูซาเล็ม เพื่อจะชำระเขาให้พ้นจากบาปและความไม่สะอาด




เศคาริยาห์ 12:10 "และเรา {หรือ ท่าน} จะเทวิญญาณแห่งความเมตตาเอ็นดูและการวิงวอนบนราชวงศ์ดาวิดและชาวเยรูซาเล็ม ดังนั้นเมื่อเขาทั้งหลายมองดูเรา ผู้ซึ่งเขาเองได้แทงเขาจะไว้ทุกข์เพื่อท่าน เหมือนคนไว้ทุกข์เพื่อบุตรคนเดียวของตน และร้องไห้อย่างขมขื่นเพื่อท่าน เหมือนอย่างคนร้องไห้เพื่อบุตรหัวปีของตน



บทสรุปข้อคิด การเตรียมใจในเทศกาลลบมลทินบาป
1.สำรวจใจ ดำเนินชีวิตอยู่ในความบริสุทธิ์โดยเฉพาะช่วง 10วันแห่งความยาเกรง(Days of Awe)ก่อนวันลบมลทินบาป

2.สงบใจ สารภาพบาป กลับใจใหม่ได้เสมอ ไม่ต้องปรักปราตนเอง ขอบพระคุณในการไถ่ของพระเจ้า

3.สุขใจ เฝ้ารอคอยการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู ด้วยความมั่นใจ

ในช่วงเทศกาลนี้เราต้อง "ให้อภัย ไม่จดจำ ทำเพื่อพระเจ้า" (Forgive-ให้อภัย Forget-ไม่จดจำ For God-ทำเพื่อพระเจ้า)
และพระองค์จะไม่ Forsake-ละทิ้งเรา พระองค์จะเสด็จมารับเรา เตรียมชีวิตเราให้พร้อม!



01 ตุลาคม 2554

100 วันสำหรับการตั้งวิถีของอนาคต!


100 วันสำหรับการตั้งวิถีของอนาคต! คำเผยพระวจนะจาก ดร.ชัค ดี. เพียซ :

ในช่วงที่ผมอยู่ที่รัฐอลาสก้า เมื่อไม่ถึงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา องค์เจ้าชีวิตได้เริ่มต้นที่จะพูดกับผมเกี่ยวกับ 100 วันข้างหน้า ผมเงยหน้าขึ้นและมองเห็นหน้าต่างบานหนึ่ง ภายในหน้าต่างบานนั้นมีประตู 100 บานอยู่ข้างใน สิ่งนี้ดูเหมือนปฏิทินของสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นมาเป็นจริง ที่นี่พวกคุณจะเปิดประตูออกทีละบาน ๆ แล้วก็จะพบกับสิ่งที่ทำให้ต้องอัศจรรย์ใจในแต่ละวัน ไม่เพียงแค่มีสิ่งที่ทำให้ต้องอัศจรรย์ใจในแต่ละวันเท่านั้น แต่พวกคุณก็จะค้นพบการเปิดเผยสำแดงที่จะเปิดเผยเรื่องราวต่าง ๆ และให้นิมิตที่ชัดเจนสำหรับฤดูกาลที่อยู่เบื้องหน้านี้ด้วย! ในช่วงการประชุม “ศีรษะของปี” นี้ องค์เจ้าชีวิตเริ่มต้นที่จะให้การเปิดเผยเพิ่มเติมดังนี้

"บรรดาประชาชาติทั้งสิ้นยืนอยู่ตรงทางแยกมากมาย"
เรา กำลังส่งสายฟ้าฟาดมากมายของเรามา! เราได้เฝ้ารอคอยที่จะเติมริมฝีปากของบรรดาลูก ๆ ของเราให้เต็มไปด้วยเสียงของสวรรค์มาเนิ่นนานแล้ว! เรากำลังส่งบรรดาผู้ส่งสาส์นทั้งหลายแห่งสายฟ้าฟาดของเราออกไปในชั่วโมงนี้ เรามีคนกลุ่มหนึ่งที่จะกลายมาเป็นไม้เท้ามากมายแห่งสายฟ้าฟาด! แล้วพวกเขาก็จะกลายมาเป็นพายุมากมายบนแผ่นดินโลกนี้ พวกคุณจะเนรมิตสร้างพายุมากมาย และพวกคุณเองก็จะพัดโหมกระหน่ำชั้นบรรยากาศทั้งสิ้นแห่งความมืดในวันทั้ง หลายที่อยู่เบื้องหน้านี้

