17 มกราคม 2561

คำอวยพรเดือนเชบัท (Shevat) ปี 5778

Chodesh Tov! สุขสันต์สำหรับการเริ่มต้นเดือนใหม่ ของเดือนเชบัท (Shevat) ปี 5778 (17 ม.ค.-15 ก.พ.2018)
เดือนของเผ่าอาเชอร์(Asher) เผ่าที่ชื่อหมายถึง "ความสุข"
ปฐมกาล 49:20 อาหารของอาเชอร์จะบริบูรณ์ และเขาจะผลิตเครื่องเสวยสำหรับกษัตริย์
พรของยาโคบที่ระบุไว้ว่าอาเชอร์จะมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ทั้งจากอาหารและเครื่องเสวยสำหรับพระมหากษัตริย์
พระพรของโมเสสสำหรับเผ่าอาเชอร์ คือ
“ขอให้อาเชอร์ได้รับพระพรเหนือบรรดาบุตรอื่นๆ ของยาโคบ ขอให้เป็นที่โปรดปรานในบรรดาพี่น้อง ให้เขาจุ่มเท้าลงในน้ำมันมะกอก ขอให้ดาลประตูของเขาเป็นเหล็กและทองสัมฤทธิ์ กำลังของเขาคงอยู่ตลอดชีวิตของเขา” (ฉธบ. 33 :24-25)
มีกำลังและการเจิมด้วยความรุ่งเรือง นี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการอวยพรสำหรับเราในเดือนนี้
อย่างไรก็ตาม ต้องระมัดระวัง อย่าปล่อยตัวปล่อยใจไปตามเนื้อหนัง(Overindulgence)
สุภาษิต 23:03 อย่าปรารถนาของโอชะของท่าน เพราะมันเป็นอาหารที่หลอกลวง
เดือนนี้เป็นเดือนที่จะสร้างชีวิตและเตรียมส่งผ่านพระพรไปสู่รุ่นต่อรุ่น ซึ่งหมายถึงคนที่เราเป็นผู้อภิบาลดูแลเขาอยู่ ดังเช่นต้นมะกอก(Olive tree)ที่จะออกดอกออกผล
ถ้อยคำของพระเจ้ามาถึงผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ บอกว่า "จงดูสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ"
เยเรมีย์ 1:4-12
4 พระวจนะของพระเจ้ามาถึงข้าพเจ้าว่า
5 "เราได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์ และก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์เราก็ได้กำหนดตัวเจ้าไว้ เราได้แต่งตั้งเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะให้แก่บรรดาประชาชาติ"
6 แล้วข้าพเจ้าก็กราบทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า ดูเถิด ข้าพระองค์พูดไม่เป็นเพราะว่าข้าพระองค์เป็นเด็ก"
7 แต่พระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า "อย่าว่าเจ้าเป็นแต่เด็ก เพราะเจ้าต้องไปหาทุกคนที่เราใช้ให้เจ้าไป และเราบัญชาเจ้าอย่างไรบ้างเจ้าต้องพูด...
11 และพระวจนะของพระเจ้ามายังข้าพเจ้าว่า "เยเรมีย์เอ๋ย เจ้าเห็นอะไร" ข้าพเจ้ากราบทูลว่า "ข้าพระองค์เห็นไม้ตะพดอัลมันด์ {สองคำนี้ คำในภาษาฮีบรูมีเสียงคล้ายกัน} อันหนึ่ง"
12 แล้วพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า "เจ้าเห็นถูกต้องดีแล้ว เพราะเราเฝ้าดู {สองคำนี้ คำในภาษาฮีบรูมีเสียงคล้ายกัน} (เป็นตัวอักษร ชาเดะ Tzadik หมายถึงเฝ้าดู) ถ้อยคำของเรา เพื่อให้กระทำสำเร็จ"

