22 กันยายน 2560

เคลื่อนตามพระวิญญาณ ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องเตรียมตัว

บทความเรื่อง  "เคลื่อนตามพระวิญญาณ ไม่ได้หมายความว่า ไม่ต้องเตรียมตัว"

โดย Philip Kavilar

เมื่อกล่าวถึงวลี เทศน์ตามพระวิญญาณ หรือ นมัสการตามพระวิญญาณ บางคนจะนึกถึง การเทศน์หรือการนมัสการที่ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัวมาก่อน แต่เป็นการเทศน์สดหรือนมัสการสด โดยมีการขับเคลื่อนตามการดลใจของพระวิญญาณ การเคลื่อนตามพระวิญญาณในความหมายของบางคน ก็คือ การทำพันธกิจ (เช่น สอน, นมัสการ, อธิษฐาน) โดยไม่ต้องตระเตรียมอย่างละเอียด แต่ให้ตระเตรียมอย่างคร่าวๆ และเมื่อถึงคราวทำพันธกิจ ก็ค่อยจับจังหวะอีกทีว่า พระวิญญาณทรงดลใจไปในทิศทางไหน

            ประโยคที่ว่า เคลื่อนตามพระวิญญาณ ดูเหมือนจะเป็นประโยคที่ดูบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ แต่พระคัมภีร์ได้อธิบายวลีเคลื่อนตามพระวิญญาณไว้อย่างไร? ใช่การทำพันธกิจโดยไม่ต้องตระเตรียมอย่างละเอียดหรือไม่? ในสมัยก่อน ผมก็เคยมีความคิดว่า การเคลื่อนโดยพระวิญญาณ ก็คือการทำพันธกิจโดยไม่ต้องตระเตรียมอย่างละเอียด แต่ก่อนเมื่อผมเห็นการเทศน์ที่เคลื่อนไปตามบทเรียนอย่างละเอียด ผมก็รู้สึกว่า การเทศน์แบบบนี้ ไม่ใช่การเคลื่อนตามพระวิญญาณ

ปีเตอร์ แวกเนอร์
            และแล้วจุดเปลี่ยนของผมก็มาถึง อัครทูตคนหนึ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจก็คือ ปีเตอร์ แวกเนอร์ เมื่อปี 2011 อัครทูตท่านนี้ได้มาทำพันธกิจการสอนในประเทศไทยเป็นระยะเวลาสั้นๆ ส่วนตัวผมก็ได้รับรู้ชีวประวัติของแวกเนอร์มาก่อนว่า ท่านเป็นพี่เลี้ยงของผู้เผยพระวจนะ ซินดี้ เจคอปส์ และท่านยังเป็นพี่เลี้ยงให้กับอัครทูต ซัค เพียสต์ อีกด้วย ตามการสืบค้นของผม ในแวดวงคริสเตียนสายคาริสมาติก(สายฤทธิ์เดช) แวกเนอร์ เป็นผู้หนึ่งที่อยู่ในจุดสูงสุดของคริสเตียนสายนี้ ก่อนที่ผมจะฟังสัมมนาของท่าน ผมคาดหวังไว้ว่า การสอนของแวกเนอร์นี้แหละ น่าจะเป็นต้นแบบที่ดีของการเทศน์ตามพระวิญญาณ

            และแล้ว เมื่อผมได้ฟังสัมมนาของแวกเนอร์ ผมก็งงเป็นไก่ตาแตก สองวันแรก ท่านได้สัมมนาที่เชียงใหม่ อีกสองวันต่อมา ท่านก็ไปสัมมนาที่กรุงเทพ เนื่องด้วยการที่ผมสนใจในตัวแวกเนอร์มาก ผมจึงตามไปฟังท่านทั้งที่เชียงใหม่และกรุงเทพ ปรากฏว่าไม่ว่าจะเป็นที่เชียงใหม่หรือที่กรุงเทพ ท่านได้เทศน์โดยใช้ถ้อยคำเหมือนกันแทบทุกประโยค! ไม่มีความแตกต่างกันเลย 
              ตอนนั้นผมก็งงมากว่า เฮ้ ท่านแวกเนอร์ผู้อยู่ในจุดสูงสุดของแวดวงคาริสมาติก ผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยงของ ซินดี้ เจคอปส์ และ ชัค เพียสต์ กลับเทศน์ตามบทที่เตรียมไว้อย่างละเอียด โดยไม่แสดงอาการหวือหวาหรือพูดออกนอกบทเลย นี่ใช่การเทศน์ตามการเคลื่อนของพระวิญญาณจริงหรือ?”


            วันเวลาผ่านไป จุดสำคัญอย่างหนึ่งก็ได้เข้ามาในชีวิตของผม ผ่านหนังสือ ฉันคือนักอธิษฐาน? ในหนังสือเล่มนี้ ได้อธิบายถึงลักษณะของนักอธิษฐานวิงวอนที่แตกต่างกัน นักอธิษฐานบางคนเป็นนักอธิษฐานเชิงสงคราม ที่มักจะชอบอธิษฐานแบบดุเดือด นักอธิษฐานบางคนเป็นนักอธิษฐานเชิงนมัสการ ที่มักจะนมัสการนานๆในเวลาที่เขาเฝ้าเดียว นักอธิษฐานบางคนเป็นนักอธิษฐานตามหัวข้อ ซึ่งมักจะตระเตรียมหัวข้ออธิษฐานอย่างชัดเจนและเป็นระบบ 

