30 มิถุนายน 2560

ดวงอาทิตย์ทรงกลด(Sun Halo) มีความหมายอย่างไร? ตามหลักการพระคริสตธรรมคัมภีร์

เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2017 เมื่อเวลาประมาณ10.40 น. ได้เกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ทรงกลด(Sun Halo) เหนือท้องฟ้าในหลายพื้นที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็นจนหลายคนได้นำโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปเก็บเอาไว้ พร้อมทั้งนำไปโพสต์และแชร์ต่อๆ กันโลกออนไลน์กันจำนวนมาก
สิ่งที่ต้องระมัดระวังคือการไม่มองที่แสงของดวงอาทิตย์โดยตรงด้วยตาเปล่า  เพราะอาจจะทำให้ตาบอด  
สาเหตุการเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ทรงกลด(Sun Halo) เกิดขึ้นจากบรรยากาศของโลกในชั้นโทรโพสเฟียร์ (Troposphere)ซึ่งเป็นบรรยากาศชั้นล่างสุดและเป็นที่อยู่ของกลุ่มเมฆจำนวนมากมีอากาศเย็นจัดตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น จนทำให้ละอองน้ำในอากาศณเวลานั้นๆ แข็งตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็งอนุภาคเล็กๆจำนวนมหาศาลลอยอยู่บนท้องฟ้าเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นและส่องแสงทำมุมกับเกล็ดน้ำแข็งได้อย่างเหมาะสมจะเกิดการหักเหและการสะท้อนของแสงทำให้เกิดเป็นแถบสีรุ้ง (sprectrum) คล้ายการเกิดรุ้งกินน้ำหลังฝนตกขึ้น
อนึ่ง ดวงอาทิตย์ทรงกลดที่เราเห็นในแต่ละครั้งอาจมีแสงสีต่างกันซึ่งแสงสีที่ตาเราสัมผัสได้นั้นก็ขึ้นอยู่กับการทำมุมของแสดงอาทิตย์และเกล็ดน้ำแข็งแต่โดยทั่วไปเราจะเห็นเป็นแสงสีเหลืองอ่อน ๆ มากที่สุด และอาจเห็นเป็นสีเขียวสีแดง สีน้ำเงินปนแดงได้บ้างตามการสะท้อนของแสงในเวลานั้นและบางครั้งเกล็ดน้ำแข็งนี้จะไปหักเหทางเดินของแสงอาทิตย์ ทำให้เกิดภาพขยายขึ้นเหมือนกับที่เรามองเลนส์นูนนั่นเอง
(ข้อมูลจาก ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและดาราศาสตร์(LESA) )

สำหรับความเชื่อด้านจิตวิญญาณที่เกี่ยวเนื่องกับการเกิดปรากฏการณ์พระอาทิตย์ทรงกลดของคนไทย
คนไทยนับถือดวงอาทิตย์เป็นเทวดาเบื้องบนองค์หนึ่ง สังเกตจากการเรียกนำหน้าว่า “พระ”ส่วนกลดก็ถือเป็นของสูงสำหรับพระเช่น กลดของพระธุดงค์ปรากฏการณ์นี้จึงเปรียบได้กับกลดของพระที่กำลังถูกล้อมรอบไว้ด้วยแสงของดวงอาทิตย์ไว้นั่นเองจึงถือเป็นเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์ เป็น มหิธานุภาพของดวงอาทิตย์มีความหมายในทางที่ดี มีมงคลแก่ทุกคนบนโลก

สำหรับคริสตชน เมื่อเราศึกษาจากรากศัพท์ภาษากรีก  คำว่า ฮาโล (Halo หรือ Halos - ἅλως ) ให้ความหมายว่า รัศมี (nimbus, aureole, glory) 

อีกคำที่น่าสนใจ คือ คำว่า อิริส(iris-ἶριςให้ความหมายว่าสายรุ้ง (rainbow) พูดง่ายๆ คือ ดวงอาทิตย์มีรัศมีสีรุ้งล้อมอยู่รอบๆ ตัว

เมื่อศึกษาในพระคัมภีร์ การเกิดปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ทรงกลดมีบันทึกไว้ในพระคัมภีร์หรือไม่
พระคัมภีร์ไม่ได้บอกไว้โดยตรง เท่าที่ศึกษาแต่มีเหตุการณ์คล้ายๆปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ทรงกลด ดังนี้
ตอนที่อัครทูตเปาโล (เดิมชื่อว่าเซาโล)เดินทางเข้าเมืองดามัสกัส
กิจการฯ  9:3-9
ขณะ​ที่​เซา​โล​เดิน​ทาง​ไป​ใกล้​จะ​ถึง​เมือง​ดา​มัส​กัสทัน​ใด​นั้น​มี​แสง​สว่าง​ส่อง​มา​จาก​ฟ้า​ล้อม​รอบ​ตัว​ท่าน
เซา​โล​จึง​ลุก​ขึ้น​จาก​พื้น เมื่อ​ลืม​ตา​แล้ว​ก็​มอง​อะไร​ไม่​เห็นพวก​เขา​จึง​จูง​มือ​ท่าน​เข้า​ไป​ใน​เมือง​ดา​มัส​กัส
ตา​ของ​ท่าน​ก็​มืด​มัว​ไป​ถึง​สาม​วันและ​ท่าน​ไม่​ได้​กิน​หรือ​ดื่ม​อะไร​เลย

อัครทูตเปาโลเล่าประสบการณ์นี้ตอนเป็นพยานต่อ​อา​กริป​ปา
 กิจการฯ  26:13 ​ข้า​แต่​กษัตริย์ใน​เวลา​เที่ยง​วัน​ขณะ​กำลัง​เดินทาง​ไปข้า​พระ​บาท​ก็​ได้​เห็น​แสง​สว่าง​กล้า​ยิ่ง​กว่า​แสงอาทิตย์​ส่อง​ลง​มา​จาก​ท้องฟ้า​ล้อม​รอบ​ข้า​พระ​บาท​กับ​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​ไป​กับ​ข้า​พระ​บาท

 ผู้เผยพระวจนะเอเสเคียล เห็นแสงสีรุ้งจากฟ้าและท่านได้เห็นพระสิริของพระเจ้าที่เป็นลักษณะทรวดทรง
เอเสเคียล 1:28 ลักษณะ​ความ​สุกใส​ที่​อยู่​รอบ​นั้น​เหมือนกับ​สัณฐาน​รุ้ง​ที่​ปรากฏ​ใน​เมฆ​เมื่อ​ฝน​ตก   ลักษณะ​ทรวดทรง​แห่ง​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า​เป็น​ดังนี้​แหละและ​เมื่อ​ข้าพเจ้า​เห็น​แล้ว ข้าพเจ้า​ก็​ซบ​หน้า​ลง​ถึง​ดินและ​ข้าพเจ้า​ได้​ยิน​เสียง​ท่าน​ผู้​หนึ่ง​ตรัส​