12 มกราคม 2561

คำสอนแบบพื้นบ้านเรื่อง วิญญาณ จิต และร่างกาย

วอท์ชแมน นี
ชาโลม ในช่วงหลังของศตวรรษที่ 20 ดูเหมือนว่าคำสอนเรื่อง วิญญาณ จิต และร่างกาย(Spirit Soul Body) จะเป็นที่นิยมมากขึ้น ทั้งนี้ บุคคลสำคัญผู้หนึ่งที่ได้อธิบายคำสอนเรื่องนี้อย่างละเอียดก็คือ วอท์ชแมน นี (ผู้นำคริสตจักรคนสำคัญในประเทศจีน ช่วงยุคก่อนคอมมิวนิสต์)

ในความเข้าใจแบบพื้นบ้าน ได้อธิบายว่ามนุษย์เรามีองค์ประกอบอยู่ 3 ส่วน นั่นก็คือ วิญญาณ จิต และร่างกาย ซึ่งแต่ละส่วนมีหน้าที่และการใช้งานที่แตกต่างกัน โดย

1. วิญญาณ(Spirit) เป็นส่วนที่ใช้สื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้า

2. จิต(Soul) เปรียบดั่งตัวตนที่มองไม่เห็นซึ่งอยู่ภายในเรา อันประกอบไปด้วย ความคิด(Mind), อารมณ์(Emotion) และความตั้งใจ(Will) นอกจากนี้อาจยังมี ความทรงจำ(Memory) และจินตนาการ(Imagination) ประกอบด้วย

3. ร่างกาย(Body) เป็นวัตถุที่มองเห็นได้จากภายนอก

ตามคำสอนแบบพื้นบ้าน มักอธิบายว่า มนุษย์ทุกคนที่ไม่ได้เชื่อในพระคริสต์ จิตและร่างกายของพวกเขายังคงทำงานอยู่ แต่วิญญาณของพวกเขายังไม่มีชีวิต ทว่าวินาทีที่ผู้หนึ่งได้บังเกิดใหม่และเชื่อในพระคริสต์ วิญญาณของผู้นั้นก็ได้เป็นขึ้นมา โดยสามารถสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ คำสอนแบบพื้นบ้านยังอธิบายอีกว่า เมื่อผู้หนึ่งบังเกิดใหม่ วิญญาณของผู้นั้นก็สมบูรณ์แบบทันที แต่จิตกับร่างกายยังคงมีข้อบกพร่องอยู่  และการที่ผู้เชื่อจะมีความก้าวหน้าในชีวิต ก็เมื่อผู้เชื่อยอมจำนนให้จิตของตนอยู่ภายใต้การครอบครองของวิญญาณ

อนึ่ง พระคัมภีร์ภาษาไทยส่วนใหญ่ได้แปลคำว่า Spirit และ Soul อย่างกระจัดกระจาย บางครั้งต้นฉบับเป็นคำว่า Spirit แต่ภาษาไทยบางทีก็แปลเป็นจิตใจ บางทีก็แปลเป็นวิญญาณ ส่วนคำว่า Soul ในภาษาไทยบางทีก็แปลเป็นจิตใจ บางทีก็แปลเป็นจิตวิญญาณ ดังนั้นการศึกษาในเรื่องนี้อย่างกระจ่างแจ้งจึงจำเป็นต้องดูพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษด้วย ส่วนตัวผม เวลาที่ผมสื่อสารคำสอนในเรื่องนี้ ผมมักจะใช้ระบบการแปลเป็น


Spirit = วิญญาณ, Soul = จิต, Body = ร่างกาย, Heart = หัวใจ

ทั้งนี้พระคัมภีร์ภาษาไทยที่มีระบบการแปลแบบนี้คือ พระคัมภีร์ไทยฉบับฟื้นฟู ซึ่งหาซื้อได้ที่ ห้องสมุดกิตติคุณแห่งประเทศไทย (ตั้งอยู่ที่ ซอยอุดมสุข 58) ส่วนพระคัมภีร์ไทยฉบับอื่นๆจะไม่ได้มีระบบการแปลที่แยกคำศัพท์ชัดเจนแบบนี้