ในหนังสือเล่มนี้อธิบายว่า ของประทานและธรรมชาติของแต่ละคนแตกต่างกัน และการอธิษฐานของแต่ละคนจะเกิดผลก็ต่อเมื่อเขาอธิษฐานตามลักษณะแห่งของประทานของเขา คนที่มีของประทานด้านสงคราม ก็จะมีการเจิมเมื่อเขาอธิษฐานเชิงสงคราม คนที่มีของประทานด้านนมัสการ ก็จะมีการเจิมเมื่อเขาอธิษฐานแบบนมัสการ คนที่มีของประทานในการจัดระบบระเบียบ ก็จะมีการเจิมเมื่อเขาอธิษฐานตามหัวข้อ กล่าวโดยสรุป เมื่อเราอธิษฐานให้สอดคล้องกับธรรมชาติหรือของประทานที่เรามี การเจิมก็จะมาถึง แต่ถ้าเราอธิษฐานโดยเลียนแบบคนอื่นหรืออธิษฐานในลักษณะที่ขัดกับธรรมชาติของเรา แม้ว่าภายนอกจะดูสวยหรู แต่ภายในลึกๆจะไม่รู้สึกถึงการเติมเต็ม

ในเรื่องของการสอนหรือการนมัสการก็เช่นกัน บางคนมีของประทานและธรรมชาติที่เหมาะกับการจัดระบบระเบียบ คนประเภทนี้ เขาจะมีการเจิมก็ต่อเมื่อเขาดำเนินตามหัวข้อและระบบของเขา แต่บางคนมีของประทานและธรรมชาติที่คล้ายศิลปิน(ทำงานโดยไม่ต้องเตรียมเนื้อหา แต่ต้องเตรียมอารมณ์) คนประเภทนี้ ก็จะมีการเจิมเมื่อเขาดำเนินแบบไม่ต้องเตรียมการมาก การทำพันธกิจของคนประเภทนี้ มักจะเน้นโดยการเคลื่อนตามจังหวะของการดลใจ

ธรรมชาติของนักวิชาการกับธรรมชาติของศิลปิน ก็มีความแตกต่างกัน เมื่อนักวิชาการทำงาน เขาก็จะวางระบบระเบียบเป็นขั้นเป็นตอนอย่างดี เขาจะทำงานโดยให้ความสำคัญกับการตระเตรียมเนื้อหา ในทางตรงกันข้าม เมื่อศิลปินทำงาน เขาจะไม่สนใจการวางระบบระเบียบที่ชัดเจน แต่เขาจะให้ความสำคัญกับการตระเตรียมทางอารมณ์ เมื่อศิลปินทำงาน เขาจะเคลื่อนไปตามจังหวะของอารมณ์โดยไม่ได้ตระเตรียมไว้ล่วงหน้า แต่ไม่ว่าจะเป็น นักวิชาการ หรือ ศิลปิน ทั้งหมดนี้ก็เป็นธรรมชาติและของประทานที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน บางคนมีธรรมชาติแบบนักวิชาการมากหน่อย แต่บางคนก็มีธรรมชาติแบบศิลปินที่มาก แต่ไม่ว่าเพื่อนๆจะเป็นอะไร เมื่อเพื่อนๆทำพันธกิจให้ตรงกับธรรมชาติหรือของประทานของเพื่อนๆ การเจิมก็จะมาถึง

สิ่งสำคัญก็คือ ฤทธิ์เดชและการเจิมจะมาถึงเมื่อเพื่อนๆขับเคลื่อนให้ตรงกับธรรมชาติและของประทานของตน ดังนั้นการเคลื่อนตามพระวิญญาณ จึงไม่ได้หมายถึงการเคลื่อนแบบไม่ต้องตระเตรียม แต่การเคลื่อนตามพระวิญญาณหมายถึง การเคลื่อนให้ตรงกับของประทานและธรรมชาติของเรา

ถ้าเพื่อนๆมีของประทานแนวศิลปิน เพื่อนๆก็ไม่จำเป็นต้องตระเตรียมงานอย่างละเอียด แต่เพื่อนๆก็ควรจะฝึกฝนการจับจังหวะรับการดลใจ แต่ถ้าเพื่อนๆมีของประทานแนวนักวิชาการ เพื่อนๆก็จะต้องตระเตรียมอย่างละเอียดหน่อย แต่ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือศิลปิน ถ้าเพื่อนๆทำตามธรรมชาติและของประทานของตน การเจิมก็มาถึง

ถ้าคนที่มีธรรมชาติแบบนักวิชาการ กลับไปดำเนินแบบศิลปิน การเจิมก็อาจขัดข้อง ในทำนองเดียวกัน ถ้าคนที่มีธรรมชาติแบบศิลปิน กลับไปดำเนินแบบนักวิชาการ การเจิมก็อาจขัดข้องเช่นกัน สิ่งสำคัญในการทำพันธกิจที่เกิดผลก็คือ การขับเคลื่อนให้ตรงกับธรรมชาติและของประทานของเรา นี่แหละคือการเคลื่อนตามพระวิญญาณ นี่แหละ คือการขับเคลื่อนที่นำการเจิมมา

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม


หนังสือ ฉันคือนักอธิษฐาน? (สำนักพิมพ์แม่น้ำ)

20 กันยายน 2560

Rosh Hashahnah 5778, Shanah Tovah Umetukah.