พวกเจ้ายืนอยู่ ณ ทางสี่แพร่งทั้งหลาย บรรดาประชาชาติทั้งสิ้นยืนอยู่ตรงทางแยกมากมาย “นี่เป็นเวลาที่พวกเราจะวิ่ง ขอทรงโปรดสำแดงให้เราทราบว่าพวกเราจะวิ่งไปทางไหน” ประชากรของเราจะตัดสินใจว่าบรรดาประชาชาติทั้งสิ้นนั้นจะไปทางไหนดีใน “ที่ลุ่มแห่งนิมิต” นี้ ประชากรของเราจะผ่าอำนาจทั้งหลายของไสยศาสตร์ที่ได้จับบรรดาประชาชาติทั้งสิ้นเอาไว้เป็นเชลยของมัน

เรา กำลังพาพวกเจ้าเข้าไปสู่หน้าต่าง 100 วัน ที่ซึ่งพวกเจ้าจะเริ่มต้นที่จะเปิดสิ่งที่ยังไม่ได้ไหลบ่าลงมาจากบัลลังก์ ของเรา และเพื่อที่พวกเจ้าจะเนรมิตสร้างเหตุรุนแรงให้เกิดขึ้นในชั้นบรรยากาศต่าง ๆ ของแผ่นดินโลก ด้วยว่าเวลานี้เป็นเวลาของเราที่การรบกวนความสงบและการสร้างเหตุรุนแรงจะ เกิดขึ้น พวกเจ้ากำลังเข้าไปสู่ฤดูกาลที่แผ่นดินโลกจะถูกทำให้เป็นทุกข์ใจอย่างมาก! สิ่งนี้จะช่วยให้พระสิรินั้นลอยขึ้นมา พวกเจ้าจะเป็นเหมือนดั่งคนหนึ่งผู้ที่เสียบแทงสิ่งที่ยังไม่ได้ถูกเสียบแทงมาก่อน พวกเจ้าจะเสียบแทงเข้าไปในโครงสร้างต่าง ๆ ที่ได้ปฏิเสธที่จะยอมมอบพระพรซึ่งพวกมันได้จับเอาไว้เป็นเชลยนั้นจนทะลุเลยทีเดียว!

"ขุมสมบัติทั้งสิ้นของสวรรค์และของแผ่นดินโลกจะถูกเขย่า"

“พวกเจ้ากำลังเข้าไปสู่ฤดูกาลของอัครทูตและของการเร่งอัตราความเร็วขึ้น! เราจะส่งพวกเจ้าเข้าไปในสถานที่ต่าง ๆ ที่รัฐบาลของเรายังไม่ได้ปกครอง! พวกเจ้ากำลังเข้าไปสู่ฤดูกาลของอัครทูตแห่งการทะยานออกไป จงเต็มใจที่จะไปยังสถานที่ต่าง ๆ ที่พวกเจ้าไม่เคยไปมาก่อน! จงเต็มใจที่จะอยู่ในทีมต่าง ๆ ที่จะสำแดงฤทธิ์เดชของเราให้ปรากฏแจ้ง! การแยกออกนั้นบัดนี้ได้เริ่มปฏิบัติการแล้ว และบรรดาผู้ที่ถูกแยกออกมานั้นเวลานี้ก็จะทะยานออกไปและส่องแสงทำให้ทุกสิ่ง สว่างขึ้น

“จงไปแวะเยี่ยมลานนวดข้าวเถิด! ณ ที่ลานนวดข้าวของพันธกิจของพวกเจ้าและอาณาเขตทั้งสิ้นของพวกเจ้านั่นเอง เป็นที่ที่การแยกออกซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการที่จะดึงเอาโครงสร้างแห่งความ มั่งคั่งอันถัดไปของพวกเจ้านั้นให้เกิดขึ้นมาได้! เรากำลังเฝ้ามองและกำลังรอคอยพวกเจ้าอยู่ รอคอยว่าเมื่อไรพวกเจ้าจะมายืนอยู่บนลานนวดข้าวนี้เสียที! เมื่อเจ้ามา เมื่อนั้นแหละความมั่งคั่งก็จะถูกปลดปล่อยออกมาได้

ขุมสมบัติทั้งสิ้นของสวรรค์และของแผ่นดินโลกจะถูกเขย่า จงมองดูและจงได้ยินคำประกาศถึงขุมสมบัติเหนือ 100 วันต่อไปนี้! คำประกาศถึงขุมสมบัติทั้งสิ้นของแผ่นดินโลกนี้จะหมายถึงการที่เรากำลังเคลื่อนประชากรของเราเข้าไปสู่การทรงเจิมใหม่

