22 กุมภาพันธ์ 2560

เจาะลึกพระคัมภีร์เกี่ยวกับการสอนเรื่องการรักษาโรค

เจาะลึกพระคัมภีร์เกี่ยวกับการสอนเรื่องการรักษาโรค(Approaching the Bible’s Teaching on Healing) 
โดย แดน จัสเตอร์(Dan Juster)
ในปี 1980 อาเชอร์และผมได้ศึกษาในหัวข้อเรื่องการรักษาโรคกันอย่างเข้มข้นโดยศึกษาจากอาจารย์ที่โดดเด่นที่สุดในสิ่งที่พระคัมภีร์สอนเกี่ยวกับการรักษา  เราเองนั้นได้เห็นสิ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ มีการรักษาที่เด่นชัดแต่ก็ยังมีบางความเจ็บป่วยที่น่าผิดหวังมาก ซึ่งในที่สุดก็จบลงด้วยความตาย
เพื่อนสนิทของเรา ดร. ไมเคิล บราวน์ ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่สุดในเรื่องของการรักษาตามอย่างพระคัมภีร์ไบเบิล เขาได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์กในการทำวิทยานิพนธ์ของเขาเกี่ยวกับการรักษาโรคในพระคัมภีร์ฮีบรู ซึ่งต่อมานี้ถูกจัดให้เป็นหนังสือที่สำคัญ โดยมีชื่อว่า "การรักษาโรคจากพระเจ้าของชาวอิสราเอล"
นี่คือมุมมองทั่วๆไป 3 ประการในการรักษาโรค:
 1. ในขณะที่ระบบภูมิคุ้มกันพื้นฐานของเราซึ่งมาจากพระเจ้านั้นได้นำการรักษาและเป็นของขวัญจากพระเจ้า  การหายโรคอย่างอัศจรรย์เหนือธรรมชาติ และปรากฏการณ์สร้างสรรค์อวัยวะใหม่และการฟื้นฟูร่างกายอย่างเหนื่อธรรมชาตินั้นเกิดขึ้นน้อยมาก    เราสามารถและควรจะอธิษฐานขอให้การอัศจรรย์ดังกล่าว เกิดขึ้น  แต่ในหลักการทั่วไปแล้วไม่ว่าจะเป็นชีวิตของผู้เชื่อหรือผู้ไม่เชื่อก็ตามโรคภัยไข้เจ็บก็จะให้ผลลัพท์ออกมาอย่างเดียวกันเพราะนี่เป็นผลมาจากที่มนุษย์ล้มลงในความบาปและนี่คือมุมมองพื้นฐานของผู้เชื่อนอกนิกายคาริสเมติก (non-charismatics) รวมถึงผู้นำเมสสิยานิคยิว หลายคนด้วยกัน
2. เราจะต้องอธิษฐานสำหรับการรักษา และถ้าเรามีการอธิษฐานขอให้มีการรักษาเป็นปกติสม่ำเสมอหรือทุกครั้งที่มีโอกาสจะส่งผลให้เราเห็นการรักษาที่เหนือธรรมชาติมากขึ้น  อย่างไรก็ตามเราต้องวางใจในพระเจ้าและรู้ว่าการรักษาเป็นเรื่องของอำนาจอธิปไตยสูงสุดของพระเจ้า  สิ่งที่ดีที่สุดที่เราสามารถทำได้เพื่อให้มีความเชื่อเกี่ยวกับการรักษาโรคคือการดำเนินชีวิตติดสนิทกับพระเจ้า หลีกเลี่ยงบาป และมีชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจในพระเจ้า  ในขณะเดียวกันนั้นเราก็นำตัวเองเข้าสู่การอธิษฐานรักษาโรคและนี่คือมุมมองกลุ่มวินยาร์ด  (Vineyard) ที่สอนโดยจอห์น วิมเบอร์ (John Wimber)
3. การรักษาเป็นพระประสงค์นิรันดรของพระเจ้า  ถ้าเราต้องการให้ตัวเองเป็นที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้าแล้ว เราจะต้องใคร่ครวญพระคัมภีร์ในเรื่องการรักษาโรคและประกาศถ้อยคำพวกตามพระสัญญาที่เฉพาะเจาะจงในข้อนั้นๆและได้รับการรักษา  ให้หายเสมอ  เพราะการรักษาโรคของพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอน  ดังนั้นถ้าผู้ใดที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหนือธรรมชาตินั้นก็เป็นความล้มเหลวของบุคคลนั้นที่ไม่ได้สร้างความเชื่อของเขาเพื่อที่จะได้รับมัน  ความเชื่อเรื่องการหายโรคเป็นสิ่งที่ผู้นั้น    จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบที่จะต้องขวนขวายเองเพื่อจะได้รับ และนี่คือมุมมองของกลุ่มถ้อยคำแห่งความเชื่อซึ่งมีอาจารย์ผู้ขับเคลื่อนได้แก่ เคนเน็ธ เฮกิ้น  เคนเนธ โคปแลนด์  แอนดรูว์ วอร์แมคและอื่น  อีกมากมาย  สำหรับพี่น้องเหล่านี้ถ้าไม่สามารถยึดว่า พระสัญญาเกี่ยวกับการเยียวยานั้นครบถ้วนสมบูรณ์และเป็นไปได้แน่นอนมันก็จะเป็นการบั่นทอนการสร้างความเชื่อเพื่อที่จะ     ได้รับการรักษานั้น
มุมมองของเราไม่สอดคล้องทีเดียวกับความเชื่อใดๆ ของทั้ง 3 ประการดังกล่าวข้างต้น เราสามารถสรุปความคิดเห็นของเรา      ดังต่อไปนี้โดยอ้างอิงตามหนังสือของดอกเตอร์บราวน์ว่าการรักษาเป็นพระประสงค์พื้นฐานของพระเจ้าสำหรับคนที่เชื่อฟังพระองค์  แต่ไม่สามารถทำให้เรื่องนี้เป็นกฎตายตัวและสรุปว่าเป็นพระประสงค์ของพระองค์ที่จะทำการรักษาทุกคนในทุกกรณี  เราสามารถรู้ว่ามันเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าทั่วไปในการรักษาซึ่งจะตั้งอยู่บนพื้นฐานต่อไปนี้:
1. เป็นพระสัญญาให้แก่อิสราเอลให้สุขภาพร่างกายที่ดี ถ้าพวกเขาจะมีชีวิตที่เชื่อฟังซึ่งรวมถึงการช่วยให้รอดพ้นจาก"โรคภัย    จากอียิปต์" การแท้งบุตรและพระพรของการมีชีวิตที่ยืนยาว
2. การหายจากความป่วยไข้ถูกรวมอยู่ในการลบมลทินบาป -การไถ่ของเยชูวาห์เช่นที่กล่างในอิสยาห์ 53:"เขาแบกรับความเจ็บไข้ของเราโดยบาดแผลเฆี่ยนตีเพื่อเราจะได้หายดี”
3. พันธกิจการรักษาของเยชูวาห์คือการสำแดงพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับคนของพระองค์
4. คำพูดสรุปของเปโตรในการลบมลทินบาปว่า "พระองค์ทรงแบกบาปของเราไว้บนต้นไม้โดยรอยแผลเฆี่ยนของพระองค์รักษาเราให้หายแล้ว" ไม่ได้เป็นเพียง แต่รักษาทางจิตวิญญาณ แต่ทางกายภาพด้วย