Rosh Hashahnah 5778, Shanah Tovah Umetukah. שנה טובה ומתוקה 
สุขสวัสดีในปีใหม่ตามปฏิทินฮีบรูที่จะถึงในเย็นย่ำค่าคืนนี้ (20 ก.ย.)เดือน ทิชรี(Tishri) 5778 (ปี 2017 ช่วงวันที่ 21 ก.ย.-20 ต.ค.) 
ชื่อเดิมคือ เอธานิม (Ethanim) (1พกษ. 8:2) เป็นเดือนที่ 7 ตามปฏิทินศาสนา (Ecclesiastical calendar) เป็นเดือนที่ 1 ตามแบบปฏิทินราชการ (Civil calendar) ของประเทศอิสราเอล เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ (Rosh Hashanah-Head of the year)เดือนนี้เป็นช่วงเวลานัดหมาย(Divine Appointment)ที่จะพักสงบเพื่อพบพระพักตร์ของพระยาห์เวห์ เดือนนี้มีเทศกาล ถึง 3 เทศกาล
1. เทศกาลเป่าแตรเขาสัตว์ (Rosh Hashanah-โรช ฮาชชะนาห์) เริ่มช่วงเย็นวันที่ 20 กันยายน 2017 เพื่อปลุกเราให้ตื่นขึ้นสู่ความดีของพระเจ้า
2. เทศกาลลบมลทินบาป (Yom Kippur-ยม คิปปูร์) วันที่ 30 กันยายน 2017 (วันที่ 10 เดือนทิชรี) ในช่วงระหว่างวันที่ 21-30 กันยายน 2017
ช่วงเวลา 10 วันแห่งความยำเกรงพระเจ้า(Days of Awe) เป็นเวลาที่จะหันชีวิตออกจากวิถีแห่งความบาป และหันกลับมาหาพระเจ้าโดยการอดอาหารอธิษฐานเป็นการเตรียมชีวิตกลับใจจากความบาป
3. เทศกาลอยู่เพิง (Sukkot-สุคคท) วันที่ 5 – 11 ตุลาคม 2017 (วันที่ 15-21 เดือนทิชรี)เพื่อเราจะได้สามัคคีธรรม ชื่นชม และดำเนินอยู่ต่อการทรงสถิตของพระเจ้าและรับความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์

18 กันยายน 2560

วันสำคัญของอิสราเอล ตามปฏิทินปี 5778 ปี Ayin Chet (อายิน เฆ็ท)

 วันสำคัญของอิสราเอล ตามปฏิทินปี 5778  ปี  Ayin Chet (อายิน เฆ็ท) 
ปีแห่งประตูหนทางสู่อนาคต 

วันตามปฎิทินฮีบรู 5778
วันตามปฏิทินโรมัน
วันสำคัญและเทศกาล
ความสำคัญ
เดือนทิชรี  (Tishrei)
 เย็นวันที่ 20 ..2017
Rosh Hashanah  5778 (โรช ฮาชชะนาห์)
เทศกาลเสียงแตรเขาสัตว์  เป็นการเริ่มวันขึ้นปีใหม่ยิวตามแบบการปกครอง(Civil calendar)
1-10 เดือนทิชรี
21-30 .
Days of Awe
เดย์ อ๊อฟ ออว์
10 วันแห่งความยำเกรง
10 เดือนทิชรี
 30 ..
Yom Kippur
ยม คิปปูร์
วันลบมลทินบาป
15 -21 เดือนทิชรี
5..–11 ..
เทศกาลอยู่เพิง Sukkot
สุคคท
เทศกาลพักสงบในเพิง
23 เดือนทิชรี
13 .
Simchat Torah
ชิมหัต โทราห์
ชื่นชมยินดีในพระบัญญัติ(Torah) ที่พระเจ้าทรงประทาน
เชสวาน  (Cheshvan)
21 .
Rosh Chodesh  Cheshvan
โรช โคเดช เชสวาน
วันเริ่มต้นเดือนเชสวาน 
คิสเลฟ (Kislev)
19 .
Rosh Chodesh Kislev
โรช โคเดช คิสเลฟ
วันเริ่มต้นเดือนคิสเลฟ
24 Kislev – 2 Tevet (เทเบท)
13-20 .
เทศกาลคานุกกะห์ หรือ ฮานุกาะห์ Hanukkah(Chanukah)
เทศกาลแห่งแสงสว่าง(Chanukah) 8 วันฉลองการมีชัยชนะจากโรมันที่ทำให้พระวิหารมีมลทิน
เทเบท (Tevet)
19 .
Rosh Chodesh Tevet เทเบท
วันเริ่มต้นเดือนเทเบท
เชบัท  (Shevat)
17 ..  
Rosh Chodesh Shevat
โรช โคเดช  เชบัท
วันเริ่มต้นเดือนเชบัท
15 เชบัท  Shevat
31 .. 2018
Tu B’Shvat
ทิวบา เชบัท
วันเริ่มต้นปีใหม่ของต้นไม้
อาดาร์ (Adar)  
16 .
Rosh Chodesh Adar  
โรช โคเดช อาดาร์ 
วันเริ่มต้นเดือนอาดาร์  
13-15 อาดาร์   Adar  
1-3  มี.
เทศกาลปูริม (Purim)
เทศกาลปูริม (Purim)
ระลึกถึงราชินีเอสเธอร์ที่ช่วยคนยิวจากการถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยฮามาน(อสธ.3:7;9:24-26) 
1  นิสาน (Nisan)
17 มี.
Rosh Chodesh Nisan
โรช โคเดช  นิสาน
วันเริ่มต้นเดือนนิสาน(ถือเป็นเริ่มต้นเดือนแรกตามปฏิทินศาสนา(Ecclesiastical calendar)
เดือนนิสานชื่อเดิมคือ อาบีบ(Aviv)
15-21 นิสาน  
 เย็นวันที่ 31 มี..-7 เม.
เทศกาลปัสกา(Passover)หรือ เพสัคห์(Pesach) 
เทศกาลที่ระลึกถึงการไถ่  จากการเป็นทาสในอียิปต์ กินขนมปังไร้เชื้อ ถวายผลแรก

12 เม..  
Yom HaShoah
(Holocaust Memorial Day)
วันระลึกถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุคนยิวในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
อิยาร์ (Iyyar)
16 เม..  
Rosh Chodesh Iyyar
โรช โคเดช  อิยาร์
วันเริ่มต้นเดือนอิยาร์

19 เม.
Yom HaAtzma'ut
(Israeli Independence Day)

