07 เมษายน 2554

ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทศกาลปัสกาและอีสเตอร์

(สรุปความจากบทความเรื่อง Why passover? ทำไมต้องมีเทศกาลปัสกา เขียนโดย Dr.Chuck D. Pierce และ Dr.Robert Heidler :Glory of Zion International Ministries แปลภาษาไทยโดย อ.วรรณา ไพบูลย์เกษมสุทธิ)

มีหลายคนที่ได้ถามคำถามนี้ ทำไมต้องมีเทศกาลปัสกาด้วย ในหนังสือ อพยพ 12:13-14

13แต่เลือดที่บ้านที่เจ้าทั้งหลายอยู่นั้น จะเป็นหมายสำคัญสำหรับเจ้า เมื่อเราเห็นเลือดนั้น เราจะผ่านเว้นเจ้าทั้งหลายไป จะไม่มีภัยพิบัติบังเกิดแก่เจ้า ขณะที่เราประหารชาว อียิปต์

14“วันนี้จะเป็นวันที่ระลึกสำหรับเจ้า ให้เจ้าทั้งหลายถือไว้เป็นเทศกาลแด่พระเจ้า ชั่วชาติพันธุ์ของเจ้า เจ้าจงฉลองเทศกาลนี้และถือเป็นกฎถาวร

เมื่อการเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกาใกล้เข้ามา เราต้องระลึกไว้ว่าเทศกาลนี้เป็นการเฉลิมฉลองที่ออกแบบโดยพระเจ้า พระเจ้าทรงประทาน เทศกาลนี้ และ งานฉลองนี้ไว้เพื่อเพิ่มพูนความเชื่อของเรา เพื่อเตรียมเราให้เข้าสู่พระพรอันบริบูรณ์ของพระองค์ ในพระคัมภีร์เดิมพระเจ้าสั่งให้คนยิวถือเทศกาลปัสกาเพื่อสอนให้เข้าใจเรื่องความสำคัญของการไถ่ด้วยโลหิต แต่สำหรับคริสเตียนในพระคัมภีร์ใหม่ ก็ให้จดจำและเข้าใจงานแห่งการไถ่ของพระเจ้า พระคัมภีร์บอกเราว่า ให้เจ้าทั้งหลายถือไว้เป็นเทศกาลแด่พระเจ้า ชั่วชาติพันธุ์ของเจ้า เจ้าจงฉลองเทศกาลนี้ ….ตลอดไป

คริสเตียนมากมายไม่ตระหนักว่าเทศกาลปัสกาในพระคัมภีร์เดิมก็มีคุณค่าเท่ากับเทศกาลต่างๆในพระคัมภีร์ใหม่เช่นกัน ตลอดทั้งพระคัมภีร์ใหม่ ที่พระเยซูและอัครทูตได้เฉลิมฉลองเทศกาลปัสกา อาหารมื้อสุดท้ายฉบับดั้งเดิมก็คืออาหารมื้อปัสกานั่นเอง อัครทูตได้สอนคริสตจักรต่างชาติให้เฉลิมฉลองเทศกาลปัสกา ใน 1 โครินธ์ อาจาย์เปาโลได้เขียนถึงคริสตจักรที่ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ พระคริสต์ผู้ทรงเป็นแกะปัสกาของพระเจ้า ได้ถูกปลงพระชนม์ ดั้งนั้นให้เราเฉลิมฉลองเทศกาลนี้ หลายร้อยปีมาแล้ว ที่การเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกาเป็นการเฉลิมฉลองที่สำคัญในรอบปีของคริสจักรยุคแรกๆ

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้เทศกาลปัสกามีความสำคัญมาก

อ.เดริก ปรินซ์ (Derek Prince) เคยกล่าวไว้ว่า การประกาศของความเชื่อที่ทรงพลานุภาพเพื่อการปลดปล่อยคือ ฉันได้รับการไถ่ด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดก ได้รับการปลดปล่อยจากมือของศัตรู

ท่านได้กล่าวว่า ถ้าคุณสามารถประกาศด้วยความเชื่อและประกาศต่อไปเรื่อยๆ บางสิ่งบางอย่างจะเกิดขึ้น คุณจะได้รับการปลดปล่อยจากอำนาจของศัตรู นั่นคือสาระของเทศกาลปัสกา การเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกาคือการประกาศความเชื่อว่าเราได้รับการไถ่ด้วยพระ โลหิตของพระเมษโปดก เมื่อเราเฉลิมฉลองปัสกาก็มีผลต่อชีวิตภายในเรา เมื่อเรามาร่วมกันระลึกถึงงานไถ่ที่ยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เราประกาศอำนาจของการไถ่ในชีวิตของเราวันนี้ก็จะส่งผลบางสิ่งบางอย่างต่อเรา ด้วยเช่นกัน