5. ในช่วงเวลาของการฟื้นฟูและมีความตื่นตัวและความร้อนรนทางฝ่ายจิตวิญญาณนั้น มีการหายโรคกันอย่างแพร่หลาย ตัวอย่างเช่น เพนซาโคลา (Pensacola) ซึ่งมาจากกลุ่มวินยาร์ด (Vineyard) ในยุคต้นๆและคริสตจักรเบธเอลของ บิล จอห์นสัน
6. อย่างไรก็ตามแม้ว่าการรักษาจะเป็นพระประสงค์พื้นฐานของพระเจ้า   เราก็ยังเห็นการตายของเอลีชาและความเจ็บป่วย      ของบางคนในพันธสัญญาใหม่  ดังนั้นการรักษาจึงไม่ได้เป็นสัญญาแน่นอนสำหรับทุกกรณีหรือทุกครั้ง
7. ประเภทของความเชื่อที่จะเคลื่อนย้ายภูเขานั้น เป็นประเภทความเชื่ออย่างพระเจ้า  ซึ่งต้องเป็นพระเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถมอบให้ได้   แน่นอนที่พระองค์จะทรงประทานความเชื่อที่เราจำเป็นสำหรับสิ่งที่พระองค์เรียกให้เราทำเและส่วนใหญ่ก็จะรวมถึงความเชื่อในการรักษาโรคด้วย 
 เมื่อมีคนพูดว่า สาเหตุที่คุณไม่ได้รับการรักษาโรค เพราะเป็นความผิดของเขาหรือเธอ ซึ่งรวมถึงประสบอุบัติเหตุและเสียชีวิต    เราเชื่อว่านี่เป็นการสอนที่ผิด สาเหตุที่คนไม่ได้รับการรักษาอาจเป็นเพราะเขาไม่ได้เสริมสร้างชีวิตที่อยู่ด้วยความเชื่อผ่านทาง    พระวจนะของพระเจ้า หรืออาจจะไม่ใช่เพราะเหตุนั้น ไม่ว่าจะเป็นช่วงขณะใด เราสามารถกลับใจ แสวงหาพระเจ้าและจุ่มไปในพระคำ  และแน่นอน ถ้าคนนั้นมีความเชื่อตามพระคำมาระโก 11:24 เค้าก็จะได้ในสิ่งที่เค้าขอ อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถ     จะเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าเราจะมีความเชื่อแบบนั้นได้ไหม ความเชื่อแบบนั้นต้องประทานมาจากพระเจ้า ฉะนั้น เราจะมาพูดคุยว่าเราสามารถทำอย่างไรเพื่อให้เพิ่มโอกาสเกิดการหายโรคในขณะที่ก็พักในพระเจ้าถ้าการรักษาโรคนั้นไม่เกิดขึ้น
1. ข้อแรก การให้คำปรึกษาของเราควรนำให้เค้ายอมเอาตัวเองเข้าไปในพระหัตถ์ของพระเจ้า และยอมจำนนและยอมรับว่าพระองค์เป็นพระเจ้า ให้เค้าสารภาพเท่าที่ทราบ บาปทั้งหมด คำสาปแช่ง ความขมขื่น การไม่ให้อภัย และคำสาปแช่งจากบรรพบุรุษที่ยังไม่เคยประกาศตัดขาดมาก่อน  (ถูกบอกเป็นนัยๆโดยยากอบ)
2. อย่างที่สอง ควรทำพิธีมหาสนิท เพราะมีฤทธิ์อำนาจในการรักษา
3. ควรขอให้ผู้อาวุโสในคริสตจักรเจิมด้วยน้ำมันและอธิษฐานเพื่อการหายโรค
4. เค้าควรให้ความคิดจดจ่อไปที่ลิขิตชีวิตในชีวิตนิรันดร์และยุคที่กำลังจะมาถึงและมอบชีวิตแด่ความหวังของลิขิตชีวิตสูงสุด ซึ่งทำให้เอาชนะความกลัวในความตาย
5. ใคร่ครวญถึงความดีงามของพระเจ้าและพระเมสสิยาห์และในข้อพระคัมภีร์ที่เป็นพระสัญญาในเรื่องการรักษาโรค เพื่อเปิดโอกาสให้พระเจ้าประทานความเชื่อในการหายโรค นี่คือสิ่งที่เราสามารถทำได้ แต่สิ่งนี้ไม่ได้เป็นหลักประกันถึงการหายโรค   อย่างไรก็ตาม เราสามารถทำสิ่งเหล่านี้เพื่อเพิ่มโอกาสโดยการเสริมสร้างความเชื่อในการรับให้มากขึ้น
6. ทำตัวเองให้ว่างเพื่อเปิดโอกาสเข้าร่วมการประชุมที่นำโดยพระวิญญาณ พันธกิจการรักษาโรคเป็นต้น ซึ่งต้องอธิษฐานของการทรงนำจากพระวิญญาณ โดยปราศจากการเชิญชวนให้เข้าร่วมสัมมนาหริอพันธกิจรักษาโรคแบบบ้าคลั่ง
7. จะดีกว่าที่จะหลีกเลี่ยงการแถลงการณ์ว่าได้รับการรักษาแล้ว เราหลีกเลี่ยงที่จะให้ผู้ที่หวังดีแถลงการณ์เรื่องว่าได้รับการรักษาแล้วเพื่อจะนำที่ประชุมเข้าสู่การยืนหยัดแบบเข้มข้นในทางใดทางหนึ่งเพื่อการรักษาโรค เพราะต่อมาอาจเกิดความผิดพลาดจากผลของการแถลงนั้น
8. เราควรเปิดโอกาสให้ผู้เผยพระวจนะที่เชื่อถือได้พูดถ้อยคำเข้าไปในสถานการณ์หรือในพื้นที่ที่ควรหักล้างทำลายหรือการแถลงการณ์อื่นๆ สถานการณ์ของลูกชายคนสุดท้องของผมเป็นตัวอย่างสำหรับกรณีนี้ ครั้งแรกที่เค้าป่วยนั้น เค้ามีอายุ 1 ขวบ      มีอาการโรคหัวใจขั้นรุนแรง หมอบอกว่าไม่มีหวังและเขาจะตาย ผู้เผยพระวจนะที่เชื่อถือได้หลายท่านป่าวประกาศว่าเค้าจะได้รับการรักษาแบบหายขาดและอาการจะดีขึ้น เราได้เห็นการฟื้นฟูแบบเหนือธรรมชาติ 11 ปีต่อมา ในอีกเหตุการณ์ ขณะที่เค้าอยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจ เราได้จัดการประชุมอธิษฐานแบบเข้มข้นสำหรับการรักษาโรคให้เค้า ซึ่งการประชุมนี้ได้รับการยืนยันจากผู้เผยพระวจนะที่เข้มแข็ง แต่ไม่มีผู้เผยพระวจนะท่านไหนได้รับถ้อยคำจากพระเจ้าว่าเค้าจะได้รับการรักษา หรือชุบให้ฟื้นจากความตาย ฉะนั้น เรารู้ว่าในขณะที่เรากำลังต่อสู้ เราไม่สามารถพักพิงในคำเผยพระวจนะได้ ถึงแม้เราอ่านข้อพระคัมภีร์ที่เป็นพระสัญญา   ของพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ประทานความเชื่อที่จะให้เราชุบเค้าให้ฟื้นขึ้นมา
ฉะนั้น ให้เราทุกคนอธิษฐานเพื่อการรักษาโรค ให้เราเสริมสร้างความเชื่อในเรื่องนี้  เมื่อมีอาการเจ็บป่วย ให้ไปหาพระเจ้าเป็นอันดับแรก และแสวงหาที่จะได้รับความเชื่อในการหายโรค ให้เราอธิษฐานเพื่อการหายโรคตราบที่คนนั้นยังมีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ตาม ให้เราพึงตระหนักว่าพระเจ้าผู้ทรงฤทธิ์สูงสุดดูแลเราในเรื่องนี้อยู่  ให้ศึษาใส่ใจคำสอนในเรื่องการหายโรคจากมุมมองของพระคัมภีร์ทั้งเล่ม
ขอแนะนำหนังสือของไมเคิล บราวน์ (Michael Brown)  เรื่อง Israel’s Divine Healer
 ขอบคุณข้อมูลจาก http://reviveisrael.org/ 

