10 มกราคม 2557

วาระของชีวิต :อยู่อย่างมีความหมาย ตายจากไปสู่จุดหมาย

สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านที่รักทุกท่าน บทความในครั้งนี้ ผมขอแบ่งปันคำหนุนใจจากพระธรรมปัญญาจารย์บทที่ 3 ซึ่งผมได้ให้ไว้ในงานไว้อาลัยเพื่อนของผมคนหนึ่ง ซึ่งได้จากไปอยู่กับพระเจ้าในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา
ผมขอตั้งชื่อบทความนี้ว่า
"วาระของชีวิต :อยู่อย่างมีความหมาย ตายจากไปสู่จุดหมาย"
ผมเชื่อว่าบทความนี้จะเป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิตสำหรับตัวของผมเองและผู้อ่าน
ปัญญาจารย์ 3:1-15 
   1   มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง  และมีวารสำหรับเรื่องราวทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์
   2   มีวารเกิด  และวารตาย  มีวารปลูก  และวารถอนสิ่งที่ปลูกทิ้ง
   3   มีวารฆ่า  และวารรักษาให้หาย  มีวารรื้อทลายลง  และวารก่อสร้างขึ้น
   4   มีวารร้องไห้  และวารหัวเราะ  มีวารไว้ทุกข์  และวารเต้นรำ
   5   มีวารโยนหินทิ้ง  และวารเก็บรวบรวมหิน  มีวารสวมกอด  และวารงดเว้นการสวมกอด
   6   มีวารแสวงหา  และวารทำหาย  วารเก็บรักษาไว้  และวารโยนทิ้งไป
   7   มีวารฉีกขาด  และวารเย็บ  วารนิ่งเงียบ  และวารพูด
   8   มีวารรัก  และวารเกลียด  วารสงคราม  และวารสันติ
   9   คนงานได้กำไรอะไรจากการงานของเขา
   10   ข้าพเจ้าเห็นธุรกิจ  ซึ่งพระเจ้าประทานให้มนุษย์ทำ
   11   พระองค์ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน  พระองค์ทรงบรรจุนิรันดรกาลไว้ในจิตใจของมนุษย์  แต่มนุษย์ยังมองไม่เห็นว่า  พระเจ้าทรงกระทำอะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนกาลสุดปลาย
   12   ข้าพเจ้าทราบแล้วว่า  สำหรับเขาไม่มีอะไรที่จะดีไปกว่าเปรมปรีดิ์และร่าเริงตลอดชีวิต
   13   และว่าเป็นของประทานจากพระเจ้าแก่มนุษย์  ที่จะให้มนุษย์ได้กินดื่มและเพลิดเพลินในบรรดาการงานของเขา
   14   ข้าพเจ้าทราบอยู่ว่าสารพัดที่พระเจ้าทรงกระทำก็ดำรงอยู่เป็นนิตย์  จะเพิ่มเติมอะไรเข้าไปอีกก็ไม่ได้หรือจะชักอะไรออกเสียก็ไม่ได้  พระเจ้าทรงกระทำเช่นนั้น  เพื่อให้คนทั้งหลายมีความยำเกรงต่อพระพักตร์พระองค์
   15   อะไรๆซึ่งเป็นอยู่ในปัจจุบันก็เป็นอยู่นานมาแล้ว  อะไรๆที่จะเป็นมาก็เคยเป็นอยู่นานมาแล้ว  และพระเจ้าทรงแสวงอะไรๆที่ล่วงไปนั้น

เพื่อนของผมที่เสียชีวิตไป เราสนิทกันมาก และกิจกรรมที่เราชอบไปด้วยกันคือการไปเตะฟุตบอลและไปดูฟุตบอล เพราะเราทั้งสองเป็นแฟนสโมสรฟุตบอลของอังกฤษทีมเดียวกันคือ Liverpool

บทเพลงประจำสโมสรลิเวอร์พูล คือ เพลง You'll never walk alone. มีท่อนสร้อยว่า...
Walk on, through the wind, Walk on, through the rain, Though your dreams be tossed and blown. Walk on, walk on with hope in your heart, And you'll never walk alone.

