01 ธันวาคม 2559

ลิขิตชีวิตที่พระเจ้ามีสำหรับคนอาหรับและคนยิว (God’s Destiny for Arabs and Jews)

 ลิขิตชีวิตที่พระเจ้ามีสำหรับคนอาหรับและคนยิว (God’s Destiny for Arabs and Jews)
โดย อาเชอร์ อินเทรเตอร์ (Asher Intrater)
ในการประชุมพบปะกับผู้นำคริสเตียนชาวอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่นในอิสราเอลหรือในการประชุมระดับโลก แต่ละครั้งจะมีการสำแดงที่สดใหม่เกี่ยวกับลิขิตชีวิตที่พระเจ้ามีสำหรับคนอาหรับและคนยิว ในการประชุมครั้งล่าสุดที่เยรูซาเล็ม  หนึ่งใน   ศิษยาภิบาลชาวอาหรับให้ข้อสังเกตว่า มีแค่ 4 คนในพระคัมภีร์ที่ถูกตั้งชื่อไว้ก่อนที่เค้าจะกำเนิดมา คือ อิชมาเอล, อิสอัค, ยอห์น  ผู้ให้บัพติสมา, และเยชูวาห์ (พระเยซูคริสต์ในภาษาฮีบรู)
ศิษยาภิบาลเห็นข้อเปรียบเทียบระหว่างอิสอัคและเยชูวาห์ และข้อเปรียบเทียบระหว่างอิชมาเอลและยอห์นผู้ให้บัพติสมา อีกนัยหนึ่งก็คือ ลิขิตชีวิตของชุมชนคริสเตียนชาวอาหรับคือการจัดเตรียมหนทางสำหรับการฟื้นฟูในยุคสุดท้าย ของเมสสิยานิคยิวที่เหลือ   ในอิสราเอลและการเสด็จกลับมาครั้งที่สอง เป็นแบบเดียวกับที่ยอห์นจัดเตรียมหนทางสำหรับเยชูวาห์ในการเสด็จมาครั้งแรก 
มุ่งความสนใจไปในแง่บวก (Focusing on the Positive)
มีความบาปและความผิดพลาดมากมายในอัตชีวประวัติของบรรพบุรุษของพวกเรา เช่นฮักการ์และอิชมาเอล และอับราฮัมและ    ซาร่าห์ ถึงแม้เค้าจะมีความบาปและทำผิด พระเจ้าก็ยังคงมีลิขิตชีวิตสำหรับชาวยิวและชาวอาหรับ เรามีข้อท้าทายที่จะต้องมองข้ามประวัติศาสตร์ด้านลบของกลุ่มคนของเราทั้งคู่ เพื่อที่จะค้นพบข้อดีของลิขิตชีวิตที่พระเจ้ามีให้กับกันและกัน (ระหว่างคนอาหรับและคนยิว)
แม้แต่ความคิดที่ว่าคนอาหรับมีลิขิตชีวิตที่ดีก็เป็นเรื่องอื้อฉาวสำหรับชาวยิวบางคน ในทางเดียวกันลิขิตชีวิตที่พระเจ้ามีต่อคนยิว    ก็เป็นเรื่องอื้อฉาวสำหรับคริสเตียนและชาวอาหรับบางคน ลิขิตชีวิตของอิชมาเอลและชาวอาหรับมีความสัมพันธ์กับคนยิว เพราะพันธสัญญาของพระผู้ช่วยให้รอดมีผ่านทางอิสอัค ดังนั้นเมสสิยานิคยิว และคริสเตียนชาวอาหรับต้องการกันและกัน
แผนการที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า(Pre-destined Plan)
อิชมาเอลถูกเข้าสุหนัตในพันธสัญญาของอับราฮัมก่อนที่อิสอัคจะเกิดมา พระเจ้าสัญญาว่าจะอวยพรเค้า และตั้งชื่อเค้าก่อนที่เค้าจะเกิด นั่นเป็นเพราะพระเจ้ามีแผนการสำหรับเขาไว้ล่วงหน้าแล้ว ศิษยาภิบาลชาวอียิปต์ท่านหนึ่งได้แบ่งปันกับข้าพเจ้าว่า อิชมาเอล และก็คือชาวอาหรับในปัจจุบัน ถูกกำหนดให้เป็นผู้ปกป้องอิสอัค เป็นพี่ชายใหญ่อิชมาเอลนั้นเข้มแข็ง เป็นดั่งนักรบ และเป็น ผู้ที่เจริญรุ่งเรืองมีความมั่งคั่ง
ปัจจุบันนี้ผู้นำคริสเตียนชาวอาหรับเริ่มจะมองเห็นการทรงเรียกเพื่อช่วยเหลือชุมชนชาวเมสสิยานิคยิวในอิสราเอล และตระหนักถึงวัตถุประสงค์ทางพันธสัญญาของพระเจ้าต่อชนชาติอิสราเอล จงให้เราระลึกว่า ในทุกประเทศ ลิขิตชีวิตของพระเจ้าจะไม่ถูกพบในกลุ่มผู้ไม่เชื่อกลุ่มใหญ่ แต่จะถูกพบอยู่ในกลุ่มผู้เชื่อกลุ่มเล็กๆ สิ่งนี้เป็นความจริงสำหรับทั้งในยุโรป เอเชีย อเมริกา แอฟริกา สำหรับชาวอาหรับ และชาวยิว
คนอาหรับมีลิขิตชีวิตที่ดีที่ถูกกำหนดมาแล้วล่วงหน้าโดยพระเจ้า ลิขิตชีวิตเช่นนี้ไม่ถูกพบในลัทธิอิสลามหัวรุนแรง หรือในแวดวงการเมือง แต่ถูกพบในชุมชนคริสเตียนชาวอาหรับ ผู้ที่บังเกิดใหม่ เติมเต็มด้วยพระวิญญาณ เชื่อในพระคัมภีร์ ผู้ที่หลงเหลืออยู่ในประเทศต่างๆ เราอยู่ในพันธสัญญาเดียวกันกับพวกเค้า ผ่านทางความเชื่อในพระเยชูวาห์ และเราเชื่อว่าพวกเค้าเหล่านั้นจะยืนคียงข้างเราและประเทศของเราในเวลายากลำบากที่กำลังจะมาถึง