วันระลึกถึงการประกาศเอกราชของประเทศอิสราเอล (เมื่อวันที่ 14 ..1948)
13 .
Yom Yerushalayim 
(Jerusalem Day)
Jerusalem Day
วันระลึกถึงการยึดครองกรุงเยรูซาเล็มกลับมาในสงคราม 6 วัน เมื่อวันที่ 5-11 มิ.. 1967
สิวัน Sivan
15 .
Rosh Chodesh Sivan
โรช โคเดช  สิวัน
วันเริ่มต้นเดือนสิวัน
6-7 สิวัน
เย็น วันที่ 20-เย็น 21 ..  
เทศกาลสัปดาห์ หรือชาวูโอต) (Shavuot) หรือเพ็นเทคอสต์
เทศกาลสัปดาห์ หรือชาวูโอต) (Shavuot) หรือเพ็นเทคอสต์ 50 วันนับจากปัสกา เป็นเทศกาลที่พระวิญญาณเสด็จมา(กจ.2)
เป็นเทศกาลฉลองพระบัญญัติ 10 ประการที่พระเจ้ามอบให้ที่ภูเขาซีนาย
ทัมมุส Tammuz
13 มิ..  
Rosh Chodesh Tammuz
โรช โคเดช  ทัมมุส
วันเริ่มต้นเดือนทัมมุส
อับ Av
13 ..  
Rosh Chodesh Av
โรช โดเดช  อับ
วันเริ่มต้นเดือนอับ
อับ Av
22 .
Tisha B'Av
ทิสชาบับ
วันที่ระลึกถึงพระวิหารถูกทำลาย
เอลูล Elul
11 ..  
Rosh Chodesh Elul
โรช โคเดช  เอลูล
วันเริ่มต้นเดือนเอลูล
เดือนทิชรี  (Tishrei)
11 ..2018
Rosh Hashanah  5779  
โรช ฮาชชะนาห์
เทศกาลเสียงแตรเขาสัตว์  เป็นการเริ่มวันขึ้นปีใหม่ยิวตามแบบการปกครอง(Civil calendar) ปี 5779 ปี Ayin Teth   


15 กันยายน 2560

ผู้พิพากษา ในกรอบความคิดแบบฮีบรู ไม่ใช่ผู้ลงโทษ

บทความ เรื่อง "ผู้พิพากษา ในกรอบความคิดแบบฮีบรู ไม่ใช่ผู้ลงโทษ" 

โดย Philip Kavilar

        เมื่อกล่าวถึง ผู้พิพากษา พวกเรามักนึกถึง คนที่นั่งอยู่ในบัลลังก์ของศาล เพื่อพิจารณาความผิดของจำเลย แล้วกำหนดโทษให้กับจำเลย นี่เป็นกรอบความคิดของผู้พิพากษาในความคิดของคนทั่วไป ทว่า ในพระคัมภีร์หรือในกรอบความคิดแบบฮีบรู ได้กล่าวถึงผู้พิพากษาในอีกมิติ 

            ผู้พิพากษา มาจากภาษาอังกฤษคือคำว่า Judge ซึ่งบางครั้งคำว่า Judge สามารถแปลเป็น “ผู้วินิจฉัย” ก็ได้ พระคัมภีร์ภาษาไทยก็ได้แปลชื่อพระธรรม Judge ว่า “ผู้วินิจฉัย” ในพระธรรมผู้วินิจฉัยนี่เอง ที่พวกเราจะค้นพบถึง กรอบความคิดของพระคัมภีร์เกี่ยวกับคำว่า ผู้พิพากษาหรือผู้วินิจฉัย

            ในพระธรรมผู้วินิจฉัย มักจะเป็นเหตุการณ์ของคนอิสราเอลที่กำลังตกต่ำและมีปัญหา และในทันใดนั้น ก็เกิดวีรบุรุษขึ้นมา โดยวีรบุรุษเหล่านี้เป็นบุคคลที่เห็นถึงปัญหาของคนอิสราเอลในขณะนั้น ทว่าพวกเขาไม่ได้หยุดอยู่กับการเห็นปัญหา แต่พวกเขาได้รับการเจิมจากพระเจ้าและนำการปลดปล่อยคนอิสราเอลให้หลุดพ้นจากปัญหาในยุคนั้นๆ วีรบุรุษที่ช่วยกู้อิสราเอลในแต่ละยุคนั้น พระคัมภีร์ได้เรียกคนเหล่านั้นว่า Judge อันแปลว่า ผู้วินิจฉัย หรือ ผู้พิพากษา ในกรอบความคิดของพระคัมภีร์ ผู้พิพากษา จึงไม่ใช่ผู้ที่อยู่บนบัลลังก์ศาล แล้วกำหนดโทษให้กับจำเลย ในกรอบความคิดของพระคัมภีร์ ผู้พิพากษา หมายถึง ผู้ที่เห็นถึงปัญหาหรือความผิดของผู้คน แล้วเข้าไปช่วยกู้คนเหล่านั้นให้พ้นจากปัญหาและพันธนาการ

            ตัวอย่างเด็ดๆของ ผู้พิพากษา ก็คือ พระเยซู การเป็นผู้พิพากษาของพระเยซู ไม่ได้หมายถึง การนั่งอยู่บนบัลลังก์แล้วคอยกำหนดโทษให้กับผู้คน แต่การเป็นผู้พิพากษาของพระเยซูก็คือ การที่พระองค์ทรงเห็นถึงปัญหาและความบาปของมนุษย์ แล้วพระองค์ก็ทรงเสด็จลงมาบังเกิดเพื่อปลดปล่อยผู้คนให้เป็นอิสระ การเป็นผู้พิพากษาของพระเยซูคือการที่พระองค์เสด็จลงมาช่วยกู้ ไม่ใช่เอาแต่นั่งอยู่บนบัลลังก์ แน่นอนในอนาคตหลังจากยุคพันปี พระเยซูจะทรงกำหนดโทษให้กับผู้ที่ไม่เชื่อ ณ พระที่นั่งใหญ่สีขาว กระนั้น พันธกิจหลักของพระเยซู ไม่ใช่การกำหนดโทษ แต่เป็นการช่วยกู้