หากแปลเป็นไทยจะประมาณว่า ...ก้าวเดินต่อไปฝ่าสายลมแรง  ก้าวเดินต่อไปแม้สายฝนโหมกระหน่ำ  แม้ว่าความฝันของคุณจะถูกทำร้ายจนแทบสิ้นกำลัง
ก้าวเดินต่อไป ก้าวเดินต่อไป ด้วยความหวังเต็มเปี่ยมภายในใจ และคุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย...
บทเพลงนี้ให้ข้อคิดที่สำคัญนั่นคือ การเดินไปสู่เป้าหมาย ไปกับใครและไปที่ไหน หากไปกับเพื่อนเราจะไม่มีวันเดินเดียวดาย  ผู้ที่เชื่อในองค์พระเยซูคริสต์เป็นผู้ที่เปี่ยมด้วยหัวใจแห่งความหวัง และเป็นผู้ที่เดินไม่เดียวดาย เพราะพระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้นำพาไปสู่จุดหมาย
คำถามสำหรับทุกคนในโลกนี้ คือ ชีวิตหลังจากความตาย เราจะต้องเดินทางไกล เราทราบจุดหมายหรือยังว่าจะไปไหน และไปได้อย่างไร 
พระวจนะของพระเจ้าทรงเป็นคำตอบสำหรับชีวิตในทุกเรื่อง  
นังสือปัญญาจารย์(Ecclesiastes) อยู่ในหมวดบทประพันธ์ของชาวฮีบรู (Hebrew poetry) เป็นหนังสือเกี่ยวกับ ปัญญาธรรม(Wisdom Literature) หรือเช่นเดียวกับพระธรรมโยบและสุภาษิต ไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้เขียนปัญญาจารย์ แต่นักศาสนศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อผู้เขียนคือ "กษัตริย์ซาโลมอน" แปลว่า “รักสันติ” หรืออีกชื่อหนึ่งคือ
 "เยดีดิยาห์" แปลว่าที่รักของพระเจ้า (2 ซมอ. 12:25) เพราะมีคำกล่าวถึงตนเองว่า เป็นเชื้อสายของดาวิด กษัตริย์ในกรุงเยรูซาเล็ม(ปญจ.1:1,12

พระธรรมปัญญาจารย์ทำให้เราได้ตรึกตรองถึงคำถามของคนทุกยุคทุกสมัยคือ ทำไมชีวิตจึงไร้ความหมาย (meaningless) มีคำหนึ่งที่ใช้บ่อยที่สุดคือ ชีวิตเป็นอนิจจัง
กษัตริย์ซาโลมอนทรงเขียนพระธรรมเล่มนี้ในวัยชรามากแล้ว
(หนังสือเล่มแรก ที่พระองค์ทรงเขียนในวัยหนุ่มคือ "บทเพลงของซาโลมอน" เล่มที่สองที่ทรงเขียนในวัยกลางคนคือ พระธรรม"สุภาษิต" และเล่มสุดท้ายที่ทรงเขียนในยามชราแล้วคือ "ปัญญาจารย์")

กษัตริย์ซาโลมอนทรงเขียนพระธรรมนี้จากประสบการณ์ที่ขมขื่น
1) ต้นดีปลายร้าย (ไม่ใช่ต้นร้ายปลายดี) : เมื่อกษัตริย์ซาโลมอนทรงครองราชย์ พระองค์ดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าและปกครองประเทศอิสราเอลด้วยสติปัญญา แต่ในเวลาต่อพระองค์ได้ทรงทำบาปและหลงเจิ่นไปจากทางของพระเจ้า ไปกราบไหว้รูปเคารพตามบรรดานางสนม  เมื่อทรงรู้สึกตัวก็กลับใจเสียใหม่ และได้เขียนถึงประสบการณ์พระองค์ ในเรื่องความผิดพลาดและความโง่เขลาของพระองค์ที่หลงทางไป บอกถึงชีวิตที่ปราศจากพระเจ้านั้นว่างเปล่าและหมดหวังจริงๆ แม้ว่ากษัตริย์ซาโลมอนจะมีความมั่งคั่งและมีสติปัญญามากกว่าใครในยุคนั้น แต่พระองค์ยังหลงทางไป เรียกได้ว่า "มีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด"

2) ชีวิตล้วนอนิจจัง : กษัตริย์ซาโลมอนทรงกล่าวถึงว่าแม้ผู้คนต่างๆต้องการแสวงหาสติปัญญา ความสำเร็จหรือความยุติธรรมสักเท่าไหร่ก็ตาม ผลที่ได้มาเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ไม่มีอะไรที่แน่นอนและยั่งยืน มันเหมือนกับวิ่งไล่จับลม ชีวิตและโลกนี้เป็น อนิจจัง(1:2,12:8)พระคัมภีร์บางฉบับใช้ว่า กินลมกินแล้ง