เทศกาลปัสกานั้นสำคัญสำหรับพระเจ้า แต่ซาตานเกลียดเทศกาลนี้ ศัตรูได้ทำงานอย่างขมีขมันที่จะขโมยเทศกาลปัสกาไป ข่าวดีก็คือว่าพระเจ้ากำลังรื้อฟื้นเทศกาลปัสกา และนี่คือสงคราม สงครามเพื่อปัสกาคือสงครามเพื่อเลือด ซาตานต้องการหยิบยื่นศาสนาที่ปราศจากโลหิตแก่เรา เพราะศาสนาที่ไม่มีโลหิตนั้นไม่มีฤทธ์อำนาจ ฤทธ์อำนาจอยู่ในพระโลหิต

การสงครามเพื่อเทศกาลปัสกาเกิดขึ้นบ่อยๆ เราจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์คริสตจักร ในศตวรรษที่4 เมื่อจักรพรรดิ์คอนสแตนตินได้พยายามผสมผสานศาสนาคริสเตียนกับศาสนาต่างชาติ หลายคนอาจจะชอบความคิดนี้ พระองค์ทรงทำให้ศาสนาคริสเตียนนั้นถูกต้องตามกฎหมาย คุณสามารถไปคริสตจักรได้โดยไม่ต้องกลัวถูกโยนให้สิงโตกิน และจักรพรรดิ์คอนสแตนตินก็ไม่ถือสาถ้าคริสเตียนจะเฉลิมฉลองการฟื้นคืนพระชนม์ ของพระเยซู

แต่พระองค์ทรงติดใจกับเรื่องเทศกาลปัสกา พระองค์ประสงค์ให้คริสเตียนไม่เฉลิมฉลองการฟื้นคืนพระชนม์ในช่วงเวลาของเทศ กาลปัสกา ที่สภาไนเซีย (คศ 325 ) พระองค์ประกาศว่า การอนุรักษ์การเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกาต้องได้รับการแก้ไข
และที่สภาไนเซีย นี้เอง พระองค์ ได้ทำให้เทศกาลปัสกาเป็นสิ่งผิดกฎหมาย และนำให้คนเฉลิมฉลองการตายและการฟื้นพระชนม์ ใน วันอาทิตย์หลังจากวันพระจันทร์เต็มดวงหลังจากวันที่กลางวันและกลางคืนยาว เท่ากันในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเป็นเวลาที่เชื่อมโยงกับการเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิของพระต่างด้าว เจ้าแม่ อิสตาร์ หรือ เป็นที่รู้จักว่า อีสเตอร์ เจ้าแม่แห่งการเจริญพันธุ์ (นี่คือสาเหตุที่คริสตจักรทุกวันนี้เฉลิมฉลองเทศกาลอีสเตอร์แทนเทศกาลปัสกา )

พระประสงค์ของกษัตริย์คอนแสตนตินคือเอาพระเยซูออกไปจากบริบทของเทศกาลปัสกา

สงครามยังคงดำเนินต่อไป หลายคริสตจักรต่อต้านคำปฤฎีกาของกษัตริย์คอนแสตนติน ถึงแม้ว่าเวลาจะผ่านไปหลายทศวรรษแล้วก็ตาม สงครามเรื่องเทสกาลปัสกาก็คงดำเนินต่อไปหลังจากสมัยของจักรพรรดิ์คอนสแตนติน

เช่น ในศตวรรษที่ 6 จักรพรรดิจัสติเนียนส่งทหารโรมันออกไปทั่งอาณาจักรเพื่อห้ามการเฉลิมฉลองเทศ กาลปัสกา เพื่อจะลบคำสอนที่ ผิดเกี่ยวกับปัสกาส่งผลให้ ผู้ชาย ผู้หญิง และ เด็กๆ นับพันๆคนถูกฆ่าอย่างโหดร้าย เมืองทั้งเมืองถูกสังหารหมู่ เพราะปฎิเสธิที่จะหยุดฉลองเทศกาลปัสกา (สงครามเพื่อปัสกานำมาซึ่งการสูญเสียมากมาย) ความกดดันจากรัฐบาล คริสตจักรโรมันในการลบล้างเทศกาลปัสกาให้หมดไป ให้สังเกตว่ามีหลักข้อเชื่อบางข้อที่ต่อต้านปัสกาในสภาของคริสตจักรต่างๆ


การกล่าว คำแช่งสาป

สภาแอนติโอก(คศ 345) ถ้าบิชช๊อบ ผู้ปกครอง หรือมัคคนายกคนใด กล้าเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกา หลังการประกาศนี้ให้สภาตัดสินให้เป็นบุคคลที่ถูกแช่งสาบจากคริสตจักร สภานี้ไม่เพียงแต่ขับไล่เขาออกจากงานรับใช้ แต่จะขับไล่ทุกคนที่กล้าติดต่อสื่อสารกับเขาด้วย (คำว่า anathema หมายถึงแช่งสาป คริสตจักรจะแช่งสาปคริสเตียนที่เฉลิมฉลองเทศกาลปัสกา)

สภา เลาดีเซีย(คศ.365) “ ไม่อนุญาตให้รับการเฉลิมฉลองเทศกาลของชาวยิว
สภา แอกดี ประเทศฝรั่งเศล(
คศ.506) “ คริสเตียนไม่ควรมีส่วนในเทศกาลของชาวยิว

สภา เทเลโด (ศตวรรษที่7) การเฉลิมฉลองเทสกาลอีสเตอร์ต้องใช้ช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในคำประกาศของไนเซีย

สงครามของเทศกาลปัสกาปรากฏชัดเจนในประวัติศาสตร์คริสตจักร สงครามต่อต้านเทศกาลปัสกาไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เราพบเห็นสิ่งเดียวกันนี้ในพระคัมภีร์ ซาตานพยายามขโมยเอาเทศกาลปัสกาไป เพราะมันรู้ว่าการเฉลิมฉลองพระโลหิตจะปลดปล่อยฤทธ์อำนาจ ให้มองดูว่าเกิดอะไรขึ้นในยุคสมัยของกษัตริย์เฮเซคียาห์

กษัตริย์เฮเซคียาห์ ทำในสิ่งที่ถูกต้องในสายตาของพระเจ้า เขาซ่อมแซมและชำระพระวิหาร ทำลายปูชณียสถานสูง รื้อฟื้นการถวายเครื่องบูชา และการนมัสการพระเจ้าแบบดาวิด แล้วเฮเซคียาห์ส่งราชสารออกไปทั่วอิสราเอลและยูเดีย เชิญเขามาฉลองเทศกาลปัสกา

พระราชสารของพระองค์ไปทั่วอิสราเอลและยูเดียประชาชนอิสราเอลกลับมาหาพระเจ้าพระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่เหนือประชากรของพระองค์ ให้เขามีใจเดียวกันที่จะทำตามพระบัญชาของกษัตริย์ ประชาชนกลุ่มใหญ่มาร่วมประชุมกันที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อการเฉลิมฉลอง เขาได้ฆ่าลูกแกะปัสกา ฉลองเทศกาลอยู่ 7 วัน ด้วยความชื่นชมยินดียิ่งนัก ขณะที่คนเลวีร้องเพลง เล่นเครื่องดนตรี สรรเสริญ พระเจ้าทุกวัน แล้วที่ประชุมก็เห็นพ้องต้องกันที่จะเฉลิมฉลองเทศกาลอีก 7 วัน

ดังนั้นจึงมีการฉลองด้วยความรื่นเริงยินดีอีก 7 วัน มีความยินดีเป็นอันมากในกรุงเยรูซาเล็ม เพราะว่าตั้งแต่สมัยกษัตริย์โซโลมอนมาก็ไม่มีการเฉลิมฉลองแบบนี้ในกรุงเยรู ซาเลยเลย ปุโรหิตและคนเลวียืนอวยพรประชาชน และพระเจ้าทรงฟังเพราะว่าคำอธิษฐานของเขาถึงฟ้าสวรรค์ที่ประทับอันบริสุทธิ์ ของพระองค์ ( อ่านดูใน 2 พศด 29-30 และ บทต่อมา)

สิ่งเดียวกันนี้ก็เกิดในสมัยของกษัตริย์โยสิยาห์เช่นกัน โยสิยาห์ได้ทำสิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรพระเจ้า ในรัชสมัยของพระองค์ ปี่ที่18 ขณะที่กำลังซ่อมแซมพระวิหาร เขาพบหนังสือม้วนในพระวิหาร เมื่อกษัตริย์ได้ยินคำเกี่ยวกับหนังสือม้วน พระองค์ได้ฉีกฉลองพระองค์ออก พระองค์เสด็จขึ้นไปที่พระวิหารพร้อมกับข้าราชบริพารของพระองค์ พระองค์ทรงอ่านถ้อยคำแห่งพันธสัญญาในหนังสือม้วนให้ประชาชนฟัง แล้วประชาชนก็สาบานต่อหนังสือม้วนนั้น กษัตริย์สั่งให้ประชาชนเอารูปเคารพ พระบาอัล รูปดวงดาวต่างๆที่กราบไห้ว ออกจากพระวิหาร พระองค์ทรงทำลายลานส่วนที่เป็นของโสเภณีชายที่อยู่ในพระวิหาร กษัตริย์ได้สั่งประชาชนทุกคนให้เฉลิมฉลองเทศกาลปัสกาแด่พระเจ้าผู้เป็นจอม เจ้านายของเจ้า ตามที่มีคำเขียนไว้ในหนังสือม้วนในปีที่ 18 ในรัชสมัยของกษัตริย์โยสิยาห์ เทศกาลปัสกาได้เฉลิมฉลองในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่ง ไม่เหมือนสมัยของผู้วินิฉัยที่ได้นำประชาชนอิสราเอล หรือ ตลอดสมัยของกษัตริย์อิสราเอลและยูดาห์ ที่ได้มีการเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกาแบบนี้ (ดูใน2 พกษ.22-23และ ต่อไป)