29 พฤศจิกายน 2559

คริสตจักรแบบกระจาย(Extended Church)

C Peter Wagner
คริสตจักรแบบกระจาย(Extended Church) โดย Haiyong Kavilar


ปีเตอร์ แวกเนอร์(C Peter Wagner) นักเพิ่มพูนคริสตจักรชื่อดังแห่งสถาบันศาสนศาสตร์ฟูลเลอร์ ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของคริสตจักรในศตวรรษที่21 โดยจุดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงก็คือการปฏิรูปอัครทูตครั้งใหม่ (New Apostolic Reformation) ซึ่งการปฏิรูปนี้นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของคริสตจักรที่จะทำให้อาณาจักรพระเจ้าขยายไปอย่างรุดหน้า

ลักษณะหนึ่งของคริสตจักรที่ขับเคลื่อนตามลักษณะของอัครทูตก็คือ การที่ผู้เชื่อเข้าไปมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งต่างกับคริสตจักรที่ขับเคลื่อนแบบศิษยาภิบาลที่เน้นแต่การเก็บเกี่ยวเพื่อเพิ่มจำนวนสมาชิกจุดจดจ่อของการขับเคลื่อนแบบอัครทูตก็คือ อาณาจักรพระเจ้า ซึ่งผู้เชื่อทุกคนมีส่วนสำคัญในการนำอาณาจักรของพระเจ้าเข้าไปครอบครองสังคม

ในหนังสือคริสตจักรที่กำลังเปลี่ยนแปลง(Changing Church) ของ ปีเตอร์ แวกเนอร์ ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงด้านหนึ่งของคริสตจักรนั่นก็คือ จากการเพิ่มพูนคริสตจักรสู่การปฏิรูปสังคม หากคริสตจักรขับเคลื่อนแบบศิษยาภิบาล จุดจดจ่อของคริสตจักรจะอยู่ที่ โบสถ์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการเพิ่มพูนคริสตจักรเพียงอย่างเดียว แต่คริสตจักรที่ขับเคลื่อนแบบอัครทูตจะไม่จดจ่ออยู่กับการเพิ่มพูนคริสตจักรเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วย ทั้งนี้เพราะจุดจดจ่อแบบอัครทูตอยู่ที่ อาณาจักรพระเจ้า” ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในกำแพงของโบสถ์