15 กุมภาพันธ์ 2560

อาเชอร์ ต้นไม้ริมธารน้ำ

สุขสวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน  เรากำลังอยู่ในเดือนแห่ง"ความสุข" เพราะเดือนนี้ คือ เดือนเชบัท (Shevat)  ปี 5777  (ช่วงวันที่ 28 มกราคม - 26 กุมภาพันธ์  2017)    
เชบัท (Shevat) เป็นเดือนแห่งเผ่าอาเชอร์ (Asher)  หมายถึง ความสุข”  

เดือนเชบัท (Shevatเป็นเดือนที่ 11 ตามปฏิทินยิวแบบศาสนา(Ecclesiastical calendar)และเป็นเดือนที่ ตามปฏิทินแบบราชการ(Civil calendar  
ในเดือนนี้มีเหตุการณ์สำคัญที่พระคัมภีร์บันทึกไว้คือ   เป็นเดือนที่โมเสส กล่าวพระบัญญัติแก่คนอิสราเอล
 

เฉลยธรรมบัญญัติ 1:3 ในวันที่ 1เดือนที่11(เชบัท)  ปีที่ 40 โมเสสได้กล่าวแก่คนอิสราเอล ตามบรรดาพระดำรัสที่พระเจ้าทรงประทานแก่ท่านเป็นพระบัญญัติให้แก่เขาทั้งหลาย 

เป็นเดือนที่เศคาริยาห์ กล่าวคำเผยพระวจนะแก่คนอิสราเอล

เศคาริยาห์ 1:7 เมื่อวันที่24เดือนที่11 ซึ่งเป็นเดือนเชบัท ในปีที่2 แห่งรัชกาลดาริอัส พระวจนะของพระเจ้ามายังเศคาริยาห์ ผู้เผยพระวจนะบุตรเบเรคิยาห์ผู้เป็นบุตรอิดโด และเศคาริยาห์กล่าวว่า


เดือนนี้เทศกาลสำคัญ  นั่นคือ ทิวบา เชบัท”  (Tu B'Shevat)  คือ ในช่วงวันที่ 15 เชบัท ( 11 ก.พ. 2017)  เป็นวัน "ต้นไม้แห่งชาติ" ของชาวยิว ( Jewish Arbor Day) เพื่อระลึกถึงการจัดสรรของพระเจ้าในการเข้าสู่ดินแดนพันธสัญญา  3 ปีแรกห้ามรับประทาน ปีที่ 4 นำมาถวายแด่พระเจ้า และปีที่ 5 สามารถรับประทานได้


เลวีนิติ 19:23-25
23 “เมื่อเจ้าเข้าไปในแผ่นดินและปลูกต้นไม้ทุกชนิดที่มีผลเป็นอาหาร ผลที่ได้นั้นต้องเป็นผลที่ต้องห้าม 3 ปีเจ้าอย่ารับประทานเลย
24 และปีที่ 4 ผลที่ได้ทั้งหมดจะเป็นของบริสุทธิ์เป็นเครื่องบูชายอพระเกียรติแด่พระเจ้า
25 แต่ในปีที่ 5 จ้าจงรับประทานผลไม้นั้นได้เพื่อจะบังเกิดผลทวีขึ้นเพื่อเจ้า เราคือพระยาห์เวห์พระเจ้าของเจ้า

ทิวบา เชบัท”   ถือเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ของต้นไม้ต่างๆ  เดือนนี้ต้นอัลมอนด์จะเริ่มผลิดอกบาน  ซึ่งจะเริ่มเปลี่ยนจากฤดูหนาว(Winter)เป็นฤดูใบไม้ผลิ(Spring) ในเดือนนิสาน


ดร.ชัค เพียร์ส(Dr.Chuck Pierce) ได้เผยพระวจนะในช่วงเดือนเชบัท และให้ร้องตะโกนว่า  "พระพรนานัปการของข้าพเจ้ากำลังเดินทางมาถึงแล้ว!"  (my blessings are on the way!)
เดือนนี้เป็นช่วงเวลาของการประกาศิตว่า "การหายโรคโดยพระเจ้า! การรื้อฟื้นจากสวรรค์!" 