เราเห็นแบบแผนในพระคัมภีร์จากพระธรรมสองตอนนี้ที่คนของพระเจ้าได้เดินออกห่าง จากพระเจ้าสู่การไห้วรูปเคารพ พระพรของพระเจ้าก็หายไป แล้วเขาก็กลับมาหาพระเจ้าและแสวงหาพระองค์ และสิ่งแรกที่พระเจ้าทรงทำคือรื้อฟื้นเทศกาลปัสกา ขณะที่เขาหันจากการไหว้รูปเคารพของคนต่างชาติ กลับมาสู่การเฉลิมฉลองปัสกา เขาก็ได้รับการรื้อฟื้นกลับมาหาพระเจ้า มีประสพการณ์ที่เต็มไปด้วยความยินดีและพระพร ช่างเป็นแบบแผนที่น่าสนใจยิ่งนัก ครั้งแล้วครั้งเล่าในพระคัมภีร์เราพบว่าเทศกาลปัสกาได้สูญหายไป แม้แต่ในยุคสมัยของพระคัมภีร์เดิมและแม้แต่ท่ามกลางชาวยิว คนรุ่นหนึ่งมีชีวิตและตายไปโดยปราศจากการเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกาเลย
ทำไมเทศกาลปัสกาได้สูญหายไป ก็เพราะว่าซาตานได้ขโมยมันไป ซาตานต้องการขโมยเทศกาลปัสกาไป

เมื่อคนรุ่นใหม่ได้กลับมาหาพระเจ้าและเริ่มที่จะอ่านพระคัมภีร์ เขาอ่านพบเทศกาลปัสกาเป็นครั้งแรก

เขารู้สึกประหลาดใจ กล่าวว่า เราไม่เคยทำมาก่อน” (นี่คือสิ่งที่เราพบในคริสตจักรทุกวันนี้ ) แต่เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เคลื่อนในหัวใจของเขา เขาก็เฉลิมฉลองเทศกาลแห่งการไถ่ของพระเจ้า ฤทธานุภาพของพระเจ้า แล้วความชื่นชมยินดีก็ได้รับการรื้อฟื้นกลับมา

ตารางเวลาของเทศกาลปัสกา

สิ่งที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ ตารางเวลาของการตรึงพระเยซูกับการเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกา ตามหนังสือโทรา ตามเวลาของเทศกาลปีสกาแล้วเหตุการณ์ต่างๆที่เฉพาะเจาะจงได้เกิดขึ้นในเวลา ที่เฉพาะเจาะจงด้วย

1. ในวันที่เจาะจง ลูกแกะปัสกาจะถูกเลือก หนังสือ อพยพบทที่ 12 ให้คำแนะนำว่า ลูกแกะปัสกาจะได้รับการเลือกในวันที่ 10 ของเดือนที่1 ในสมัยของพระเยซูลูกแกะจากเมืองเบ็ธเลเฮม ได้รับการคัดเลือกเป็นลูกแกะปัสกา ลูกแกะที่เกิดเมืองเบ็ธเลเฮมได้ถูกเลือกและนำมาที่กรุงเยรูซาเล็ม มาจากทางตะวันออก ( ลงมาทางภูเขามะกอกเทศ) เข้าไปในเมืองผ่านทางประตูแกะ ในวันที่ 10 ของเดือนแรก พระเยซูลูกแกะที่เกิดเมืองเบ็ธเลเฮ็มเสด็จลงมาที่ภูเขามะกอกเทศและเสด็จเข้า กรุงเยรูซาเล็มโดยผ่านทางประตูแกะ (เรียกว่า การเสด็จเข้าเมืองด้วยชัยชนะ )

ขณะที่พระองค์ได้เสด็จเข้าเมือง ประชาชนโบกกิ่งใบตาลและร้องตะโกนว่า ขอให้ผู้ที่เสด็จมาในนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ บุตรดาวิด ของทรงช่วยเราให้รอด(Hosanna Baruch Haba B’shem Adonai) โดยการประกาศของมวลชน พระเยซูได้ถูกกำหนดเป็นพระเมสิยาห์ของอิสราเอล ฝูงชนได้เลือกแกะปัสกาสำหรับพวกเขาเอง

2. ลูกแกะจะถูกตรวจสอบ หนังสือโทราได้ให้คำแนะนำว่า เมื่อได้คัดเลือกลูกแกะแล้วจะต้องมีการตรวจสอบว่ามีตำหนิหรือไม่ ลูกแกะที่สมบูรณ์และไม่มีตำหนิด่างพร้อยเท่านั้นที่เหมาะสมสำหรับปัสกา เมื่อพระองค์มาถึงเยรูซาเล็มพระองค์เสด็จไปที่พระวิหารเพื่อที่จะสอน และที่นั่นเองที่พวกฟารีซาย ซาดูกาย พวกเฮโรเดียน และ ครูสอนธรรมบัญญัติมาหาพระองค์ แล้วแต่ละกลุ่มก็ตั้งคำถามที่ยากเพื่อวางกับดักพระองค์ ที่จริงแล้วพวกเขาคาดหวังที่จะจับผิดพระองค์ เพื่อเป็นข้ออ้างว่าพระองค์ไม่สมควรเป็นพระเมสิยาห์ แต่ก็ไม่มีใครจับผิดพระองค์ได้เพราะพระองค์ทรงปราศจากตำหนิ