            เมื่อเพื่อนๆเห็นถึงปัญหาของสังคมหรือปัญหาของคริสตจักร พันธกิจแห่งการเป็นผู้พิพากษาของเพื่อนๆไม่ใช่การเห็นถึงปัญหาแล้วเอาแต่บ่นหรือกล่าวโทษ แต่พันธกิจแห่งการเป็นผู้พิพากษาก็คือ การเข้าไปช่วยกู้ผู้คนที่อยู่ในปัญหาเหล่านั้น การที่เพื่อนๆเห็นถึงปัญหาใดในสังคม เพื่อนๆไม่ได้มีพันธกิจในการบ่นหรือกล่าวโทษผู้คน แต่พันธกิจของเพื่อนๆคือเข้าไปช่วยกู้ผู้คนและสังคมให้พ้นจากปัญหาเหล่านั้น

เมื่อเพื่อนๆเห็นถึงปัญหาในโบสถ์ หลายครั้งหลายครา พระเจ้าทรงให้เพื่อนๆเห็นปัญหา เพื่อที่ว่าเพื่อนๆจะทำหน้าที่แห่งการเป็นผู้พิพากษา นั่นคือ การเข้าไปช่วยกู้ผู้คนให้พ้นจากปัญหาเหล่านั้น หลายครั้งหลายครา ปัญหาที่เพื่อนๆมองเห็นหรือปัญหาที่เพื่อนๆรู้สึกตระหนักมากๆ มักจะเป็นปัญหาที่พระเจ้าทรงอยากให้เพื่อนๆไปช่วยกู้ หลายครั้ง ภาระที่อยู่ในหัวใจของเรา หรือ ปัญหาที่เรามองเห็น มักจะเป็นขอบเขตแห่งการพันธกิจที่พระเจ้าประทานให้กับเพื่อนๆเพื่อไปช่วยกู้

บางที เพื่อนๆอาจสงสัยว่า พระเจ้าอยากจะให้เพื่อนๆทำพันธกิจอะไรหรือรับใช้ในด้านไหน? คำตอบหรือเส้นทางแห่งพันธกิจที่พระเจ้ามอบให้กับเพื่อนๆก็คือ การเข้าไปช่วยกู้ในปัญหาที่เพื่อนๆมองเห็นนั่นแหละ หากเพื่อนๆไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นเข้าไปช่วยกู้อย่างไรดี จุดเริ่มต้นที่ดีในการทำพันธกิจแห่งการเป็นผู้พิพากษาก็คือ การอธิษฐานเผื่อเป็นประจำ เอาหล่ะ ให้พวกเรามาเป็นผู้พิพากษากันเถิด!


คำขอบคุณ
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับคุณ Kainos การมีอยู่ของคุณช่วยเสริมสร้างผมในหลายๆทาง โดยเฉพาะเรื่องของการเขียน

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับ Harold Eberle เกร็ดต่างๆในหนังสือของคุณช่วยเสริมสร้างผมอย่างดีเยี่ยม

13 กันยายน 2560

รากของยิว หรือรากของฮีบรูคืออะไร? ตอนที่ 3 (What are Jewish/Hebrew Roots?)

บทความเรื่อง "รากของยิว หรือรากของฮีบรูคืออะไร? (What are Jewish/Hebrew Roots?) ตอนที่ 3 

โดย เอเรียล บูลเมนธัล (Ariel Blumenthal)   

ในตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 เราได้กล่าวถึงรากของยิวที่เปาโลได้กล่าวไว้ในโรม 11 คุณอาจสังเกตได้ว่าคำจำกัดความนี้เป็นส่วนผสมของ 3 จาก 4 คำจำกัดความดั้งเดิมที่ให้ไว้ในประวัติศาสตร์คริสตจักร (ดูในตอนจบของตอนที่ 1 ) แต่ทำไมเยชูวาห์เองไม่ได้เป็นราก? แน่นอนที่สุด เยชูวาห์เป็นแหล่งและรากฐานของทุกสิ่ง เพราะว่าโดยพระองค์และเพื่อพระองค์ ทุกสิ่งได้รับการทรงสร้างขึ้น (โคโลสี 1:16) แต่เรื่องนี้ไม่ใช่หัวข้อหลักของโรม 11 และข้อ 18 ทำให้เห็นชัดเจนว่า การสอนในบริบทนี้พูดถึงการมีความสำพันธ์ที่ถูกต้องของกลุ่มคนหลายๆกลุ่มในพระกายของพระเมสสิยาห์ ไม่ได้พูดถึงอัตลักษณ์หรือความเป็นพระเจ้าของเยชูวาห์
สิ่งที่สามารถนำไปใช้ได้สำหรับวันนี้
ให้เกียรติแก่รากของท่าน!  ให้เกียรติผู้ที่มาก่อนท่านและผู้นำท่านมายังข่าวประเสริฐ!
มีหลายตอนในพระคัมภีร์สอนให้เราให้เกียรติคนที่มาก่อนเราในความเชื่อ คนที่ยืนหยัดในความจริง และทนทุกข์ เพื่อเป็นคำพยาน ฮีบรู 11 พูดถึงคนชอบธรรม อาเบล พูดถึง “กลุ่มคำพยานเมฆ”  มีรายชื่อยาวเหยียดในพันธสัญญาเดิมที่กล่าวถึง “ธรรมิกชน” ที่คำพยานและความทรงจำของพวกเค้าเป็นที่น่าเรียนรู้และให้เกียรติ บัญญัติ10ประการสอนถึงความสำคัญของการให้เกียรติบิดามารดา แต่ในโรม 11 อัครทูต ชาวต่างชาติ คริสเตียนโรมัน ต้องให้เกียรติชาวยิวที่อยู่ท่ามกลางพวกเค้า ชาวยิวเหล่านี้เป็นตัวแทน         คริสตจักรเยรูซาเล็ม เป็นกลุ่มอัครทูตกลุ่มแรกที่ทำให้พวกเค้าได้รับความเชื่อของคริสเตียน และ        ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลในบริบทของพระคัมภีร์
แต่ถ้าเปาโลมีชีวิตอยู่ในวันนี้ เขาจะเขียนในสิ่งเดียวกันหรือไม่ ? หลังจากที่หายไปเป็นเวลานานประมาณ 1600 ปี เราเริ่มเห็นชาวยิว"ผู้เชื่อที่หลงหลืออยู่"  กลับมาในพระกายของพระคริสต์ ตามการอุปมาอุปมัยของต้นมะกอกจากโรม 11 ปัจจุบันมี (จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ!) กิ่งของผู้เชื่อชาวยิวที่ได้รับการต่อกลับเข้ากับต้นมะกอกของเขาเอง (11:23) และยิ่งไปกว่านั้นพวกเราหลายคนยังใช้ชีวิตอยู่ในประเทศใหม่ที่เรียกว่า "อิสราเอล" ที่มีเอกราช อยู่ในดินแดนที่โดยพันธสัญญาถูกมอบให้แก่เหล่าอัครปิตา และหมายความว่า    คำพยากรณ์ในพระคัมภีร์หลายๆอันนั้นสำเร็จเป็นจริงแล้ว แต่พวกเรามีความใกล้ชิดกับรากเช่นเดียวกับ "กิ่ง" ของผู้เชื่อชาวยิวในศตวรรษที่ 1 หรือไม่? การเตือนของอัครทูตในวันนั้นยัง "สำคัญ" เช่นเดียวกันในวันนี้หรือไม่? ใช่และไม่ใช่….
ประการแรกคือ "ใช่" ในตอนท้ายคำสอนในโรม 11 อัครทูตป่าวประกาศถึงผู้สืบทอดพงศ์พันธุ์ทางกายภาพของเหล่าอัครปิตา (อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ เป็นต้น ): การทรงให้ของประทานและการทรงเรียกเพิกถอนไม่ได้ (ข้อ29) เราที่เป็นกิ่งของยิวก็คือลูกหลานเหล่านั้น ของประทานที่ไม่อาจเพิกถอน สิ่งใดก็ตามที่ “ถูกฝังราก” เป็นอัตลักษณ์ตัวตนของผู้เชื่อชาวยิวในศตวรรษแรก ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ชาวเมสสิยานิกยิวสามารถยึดถือและรับในทุกวันนี้ ฝ่านทางร่างกายของเรา แผ่นดินเรา และในความบริบูรณ์ของความเชื่อของเมสสิยานิกยิวเราเราเป็นตัวอย่างให้เห็นถึงความต่อเนื่อง การเข้าใกล้ถึงพระสัญญาและพันธสัญญาอันหลากหลายอย่างเต็มรูปแบบในพระคัมภีร์
แต่ยังมีส่วนที่ "ไม่" ในที่นี้ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงจากศตวรรษที่หนึ่ง ตอนนั้นเปาโลเตือนชาวต่างชาติโดยกล่าวว่า "อย่าลืมหนี้ของคุณที่มีกับชาวยิวและต่อคริสตจักรในเยรูซาเล็ม คุณได้รับข่าวประเสริฐจากพวกเขา" แต่ในช่วงสองสามชั่วอายุที่ผ่านมาของการฟื้นฟูของเมสสิยานิกยิว ชาวยิวผู้เชื่อส่วนใหญ่ได้รับความรัก ได้รับคำพยาน และรับการฝึกฝนจากคริสเตียนชาวต่างชาติและผ่านทางคริสตจักรของพวกเขา เราอาจจะกล่าวได้ว่าเมื่อ 2,000 ปีที่ผ่านมาอิสราเอลให้กำเนิดคริสตจักร แต่วันนี้คริสตจักรได้ให้กำเนิดอิสราเอลที่ได้รับการฟื้นฟูกลับมาใหม่!
ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าอัครทูตเปาโลเขียนในวันนี้ เขาอาจจะกลับมาเตือนพวกเมสสิยานิกยิว เกี่ยวกับความเย่อหยิ่งต่อคริสตจักร ซึ่งอาจกล่าวว่า “พวกเราคือกิ่งเดิมที่ใกล้เคียงกับรากยิ่งกว่า ถึงแม้ว่าพวกเราจะมาเชื่อในสิ่งแวดล้อมความเป็นคริสเตียน 

ตอนนี้เรารู้ดีกว่า พวกเราจึงสามารถค้นหาอัตลักษณ์ในฐานะเป็นเมสสิยานิกยิวได้โดยไม่ต้องอ้างอิงถึงคริสตจักร!” ข้าพเจ้าพูดเช่นนี้เนื่องจากว่ามีแนวโน้มที่ชาวเมสสิยานิกยิวบางส่วนแยกตัวจากการเกี่ยวข้องกับความเป็น “คริสเตียน” และ “คริสตจักร” บางคนพูดถึงสองศาสนศาสตร์ เหมือนว่ามีต้นมะกอก 2 ต้น หรือพระกายของเยชูวาห์สองส่วนที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง – ส่วนของยิวและส่วนของชาวต่างชาติ เพราะประวัติศาสตร์คริสตจักรมีความคิดต่อต้านยิวในหลักคำสอน จึงทำให้หลายคนเห็นอกเห็นใจกับแนวโน้มการแยกนี้  แต่เราควรต่อต้านความพยายามใด ๆ ที่จะทำให้ทัศนคตินี้และการกระทำแบบนี้กลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องและกลายมาเป็นระบบที่ถูกยอมรับ พระเมสสิยาห์กษัตริย์และพระผู้ช่วยให้รอดของเราเป็นชาวยิว อัครทูตชาวยิวได้ให้กำเนิดคริสตจักรยุคแรก และก็คือต้นมะกอกซึ่งสมบูรณ์เป็นหนึ่งเดียวที่ได้เติบโตขยายกิ่งก้านไปยังประชาชาติ ในขณะที่พวกเราเชื่อมั่นในการดำรงอยู่ของการชุมนุม(คริสตจักร)ชาวเมสสิยานิกยิว แต่ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าคำเตือนของอัครทูตนั้นพูดกับเราด้วย เพื่อร้องขอให้พวกเรารักษาการเชื่อมต่อและให้เกียรติคนต่างชาติ และคริสตจักรของพวกเขา - ซึ่งผ่านทางพวกเขาเราได้รับความเชื่อของคริสเตียน / และความเชื่อของเมสสิยานิกยิว (Christian/Messianic faith) ในยุคของเรา
ดังนั้นในฐานะที่เป็นชาวยิวและคนต่างชาติร่วมกันในพระเมสสิยาห์ เราต้องตระหนักถึงการเตือนในเรื่องความเย่อหยิ่ง อย่างจริงจัง โรม 11: 11-15 ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าการฟื้นคืนสู่ต้นมะกอกของเรา เปรียบเสมือนการฟื้นคืนชีวิตจากความตาย (ข้อ 15) และคือการเป็นพรอันยิ่งใหญ่แก่ความสมบูรณ์ของข่าวประเสริฐและเพื่อการคืนดีจะเกิดขึ้นแก่บรรดาประชาชาติด้วย!