 ไม่แปลกใจเลยว่า ในพระคัมภีร์พันธสัญญาได้บันทึกไว้ว่า ผู้ใดได้เห็นพระเจ้าและจะต้องตายเนื่องจากความบริสุทธ์ของพระเจ้า มีเพียงผู้ที่พระเจ้าอนุญาตเท่านั้นเช่นโมเสสพบพระเจ้าที่ภูเขาซีนาย
แค่การมองแสงของดวงอาทิตย์โดยตรงด้วยตาเปล่า  อาจจะทำให้ตาบอด และหากพบแสงแห่งพระสิริของพระเจ้า จะเป็นอย่างไร?
แต่ในพันธสัญญาใหม่นี้ พระเจ้าทรงทำให้เราได้รับสิทธิพิเศษในการเป็นที่ประทับของพระวิญญาณบริสุทธิ์พระสิริของพระเจ้าอยู่ในชีวิตของผู้เชื่อ (Abiding in the Glory)
สิ่งที่สำคัญมากกว่า ปรากฏการณ์ของแสงแห่งพระสิริ นั่นคือการประทับอยู่ของพระเจ้า(Presence of God)
สิ่งต่างๆที่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ เป็นเพียงป้ายบอกทาง ชี้ไปทางองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงประทับอยู่บนสวรรค์
พระคัมภีร์ได้บรรยายไว้ถึงการประกาศพระสิริของพระเจ้าผ่านปรากฏการณ์ธรรมชาติดังนี้
สดุดี 19:1-6
1 ท้อง​ฟ้า​ประ​กาศ​พระ​สิริ​ของ​พระ​เจ้า และ​พื้น​ฟ้า​สำ​แดง​ผล​งาน​แห่ง​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์
2 วัน​ส่ง​ถ้อย​คำ​ให้​แก่​วันและ​คืน​แจ้ง​ความ​รู้​ให้​แก่​คืน
3 ถ้อย​คำ​ไม่​มี วาจา​ก็​ไม่​มีและ​ไม่​มี​ใคร​ได้​ยิน​เสียง​ฟ้า
4 ถึง​กระ​นั้น เสียง​ของ​มัน​ก็​ออก​ไป​ทั่ว​แผ่น​ดิน​โลกและ​ถ้อย​คำ​ก็​ออก​ไป​ถึง​สุด​ปลาย​พิภพ พระ​องค์​ทรง​ตั้ง​เต็นท์​ไว้​ให้​ดวง​ตะวันณ ที่​นั้น
5 ซึ่ง​ออก​มา​อย่าง​เจ้า​บ่าว​ออก​มา​จาก​ห้อง​โถง​ของ​เขาและ​วิ่ง​ไป​ตาม​วิถี​ด้วย​ความ​ปีติ​ยินดี​อย่าง​ชาย​ฉกรรจ์
6 ดวง​ตะวัน​ขึ้น​มา​จาก​สุด​ปลาย​ฟ้า​ข้าง​หนึ่ง และ​โค​จร​ไป​ถึง​ที่​สุด​ปลาย​อีก​ข้าง​หนึ่งไม่​มี​สิ่ง​ใด​ซ่อน​ให้​พ้น​จาก​ความ​ร้อน​ของ​มัน​ได้

รุ้งเป็นสัญลักษณ์ที่เล็งถึงพันธสัญญาของพระเจ้า ที่ทรงทำไว้กับมนุษย์ตั้งแต่สมัยโนอาห์
ปฐมกาล 9:16-17
16 เมื่อ​มี​รุ้ง​ที่​เมฆ เรา​จะ​ดู​รุ้ง​นั้น เพื่อ​ระลึก​ถึง​พันธ​สัญ​ญา​นิรันดร์​ระหว่าง​พระ​เจ้า​กับ​สิ่ง​มี​ชีวิต​และ​สัตว์​ทั้ง​ปวง​ซึ่ง​อยู่​บน​แผ่น​ดิน”
17 พระ​เจ้า​ตรัส​แก่​โนอาห์​ว่า “นี่​แหละ​เป็น​เครื่อง​หมาย​แห่ง​พันธ​สัญ​ญา​ที่​เรา​ได้​ตั้ง​ไว้​ระหว่าง​เรา​กับ​สัตว์​ทั้ง​ปวง​ซึ่ง​อยู่​บน​แผ่น​ดิน

อิสยาห์ 54:9-10
9 “สำ​หรับ​เรา​แล้ว เรื่อง​นี้​ก็​เหมือน​สมัย​ของ​โน​อาห์เรา​ได้​ปฏิ​ญาณ​ว่า น้ำ​สมัย​โน​อาห์ จะ​ไม่​ท่วม​แผ่น​ดิน​โลก​อีก​อย่าง​ไรเรา​ก็​ปฏิ​ญาณ​ว่า เรา​จะ​ไม่​โกรธ​เจ้า และ​จะ​ไม่​ดุ​ด่า​เจ้า​อีก​อย่าง​นั้น
10 เพราะ​ภูเขา​ทั้ง​หลาย​อาจ​ถูก​เคลื่อน​ย้าย​ไปและ​บรรดา​เนินเขา​อาจ​จะ​คลอน​แคลน แต่​ความ​รัก​มั่น​คง​ของ​เรา​จะ​ไม่​เคลื่อน​ย้าย​ไป​จาก​เจ้าและ​พันธ​สัญ​ญา​แห่ง​สวัสดิ​ภาพ​ของ​เรา​จะ​ไม่​คลอน​แคลน” พระ​ยาห์​เวห์​ผู้​ทรง​สงสาร​เจ้า​ตรัส​ดัง​นี้
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติสำแดงภาพของฝ่ายวิญญาณ เมื่อเราเห็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติทำให้เราได้ตื่นตระหนักว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุมทุกสิ่งและในทุกพระสัญญาของพระองค์เป็นจริงเสมอ
2 โครินธ์ 1:20 เพราะ​ว่า​พระ​สัญ​ญา​ต่างๆ ของ​พระ​เจ้า​ล้วน​แต่​เป็น​จริง​โดย​พระ​เยซู เพราะ​เหตุ​นี้​เรา​จึง​พูด​ว่า​อา​เมน​โดย​พระ​องค์ ซึ่ง​เป็น​การ​ถวาย​พระ​เกียรติ​แด่​พระ​เจ้า
ผมเชื่อว่าปรากฏการณ์ดวงอาทิตย์ทรงกลดที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ดีทำให้เตือนใจให้เรามั่นใจถึงพันธสัญญาของพระเจ้า และสิ่งเหล่านี้เป็นข้อเตือนใจว่า  วาระสุดท้ายสิ้นยุคใกล้เข้ามาแล้ว
เราต้องดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวังและมีความหวังใจเสมอในพันธสัญญาของพระเจ้า
ถ้าเราเชื่อเราจะได้เห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า อาเมน

การรับเครื่องหมาย 666 เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต

บทความเรื่อง "การรับเครื่องหมาย 666 เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต" โดย Haiyong Kavilar


        ในพระคัมภีร์มีคำพยากรณ์หลายประการที่สำเร็จไปแล้วและก็มีคำพยากรณ์บางประการที่ยังไม่สำเร็จ ตัวอย่างคำพยากรณ์ที่สำเร็จไปแล้วก็คือการที่หญิงพรหมจารีย์คนหนึ่งจะตั้งครรภ์บุตรชายคนหนึ่งและผู้คนจะเรียกบุตรชายคนนั้นว่าอิมมานูเอล (อิสยาห์ 7:14), (มัทธิว 1:23) ซึ่งคำพยากรณ์นี้สำเร็จโดยการเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูอีกตัวอย่างของคำพยากรณ์หนึ่งที่สำเร็จไปแล้วคือการมาของเอลียาห์ ใน (มาลาคี 4:5-6)ได้พยากรณ์ว่าก่อนวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะส่งเอลียาห์ลงมาโดยเอลียาห์จะนำให้หัวใจของพ่อหันไปหาลูก และนำให้หัวใจของลูกหันไปหาพ่อซึ่งคำพยากรณ์นี้ได้สำเร็จลงแล้วโดยยอห์นบัพตัศมา ซึ่งพระเยซูได้กล่าวว่ายอห์นบัพติศมา นี่แหละคือเอลียาห์ที่พระเจ้าทรงส่งมา (มัทธิว 11:13-15, 17:10-12) 

         ความแตกต่างระหว่างยิวคริสเตียนกับยิวที่ไม่ใช่คริสเตียนคือยิวคริสเตียนเชื่อว่าคำพยากรณ์ที่หมายถึงการเสด็จมาครั้งแรกของพระเมสสิอาห์ได้สำเร็จลงแล้วโดยพระเยซูแต่ยิวที่ไม่ใช่คริสเตียนมองว่าคำพยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระเมสสิอาห์เป็นคำพยากรณ์ที่ยังไม่สำเร็จฝ่ายที่มองว่าคำพยากรณ์นั้นสำเร็จแล้วก็จะมองคำพยากรณ์เหล่านั้นในมิติของประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นไปแล้วแต่ฝ่ายที่มองว่าคำพยากรณ์ยังไม่สำเร็จก็มักจะเฝ้ารอให้คำพยากรณ์นั้นเกิดขึ้นในอนาคต

        มาร์ติน เทรช ผู้เขียนร่วมของหนังสืออนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะ(Victorious Eschatology) ได้เคยกล่าวถึงปัญหาหนึ่งในแวดวงคริสเตียนไว้ว่า 
       “การไม่สนใจประวัติศาสตร์เป็นจุดบอดใหญ่อย่างหนึ่งของคริสตจักรในยุคปัจจุบัน ถ้าพวกเรารู้ประวัติศาสตร์พวกเราก็จะเข้าใจว่าคำพยากรณ์ของพระเยซูที่เกี่ยวกับทุกขเวทนาที่จะมาถึงนั้น...ได้สำเร็จลงในคนชั่วอายุนั้นตามที่พระเยซูได้พยากรณ์ (คำพยากรณ์เกี่ยวกับความทุกขเวทนาได้สำเร็จลงช่วงปีคศ. 66-70) แต่ถ้าเราละเลยข้อมูลทางประวัติศาสตร์พวกเราก็จะจินตนการไปว่าพระเยซูกำลังพยากรณ์ถึงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21”

        คำพยากรณ์หลายประการในพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงความทุกขเวทนาต่างๆเช่น สงคราม กันดารอาหาร หรือโรคระบาด ที่อยู่ใน (มัทธิว 24)ต่างก็เป็นคำพยากรณ์ที่สำเร็จลงไปแล้วในคนชั่วอายุนั้น ซึ่งพระเยซูก็ได้ตอกย้ำถึงคำพยากรณ์เหล่านี้ว่าจะสำเร็จในช่วงอายุของคนยุคนั้นไม่ใช่ในอนาคตของพวกเรา
 (มัทธิว 24:34) เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ว่า คน​ใน​ยุค​นี้​[คนในยุคที่ฟังคำตรัสของพระเยซู]จะ​ไม่​ล่วง​ลับ​ไป​ก่อน​ทุก​สิ่ง​เหล่า​นี้​จะ​เกิด​ขึ้น

             ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ของชาวยิวในช่วงปีคศ.66-70เราจะเห็นได้ว่าคำพยากรณ์เกี่ยวกับความทุกขเวทนาต่างก็ได้สำเร็จลงแล้วในช่วงปีนั้นแต่ถ้าเราไม่ได้รู้ถึงประวัติศาสตร์ของชาวยิวยุคนั้นเราก็อาจไปคาดหวังว่าความทุกขเวทนาเหล่านั้นจะเกิดขึ้นในอนาคตครั้งเรา ทั้งๆที่คำพยากรณ์เกี่ยวกับความทุกขเวทนานั้นได้สิ้นสุดลงไปแล้วการไม่รับรู้ถึงประวัติศาสตร์ มีแนวโน้มที่จะทำให้เราคาดหวังถึงอนาคตที่มืดมนทั้งๆที่ความมืดมนเหล่านั้นได้สำเร็จลงไปแล้วในอดีต

           วิวรณ์ก็เป็นหนังสือเกี่ยวกับคำพยากรณ์ในวิวรณ์ก็มีคำพยากรณ์บางอย่างที่ยังไม่สำเร็จและก็มีคำพยากรณ์หลายๆอย่างที่สำเร็จลงแล้วในวิวรณ์มีคำพยากรณ์หนึ่งที่มักจะทำให้ผู้คนเกิดความกลัวก็คือการรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายหรือ666 ซึ่งคำพยากรณ์นี้ได้เขียนไว้ใน (วิวรณ์ 13)โดยสัตว์ร้ายจะบังคับให้ผู้คนรับเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากและมือขวาซึ่งใครที่ไม่มีเครื่องหมายของสัตว์ร้ายนี้ก็จะไม่มีสิทธิในการซื้อขาย

         มีบางคนได้ตีความคำพยากรณ์ของรับเครื่องหมายนี้ไว้ว่าในอนาคตผู้นำรัฐบาลโลกที่เป็นปฏิปักษ์พระคริสต์หรือสัตว์ร้ายจะบังคับให้ทุกคนทั่วโลกฝังชิพที่มือขวาและหน้าผาก โดยชิพจะมีข้อมูลทางการเงินของแต่ละคนบันทึกไว้อยู่โดยการซื้อขายและการแลกเปลี่ยนนี้จะไม่ใช้เหรียญหรือธนบัตรแต่จะใช้การโอนถ่ายข้อมูลทางดิจิตอลที่ฝังอยู่ในชิพแทน

        อย่างไรก็ตามการตีความว่าการรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายคือการฝังชิพในอนาคตก็เป็นการตีความที่มีจุดบอดอยู่ 

        ประการแรก  ก็คือการรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายตามบริบทของหนังสือวิวรณ์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสัญลักษณ์ฝ่ายวิญญาณมากกว่าที่จะเป็นชิพวัตถุจริงๆเพราะในวิวรณ์ก็ได้กล่าวถึงเครื่องหมายหรือการประทับตราของพระเจ้าด้วยซึ่งถ้าเครื่องหมายของพระเจ้าเป็นชิพวัตถุ เครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็ต้องเป็นชิพวัตถุแต่ถ้าเครื่องหมายของพระเจ้าเป็นสัญลักษณ์ฝ่ายวิญญาณเครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็ควรเป็นสัญลักษณ์ฝ่ายวิญญาณ

           ประการที่สอง  หากคำพยากรณ์ในเรื่องของสัตว์ร้ายเป็นคำพยากรณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของพวกเรา หนังสือวิวรณ์ก็จะเป็นหนังสือที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อคริสตจักรในตลอด2000 ปีที่ผ่านมาหากคำพยากรณ์ในวิวรณ์เป็นหนังสือที่พยากรณ์ถึงอนาคตของพวกเราที่อยู่ในศตวรรษนี้คริสเตียนในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมาก็คงอยู่ในภาวะที่น่าสงสารยิ่งเพราะไม่สามารถที่จะดึงประโยชน์จากคำพยากรณ์เหล่านี้ได้มากนัก แถมยังต้องอยู่ในความหวาดผวาที่กลัวว่าภัยพิบัติในหนังสือวิวรณ์จะเกิดขึ้นในชั่วอายุของเขา 

            ประการที่สาม คำว่าแผ่นดินโลกในภาษากรีกที่ปรากฏในหนังสือวิวรณ์ส่วนใหญ่แล้วใช้คำว่า “ge” ซึ่งตามรากภาษากรีกศัพท์คำนี้จะหมายถึงแผ่นดินทั่วโลก หรือ แผ่นดินในเฉพาะบริเวณใดบริเวณหนึ่งก็ได้ซึ่งในพระคัมภีร์ก็มีอยู่หลายครั้งที่คำว่า “ge” มีความหมายถึงแผ่นดินในบริเวณหนึ่งแต่ถ้าพระคัมภีร์ต้องการสื่อถึงความเป็นทั่วโลก พระคัมภีร์มักจะใช้คำว่า “kosmos” ที่หมายถึงโลกแบบทั่วทั้งโลกการที่พระคัมภีร์วิวรณ์ใช้แต่คำว่า “ge” นั่นก็เป็นไปได้ว่าเรื่องราวในวิวรณ์ไม่ได้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่บริเวณหนึ่งในโลก