3.เชื้อขนมปัง ( ความไม่บริสุทธิ์) ต้องถูกเอาออกไป หนังสือโทราให้คำแนะนำว่า ก่อนเทศกาลทุกต้องเอาเชื้อขนมออกไปจากบ้านเรือน บรรดาคุณแม่จะใช้เทียนส่องหาและเอาเชื้อขนมออกไปจากบ้านของเธอ กฎเกณฑ์นี้ยังคงรักษาไว้จนทุกวันนี้ เทศกาลปัสกาเป็นเวลาที่จะทำความสะอาดบ้านทุกหลัง ครอบครัวชาวยิวที่อนุรักษ์นิยมจะทำความสะอาดบ้านของเขาก่อนปัสกา ทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความไม่บริสุทธิ์ต้องถูกเอาออกไปจากบ้าน เมื่อพระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มพระองค์ไปที่พระวิหารและขับไล่คนแลก เงินออกไป พระองค์ทรงทำตามคำสอนในพระคัมภีร์ในการเตรียมปัสกาด้วยการชำระพระนิเวศน์ของ พระบิดาของพระองค์

4.ลูกแกะถูกนำไปที่แท่นบูชาในที่สาธารณะ เช้าวันที่ 14 ของดือนแรก เมื่อทุกอย่างถูกเตรียมให้พร้อมแล้ว ลูกแกะถูกวางบนแท่นบูชา เวลา 9 โมงเช้า ลูกแกะจะถูกมัดบนแท่นบูชาซึ่งเป็นที่ที่ทุกคนจะเห็น ในเช้าวันที่ 14 ของเดือนแรกเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วพระเยซูทรงถูกนำไปที่ไม้กางเขน เวลา 9 โมงเช้าวันนั้น เหมือนอย่างที่ลูกแกะถูกมัดบนแท่นบูชา พระเยซูก็ถูกตรึงบนไม้กางเขนต่อหน้าสาธารณชน

5.ลูกแกะถูกประหาร ณ เวลาที่กำหนดอย่างเจาะจง เวลาบ่ายสามโมงมหาปุโรหิตเสด็จไปที่แท่นบูชา ขณะที่ปุโรหิตอีกคนหนึ่งได้เป่าโชวฟาร์ที่บนกำแพงพระวิหาร มหาปุโรหิตได้เชือดคอลูกแกะปัสกา ประกาศว่า สำเร็จแล้วตอนบ่ายสามโมง วันอันบริสุทธิ์นั้น ณ จังหวะที่ลูกแกะปัสกาถูกฆ่า พระองค์ทรงร้องเสียงดังว่าสำเร็จแล้วและ ก้มพระเศียรลงสิ้นพระชนม์ ในภาษากรีก คำว่า สำเร็จแล้ว “( เทเลลิสเทีย) หมายถึง ได้ชำระหนี้ครบแล้ว

การเฉลิมฉลองเทศกาลของพระเยซู

คุณเห็นแล้วใช่หรือไม่ว่า วิธีการที่พระเจ้า สร้างความเชื่อมโยงพระเยซูกับเทศกาลปัสกาเข้าด้วยกันเป็นอย่างไร ไม่ใช่เรื่องประหลาดใจเลยที่ยอนห์ได้กล่าวว่า ดูเถิด พระเมษโปดกของพระเจ้าและ ไม่น่าประหลาดใจเลยที่อาจารย์เปาโลเขียนว่า ลูกแกะปัสกาที่ถูกประหารความหมายของเทศกาลปัสกานั้นเกี่ยวกับพระเยซูทั้งสิ้น แล้วคุณเห็นแล้วใช่ไหมว่าเทศกาลปัสกานั้นเกี่ยวกับพระเยซูทั้งสิ้น
พระองค์ ทรงเสด็จมาเป็นพระเมษโปดก (ลูกแกะของพระเจ้า) เพื่อไถ่บาปเราและประทานชีวิตนิรันดร์ให้กับเรา

ปัสกาคือการ เฉลิมฉลอง พระเยซูยิ่งคุณเข้าใจความหมายของเทศกาลปัสกามากเท่าไร คุณก็ยิ่งซาบซึ้งในพระเยซูมากเท่านั้น ถ้าคุณไม่เข้าใจเทศกาลปัสกา คุณก็ยากที่จะเข้าใจว่าพระเยซูได้ทรงทำอะไร ขณะที่คุณเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกา คุณกำลังประกาศถึงความเชื่อในฤทธิ์อำนาจในพระโลหิตและการไถ่ของพระองค์

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่ประหลาดที่สุดในโลกที่ยอมรับคำหลอกลวงของซาตานว่าเทศกาลปัสกาไม่ใช่ของคริสเตียน ซาตานพยายามขโมยเทศกาลปัสกาไป เพราะมันรู้ว่าการเฉลิมฉลองพระโลหิตจะปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจ เมื่อการเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกาถูกเอาออกไป ฤทธิ์อำนาจก็หมดไป แต่เมื่อเทศกาลปัสกาได้รับการรื้อฟื้น ฤทธิ์อำนาจก็กลับมา


ประวัติอีสเตอร์ (Easter) (ข้อมูลจากเครือคริสตจักรคาทอลิกแห่งประเทศไทย)

อีสเตอร์ คือ เทศกาลฉลองวันพระคริสต์คืนพระชนม์ (Easter Season) หรือ การสมโภชปัสกา (Passover)