ขอบคุณข้อมูลจาก https://reviveisrael.org 

12 กันยายน 2560

รากของยิว หรือรากของฮีบรูคืออะไร? (What are Jewish/Hebrew Roots?) ตอนที่ 2

บทความเรื่อง "รากของยิว หรือรากของฮีบรูคืออะไร? (What are Jewish/Hebrew Roots?) ตอนที่ 2
โดย เอเรียล บูลเมนธัล (Ariel Blumenthal)   
(บทความต่อเนื่องจากตอนที่ 1 สามารถเข้าไปอ่านได้ที่  "รากของยิว หรือรากของฮีบรูคืออะไร? )
ถ้าส่วนที่ทำด้วยแป้งเป็นเครื่องบูชาผลแรกเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์  ส่วนที่เหลือก็บริสุทธิ์ ถ้ารากนั้นบริสุทธิ์ ส่วนที่เป็นกิ่งก้านก็บริสุทธิ์ด้วยเช่นกัน - โรม 11:16
ตรงนี้มีคำอุปมาสองอันที่คู่ขนานหรือเสริมกันและกัน - อันแรกเกี่ยวกับขนมปัง และอีกอันเกี่ยวกับราก / ต้น ดูอย่างผิวเผินคำอุปมาที่สองของรากและกิ่งมีลักษณะคล้ายกับอันแรก แต่ใจความสำคัญของมันแตกต่างกันอยู่ทีเดียว: แป้งและส่วนที่เหลือของทั้งหมดนี้เป็น“ของ”ชนิดเดียวกัน ซึ่งส่วนหนึ่งได้ถูกแยกออกมาจากส่วนที่เหลือ - แต่รากและต้นไม้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น!
ต้นไม้เป็นสิ่งมีชีวิตและคุณไม่สามารถดึงรากออกมาเพื่อถวายแด่พระเจ้าจากต้นไม้ทั้งต้น! 
ถ้าถวายอะไรจากต้นไม้ จะต้องเป็นผลไม้ไม่ใช่ราก ประเด็นก็คือรากมาก่อนกิ่งก้านเมื่อเทียบตามลำดับเวลา; และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในต้นไม้ที่เกิดขึ้นในภายหลังถึงจะงอกออกมา รากจึงเป็นส่วนที่สนับสนุนต้นไม้ทั้งด้านลำดับเวลาและกายภาพ
ดังนั้นถ้ารากนี้ "บริสุทธิ์" ต้นไม้ทั้งต้นที่เติบโตออกมาจะต้อง "บริสุทธิ์" เช่นเดียวกับคำอุปมาที่ใช้ขนมปัง มันไม่ยากเกินไปที่จะทำความเข้าใจโดยบริบทว่าเปาโลกำลังกล่าวข้อความสำคัญแก่คริสเตียนต่างชาติในกรุงโรม ผู้ซึ่งไม่ใช่ชาวยิว แต่ในบทที่ 9-11 เขาได้พูดถึงคนอิสราเอลที่เหลืออยู่ไว้อย่างมากซึ่งหมายถึง     คริสตจักรชาวยิว
ดังนั้นถ้าเราจะหยุดที่ตรงนี้ เพื่อมาให้คำจำกัดความกับคำว่า "ราก" ก็คงจะเป็นได้ว่า "ชาวยิวที่เป็นผู้เชื่อที่เหลืออยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริสตจักรในเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นผู้รับมัดจำเต็มจำนวนตามพระสัญญาอันบริสุทธิ์ของพระเจ้าให้แก่อิสราเอลทั้งหมด และอยู่ในตำแหน่งลำดับแรกในครอบครัวของพระเจ้าที่เป็นต้นมะกอกเทศ เพราะพวกเขามาก่อนคนต่างชาติ "
ตอนนี้เราพร้อมที่จะศึกษาข้อพระคัมภีร์ต่อไปนี้ ซึ่งพูดเน้นถึงราก และดูว่าจะทำให้คำจำกัดความดังกล่าวมีความคมชัดขึ้นอย่างไร
"แต่ถ้าทรงหักกิ่งบางกิ่งออกเสียแล้ว และได้ทรงนำท่านผู้เป็นกิ่งมะกอกป่ามาต่อกิ่งไว้แทนกิ่งเหล่านั้น เพื่อให้เข้าเป็นส่วนได้รับน้ำเลี้ยงจากรากต้นมะกอกเทศ ท่านก็อย่าอวดดีต่อกิ่งเหล่านั้น ถ้าท่านอวดดี ใช่ว่าท่านได้เลี้ยงรากนั้นก็หาไม่ แต่รากต่างหากเลี้ยงท่าน" - โรม 11: 17-18
ข้อแรกให้จำไว้ว่า ทั้งหมดนี้มีลักษณะเป็นการเปรียบเทียบอย่างเห็นได้ชัด- ต้นมะกอกนี้เป็นคำอุปมา ทุกสิ่งที่เปาโลพูดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาพูดถึงกลุ่มคน กิ่งก้าน3 แบบ ที่มีลักษณะแตกต่างกัน มีความหมายที่สัมพันธ์กัน