เรา กำลังแยก “บรรดาเอซาวทั้งหลาย” และ “บรรดายาโคบทั้งหลาย” ออกจากกันในภูมิภาคของพวกเจ้า ในที่ซึ่งมีการทำสงครามกันในท่ามกลางพวกเจ้า ดังที่เอซาวได้ต่อสู้กับบรรดายาโคบทั้งหลายของเรา เวลานี้ การนี้จะต้องเปลี่ยน! สายฟ้านั้นกำลังลงมาอยู่เหนือบรรดายาโคบทั้งหลายในชั่วโมงนี้แล้ว

"บรรดามารดาทั้งหลายแห่งอิสราเอล..."

“ถึง บรรดามารดาทั้งหลายแห่งอิสราเอล เรากล่าวกับพวกเจ้าว่า “จงลุกขึ้นและเผยพระวจนะถึงสิ่งที่เราได้สำแดงให้แก่พวกเจ้าแล้วนั้นเถิด! เราได้สำแดงถึงสิ่งที่กำลังจะมานั้นให้แก่พวกเจ้าแล้ว แต่ทว่าพวกเจ้ากลับได้ยื่นเสนอสิ่งนั้นเข้าไปสู่บรรยากาศอย่างผิด ๆ! จงเผยพระวจนะและจงยื่นเสนอสิ่งนั้นเข้าไปสู่ชั้นบรรยากาศ จงร้องออกมาในนิเวศน์ต่าง ๆ ถึงสิ่งซึ่งกำลังมานั้น เหมือนกับที่เราได้เปิดเผยสำแดงแก่เรเบคาห์ถึงการทรงเรียกของยาโคบอย่างไร เราก็ได้เปิดเผยสำแดงแก่บรรดามารดาทั้งหลายแห่งอิสราเอลแล้วถึงการทรงเรียก บรรดาผู้นำทั้งหลายของเราสำหรับอนาคต

“จงเปิดริมฝีปากของพวกเจ้าแล้ว จงกล่าวการทรงเรียกทั้งหลายเหล่านั้นออกมาเถิด เรากำลังขยายประชากรของเราและเรากำลังนำลงมาให้อยู่ภายในพวกเจ้าสิ่งซึ่งจะ ระเบิดออกและเป็นเหตุให้พวกเจ้าขยายออกไป จงเคลื่อนไปกับเรา ด้วยว่าแม้แต่ตรงที่ที่พวกเจ้ายืนอยู่ในขณะนี้นั้นก็จะไม่ใช่สถานที่ที่เรา ตั้งใจที่จะสำแดงกิจการทั้งสิ้นของเราหรอก

“นี่จะเป็นการเริ่มต้นของ การตระเตรียมหนทางเข้าไปสู่กิจการอันอัศจรรย์สำหรับอนาคต จงรู้ไว้เถิดว่า เวลานี้ เรากำลังกดปุ่มพวกเจ้าให้เริ่มทำงานได้ แล้วพวกเจ้าก็จะกลายมาเป็นบรรดาผู้ที่เอาสิ่งที่พวกเจ้าได้กลัวที่จะเอามา เป็นเป้าหมายในฤดูกาลที่แล้วนั้นกลายมาเป็นเป้าหมายในเวลานนี้ เราจะแสดงให้พวกเจ้าดูว่าพวกเจ้าจะยิงลูกธนูนั้นซึ่งกำลังขึ้นมาจากเบื้อง ลึกทั้งหลายของภายในวิญญาณจิตของพวกเจ้านั้นได้อย่างไร ลูกธนูนั้นจะออกมาจากปากของพวกเจ้าแล้วก็จะเสียบแทงสิ่งที่พวกเจ้าไม่สามารถ เสียบแทงได้มาก่อนนั้นเลย

จง เตรียมตัวไว้ให้พร้อม พวกเจ้าได้ถูกกดปุ่มให้เริ่มเข้าไปสู่ฤดูกาลที่เรียกว่า “สายฟ้าฟาด” แล้ว พวกเจ้าได้ถูกว่าจ้างให้ทำ (รับค่านายหน้า)แล้ว เพื่อที่จะทะยานออกไป กะเทาะให้เปิดออก และสำแดงแผนการของเราในฤดูกาลข้างหน้านี้