วันคืนพระชนม์ขององค์พระเยซูคริสต์เป็นเทศกาลสำคัญที่สุดในปฏิทินของพระศาสนจักร และเป็นหัวใจแห่งความเชื่อศรัทธาของคริสตชนทั้งปวง หากปราศจากวันพระคริสต์คืนพระชนม์นี้ การเป็นผู้ติดตามพระเยซูคริสต์จะไม่มีความหมายใดๆ เลย

เทศกาลพระคริสต์คืนพระชนม์จะใช้เวลา 6 สัปดาห์โดยเริ่มตั้งแต่เช้าวันอาทิตย์ที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย กระทั่งถึงวันที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาเพื่อคริสตจักร

การนับวันอีสเตอร์ตามปฏิทินเทศกาลของคริสตจักรสากล (The Universal Christian Year)

ปฏิทินในรอบปีของเทศกาลต่างๆ ที่คริสตจักรสากลถือปฏิบัติร่วมกัน ทั้งพระศาสนจักรของโรมันคาทอลิกและคริสตจักรของโปรเตสแตนต์ ต่างยึดเอาวันคืนพระชนม์ (Easter)
เป็นหลักซึ่งในแต่ละปีวันคืนพระชนม์จะไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะตรงกับวันไหน
เพราะขึ้นอยู่กับการนับวันตามจันทรคติ คือถือเอาวันอาทิตย์แรกหลังวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 5 เป็นวันคืนพระชนม์ โดยปกติแล้วมักจะอยู่หลังวันที่ 21 ของเดือนมีนาคม

ส่วนคริสตจักรของพวกกรีกออธอร์ดอกซ์จะกำหนดวันคืนพระชนม์โดยขึ้นอยู่กับเทศกาลปัสกาของพวกยิว

สีที่ใช้ประจำเทศกาลนี้คือ สีขาว

ข้อพระคัมภีร์สำหรับเทศกาลนี้คือ หมวดจดหมายฝากของอัครทูตเปาโล ที่ได้กล่าวถึงการเป็นขึ้นมาจากความตาย เช่น พระธรรม 1 โครินธ์ บทที่ 1-2 และบทที่ 15 พระธรรมเธสะโลนิกาทั้งฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 รวมไปถึงการอ่านจากพระธรรมอพยพ พระธรรมฮีบรู และพระธรรมอิสยาห์ บทที่ 40-56

ประวัติและพัฒนาการของเทศกาลวันอีสเตอร์

วันอีสเตอร์ ซึ่งเป็นวันระลึกถึงวันเป็นขึ้นมาจากความตายขององค์พระเยซูคริสต์ ตรงกับวันอาทิตย์ คำว่า "อีสเตอร์" ที่นำมาใช้สำหรับการฉลองนั้นมาจากคำว่า "EOSTRE" ซึ่ง เป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิตของพวกทูโทนิค เป็นเทพเจ้าแห่งการฟื้นคืนชีพ เพราะก่อนถึงฤดูนี้ ต้นไม้ ใบหญ้า ดอกร่วงหล่นเหลือแต่ซาก พอถึงฤดูใบไม้ผลิมันจะกลับผลิดอกออกใบมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่ง ฉะนั้นฤดูใบไม้ผลิ จึงถูกนำมาเปรียบกับการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูด้วย จึงเรียกวันนี้ว่า "อีสเตอร์"

สมัยก่อน พระศาสนจักรจัดฉลองวันอีสเตอร์ในวันอาทิตย์ที่ไม่ตรงกัน จนถึงปี ค.ศ.325 สภา ไนเซียหรือสภาผู้นำชาวคริสต์ทั่วโลกได้ประชุม และมีมติให้กำหนดแน่นอน ให้คริสตชนทั่วโลกฉลองเทศกาลอีสเตอร์ให้ตรงกัน โดยกำหนดวันอีสเตอร์คำนวนตามระบบจันทรคติ ทั้งนี้เนื่องจากต้องการให้การฉลองวันที่พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตาย ตรงกับเหตุการณ์ในครั้งแรกจริงๆ

การฉลองวันอีสเตอร์ โดยทั่วไปจะเริ่มตั้งแต่เช้ามืดของวันอาทิตย์ คริสตชนจะไปรวมตัวกันที่โบสถ์ หรือที่สุสาน หรือในทุ่งกว้าง หรือตามป่าเขา ร้องเพลงนมัสการพระเจ้าตั้งแต่ยังมืดอยู่ พอดวงอาทิตย์ค่อยๆ โผล่ขึ้นจากขอบฟ้า เสียงเพลง "เป็นขึ้นแล้ว" ก็จะดังกระหึ่มขึ้น เขาจะร้องเพลงอธิษฐานโมทนาพระคุณพระเจ้า และสรรเสริญพระองค์ที่ทรงเป็นพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ได้มีชัยชนะเหนือความตาย และทรงพระชนม์อยู่เป็นนิตย์

