20 มิถุนายน 2560

เตรียมพบกับการรวบรวมผลงานเป็น E-book

ถึงเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน  ผมตั้งใจจะรวบรวมบทความต่างๆที่เคยเขียนไว้ ทำเป็น E-book  เพื่อสะดวกในการอ่าน เพื่อนๆคิดเห็นอย่างไร มีท่านใดสนใจบ้างครับ ส่งข้อแนะนำไปได้ที่ pmpattamarot@gmail.com

เรื่องที่จะรวบรวมมีประมาณนี้นะครับ

ข้อคิดเพื่อความรัก

อิสราเอล 12 เผ่า

เทศกาลของพระยาห์เวห์

บันทึกการเดินทางอิสราเอล

วิญญาณต่างๆที่ต้องจัดการ

การทรงสถิต

ฯลฯ

19 มิถุนายน 2560

ปฏิปักษ์พระคริสต์ไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลโลก

ปฏิปักษ์พระคริสต์ไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลโลก โดย Haiyong Kavilar

ปฏิปักษ์พระคริสต์กับสมาคมลับ
       เมื่อกล่าวถึงปฏิปักษ์พระคริสต์ บางคนก็จะนึกถึงผู้นำรัฐบาลโลกที่จะบังคับให้ทุกคนบนโลกรับเครื่องหมายของสัตว์ร้าย(666) ซึ่งผู้นำรัฐบาลโลกคนนี้จะเข้าไปแทรกแซงกิจการในพระวิหารหลังที่3 และจะฉีกสัญญาที่กระทำต่อชาวยิว ซึ่งในท้ายสุดผู้นำรัฐบาลโลกหรือปฏิปักษ์พระคริสต์คนนี้ก็จะนำกองทัพเข้าไปจู่โจมอิสราเอลและต่อต้านการเสด็จกลับมาของพระเยซู

       แนวคิดที่ว่าผู้นำรัฐบาลโลกจะเป็นปฏิปักษ์พระคริสต์เป็นแนวคิดที่มักจะการเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆบนโลกเข้ากันกับสมาคมลับ ซึ่งมักจะมีการลือกันว่าสมาคมลับนี้เป็นเบื้องหลังของการควบคุมเศรษฐกิจโลก และสมาคมลับนี้จะปูทางให้เกิดรัฐบาลโลกซึ่งมีปฏิปักษ์พระคริสต์เป็นผู้นำ บางครั้งเมื่อกล่าวถึง วิญญาณแห่งปฏิปักษ์พระคริสต์(AntiChrist Spirit) บางคนก็มักจะนึกถึงกิจการภายในที่สมาคมลับนี้กำลังดำเนินการ

ปฏิปักษ์พระคริสต์ตามบริบทพระคัมภีร์
       อย่างไรก็ตามเมื่อมาพิจารณาดูจากพระคัมภีร์แล้ว คำว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลโลกหรือผู้ควบคุมเศรษฐกิจโลกแต่ประการใด คำว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ ที่อยู่ในพระคัมภีร์มีความหมายที่สื่อถึง ผู้สอนลัทธินอสติก(Gnosticism)ในศตวรรษที่หนึ่ง ซึ่งผู้สอนลัทธินอสติกนี้ไม่ได้มีอยู่คนเดียว แต่มีอยู่หลายคน

       คำว่า "ปฏิปักษ์พระคริสต์" ปรากฏเพียง 4 ครั้งในพระคัมภีร์ ซึ่งทั้ง 4 ครั้งนี้จะปรากฏเฉพาะในจดหมายฝากของยอห์นเท่านั้น ตามบริบททางประวัติศาสตร์ ในสมัยของยอห์น(ช่วงศตวรรษที่หนึ่ง) ก็เกิดมีลัทธิสอนผิดขึ้นในคริสตจักร ลัทธิสอนผิดนี้มีชื่อว่าลัทธินอสติก ซึ่งผู้คนในลัทธินอสติกได้สอนคำสอนที่ว่า สิ่งของฝ่ายกายภาพเป็นสิ่งที่ไม่สะอาด แต่สิ่งของฝ่ายวิญญาณเป็นสิ่งที่สะอาดและดีงาม ด้วยเหตุนี้ ผู้สอนลัทธินอสติกจึงไม่สามารถยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายฝ่ายกายภาพ พวกเขาสอนว่าพระเยซูไม่ได้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ แต่พระเยซูเป็นเพียงวิญญาณหรือผีที่ไม่มีร่างกายฝ่ายกายภาพ

       เนื่องจากในสมัยของยอห์น ลัทธินอสติกกำลังเป็นที่แพร่หลาย ยอห์นจึงได้เขียนจดหมายฝากเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของลัทธินอสติก โดยในจดหมายฝาก ยอห์นได้เน้นว่า พระเยซูได้บังเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายฝ่ายกายภาพจริงๆ และยอห์นเองก็เคยสัมผัสร่างกายฝ่ายกายภาพของพระเยซู

(1 ยอห์น 1:1) เราขอแจ้งเกี่ยวกับสิ่งที่มีมาตั้งแต่ปฐมกาล ซึ่งเราได้ยิน ได้เห็นกับตา ได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้น คือพระวาทะแห่งชีวิต