       สิ่งสำคัญในการตีความคำพยากรณ์เรื่องการรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็คือประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิโรมในช่วงศตวรรษแรกในหนังสือ ไม่มีแรบเจอร์ (Raptureless) ของโจนาธาน เวลตัน ได้เขียนไว้ว่า 
     “เกี่ยวกับการรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องดูบันทึกประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมในจักรวรรดิโรม โดยเฉพาะเรื่องของการซื้อขายสินค้าในตลาดในสมัยของจักรพรรดิเนโร การที่ผู้คนจะเข้าไปยังตลาดได้นั้น พวกเขาจำต้องเดินผ่านประตูทางเข้าทว่าก่อนที่พวกเขาจะเข้าประตูนี้ได้ พวกเขาจะต้องนมัสการรูปปั้นของจักรพรรดิเมื่อพวกเขานมัสการเสร็จแล้วพวกเขาจะต้องนำขี้เถ้าที่ใช้ในการนมัสการมาวางไว้ที่มือและโปะที่หน้าผากแล้วพวกเขาถึงจะมีสิทธิในการเข้าประตูเพื่อไปซื้อขายสินค้าในตลาดพิธีกรรมที่ประตูหน้าตลาดนี้มีชื่อเรียกว่า “การรับเครื่องหมาย” ซึ่งพิธีกรรมนี้คือเรื่องราวของการรับเครื่องหมายของสัตว์ร้าย”
     
        คริสตศาสนาในช่วง 700ปีแรกต่างก็เข้าใจมาตลอดว่าสัตว์ร้ายในหนังสือวิวรณ์คือเนโรหรือไม่ก็จักรวรรดิโรมันส่วนเลข 666 ที่อยู่ในวิวรณ์ ก็มีความหมายที่สื่อถึงจักรพรรดิเนโรเนื่องจากหนังสือวิวรณ์แม้จะเขียนเป็นภาษากรีกแต่ผู้เขียนเป็นชาวยิวที่มีความรู้ภาษาฮีบรูซึ่งภาษาฮีบรูเป็นภาษาที่พยัญชนะสามารถใช้แทนตัวเลขได้ในหนังสือวิวรณ์ก็มีบางจุดที่ผู้เขียนใช้ภาษากรีกกับภาษาฮีบรูอธิบายควบคู่กันไปเช่น ใน (วิวรณ์ 9:11, 16:16) ซึ่งหากถอดจำนวน 666ออกมาจากภาษาฮีบรูโดยเทียบเคียงกับภาษากรีก ก็จะได้ชื่อของ “เนโร ซีซาร์”

    เครื่องหมายของสัตว์ร้ายหรือ 666ในหนังสือวิวรณ์จึงเป็นคำพยากรณ์สื่อถึงจักรพรรดิเนโรที่บังคับให้คนในจักรวรรดิ(ไม่ใช่ทั่วทั้งโลก)รับเครื่องหมายของเขา(โดยการนำขี้เถ้าที่ใช้นมัสการรูปปั้นของจักรพรรดิมาวางไว้ที่มือและโปะที่หน้าผาก)ก่อนที่จะมีสิทธิเข้าประตูหน้าตลาดเพื่อซื้อขายสินค้า

     ดังนั้นเมื่อค้นคว้าดูจากประวัติศาสตร์แล้วคำพยากรณ์เกี่ยวกับการรับเครื่องหมาย666 จึงเป็นคำพยากรณ์ที่สำเร็จลงไปแล้วในอดีตซึ่งเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษแรก ดังนั้นหากในอนาคตของพวกเราเกิดมีเทคโนโลยีที่มีการซื้อขายโดยไม่ใช้เงินเทคโนโลยีนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสัตว์ร้ายหรือการรับเครื่องหมายและที่สำคัญเทคโนโลยีของการซื้อขายโดยไม่ใช้เงินก็เป็นเทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นต้องมีการฝังชิพแต่อย่างใด เพียงแต่ใช้ลายนิ้วมือหรือสื่งอื่นแสดงตัวตนก็พอแล้วการส่อเค้าของเทคโนโลยีการซื้อขายโดยไม่ใช้เงินจึงไม่ได้สะท้อนถึงการปรากฏของปฏิปักษ์พระคริสต์หรือยุคสุดท้ายแต่อย่างใด

 แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม


หนังสือ VictoriousEschatology เขียนโดย Harold Eberle และ MartinTrench

หนังสือ Rapturelessเขียนโดย Jonathan Welton

เว็บไซต์ของ สภาเชิงอัครทูตสำหรับอนาคตศาสตร์ (Apostolic Council on Eschatology)
http://www.endtimecouncil.com/

สมารถเข้าไปอ่านได้ในอีกช่องทางหนึ่งคือ https://www.pageqq.com/en/content/page/edit/cntth1/0-3613403.html

การรับเครื่องหมาย 666 ชิพวัตถุ หรือ ภาพฝ่ายวิญญาณ?

บทความเรื่อง "การรับเครื่องหมาย 666 ชิพวัตถุ หรือ ภาพฝ่ายวิญญาณ?" 
โดย Haiyong Kavilar


เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีข่าวคราวเรื่องหนึ่งที่ว่า บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในเกาหลีได้พัฒนาระบบการซื้อขายโดยไม่ใช้เงิน แต่ใช้ลายนิ้วมือและระบบดิจิตอลแทน และก่อนหน้านี้ก็มีข่าวคราวหนึ่งที่เริ่มมีเทคโนโลยีของการซื้อขายโดยไม่ใช้ธนบัตรหรือเหรียญ แต่จะใช้ระบบดิจิตอลแทน เมื่อผู้เชื่อบางคนได้เห็นข่าวคราวนี้ บ้างก็เกิดความหวั่นเกรงขึ้นมาว่า การรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายหรือ 666 เพื่อการซื้อขาย ตามที่บันทึกไว้ใน (วิวรณ์ 13) กำลังจะคลืบคลานเข้ามา

(วิวรณ์ 13:16-18) และ​มัน​ยัง​บัง​คับ​ทุก​คน ทั้ง​คน​เล็ก​น้อย​และ​คน​ใหญ่​โต คน​มั่งมี​และ​คน​ยาก​จน เสรี​ชน​และ​ทาส​ให้​รับ​เครื่อง​หมาย​ไว้​ที่​มือ​ขวา​หรือ​ที่​หน้า​ผาก​ของ​พวก​เขา เพื่อ​ไม่​ให้​ใคร​สา​มารถ​ซื้อ​หรือ​ขาย​ได้ ถ้า​หาก​ไม่​มี​เครื่อง​หมาย​ที่​เป็น​ชื่อ​ของ​สัตว์​ร้าย หรือ​เป็น​ตัว​เลข​ของ​ชื่อ​มัน ใน​เรื่อง​นี้​ต้อง​ใช้​สติ​ปัญ​ญา​ให้​ดี ถ้า​ใคร​มี​ความ​เข้า​ใจ ก็​จง​คิด​คำ​นวณ​เลข​ของ​สัตว์​ร้าย​ตัว​นั้น เพราะ​ว่า​เป็น​เลข​ของ​คน​ผู้​หนึ่ง เลข​ของ​มัน​คือ​หก​ร้อย​หก​สิบ​หก

ใน (วิวรณ์ 13) ได้มีการพยากรณ์ถึงสัตว์ร้ายที่จะบังคับให้คนทั้งโลกรับเครื่องหมาย 666 ซึ่งถ้าผู้ใดไม่ได้รับเครื่องหมายนี้ ผู้นั้นก็จะไม่มีสิทธิในการซื้อขาย ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ก็มีบางคนตีความว่า สัตว์ร้ายในวิวรณ์ก็คือปฏิปักษ์พระคริสต์(Antichrist)หรือผู้นำรัฐบาลโลก ซึ่งในอนาคตปฏิปักษ์พระคริสต์ผู้นี้จะควบคุมเศรษฐกิจโลกและจะบังคับให้ผู้คนรับชิพโดยให้ฝังไว้ที่มือขวาและหน้าผาก ซึ่งชิพที่ฝังนี้จะเป็นเหมือนบัตรประชาชนของมนุษย์โลกและจะบันทึกถึงข้อมูลทางการเงินของแต่ละคนไว้ การซื้อขายแลกเปลี่ยนในอนาคตจะไม่ต้องใช้ธนบัตรหรือเหรียญอีกต่อไป แต่จะใช้ข้อมูลทางดิจิตอลที่อยู่ในชิพนี้แทน

การตีความที่ว่าเครื่องหมายของสัตว์ร้ายจะเป็นชิพที่เป็นวัตถุจริงๆนั้น ก็เป็นการตีความที่แปลกอยู่ เนื่องจากหนังสือวิวรณ์เป็นหนังสือที่เป็นสัญลักษณ์และมีภาษาอุปมาอยู่มาก การสรุปว่าเครื่องหมายของสัตว์ร้ายจะเป็นชิพวัตถุจริงๆหรือเป็นเพียงภาพสะท้อนฝ่ายวิญญาณจึงต้องดูบริบทอื่นๆในพระคัมภีร์ด้วย

ในหนังสืออนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะ(Victorious Eschatology) เอเบอร์เลและเทรช ได้อธิบายเกี่ยวกับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายนี้ไว้ว่า

       ลองคิดถึงหนังสือทั้งหลายในแวดวงคริสเตียน มีหนังสือมากมายที่กล่าวถึงเครื่องหมายของสัตว์ร้าย โดยแต่ละเล่มก็มักจะตีความไปต่างๆนานาว่าปฏิปักษ์พระคริสต์ในอนาคตจะเป็นผู้ใด ทว่ามีนักเขียนน้อยคนที่ได้กล่าวถึงเครื่องหมายของพระเจ้า คุณทราบไหมว่าในหนังสือวิวรณ์ได้กล่าวถึง เครื่องหมายของพระเจ้า การประทับตราจากพระเจ้า และพระนามของพระเจ้า ซึ่งจะจารึกไว้ที่บนหน้าผากประชากรของพระเจ้า ทั้งเครื่องหมายของพระเจ้าและเครื่องหมายของสัตว์ร้ายต่างก็มีเขียนไว้ในหนังสือวิวรณ์ทั้งคู่ ทว่านักเขียนที่เชื่อมุมมองแบบอนาคตมืดมน(Futurist) มักกล่าวแต่เรื่องเครื่องหมายของสัตว์ร้าย โดยไม่ได้พูดถึงเครื่องหมายของพระเจ้าเลย ซึ่งนี่สะท้อนความไม่สมดุลในคำสอนของพวกเขา ในฐานะคริสเตียนไม่ควรหรือที่พวกเราจะใส่ใจในเครื่องหมายของพระเจ้าให้มากยิ่งกว่าการใส่ใจในเครื่องหมายของสัตว์ร้าย?

 ยิ่งไปกว่านั้น การตีความเครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็ควรเป็นการตีความที่คู่ขนานไปกับเครื่องหมายของพระเจ้า ถ้าเครื่องหมายของพระเจ้าเป็นวัตถุจริงๆ เครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็ควรเป็นวัตถุจริงๆ แต่ถ้าเครื่องหมายของพระเจ้าเป็นภาพฝ่ายวิญญาณ เครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็เป็นเพียงภาพฝ่ายวิญญาณ ซึ่งนี้เป็นพื้นฐานของการตีความพระคัมภีร์ ทั้งเครื่องหมายของพระเจ้าและเครื่องหมายของสัตว์ร้ายต่างก็ถูกกล่าวถึงควบคู่กันไปใน (วิวรณ์ 14) 
  

เป็นที่แน่นอนว่าเครื่องหมายของพระเจ้าไม่ได้เป็นชิพวัตถุจริงๆ แต่เป็นภาพสะท้อนในฝ่ายวิญญาณ ดังนั้นเครื่องหมายของสัตว์ร้ายจึงไม่ใช่ชิพวัตถุจริงๆ แต่เป็นภาพสะท้อนในฝ่ายวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ การตีความที่ว่าในอนาคตจะมีการฝังชิพที่หน้าผากและมือขวาโดยปฏิปักษ์พระคริสต์นั้น ก็เป็นการตีความที่มีจุดบอดอยู่ นอกจากนี้ตามบริบทของพระคัมภีร์ ปฏิปักษ์พระคริสต์ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับสัตว์ร้ายในวิวรณ์ด้วย

 รายละเอียดเกี่ยวกับปฏิปักษ์พระคริสต์ตามบริบทของพระคัมภีร์ เพื่อนๆสามารถอ่านได้ในบทความ “ปฏิปักษ์พระคริสต์ไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลโลก” 

หนังสือแนะนำเพิ่มเติม

Victorious Eschatology เขียนโดย Harold Eberle และ Martin Trench

สามารถอ่านได้อีกช่องทางหนึ่งใน https://www.pageqq.com/en/content/view/page/cntth1/0-3613383.html

26 มิถุนายน 2560

ป่าวประกาศถ้อยคำแห่งสติปัญญา

ขอบอกตามตรงเพื่อทำให้ทุกคน "ทำใจ" ว่า
"ไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จ"
แต่...ไม่ใช่เรา เพราะมีพระเจ้า เรา "ทำได้" (With Him We Can)
... "ฝ่ายมนุษย์ก็เหลือกำลังที่จะทำได้ แต่ไม่เหลือกำลังของพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง" (มาระโก 10:27)
ปัญหามาปัญญามี ปัญหาเป็นบททดสอบ
อุปสรรคเป็นอุปกรณ์ก้าวสู่ความสำเร็จ
ปัญหาเป็นเรื่องเพลนๆ (Plain) เราจำเป็นต้องเจอความยากลำบาก(Pain) แต่มันเป็น Main Road ถนนหลักของชีวิต
"Pain makes man think. Thought makes man wise. Wisdom makes life endurable."- John Patrick
ปัญหาทำให้คิด การคิดทำให้เกิดปัญญา ปัญญาทำให้ชีวิตอดทน
(ไม่จำเป็นต้องทนอด)

ปัญญาจารย์ 10:10 ถ้า​ขวาน​ทื่อ​แล้ว และ​เขา​ไม่​ลับ​ให้​คม เขา​ก็​ต้อง​ออก​แรง​มาก แต่​ประ​โยชน์​ของ​ปัญ​ญา​คือ​การ​นำ​มา​ซึ่ง​ความ​สำ​เร็จ

ป่าวประกาศถ้อยคำแห่งพระคุณ

ฮีบรู 12:15 จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​ใคร​ขาด​จาก​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า และ​อย่า​ให้​มี​ราก​ขม​ขื่นงอก​ขึ้น​มา ก่อ​ความ​ยุ่ง​ยาก​ให้​และ​ทำ​ให้​หลาย​คน​เป็น​มล​ทิน
Hebrews 12:15 Make sure that no one falls short of the grace of God and that no root of bitterness springs up, causing trouble and by it, defiling many.

คำว่า พระคุณ (grace) ภาษากรีก คือ Charis- χαριτος หมายถึง ความโปรดปราน การให้อภัยและมอบความรักโดยไม่ขึ้นอยู่กับ
​คำว่า มล​ทิน(defile) ภาษกรีก คือ μιανθωσι เป็นพิษได้รับการติดเชื้อ
คำว่า รากขมขื่น “root of bitterness" การตัดสินคนอื่นบนความรู้สึกเจ็บปวดและคาดหมายแบบผิดๆคิดว่า คนอื่นจะต้องเป็นแบบที่คิดในแง่ลบ
ผลที่เกิดขึ้นภายนอกสะท้อนมาจากรากที่อยู่ภายใน
การที่ขาดจากพระคุณคือการปฏิเสธการช่วยเหลือของพระเจ้า เพื่อทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง แต่ไม่รู้ว่าตนเองมีบาดแผลจากความบาดเจ็บในอดีตจากคน ก่อให้เกิดรากขมขื่น มาจากการตัดสินและการคาดหมายที่ผิด
สิ่งที่คริสเตียนควรดำเนินชีวิตในพระเจ้าตั้งอยู่ในความดีงาม พระคำแห่งความจริง และพระคุณ เราจึงตระหนักและสำแดงออกมาต่อผู้อื่นด้วยการทำสิ่งที่ดี

สิ่งที่ควรทำ คือ ความดี
สิ่งที่ควรมี คือ พระคำ
สิ่งที่ควรจำ คือ พระคุณ

เอเฟซัส 2:8-10
8 เพราะ​ว่า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​รับ​ความ​รอด​แล้ว​ด้วย​พระ​คุณ​โดย​ทาง​ความ​เชื่อ ความ​รอด​นี้​ไม่​ใช่​มา​จาก​ตัว​ท่าน แต่​เป็น​ของ​ประ​ทาน​จาก​พระ​เจ้า...
10 เพราะ​ว่า​เรา​เป็น​ฝี​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์​ที่​ทรง​สร้าง​ขึ้น​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​เพื่อ​ให้​ทำ​การ​ดี ซึ่ง​เป็น​สิ่ง​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​จัด​เตรียม​ไว้​ก่อน​แล้ว​เพื่อ​ให้​เรา​ดำ​เนิน​ตาม
LikeShow more reactions
Comment

20 มิถุนายน 2560

เตรียมพบกับการรวบรวมผลงานเป็น E-book

ถึงเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน  ผมตั้งใจจะรวบรวมบทความต่างๆที่เคยเขียนไว้ ทำเป็น E-book  เพื่อสะดวกในการอ่าน เพื่อนๆคิดเห็นอย่างไร มีท่านใดสนใจบ้างครับ ส่งข้อแนะนำไปได้ที่ pmpattamarot@gmail.com

เรื่องที่จะรวบรวมมีประมาณนี้นะครับ

ข้อคิดเพื่อความรัก

อิสราเอล 12 เผ่า

เทศกาลของพระยาห์เวห์

บันทึกการเดินทางอิสราเอล

วิญญาณต่างๆที่ต้องจัดการ

การทรงสถิต

ฯลฯ

19 มิถุนายน 2560

ปฏิปักษ์พระคริสต์ไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลโลก

ปฏิปักษ์พระคริสต์ไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลโลก โดย Haiyong Kavilar

ปฏิปักษ์พระคริสต์กับสมาคมลับ
       เมื่อกล่าวถึงปฏิปักษ์พระคริสต์ บางคนก็จะนึกถึงผู้นำรัฐบาลโลกที่จะบังคับให้ทุกคนบนโลกรับเครื่องหมายของสัตว์ร้าย(666) ซึ่งผู้นำรัฐบาลโลกคนนี้จะเข้าไปแทรกแซงกิจการในพระวิหารหลังที่3 และจะฉีกสัญญาที่กระทำต่อชาวยิว ซึ่งในท้ายสุดผู้นำรัฐบาลโลกหรือปฏิปักษ์พระคริสต์คนนี้ก็จะนำกองทัพเข้าไปจู่โจมอิสราเอลและต่อต้านการเสด็จกลับมาของพระเยซู

       แนวคิดที่ว่าผู้นำรัฐบาลโลกจะเป็นปฏิปักษ์พระคริสต์เป็นแนวคิดที่มักจะการเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆบนโลกเข้ากันกับสมาคมลับ ซึ่งมักจะมีการลือกันว่าสมาคมลับนี้เป็นเบื้องหลังของการควบคุมเศรษฐกิจโลก และสมาคมลับนี้จะปูทางให้เกิดรัฐบาลโลกซึ่งมีปฏิปักษ์พระคริสต์เป็นผู้นำ บางครั้งเมื่อกล่าวถึง วิญญาณแห่งปฏิปักษ์พระคริสต์(AntiChrist Spirit) บางคนก็มักจะนึกถึงกิจการภายในที่สมาคมลับนี้กำลังดำเนินการ

ปฏิปักษ์พระคริสต์ตามบริบทพระคัมภีร์
       อย่างไรก็ตามเมื่อมาพิจารณาดูจากพระคัมภีร์แล้ว คำว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลโลกหรือผู้ควบคุมเศรษฐกิจโลกแต่ประการใด คำว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ ที่อยู่ในพระคัมภีร์มีความหมายที่สื่อถึง ผู้สอนลัทธินอสติก(Gnosticism)ในศตวรรษที่หนึ่ง ซึ่งผู้สอนลัทธินอสติกนี้ไม่ได้มีอยู่คนเดียว แต่มีอยู่หลายคน

       คำว่า "ปฏิปักษ์พระคริสต์" ปรากฏเพียง 4 ครั้งในพระคัมภีร์ ซึ่งทั้ง 4 ครั้งนี้จะปรากฏเฉพาะในจดหมายฝากของยอห์นเท่านั้น ตามบริบททางประวัติศาสตร์ ในสมัยของยอห์น(ช่วงศตวรรษที่หนึ่ง) ก็เกิดมีลัทธิสอนผิดขึ้นในคริสตจักร ลัทธิสอนผิดนี้มีชื่อว่าลัทธินอสติก ซึ่งผู้คนในลัทธินอสติกได้สอนคำสอนที่ว่า สิ่งของฝ่ายกายภาพเป็นสิ่งที่ไม่สะอาด แต่สิ่งของฝ่ายวิญญาณเป็นสิ่งที่สะอาดและดีงาม ด้วยเหตุนี้ ผู้สอนลัทธินอสติกจึงไม่สามารถยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายฝ่ายกายภาพ พวกเขาสอนว่าพระเยซูไม่ได้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ แต่พระเยซูเป็นเพียงวิญญาณหรือผีที่ไม่มีร่างกายฝ่ายกายภาพ

       เนื่องจากในสมัยของยอห์น ลัทธินอสติกกำลังเป็นที่แพร่หลาย ยอห์นจึงได้เขียนจดหมายฝากเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของลัทธินอสติก โดยในจดหมายฝาก ยอห์นได้เน้นว่า พระเยซูได้บังเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายฝ่ายกายภาพจริงๆ และยอห์นเองก็เคยสัมผัสร่างกายฝ่ายกายภาพของพระเยซู

(1 ยอห์น 1:1) เราขอแจ้งเกี่ยวกับสิ่งที่มีมาตั้งแต่ปฐมกาล ซึ่งเราได้ยิน ได้เห็นกับตา ได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้น คือพระวาทะแห่งชีวิต

ต่อมายอห์นก็ได้เรียกผู้สอนลัทธินอสติกนี้ว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์โดยผู้สอนลัทธินอสติกที่เป็นปฏิปักษ์พระคริสต์นี้ ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาเป็นมนุษย์

(2 ยอห์น 7) เพราะว่ามีผู้ล่อลวงจำนวนมากออกมาในโลก เป็นพวกที่ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เสด็จมาเป็นมนุษย์ คนประเภทนั้นแหละเป็นผู้ล่อลวงและเป็นศัตรูของพระคริสต์[ปฏิปักษ์พระคริสต์]

ตามบริบทของจดหมายยอห์น ปฏิปักษ์พระคริสต์ก็เกิดมีในสมัยของยอห์นแล้ว ไม่ใช่ว่าจะเกิดมีในอนาคต นอกจากนี้ปฏิปักษ์พระคริสต์ยังไม่ได้มีเพียงคนเดียวโดดๆ แต่ยังมีหลายคนด้วย

(1 ยอห์น 2:18) และตามที่พวกท่านได้ยินได้ฟังมาว่าศัตรูของพระคริสต์จะมา เดี๋ยวนี้ศัตรูของพระคริสต์[ปฏิปักษ์พระคริสต์]จำนวนมากก็มาแล้ว

       ด้วยเหตุนี้เมื่อพิจารณาจากพระคัมภีร์แล้ว ปฏิปักษ์พระคริสต์จึงไม่ได้หมายถึงผู้นำรัฐบาลโลกที่มีอยู่คนเดียว แต่ปฏิปักษ์พระคริสต์หมายถึงผู้สอนลัทธินอสติกในสมัยของยอห์น ดังนั้นการใช้คำว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ เพื่อสื่อถึงผู้นำรัฐบาลโลก ก็เป็นการใช้คำที่ไม่ตรงกับบริบทของพระคัมภีร์

ปฏิปักษ์พระคริสต์ สัตว์ร้าย และคนนอกกฏหมาย

       คำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่เป็นกระแสนิยมในศตวรรษที่แล้ว มักจะเชื่อมโยงว่า
ปฏิปักษ์พระคริสต์ในจดหมายยอห์น = สัตว์ร้ายในวิวรณ์ = คนนอกกฏหมายใน 2 เธสะโลนิกา = ผู้นำรัฐบาลโลก

       ทว่าเมื่อดูจากบริบทของพระคัมภีร์แล้ว ปฏิปักษ์พระคริสต์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสัตว์ร้ายในวิวรณ์หรือคนนอกกฏหมายใน (2 เธสะโลนิกา) เลยดังนั้นการเชื่อมโยงดังกล่าวจึงมีจุดบอดอยู่

       ท้ายสุดนี้ ผมจึงอยากหนุนใจว่า ในอนาคตผู้ที่ยึดครองโลกจะไม่ใช่ปฏิปักษ์พระคริสต์ แต่จะเป็น คริสเตียนที่มีหัวใจเพื่ออาณาจักรพระเจ้า วันเวลาผ่านไป อาณาจักรพระเจ้าก็จะแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ และทั่วโลกก็จะประสบกับการฟื้นฟูใหญ่จนพรักพร้อมในการต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระเยซู

 สื่อเรียนรู้แนะนำเพิ่มเติม


หนังสือ Victorious Eschatology เขียนโดย Harold Eberle และ Martin Trench
เว็บไซต์ของ สภาเชิงอัครทูตสำหรับอนาคตศาสตร์ (Apostolic Council On Eschatology)


(หมายเหตุ ข้อเขียนจากบทความนี้ เป็นความคิดเห็นจากการตีความ ไม่ได้เป็นข้อสรุปแบบฟันธงว่าเป็นหลักการด้านศาสศาสตร์)

12 มิถุนายน 2560

คริสตจักรต้องปฏิรูปคำสอนเรื่องยุคสุดท้าย

คริสตจักรต้องปฏิรูปคำสอนเรื่องยุคสุดท้าย โดย Haiyong Kavilar
        เมื่อเดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนสะท้านให้กับผู้คน นั่นคือเหตุการณ์ที่ปัญญาประดิษฐ์หรือคอมพิวเตอร์ได้เล่นโกะชนะมนุษย์ที่เป็นแชมป์โลกแล้ว ในมุมมองของเทคโนโลยี เหตุการณ์นี้นับเป็นสัญญาณของการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ แต่สำหรับบางคนก็มีความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาว่า ในอนาคตปฏิปักษ์พระคริสต์(AntiChrist) จะใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้ในการควบคุมมนุษย์
         เมื่อเดือนที่แล้วก็มีข่าวคราวเรื่องหนึ่งที่ว่า บริษัทเอกชนในเกาหลีแห่งหนึ่งได้พัฒนาระบบซื้อขายโดยไม่ใช้เงิน แต่ใช้ลายนิ้วมือและระบบดิจิตอลแทน บางคนเมื่อทราบข่าวนี้ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า การรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายเพื่อการซื้อขายที่อยู่ใน (วิวรณ์ 13) กำลังคลืบคลานเข้ามา
         จากคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่เป็นกระแสนิยมในศตวรรษที่ผ่านมามักกล่าวกันว่า วันเวลาผ่านไป โลกก็จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ ภัยพิบัติก็จะทวีมากขึ้นและสังคมก็จะเสื่อมทรามลง ส่วนเทคโนโลยีต่างๆที่เกิดขึ้นก็จะเป็นการปูทางสู่การควบคุมของรัฐบาลโลกที่บริหารงานโดยปฏิปักษ์พระคริสต์ คำสอนเรื่องยุคสุดท้ายแนวนี้มักจะเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆบนโลกเข้ากันกับสมาคมลับที่ลือกันว่าเป็นเบื้องหลังของปฏิปักษ์พระคริสต์ แนวคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่กล่าวมามีชื่อเรียกในเชิงวิชาการว่า อนาคตมืดมน(Futurist) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตีความคำพยากรณ์ใน (มัทธิว 24) และ (วิวรณ์) ว่าภัยพิบัติจากพระคัมภีร์เหล่านี้จะเกิดขึ้นในอนาคตก่อนการกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู
         อย่างไรก็ตามในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มมีกระแสของคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 ซึ่งพื้นเพของคำสอนนี้อธิบายว่า ผู้เชื่อ(คริสเตียน)จำต้องเข้าไปมีส่วนในสังคมและไปบุกยึดภูเขาทั้ง7 ซึ่งเป็นองค์ประกอบต่างๆของสังคม และผู้เชื่อจำต้องนำอาณาจักรของพระเจ้าเข้าไปครอบครองสังคมเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้สะท้อนถึงค่านิยมของอาณาจักรพระเจ้า
(** เทคนิคการจำชื่อภูเขาทั้ง7 เพื่อนๆสามารถอ่านได้ใน http://pattamarot.blogspot.com/2017/01/7.html)
เมื่อมองโลกด้วยกระบวนทัศน์ของคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 ดูเหมือนว่าคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 จะอธิบายเป็นนัยว่า ท้ายสุดแล้วผู้ที่ครองโลกคือคริสเตียนไม่ใช่ปฏิปักษ์พระคริสต์ และโลกกับสังคมก็จะไม่ได้แย่ลงไปเรื่อยๆแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใคร่ครวญอย่างจริงจังแล้ว ดูเหมือนว่าคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 กับคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายแบบอนาคตมืดมนดูจะขัดแย้งกัน  