สำหรับเพื่อนๆที่ต้องการศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียด ผมขอแนะนำหนังสือ The Spiritual, Mystical, and Supernatural ที่เขียนโดย Harold Eberle ในหนังสือเล่มนี้ได้อธิบายถึงเรื่อง วิญญาณ จิต และร่างกาย อย่างละเอียด พร้อมทั้งอธิบายถึงจุดบอดในความเข้าใจแบบพื้นบ้านด้วย

สันติสุขมีแด่ทุกท่าน
Philip Kavilar

 ปล. คำสอนแบบพื้นบ้าน หมายถึง คำสอนที่โบสถ์หลายๆโบสถ์และหนังสือหลายๆเล่มได้อธิบาย ซึ่งคำสอนแบบพื้นบ้านในเรื่อง วิญญาณ จิต และร่างกาย ดูประหนึ่งว่าจะมีรากมาจากหนังสือ Spiritual Man ที่เขียนโดย วอท์ชแมน นี

07 มกราคม 2561

รวมบทความเกี่ยวกับเด็ก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มอบคำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2561
"รู้คิด รู้เท่าทัน สร้างสรรค์เทคโนโลยี"
พระวจนะของพระเจ้าบอกให้เราสอนเด็กเพื่อเด็กจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในทางที่ถุกต้อง
สุภาษิต 22:6 จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาจะไม่พรากจากทางนั้น
ผมจึงรวบรวมบทความเกี่ยวกับเด็กๆ มาให้อ่านกันตามนี้นะครับ (Click เข้าไปอ่านตาม Link ได้เลยครับ)
ที่มาของวันเด็กแห่งชาติ
ความคิดแบบผู้ใหญ่ หัวใจแบบเด็กๆ
สอนลูกปลูกฝังเด็กให้ถูกทาง
คนรุ่นใหม่ หัวใจแบบโยสิยาห์

04 มกราคม 2561

วิธีการจัดการกับจุดบอด ไม่ให้หลงทางในความรัก

วิธีการจัดการกับจุดบอด ไม่ให้หลงทางในความรัก 

1.สำรวจใจให้ถูกต้องก่อนถูกใจใคร

คำกล่าวที่ว่า “รักษาใจด้วยความระวังระไวรอบด้าน เพราะชีวิตเริ่มต้นจากใจ”
ถ้อยคำนี้เป็นความจริง ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะหากเรามีจิตใจที่ดี ความคิดและการกระทำก็จะดีไปด้วย...
ดวงตาเป็นหน้าต่างของหัวใจ การมีมุมมองที่ถูกต้องมีความสำคัญ เพราะการมองด้วยจิตใจที่ไม่ถูกต้องนำมาซึ่งการล่อลวงให้ทำผิดผลาดได้
ปัจจุบันเป็นสังคมออนไลน์ มีสื่อออนไลน์หลายสิ่งที่เป็นสื่อล่อลวง เป็นสื่อลามกอนาจาร หากเผลอไปดูจะถูกล่อลวงให้ทำผิดได้...
การมองด้วยสายตาและมีใจที่ไม่ถูกต้องเรียกว่า “มองด้วยใจกำหนัด” คือ มองด้วยความคิดไม่ถูกต้อง ทั้งนี้จะถูกล่อลวงให้ทำผิดพลาดได้...
ปัจจุบัน เราจะพบปัญหาการมีเพศสัมพันธ์กันก่อนวัยอันควร เกิดปัญหาหย่าร้าง มีบุตรเมื่อยังไม่พร้อมจะดูแล ส่งผลเสียต่ออนาคต...
วิธีแก้ไขคือ “คุมกำหนัดดีกว่าคุมกำเนิด” เพราะเริ่มที่ใจที่ถูกต้องก่อนการกระทำจะถูกต้องด้วย