หนังสือ Changing Church
เมื่อผู้เชื่อก้าวเข้าสู่การขับเคลื่อนแบบอัครทูตที่เน้นการเปลี่ยนแปลงสังคม กรอบความเข้าใจของคำว่าคริสตจักรอาจจะต้องเปลี่ยนใหม่ เมื่อเอ่ยถึงคริสตจักร หลายคนมักจะนึกถึงอาคารหรือสถานที่ที่คริสเตียนมารวมตัวกัน แต่แท้จริงแล้วตามรากภาษาเดิมคริสตจักรไม่ได้หมายถึงตัวอาคารหรือโบสถ์ แต่หมายถึงการที่ผู้เชื่อมารวมตัวกัน อย่างไรก็ตามการรวมตัวกันของผู้เชื่อก็เป็นเพียงความหมายด้านหนึ่งของคริสตจักร คำว่าคริสตจักรในพระคัมภีร์มีความหมายชี้ถึง “ประชากรของพระเจ้า”นั้นหมายความว่าเมื่อผู้เชื่อมารวมตัวกันในวันอาทิตย์ ผู้เชื่อก็เป็นคริสตจักร วันจันทร์ถึงวันเสาร์ขณะที่ผู้เชื่อกระจายตัวเข้าไปสู่ที่ทำงาน ผู้เชื่อก็ยังเป็นคริสตจักรอยู่ อัครทูตทอมมี่ เฟ็มไรท์  (Tommi Femrite) ได้สรุปถ้อยคำเกี่ยวกับคริสตจักรไว้ในหนังสือ “อธิษฐานวิงวอนเพื่อภูเขาทั้ง 7” ว่า 
“เราไม่ได้คริสตจักร แต่เราเป็นคริสตจักร”

เมื่อผู้เชื่อมารวมตัวกันผู้เชื่อก็เป็นคริสตจักร เมื่อผู้เชื่อกระจายตัวเข้าไปในที่ทำงานผู้เชื่อก็ยังคงเป็นคริสตจักร การที่ผู้เชื่อเข้าไปในที่ทำงานในวันจันทร์ถึงเสาร์ไม่ได้ทำให้ผู้เชื่อสูญเสียสภาพของการเป็นคริสตจักร ผู้เชื่อไม่ได้เป็นคริสตจักรเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น แต่ผู้เชื่อเป็นคริสตจักรในวันจันทร์ถึงเสาร์ด้วย
ลีโอ ลาวสัน (Leo Lawson)แห่งพันธกิจมอร์นิงสตาร์ (Morning star ministries)ได้เรียกรูปแบบของคริสตจักรได้น่าสนใจ ลาวสันเรียกสภาวะของผู้เชื่อที่มารวมตัวกันในวันอาทิตย์ว่า Nuclear Church(คริสตจักรแบบกระจุก) และเรียกสภาวะของผู้เชื่อที่กระจายตัวในวันจันทร์ถึงวันเสาร์ว่า Extended Church(คริสตจักรแบบกระจาย)
                                                  
คริสตจักรแบบกระจุก(Nuclear Church) 

คริสตจักรแบบกระจาย(Extended Church)