หลัง จากนั้นก็ บรรยายถึงการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ หนุนใจให้คริสตชนดำเนินชีวิตอย่างมีชัย เหนือความบาป และความตาย ยืนหยัดอยู่ในความเชื่อศรัทธาที่มีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า จากนั้นส่วนใหญ่ก็จะรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน เสร็จแล้วบางแห่งก็จะมีการเล่นเกมสนุกๆ หลายๆแห่งนิยมเอาไข่มาระบายสีต่างๆ ให้ดูสวยงาม และนำไปซ่อนให้เด็กๆ หรือหนุ่มสาวค้นหาอย่างสนุกสนาน

พัฒนาการของเทศกาลอีสเตอร์

แม้ว่าคำว่าอีสเตอร์ไม่ได้ปรากฏในพระคัมภีร์ แต่ถูกนำมาใช้เรียกเทศกาลเฉลิมฉลองการที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นจากความตายนามอีสเตอร์นี้ได้มาจากชื่อของเทพธิดาหรือพระแม่เจ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิ ของพวกแองโกลแซงซอนที่นามว่า “Eastre” ซึ่งคำนี้เข้าใจกันว่ามาจากภาษาเยอรมันโบราณ คือ Eostarun แปลว่ารุ่งอรุณและเข้าใจว่าการฉลองการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์เกี่ยวกับฤดูใบไม้ผลินั่น เหมาะสมเพราะ...

1. วันอีสเตอร์อยู่ในฤดูใบไม้ผลิ (ระหว่างเดือนมีนาคม และเมษายน )
2. ฤดูใบไม้ผลิเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่ ต้นไม้ใบไม้ที่ดูเหมือนตายในฤดูหนาว
กลับผลิใบออกดอกดุจเกิดใหม่ ดังนั้นจึงเป็นภาพที่เหมาะสมที่จะพรรณาถึงการ
กลับเป็นขึ้นจากความตายของพระคริสต์

อย่างไรก็ตามตัวเทศกาลนี้ได้พัฒนามาจากเทศกาล ปัสกา” (Passover) ของยิว ซึ่งในภาษาฮีบรูนั้นคือ Pesah ส่วนกรีกคือ Pascha เมื่อ กลับไปที่พระคัมภีร์ใหม่เหตุการณ์ต่างๆช่วงสุดท้ายในพระชนม์ชีพของพระ เยซูคริสต์ อยู่ในช่วงเทศกาลปัสกาดั้งเดิม วันอีสเตอร์ได้ถือปฏิบัติกันในวันปัสกา เป็นวันที่ 14 เดือนนิสาน เดือนนิสาน (Nisan) คือเดือนแรกของปีของชาวยิว (ซึ่งคล้ายกับเดือนมกราคมของสากล) เดิมมีชื่อว่า อาบีบ (Abib) ตรงกับช่วงเดือนมีนาคม-เมษายนในสมัยปัจจุบัน

และวันปัสกานั้นตรงกับวันที่ 14 เดือนนิสาน (ดูอพยพ 12:18; เลวีนิติ 23.5; อิสยาห์ 3.7; เนหะมีย์ 2.1) จนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 2 คริสตชนบางกลุ่มเริ่มเฉลิมฉลองวันอีสเตอร์ในวันอาทิตย์ หลังจากวันที่ 14 เดือน นิสาน โดยถือเอาว่าวันศุกร์ก่อนวันอาทิตย์นั้นคือวันที่พระเยซูคริสตืเจ้าถูกตรึง ที่ไม้กางเขนจนสิ้นพระชนม์ ผลสุดท้ายก็เกิดการโต้เถียงในเรื่องวันที่ถูกต้องในการฉลองเทศกาลอีสเตอร์

จนกระทั่งในปี ค.ศ.197 วิคเตอร์แห่งโรม ได้บีบคริสตชนที่ยืนยันการเฉลิมฉลองอีสเตอร์ในวันที่ 14 เดือนนิสาน ไปจากหมู่คณะ แต่การถกเถียงยังคงดำเนินอยู่ต่อไป จนกระทั่งมาถึงต้นศตวรรษ ที่ 4 “จักรพรรดิคอนสแตนตินทรงบัญชาให้ฉลองวันอีสเตอร์เป็นวันอาทิตย์หลังวันที่ 14 เดือนนิสาน แทนการเฉลิมฉลองวันที่ 14 เดือนนิสาน เหมือนที่เคยปฏิบัติกันมา

โดยเหตุนี้ วันอีสเตอร์จึงได้รับการเฉลิมฉลองในวันอาทิตย์แรก หลังจากวันเพ็ญแรกที่ตามหลัง วสันวิษุสวัต” (Vernal Equinox) ซึ่งเป็นวันที่เวลากลางวันและกลางคืนเท่ากัน ตรงกับวันที่ 21 มีนาคม พูดกันง่ายๆคือจากวันนั้น ถึงวันนี้ วันอีสเตอร์จะต้องหลังจากวันที่ 21 มีนาคม ของทุกๆปี

จึงสรุปได้ดังนี้เมื่อเริ่มแรกนั้น วันอีสเตอร์เป็นงานเลี้ยงเฉลิมฉลอง ความสอดคล้องของเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงนำชาวอิสราเอลให้อพยพรอดออกมาจาก อียิปต์ในวัน ปัสกาและเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่ ผู้ศรัทธาในพระองค์ให้รอดจากความบาป