เป็นเดือนที่ต้นอัลมอนด์ออกดอกบานสะพรั่งในประเทศอิสราเอล ต้นอัลมอนด์เป็นต้นไม้พันธุ์แรกที่เริ่มออกดอกบาน และเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นของวงจรใหม่ จงร้องเรียกหาองค์เจ้าชีวิต  สำหรับการผลิดอกออกผล"ใหม่"ภายในเรา เมื่อพวกเรากำลังอธิษฐาน เราจะออกผลมากในปีนี้ และเพื่อที่เราจะผลิบาน และส่งกลิ่นหอมที่จะเป็นกลิ่นหอมแห่งชีวิตในพระคริสต์ 
เดือนเชบัท เป็นเดือนแห่งอาเชอร์

ผมได้ตั้งชื่อเผ่าของอิสราเอล พงศ์พันธุ์ของยาโคบเป็นภาษาไทยเพื่อให้จดจำได้ ดังนี้

รูเบน-"สมชาย", สิเมโอน -"สดับฟัง", เลวี-"สนิทใจ", ยูดาห์-"สรรเสริญ", 
อิสสาคาร์-"สินชัย",เศบูลุน-"สมเกียรติ", กาด -"สบโชค", 
โยเซฟ-"เสริมพล", มนัสเสห์ -"สิ้นโศก", เอฟราอิม -"เสริมพงศ์", เบนยามิน-"ศักดิ์ชาย",

อาเชอร์- "สุขใจ",นัฟทาลี- "สมชัย", ดีนาห์- "แสนดี"
(หมายเหตุ  เรียนรู้จักลักษณะของเผ่าต่างๆประจำเดือนของอิสราเอลโดยสามารถอ่านบทความที่เขียนไว้ตาม Link นี้ครับ  สิงห์แห่งเผ่ายูดาห์อิสสาคาร์ - ลาที่มีกำลังกล้าหาญ,เศบูลุน-เรือสำเภามุ่งสู่จุดหมาย,รูเบน - บุตรชายสายน้ำเชี่ยว,สิเมโอน กระบี่ในใจที่ร้ายกาจ,กาด นักรบผู้เก่งฉกาจ,เอฟราอิม-กระทิงแห่งศักดิ์ศรีนัสเสห์- ช่อมะกอกที่ออกผล,เบนยามิน -สุนัขป่า นักล่า, ดาน สันดานงูพิษ)
  
อาเชอร์ (Asher - אָשֵׁר )  หรือ นาย "สุขใจ" เป็นบุตรชายคนที่ 8 ของยาโคบ(อิสราเอล) เป็นบุตรของนางเลอาห์ซึ่งเกิดจากนางศิลปาห์สาวใช้ของเธอ

ปฐมกาล. 30:13 เลอาห์ก็ว่า ข้าพเจ้ามีความสุข เพราะพวกสตรีจะเรียกข้าพเจ้าว่า เป็นสุขนางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า อาเชอร์

อาเชอร์ ได้รับการอธิษฐานอวยพรจากบิดา คือ ยาโคบดังนี้ 

ปฐมกาล. 49:20  อาหารของอาเชอร์จะบริบูรณ์ และเขาจะผลิตเครื่องเสวยสำหรับกษัตริย์ 

นี่เป็นคำเผยพระวจนะที่เผ่าอาเชอร์จะได้ครอบครองดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด  สิ่งนั้นก็เกิดขึ้นเป็นจริง!

เผ่าอาเชอร์ได้รับมรดก ในดินแดนพันธสัญญา นั้นคือได้ครอบครองตามชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน(Mediterranean)  ระหว่างเมืองไทระ(Tyre)และภูเขาคาร์เมล(Mt.Carmel) ... เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในคานาอัน 

สังเกตได้จากเป็นดินแดนที่มีข้าวสาลี  ข้าวโพดและไวน์อุดมสมบูรณ์  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการอวยพรที่เต็มขนาดของพระเจ้า
 
ดินแดนนี้มีพืชที่อุดมสมบูรณ์  มีเพียงพอ สร้างความพึงพอใจอย่างมากสำหรับเผ่าอาเชอร์  และยังสามารถส่งออกไปให้กับเผ่าอื่นๆได้ด้วย  กษัตริย์ซาโลมอนทรงได้นำผลผลิตจากที่ดินของเผ่าอาเชอร์นี้  ไว้ในพระคลังของพระองค์เอง (1 พงศ์กษัตริย์ 4:20-28)

หมู่บ้านคานา แคว้นกาลิลี สถานที่ที่พระเยซูทรงเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้าองุ่น (ยอห์น 2:1-11) ก็เป็นดินแดนที่เป็นมรดกของเผ่าอาเชอร์  ดินแดนของเผ่าอาเชอร์นี้ เป็นสถานที่ที่พระเยซูทรงสำแดงพระองค์ว่าทรงเป็นอาหารแห่งชีวิต

คำอวยพรของโมเสส กล่าวเผยพระวจนะถึงเผ่าอาเชอร์ว่า 

เฉลยธรรมบัญญัติ 33:24-25 
 “ขอให้อาเชอร์ได้รับพระพรเหนือบรรดาบุตรอื่นๆ ของยาโคบ ขอให้เป็นที่โปรดปรานในบรรดาพี่น้อง  ให้เขาจุ่มเท้าลงในน้ำมันมะกอก  ขอให้ดาลประตูของเขาเป็นเหล็กและทองสัมฤทธิ์ กำลังของเขาคงอยู่ตลอดชีวิตของเขา” 

เมืองของพวกเขาจะได้รับการคุ้มครองโดยประตูเหล็กและทองสัมฤทธิ์  และความแข็งแกร่งของพวกเขาจะมีอายุตราบเท่าที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่

โมเสสจึงอวยพรแก่เผ่าอาเชอร์ ให้มีลูกดก (เผ่าอาเชอร์กลายเป็นหนึ่งในชนเผ่าที่มีจำนวนมากที่สุด)

เผ่าอาเชอร์อาศัยอยู่อย่างสงบสุขกับชนเผ่าอื่นๆ และมีความเจริญรุ่งเรือง   การล้างเท้าด้วยน้ำมันมะกอกเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์และความเจริญรุ่งเรือง 

สัญลักษณ์ประจำเผ่าอาเชอร์ คือ "ต้นไม้"  

เผ่าอาเชอร์เป็นเสมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ที่เกิดผลตามฤดูกาล