"ท่านผู้เป็นกิ่งก้าน" หมายถึง คริสเตียนต่างชาติ และเปาโลเตือนพวกเขาที่จะไม่ทำตัวเย่อหยิ่งต่อคน 2 กลุ่ม
(กิ่งก้านอีกสองประเภท) คือชาวยิว –ทั้งผู้เชื่อชาวยิว และชาวยิวผู้ไม่ได้เชื่อที่ถูกตัดออกไป
ต่อจากนั้นเปาโลเตือนผู้เชื่อชาวโรมันว่าพวกเขาเป็นเหมือนกิ่งก้านจากต้นไม้ที่ มาจาก "ป่า" เป็นต้นที่ไม่ได้ปลูก ซึ่งถูก"ทาบกิ่งในหมู่พวกเขาและกลายเป็นผู้ร่วมรับส่วนกับรากอันแข็งแกร่งของต้นมะกอกด้วย" นี่คือรากที่ยอดเยี่ยม แต่ไม่มีคำจำกัดความอย่างชัดเจน มีเพียงแต่ว่า กิ่งชาวยิวและชาวต่างชาติของต้นไม้ล้วนแต่ได้รับความไพบูลย์จากรากร่วมกัน
แต่ประโยคต่อไปนี้จะบอกใบ้ให้เราอย่างมาก นี่คือข้อพระคัมภีร์ที่ให้ความกระจ่างหรือความสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน ระหว่างกิ่งของชาวยิวกับราก – ความเย่อหยิ่งต่อกิ่งของชาวยิวนั้นถูกเปรียบว่าไม่ต่างจากเป็นความ เย่อหยิ่งของการเข้าใจผิดเกี่ยวกับลักษณหรือ อัตลักษณ์ของรากซึ่งเป็นฐานค้ำจุนต้นไม้ทั้งต้น
ผู้เชื่อต่างชาติในกรุงโรม สามารถมองเห็นและสัมผัสกับกิ่งชาวยิว ทั้งกิ่งที่ติดกับต้นและกิ่งที่ถูกหักออกจากต้นไปแล้ว นั่นเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ชีวิตประจำวันของพวกเขาในมหานครกรุงโรม แต่สำหรับ      คริสตจักรในเยรูซาเล็มล่ะ? ชนชาติอิสราเอลที่มีพันธสัญญา? ความจริงทั้งหมดนี้อาจดูเหมือนเป็นเรื่อง  ไกลตัวสำหรับพวกเขา ลองคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้: ผู้เชื่อต่างชาติในกรุงโรม ได้เข้ามาทาบกิ่งเข้ากับต้นผ่าน ข่าวประเสริฐอันบริสุทธิ์และเรียบง่ายโดยความเชื่อในเยชูวาห์ จึงมีเป็นไปได้มาก (และยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่!) ที่คริสเตียนจะเพิกเฉยอย่างสิ้นเชิงต่อลักษณะความเป็นยิวของต้นที่พวกเขาได้รับการต่อติดด้วยการทาบกิ่งเข้ามา
(โรม 11:25) "ความเป็นยิวแห่งข่าวประเสริฐ" นี้สามารถถูกซ่อนไว้อย่างสมบูรณ์จากคริสเตียน เหมือนรากที่ฝังอยู่ใต้ดิน! นี่คือเหตุผลที่เปาโลพูดเฉพาะเรื่องนี้ว่า "ราก" ไม่ใช่ "ลำต้น": คุณไม่สามารถมองเห็นได้ โดยปกติคุณจะไม่สามารถแตะต้องได้ และถ้าคุณไม่มีศึกษาหรือได้รับการสำแดงอย่างเพียงพอ คุณก็อาจจะไม่รู้เรื่องนี้ ว่ารากมีอยู่แล้ว !! 
Ariel Blumenthal
นี่คือเหตุผลที่ข้อ 17-18 สร้างความเท่าเทียมกันของความเป็นกิ่งชาวยิวที่ขึ้นตรงกับ "ราก" โดยการกระโดดข้ามลำต้นไป: ผู้เชื่อชาวยิวเป็นตัวแทนของความเป็นตัวจริง "เป็นของแท้ตามธรรมชาติ" เชื่อมกันอย่างต่อเนื่องกับรากอันห่างไกลที่ซ่อนอยู่ – และจากรากนี้แหละที่“น้ำหล่อเลี้ยง” อันอุดมสมบูรณ์ แห่งพระสัญญาก็พลุ่งขึ้นไปหล่อเลี้ยง บำรุงและประคับประคองต้นไม้ทั้งต้น
สรุปท้ายนี้ ให้พวกเราขยายความของความหมาย คำว่า ราก คือ "ผู้เชื่อชาวยิวที่หลงเหลืออยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคริสตจักรของอัครทูตในกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นผู้ถือสิทธิ์มัดจำเต็มจำนวนของพันธสัญญาอันบริสุทธิ์ของพระเจ้า / คำมั่นสัญญาแก่คนอิสราเอลทั้งหมด และเป็นผู้ดำรงตำแหน่งลำดับที่มาก่อนในครอบครัวของพระเจ้า (ต้นมะกอกเทศ) เพราะพวกเขามาก่อนชาวต่างชาติ"
ขอบคุณข้อมูลจาก https://reviveisrael.org