ไม่ว่าผู้เชื่อจะมารวมตัวกันในโบสถ์หรือจะกระจายตัวไปในที่ทำงาน ผู้เชื่อก็ยังคงเป็นคริสตจักรอยู่ แต่รูปแบบและจุดประสงค์มีความแตกต่างกัน ในสภาพของคริสตจักรแบบกระจุก ผู้เชื่อมาชุมนุมกันเพื่ออธิษฐานและนมัสการ แต่ในสภาพของคริสตจักรแบบกระจาย ผู้เชื่อมีหน้าที่ในการนำอาณาจักรพระเจ้าแผ่ขยายเข้าสู่สังคมและที่ทำงาน พันธกิจหลักของคริสตจักรแบบกระจุกก็คือการที่ผู้เชื่อมารวมตัวกันเป็นนิเวศน์อธิษฐานเพื่อนมัสการและอธิษฐาน แต่พันธกิจหลักของคริสตจักรแบบกระจายคือการที่ผู้เชื่อนำอาณาจักรพระเจ้าเข้าไปยังสังคมและที่ทำงาน

คำว่า "คริสตจักร" ไม่ได้หมายถึงการรวมตัวกันของผู้เชื่อเท่านั้น แต่หมายถึงการกระจายตัวของผู้เชื่อด้วย ดังนั้นพันธกิจของคริสตจักรจึงไม่ได้หมายถึงภาระงานในโบสถ์ของคริสตจักรแบบกระจุกเท่านั้น แต่พันธกิจของคริสตจักรยังหมายถึงภาระงานในโลกของคริสตจักรแบบกระจายด้วย คำว่าพันธกิจไม่ได้เป็นศัพท์ที่ใช้เฉพาะงานในโบสถ์ แต่ยังเป็นศัพท์ที่ใช้ในงานอาชีพด้วย ในวันจันทร์ถึงเสาร์ ผู้เชื่อแต่ละคนจึงมีพันธกิจในการรับใช้ผู้คนเพื่อนำอาณาจักรพระเจ้าเข้าไปยังสังคม การเปลี่ยนแปลงสังคมจะเกิดขึ้นได้ มิใช่โดยคำอธิษฐานของผู้เชื่อในคริสตจักรแบบกระจุกเท่านั้น แต่การเปลี่ยนแปลงสังคมจะเกิดขึ้นได้โดยพันธกิจของผู้เชื่อในคริสตจักรแบบกระจายด้วย 

โอ ขอให้อัครทูตในที่ทำงานจงลุกขึ้นเถิด!

หนังสือแนะนำเพิ่มเติม
ปฏิรูปประชาชาติ​          เขียนโดย ซินดี้ เจคอปส์
อธิษฐานวิงวอนเพื่อภูเขาทั้ง7เขียนโดย ทอมมี่ เฟ็มไรท์
The Church in the Workplace    เขียนโดย C. Peter Wagner

ที่มาของรูป
รูป C. Peter Wagner จาก
http://apprising.org/2011/10/27/an-unhealthy-update-on-c-peter-wagner-the-nefarious-narians/
รูปหนังสือ Churching Church จาก
https://www.arsenalbooks.com/Changing-Church-C-Peter-Wagner-p/9780830736584.htm

24 พฤศจิกายน 2559

ช่วงเวลาแห่งการถูกรับขึ้นไป (Timing of the Rapture)

ช่วงเวลาแห่งการถูกรับขึ้นไป (Timing of the Rapture)
โดย อาเชอร์ อินเทรเตอร์ (Asher Intrater)


พื้นฐานคำสอนของเยชูวาห์ (พระเยซูคริสต์ในภาษาฮีบรู)ที่ เกี่ยวกับ
ช่วงเวลาสิ้นยุค อยู่ในพระกิตติคุณทั้งสามบท (มัทธิว บทที่ 24,
มาระโก บทที่ 13และลูกา บทที่ 21) 
อาเชอร์ อินเทรเตอร์
(
Asher Intrater)

พระองค์ได้สรุปและอธิบายคำสอนของผู้เผยพระวจนะชาวอิสราเอลทั้งหมด เหล่าอัครฑูตเขียน       
พระคัมภีร์โดยอิงจากสิ่งที่เยชูวาห์สอน
ในมัทธิว เยชูวาห์พูดถึง 2 ครั้ง คือในข้อ 31 และ 40 เกี่ยวกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติอันหนึ่งที่ผู้เชื่อ
ทั้ง
หลายจะถูกรับขึ้นไปบนฟ้าอากาศโดยเหล่าทูตสวรรค์ (Rapture การถูกรับ
ขึ้นไป) และพระคัมภีร์ได้พูดถึง
ช่วงเวลาทุกข์ยากลำบากที่ร้ายแรง (Tribulation การถูกข่มเหง) 
ซึ่งประกอบด้วย:

1. สิ่งชั่วร้ายถูกเปิดโปง
2. ผู้เชื่อจะถูกชำระให้บริสุทธิ์
3. การฟื้นฟูที่น่าอัศจรรย์จะเกิดขึ้น

บางคนสอนว่าผู้เชื่อทั้งหลายจะถูกรับขึ้นไปโดยทูตสวรรค์ก่อนช่วงเวลายาก
ลำบากนั้น หรือในระหว่างช่วง
ที่เกิดความยากลำบากนั้น อย่างไรก็ตามไม่มีการบันทึกไว้ในข้อพระคัมภีร์ที่ระบุว่าการรับขึ้นไปนั้นจะเกิด “ก่อน” หรือ   “ระหว่าง” การถูกข่มเหง แต่ทุกข้อพระคัมภีร์ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่าเหตุการณ์การรับ
ขึ้นไปนั้นจะเกิดขึ้น “ในภายหลัง

1. เยชูวาห์ สอนให้เรา “อดทนจนถึง “ที่่สุด”(มัทธิว 24:13)
2. จะมีบางคนจะต้อง “หนี” ไปที่ภูเขา (ข้อ 16) ไม่มีความจำเป็นต้องหนี หากคุณไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว
3. พระเจ้าจะย่น” วันเหล่านั้นให้สั้นเข้าเพราะเห็นแก่ผู้ที่ถูกเลือกสรร” (ข้อ 22) พระองค์ย่นช่วงเวลาสิ้น
ยุคเพื่อเหล่าธรรมมิกชน แต่พระองค์ไม่พาพวกเค้าออกไปก่อนที่ทุกอย่างจะสิ้นสุด
4. เยชูวาห์ เตือนผู้เชื่อที่เราจะไม่ “ถูกล่อลวง” หรือ “กลัว” ในช่วงเวลานั้น (ข้อ 4, 5 และ 25) 
ซึ่งถ้าเราไม่
ได้อยู่ในเหตุการณ์เหล่านั้นคำเตือนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความหมาย
5. ช่วงเวลาที่ทูตสวรรค์มานั้นจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน “หลังสิ้นการถูกข่มเหง” (มัทธิว 24:29,มาระโก13:24) “จากนั้น” (ข้อ 30)  จะมีการเสด็จกลับมาครั้งที่สองและการรับขึ้นไป
6. เยชูวาห์ เปรียบเทียบเหตุการณ์น้ำท่วมในสมัยโนอาห์ซึ่งเกิดขึ้น "ในวันนั้น" ที่โนอาห์เข้าเรือ ไม่ใช่
ก่อนหน้า
7. เยชูวาห์ เปรียบเทียบความคล้ายคลึงกับการทำลายเมืองโสโดม ซึ่งเกิดเหตุ"ในวันนั้นที่โลทออกมา" (ลูกา 17:29) ซึ่งไม่ได้เกิดก่อนหน้านั้นแม้วินาทีเดียว


ที่มาของวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day)