ต่อมายอห์นก็ได้เรียกผู้สอนลัทธินอสติกนี้ว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์โดยผู้สอนลัทธินอสติกที่เป็นปฏิปักษ์พระคริสต์นี้ ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาเป็นมนุษย์

(2 ยอห์น 7) เพราะว่ามีผู้ล่อลวงจำนวนมากออกมาในโลก เป็นพวกที่ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เสด็จมาเป็นมนุษย์ คนประเภทนั้นแหละเป็นผู้ล่อลวงและเป็นศัตรูของพระคริสต์[ปฏิปักษ์พระคริสต์]

ตามบริบทของจดหมายยอห์น ปฏิปักษ์พระคริสต์ก็เกิดมีในสมัยของยอห์นแล้ว ไม่ใช่ว่าจะเกิดมีในอนาคต นอกจากนี้ปฏิปักษ์พระคริสต์ยังไม่ได้มีเพียงคนเดียวโดดๆ แต่ยังมีหลายคนด้วย

(1 ยอห์น 2:18) และตามที่พวกท่านได้ยินได้ฟังมาว่าศัตรูของพระคริสต์จะมา เดี๋ยวนี้ศัตรูของพระคริสต์[ปฏิปักษ์พระคริสต์]จำนวนมากก็มาแล้ว

       ด้วยเหตุนี้เมื่อพิจารณาจากพระคัมภีร์แล้ว ปฏิปักษ์พระคริสต์จึงไม่ได้หมายถึงผู้นำรัฐบาลโลกที่มีอยู่คนเดียว แต่ปฏิปักษ์พระคริสต์หมายถึงผู้สอนลัทธินอสติกในสมัยของยอห์น ดังนั้นการใช้คำว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ เพื่อสื่อถึงผู้นำรัฐบาลโลก ก็เป็นการใช้คำที่ไม่ตรงกับบริบทของพระคัมภีร์

ปฏิปักษ์พระคริสต์ สัตว์ร้าย และคนนอกกฏหมาย

       คำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่เป็นกระแสนิยมในศตวรรษที่แล้ว มักจะเชื่อมโยงว่า
ปฏิปักษ์พระคริสต์ในจดหมายยอห์น = สัตว์ร้ายในวิวรณ์ = คนนอกกฏหมายใน 2 เธสะโลนิกา = ผู้นำรัฐบาลโลก

       ทว่าเมื่อดูจากบริบทของพระคัมภีร์แล้ว ปฏิปักษ์พระคริสต์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสัตว์ร้ายในวิวรณ์หรือคนนอกกฏหมายใน (2 เธสะโลนิกา) เลยดังนั้นการเชื่อมโยงดังกล่าวจึงมีจุดบอดอยู่

       ท้ายสุดนี้ ผมจึงอยากหนุนใจว่า ในอนาคตผู้ที่ยึดครองโลกจะไม่ใช่ปฏิปักษ์พระคริสต์ แต่จะเป็น คริสเตียนที่มีหัวใจเพื่ออาณาจักรพระเจ้า วันเวลาผ่านไป อาณาจักรพระเจ้าก็จะแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ และทั่วโลกก็จะประสบกับการฟื้นฟูใหญ่จนพรักพร้อมในการต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระเยซู

 สื่อเรียนรู้แนะนำเพิ่มเติม


หนังสือ Victorious Eschatology เขียนโดย Harold Eberle และ Martin Trench
เว็บไซต์ของ สภาเชิงอัครทูตสำหรับอนาคตศาสตร์ (Apostolic Council On Eschatology)


(หมายเหตุ ข้อเขียนจากบทความนี้ เป็นความคิดเห็นจากการตีความ ไม่ได้เป็นข้อสรุปแบบฟันธงว่าเป็นหลักการด้านศาสศาสตร์)