สดุดี  1:3 เขา​เป็น​เหมือน​ต้น​ไม้​ที่​ปลูก​ไว้​ริม​ธาร​น้ำ ซึ่ง​เกิด​ผล​ตาม​ฤดู​กาล และ​ใบ​ก็​ไม่​เหี่ยว​แห้ง ทุก​อย่าง​ที่​เขา​ทำ​ก็​จำ​เริญ​ขึ้น

ดูภาพรวมๆแล้วเป็นเผ่าที่มีความสุขมาก ตามชื่อนายสุขใจ แต่ว่าพวกเขาก็เคยได้รับความยากลำบากเมื่อพวกเขากบฏต่อพระเจ้าในอดีตที่ผ่านมา

เผ่าอาเชอร์ได้เข้าร่วมเป็น 10 เผ่าของอิสราเอลทางตอนเหนือที่กบฏต่อสู้กับอาณาจักรยูดาห์ (1 พงศ์กษัตริย์ 12) 
สาเหตุหนึ่งที่พวกเขากบฏไป  อาจจะมาจากการที่กษัตริย์ซาโลมอนทรงสร้างพระวิหาร  พระองค์ได้ทรงให้ยกเมือง 20 เมืองจากอาณาเขตของเผ่าอาเชอร์ ให้กับฮีรามกษัตริย์เมืองไทระ  เพื่อแลกเปลี่ยนสำหรับความช่วยเหลือของฮีราม 
 พงศ์กษัตริย์ 9:11-12 
11 แล้ว​พระ​ราชา​ซา​โล​มอน​ก็​ประ​ทาน​เมือง 20 เมือง​ใน​แผ่น​ดิน​กา​ลิ​ลี​แก่​ฮี​ราม​กษัตริย์​แห่ง​ไท​ระ เพราะ​ฮี​ราม​ได้​ส่ง​ไม้​สน​สี​ดาร์ ไม้​สน​สาม​ใบ​และ​ทอง​คำ​ให้​แก่​ซา​โล​มอน ตาม​ที่​พระ​องค์​มี​พระ​ประ​สงค์
12 แต่​เมื่อ​ฮี​ราม​เสด็จ​จาก​เมือง​ไท​ระ​เพื่อ​ชม​เมือง​ที่​ซา​โล​มอน​ประ​ทาน​แก่​ท่าน เมือง​เหล่า​นั้น​ไม่​เป็น​ที่​พอ​พระ​ทัย​ท่าน

เมื่อชนเผ่าทางตอนเหนือก่อกบฎต่อต้านกษัตริย์เรโหโบอัม  พระโอรสของกษัตริย์ซาโลมอน เผ่าอาเชอร์ก็ไปกับพวกเขาในการกบฏ

แต่เผ่าอาเชอร์ได้กลับใจใหม่อีกครั้ง! 
เมื่อกษัตริย์เฮเซคียาห์ได้รื้อฟื้นการจัดงานฉลองเทศกาลปัสกา  พระองค์ทรงส่งสารไปยังเมืองของ 10 ชนเผ่าทางตอนเหนือ เพื่อให้พวกเขาที่จะเข้าร่วมในการเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกาของพระเจ้าในกรุงเยรูซาเล็ม

2 พงศาวดาร 30:9-11
9 เพราะถ้าท่านทั้งหลายหันกลับมายังพระเจ้า พี่น้องของท่านและลูกหลานของท่านจะประสบความเอ็นดูจากผู้ที่จับเขาไปเป็นเชลย และจะได้กลับมายังแผ่นดินนี้อีก เพราะพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านทรงพระเมตตาและกรุณา ถ้าท่านกลับมาหาพระองค์ พระองค์จะไม่ทรงหันพระพักตร์ไปจากท่าน”...
11 มีแต่คนเผ่าอาเชอร์ มนัสเสห์และเศบูลุนบางคนที่ถ่อมตัวและมายังเยรูซาเล็ม


ฝูงชนมากมายทั้งชายและหญิงจากเผ่าอาเชอร์ เดินทางมาเข้าร่วมกับคนอื่น ๆ จากชนเผ่าทางตอนเหนือและเดินทางไปยังอาณาจักรยูดาห์  พวกเขาได้นมัสการพระเจ้าที่แท้จริง!

2 พงศาวดาร 11:16 และบรรดาผู้ที่ปักใจแสวงพระยาห์เวห์ พระเจ้าของอิสราเอล ก็ติดตามเขาทั้งหลายมาจากเผ่าทั้งปวงของอิสราเอลยังเยรูซาเล็ม เพื่อถวายสัตวบูชาต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย

2 พงศาวดาร 15:9 และพระองค์ทรงรวบรวมยูดาห์และเบนยามินทั้งปวง และคนเหล่านั้นจากเอฟราอิม มนัสเสห์ และจากสิเมโอน ผู้อาศัยอยู่กับเขาทั้งหลาย เพราะคนเป็นจำนวนมากได้หลบหนีมาหาพระองค์จากอิสราเอล เมื่อเขาเห็นว่าพระยาห์เวห์ พระเจ้าของพระองค์สถิตกับพระองค์

ผลที่ได้คือเผ่าอาเชอร์ก็ไม่ได้ "เป็นชนเผ่าที่สูญหาย" เมื่อราชอาณาจักรภาคเหนือถูกนำตัวไปเป็นเชลย มีคนจากเผ่าอาเชอร์หลงเหลือในแผ่นดิน!


เผ่าอาเชอร์เป็นนักรบ กองหลังที่แข็งแกร่ง 


เวลาเคลื่อนทัพของอิสราเอล เผ่าอาเชอร์จะเดินในกลุ่มสุดท้าย เพื่อป้องกันหลัง  เมื่อศัตรูโจมตีจากด้านหลัง เผ่าอาเชอร์เป็นส่วนหนึ่งของอิสราเอลในการป้องกันศัตรูเมื่อมีการจัดทัพเดินผ่านถิ่นทุรกันดาร
เมื่อมีการจัดค่ายรอบพลับพลา เผ่าอาเชอร์ถูกจัดวางอยู่ทางด้านทิศเหนือของค่ายพร้อมกับเผ่าดานและเผ่านัฟทาลี  เป็นตำแหน่งที่วางไว้เพื่อปกป้องชนชาติอิสราเอล!  ในพระคัมภีร์  การโจมตีจากศัตรูมักจะโจมตีจากทางทิศเหนือ

การจัดตั้งรูปแบบค่ายของคนอิสราเอลและการตั้งพลับพลา (กันดารวิถี 2:1-34,3:21-38)  จะเห็นได้ว่าพลับพลาจะอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางของค่าย  ซึ่งมีเผ่าต่างๆ 12 เผ่าของอิสราเอลอยู่บริเวณรอบพลับพลา  มี 3 เผ่าตั้งค่ายอยู่ที่จุดของแต่ละเข็มทิศรอบพลับพลา เผ่าเลวีจะเข้าไปทำหน้าที่ในพลับพลา


 เผ่าอาเชอร์ ได้รับการอวยพรในเรื่องความแข็งแรงและการเกิดผล(เฉลยธรรมบัญญัติ 33 :24-25)  แต่เผ่าอาเชอร์ยังลังเลที่จะไปในการต่อสู้!