ทุกวันพฤหัสบดีที่ 4 ของเดือนพฤศจิกายน (ปี 2016 ตรงกับวันที่ 24 พ.ย.) ประเทศสหรัฐอเมริกาจะถือเป็นวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) ชาวอเมริกันจะเลี้ยงฉลองขอบคุณพระเจ้าที่อวยพระพรพวกเขาทั้งหลายให้มีความสุขทั้งกายและใจตลอดปีที่ผ่านมา และเป็นวันที่สมาชิกครอบครัวจะอยู่พร้อมหน้ากัน เพื่อรับประทานอาหารเย็น รวมทั้งพูดคุยถึงสิ่งที่ ต้องการขอบคุณพระเจ้า
วันขอบคุณพระเจ้า มีประวัติความเป็นมาเริ่มตั้งแต่การอพยพตั้งถิ่นฐานครั้งแรก ในอเมริกาในปี ค.ศ. 1620 เริ่มจากชาวอังกฤษกลุ่มหนึ่งซึ่งเรียกตนเองว่า เพียวริแทนสฺ (Puritans) นับถือศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ ต้องการปรับเปลี่ยนรูปแบบ ศาสนาในประเทศอังกฤษซึ่งในยุคนั้นเป็นนิกาย เชิร์ชออฟอิงแลนด์ (Church of England) ให้เป็นไปตามความเชื่อ เน้นความเรียบง่ายไม่หรูหรา ผลปรากฏว่าพวกเพียวริแทนสฺ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ จนในที่สุดได้ตัดสินใจย้ายถิ่นฐาน
การออกเดินทางมุ่งหน้าสู่โลกใหม่ พวกเพียวริแทนสฺ เริ่มเรียกตัวเองว่าพิลกริม (Pilgrims) เนื่องมาจากการท่องหาดินแดนแห่งเสรีภาพทางศาสนานี้
เมื่อเวลาผ่านไปเข้าสู่ฤดูหนาว (Winter) พวกพิลกริมต้องเผชิญกับการต่อสู้ภัยธรรมชาติ ซึ่งยากที่จะรับมือได้เนื่องจาก ไม่คุ้นเคยและไม่ได้รับการฝึกฝนทนกับความหนาวเย็น การใช้ชีวิตในป่าดงพงไพรอันเต็มไปด้วยโรคต่าง ๆ การทำงานหนัก ตลอดจนอาหารมีไม่เพียงพอ พวกเขาจึงได้รับความทุกข์ทรมานอย่างมากจนถูกคร่าชีวิตไปกว่าครึ่งหนึ่ง เมื่อสิ้นสุดฤดูหนาว จำนวนผู้รอดชีวิตเหลืออยู่แค่ 50 คนเท่านั้น ในเช้าวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิอันเป็นฤดูกาลถัดจากฤดูหนาว ชายชาวอินเดียนแดงคนหนึ่งเดินเข้ามาในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของพลีมัธ และแนะนำตัวเองอย่างเป็นมิตรซึ่งในเวลาต่อมาเขาได้นำหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดง ชื่อแมสซาซอยท์ (Massasoit) นำของกำนัลต่าง ๆ มามอบให้พวกพิลกริม และยังเสนอความช่วยเหลืออีกด้วย โดยสมาชิกในเผ่าของแมสซาซอยท์ได้สอนวิธีการล่าสัตว์ จับปลาและปลูกพืชให้กับพวกพิลกริม นอกจากนี้ยังสอนวิธีการใช้ปลา เป็นปุ๋ยสำหรับปลูกข้าวโพด (Corn) ฟักทอง (Pumpkins) และถั่ว (Beans) มีผลให้พวกพิลกริมสามารถเก็บเกี่ยว พืชผลได้อย่างดีมาก
ผู้ว่าการวิลเลี่ยม แบรดฟอร์ด (William Bradford) เจริญรอยตามแบบแผนประเพณีเก่าแก่ที่เคยปฏิบัติกันมา ได้กำหนดวันเพื่อขอบคุณพระเจ้าในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ. 1621 และยังได้ใช้โอกาสทางศาสนานี้สร้างสายสัมพันธ์ อันดีงามระหว่างพวกพิลกริม และเพื่อนบ้านชาวอินเดียนแดงเหล่านั้น
ประเพณีการฉลองวันขอบคุณพระเจ้าของคนอเมริกันในยุคปัจจุบันมีที่มาจากการฉลองวันขอบคุณพระเจ้าครั้งแรกดังกล่าว ดังนั้นอาหารหลักบนโต๊ะอาหารในวันนี้ซึ่งถือเป็นอาหารประจำเทศกาลขอบคุณพระเจ้าจะมีไก่งวงอบยัดไส้ (Roast turkey with stuffing) ผลสควอช ขนมปังข้าวโพด (Corn bread) และซอสแครนเบอร์รี่ (Cranberry sauce) พายฟักทอง (Pumpkin pie) เช่นเดียวกับอาหารที่หาและเก็บเกี่ยวได้ ในยุคสมัยนั้น...
ในวันศุกร์หลังจากวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving Day) เรียกกันว่า Black Friday เป็นวันเริ่มต้น การหาซื้อของขวัญเทศกาลคริสต์มาส เพื่อเตรียมมอบให้แก่กันและกัน
สำหรับเราในฐานะคริสตชน สามารถขอบพระคุณพระเจ้าได้ทุกวันเวลา สำหรับการจัดเตรียมจัดสรรของพระองค์ การไปคริสตจักรในทุกสัปดาห์จึงมีึวามหมายเพื่อเราจะได้เข้าไปนมัสการและขอบพระคุณพระเจ้า
สดุดี 95:2 ​ให้​เรา​เข้า​มา​อยู่​เฉพาะ​พระ​พักตร์​พระ​องค์​ด้วย​การ​ขอบ​พระ​คุณ ​ให้​เรา​โห่​ร้อง​ด้วย​ความ​ชื่น​บาน​ถวาย​แด่​พระ​องค์​ด้วย​บท​เพลง​สรรเสริญ