จนกระทั่งต้นคริสต์ศตวรรษที่ 4 อีสเตอร์จึงแยกออกมาและประกาศอย่างชัดเจนว่า เป็นการเฉลิมฉลองเพื่อระลึกถึง การเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์หลัง จากที่พระองค์ถูกตรึงบนไม้กางเขนเพื่อไถ่บาปของมนุษย์ และการฉลองนี้จะอยู่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่เคยเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองฤดูใบไม้ผลิ ของชาวยุโรป
สรุปหลักการจากบทความ (ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียน)

  1. การนับวันที่คาดเคลื่อนระหว่างเทศกาลอีสเตอร์และปัสกา แต่จักรพรรดิ์คอนสแตนติน พยายามทำให้มันเกี่ยวข้องกัน โดยมีแรงจูงใจไม่ให้คนยิวฉลองเทศกาลปัสกาและให้เป็นการฉลองวันอิสเตอร์แทน และพยายามทำให้ตรงกับวันอาทิตย์ เพื่อจะสนับความเชื่อของตนในเรื่องการนมัสการในวันอาทิตย์ ในสมัยเดิมคนยิวนมัสการในวันเสาร์ (ประเด็นนี้วันสะบาโต จะเป็นวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ก็ไม่สำคัญเท่าต้องมี 1 วันเพื่อพักสงบมาแสวงหาพระเจ้าเพื่อนมัสการ)
  2. การใช้วันอีสเตอร์มาแทนที่เทศกาลปัสกา เป็นการยอมรับเทพเจ้าแบบพวกโรมัน คือ เทพธิดาหรือพระแม่เจ้าแห่งฤดูใบไม้ผลิ (แนวความคิดนี้ จักรวรรดิโรมันก็นำวันที่ 25 ธันวาคม ที่ใช้นมัสการเทพเจ้ามาเพื่อให้เป็นวันประสูติของพระเยซูคริสต์ หรือวันคริสต์มาส แท้ทริงแล้วหาศึกษาและนับตามปฎิทินยิวจริงๆ พระเยซูน่าจะประสูติในช่วงเทศกาลอยู่เพิง) ทำให้ส่งผลคือจดจ่อกับประเพณีนิยม เช่นเล่นเกมตามหาไข่ที่เป็นสัญลักษณ์วันอีสเตอร์ หรือระบายสีเปลือกไข่ มากกว่าความหมายแท้จริงของเทศกาลปัสกา
  3. เทศกาลปัสกามีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเป็น 1 ใน 3 ของเทศกาลหลักที่พระเจ้าทรงบัญชาให้คนยิวถือเพื่อเฉลิมฉลองและเป็นการระลึกถึงการไถ่จากการเป็นทาสในอียิปต์

แนวทางภาคประยุกต์ในปัจจุบัน

  1. ในแต่ละคริสตจักร ควรจะมีการสอนบทเรียนเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทศกาลปัสกาและอีสเตอร์ มีความแตกต่างกันอย่างไร ทำไมเราถึงเชื่อในเทศกาลปัสกาและทำไมเราถึงให้สมาชิกทำร่วมกัน
  2. ในแต่ละคริสตจักรน่าจะหนุนใจให้พี่น้องได้ระลึกถึงเทศกาลปัสกา เป็นเทศกาลปัสกาในฝ่ายวิญญาณ ระลึกถึงการอวยพระพรของพระเจ้าที่ทรงไถ่ในชีวิต อธิษฐานชำระชีวิต อธิษฐานชำระบ้าน รับพิธีมหาสนิทร่วมกัน ฟังคำสอนร่วมกัน โดยในปี 2011 หากนับตามปฎิทินยิว ในปี 2011 เทศกาลนี้ จะเริ่มในวันอังคารที่ 19 เม.. และสิ้นสุดที่วันจันทร์ที่ 25 เม..2011
  3. ในวันอาทิตย์ที่ 24 เม..เป็นวันประชุมนมัสการ ให้มีการระลึกถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์มีกิจกรรมที่สมาชิกมีส่วนร่วมแต่ไม่ได้เป็นแบบเทศกาลอิสเตอร์เช่นเล่นเกมหาไข่ เป็นต้น
ดังนั้นเทศกาลต่างๆ มีความหมายในฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงกำหนดขึ้น เราในฐานะคริสตชนควรที่จะตระหนักและทำความเข้าใจถึงความหมาย เข้าใจถึงวาระเวลาของพระเจ้าในการให้เราระลึกถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ พักจากการงานเพื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า
เราไม่ควรจัดงานเทศกาลต่างๆ อย่างเป็นประเพณีนิยมที่ทำตามกันมา โดยปราศจากความเข้าใจถึงความสำคัญที่แท้จริง เน้นกิจกรรมมากกว่า วัตถุประสงค์ของพระเจ้าในเทศกาลต่างๆ

สรรเสริญพระเจ้า สำหรับเทศกาลปัสกาที่เราได้ผ่านพ้นจากการเป็นทาสในความบาปและเป็นไทโดยพระโลหิตของพระคริสต์ ฮาเลลูยา!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น