2.อย่านัดบอดเพราะไม่ปลอดภัย

การนัดบอด คือ การนัดหมายเพื่อพบกันโดยที่เราไม่ได้รู้จัก
หรือบางครั้งเห็นหน้าตาที่แท้จริงของคู่นัดหมายมาก่อน
สิ่งเหล่านี้มาจากสังคม Online ในโลกของ Social Network ในปัจจุบันมีการนัดออกเดทกันทาง Facebook หรือ Line
การนัดบอดควรระมัดระวัง อย่าหลงเชื่อ เพราะเราอาจจะเจอกับพวกมิจฉาชีพ นัดพบและหลอกลวงทำให้เกิดความเสียหายทั้งร่างกายและทรัพย์สินได้

3.รักตัวเองก่อนจะรักใคร

ก่อนที่เราจะรักใคร เราควรที่จะรักตัวเองให้เป็นเสียก่อน นั่นคือการยอมรับในตัวของเราเอง ทำความรู้จักตัวของเราเอง ว่าเราเป็นคนที่มีคุณค่า ตัวของเราเองไม่ได้มีคุณค่าเพราะสายตาของคนอื่นที่มองเรา
เราไม่ควรจะมีค่านิยมตามแบบสังคมทั่วไปที่ว่า “คนที่ไม่มีแฟนคือคนที่ไม่มีใครคบ” “คนที่น่ารักคือคนที่ถูกรักเยอะ” เราจะต้องทำตัวเองเป็นเน็ทไอดอล มีคนมาติดตาม กด like ให้เยอะๆ
สิ่งเหล่านี้คือ “การดำเนินชีวิตที่พึ่งพิงความคิดของผู้อื่น” ให้ความสำคัญจากความรู้สึกของคนอื่นมากกว่าการเอาใจใส่ความรู้สึกของตนเอง ให้คำชมและความสนใจจากผู้อื่นเป็นการหล่อเลี้ยงชีวิต
เราควรจะรักตัวเอง คิดถึงตัวเองก่อน ด้วยการคิดถึงอนาคตที่ดีของตัวเราเอง วางแผนชีวิตของเรา และกำหนดเส้นทางการเดินของเราก่อน และวันหนึ่งเราจะสามารถเลือกคนที่จะมาร่วมเดินทางชีวิตกับเราได้

4. หาผู้นำทางเพื่อเดินไม่หลง

เมื่อเราอยู่ในวัยที่มีความรัก ความรักบางทีกลับกลายเป็นความหลง ทำให้การตัดสินใจผิดได้ เราอาจจะหลงทาง หลงผิดเป็นชอบได้
ทางที่ดีเราควรจะมีที่ปรึกษาและผู้นำทาง
การเดินทาง เรายังใช้ Google map ค้นหาทาง ความรักเช่นเดียวกัน เราที่จะมี Guru ผู้รู้ที่ถูกต้อง เพื่อแนะนำเพื่อเราจะไม่เดินหลงทาง
เราควรที่จะปรึกษาคุณพ่อคุณแม่ของเรา หรือควรที่จะปรึกษาผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีครอบครัวที่เป็นแบบอย่างที่ดี เพื่อให้คำแนะนำ
เมื่อเราได้รับคำปรึกษา เราควรที่จะนำมาพิจารณาก่อนที่เราจะตัดสินใจเลือกใครสักคนมีเป็นคู่รักของเราในอนาคต
เมื่อเราปรับมุมมองความคิดของเราอย่างถูกต้อง เราก็พร้อมที่จะเดินทางในหนทางแห่งความรัก
เลือกคนที่ชอบ หรือ คนที่ใช่ ใช้หัวใจ หรือใช้หัวสมองดี ?

ขั้นตอนของการทำงานของพระเจ้าผ่านคำอธิษฐาน

การอธิษฐานสำคัญมาก เพราะพระเจ้าเคลื่อนไหวไม่ได้ ถ้าไม่มีคนอธิษฐาน  พระเจ้าทำได้ทุกสิ่ง ฤทธิ์อำนาจของพระองค์มีไม่จำกัด เพราะนี่คือวิธีที่พระเจ้ากำหนดไว้ ในการที่พระองค์จะทำงานบนโลกนี้

วอชท์แมน นี(Watchman Nee) สรุปขั้นตอนของการทำงานของพระเจ้าไว้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 


1. พระเจ้าต้องการทำบางสิ่งตามพระประสงค์ของพระองค์ 

(God intends to do something according to His will.)