12 มิถุนายน 2560

คริสตจักรต้องปฏิรูปคำสอนเรื่องยุคสุดท้าย

คริสตจักรต้องปฏิรูปคำสอนเรื่องยุคสุดท้าย โดย Haiyong Kavilar
        เมื่อเดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนสะท้านให้กับผู้คน นั่นคือเหตุการณ์ที่ปัญญาประดิษฐ์หรือคอมพิวเตอร์ได้เล่นโกะชนะมนุษย์ที่เป็นแชมป์โลกแล้ว ในมุมมองของเทคโนโลยี เหตุการณ์นี้นับเป็นสัญญาณของการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ แต่สำหรับบางคนก็มีความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาว่า ในอนาคตปฏิปักษ์พระคริสต์(AntiChrist) จะใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้ในการควบคุมมนุษย์
         เมื่อเดือนที่แล้วก็มีข่าวคราวเรื่องหนึ่งที่ว่า บริษัทเอกชนในเกาหลีแห่งหนึ่งได้พัฒนาระบบซื้อขายโดยไม่ใช้เงิน แต่ใช้ลายนิ้วมือและระบบดิจิตอลแทน บางคนเมื่อทราบข่าวนี้ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า การรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายเพื่อการซื้อขายที่อยู่ใน (วิวรณ์ 13) กำลังคลืบคลานเข้ามา
         จากคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่เป็นกระแสนิยมในศตวรรษที่ผ่านมามักกล่าวกันว่า วันเวลาผ่านไป โลกก็จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ ภัยพิบัติก็จะทวีมากขึ้นและสังคมก็จะเสื่อมทรามลง ส่วนเทคโนโลยีต่างๆที่เกิดขึ้นก็จะเป็นการปูทางสู่การควบคุมของรัฐบาลโลกที่บริหารงานโดยปฏิปักษ์พระคริสต์ คำสอนเรื่องยุคสุดท้ายแนวนี้มักจะเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆบนโลกเข้ากันกับสมาคมลับที่ลือกันว่าเป็นเบื้องหลังของปฏิปักษ์พระคริสต์ แนวคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่กล่าวมามีชื่อเรียกในเชิงวิชาการว่า อนาคตมืดมน(Futurist) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตีความคำพยากรณ์ใน (มัทธิว 24) และ (วิวรณ์) ว่าภัยพิบัติจากพระคัมภีร์เหล่านี้จะเกิดขึ้นในอนาคตก่อนการกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู
         อย่างไรก็ตามในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มมีกระแสของคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 ซึ่งพื้นเพของคำสอนนี้อธิบายว่า ผู้เชื่อ(คริสเตียน)จำต้องเข้าไปมีส่วนในสังคมและไปบุกยึดภูเขาทั้ง7 ซึ่งเป็นองค์ประกอบต่างๆของสังคม และผู้เชื่อจำต้องนำอาณาจักรของพระเจ้าเข้าไปครอบครองสังคมเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้สะท้อนถึงค่านิยมของอาณาจักรพระเจ้า
(** เทคนิคการจำชื่อภูเขาทั้ง7 เพื่อนๆสามารถอ่านได้ใน http://pattamarot.blogspot.com/2017/01/7.html)
เมื่อมองโลกด้วยกระบวนทัศน์ของคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 ดูเหมือนว่าคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 จะอธิบายเป็นนัยว่า ท้ายสุดแล้วผู้ที่ครองโลกคือคริสเตียนไม่ใช่ปฏิปักษ์พระคริสต์ และโลกกับสังคมก็จะไม่ได้แย่ลงไปเรื่อยๆแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใคร่ครวญอย่างจริงจังแล้ว ดูเหมือนว่าคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 กับคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายแบบอนาคตมืดมนดูจะขัดแย้งกัน  