จงอย่ายอมให้การลงความเห็นของประเทศบางประเทศเป็นเหตุให้พวกเจ้าถดถอยไปเลย เรามี “เจ้าสาว” ผู้หนึ่งที่ได้ถูกจับเป็นเชลยเอาไว้ในประเทศทั้งหลายเหล่านั้นที่ได้ตั้งตัว ต่อสู้เรา เวลานี้ เราจะสั่งการให้เริ่มปฏิบัติการและส่งประชากรของพวกเราเข้าไปราวกับสายฟ้า ฟาด เพื่อที่จะเป็นเหตุให้เจ้าสาวคนนั้นของเราได้รับอิสรภาพเสียที

"การช่วยกู้ นั้นในเวลานี้ก็จะระเบิดขึ้นไปทั่วทุกอาณาจักรของแผ่นดินโลก "
พวก เจ้ากำลังเข้าไปสู่ฤดูกาลแห่งการ “ออกไป” พวกเจ้ากำลังเข้าไปสู่ฤดูกาลแห่งการ “กดปุ่มให้เริ่มทำงานได้” พวกเจ้ากำลังเข้าไปสู่ฤดูการแห่ง “การสำแดงให้เห็นชัด” พวกเจ้ากำลังเข้าไปสู่ฤดูกาลหนึ่งที่เพียงพวกเจ้าแค่คิด พวกเจ้าก็จะกดปุ่มให้มันเริ่มกระบวนการ และมีผลิตผลออกมาเป็นชัยชนะได้เลยทีเดียว พวกเจ้ากำลังเข้าไปสู่ฤดูกาลแห่งการปลดปล่อยทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบริษัท และธุรกิจ คนทั้งหมดของทุก ๆ ชุมนุมชนจะได้รับการช่วยกู้ภายในวันเดียว พวกคุณยืนอยู่ที่ทางสี่แพร่งแห่งการช่วยกู้สำหรับบรรดาเมืองต่าง ๆ และชนชาติต่าง ๆ การช่วยกู้นั้นเวลานี้กำลังถูกปลดปล่อยเข้ามาสู่แผ่นดินโลกแล้ว การช่วยกู้นั้นในเวลานี้ก็จะระเบิดขึ้นไปทั่วทุกอาณาจักรของแผ่นดินโลก เรากำลังวางตำแหน่ง และกำลังเชื่อมต่อของประทานทั้งสิ้นสำหรับชั่วโมงนี้ของเราลงมา ในเวลานี้แล้ว

“เท้าซ้ายของพวกเจ้าซึ่งไม่เคยทำได้มาก่อนเวลานี้จะ สามารถถูกใช้เพื่อเหยียบหัวทั้งหลายของงูร้ายเหล่านั้นได้ เรากำลังเจิมเท้าซ้ายของพวกเจ้าเพื่อที่จะบดขยี้งูร้ายเหล่านั้น ส่วนเท้าซ้ายของพวกเจ้านั้นจะพบกับที่มั่นที่จะก้าวขึ้นไป” (แล้วผมก็ได้เห็นด้านข้างของภูเขาลูกหนึ่งที่เท้าซ้ายของผู้คนมากมายกำลัง เหยียบอยู่บนหัวทั้งหลายของงูร้ายตัวหนึ่ง ในขณะที่เท้าข้างขวาของผู้คนเหล่านั้นนอกจากจะใช้บดขยี้แล้วยังพาพวกเขาให้ กระโจนขึ้นไปได้ไกลอีกด้วย) “พวกเจ้ากำลังเข้าไปสู่ฤดูกาลหนึ่งแห่งการบดขยี้และการก้าวกระโดด พวกเจ้าจะบดขยี้ศัตรูและกระโจนเข้าไปสู่ชั้นหินที่โผล่ออกมาตรงหน้าผาแห่ง นิมิต จงเตรียมตัวเอาไว้ให้พร้อม พวกเจ้ากำลังพุ่งทะยานออกไปเพื่อบดขยี้และกระโจนเข้าไปสู่ปีที่อยู่เบื้องหน้าแล้ว”
ขอพระพรมากมายจงมีแด่พวกท่าน


ChuckPierce

Glory of Zion International Ministries
Email: chuckp@glory-of-zion.org

ที่มา: http://www.elijahlist.com/words/display_word.html?ID=10307

ขอขอบคุณ http://missionkorat.blogspot.com/2011/09/100.html#more

เอ็ม สุรชัย แปล
100 Days to Set the Course for the Future! by Dr.Chuck D. Pierce:

When I was in Alaska less than two weeks ago, the Lord began to speak about the 100 days ahead. I looked up and saw a window. Within the window were 100 doors. This looked like an Advent Calendar, where you open a door a day to find a unique surprise each day. Not only is there a surprise, but each day you uncover revelation that reveals a story and gives you a clear vision for the season ahead! During our Head of the Year Gathering the Lord began to give additional revelation:

"Nations Stand at Crossroads"

"I am sending My lightnings! I have been waiting to fill My children's mouths with the voice of Heaven! I am sending forth My messengers of lightening this hour. I have a people that will become lightning rods! They will then become storms in the earth. You will create storms and you will storm atmospheres of darkness in days ahead.