3)ชีวิตที่มีตนเองเป็นศูนย์กลาง : กษัตริย์ซาโลมอนทรงมองในแง่ลบ ยึดเอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลางของทุกสิ่ง แม้ว่าพระองค์จะเชื่อในพระเจ้าแล้ว แต่ในขณะที่หลงเจิ่นไปก็คิดว่า มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจถึงน้ำพระทัยของพระเจ้าได้ นับว่าเป็นเศร้าและน่าสังเวชจริงๆ

4) ชีวิตที่ปราศจากพระเจ้า : กษัตริย์ซาโลมอนได้ตรัสถึงความจริงว่า ชีวิตใดที่ปราศจากพระเจ้า(พระผู้สร้าง) ชีวิตนั้นย่อมว่างเปล่า ไม่มีความหมาย และไม่มีสิ่งใดในโลกนี้จะมาซึ่งความอิ่มใจและสันติสุขได้

5) ภายใต้ดวงอาทิตย์ : กษัตริย์ซาโลมอนได้ใช้คำนี้บ่อยครั้ง(ประมาณ 27 ครั้ง) เป็นการพูดถึงเหตุและผลแบบชาวโลก ที่มองดูชีวิตในแง่มุมของธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว เห็นว่าสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ไม่แตกต่างกัน มีจุดจบเหมือนกันคือความตาย เพราะเคราะห์กรรมของบรรดามนุษยชาติกับเคราะห์ของสัตว์เดรัจฉานนั้นเหมือนกัน” (ปญจ.3:19)
ชีวิตที่ปราศจากพระเจ้า ย่อมไม่มีสิ่งที่น่าพึงพอใจ
พระธรรมปัญญาจารย์  กษัติย์ซาโลมอน ทรงกล่าวถึงสิ่งต่างๆว่า ไม่มีอะไรใหม่ วนเวียนเป็นวัฏจักร (ปญจ.1:3-11)  ทรงเห็นว่าสิ่งที่ใต้ฟ้านี้ล้วนว่างเปล่าและไร้ความหมาย (อนิจจัง)  ความรู้ ความสะดวกสบาย ความสนุกสนาน ความร่ำรวยและการได้ ครอบครองสิ่งของต่างๆ แต่ไม่มีสิ่งใดน่าพึงพอใจ และเป็นอนิจจัง   
บทสรุปของพระธรรมปัญญาจารย์คือ   จงยำเกรงพระเจ้าและรักษาพระบัญญัติของพระองค์ (ปญจ.12:13) ตระหนักว่า ในที่สุดทุกคนจะต้องเข้าสู่การพิพากษาต่อเบื้องพระพักตร์พระเจ้า

ชีวิตภายใต้ดวงอาทิตย์ สิ่งต่างๆจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามวาระ ตามฤดูกาล เวลาไม่ได้เห็นแก่หน้าใคร ทุกคนล้วนได้เวลาแต่ละวันที่เท่ากันหมด เราไม่สามารถควบคุมเวลาได้ ดูเหมือนเวลาจะเป็นผู้ควบคุมเรามากกว่า ชีวิตมีการผันแปรอยู่ตลอดเวลา (ปญจ.3:1-10) วาระและเวลาเป็นพระพรที่พระเจ้าทรงประทาน  แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงและมีความหลากหลายในเรื่องราวต่างๆ แต่ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงอนุญาตให้เกิดขึ้น ล้วนเป็นประโยชน์สำหรับคนที่รักพระองค์ (โรม 8:28) เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุมสิ่งเหล่านี้

ขอบคุณพระเจ้าที่ทรงเตรียมวาระและเวลาในอนาคตให้กับมนุษย์

นิรันดร์กาลเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงตระเตรียมไว้สำหรับมนุษย์ เป็นแผนการตั้งแต่เริ่มต้นการทรงสร้าง เป็นน้ำพระทัยสูงสุดของพระเจ้า (ปญจ.3:11-12)
ทุกคนต้องรับการพิพากษาจากพระเจ้าตามผลการกระทำของตนขณะที่อยู่ภายใต้ดวงอาทิตย์
ภายใต้ดวงอาทิตย์มีความตาย แต่เหนือดวงอาทิตย์มีชีวิตนิรันดร์