 เมื่อเผ่าอาเชอร์เข้ามาในดินแดน  พวกเขาไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้าที่จะขับไล่ชาวคานาอันออกไป
เผ่าอาเชอร์ล้มเหลวที่จะขับไล่ชาวเมืองต่างๆออกไป 
ผู้วินิฉัย 1:31  อาเชอร์มิได้ขับไล่ชาวเมืองอัคโค หรือชาวเมืองไซดอน หรือชาวเมืองอัคลาบ หรือชาวเมืองอัคซิบ หรือชาวเมืองเฮลบาห์ หรือชาวเมืองอาฟิกหรือชาวเมืองเรโหบ

ในช่วงเวลาที่ผู้วินิจฉัย เผ่าอาเชอร์ปฏิเสธที่จะต่อสู้เคียงข้างกับเดโบราห์และบาราค ทำให้เดโบราห์ได้ตำหนิ โดยเอ่ยชื่อ เผ่าอาเชอร์ในบทเพลงแห่งชัยชนะของเธอ!

ผู้วินิฉัย  5:17 กิ เลอาดอยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดน ส่วนดานอาศัยอยู่กับเรือกำปั่น ทำไมเล่า อาเชอร์นั่งเฉยอยู่ที่ฝั่งทะเล ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามท่าจอดเรือของเขา

เราเห็นได้จากการศึกษาเดือนที่แล้วคือ เดือนเทเบท  ว่า เผ่าดาน สันดานงูพิษไม่ยอมกลับใจ แต่เผ่าอาเชอร์   พวกเขากลับใจใหม่!

เผ่าอาเชอร์ตอบสนองการตักเตือนของเดโบราห์ เปลี่ยนจากนักหลับ นั่งเฉย ที่เคยมีคติประจำใจว่า "ไม่หลบ ไม่อู้ก็สู้ไม่ไหว" 
พวกเขาสำนึกผิด! จะมัวหลับ หลบ อู้ไม่ได้แล้ว ต้องเป็นนักรบที่ห้าวหาญ

เมื่อเราศึกษาพระคัมภีร์ เราจะพบว่าเผ่าอาเชอร์ ไม่เคยหันหลังหลับเมื่อถูกเรียกให้ออกไปรบ!
ในหนังสือผู้วินิจฉัยบทที่ 6-7 เมื่อกิเดโอน รวบรวมกองทัพไปรบ เผ่าอาเชอร์ตอบสนองอย่างรวดเร็ว!
พระวิญญาณของพระยาห์เวห์ทรงสวมทับกิเดโอน ... และท่านส่งผู้สื่อสารไปทั่วทั้งเผ่ามนัสเสห์ เพื่อเรียกพวกเขาออกไปรบและส่งผู้สื่อสารไปยังเผ่าอาเชอร์ เศบูลุนและนัฟทาลี  พวกเขาก็ขึ้นไปพบกับผู้สื่อสาร

ผู้วินิฉัย  7:23 คนอิสราเอลถูกเรียกออกมาจากนัฟทาลี และจากอาเชอร์ และจากทั่วมนัสเสห์และพร้อมกันติดตามพวกมีเดียนไป

ใน 1 พงศาวดาร 12 เมื่อกษัตริย์เดวิด ตั้งกองทัพของพระองค์  กองทัพที่ใหญ่เป็นอันดับสองของชนเผ่าทั้งหมดมาจากเผ่าอาเชอร์!
1 พงศาวดาร 12:36  จากคนอาเชอร์ 40,000 คนที่พร้อมออกรบในสงคราม
1พงศาวดาร 12:38  ทหารทั้งสิ้นเหล่านี้ พร้อมที่จะทำศึก มายังเฮโบรน ด้วยเจตนาเต็มเปี่ยมเพื่อตั้งดาวิดให้เป็นพระราชาเหนือ อิสราเอลทั้งสิ้น ในทำนองเดียวกันคนอิสราเอลที่เหลืออยู่ ก็เป็นใจเดียวกันที่จะตั้งดาวิดเป็นพระราชา

1 พงศาวดาร7:40 ทั้งหมดนี้เป็นบุตรของอาเชอร์ เป็นผู้นำตระกูลของพวกเขา เป็นนักรบกล้าหาญที่ถูกคัดเลือกไว้เป็นผู้นำของเหล่าเจ้านาย จำนวนคนที่พร้อมรบในสงครามตามที่บันทึกไว้ใน ทะเบียนลำดับพงศ์คือ 26,000 คน

สิ่งที่เรียนรู้ คือ เผ่าอาเชอร์ได้เลือกทางที่ผิด แต่พวกเขากลับใจและได้รับการรื้อฟื้นในการเป็นผู้นำจนไปสู่ความสำเร็จตามเป้าประสงค์ของเขา พวกเขาคือ นักรบของพระยาห์เวห์

เดือนนี้จึงเป็นเดือนที่เราจะเตือนใจตัวเองว่า โยเอล 3:10 ... ให้​คน​อ่อน​แอ​พูด​ว่า “ข้า​เป็น​นัก​รบ”

เดือนเชบัท จึงเป็นเดือนที่เราจะอธิษฐานป่าวประกาศดังนี้ 

    เดือนแห่งความบริบูรณ์   

อธิษฐานป่าวประกาศตามพระวจนะ  ปฐมกาล 49:20 อาหารของอาเชอร์จะบริบูรณ์ และเขาจะผลิตเครื่องเสวยสำหรับกษัตริย์   

เดือนนี้เป็นเดือนที่เราจะรับพระพรเพื่อเรานำพระพรออกไปสู่ผู้อื่น!