        อัครทูตปีเตอร์ แวกเนอร์ ก็เป็นผู้หนึ่งที่เคยรู้สึกอึดอัดใจระหว่างคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 กับคำสอนเรื่องยุคสุดท้าย เนื่องจากแวกเนอร์เป็นผู้สนับสนุนในเรื่องภูเขาทั้ง7ซึ่งอธิบายว่าโลกจะดีขึ้นเรื่อยๆ ทว่าคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่แวกเนอร์เคยเรียนรู้มากลับสอนว่าโลกจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ 
        ระหว่างที่แวกเนอร์รู้สึกอึดอัดใจอยู่ แสงสว่างก็ได้เข้ามาถึงในชีวิตเขา ในปี 2006 เพื่อนของแวกเนอร์คนหนึ่งได้นำหนังสือเล่มหนึ่งไปให้เขา หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Victorious Eschatology (อนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะ) แวกเนอร์ได้กล่าวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในชีวิตผม เมื่อผมได้อ่านหนังสือ Victorious Eschatology ที่เขียนโดย ฮาร์โรล เอเบอร์เล และ มาร์ติน เทรช อนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะสอดคล้องกันกับศาสนศาสตร์เรื่องการยึดครอง[ภูเขาทั้ง7]ราวกับถุงมือที่สวมพอดีกันกับมือ เอเบอร์เลและเทรชได้อธิบายว่า ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา คริสตจักรจะเติบโตสู่พระสิริสู่ความเป็นหนึ่งและสู่ความสุกงอม ส่วนอาณาจักรพระเจ้าก็จะเติบโตและแผ่ขยายออกไปจนเติมเต็มทั่วแผ่นดินโลก
 อนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะได้อธิบายว่าคำพยากรณ์ต่างๆในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับวาระสุดท้ายหรือยุคสุดท้าย เป็นคำพยากรณ์ที่ได้สำเร็จลุล่วงไปแล้วเมื่อกรุงเยรูซาเล็มได้ล่มสลายในปี คศ.70 คำว่า ยุคสุดท้าย เป็นศัพท์ที่มีความหมายสื่อถึงจุดจบของพันธสัญญาเดิมและการเริ่มต้นแห่งพันธสัญญาใหม่ พระเยซูจะเสด็จกลับมาแน่นอนในอนาคต (ดู มัทธิว 24:35-25:46) แต่จะไม่มีหมายสำคัญ[หรือความทุกข์เข็ญใดๆ] ใน (มัทธิว 24:3-34) ที่จะเกิดขึ้นก่อนที่พระองค์จะเสด็จกลับมา เนื่องจากความทุกข์เข็ญเหล่านั้นได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ในแวดวงศาสนศาสตร์ มุมมองที่มองคำพยากรณ์ในลักษณะนี้มีชื่อว่า อดีตมืดมนแบบบางส่วน (Partial Preterist) ซึ่งเป็นมุมมองที่ผมยึดถือในปัจจุบัน
  อดีตมืดมนแบบบางส่วน เป็นการตีความว่าคำพยากรณ์ส่วนใหญ่ใน (มัทธิว 24) และ (วิวรณ์) เป็นคำพยากรณ์ที่สำเร็จไปแล้วในอดีต โดยอธิบายว่าภัยพิบัติและความเสื่อมทรามต่างๆในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้วในช่วงปี คศ.70 ด้วยเหตุที่คำพยากรณ์ที่มืดมนเหล่านี้ได้สำเร็จไปแล้ว โลกและสังคมของเราในอนาคตก็จะดีขึ้นเรื่อยๆจนพรักพร้อมในการต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระเยซู
 เมื่อผู้เชื่อคาดหวังให้สวรรค์บุกรุกโลก สิ่งหนึ่งที่ผู้เชื่อควรจะมีคือการมองอนาคตในแง่ดี อัครทูตจอห์น เอกฮาร์ต ได้เคยกล่าวไว้ว่า พวกเราจำเป็นต้องปฏิรูปคำสอนเรื่องอนาคตศาสตร์[ยุคสุดท้าย]” เนื่องจากว่าบ่อยครั้งผู้เทศน์มักจะดึงข้อพระคัมภีร์ใน (มัทธิว 24) ออกนอกบริบทโดยกล่าวว่า ภัยพิบัติ สงคราม และการกันดารอาหารจะเกิดขึ้นในอนาคตของพวกเรา แต่บริบทของ (มัทธิว 24) นี้ไม่ได้พยากรณ์ถึงอนาคตของพวกเรา แต่ได้พยากรณ์ถึงช่วงการล่มสลายของกรุงเยรูซาเล็มในปี คศ.70 ซึ่งพระเยซูก็ได้ตอกย้ำถึงคำพยากรณ์เหล่านี้ว่าจะสำเร็จในช่วงอายุของคนยุคนั้นไม่ใช่ในอนาคตของพวกเรา
 (มัทธิว 24:34) เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ว่า คน​ใน​ยุค​นี้​[คนในยุคที่ฟังคำตรัสของพระเยซู]จะ​ไม่​ล่วง​ลับ​ไป​ก่อน​ทุก​สิ่ง​เหล่า​นี้​จะ​เกิด​ขึ้น
         โจนาธาน เวลตัน ประธานของสภาเชิงอัครทูตในเรื่องอนาคตศาสตร์ (Apostolic Council On Eschatology) ได้กล่าวถึงประเด็นของการปฏิรูปเรื่องอนาคตศาสตร์ไว้ 10 ประเด็นดังนี้


ประเด็นที่1 อาณาจักรพระเจ้าเป็นเรื่องของปัจจุบันและกำลังเติบโตขึ้นในช่วง 2000 ปีที่ผ่านมา (มัทธิว 13:31-33)

ประเด็นที่2 อาณาจักรพระเจ้าได้มาถึงเมื่อพระเยซูทรงเสด็จมาครั้งแรก และอาณาจักรพระเจ้าจะเติมเต็มทั่วแผ่นดินโลกพร้อมต้อนรับการเสด็จกลับมาครั้งสุดท้ายของพระเยซู (มาระโก 1:15, มัทธิว 3:2)

ประเด็นที่3 วลี วาระสุดท้าย ที่ปรากฏในพันธสัญญาใหม่ ไม่ได้หมายถึงจุดจบของโลก แต่หมายถึงจุดจบของพันธสัญญาเดิม (คศ. 30 –70) และการล่มสลายของพระวิหาร (1 ยน. 2:9, ยก. 5:8-9, 2 ทธ. 2:7)

ประเด็นที่4 เมื่อพระเยซูกล่าวถึง การเสด็จมาของพระองค์ใน (มัทธิว 24:30) พระองค์ทรงใช้ภาษาเชิงอุปมาตามแบบฉบับของพันธสัญญาเดิม ซึ่งหมายถึงการเสด็จมาพิพากษากรุงเยรูซาเล็มในปี คศ.70 (สดุดี 18:9-12, 104:2-3, อิสยาห์ 19:1, นาฮูม 1:3)

ประเด็นที่5 ทุกรายละเอียดของคำพยากรณ์ทั้งสิ้นที่พระเยซูตรัสไว้ใน (มัทธิว 24) ได้สำเร็จหมดแล้วในปี คศ.70 อันเป็นปีที่กรุงเยรูซาเล็มล่มสลาย ซึ่งเหตุการณ์นี้คือ ทุกขเวทนาครั้งใหญ่”, “วันแห่งการแก้แค้น และ เวลาทุกข์ใจของยาโคบ