ข้อคิดสำหรับเราในวันนี้ คือ
พระเจ้าทรงสอนให้เรารู้จักเรื่องกาลเทศะ มีบางสิ่งที่เราควรทำและไม่ควรทำ ให้ใช้สติปัญญาที่มาจากพระเจ้าในการเข้าใจวาระต่างๆที่เกิดขึ้น ให้เรารับมือหรือปรับตัวหรือแก้ไขตามสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น  วาระต่างๆที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินโลก ไม่มีวาระใดที่จีรังยั่งยืน ล้วนอนิจจัง ไม่เที่ยงทั้งสิ้น เราอย่าไปมัวแต่ยึดติดอยู่กับเงินทอง วัตถุ ชื่อเสียง ความสะดวกสบาย และสิ่งรอบกายต่างๆในโลกนี้ ใช้ชีวิตอย่างมีความหมาย หากเราจะต้องตายจากไปก็ไปสู่จุดหมายปลายทางคือแผ่นดินสวรรค์ที่พระองค์ทรงเตรียมทางไว้ให้เรา

1. อยู่อย่างมีความหมาย
พระคัมภีร์พูดไว้ชัดเจนว่าจะมีจุดๆหนึ่งที่ชีวิตทั้งสิ้นในโลกนี้ต้องจบลง
มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง และมีวาระสำหรับเรื่องราวทุกอย่างภายใต้ฟ้าสวรรค์ มีวาระเกิด และวาระตาย…” (ปญจ.3:1-2)

ในพระธรรมฮีบรู 9:27 กล่าวว่า มีข้อกำหนดสำหรับมนุษย์ไว้แล้วว่าจะตายครั้งเดียว และหลังจากนั้นก็จะมีการพิพากษา…”
ชีวิตของเรามีชีวิตเดียว ทุกคนต้องใช้เวลาอย่างคุ้มค่า ไม่ว่าเราจะเป็นใคร มีสถานภาพใด สถานะสังคมเป็นอย่างไร อยากดีมีจน ร่ำรวย ทุกคนมีเวลาในแต่ละวันเท่ากันคือ  24 ชั่วโมง หรือเท่ากับ 1,440 นาที หรือเท่ากับ 86,400 วินาที

มีสถิติการวิจัยพบว่า ทุกๆวินาทีจะมีคนตาย 3 คน ทุกๆนาทีจะมีคนตาย180 คน ทุกๆชั่วโมงจะมีคนตาย 11,000 คน

และนี่คือสิ่งที่ผู้เขียนสดุดีเตือนให้เรานับวันเวลาของเรา และให้ตระหนักว่ามันเหลือไม่มากเลย ต้องใช้ชีวิตทุกวินาทีอย่างคุ้มค่า การมีชีวิตอยู่ในวันนี้ เวลาจึงเป็นของขวัญที่เราได้รับประทานจากพระเจ้าต้องใช้อย่างคุณค่า

สดด. 90:12  ขอพระองค์ทรงสอนให้นับวันของข้าพระองค์  เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะมีจิตใจที่มีปัญญา

สดด. 144:4 มนุษย์เหมือนลมหายใจ  วันเวลาของเขาเหมือนเงาที่ผ่านไป
พระเจ้าทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่งทุกอย่างบนแผ่นดินโลกนี้ รวมถึงการเป็นเจ้าของเราชีวิตเราด้วย เรายอมมอบถวายชีวิตเวลาครอบครัว การงาน ทรัพย์สินเงินทอง ฯลฯ ให้พระเจ้าควบคุมหรือไม่

เวลาที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่มนุษย์เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและเป็นพระพร จงรู้จักใช้วันเวลาที่มีอยู่อย่างมีคุณค่าและความหมาย เพราะวันเวลาผ่านไปเหมือนกระแสน้ำที่ไม่ไหลคืนมาอีก เราใช้เวลาของเราให้เกิดคุณค่าอย่างไร
พระเจ้าทรงเป็นผู้ควบคุมเวลา 
มี 3 สิ่งที่เราไม่มาสามารถซื้อหรือเรียกกลับมาได้ คือ 1.คำพูด 2.เวลา และ 3.โอกาส

พระเจ้าทรงให้อิสรเสรีภาพแก่มนุษย์ใช้สิ่งเหล่านี้ ให้คุ้มค่า

หากเราจะพูดให้คิดก่อนพูด แต่อย่าพูดโดยไม่คิด

หากเราจะใช้เวลาต้องใช้ให้คุ้มค่าทุกวินาที เราซื้อนาฬิกาได้แต่ซื้อหรือไถ่เวลากลับมาไม่ได้