สดุดี 100:4 ​จง​เข้า​ประตู​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​ขอบ​พระ​คุณ ​และ​เข้า​บริเวณ​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​องค์​ด้วย​การ​สรรเสริญ จง​ขอบ​พระ​คุณ​พระ​องค์ จง​ถวาย​สาธุการ​แด่​พระ​นาม​ของ​พระ​องค์

ความเห็นพ้องทั่วไปอย่างเป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับเรื่องสิ้นยุค( End Time General Consensus)

ความเห็นพ้องทั่วไปอย่างเป็นเอกฉันท์เกี่ยวกับเรื่องสิ้นยุค 
โดย ดาเนียล จัสเตอร์ (Dan Juster)
Eschatology หรือศาสนศาสตร์ยุคสุดท้าย คือคำสอนเรื่องเวลาสิ้นยุค และยุคใหม่ที่จะมา
ในโลกของคริสเตียนได้มีการพัฒนาความเห็นพ้องทั่วไปเกี่ยวกับศาสนศาสตร์ยุคสุดท้าย เราแทบจะเรียกประเด็นเหล่านี้ว่าความจริงของวันนี้ได้ ถึงแม้ว่าไม่ใช่ทุกคนที่ตระหนักเช่นนั้น และนี่คือความเห็นพ้องทั่วไปอย่างเป็นเอกฉันท์:  
เวลาสิ้นยุคเริ่มจากการเสด็จมาของพระเยซู ต่อด้วยการสิ้่นพระชนม์ การฟื้นคืนพระชนม์ และการมอบพระวิญญาณบริสุทธิ์ใน   วันเพนเทคอสต์ (Shavuot ชาวูโอท) แผ่นดินของพระเจ้าได้มาแล้ว แต่การสำแดงอย่างเต็มรูปแบบจะมาพร้อมกับการเสด็จมาครั้งที่ 2 ของเยชูวาห์
ดาเนียล จัสเตอร์ (Dan Juster)
กลียุคและการแทรกแซง (Cataclysm and Intervention)
ช่วงวันท้ายๆของเวลาสิ้นยุคนั้นอ้างถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่นานก่อนการเสด็จมาครั้งที่สองของพระเยซู ช่วงเวลานี้รวมถึง    การทดลองที่ยากเข็ญที่จะเกิดกับผู้คนของพระเจ้าในช่วงที่เขาทั้งหลายจะถูกต่อต้านด้วยอำนาจมืด ในความคิดของชาวยิว ช่วงเวลานี้จะถูกเรียกเหมือนเป็นช่วงเจ็บท้องคลอดเพื่อกำเนิดพระเมสสิยาห์หรือพระผู้ช่วยให้รอด (Sanhedrin 98 แซนเฮดริน 98) คำสอนเรื่องสิ้นยุคแบบดั้งเดิมของชาวยิวนั้นมีความสอดคล้องกับคริสตจักร ในเรื่องการถูกทดลองใหญ่ในช่วงสิ้นยุค ผมเรียกมุมมองแบบนี้ว่า - กลียุคและการแทรกแซง
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายนั้นประชาชนของพระเจ้าจะถูกช่วยกู้ และเราจะเข้าสู่ยุคหน้าที่จะมาถึง ความเห็นพ้องกว้างๆอย่างเป็นเอกฉันท์นี้ได้สะท้อนออกมาแม้ในประมวลคำสอนของโรมันคาทอลิคก็ตาม
ที่พูดว่าก่อนการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระคริสต์ คริสตจักรต้องผ่านบททดสอบสุดท้ายที่จะเขย่าความเชื่อของผู้เชื่อหลายคน การถูกข่มเหงนี้ที่มาพร้อมการแสวงบุญบนโลกนี้จะเปิดเผย “ความลึกลับของสิ่งชั่วร้าย” ในรูปแบบของการล่อลวงทางศาสนาที่ดูเหมือนช่วยแก้ปัญหาให้กับมนุษย์โดยแลกกับการจ่ายราคาด้วยการปฏิเสธความจริง  การล่อลวงทางศาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ       ผู้ต่อต้านพระคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอดปลอม(a pseudo-messianism) โดยมนุษย์ที่ยกตนเองขึ้นแทนพระเจ้า และพระเมสสิยาห์ที่มาในกายมนุษย์ 675
คริสตจักรจะเข้าสู่สง่าราศีของอาณาจักรผ่านปัสกาครั้งสุดท้าย เมื่อเธอจะติดตามองค์เจ้านายของเธอในความตาย และการฟื้นขึ้น อาณาจักรจะสมบูรณ์ แต่ไม่ใช่ด้วยชัยชนะจากอำนาจของคริสตจักรที่ทวีขึ้น แต่โดยชัยชนะของพระเจ้าเหนือความเหิมเกริมของความชั่วร้ายเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น 677

แล้วอิสราเอล? (
What About Israel?)
คำสอนของเราสอดคล้องป็นอย่างมากกับความเห็นพ้องอย่างเป็นเอกฉันท์นี้ แต่เราเชื่อว่ามันได้ขาดชิ้นส่วนสิ้นยุคที่เชื่อมต่อกับอิสราเอล และชาวยิว ข้อพระคัมภีร์ภาษาฮีบรูได้กล่าวถึงการสู่รบครั้งสุดท้าย (โยเอล 3 อิสยาห์ 25-27 เอเสเคียล 38-39 และอื่นๆอีกมาก) ที่ได้เชื่อมโยงชาวยิวในอิสราเอลกับการสิ้นยุคนี้  ให้เรายกตัวอย่างมาสักข้อ
เศคาริยาห์ 12, 14 - เราได้อ่านเรื่องการบุกรุกของนานาชาติและการสู้รบเพื่อเยรูซาเล็ม และนี่นำไปสู่ช่วงเวลาการกลับใจหลังสงครามอย่างน่าอัศจรรย์ และอิสราเอลจะมองพระองค์นั้นผู้ซึ่งเขาได้แทง (12:10) คืออิสราเอลหันกลับมาหาพระเยซู และในช่วงปลายของสงครามครั้งใหญ่นี้ ประชาชาติทั้งหลายจะหันกลับสู่พระเจ้า และนมัสการพระองค์ในเยรูซาเล็มทุกปีในช่วงเทศการอยู่เพิง Feast of Tabernacles (Sukkot สุคท)
เราซาบซึ้งที่ในยุคสมัยของเรานี้ ได้เริ่มมีความเห็นพ้องกันทั่วไป สู่ความเป็นเอกฉันท์ถึงความเกี่ยวข้องกันระหว่างอิสราเอลและชาวยิวต่อศาสนศาสตร์ยุคสุดท้ายของคริสตจักร เฉกเช่นที่อิสราเอลและชาวยิวเคยเป็นศูนย์กลาง จุดรวมความสนใจของผู้เผยพระวจนะชาวฮีบรูในอดีตขณะที่กำลังเผยถึงเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นในช่วงสิ้นยุค

ข้อมูลจาก http://reviveisrael.org/end-time-general-consensus/