     เดือนแห่งการเยียวยารักษา

อธิษฐานป่าวประกาศ ตามพระวจนะ   เยเรมีย์  33:6 ดูเถิด เราจะนำอนามัย และการรักษามาให้ และเราจะรักษาเขาทั้งหลายให้หายและเผยสวัสดิภาพและความมั่นคงอย่างอุดม

เดือนนี้เป็นแห่งการเยียวยารักษา เหมือนดังพระธรรมวิวรณ์ 22:1-2 กล่าวถึงแม่น้ำแห่งชีวิตที่ไหลไปที่ใดเกิดการเยียวยารักษา จิตใจของเราจะเป็นดั่งรากฐานของต้นไม้ที่จะถูกปลุกขึ้นมาด้วยแม่น้ำแห่งชีวิต

     เดือนแห่งความชอบธรรมที่เป็นรากฐานของชีวิต

อธิษฐานป่าวประกาศตามพระวจนะ  เยเรมีย์  33:16 ​ในกาลครั้งนั้น ยูดาห์จะได้รับการช่วยให้รอด และเยรูซาเล็มจะอาศัยอยู่อย่างมั่นคง พระเจ้าทรงเป็นความชอบธรรมของเรา’  

ตัวอักษรภาษาฮีบรูประจำเดือนนี้ คือ ตัวอักษร “ซาเด” (tsade) เป็นสัญลักษณ์ของ "ผู้ชอบธรรม"  ความหมายมาจากพระนามคือ พระยาห์เวห์ธิเคนู” (Yahweh Tsidkenu )  ความชอบธรรมจึงเป็นรากฐานของชีวิต อย่าให้ความอธรรมมาทำให้เราสั่นคลอน คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ(โรม 1:17)

     เดือนแห่งพระวจนะที่หล่อเลี้ยงชีวิต

อธิษฐานป่าวประกาศตามพระวจนะ    สดุดี 119:103 ​พระดำรัสของพระองค์นั้น ข้าพระองค์ชิมแล้วหวานจริงๆ หวานกว่าน้ำผึ้งเมื่อถึงปากข้าพระองค์

เดือนนี้จะเป็นเดือนที่เราจะได้อิ่มหนำในการอ่านพระวจนะ พระวจนะเป็นกำลังและเป็นอาหารที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ  (สดุดี 1:2-3)แต่ความปีติยินดีของผู้นั้นอยู่ในพระธรรมของพระเจ้า เขาภาวนาพระธรรมของพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน เขาเป็นเช่นต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมธารน้ำ ซึ่งเกิดผลตามฤดูกาล และใบก็ไม่เหี่ยวแห้ง

จงเป็นดังเผ่าอาเชอร์  เป็นต้นไม้ริมธารน้ำที่เกิดผลและอยู่ในนิเวศของพระเจ้าเสมอ


สดุดี 52:8 ส่วน​ข้าพ​เจ้า​เป็น​เหมือน​ต้น​มะกอก​เขียว​สด​ใน​พระ​นิ​เวศ​ของ​พระ​เจ้า ข้าพ​เจ้า​วาง​ใจ​ใน​ความ​รัก​มั่น​คง​ของ​พระ​เจ้า​เป็น​นิตย์​นิ​รันดร์

พบกันใหม่เดือนหน้าเดือนอาดาร์ เดือนแห่งเผ่านัฟทาลีนะครับ 

07 กุมภาพันธ์ 2560

สรุปคำสอนเรื่อง พระกิตติคุณที่เรียบง่าย ดีต่อใจ เป็นได้จริง

ขอนำสรุปคำสอนเรื่อง "พระกิตติคุณที่เรียบง่าย ดีต่อใจ เป็นได้จริง" ที่ผมได้แบ่งปันที่คริสตจักรแห่งพระบัญชา ในวันที่ 6 ก.พ.17 ที่ผ่านมา

"พระกิตติคุณเป็นสิ่งที่เรียบง่าย ดีต่อใจและเป็นไปได้จริงในชีวิตของเรา
เพียงแค่เราเชื่อและยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เป็นผู้ใด ในชีวิตของเรา
ทรงเป็นราชาแห่งดวงใจ ผู้รับใช้ที่ถ่อมใจ คนที่รู้ใจเข้าถึงได้ง่าย และทรงเป็นพระเจ้าที่ให้ชีวิตใหม่

พระกิตติคุณเป็นข่าวดีสำหรับทุกคนที่เราจะต้องสื่อสารออกไปด้วยความรักด้วยความมุ่งมั่นรอคอย
สื่อสารพระกิตติคุณแบบง่ายในความเป็นตัวเองในแบบของเรา เป็นเพื่อนที่ดีและเป็นอุปกรณ์ที่พระเจ้าจะใช้เราในการประกาศ"

พระกิตติคุณของพระคริสต์จะเป็นจริงในชีวิตเราด้วยก้าวข้ามจากกรอบศาสนา เข้าสู่ความสัมพันธ์
หลักตรรกศาสตร์(Logic) คือ การก้าวข้ามความคิดเห็นเรื่องพระเจ้าด้วยสติปัญญาไปสู่สัมพันธภาพอันต่อเนื่องกับพระองค์ด้วยการยอมรับและเข้าสู่ครอบครัวของพระองค์ คือ
เชื่อ + ยอมรับ = จะได้เป็น
- ลี สตอรเบล(Lee Strobel)
ยอห์น 1:12 แต่​ส่วน​บรรดา​ผู้​ที่​ต้อนรับ​พระ​องค์ ผู้​ที่​เชื่อ​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ก็​ทรง​ประทาน​สิทธิ​ให้​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า

“ศาสนศาสตร์จะสมบูรณ์ที่สุดก็ต่อเมื่อเรานำหลักการต่างๆมาปฏิบัติอย่างมีสติภายใต้พระเนตรของพระเจ้า ผู้ที่ศาสนศาสตร์กล่าวถึงนั้น และเมื่อศาสนศาสตร์จะเป็นเหมือนดั่งบทเพลงถวายเกียรติแด่พระองค์”
เจ ไอ แพ็คเกอร์

“ผมอาจยังไม่สามารถเป็นคนที่ควรจะเป็นได้ แต่ด้วยความช่วยเหลือจากพระเจ้าวันหนึ่งผมจะเป็น แต่อย่างไรก็ตาม ขอบพระคุณพระเจ้าที่เวลานี้ผมไม่ใช่คนเก่าอีกต่อไปแล้ว”
มาร์ติน ลูเธอร์ คิงส์ จูเนียร์


สามารถฟังคำสอนในรายละเอียดตาม Link นี้ครับ 


ความบริสุทธิ์ไม่ได้หมายถึงความขาวจั๊วะ

บทความเรื่อง "ความบริสุทธิ์ไม่ได้หมายถึงความขาวจั๊วะ"
 โดย Haiyong Kavilar


เมื่อคริสเตียนนมัสการพระเจ้า วลีหนึ่งที่มักจะมีการเอื้อนเอ่ยคือ “พระเจ้าทรงบริสุทธิ์”คำว่าบริสุทธิ์นี้ เมื่อดูจากรากภาษาไทยแล้ว จะให้ภาพของความขาวสะอาดหรือขาวจั๊วะ แต่ในรากภาษาของพระคัมภีร์ คำว่าบริสุทธิ์ ไม่ได้หมายถึงความขาวสะอาด แต่หมายถึง “การแยกไว้เป็นพิเศษ” (Set Apart)