หากเราจะใช้โอกาส อย่าลืมว่าเราต้องฉวยโอกาสเสมอเมื่อมีโอกาสในการทำสิ่งที่ดี เพราะเมื่อโอกาสผ่านไป เราเรียกกลับมาไม่ได้ เราจะกลายเป็นคนที่เคยมีโอกาส คนเคยมีคนรักเมื่อคนที่เรารักจากไป ไม่มีโอกาสแสดงความรักแก่เขาหรือเธอ ดังนั้น หากเรามีคนที่รักที่มีชีวิตอยู่ เราควรจะใช้โอกาสแสดงความรัก พูดคำว่ารักกับคนที่เรารัก ใช้เวลากับคนที่เรารัก จนโอกาสสุดท้ายที่เราไม่สมารถจะใช้ได้ เพราะเมื่อตายไปแล้วก็จะหมดโอกาส

อฟ.5:16 จงฉวยโอกาส เพราะว่าทุกวันนี้เป็นกาลที่ชั่ว
พระเจ้าทรงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆตามวาระ ก็เพื่อให้มีชีวิตไม่จืดชืด มีรสชาติ เรารู้สึกว่าชีวิตมีสีสัน มีความสุข และชื่นชมยินดีได้มากน้อยแค่ไหน

พระธรรมปัญญาจารย์ทำให้เราเข้าใจว่า "ชีวิตจะงดงาม ต้องเข้าใจและเข้าถึงธรรมชาติของชีวิต"  (ปญจ.3:1-8)  มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง ชีวิตของเราจะงดงาม สรรพสิ่งจะงดงาม ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจและเข้าถึงธรรมชาติของชีวิต
การบริหารงานนั้น ต้องใช้ หัวสมอง แต่การบริหารชีวิต ต้องใช้ หัวใจ
ถ้าเราใช้หัวใจในการบริหารชีวิต ใช้หัวใจในการมองสิ่งต่างๆ เราจะเห็นความงดงามของสิ่งนั้นๆ มากขึ้น


อับราฮัม ลินคอร์น (Abraham Lincoln) กล่าวว่า "ให้เราใช้"หัวคิด"ในการวินิจฉัย  แต่ให้เราใช้ "หัวใจ"ในการช่วยเหลือ"
(He has a right to criticize, who has a heart to help.)
คุณตัน ภาสกรนที ผู้ก่อตั้งบริษัท อิชิตัน จำกัด ให้ข้อคิดเกี่ยวกับกาลเวลาของคน ไว้น่าสนใจว่า

ชีวิตคนเหมือนเข็มนาฬิกา บางคนเป็นเข็มยาว บางคนเป็นเข็มสั้น บางคนเป็นเข็มวินาที
การใช้เวลาแบบเข็มวินาที คือ คนที่ใช้แรงงาน ต้องทำงานกันทุกวินาที
การใช้เวลาแบบเข็มยาว (เข็มนาที) คือ ผู้ที่เป็นหัวหน้างาน
การใช้เวลาแบบเข็มสั้น (เข็มชั่วโมง) คือ ผู้บริหารสูงสุดหรือเจ้าของกิจการ ใช้หัวสมองคิดให้บริษัทก้าวหน้า


ทุกคนมีรูปแบบการใช้เวลาที่ต่างกัน ต่างก็ทำหน้าที่ของมันและหากใครทำผิดหน้าที่จะทำให้เสียงานไปหมด อย่าให้นาฬิกาชีวิตต้องตาย ใช้การไม่ได้
 
ทุกคนต้องรู้หน้าที่ของตนและตั้งใจทำหน้าที่ของตนไปเพราะทุกเข็มหมุนบนหมุดปักอันเดียวกัน

ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจว่าทุกชีวิต มีฤดูกาลและเวลาของตัวเอง เราจะเห็นความงดงามในทุกชีวิตมากขึ้น  ในขณะเดียวกันชีวิตของเราก็จะงดงามมากขึ้นเช่นกัน