2. พระองค์เปิดเผยพระประสงค์ของพระองค์แก่เรา

(He reveals His will to us through the Spirit for us to know His will.)

3. เราตอบสนองด้วยการอธิษฐานต่อพระองค์ 

(We return and echo His will back to Him through prayer.)

4. พระเจ้าทำให้สิ่งนั้นสำเร็จ ตามพระประสงค์ของพระองค์

(God accomplishes His work according to His will.)

ข้อมูลจาก  http://www.agodman.com/blog/having-our-desires-blended-with-gods-desires-to-pray-the-prayers-initiated-by-god/

03 มกราคม 2561

ข้อคิดชีวิตครอบครัว Forgive&Forget

ข้อคิดชีวิตครอบครัว Forgive&Forget
“ชีวิตครอบครัวอาจจะมีเรื่องผิดใจกัน แต่สิ่งสำคัญคือ อภัยให้แก่กันและกัน”
การยกโทษเป็นเหมือนการเขียนหนังสือบนกระดานและลบด้วยแปรงลบ แต่จะปรากฏร่องรอยเหลืออยู่
ส่วนการให้อภัย(Forgive)ที่แท้จริงเป็นเหมือนเวลาที่เราพิมพ์ในไฟล์คอมพิวเตอร์และรู้ว่าพิมพ์ผิดแล้วกดแป้น delete แล้วสิ่งที่เราพิมพ์นั้นจะหายวับไปกับตา แต่ย้ายไปอยู่ในถังขยะ มันก็จะยังคงอยู่ตรงนั้น และคุณสามารถที่จะกู้ไฟล์นั้นคืนมาอีก
แต่ถ้าคุณตามที่ถังขยะและกดลบมันอีกครั้ง มันจะไม่กลับมาปรากฏอีกเลย (Forget)
จงจำไว้ว่า “ความรักไม่ช่างจดจำความผิด เชื่อในส่วนดีเสมอ และ ความรักลบล้างความผิดมากมายได้"

21 ธันวาคม 2560

แรงกระทำและแรงต้าน (Equal and Opposite Reaction)