        อัครทูตปีเตอร์ แวกเนอร์ ก็เป็นผู้หนึ่งที่เคยรู้สึกอึดอัดใจระหว่างคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 กับคำสอนเรื่องยุคสุดท้าย เนื่องจากแวกเนอร์เป็นผู้สนับสนุนในเรื่องภูเขาทั้ง7ซึ่งอธิบายว่าโลกจะดีขึ้นเรื่อยๆ ทว่าคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่แวกเนอร์เคยเรียนรู้มากลับสอนว่าโลกจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ 
        ระหว่างที่แวกเนอร์รู้สึกอึดอัดใจอยู่ แสงสว่างก็ได้เข้ามาถึงในชีวิตเขา ในปี 2006 เพื่อนของแวกเนอร์คนหนึ่งได้นำหนังสือเล่มหนึ่งไปให้เขา หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Victorious Eschatology (อนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะ) แวกเนอร์ได้กล่าวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในชีวิตผม เมื่อผมได้อ่านหนังสือ Victorious Eschatology ที่เขียนโดย ฮาร์โรล เอเบอร์เล และ มาร์ติน เทรช อนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะสอดคล้องกันกับศาสนศาสตร์เรื่องการยึดครอง[ภูเขาทั้ง7]ราวกับถุงมือที่สวมพอดีกันกับมือ เอเบอร์เลและเทรชได้อธิบายว่า ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา คริสตจักรจะเติบโตสู่พระสิริสู่ความเป็นหนึ่งและสู่ความสุกงอม ส่วนอาณาจักรพระเจ้าก็จะเติบโตและแผ่ขยายออกไปจนเติมเต็มทั่วแผ่นดินโลก
 อนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะได้อธิบายว่าคำพยากรณ์ต่างๆในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับวาระสุดท้ายหรือยุคสุดท้าย เป็นคำพยากรณ์ที่ได้สำเร็จลุล่วงไปแล้วเมื่อกรุงเยรูซาเล็มได้ล่มสลายในปี คศ.70 คำว่า ยุคสุดท้าย เป็นศัพท์ที่มีความหมายสื่อถึงจุดจบของพันธสัญญาเดิมและการเริ่มต้นแห่งพันธสัญญาใหม่ พระเยซูจะเสด็จกลับมาแน่นอนในอนาคต (ดู มัทธิว 24:35-25:46) แต่จะไม่มีหมายสำคัญ[หรือความทุกข์เข็ญใดๆ] ใน (มัทธิว 24:3-34) ที่จะเกิดขึ้นก่อนที่พระองค์จะเสด็จกลับมา เนื่องจากความทุกข์เข็ญเหล่านั้นได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ในแวดวงศาสนศาสตร์ มุมมองที่มองคำพยากรณ์ในลักษณะนี้มีชื่อว่า อดีตมืดมนแบบบางส่วน (Partial Preterist) ซึ่งเป็นมุมมองที่ผมยึดถือในปัจจุบัน
  อดีตมืดมนแบบบางส่วน เป็นการตีความว่าคำพยากรณ์ส่วนใหญ่ใน (มัทธิว 24) และ (วิวรณ์) เป็นคำพยากรณ์ที่สำเร็จไปแล้วในอดีต โดยอธิบายว่าภัยพิบัติและความเสื่อมทรามต่างๆในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้วในช่วงปี คศ.70 ด้วยเหตุที่คำพยากรณ์ที่มืดมนเหล่านี้ได้สำเร็จไปแล้ว โลกและสังคมของเราในอนาคตก็จะดีขึ้นเรื่อยๆจนพรักพร้อมในการต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระเยซู
 เมื่อผู้เชื่อคาดหวังให้สวรรค์บุกรุกโลก สิ่งหนึ่งที่ผู้เชื่อควรจะมีคือการมองอนาคตในแง่ดี อัครทูตจอห์น เอกฮาร์ต ได้เคยกล่าวไว้ว่า พวกเราจำเป็นต้องปฏิรูปคำสอนเรื่องอนาคตศาสตร์[ยุคสุดท้าย]” เนื่องจากว่าบ่อยครั้งผู้เทศน์มักจะดึงข้อพระคัมภีร์ใน (มัทธิว 24) ออกนอกบริบทโดยกล่าวว่า ภัยพิบัติ สงคราม และการกันดารอาหารจะเกิดขึ้นในอนาคตของพวกเรา แต่บริบทของ (มัทธิว 24) นี้ไม่ได้พยากรณ์ถึงอนาคตของพวกเรา แต่ได้พยากรณ์ถึงช่วงการล่มสลายของกรุงเยรูซาเล็มในปี คศ.70 ซึ่งพระเยซูก็ได้ตอกย้ำถึงคำพยากรณ์เหล่านี้ว่าจะสำเร็จในช่วงอายุของคนยุคนั้นไม่ใช่ในอนาคตของพวกเรา
 (มัทธิว 24:34) เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ว่า คน​ใน​ยุค​นี้​[คนในยุคที่ฟังคำตรัสของพระเยซู]จะ​ไม่​ล่วง​ลับ​ไป​ก่อน​ทุก​สิ่ง​เหล่า​นี้​จะ​เกิด​ขึ้น
         โจนาธาน เวลตัน ประธานของสภาเชิงอัครทูตในเรื่องอนาคตศาสตร์ (Apostolic Council On Eschatology) ได้กล่าวถึงประเด็นของการปฏิรูปเรื่องอนาคตศาสตร์ไว้ 10 ประเด็นดังนี้


ประเด็นที่1 อาณาจักรพระเจ้าเป็นเรื่องของปัจจุบันและกำลังเติบโตขึ้นในช่วง 2000 ปีที่ผ่านมา (มัทธิว 13:31-33)

ประเด็นที่2 อาณาจักรพระเจ้าได้มาถึงเมื่อพระเยซูทรงเสด็จมาครั้งแรก และอาณาจักรพระเจ้าจะเติมเต็มทั่วแผ่นดินโลกพร้อมต้อนรับการเสด็จกลับมาครั้งสุดท้ายของพระเยซู (มาระโก 1:15, มัทธิว 3:2)

ประเด็นที่3 วลี วาระสุดท้าย ที่ปรากฏในพันธสัญญาใหม่ ไม่ได้หมายถึงจุดจบของโลก แต่หมายถึงจุดจบของพันธสัญญาเดิม (คศ. 30 –70) และการล่มสลายของพระวิหาร (1 ยน. 2:9, ยก. 5:8-9, 2 ทธ. 2:7)

ประเด็นที่4 เมื่อพระเยซูกล่าวถึง การเสด็จมาของพระองค์ใน (มัทธิว 24:30) พระองค์ทรงใช้ภาษาเชิงอุปมาตามแบบฉบับของพันธสัญญาเดิม ซึ่งหมายถึงการเสด็จมาพิพากษากรุงเยรูซาเล็มในปี คศ.70 (สดุดี 18:9-12, 104:2-3, อิสยาห์ 19:1, นาฮูม 1:3)

ประเด็นที่5 ทุกรายละเอียดของคำพยากรณ์ทั้งสิ้นที่พระเยซูตรัสไว้ใน (มัทธิว 24) ได้สำเร็จหมดแล้วในปี คศ.70 อันเป็นปีที่กรุงเยรูซาเล็มล่มสลาย ซึ่งเหตุการณ์นี้คือ ทุกขเวทนาครั้งใหญ่”, “วันแห่งการแก้แค้น และ เวลาทุกข์ใจของยาโคบ

ประเด็นที่6 คำพยากรณ์เรื่องสัปตะที่ 70 ของดาเนียล เป็นคำพยากรณ์ที่หมายถึงพระคริสต์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงสำเร็จคำพยากรณ์แล้ว (ดาเนียล 9)-ไม่ได้สอนถึง 7 ปีกลียุคในอนาคต ซึ่งเหล่าผู้อรรถาธิบายพระคัมภีร์ต่างก็อรรถาธิบายแบบนี้เหมือนกันหมดมาจนถึงปี 1830

ประเด็นที่7 ปฏิปักษ์พระคริสต์เป็นศัพท์ที่หมายถึงลัทธินอสติกอันเป็นลัทธิเทียมเท็จในศตวรรษที่1 ซึ่งลัทธินอสติกได้ปฏิเสธการบังเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายฝ่ายกายภาพของพระเยซูเมื่อพระองค์ได้เสด็จมายังโลก ( 1 ยอห์น 1:1,3; 4:2-3, 2 ยอห์น 7)

ประเด็นที่8 คริสตศาสนาในช่วง 700 ปีแรกต่างก็เข้าใจมาตลอดว่าสัตว์ร้ายในหนังสือวิวรณ์คือเนโรหรือไม่ก็จักรวรรดิโรมัน (แล้วแต่บริบท)

ประเด็นที่9 อิสราเอลของพระเจ้า(Ecclesia) หมายถึงผู้รับมรดกที่แท้จริง มรดกนี้มาจากพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ การรับมรดกนี้มีพื้นฐานบนความเชื่อ ไม่ใช่เชื้อชาติ (โรม 2:28-29, 9:6-8)

ประเด็นที่10 พระเยซูจะเสด็จกลับมาเพื่อรับมรดก เมื่ออาณาจักรพระเจ้าได้เติบโตเต็มที่และศัตรูทั้งสิ้นของพระองค์ได้อยู่ใต้ฝ่าเท้าของพระองค์ ซึ่งนี่จะเป็นการเสด็จกลับมาทางกายภาพของพระองค์ในอนาคตของพวกเรา (กิจการ 1:11, 1 โครินธ์ 15:25-26)

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
Apostolic Council On Eschatology (สภาเชิงอัครทูตสำหรับอนาคตศาสตร์)
http://www.endtimecouncil.com/
หนังสือ This Changes Everything เขียนโดย C. Peter Wagner
หนังสือ Victorious Eschatology เขียนโดย Harold Eberle และ Martin Trench
หนังสือ Raptureless เขียนโดย Jonathan Welton

อ่านข้อมูลได้อีกช่องทางใน https://www.pageqq.com/en/content/view/page/cntth1/0-3484259.html