พระธรรมปัญญาจารย์สอนให้เราเข้าใจว่า "
ทุกชีวิต มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิง"(ปญจ.3:4-9)
เราจะมองเห็นความงดงามของสรรพสิ่ง ถ้าเรายอมรับว่าทุกชีวิตมีความแตกต่าง ดั่งดอกไม้ที่หลากหลายพันธุ์แต่นำมาตกแต่งในแจกันใบเดียวกัน เป็นความเอกภาพท่ามกลางความหลากหลาย(Unity in diversity)
ความแตกต่างคือความเสริมสร้าง แตกต่างไม่แตกแยก  
 
พระธรรมปัญญาจารย์สอนให้เรา เข้าใจว่า เราก็จะมีความสุขและมองเห็นความงดงามของสรรพสิ่ง


ปญจ.3:9-10 คนงานได้กำไรอะไรจากการงานของเขา ข้าพเจ้าเห็นธุรกิจ ซึ่งพระเจ้าประทานให้มนุษย์ทำ พระวจนะในข้อนี้ เตือนให้เรารู้จักคิดในการดำเนินชีวิต งานทุกงานมีกำไรทุกสิ่ง  มนุษย์ต้องการความสุข ต้องการสันติสุข ต้องการคนที่เข้าใจงานและทำงานด้วยใจที่รักในงาน
ชีวิตจะงดงาม ถ้ารู้จักอยู่พอเพียง ใช้ชีวิตอย่างเพียงพอ เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า

1ทธ.6:7-8 เพราะว่าเราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกฉันใด เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้ฉันนั้น แต่ถ้าเรามีอาหารและเสื้อผ้า ก็ให้เราพอใจด้วยของเหล่านั้นเถิด


นี่คือสัจธรรมของทุกชีวิต เราเอาอะไรเข้ามาในโลกไม่ได้ เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้
ชีวิตของเราในโลกนี้ จะมีความสุขและมีความงดงาม ถ้าเรารู้จักพอ

มีอะไร เท่าใดก็ให้พอใจในสิ่งนั้น อย่าเอาสิ่งที่ตัวเองมีไปเทียบกับคนอื่น

มหาตมะ คานธี ผู้นำต้นแบบการต่อสู้แบบอหิงสา อารยะขัดขืน(Civil Disobedience) ในประเทศอินเดีย กล่าวว่า ทรัพยากรที่มีอยู่ทั้งโลกเพียงพอสำหรับที่จะหล่อเลี้ยงคนทั้งโลก แต่ไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงความโลภของคนเพียงคนเดียว

ดังนั้น เราจะรู้จักพอได้ สติต้องดีพอ ปัญญาต้องดีพอด้วย

ทต.2:12 สอนให้เราละทิ้งความอธรรมและโลกียตัณหา และดำเนินชีวิตในยุคนี้อย่างมีสติสัมปชัญญะ สัตย์ซื่อสุจริตและตามคลองธรรม

1ปต.4:7 อวสานของสิ่งทั้งปวงก็ใกล้จะมาถึงแล้ว เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงมีสติสัมปชัญญะ และจงรู้จักสงบใจเพื่อแก่การอธิษฐาน


ไม่มีความงดงามใดเท่ากับความงดงามของพระเจ้า
ไม่มีความงดงามใด เท่ากับ ความงดงามของพระเจ้า
ความงดงามของพระเจ้าที่เป็นรูปธรรม คือ ความงดงามด้านจิตวิญญาณ คุณธรรม ความชอบธรรมของมนุษย์
ที่สุดของความงดงามอยู่ที่ จิตวิญญาณไม่ใช่ วัตถุ

คนที่มีเงินมากมาย แต่ไม่มีอิทธิพลชีวิตกับผู้ใด ชีวิตไม่มีประโยชน์กับใคร ไม่ได้ถือว่าเป็นชีวิตที่งดงามอิทธิพลหรือบารมีของคน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัตถุ แต่ขึ้นกับคุณงามความดีที่เขาทำ
ความรัก ความศรัทธา ความเคารพนับถือบังคับกันไม่ได้ แต่มันจะเกิดขึ้น ถ้าชีวิตเรามีบารมีพอ (ชีวิตเราดีพอ) พระเจ้ากำลังสร้างคนของพระเจ้า ให้มีอิทธิพลชีวิตกับผู้อื่น 

ทุกคน ทุกชีวิตล้วนมีความงดงามในแบบของตนเอง
แต่คนที่อยู่ในทางของพระเจ้าจะได้เปรียบกว่า เพราะพระเจ้าจะเข้ามาช่วยสร้างความงดงามในชีวิตของเรามากขึ้น