ในพระคัมภีร์ฉบับภาษาไทยคำว่าบริสุทธิ์ แปลมาจากคำว่า Kadosh ในภาษาฮีบรู และแปลมาจากคำว่า Hagios ในภาษากรีก ซึ่งรากศัพท์ของคำนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาฮีบรูหรือภาษากรีก ต่างมีความหมายที่แปลว่า “แยกไว้เป็นพิเศษ” หรือ “แตกต่างจากทั่วๆไป”

ผู้ชายคนหนึ่งอาจรู้จักกับผู้หญิงหลายๆคน แต่จะมีผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นคนพิเศษสำหรับเขา แม้ว่าโลกนี้จะมีผู้หญิงมากมาย แต่สำหรับชายคนนี้แล้ว จะมีผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกแยกไว้เป็นพิเศษ สำหรับเขาแล้วผู้หญิงคนนี้จะแตกต่างจากผู้หญิงทั่วๆไป คำว่า “แยกไว้เป็นพิเศษ” หรือ “แตกต่างจากทั่วๆไป” นี้คือรากศัพท์ของคำว่า บริสุทธิ์ ตามภาษาเดิมของพระคัมภีร์

เมื่อพระคัมภีร์กล่าวว่า “พระเจ้าทรงบริสุทธิ์” ตามรากศัพท์แล้ว วลีนี้ไม่ได้มีความหมายว่า พระเจ้าทรงขาวสะอาด (ในความเป็นจริงพระเจ้าก็ทรงชอบธรรมและขาวสะอาด) แต่หมายความว่าพระเจ้าทรงเป็นบุคคลที่แตกต่างจากบุคคลอื่น ในมิติของการนมัสการเมื่อเราร้องว่า “พระเจ้าทรงบริสุทธิ์” ตามภาษาของพระคัมภีร์แล้วเรากำลังหมายความว่า พระเจ้าทรงเป็นคนพิเศษสำหรับเรา แม้ว่าจักรวาลนี้จะมีสิ่งต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือทูตสวรรค์ แต่พระเจ้าทรงเป็นคนพิเศษที่แตกต่างจากสิ่งอื่นทั่วไป เมื่อเรากล่าวว่าพระเจ้าทรงบริสุทธิ์ เรากำลังให้เกียรติกับพระเจ้าว่า พระองค์ทรงเป็นคนพิเศษสำหรับเรา คำว่าบริสุทธิ์ที่มีรากศัพท์ว่า “แยกไว้เป็นพิเศษ” เป็นศัพท์ที่ให้ภาพในมิติของความสัมพันธ์ที่ว่า แม้ว่าเราจะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นๆมากมาย แต่พระเจ้าถือว่าเป็นคนพิเศษสำหรับเรา



พระคัมภีร์ไม่ได้กล่าวถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังกล่าวถึงความบริสุทธิ์ของผู้เชื่อที่เป็นมนุษย์ด้วย

(1 เปโตร 1:14-15) แต่​พระ​องค์​ผู้​ทรง​เรียก​พวก​ท่าน​นั้น​บริ​สุทธิ์​อย่าง​ไร พวก​ท่าน​เอง​ก็​จง​เป็น​คน​บริ​สุทธิ์​ใน​ชีวิต​ทุก​ด้าน​อย่าง​นั้น เพราะ​มี​คำ​เขียน​ไว้​แล้ว​ว่า “พวก​ท่าน​จง​เป็น​คน​บริ​สุทธิ์ เพราะ​เรา​เอง​บริ​สุทธิ์”

การดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ตามรากภาษาแล้วหมายถึงการดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากคนทั่วๆไป ในพระคัมภีร์ผู้เชื่อทุกคนถูกขนานนามว่า ธรรมมิกชน (Saint) ศัพท์คำนี้มีรากภาษาอันเดียวกับ “การแยกไว้เป็นพิเศษ”เหมือนกับคำว่าบริสุทธิ์ นี่หมายความว่าในสายตาของพระเจ้า ผู้เชื่อคือคนพิเศษสำหรับพระองค์ และพระองค์ทรงปรารถนาให้ผู้เชื่อดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากคนทั่วไป

การดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์(การดำเนินชีวิตที่แตกต่างจากคนทั่วไป) จึงไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงบาปที่คนทั่วไปทำกันเท่านั้น แต่หมายถึงการดำเนินชีวิตที่ล้นด้วยความรักและประกอบไปด้วยฤทธิ์เดช พระเจ้าไม่เพียงอยากให้ผู้เชื่อแตกต่างจากคนทั่วไปในแง่นิสัยเท่านั้น พระองค์อยากให้ผู้เชื่อแตกต่างจากคนทั่วไปในแง่ฤทธิ์เดชด้วย เรื่องเหนือธรรมชาติที่เป็นเรื่องไม่ธรรมดาสำหรับคนทั่วไป (เช่น การรักษาโรค การเผยพระวจนะ ฯลฯ) ควรจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผู้เชื่อ


หนังสือแนะนำเพิ่มเติม
คริสตจักรกลับสู่รากแห่งพันธสัญญา เขียนโดย โรเบิร์ต ดี. ไฮด์เลอร์

ที่มาของรูป

01 กุมภาพันธ์ 2560

รวมบทความเรื่อง "ความรัก"

เนื่องในเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนแห่งความรัก ผมได้รวบรวมบทความต่างๆ เพื่อเป็นข้อคิดเกี่ยวกับความรัก สามารถ Click เข้าไปอ่านได้ตาม link นี้ครับ

รักสุดจิต ฟินสุดใจ


“ความรัก เรียบง่ายแต่ทรงพลัง"

"รักสร้างภาพ...แบบนี้ต้องขยาย"


"Gift of love ความรัก...ของขวัญจากพระเจ้า"




"เปิดบัญชีหัวใจฝากไว้ในธนาคารแห่งความรัก"

"นิยาม"รัก"ต่างระดับ"

"จัดเต็มรัก จัดหนักให้หัวใจ"

“เชื่อฟังด้วยใจภักดิ์ รักด้วยสุดใจ”


"ความรักไม่มีเงื่อนไข(Unconditional Love)"