ประเด็นที่6 คำพยากรณ์เรื่องสัปตะที่ 70 ของดาเนียล เป็นคำพยากรณ์ที่หมายถึงพระคริสต์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงสำเร็จคำพยากรณ์แล้ว (ดาเนียล 9)-ไม่ได้สอนถึง 7 ปีกลียุคในอนาคต ซึ่งเหล่าผู้อรรถาธิบายพระคัมภีร์ต่างก็อรรถาธิบายแบบนี้เหมือนกันหมดมาจนถึงปี 1830

ประเด็นที่7 ปฏิปักษ์พระคริสต์เป็นศัพท์ที่หมายถึงลัทธินอสติกอันเป็นลัทธิเทียมเท็จในศตวรรษที่1 ซึ่งลัทธินอสติกได้ปฏิเสธการบังเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายฝ่ายกายภาพของพระเยซูเมื่อพระองค์ได้เสด็จมายังโลก ( 1 ยอห์น 1:1,3; 4:2-3, 2 ยอห์น 7)

ประเด็นที่8 คริสตศาสนาในช่วง 700 ปีแรกต่างก็เข้าใจมาตลอดว่าสัตว์ร้ายในหนังสือวิวรณ์คือเนโรหรือไม่ก็จักรวรรดิโรมัน (แล้วแต่บริบท)

ประเด็นที่9 อิสราเอลของพระเจ้า(Ecclesia) หมายถึงผู้รับมรดกที่แท้จริง มรดกนี้มาจากพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ การรับมรดกนี้มีพื้นฐานบนความเชื่อ ไม่ใช่เชื้อชาติ (โรม 2:28-29, 9:6-8)

ประเด็นที่10 พระเยซูจะเสด็จกลับมาเพื่อรับมรดก เมื่ออาณาจักรพระเจ้าได้เติบโตเต็มที่และศัตรูทั้งสิ้นของพระองค์ได้อยู่ใต้ฝ่าเท้าของพระองค์ ซึ่งนี่จะเป็นการเสด็จกลับมาทางกายภาพของพระองค์ในอนาคตของพวกเรา (กิจการ 1:11, 1 โครินธ์ 15:25-26)

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
Apostolic Council On Eschatology (สภาเชิงอัครทูตสำหรับอนาคตศาสตร์)
http://www.endtimecouncil.com/
หนังสือ This Changes Everything เขียนโดย C. Peter Wagner
หนังสือ Victorious Eschatology เขียนโดย Harold Eberle และ Martin Trench
หนังสือ Raptureless เขียนโดย Jonathan Welton

อ่านข้อมูลได้อีกช่องทางใน https://www.pageqq.com/en/content/view/page/cntth1/0-3484259.html

06 มิถุนายน 2560

50 ปีแห่งชัยชนะในสงคราม 6 วัน (Six-Day War)

50 ปีแห่งชัยชนะในสงคราม 6 วัน (Six-Day War)
ในปี 1967 ช่วงวันที่ 5-10 มิ.ย. เกิดสงครามที่เรียกว่า สงคราม 6
วัน (Six-Day War) ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดภัยพิบัติสำหรับอิสราเอล พระเมตตาของพระเจ้าทำให้อิสราเอลได้รับชัยชนะอีกครั้ง อิสราเอลสามารถยึดครองภูเขาซีนาย(Sinai), ฉนวนกาซ่า(Gaza Strip),ที่ราบ West Bank และที่ราบสูงโกลาน(Golan Heights) ในเวลาเพียง 6 วัน ความขัดแย้งนี้ เราได้มองเห็นภาพอันน่าทึ่งของพวกเขา โดยชาวยิวสามารถยึดครองกรุงเยรูซาเล็ม(Jerusalem) มาได้สำเร็จ และได้รื้อฟื้นพระวิหารที่ถูกทำลายขึ้นใหม่
ส่วนที่เหลือของพระวิหารนั้นเรียกว่า "กำแพงตะวันตก (Western Wall) หรือ กำแพงร้องไห้(Wailing Wall)" ซึ่งถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญสำหรับคนอิสราเอล 
หลังจากที่พระวิหารถูกทำลายไปใน ปี คศ 70 พระเจ้าทรงมีพระสัญญาที่จะรื้อฟื้นยูดาห์(ยิว)
แต่พระ‍ยาห์‌เวห์จะทรงพระ‍เมตตาต่อยา‌โคบและจะทรงเลือกอิสรา‌เอลอีก ทั้งจะตั้งเขา‍ทั้ง‍หลายไว้ในแผ่น‍ดินของเขา แล้วคนต่าง‍ด้าวจะมาสมทบกับเขา‍ทั้ง‍หลาย และจะผูก‍พันเข้ากับเชื้อ‍สายของยา‌โคบ ชน‍ชาติทั้ง‍หลายจะรับพวก‍เขาและนำเขา‍ทั้ง‍หลายมายังที่ของเขา และเชื้อ‍สายของอิสรา‌เอลจะได้ชน‍ชาติทั้ง‍หลายเป็นกรรม‍สิทธิ์ โดยให้เป็นทาสและทาสีในแผ่น‍ดินของพระ‍ยาห์‌เวห์ พวกที่เคยจับเขา‍ทั้ง‍หลายเป็นเชลยจะถูกพวก‍เขาจับเป็นเชลย และพวก‍เขาจะปก‍ครองเหนือพวกที่เคยบีบ‍บัง‍คับเขา (อิสยาห์ 14:1-2 THSV11)

https://www.pageqq.com/en/content/view/page/cntth1/0-3433970.html

เวลตันกับพันธสัญญาอันประเสริฐกว่า

เวลตันกับพันธสัญญาอันประเสริฐกว่า โดย Haiyong Kavilar

ที่ผ่านมา ผมไม่ได้เห็นความสำคัญของความรักสักเท่าใด จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้ของประทานเกิดผลก็คือ ปัญญาแม้ว่าผู้เผยพระวจนะที่มีชื่อเสียงหลายท่าน (เช่น คริส แวลโลตัน, แพททรีเซีย คิง, ฌอว์น บอลซ์) จะเน้นย้ำเน้นหนาว่า ความรักเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกเห็นค่าของความรักสักเท่าใด จากประสบการณ์ของผม ผมรู้สึกว่า เพียงแค่ผมพึ่งปัญญาและข้อแนะนำจากผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ในด้านการเผยพระวจนะ ผมก็สามารถรับมือกับคำเผยพระวจนะและปลดปล่อยคำเผยพระวจนะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากแล้ว

แม้ว่าผู้เผยพระวจนะที่มีชื่อเสียงหลายท่านได้ให้ความสำคัญกับความรัก ทว่าคำแนะนำในเรื่องความรักจากผู้เผยพระวจนะเหล่านี้ก็ไม่สามารถจูงใจผมได้มากนัก เหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะ เหตุผลในการจูงใจเหล่านั้นมักจะเป็นมาจากประสบการณ์และความรู้สึก แต่ไม่ได้ใช้เหตุผลจากพระคัมภีร์มากนัก เนื่องจากตัวผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับพระคัมภีร์มาก ดังนั้นการที่จะจูงใจผมในเรื่องใด ก็ควรใช้เหตุผลจากพระคัมภีร์ประกอบกับการอรรถาธิบายที่มีเหตุผล การใช้เพียงประสบการณ์ประกอบกับข้อพระคัมภีร์เล็กๆน้อยๆอาจไม่จูงใจคนอย่างผมสักเท่าไร


โจนาธาน เวลตัน (Jonathan Welton)
และแล้ว วีรบุรุษคนหนึ่งก็มาถึง วีรบุรุษของผมคนนี้เป็นนักวิชาการ เป็นอัครทูต และเป็นผู้เผยพระวจนะด้วย วีรบุรุษของผมคนนั้นก็คือ โจนาธาน เวลตัน เนื่องจากที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าผู้เผยพระวจนะที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เน้นในเรื่องของประสบการณ์และความรู้สึกมาก แต่ไม่เน้นในเรื่องของวิชาการทางพระคัมภีร์สักเท่าไร ในทางตรงกันข้าม เมื่อผมสังเกตเห็นนักวิชาการทางพระคัมภีร์หลายท่านที่มีชื่อเสียง แม้ผมจะเห็นถึงความสามารถในทางวิชาการของพวกเขา แต่ในเรื่องเกี่ยวกับการเผยพระวจนะแล้ว ดูเหมือนพวกเขาจะไม่มีประสบการณ์สักเท่าไร ทว่า โจนาธาน เวลตัน เป็นผู้หนึ่งที่มีทั้งด้านการเผยพระวจนะและด้านวิชาการผสมผสานกัน ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้รู้จักกับอัครทูตคนนี้

ในเรื่องของความรักแล้ว โจนาธาน เวลตัน สามารถโน้มน้าวใจให้ผมเห็นความสำคัญของความรักมากขึ้น เขา(เวลตัน)สามารถโน้มน้าวใจผมในเรื่องความรักได้มากยิ่งกว่าผู้เผยพระวจนะที่มีชื่อเสียงหลายๆท่าน สิ่งสำคัญที่ทำให้ผมเห็นความสำคัญของความรักก็คือ ระบบการตีความพระคัมภีร์ที่เวลตันได้คิดค้นขึ้นมา ซึ่งมีชื่อว่า ศาสนศาสตร์พันธสัญญาอันประเสริฐกว่า (Better Covenant Theology)

ศาสนศาสตร์พันธสัญญาอันประเสริฐกว่าอธิบายว่า เมื่อพระคริสต์สำเร็จการไถ่ที่กางเขน พันธสัญญาแห่งโมเสสก็เป็นอันสิ้นสุด ส่วนพันธสัญญาแห่งดาวิดกับพันธสัญญาแห่งอับราฮัมก็ลุล่วง เมื่อพันธสัญญาใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นที่กางเขน ธรรมบัญญัติของโมเสสทั้งหมด (613 ข้อ) ก็เป็นอันยุติ

คริสเตียนเรามักจะคุ้นเคยกับพระมหาบัญญัติสองข้อนั่นคือ รักพระเจ้าสุดใจกับการรักเพื่อนบ้าน แต่พระมหาบัญญัติสองข้อนี้เป็นเพียงการสรุปรวบยอดของบัญญัติ 613 ข้อในพันธสัญญาเดิม แต่ในพันธสัญญาใหม่ พระเยซูผู้ซึ่งเป็นคนกลางแห่งพันธสัญญา ได้กำหนดบัญญัติไว้เพียงข้อเดียวคือ จงรักซึ่งกันและกัน และเนื้อความต่างๆจากจดหมายฝากของเหล่าอัครทูตก็มีรากฐานมาจากพระบัญญัติข้อเดียวนี้

        ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เวลตันได้ประกาศถึงเสาหลัก 10 ประการสำหรับศาสนศาสตร์พันธสัญญาอันประเสริฐกว่า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้


เสาหลัก 10 ประการของศาสนศาสตร์พันธสัญญาอันประเสริฐกว่า

เสาหลักที่1 การบังเกิดของพระเยซู เป็นการสำเร็จพันธสัญญาแห่งอับราฮัม (มัทธิว 1:1, กาลาเทีย 3:6, กิจการ 3:24-26)

เสาหลักที่2 การตายของพระเยซู เป็นการสถาปนาพันธสัญญาใหม่ (ฮีบรู 9:14-15)

เสาหลักที่3 พันธสัญญาใหม่กระทำโดยพระบิดาในฐานันดรของพระเจ้า และพระบุตรในฐานันดรของมหาปุโรหิตแบบเมลคีเซเดค

เสาหลักที่4 การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และการประทับบนบัลลังค์ในสวรรค์ของพระเยซู เป็นการสำเร็จพระสัญญาแห่งอาณาจักรของดาวิด (มัทธิว 1:1, กิจการ 2:29-36)

เสาหลักที่5 การล่มสลายของพระวิหารในปี คศ.70 เป็นการขจัดพันธสัญญาเดิมอย่างถาวร และทำให้ข้อพระคัมภีร์ (ฮีบรู 8:13) สำเร็จ ( ดูเพิ่มเติมได้ใน ฮีบรู 7:12, 10:9)

เสาหลักที่6 ระหว่างกางเขนจวบจน คศ.70 กินเวลา 40 ปี ซึ่งในช่วง 40 ปีนี้เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านแห่งพันธสัญญาของคริสตจักรในยุคแรก (กิจการ 6:13-15, 21:21; กาลาเทีย 4:28-30)

เสาหลักที่7 ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ พันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ดำรงอยู่อย่างควบคู่กัน
(
1 โครินธ์ 2:6, ฮีบรู 8:13, 9:8-10; 1 ยอห์น 2:8)

เสาหลักที่8 วาระสุดท้าย และ การสิ้นยุค คือช่วงศตวรรษที่1 ซึ่งหมายถึงวาระสุดท้ายของพันธสัญญาเดิมและการสิ้นสุดของยุคพันธสัญญาเดิม

เสาหลักที่9 ระบบศักดินาและระบบญาติมิตรของพันธสัญญาแห่งโมเสสก็ไม่เป็นที่บังคับอีกต่อไป ทั้ง เทศกาลต่างๆ สะบาโต กฏหมายแพ่ง ระเบียบทางพิธีกรรม รวมถึงกฏเกณฑ์ทางศีลธรรม ทั้งหมดนี้ถูกขจัดเรียบร้อยแล้ว (โคโลสี 2:16-17; เอเฟซัส 2:15; กาลาเทีย 4:10-11, 5:6; ฮีบรู 9:9-10)

เสาหลักที่10 พระบัญญัติของพันธสัญญาใหม่คือ จงรักซึ่งกันและกันอย่างที่เราได้รักท่านทั้งหลาย (ยอห์น 13:34, 15:12, 15:17; 1 โครินธ์ 9:19-22; 1 ยอห์น 3:23; 2 ยอห์น 1:6)


แหล่งข้อมูลแนะนำเพิ่มเติม
หนังสือ Understanding the Whole Bible เขียนโดย Jonathan Welton



01 มิถุนายน 2560

Chag Shavuot Sameach! สุขสันต์สำหรับเทศกาลสัปดาห์

ช่วงวันที่ 5-7เดือนสิวัน (ปี 2017 ช่วงเย็นวันอังคารที่ 30 พ.ค.-1 มิ.ย.) ชาวยิวมีการฉลองเทศกาลสัปดาห์(Shavuot:ชาวูโอ๊ท)หรือPentecost(แปลว่า 50)
ในพันธสัญญาเดิม(OT)เป็นการฉลอง7 สัปดาห์ (7X7 วัน) หลังจากเทศกาลปัสกา(Pesach) ที่พวกเขาออกจากการเป็นทาสในอียิปต์
ตลอดช่วงเวลาในถิ่นทุรกันดารพระยาห์เวห์ทรงจัดเตรียมมานาจำนวน 1 หม้อโอเมอร์ (อพยพ 16:32) ให้กับพวกเขาในแต่ละวัน จึงมีการนับโอเมอร์ในแต่ละวันจากเทศกาลปัสกาถึงเทศกาลสัปดาห์ได้ 49 วัน(7 สัปดาห์) เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งพระพร
เทศกาลนี้พระยาห์เวห์ทรงประทานพระบัญญัติ10 ประการจารึกบนแผ่นศิลา(Luchot)บนภูเขาซีนาย เป็นพันธสัญญารักนิรันดร์ของพระยาห์เวห์ที่ทรงทำกับชนชาติอิสราเอล
เทศกาลนี้พวกเขาได้นำผลแรกที่เพิ่มพูนจากเทศกาลปัสกาคือนำขนมปัง 2 ก้อนมาถวายซึ่งทำจากข้าวสาลีที่พวกเขาปลูกได้เอง มานาก็หมดไปเพราะนั่นเป็นเพียงอาหารชั่วคราว หลังจากนั้นไปพวกเขาได้กินพืชผลที่พวกเขาได้ปลูกในดินแดนใหม่ไม่ใช่ดินแดนทาสในอียิปต์
พวกเขาจึงได้เก็บหม้อมานา ศิลาพระบัญญัติ และไม้เท้าอาโรนไว้ในหีบพันธสัญญาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในเทศกาลนี้
ในพันธสัญญาใหม่(NT) พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนในเทศกาลปัสกา หลังจากนั้น 3 วันทรงฟื้นจากความตาย ทรงอยู่กับพวกสาวกอีก 40 วัน เพื่อทรงสอนเรื่องอาณาจักรสวรรค์
ในวันที่พระเยซูทรงเสด็จขึ้นสวรรค์ ทรงกำชับว่าให้รอคอยการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ.1:8)
และในวันที่ 50 หลังจากปัสกาในเทศกาลเพ็นทอสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จมาเหนือสาวก 120 คนที่เฝ้าอธิษฐานรอคอยที่ห้องชั้นบน กรุงเยรูซาเล็ม(กจ.2) เป็นการเริ่มต้นเกิดคริสตจักรอย่างเป็นทางการ และข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรสวรรค์ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก
นี่คือการเชื่อมระหว่าง 2 สิ่งคือพันธัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ คือแผ่นศิลา 2 แผ่น ซึ่งเป็นพันธสัญญาแห่งรักนิรันดร์ ระหว่างพระยาห์เวห์กับคนของพระองค์
ขนมปัง 2 ก้อนคือ คนยิวกับคนต่างชาติเชื่อมกันเป็นคนใหม่คนเดียวกัน ผ่านทางในพระเยซูคริสต์(อฟ.2:15) ทรงเป็นอาหารแห่งชีวิต(bread of life) พระบัญญัติ 2 ข้อใหญ่คือ จงรักพระเจ้าด้วยสุดใจและจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองได้รวมเป็นหนึ่งผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในเรา
พระองค์ทรงประทานพระบัญญัติใหม่คือพระบัญญัติแห่งรัก ที่ไม่ได้จารึกบนแผ่นศิลาแต่จารึกในหัวใจ(2คร.3:3) พระวิญญาณเป็นเสมือนแหวนหมั้นคริสตจักรไว้เพื่อรอคอยองค์เจ้าบ่าว ในวันสมรสของพระเมษโปดกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามพระสัญญา
เทศกาลนี้มีความสำคัญ แม้แต่อัครทูตเปาโล ท่านพยายามปลีกตัวจากงานพันธกิจเพื่อจะมาร่วมเทศกาลนี้
ท่านกลับจากการเดินทางที่เมืองเอเฟซัสเพื่อจะเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็ม
กิจการฯ 18:20-21 (พระคัมภีร์ฉบับ Thai King james)
20 เมื่อคนเหล่านั้นขอให้ท่านอยู่กับเขาต่อไป ท่านก็ไม่ยอม
21 แต่ได้ลาเขาไปกล่าวว่า "ข้าพเจ้าจะพยายามรักษาเทศกาลเลี้ยง(Shavuot) ที่จะถึงในกรุงเยรูซาเล็มโดยทุกวิถีทาง แต่ถ้าเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า ข้าพเจ้าจะกลับมาหาท่านทั้งหลายอีก" แล้วเปาโลได้ลงเรือแล่นออกจากเมืองเอเฟซัส
กิจการฯ 20:16 ด้วยว่าเปาโลได้ตั้งใจว่า จะแล่นเลยเมืองเอเฟซัสไป เพื่อจะไม่ต้องค้างอยู่นานในแคว้นเอเชีย เพราะท่านรีบให้ถึงกรุงเยรูซาเล็ม ถ้าเป็นได้ให้ทันวันเทศกาลเพ็นเทคอสต์ (ชาวูโอ๊ท)
อีกครั้งหนึ่งที่อัครทูตเปาโล ร่วมเทศกาลนี้แม้อยู่ต่างแดน
1โครินธ์ 16:8 แต่ข้าพเจ้าจะอยู่ที่เมืองเอเฟซัสจนถึงเทศกาลเพ็นเทคอสต์
เทศกาลนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เราจะร่วมฉลองเพื่อระลึกถึงพันธสัญญาของพระยาห์เวห์ที่ทรงให้กับเราในฐานะคนของพระองค์
ชาโลม