สัจจะธรรมความจริงของพระเจ้า การเข้าถึงพระคัมภีร์อย่างแจ่มชัด ทำให้เรามองชีวิตสวยงามมากขึ้น
พระคัมภีร์ คือ มาตรฐานในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ทุกคนไม่เพียงแต่คริสเตียนเท่านั้น การเข้าถึงพระคัมภีร์อย่างแจ่มชัด จะทำให้เรามองชีวิตสวยงามมากขึ้น เห็นความสวยงามของชีวิตมากขึ้น
พระคัมภีร์ให้ภาพความแตกต่างของแต่ละคนที่พระเจ้าทรงเรียก แต่พระองค์ถือว่าทุกคนมีคุณค่า และทุกชีวิตงดงามจำเพาะพระพักตร์ของพระองค์

ถ้าเราเข้าใจคิด ชีวิตของเราจะงดงาม  นี่คือการ อยู่อย่างมีความหมาย
สิ่งที่สองที่เป็นข้อคิดนั่นคือ 

2. ตายจากไปสู่จุดหมาย
 ปญจ.3:11 พระองค์ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน พระองค์ทรงบรรจุนิรันดรกาลไว้ในจิตใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ยังมองไม่เห็นว่า พระเจ้าทรงกระทำอะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนกาลสุดปลาย
พระธรรมปัญญาจารย์ได้อธิบายว่านิรันดรกาลเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะพระเจ้าทรงบรรจุนิรันดรกาลไว้ในจิตใจของมนุษย์ แต่ มนุษย์ยังมองไม่เห็นว่า พระเจ้าทรงกระทำอะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนกาลสุดปลาย
 

ชีวิตในโลกภายใต้ดวงอาทิตย์ การเดินทางจะสิ้นสุดที่ความตาย แต่ชีวิตใหม่ในพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์

เราอยู่ในโลกนี้เพียงไม่กี่ปีก็ต้องตาย เราวางแผนการเดินทางไกลในชีวิตหลังความตายหรือยัง ซึ่งเป็นเวลานานแสนนานและนิรันดร์ และเรารู้หรือยังว่าเราจะไปที่ใด จะไปสวรรค์หรือนรก 
 สำหรับผู้ที่เชื่อในพระคริสต์ ทราบและมั่นใจว่าเมื่อตายไปแล้วเราจะไปอยู่บนสวรรค์เพราะพระเยซูคริสต์ได้มาตายบน "ไม้กางเขน" หรือเรียกอีกอย่างว่า "ไม้กางแขน" พระองค์ทรงกางแขนต้อนรับเราทุกคนที่เชื่อให้ไปสวรรค์ในเมืองบรมสุขเกษม เป็นการย้ายที่อยู่จากโลกนี้ที่เป็น "เมืองบรมทุกข์กังวล" ไปอยู่ที่ใหม่คือ "เมืองบรมสุขเกษม"

ลก. 23:42-43
42 แล้วคนนั้นจึงทูลว่า "พระเยซูเจ้าข้า ขอพระองค์ทรงระลึกถึงข้าพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จเข้าในแผ่นดินของพระองค์"
43 ฝ่ายพระเยซูทรงตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม"


รม 5:8 แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา

ยน. 3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

การสำหรับคริสเตียนไม่ใช่การล้มหายตายจากไป แต่เป็นการ
เปลี่ยนสภาพย้ายที่อยู่จากโลกไปอยู่บ้านใหม่ในสวรรค์

การตายสำหรับคริสเตียนไม่ใช่การล่วงลับทำให้ใจหาย เพียงแต่เขาไม่หายใจ
เป็นการล่วงหลับรอวันที่จะตื่น   ฟื้นไปอยู่ในบ้านใหม่ คือสวรรค์ที่นั้นมีแต่สุขไม่มีทุกข์

เป็นบ้านหลังสุดท้าย ซึ่งสำคัญมากกว่าบ้านหลังแรก

ผมเชื่อว่าเพื่อนของผมที่จากไป เขาได้ไป Check in รออยู่ที่ Lobby ในเมืองบรมสุขเกษม(paradise) ไปรอก่อนล่วงหน้า เพื่อรอพวกเราทั้งหลายที่เชื่อได้เข้าไปพักสงบในแผ่นดินสวรรค์(heaven) ร่วมกัน