บทความเรื่อง "แรงกระทำและแรงต้าน" (Equal and Opposite Reaction) 
โดย อาเชอร์ อินเทรเตอร์(Asher Intrater)
เรามักจะประสบกับการต่อต้าน และแรงเสียดทานฝ่ายวิญญาณ ในขณะที่เราพยายามที่จะรับใช้พระเจ้า
ในสัปดาห์นี้ ขณะที่เราอธิษฐานร่วมกันในกลุ่ม อธิษฐานนานาชาติ International Zoom Call กับกลุ่ม Global Gathering และเดวิด เดเมียน (David Demian) ผมได้ข้อสังเกตกฎฝ่ายวิญญาณหนึ่งคือ: การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์เริ่มตระหนักว่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในธรรมชาตินั้นไม่ได้เกิดโดยความบังเอิญหรืออุบัติเหตุ ทุกปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นย่อมมีสาเหตุ กฎแห่งเหตุและผลนั้น คือ พื้นฐานของวิทยาศาสตร์
ในทำนองเดียวกัน เราเข้าใจว่าพระเจ้าทรงกำหนดกฎของเหตุและผล ให้แก่โลกฝ่ายวิญญาณเช่นเดียวกับโลกฝ่ายธรรมชาติ นี่คือ กฎแห่ง "ความบาปและความตาย" - บาปเป็นเหตุให้เกิดความตาย และมีกฎที่ตรงข้ามกันคือ "กฎแห่งพระวิญญาณและชีวิต" - พระวิญญาณของพระเจ้าให้ชีวิต (โรม 8:2)
เยชูวาห์ได้ให้ "กุญแจ" แก่เราในการผูกมัด กล่าวห้าม สั่งให้เป็นโมฆะสิ่งใดบนโลก สิ่งนั้นก็จะถูกผูกมัด หรือกล่าวห้ามในสวรรค์ สิ่งใดที่เรากล่าวอนุญาต หรือสั่งให้เปิดออกบนโลก สิ่งนั้นก็จะเกิดขึ้นในสวรรค์ด้วย สิ่งใดที่เรา "หว่าน" เราก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งนั้น (กาลาเทีย 6:7) เมื่อเราให้สิ่งใด เราก็จะได้รับสิ่งนั้น (ลูกา 6:38)
หลักฟิสิกส์กฎที่3 ของนิวตัน คือ ทุก "การกระทำ" จะต้องมี "ผลของการกระทำ" "แรงกระทำ และ แรงต่อต้าน" นี่ทำให้ผมได้เข้าใจในความเหมือนกันของมิติฝ่ายวิญญาณ คือ เมื่อเราต่อต้านความชั่วร้ายและความมืดมิด มักจะมีผลของแรงกระทำและแรงต้านทานต่อต้านเรา ดังนั้นการเจริญเติบโตขึ้นในฝ่ายวิญญาณ     จะมาพร้อมกับแรงต้านในฝ่ายวิญญาณด้วย
ในทางที่อาจดูไม่คุ้นชิน ทั้งแรงผลักและแรงต้าน แรงต้านนั้นกลับช่วยให้เราเข้าใจว่าความจริงคืออะไร ในขณะที่เยชูวาห์ถูกตรึงที่กางเขน ทหารโรมันได้เยาะเย้ยพระองค์ว่า "ขอสรรเสริญ แด่กษัตริย์ของชาวยิว" การตอบสนองเช่นนี้ช่างเป็นแรงกระทำในทิศทางที่ตรงกันข้าม (ยอห์น 19:3)
เยชูวาห์ได้สอนเราว่าแผ่นดินของพระเจ้าเป็นเหมือนกับหญิงที่กำลังจะคลอดบุตร มีอาการเจ็บปวดทรมาน และแรงบีบตัวที่ในครรถ์ กระทั่งกล้ามเนื้อส่วนนั้นได้บีบเค้นและผลักดันทารกออกมา และเมื่อทารกได้ถือกำเนิดมา ความเจ็บปวดยากลำบาก ได้ถูกลืมจนหมดสิ้น (ยอห์น 16:21) การข่มเหงในยุคสุดท้ายก็เหมือนการปวดครรภ์พร้อมคลอดบุตรในการมาถึงของแผ่นดินของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก
เยชูวาห์ได้สอนเราให้"รู้" ถึงหมายสำคัญของเวลาที่จะเกิดขึ้น (มัทธิว 16:3) ลมจากทางตะวันตก ที่มีทะเลจะพัดพาฝนมา ลมจากทางทิศใต้ทางที่มีทะเลทราย จะนำเอาอากาศร้อนแห้งแล้งมา มันก็เหมือนกันเหตุและผลในสภาพทางลมฟ้าอากาศ ดังนั้นควรหรือไม่ที่เราจะวินิจฉัยว่าอิทธิพลทางฝ่ายวิญญาณและศีลธรรมอันไหนจะก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆรอบๆ ตัวเรา
เหตุการณ์ทางการเมือง ทางเศรษฐกิจ และแม้แต่ภัยพิบัติทางธรรมชาติ แผ่นดินไหวล้วนมีเหตุปัจจัยมาจากการงานฝ่ายวิญญาณที่อยู่เบื้องหลัง (มัทธิว 24:7,29 วิวรณ์ 8:2-5) ให้เราตระหนักรู้ว่าการต่อต้านฝ่ายวิญญาณจะเกิดขึ้นในทุกครั้งที่เราตัดสินใจจะทำ "สิ่งดี" ให้เราตื่นตัว กระตือรือร้นมากขึ้นในการอธิษฐานและกระทำกิจพยากรณ์ เพื่อขยายอาณาจักรของพระเจ้าด้วยแสงสว่างและความรักแก่โลกใบนี้
ขอบคุณบทความจาก https://www.reviveisrael.org/