"You stand at crossroads. Nations stand at crossroads. The nations are yearning and saying, 'It is time for us to run. Show us which way to run.' My people will determine the way nations in the Valley of Decision will choose to go! My people will split the occult powers that are holding entire nations captive.

"I am entering you into a 100 day window where you will begin to open what has not yet flowed down from My Throne, to create the disturbances in the atmospheres of the earth. For now is My time that the disturbances of earth will occur. You are entering into a season where the earth will be disturbed! This will allow glory to rise. You will be like one who penetrates what has not been penetrated. You will pierce through and into structures that have refused to give up captured blessings!

"The Treasuries of Heaven and Earth will Shake"

"You are entering an apostolic and accelerating season! I will send you into places where My Government does not exist! You are entering the apostolic season of going forth. Be willing to go to places that you have never gone before! Be willing to be on teams that will demonstrate My power! Separation has now been activated. Those who have separated will now go forth and illuminate.

"Visit the threshing floor! At the threshing floors of your ministry and territories, the separation that is necessary to pull in your next wealth structure will occur! I am watching and waiting for you to stand on the threshing floor! Then, wealth can be released.

"The Treasuries of Heaven and Earth will shake. Watch and hear the announcements of the Treasury over these next 100 days! The announcement of the treasuries of the earth will mean that I am shifting My people into a new anointing.

"I am separating the Esaus and Jacobs in your region. That which has warred in your midst as Esau, against My Jacobs, will now change! Lightning is falling on the Jacobs of this hour.

"Mothers of Israel..."

"To the mothers of Israel, I say, 'Rise up and prophecy what I have shown you! I have shown you what is to come, but you have submitted that into the atmosphere wrongly! Prophesy and submit to the atmosphere. Cry out in the temples what is to come. Just as I revealed to Rebekah Jacob's call, I have revealed already to the mothers of Israel the calls of My leaders for the future.

"Open your mouths and speak these calls forth. I am expanding My people and I am bringing down within you that which will explode and cause you to expand. Move with Me, for even the place you stand in here is not the place in which I intend to perform My acts.'

"This is the beginning of preparing the way into the miracle acts for the future. Know this: I now am activating you and you will be those that target what you were afraid to target in the last season. I will show you how to shoot that arrow that is rising up from within the depths of your belly. The arrow will come from your mouth and will penetrate what you could not previously penetrate.

"Get ready. You have been activated into the season called 'Lightning'. You have been commissioned to go forth and break open and demonstrate My plan in the season ahead.

"Do not allow the votes of some nation to cause you to back away. I have a Bride that is captured in those nations that are set against Me. I will now activate and send My people in like lightning strikes, to cause the Bride to be liberated.

"Deliverance Will Now Explode Throughout the Earth Realm"

"You are entering a 'going' season. You are entering an 'activated' season. You are entering a season of demonstration. You are entering a season when every thought you have you will activate and produce victory. You are entering a season of corporate deliverance. Entire congregations will be delivered in a day. You stand at the crossroads of deliverance for cities and nations. Deliverance is now being released into the earth. Deliverance will now explode throughout the earth realm. I am positioning and synergizing My gifts NOW for this hour.

"Your left foot will now be able to be used to crush heads of serpents. I am anointing that left foot to crush serpents. Your right foot will find its hold to climb." (Then I saw the side of a mountain with people's left feet going on a serpents' heads and right feet allowing people to crush and leap.) "You are entering into a season of crushing and leaping. You will crush the enemy and leap onto the next ledge for vision. Get ready. You are going forth crushing and leaping into the year ahead."

Blessings,

Chuck Pierce
Glory of Zion International Ministries
Email: chuckp@glory-of-zion.org

http://www.elijahlist.com/words/display_word.html?ID=10307

การเห็นต่างในวิถีแบบอาณาจักร

การเห็นต่างในวิถีแบบอาณาจักร โดย  Haiyong Kavilar             ในบทความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงว่า ในการขับเคลื่อนแบบอัครทูตหรือแบบอาณาจ...