บนสวรรค์เป็นงานเลี้ยงสมรสของพระเมษโปดกกับเจ้าสาวคือคริสตจักร มีความชื่นชมยินดี  ที่สวรรค์ไม่มีน้ำตา (และที่สวรรค์ก็ไม่มีแก๊สน้ำตาด้วย)
ตามที่อัครทูตยอห์นที่เขียนบรรยายภาพสวรรค์ไว้ในพระธรรมวิวรณ์
วว. 21:1-5 
   1   ข้าพเจ้าได้เห็นท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินโลกใหม่  เพราะท้องฟ้าเดิมและแผ่นดินโลกเดิมนั้นหายไปหมดสิ้นแล้ว  และทะเลก็ไม่มีอีกแล้ว
   2   ข้าพเจ้าได้เห็นวิสุทธนคร  คือนครเยรูซาเล็มใหม่  เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์และจากพระเจ้า  นครนี้ได้จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว  เหมือนอย่างเจ้าสาวแต่งตัวไว้สำหรับสามี
   3   ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า  "ดูเถิดพลับพลาของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว  พระองค์จะทรงสถิตกับเขา  เขาจะเป็นชนชาติของพระองค์  และพระเจ้าเองจะประทับอยู่กับเขา  {สำเนาต้นฉบับบางฉบับเพิ่มคำว่า  และจะทรงเป็นพระเจ้า}
   4   พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของเขาความตายจะไม่มีอีกต่อไป  การคร่ำครวญ  การร้องไห้  และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป  เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว"
   5   พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งตรัสว่า  "ดูเถิด  เราสร้างสิ่งสารพัดขึ้นใหม่"  และพระองค์ตรัสอีกว่า  "จงเขียนไว้เถิด  เพราะว่าถ้อยคำเหล่านี้เป็นคำสัตย์ซื่อและสัตย์จริง"

ในพระธรรม มาระโก 10:29-30 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดได้สละบ้าน หรือพี่น้องชายหญิง หรือบิดามารดา หรือลูก หรือไร่นา เพราะเห็นแก่เราและข่าวประเสริฐของเรา ในยุคนี้ ผู้นั้นจะได้รับตอบแทนร้อยเท่าคือ บ้าน พี่น้องชายหญิง มารดา ลูกและไร่นา ทั้งจะถูกการข่มเหงด้วยและในยุคหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร์

เราต้องเข้าใจว่า ชีวิตนั้น มีทั้ง ชีวิตในโลกนี้และ ชีวิตในโลกหน้า
ชีวิตในโลกนี้ เป็นชีวิตอนิจจัง ชั่วคราว แต่ชีวิตในโลกหน้า เป็นชีวิตที่แท้จริง ถาวรนิรันดร์

สตีฟ จ๊อบส์(Steve Jobs) กล่าวคำปราศรัยที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด เขาพูดว่า  "ไม่มีใครอยากตาย แม้แต่คนที่ต้องการไปสวรรค์ก็ยังไม่อยากตายเพื่อจะได้ไปที่นั่น แต่ความตายก็คือปลายทางที่เราทุกคนต้องเผชิญ ไม่มีใครหลุดพ้นไปได้

ในวันนี้เราทุกคนต้องเข้าใจในวาระของชีวิต วันหนึ่งวาระของผมก็ต้องมาถึง คือเราต้องตายจากโลกนี้ไป
คนในโลกนี้พยายามสร้างหลักประกัน ทำให้เกิดความมั่นใจในชีวิตเมื่อตายไปแล้ว ลูกหลานที่อยู่ข้างหลังจะไม่ลำบาก การทำประกันชีวิตก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ทำให้เกิดความั่นใจ

วันนี้ผมขอเชิญชวนให้ทุกท่าน ทำประกันชีวิตนิรันดร์กับบริษัทเมืองสวรรค์ประกันชีวิตนิรันดร์ไม่จำกัด

เงื่อนไขคือเชื่อวางใจ กรมธรรณ์คุ้มครองทันทีเมื่อเชื่อและตลอดชีวิตไม่ต้องจ่ายเบี้ย(เพราะพรเยซูคริสต์จ่ายให้แล้ว) เพียงแต่จ่ายราคาติดตามพระองค์ตลอดชีวิต  ทำแทนกันไม่ได้แม้จะเป็นแฟนกัน ต่างคนต่างทำ

ขอให้เราเข้าใจวาระของชีวิต เพื่อจะอยู่อย่างมีความหมาย ตายจากไปสู่จุดหมาย 

ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ

1 ความคิดเห็น: