28 เมษายน 2558

คำพยากรณ์ของดาเนียล

คำพยากรณ์ของดาเนียล โดย อาเชอร์ อินเทรเตอร์

หนังสือดาเนียลแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนหลักๆ บทที่ 1 ถึงบทที่ 6 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับประสบการณ์ชีวิตของดาเนียลและเพื่อนๆของเขา ขณะที่กำลังเป็นข้าราชการในบาบิโลน และเปอร์เซีย บทที่ 7 ถึงบทที่12 นั้นเกี่ยวนิมิตเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า และเรื่องสิ้นยุค
ในแง่ของความก้าวหน้าด้านการรับการเปิดเผยสำแดงของบรรดาผู้เผยพวจนะชาวอิสราเอล ดาเนียลได้รับการสำแดงในระดับที่ล้ำหน้าที่สุด นิมิตซึ่งเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระเมสสิยาเพื่อเตรียมหนทางสำหรับข่าวประเสริฐ นิมิตของเขาเกี่ยวกับสิ้นยุคนั้นเป็นเบื้องหลังและบริบทหลักของหนังสือวิวรณ์
บทที่ 7-12 ประกอบด้วย 4 นิมิตหลัก:
1. บทที่ 7 : ปีแรกของรัชกาลเบลชัสซาร์ - นิมิตถึงสัตว์ 4ชนิด และผู้ซึ่งเจริญด้วยวัยวุฒิ
2. บทที่ 8: ปีที่ 3 ของรัชกาลเบลชัสซาร์ – นิมิตเกี่ยวกับแกะผู้ (เปอร์เซีย/เมเดซ) และแพะผู้ (กรีก)
3. บทที่ 9: ปีแรกของรัชกาลดาริอัส - คำพยากรณ์เกี่ยวกับ 70 สัปดาห์ และพระเมสสิยาห์ (ผู้ที่ถูกเจิมไว้) ถูก "ตัดออก"
4. บทที่ 10-12 – ปีที่ 3 ของรัชกาลโคเรช (ไซรัส) - บทสรุปของสิ้นยุคโดย "บุรุษในเปลวเพลิง"
ความเข้าใจของดาเนียลต่อนิมิตของเขานั้นจำกัด เขาได้รับการเปิดเผยว่าความสมบูรณ์ของคำเผยเหล่านั้นจะสำเร็จในภายภาคหน้า และความหมายของคำเหล่านั้นจะถูกปิดผนึกจนกว่าวันนั้น (ดาเนียล 8:26, 12:4,9)
ซึ่งในคำเผยพระวจนหลักทั้งสี่นี้ล้วนอ้างอิงโดยตรงถึงเยชูวาห์(พระเยซูคริสต์ในภาษาฮีบรู) ในฐานะ “พระเมสสิยาห์” “องค์จอมโยธา (จอมของบริวาล)” “ทูตสวรรค์ของพระเจ้า” (ดาเนียล7:13-14; 8:11, 15, 25; 9:25-26; 10:5-6, 20-21).
คำเผยพระวจนะได้กล่าวถึงอำนาจซาตานสองขั้วที่แข็งแรงและเข้ามาทำสงครามฝ่ายวิญญาณต่อต้านอาณาจักรของพระเจ้า:คือ พาราส (เปอร์เซีย) และ ยาวาน (กรีก) เปอร์เซียนั้นตั้งอยู่ทางตะวันออกของอิสราเอล และกรีกนั้นอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือ มันไม่ยากที่จะเห็นว่าสิ้นยุคนั้นเชื่อมโยงกับปัจจุบันกาลของเรา กลุ่มอิสลามหัวรุนแรงนั้นเกี่ยวข้องกับวิญญาณพาราส และกลุ่มมนุษยนิยมตะวันตกที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้านั่นคือวิญญาณยาวาน
แต่ในขณะเดียวกันแม้อำนาจของวิญญาณพาราสและยาวานนั้นเป็นวิญญาณชั่ว แต่ผู้นำชนชาติในบริเวณที่ได้รับผลกระทบนั้นก็สามารถทำสิ่งดีได้เช่นกัน ทั้งดาริอัส และไซรัสนั้นก็ได้รับการยกย่องในพระคัมภีร์ และเช่นเดียวกับความรุ่งเรืองของอารยธรรมของอเล็กซานเดอร์มหาราชจากกรีก (ซึ่งที่จริงคือมาซิโดเนีย) ก็สามารถถูกมองในแง่ดีได้เช่นกัน  จะเห็นได้ว่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า(เยชูวาห์) ได้ต่อสู้เพื่อกษัตริย์ดาริอัส (ดาเนียล 11:1) และไซรัสเองก็ถูกเรียกว่า “ผู้ได้รับการเจิม” (มาชิอัค) ของพระเจ้าเมื่อเขาเป็นผู้ลงนามประกาศการรื้อฟื้นเยรูซาเล็ม (อิสยาห์ 45:1)
การอธิษฐานวิงวอนกับการสำเร็จสมบูรณ์ของคำเผยพระวจนะ
ในบริบทเชิงประวัติศาสตร์ของเหล่าคำเผยพระวจนะสุดท้ายของดาเนียล สองอันแรกเกิดขึ้นในช่วงการครองราชของเบลชัสซาร์ผู้เป็นทายาดที่ชั่วร้ายของเนบูคัสเนสซาร์ เขาเป็นผู้ที่เป็นเหตุให้เกิด "ลายพระหัตถ์บนผนัง" (ดาเนียล 5) ดาเนียลได้ทำนายถึงการถูกทำให้ต่ำลงของเบลชัสซาร์ ซึ่งเกิดขึ้นทันทีหลังมีลายพระหัตถ์เกิดขึ้นบนผนังวัง คืออาณาจักรของเบลชัสซาร์ก็ถูกครอบครองโดยดาริอัส
ดาเนียลนั้นจึงได้เริ่มทำงานที่ยิ่งใหญ่ของเขาโดยการรับใช้ในฐานะอภิรัฐมนตรีในรัชกาลของดาริอัส และไซรัส (ดาเนียล 6:2) ดูเหมือนว่าการตัดสินใจที่จะช่วยเหลือให้ศิโศนกลับสู่สภาพดีนั้นมาจากผลทางการเมือง จากคำอธิษฐาน และจากคำเผยพระวจนะของดาเนียลในช่วงเวลาการครองราชของไซรัส
ดาเนียลศึกษาคำเผยพระวจนะของอิสยาห์ และเยเรมีห์ และเริ่มอธิษฐานเพื่อให้คำเผยพระวจนะนั้นสำเร็จสมบูรณ์ในยุคสมัยของเขา อย่างเดียวกับที่เราถูกเรียกให้อ่านคำเผยพระวจนะในพระคำภีร์และอธิษฐานให้คำเผยพระวจนะทั้งหลายนั้นสำเร็จสมบูรณ์ในยุคสมัยของเราด้วย ขอให้เรารับการเจิมแบบเดียวกันนี้ที่จะมีความเข้าใจเช่นเดียวกับดาเนียล ในการอธิษฐาน อดอาหาร วิงวอนเผื่อผู้อื่น และกลับใจอย่างที่เขาได้ทำ และเชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนประวัติศาสตร์ผ่านความเชื่อ และคำเผยพระวจนะด้วยเช่นกัน
ขอบคุณข้อมูลจาก http://reviveisrael.org/


21 เมษายน 2558

กุญแจสู่การปรับเปลี่ยน (The Key to Your Turnaround)

กุญแจสู่การปรับเปลี่ยน (The Key to Your Turnaround) 
เขียนโดย ไดแอน เลค (Diane Lake)


มีการป่าวประกาศเชิงเผยพระวจนะว่า ปี 2015 จะนำการ พลิกกลับและปรับเปลี่ยน (reversals and turnaround) ในปีที่น่าจะเรียกว่าเป็นปีแห่งลมหมุน(whirlwind year) จากคำเผยพระวจนะของสภาอัครทูตฯสำหรับปี 2015 มีส่วนที่บอกว่า ในท่ามกลางการเขย่าและการทดสอบ  การนมัสการจะเป็นกุญแจที่ทำให้เห็นการปลดปล่อย


Diane Lake
การนมัสการพระเจ้าไม่ได้ถูกระบุไว้อย่างแคบๆในตอนใดตอนหนึ่งของพระคัมภีร์  องค์ประกอบหลายอย่างถูกนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงออกในการนมัสการ เช่น การสรรเสริญ การขอบพระคุณ เครื่องดนตรี การร้องเพลง การปรบมือ การโห่ร้อง และการเต้นรำ  โดยพื้นฐานแล้ว การนมัสการหมายถึงทุกสิ่งที่ออกมาจากความสนิทสนมแนบแน่นกับพระเจ้าซึ่งพาเราเข้าไปสู่การทรงสถิต ด้วยการถวายเกียรติและความยำเกรงแด่พระองค์ด้วยจิตวิญญาณและความจริง (ยน 4.23,24)


และเพราะว่าการนมัสการเป็นกุญแจไขสู่การปลดปล่อยการเปลี่ยนแปลงของเราในฤดูกาลนี้  จึงเป็นความสำคัญที่เราต้องเข้าใจหลักการหลายอย่างที่เป็นแก่นแห่งการนมัสการ


1.การนมัสการเป็นเรื่องนิรันดร์และสถาปนาบรรยากาศแห่งสวรรค์
(Worship is eternal and establishes the atmosphere of heaven.)

ลูซิเฟอร์เป็นผู้พิทักษ์บัลลังก์ของพระเจ้า และเป็นผู้รับผิดชอบบรรยากาศของการนมัสการอย่างต่อเนื่องที่เกิดขึ้นรอบบัลลังก์นั้น  ตั้งแต่ที่มันถูกขับออกจากสวรรค์ มันก็พยายามล่อลวงชายหญิงทั้งหลายให้เข้ามานมัสการมันแทนพระเจ้า  เมื่อพระเยซูทรงถูกทดลองจากซาตานในถิ่นทุรกันดารให้มานมัสการมัน  พระองค์ทรงตอบมันว่า “จงไปให้พ้น เจ้าซาตาน เพราะพระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า 'จงกราบนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว” (มธ 4.10)


เราสามารถเห็นบรรยากาศนิรันดร์ของการนมัสการได้ใน วว 4.8-11  ซึ่งพูดถึงสิ่งมีชีวิต 4 อย่างที่ยอพระเกียรติพระเจ้าตลอดวันตลอดคืน และผู้อาวุโส 24 คนที่ทรุดตัวลงนมัสการพระเจ้าหน้าพระบัลลัก์ตลอดไปเป็นนิตย์


ในพระคัมภีร์ เช่น สดด 22.3 เน้นย้ำว่าพระบัลลังก์พระเจ้าถูกสถาปนาขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแห่งการสรรเสริญจากคนของพระองค์  ที่ใดทีมีการนมัสการพระเจ้า ที่นั่นพระองค์ทรงสถิต


2. การสรรเสริญและนมัสการอย่างต่อเนื่องนำหน้าการรื้อฟื้นและการฟื้นฟู 
(Continuous praise and worship precedes restoration and revival)


ความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพลับพลาของโมเสสและของดาวิด (ซึ่งก็คือพระวิหารในท้ายที่สุด) ก็คือ ไม่มีม่านที่กั้นประชาชนจากหีบพันธสัญญาอันหมายถึงการทรงสถิตของพระเจ้า  ภายในโครงสร้างนี้ ดาวิดได้ริเริ่มการนมัสการพระเจ้าด้วยการสรรเสริญอย่างต่อเนื่องอันเป็นเครื่องเผาบูชาฝ่ายวิญญาณ  การรื้อฟื้นพลับพลาของดาวิดนั้นเกี่ยวข้องกับการสรรเสริญและนมัสการอย่างต่อเนื่องในการทรงสถิตของพระเจ้าที่ไม่มีอะไรกั้นขวาง


พระเยซูก็ทรงยืนยันรูปแบบที่ให้การนมัสการมาเป็นอย่างแรก แล้วจึงตามมาด้วยการสำแดงอาณาจักรบนโลกนี้  เราทุกคนคงคุ้นเคยกับคำอธิษฐานของพระเยซูว่า


ข้าแต่พระบิดาของข้าพระองค์ทั้งหลายผู้สถิตในสวรรค์ ขอให้พระนามของพระองค์เป็นที่เคารพสักการะ (นมัสการ)
ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นอย่างนั้นในแผ่นดินโลก (การสำแดงอาณาจักร)
(มธ 6.9,10)


ในส่วนตัวของแต่ละบุคคล การนมัสการอย่างต่อเนื่องนั้นสะท้อนออกมาด้วยท่าทีภายในจิตใจ - หมายถึงรูปแบบการใช้ชีวิตแห่งการนมัสการ  ก็ตามที่คำอธิษฐานของพระเยซูองค์เจ้านายได้บอกไว้ การนมัสการที่แท้จริงจะเกิดผลเป็นชีวิตที่สำแดงความจริงแห่งแผ่นดินของพระองค์


3. องค์เจ้านายมองหาผู้ที่นมัสการอย่างแท้จริง
(The Lord looks for true worshipers)


ดาวิดได้ให้ตัวอย่างของหลักการแห่งการนมัสการข้อนี้ด้วย  ในงานของการฟื้นฟูพลับพลา ดาวิดได้ป้องกันหีบพันธสัญญาขณะที่กำลังถูกนำกลับมาที่เยรูซาเล็ม  ณ ที่นั่น ดาวิดได้เต้นรำต่อหน้าพระเจ้าด้วยอาการที่กระตือรือร้นและไม่มีการสงวนท่าที ซึ่งทำให้ภรรยาของเขารู้สึกยุ่งยากใจและอับอายมาก


สิ่งนี้ได้แสดงถึงเสรีภาพในการแสดงออกถึงหัวใจแห่งการนมัสการ ด้วยการแสดงออกทางอารมณ์อย่างชัดเจน และนี่คือรูปร่างของวิญญาณแห่งการนมัสการที่แท้จริง  ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ดาวิด ผู้ที่ถูกเรียกว่าบุรุษผู้ติดตามหัวใจของพระเจ้า และผู้ที่ทำตามพระทัยของพระองค์ทั้งสิ้น เป็นผู้ที่จับแก่นแท้ของการนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริงเอาไว้ได้


การนมัสการสามารถ “เปิดประตู” สู่การปรับเปลี่ยน 
(Worship Can “Unlock” The Turnaround)


กิจการฯ บทที่ 16 ได้กล่าวถึงเรื่องราวอันน่าตื่นเต้น ของเปาโลและสิลาสที่ได้อธิษฐานและสรรเสริญพระเจ้าอยู่ในคุกตอนประมาณเที่ยงคืน  ทันใดนั้นก็มีแผ่นดินไหว และประตูคุกก็เปิดหมดทุกบาน เครื่องจำจองก็หลุดออกจากนักโทษทุกคน


และใน 2 พงศาวดาร บทที่ 20 บันทึกไว้ว่า มี 3 กองทัพที่ตัดสินใจเข้าโจมตีคนของพระเจ้าในยุคที่กษัตริย์เยโฮชาฟัทครองราชย์  พวกเขาได้แสวงหาพระเจ้าและรู้ว่าการรบนี้ไม่ใช่ของพวกเขาแต่เป็นของพระเจ้า  หลังจากการนมัสการและสรรเสริญ พระเจ้าให้เกิดกองซุ่มเข้าต่อสู้กับศัตรูของพวกเขาและถูกทำลายไปจนหมดสิ้น


การนมัสการมีความสำคัญเพราะว่ามันเป็นดั่งเครื่องมือที่อยู่ในมือของเรา  ในสดุดี 144.1 ดาวิดสรรเสริญและสาธุการแด่พระเจ้าผู้ทรงประทานชัยชนะเหนือศัตรูของท่าน กล่าวว่า “สาธุการแด่พระยาห์เวห์ พระศิลาของข้าพระองค์ ผู้ทรงฝึกมือของข้าพระองค์ให้ทำสงครามและฝึกนิ้วมือของข้าพระองค์ให้ทำศึก” (ดูใน สดด 149.6, อสย 42.13)


ขณะที่ดาวิดสู้กับกองทัพในทางกายภาพ ผู้ที่มาต่อสู้กับชนชาติอิสราเอล  ผู้เชื่อในทุกวันนี้ก็สู้กับอำนาจแห่งความมืดฝ่ายวิญญาณที่เข้ามาต่อสู้กับผู้ที่อยู่ในอาณาจักรของพระเจ้า (อฟ 6.12)


เมื่อเราใช้เครื่องมือแห่งการนมัสการของเรา ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าเราจะเห็นการปรับเปลี่ยนที่มาจากพระเจ้า


แนวคิดบางประการเพื่อการประยุกต์ใช้(Some Thoughts for Application)

1.คิดอย่างสร้างสรรค์ (Think creatively)
การนมัสการส่วนบุคคลสามารถสร้างสรรค์และเป็นเอกลักษณ์ได้เท่าที่คุณเป็น วิธีการหนึ่งที่ข้าพเจ้าชื่นชอบในการนมัสการ ก็คือ นั่งอยู่หน้าเปียโนและบรรเลงโดยไม่ต้องมีแผ่นโน้ต  บ่อยครั้งมากที่ข้าพเจ้าได้ยินท่วงทำนองที่ง่ายแต่ไพเราะในห้วงความคิดของข้าพเจ้าในระหว่างวัน และข้าพเจ้าก็ใช้ท่วงทำนองนั้นเป็นแนวทางในการนมัสการ  การเต้นรำ การร้องเพลง การวาดภาพ และการเล่นเครื่องดนตรี เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการต่างๆที่คุณอาจจะถูกเร้าให้ใช้ในการนมัสการอย่างสร้างสรรค์


2. คิดอย่างเรียบง่าย (Think simply)
การนมัสการไม่จำเป็นต้องซับซ้อน  บางครั้งการนมัสการที่ลึกซึ้งของข้าพเจ้าก็เกิดขึ้นในสถานที่ซึ่งมีคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ  เมื่อเร็วๆนี้ สมาชิกในครอบครัวของข้าพเจ้าคนหนึ่งประสบอุบัติเหตุร้ายแรง  เวลาอย่างนี้ได้กระตุ้นข้าพเจ้าให้นมัสการได้อย่างง่ายๆ เราอาจจะไม่เข้าใจในเหตุการณ์หรือสถานการณ์เหล่านั้น แต่เราก็สามารถรับรู้มันได้


พระเจ้าทรงดี


พระองค์ทรงสัตย์ซื่อ


พระองค์ใส่พระทัยในสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเรา และ


พระองค์ทรงสมควรได้รับคำสรรเสริญจากเรา (รม 8.31-39)


ข้อพระคัมภีร์เพื่อการศึกษา
1. อสย 14.12-17, อสค 28.11-19
2. 1พศด 9.33, 15 และ 16, อมส 9.11,12, กจ 15.16,17


3. 2ซมอ 6.14-22, ยน 4.23,24, กจ 13.22,36, 15.16

ข้อมูลจาก : http://www.generals.org/articles/single/the-key-to-your-turnaround/

ขอบคุณผู้แปล คุณเอกจิต จรุงพรสวัสดิ์

08 เมษายน 2558

การแช่ตัวในการทรงสถิต (Soaking in God's presence)

บทความในครั้งนี้ ขอพูดถึงเรื่องของการนมัสการและอธิษฐานแบบการแช่ตัว (Soaking)ในการทรงสถิต ของพระเจ้า ส่วนตัวผมใช้คำว่า "การซบนิ่ง" คือ การเข้าไปซบในพระทรวงของพระเจ้าและนิ่งสงบในการทรงสถิตเพื่อจะรับฟังเสียงของพระองค์ เป็นเวลาแห่งการผ่อนคลาย   

 ขอนำแนวทางการนมัสการและอธิษฐานแบบการแช่ตัว (Soaking)ที่ผมได้เรียบเรียงจากบทความเรื่อง Soaking in HisPresence โดย เจมส์ กอลล์  (James Goll) มาแบ่งปันดังนี้ครับ 
เราอาจเคยจะได้ยินเรื่องมากมายในคริสตจักรต่างๆเกี่ยวกับการนอนแช่ตัว(soaking) ในการทรงสถิต  บางคนอาจจะคัดค้านเพราะคำนี้ที่ไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์ (อันที่จริงแล้ว สิ่งต่างๆที่เราทำในคริสตจักรเป็นประจำก็ไม่ได้ระบุไว้โดยตรงในพระคัมภีร์ เช่นโรงเรียนพระคัมภีร์วันอาทิตย์ (Sunday school),การนมัสการด้วยการใช้กีต้าร์ไฟฟ้า  การใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆเพื่อใช้ประกอบการเทศนาหรือประกาศพระกิตติคุณ เราก็ยังใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่เรื่องการนอนแช่ตัว(soaking) ในการทรงสถิตกลับต่อต้าน)
James Goll
การแช่ตัวในการทรงสถิต ไม่ใช่การนอนแน่แช่นิ่ง หรือ การนอนนิ่งๆให้หลับ แต่เป็นการซึมซับบรรยากาศการทรงสถิต การพักสงบและรับการสำแดง  คล้ายกับการแช่อิ่มของผลไม้ที่น้ำตาลค่อยซึมซับ(Osmosis) เข้าไปในเนื้อผลไม้จนได้รสชาติใหม่ที่กลมกล่อมกว่าเดิม

ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์จากพระคัมภีร์ซึ่งเราคุ้นเคยดี ในเรื่องของ “เสียงเรียกเจ้าพระเจ้าในยามหลับ” นั้นคือ เรื่องของซามูเอล ในพระธรรม 1 ซามูเอล บทที่ 3 ข้อ 1-10

1 ฝ่ายกุมารซามูเอลปรนนิบัติพระเจ้าอยู่ต่อหน้าเอลี  ในสมัยนั้นพระดำรัสของพระเจ้ามีมาแต่น้อย ไม่มีนิมิตบ่อยนัก
2 อยู่มาครั้งนั้นเอลีนอนอยู่ในที่นอนของตน (​ตาของท่านเริ่มมืดมัวมองอะไรไม่เห็น​)​
3 ตะเกียงของพระเจ้ายังไม่ดับ ซามูเอลนอนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ที่ที่หีบของพระเจ้าอยู่ที่นั่น
 4 ​พระเจ้าทรงเรียกซามูเอลและซามูเอลทูลตอบว่าข้าพเจ้าอยู่นี่
5 เขาจึงวิ่งไปหาเอลีและว่าข้าพเจ้าอยู่นี่ ด้วยท่านร้องเรียกข้าพเจ้าแต่เอลีตอบว่าเราไม่ได้เรียกเจ้า จงกลับไปนอนอีกเขาก็ไปนอน
6 และพระเจ้าทรงเรียกขึ้นอีกว่าซามูเอลเอ๋ยและซามูเอลก็ลุกขึ้นไปหาเอลีกล่าวว่าข้าพเจ้าอยู่นี่ ด้วยท่านร้องเรียกข้าพเจ้าแต่เอลีตอบว่าลูกเอ๋ย เรามิได้เรียกเจ้า จงนอนอีก
7 ฝ่ายซามูเอลไม่เคยรู้จักพระเจ้า และยังไม่เคยทรงสำแดงพระดำรัสของพระเจ้าแก่เขา
8 และพระเจ้าทรงเรียกซามูเอลครั้งที่สาม ซามูเอลก็ลุกขึ้นไปหาเอลี กล่าวว่าข้าพเจ้าอยู่นี่ ด้วยท่านร้องเรียกข้าพเจ้าแล้วเอลีจึงหยั่งรู้ได้ว่าพระเจ้าทรงเรียกเด็กนั้น
9 เพราะฉะนั้นเอลีจึงพูดกับซามูเอลว่าจงไปนอนเสียเถิด ถ้าพระองค์ทรงเรียกเจ้า เจ้าจงทูลว่าพระเจ้าเจ้าข้า ขอพระองค์ตรัสเถิด เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่’ ” ซามูเอลจึงกลับไปนอนในที่ของตน
10 และพระเจ้าเสด็จมาประทับยืนอยู่ ทรงเรียกอย่างครั้งก่อนๆ ว่าซามูเอล ซามูเอลเอ๋ยและซามูเอลทูลตอบว่าขอตรัสเถิด เพราะผู้รับใช้ของพระองค์คอยฟังอยู่


ในช่วงเวลานั้น  ซามูเอล(Samuel) ยังเป็นเด็กและแม่ของซามูเอลคือ นางฮันนาห์ (Hannah) ได้นำซามูเอลมาฝากให้ปุโรหิตเอลี (Eli ดูแลเพื่อเรียนรู้ในเรื่องการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าในพระวิหาร   พระคัมภีร์กล่าวในข้อที่ 1 ว่า ในสมัยนั้นพระดำรัสของพระเจ้ามีมาแต่น้อย ไม่มีนิมิตบ่อยนัก” 
ดังนั้นซามูเอลยังเป็นเด็กจึงยังไม่เข้าใจในเรื่องเสียงของพระเจ้าและการสำแดงนิมิต เมื่อได้ยินเสียงพระองค์ตรัส จึงคิดว่าเป็นเสียงเรียกจากเอลี เมื่อซามูเอลนอนอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ที่ที่หีบของพระเจ้าอยู่ที่นั่น

เมื่อเสียงของพระเจ้ามาถึงซามูเอล  แต่ซามูเอลยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นเสียงของพระองค์ จึงไปถามปุโรหิตเอลี  เอลีจึงบอกว่าให้กลับไปนอนลงที่นั่นอีกครั้ง  และเมื่อซามูเอลได้ยินเสียงอีกครั้งหนึ่ง  เอลีจึงหยั่งรู้ได้ว่าพระเจ้าทรงเรียกซามูเอล และบอกกับซามูเอลให้ทูลต่อพระเจ้าว่า

สาระสำคัญของเอลี ที่บอกกับซามูเอล คือ การเข้าไปนอนแช่ตัว (soaking)เพื่อดื่มด่ำในการทรงสถิต เพื่อที่ซามูเอลจะรู้จักเสียงของพระเจ้าเมื่อเขาได้ยินให้พร้อมที่จะฟังและกระทำตาม
สิ่งนี้เป็นคำแนะนำสำหรับเราเช่นเดียวกับซามูเอล  

เราจำเป็นต้องใช้เวลาพักผ่อนในการทรงสถิตของพระเจ้า  ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนกับการตกหลุมรักพระเจ้า (falling in love with God)
เมื่อพบกับพระเจ้าชีวิตของเราจะเปลี่ยนไป  ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงแบบชั่วคราวแต่เป็นการเปลี่ยนไปแบบชั่วนิรัดร์  พระองค์จะนำเรากลับไปในประสบการณ์รักครั้งแรก( first love)  ของเราที่มีต่อพระองค์ หรือพระองค์จะพาเราไปค้นหาความรักครั้งแรก  ถ้าเราไม่เคยลิ้มรสมาก่อน
เราสามารถเรียนรู้ที่จะรู้จักเสียงของพระองค์และเราจะได้รับการฟื้นใจ(renewal)พบการฟื้นฟู การส่วนตัว (personal revival)  เสียงของพระองค์ทำให้เรามีประสบการณ์ เพื่อเราจะเชื่อฟังเสียงของพระองค์นำไปสู่การรับใช้พระองค์
ซ่อนตัวและเข้าไปแสวงหา (Hide and Seek)
เมื่อเราเข้าไปแสวงหาพระองค์  เราจะพบกับพระองค์  ลองนึกภาพตอนที่เราสามารถใช้เวลาทั้งวันกับพระเยซูเพียงลำพังกันสองคน   หากเราไม่มีเวลานานขนาดนั้นก็ลองจินตนาการว่าเราได้ใช้เวลากับพระเยซูเพียงลำพังกันสองคนในหนึ่ง  แม้เพียงแค่ชั่วโมงเดียวหรือเพียงแค่หนึ่งนาทีที่เราได้เข้าใกล้คนที่เป็นที่รักของจิตวิญญาณ(lover of your soul) ของเรา เพียงแค่นี้มันก็คุ้มแล้ว
จงทำต่อไปคือการนอนแช่ตัวในการทรงสถิต  จะให้ดีเราควรจะฟังแผ่นซีดีการนมัสการที่เงียบสงบ  เพื่อให้ความรู้สึกเป็นอิสระและผ่อนคลาย  ทำเช่นนั้นบ่อยๆ  
เราสามารถแสวงหาพระองค์ใน หลายสถานที่ได้  วิธีหนึ่งที่หลายคนชื่นชอบคือการไปพักผ่อนชมธรรมชาติ เช่น การเดินป่าคนเดียวในป่า เพื่อไปหาที่สงบพบกับพระองค์  เพื่อจะสามารถนั่งอ่านจดหมายรัก (พระคัมภีร์) ที่พระองค์เขียนให้เราอ่าน  เราสามารถเห็นพระองค์ในดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานและชื่นชมในธรรมชาติที่เป็นสิ่งทรงสร้างที่ส่งเสียงรอบตัวเรา สิ่งเหล่านี้จะนำเราเข้ามาใกล้พระองค์มากขึ้น

บางครั้งการนอนแช่ตัวโดยการใช้ดนตรีบำบัดโรค (healing  soaking music) สามารถทำให้มีชัยชนะเหนือโรคภัยต่างๆได้เช่น โรคมะเร็งได้ เพราะร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณเกี่ยวข้องกันถ้าจิตวิญญาณได้รับการเยียวยา ร่างกายก็จะได้รับการรักษาด้วยเช่นกัน

เราควรจะใช้เวลาเพียงลำพังในการแช่ตัวในการทรงสถิตของพระเจ้า  เหมือนดั่งเช่น ซามูเอล  ท่านได้เข้าไปนอนพักสงบอยู่รอบๆหีบพันธสัญญา (Ark)  เช่น ใช้บทเพลงสรรเสริญท่วงทำนอง "เซลาห์""Selah"  โดยการหยุดจากวุ่นวายของชีวิต แล้วก็ ... รอ ... นอนหลับ ... เมื่อได้รับสิ่งใดก็สะท้อนสิ่งที่เราได้รับจากพระเจ้าให้กับคนที่เรารัก

วิธีการแช่ตัวในการทรงสถิต (Soaking in His Presence)

มีขั้นตอน 3 ขั้นง่ายนั่นคือ  นมัสการ,ฟังและตอบสนอง (Worship, Listen, Respond) เพื่อเราจะเข้าไปแสวงหาพระเจ้า 
การเข้าไปมีจุดประสงค์ดังนี้ 

1. เข้าไปอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระองค์เพื่อที่จะสนทนากับพระองค์  (Get still before Him in order to commune with Him) 
สดุดี 46:10จงนิ่งเสีย และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลางบรรดาประชาชาติ... 
2 ซามูเอล 7:18 จากนั้นกษัตริย์ดาวิดจึงเสด็จเข้าไปประทับนั่งต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าและทูลว่า
“ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า วงศ์ตระกูลของข้าพระองค์เป็นใครหนอ พระองค์จึงทรงนำข้าพระองค์มาถึงเพียงนี้? 

วิวรณ์ 3:20  นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา

ฮาบากุก 2:20 แต่​พระ‍ยาห์‌เวห์​สถิต​ใน​พระ‍วิหาร​บริ‌สุทธิ์​ของ​พระ‍องค์  จง​ให้​ทั่ว​ทั้ง​แผ่น‍ดิน​โลก​สงบ​นิ่ง​ต่อ‍พระ‍พักตร์​พระ‍องค์​เถิด

2.เข้าไปใกล้หัวใจของพระองค์ (Draw near to His heart) 

ยากอบ 4:8 พวก‍ท่าน​จง​เข้า​ใกล้​พระ‍เจ้า แล้ว​พระ‍องค์​จะ​เสด็จ​เข้า‍มา​ใกล้​ท่าน พวก​คน‍บาป​เอ๋ย จง​ชำระ​มือ​ให้​สะอาด ...

(สดุดี 42:1-2; อิสยาห์ 55: 1-3,6,สดุดี 65: 4; สดุดี 73:28 สดุดี 84: 1-4,10 และฮีบรู10 :22)

3.  เข้าไปแสวงหาพระพักตร์ของพระองค์  แสวงหาพระเจ้าเพื่อรับประโยชน์จากพระองค์ (Seek His face. Seek God for God's sake)  
การที่เราจะเป็นนักอธิษฐานวิงวอนที่มีประสิทธิภาพ (an effective intercessor) ขอหนุนใจว่าเราต้องเข้านำตัวของเราเข้าไปมีส่วนร่วมกับพระเจ้า (engage yourself with the Lord)   ทำให้พระเจ้าเข้ามาเป็นหุ้นส่วนของเราในการทำงาน ในการอธิษฐาน 
 (มัทธิว 7: 7-8,สดุดี 27:4,8;สดุดี 63:1-8; ฮีบรู 11: 6 และเยเรมีย์ 29: 11-14)
สดุดี 27:4 ข้าพเจ้าทูลขอสิ่งหนึ่งจากพระเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าจะเสาะแสวงหาเสมอ คือที่ข้าพเจ้าจะได้อยู่ในพระนิเวศของพระเจ้า ตลอดวันเวลาชั่วชีวิตของข้าพเจ้า เพื่อจะดูความงามของพระเจ้า และเพื่อจะพินิจพิจารณาอยู่ในพระวิหารของพระองค์

ใช้เวลาอยู่ในการทรงสถิต (Just spend time in His presence)    
ศึกษาในพระธรรมอพยพบทที่ 33 เกาะติดกับพระเจ้าเหมือนโมเสส  อพยพ 33:14-15 
14 ฝ่ายพระองค์ตรัสว่าเราเองจะไปกับเจ้า และให้เจ้าได้พัก
15 ฝ่ายโมเสสจึงกราบทูลพระองค์ว่าถ้าพระองค์มิได้เสด็จไปกับข้าพระองค์ก็ขออย่านำพวกข้าพระองค์ขึ้นไปจากที่นี่เลย
(สดุดี 16:11,สดุดี 89:15; อิสยาห์ 29:13; อิสยาห์ 63: 9; บทเพลงคร่ำครวญ 2:19 และ  ยูดา ข้อ24-25)
เติมน้ำมันให้เต็ม (Have Plenty of Oil
เราจะต้องรักษาน้ำมันในตะเกียงให้เต็มอยู่เสมอ ดั่งคำอุปมาเรื่องหญิงพรมจรรย์ที่มีปัญญา(มธ.25;1-13)
ทำความรู้จักกับพระเจ้า ในพระลักษณะที่สะท้อนออกมาให้เราเรารู้จักในพระนามต่างๆ ที่อยู่เราสามารถจะไปศึกษาค้นคว้าได้าเป็นร้อยๆ พระนามในพระวจนะของพระองค์  บางครั้งหนึ่งในพระนามของพระองค์ทรงจับหัวใจของเราไว้ ในช่วงที่เราได้ไปพักสงบในพระองค์ 

มัทธิว 11:29 จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก
พระวิญญาณบริสุทธิ์จะยึดครองหัวใจของเราและเปิดใจของเราออกเพื่อเราจะรู้จักพระเจ้าและเราสามารถที่จะรับใช้ในการทรงสถิตของพระองค์ต่อคนอื่น ๆ เมื่อเราอยู่กับพระองค์ โดยพระนามต่างๆ และเราจะรู้จักกับพระองค์ผ่านทางพระวจนะของพระองค์   
ถ้าเรานับทุกสิ่งที่เป็นความสูญเสียไปแต่เมื่อเปรียบเทียบกับการรู้จักพระองค์ พระองค์ทรงเติมน้ำมันในตะเกียงของเรา 
ฟิลิปที่ 3:7-8
7  แต่​ว่า​อะไร​ที่​เคย​เป็น​กำไร​ของ​ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า​ได้​ถือ​ว่า​สิ่ง​นั้น​เป็น​การ​ขาดทุน​แล้ว​เพราะ​เหตุ​พระ​คริสต์​  
8 ​ยิ่ง​กว่า​นั้น​ข้าพเจ้า​ถือ​ว่า​ทุก​สิ่ง​เป็น​การ​ขาดทุน เพราะ​เหตุ​คุณค่า​อัน​สูง​ยิ่ง​ของ​การ​ได้​รู้จัก​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า เพราะ​เหตุ​พระ​องค์​ข้าพเจ้า​ยอม​ขาดทุน​ทุก​อย่าง และ​ถือ​ว่า​สิ่ง​เหล่า​นั้น​เป็น​เหมือน​เศษ​ขยะ​เพื่อ​ว่า​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​พระ​คริสต์​เป็น​กำไร

​ 1 พงศาวดาร 21:23 และ 2 ซามูเอล 24:24)  
อนุญาตให้ตัวเองได้รับการท่วมท้น (overwhelmed) กับพระเจ้าผู้ที่ทำให้เราประหลาดใจที่ทรงสนทนากับเรา  เรากำลังพูดคุยกับพระองค์ ไม่เพียงที่เราจะอยู่ใกล้กับพระองค์แต่พระองค์จะตรัสกับเราด้วย   พระเจ้าแห่งจักรวาลทรงชอบที่จะได้ยินเสียงของเรา 
โรม 5: 5 ...เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งไหลเข้าสู่จิตใจของเรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว

(สดุดี 143: 8-10; อิสยาห์ 54:10; บทเพลงคร่ำครวญ 3:22-25; ยอห์น 17: 23 และโรม 8:35-39)
4.รวบรวมความแกร่งกล้าฟันฝ่าเข้าไปในตาของพายุ  (Gather Strength in the Eye of the Storm)
หากเราจะเป็นนักอธิษฐานวิงวอนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น   เมื่อเรารักษาชีวิตส่วนตัวของเรา ด้วยการ"เฝ้าดูและรอคอย"  ใช้เวลากับพระเจ้า  เรามีตะเกียงอยู่ในมือของเราแล้วพระเจ้ามอบมันให้กับคุณเมื่อเราได้รับความรอดเมื่อต้อนรับพระองค์  ตอนนี้ถึงเวลาที่จะรวบรวมน้ำมันให้เต็มตะเกียงและรักษาไฟให้ลุกโชนเสมอ
เหมือนดั่งเช่นเมื่อเราอยู่ในของพายุเฮอริเคน (hurricane)  เมื่อเรารวบรวมความกล้าฟันฝ่าเข้าไปในตาของพายุ   เราจะมีความแข็งแรงด้วยพระองค์  นั่งพับสงบพักผ่อนและนอนหลับอยู่ที่พระบาทของพระองค์  รวบรวมความแกร่งกล้าฟันฝ่าเข้าไปในการทรงสถิตของพระองค์
ขอให้น้ำมันแห่งการทรงสถิตไหลมาเพื่อบรรเทาแผลและปวดกล้ามเนื้อของเรา เพื่อจะหล่อลื่นข้อต่อของเราและยืดเส้นยืดสายกระบวนการทางจิตขอเรา   น้ำมันจะเข้าไปบำรุงหัวใจของเราให้ชุ่มชื้น
แสวงหาพระองค์  แช่ตัวในการทรงสถิตของพระองค์  ให้พระองค์จัดเตรียมความพร้อมทุกอย่าง เพื่อเราจะรู้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรต่อไป
อธิษฐานปิดท้าย (Closing Prayer)
"พระบิดา ลูกขอนำตัวของลูกเข้ามาต่อพระองค์ ในพระนามที่ยิ่งใหญ่คคือพระเยซู  ลูกเข้ามาอธิษฐานวิงวอนต่อพระองค์ในเวลานี้ เพื่อลูกจะรู้จักพระองค์มากขึ้นกว่าเดิม  ขอให้ถ้อยคำของลูกเป็นที่พอพระทัย  ขอทรงปลุกจิตใจและจิตวิญญาณภายในลูก ที่จะได้ยินเสียงของพระองค์  ลูกรักพระองค์และลูกต้องการจะรักพระองค์มากขึ้น
ลูกต้องการที่จะเป็นเหมือนซามูเอลน้อยที่เรียนรู้ที่จะพักสงบอยู่รอบๆหีบพันธสัญญา ลูกต้องการที่จะแช่ตัวในการทรงถิตของพระองค์  นำให้ลูกเข้าใกล้พระองค์  ให้ลูกได้ยินเสียงจังหวะเต้นของพระทัยพระองค์   นำให้ลูกเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของพระทัยพระองค์  ลูกต้องการที่จะได้ยินเสียงของพระองค์และสำแดงหนทางของพระองค์ให้ลูกเดินตาม     ลูกเลือกที่จะเดินมนทางของพระองค์มากกว่าเดินตามใจลูกเอง
ขอพระบิดาทรงเติมน้ำมันในตะเกียงของลูก  และประทานพระคุณ ให้ ลูกมีสติปัญญาในการดำเนินตามหนทางในชีวิต ลูกเข้ามาหาพระองค์ด้วยความคาดหวังและความสุข ในพระนามพระเยซูคริสต์ เอเมน!"
(บทความนี้ตัดตอนมาจากบทที่ 6  พายุการอธิษฐาน (Prayer Storm)  จากหนังสือเรื่อง หีบพันธสัญญาแห่งการทรงสถิตที่หายไป The Lost Art of Practicing His Presence )
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการแช่ตัวในการทรงสถิต ในแบบส่วนตัว
1.จัดเตรียมสถานที่ให้เหมาะสม หามุมโปรดของเรา จัดเตรียมอุปกรณ์ในการนอนเช่นหมอน ผ้าห่ม เพื่อพักสงบให้สบาย
2.เตรียมเครื่องเล่น CD หรือใช้หูฟังเพื่อไม่รบกวนผู้อื่น 
3.เลือกเพลงนมัสการที่เหมาะสมในการแช่ตัวในการทรงสถิต
4.เตรียมสมุดและปากกา เพื่อบันทึกสิ่งที่ได้รับจากพระเจ้า และนำไปใคร่ครวญอธิษฐานต่อไป


ขอพระเจ้าอวยพระพรนะครับ

03 เมษายน 2558

ปัสกา จัดกองกำลังเคลื่อนทัพสู่ชัยชนะ

Chag Pesach Sameach (คัก เพสัคห์ สะเมอาห์) สุขสันต์เทศกาลปัสกา สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน  ในช่วงวันที่ 4-11เดือนเมษายน 2015 (เริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 3 เม.ย. ในประเทศไทยเป็นวันที่ 4 เม.ย.)นี้ มีเทศกาลที่สำคัญของชาวอิสราเอลคือ 
เทศกาลปัสกา(Pesach) หรือ Passover เป็นเทศกาลที่ชาวอิสราเอลจะรับประทานขนมปังไร้เชื้อและผักขม เพื่อระลึกถึงการปลดปล่อยจากจากเป็นทาสในอียิปต์ 

คำว่า "ปัสกา"หรือ เพซัค (Pesach-פֶּסַח)ในภาษาฮีบรู แปลว่า ผ่านไป หรือ ผ่านเว้น  (Passover) จากเหตุการณ์ในพระธรรมอพยพบทที่ 12  พระเจ้าผ่านไปและเขาไม่ถูกทูตแห่งความตายจัดการ เพราะพวกเขานำเลือดแกะมาทาที่วงกบประตูนั้นจะเป็นหมายสำคัญว่าพวกเขาจะถูก ผ่านเว้น  (Passover) รอดจากการประหารบุตรหัวปี   


คำว่า "ปัสกา"หรือ เพซัค (Pesach-פֶּסַח) ยังหมายความว่า "ยืนตระหง่านปกป้อง" พระเจ้าทรงยืนตระหง่านปกป้องพวกเขา (อพย.12:1-14)  เทศกาลนี้จึงเป็นการเตือนใจชนชาติอิราเอลเพื่อระลึกถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อเขา ในการนำเขาออกจากชนชาติอียิปต์ที่เขาไปเป็นทาส 430 ปี แม้เวลาจะผ่านมาหลายพันปี แต่อิสราเอลก็ยังยึดเทศกาลนี้อย่างมั่นคง เพราะเป็นการนัดหมายสำหรับคนของพระเจ้า นั่นคือสิ่งที่พระคัมภีร์ได้ย้ำเตือนกับเรา (ข้อ14) วันนี้จะเป็นวันที่ระลึกสำหรับเจ้า ให้เจ้าทั้งหลายถือไว้เป็นเทศกาลแด่พระเจ้าชั่วชาติพันธุ์ของเจ้า เจ้าจงฉลองเทศกาลนี้และถือเป็นกฎถาวร



เทศกาลปัสกาไม่ถือเฉพาะคนยิวเท่านั้น แม้แต่คนต่างชาติจะถือ พระเจ้าก็ทรงอนุญาตตั้งแต่ตอนอพยพออกจากอียิปต์ ตามพระวจนะใน กดว.9:14 กล่าวว่า  "ถ้าคน‍ต่าง‍ด้าวที่มาอาศัยอยู่ท่าม‍กลางเจ้า‍ทั้ง‍หลายจะถือเทศ‌กาลปัส‌กาแด่พระ‍ยาห์‌เวห์ ก็ให้เขาถือตามกฎ‍เกณฑ์และกฎ‍หมายของเทศ‌กาลปัส‌กา เจ้าจงมีกฎ‍เกณฑ์อย่างเดียว‍กันสำหรับคน‍ต่าง‍ด้าวและคน‍พื้น‍เมือง 


ดังนั้นการฉลองเทศกาลปัสกาจึงมีความหมาย สำหรับคริสตชนเช่นเดียวกัน เพราะปัสกานั้นเกี่ยวข้องกับพระเยซูคริสต์ แต่หลายคริสตจักรได้รับอิทธิพลจากความคิดทางซีกโลกตะวันตก ได้จัดเทศกาลอีสเตอร์(Easter)ซึ่งเป็นการนำเอาความเชื่อแบบศาสนาต่างชาติ (Pagan)ที่ผสมผสานลัทธิอื่นๆมาแทนเทศกาลปัสกา เพียงเพราะต่อต้านคนอิสราเอลนั่นเอง ซึ่งสามารถอ่านบทความที่ผมเคยเขียนไว้ได้ดังนี้ครับ
(ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทศกาลปัสกาและอีสเตอร์ /
เทศกาลปัสกา : ก้าวสู่เสรีภาพใหม่ด้วยใจขอบพระคุณ /ปัสกา เทศกาลแห่งชัยชนะ)



สำหรับในครั้งนี้ผมขอเขียนในมุมมองที่แตกต่างกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะได้รับความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นผ่านทางคำสอน การศึกษาเพิ่มเติมและการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

และในปี 2015 นี้เป็นปีพิเศษ เรียกว่า "ปีสะบาโต" หรือ "ปีซามิตะห์" (Shmita year)  นักวิชการพระคัมภีร์บางคนเชื่อว่า ปีหน้าจะเป็น ปี 2016  ปีแห่งการเฉลิมฉลองครอบรอบ ปีแห่งเสียงเขาสัตว์ หรือ จูบิลี ( Jubilee ปีแห่งการครบรอบหมายถึง ช่วงเวลาแห่งการร้องตะโกน คำฮีบรู คือ โยเบล “yobel” หรือ เสียงเป่าเขาสัตว์เป็นการเป่าเขาแกะ (ลนต.25:8-55) เพื่อโห่ร้องถึงการพิพากษาของพระเจ้า เป็นภาพที่จะเกิดขึ้นในวาระสิ้นยุค 

ในปีนี้มีหมายสำคัญที่เตือนใจเรา นั่นคือ ในช่วงเดือนนิสานปี 5775  นี้ (ช่วงวันที่ 21  มี..-19 เม..2015) หากเราสังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  จะมีหมายสำคัญบนท้องฟ้า นั่นคือเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง (A Total Solar Eclipse) หรือดวงอาทิตย์มืดไป และเกิดดวงจันทร์กลายเป็นสีเลือด(ฺBlood moon) 
ตามข้อพระธรรม กจ.20:19-20 
19 เรา​จะ​สำแดง​การ​อัศจรรย์​ใน​อากาศ​เบื้อง​บน และ หมาย​สำคัญที่​แผ่นดิน เบื้อง​ล่าง เป็น​เลือด ไฟ และ​ไอ​ควัน   
20 ดวง​อาทิตย์​จะ​มืด​ไป และ​ดวง​จันทร์​จะ​กลับ​เป็น​เลือด ก่อน​ถึง​วัน​ยิ่งใหญ่​และ​สง่า​งาม​ของ​พระ​เจ้า
(อ้างอิงจาก ยอล. 2:30-31) 

ในวันที่ 20 มี..2015 ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง (A Total Solar Eclipse) เกิดจากดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์มิดหมดดวง  (ดวง​อาทิตย์​จะ​มืด​ไป ) ตรงกับการเริ่มต้นเดือนที่ 1 คือเดือนนิสานหรือเดือนอาบีบ(อพย.13:4)  ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีปฏิทินฮีบรู แบบศาสนา(Ecclesiastical Calendar)   เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรใหม่ของการไถ่ 

 และในช่วงหัวค่ำของวันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2015 จะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ดวงจันทร์ผ่านเข้าไปในเงามืดของโลกหมดทั้งดวง  (ดวง​จันทร์​จะ​กลับ​เป็น​เลือด) 
ข้อสังเกตที่น่าสนใจนั้นคือ ตรงกับช่วงการเริ่มต้นของเทศกาลปัสกา! 

สิ่งที่ผมตีความหมายคือ หมายสำคัญทางฝ่ายธรรมชาติสะท้อนภาพฝ่ายวิญญาณ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเชื่อมต่อตรงกัน(Alignment) ระหว่างฟ้าสวรรค์กับแผ่นดินโลก เพราะดวงจันทร์ โลกและดวงอาทิตย์อยู่ในแนวเดียวกัน  ผมคิดว่านี่เป็นวาระเวลาการจัดตั้งระบบให้ตรงกันเพื่อที่พระเจ้าจะจัดกองกำลังเคลื่อนทัพสู่ชัยชนะ
พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างและมีฤทธานุภาพในการขึงดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และควบคุมวงจรต่างๆในกัลปจักรวาล

สดด.104:2 ผู้​ทรง​คลุม​พระ​องค์​ด้วย​แสง​สว่าง​ดุจ​ดัง​ฉลอง​พระ​องค์ ผู้​ทรง​ขึง​ฟ้า​สวรรค์​ออก​ดัง​ขึง​ม่าน

อสค.32:3-8  ​
3 พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​ว่า เรา​จะ​กาง​ข่าย​ของ​เรา​คลุม​ท่าน โดย​กองทัพ​ชน​ชาติ​ทั้ง​หลาย​เป็น​อัน​มาก และ​เขา​เหล่า​นั้น​จะ​ลาก​ท่าน​ขึ้น​มา​ด้วย​อวน​ของ​เรา...
7 เมื่อ​เรา​ดับ​ท่าน เรา​จะ​คลุม​ฟ้า​สวรรค์​ไว้ และ​กระทำ​ให้​ดวงดาว​มืด​ไป เรา​จะ​เอา​เมฆ​บัง​ดวง​อาทิตย์ และ​ดวง​จันทร์​จะ​ไม่​ทอ​แสง
8 แสง​สุกใส​ทั้งสิ้น​แห่ง​สวรรค์​นั้น เรา​จะ​กระทำ​ให้​มืด​อยู่​เหนือ​ท่าน และ​วาง​ความ​มืด​ไว้​เหนือ​แผ่นดิน​ของ​ท่าน ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​แหละ

สำหรับเรื่องหมายสำคัญบนท้องฟ้า เราคงต้องติดตามกันต่อไป แต่เราไม่ควรตื่นตระหนกตกใจ แต่ให้เราอธิษฐานเผื่ออิสราเอล และเตรียมชีวิตของเราเสมอ  ผมขอสรุปไว้เท่านี้ ผู้อ่านสามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ในสิ่งที่ผมเขียนไว้ในบทความเรื่อง (หมายสำคัญบนท้องฟ้า สัญญาณเตือนใจก่อนวันสิ้นโลก?)

ขอให้ความสำคัญสำหรับเทศกาลปัสกาในปีนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าเป็น การจัดกองกำลังเคลื่อนทัพสู่ชัยชนะโดยพระเจ้า พระยาห์เวห์จอมทัพ (ํYahweh Sabaoth )

เราต้องทำความเข้าใจในเรื่องชนชาติแห่งพระพร คือ “ชาวฮีบรู” เพราะชนชาตินี้เป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงตั้งไว้เพื่อที่จะอวยพระพรและนำพระพรไปสู่ประชาชาติดังที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับอับบราฮัม 
ปฐก.12:2-3  
2 เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร 
3 เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า"

อับราฮัมเป็นคนแรกที่พระเจ้าทรงเรียกมาเพื่อรับพระพร เขาถูกเรียกโดยพระเจ้าว่าเป็นชาวฮีบรูคำว่า"ฮีบรู" (Hebrew) หมายถึง การก้าวข้าม (crossover) ที่เป็นอย่างนั้นเพราะท่านได้รับการทรงเรียกให้ออกจากเมืองไปสู่สถานที่แห่งพระพร

ปฐก.14:13 มีคนหนึ่งหนีมาจากที่รบนั้นบอกให้อับรามคนฮีบรูรู้ เพราะอับรามอาศัยอยู่ที่หมู่ต้นก่อหลวงของมัมเร ...

คำนี้มีความหมายคือ คนแปลกถิ่น(Alien) ที่เที่ยวไปบนอยู่โลกผู้เขียนพระธรรมฮีบรูได้ให้ความหมายไว้
ฮบ.11:13 คนเหล่านั้นได้ตายไปขณะที่มีความเชื่อเต็มที่ และไม่ได้รับสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้ แต่เขาก็ได้เห็นและได้เตรียมรับไว้ตั้งแต่ไกล และรู้ดีว่าเขาเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก

ข้อคิดคือ  พระเจ้ามักจะเรียกร้องคนของพระองค์ให้ตัดสินใจก้าวข้ามอุปสรรค ด่านทดสอบความเชื่อ และเมื่อผ่านไปแล้ว นั่นหมายถึงพระพรที่เราจะได้รับ

ผมขอให้ภาพเปรียบเทียบคู่ขนาน เป็นข้อคิดในเทศกาลปัสกา  ดังนี้ครับ

1. ก้าวข้าม(Passover) ดีกว่าตายเปล่า (Pass away) 

ในเทศกาล ปัสกาเป็น การก้าวข้าม Passover เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งของเทศกาลนี้  เทศกาลนี้เป็นเทศกาลเริ่มต้นของเทศกาลของพระเจ้า และเป็นเทศกาลแรกในเดือนที่ 1 คือ นิสาน(Nissan) หรือ อาบีบ (Aviv) ซึ่งให้ความหมายในภาษาฮีบรูหมายถึง “green ears” การเริ่มต้นผลิใบในฤดูใบไม้ผลิ  (Spring )  เป็นการที่ต้นไม้เริ่มผลิใบจากในฤดูหนาว(Winter) สภาพต้นไม้มันเหมือนจะตายซากแล้ว แต่เมื่อฤดูกาลใหม่ มันกลับมีชีวิต(อสย.43:19  ดู​เถิด เรา​กำลัง​กระทำ​สิ่ง​ใหม่ งอก​ขึ้น​มา​แล้ว...) หากไม่ก้าวข้ามก็ต้องยอมตาย เหมือนเหตุการณ์ที่ชนชาติอิสราเอลเดินทางออกจากอิยิปต์และกองทัพของอียิปต์กำลังไล่มามาจนสุดทาง อุปสรรคขวางหน้าคือ ทะเลแดง สิ่งอั์จรรย์คือ พระเจ้าทรงเปิดหนทางออกให้อิสราเอลข้ามผ่านไปได้ (อพย.14)

เมื่อพระเจ้าทรงนำคนยิวก้าวออกมา (Passover) พระองค์ทรงมีจุดหมาย(Destiny)สำหรับพวกเขาคือ"ดินแดนพันธสัญญา" เมื่อพวกเขาเจออุปสรรคคือ "ทะเลแดง" พวกเขาจำเป็นต้องก้าวข้าม(Passover) หากเขาไม่ไปต่อก็ตายเปล่่า(Pass away) เพราะกองทัพอียิปต์ไล่ลาตามมาแล้ว (อพย.14) ทะเลแดงแหวกได้ด้วยความเชื่อที่ทะลวงสู่จุดหมาย(faith to destiny)

 ใบางครั้งเราพบกับอุปสรรคปัญหา  เราอาจจะมองไม่เห็นทาง หนทางอาจจะตัน แต่ในพระเจ้าทรงมีหนทางเสมอ 
 "เพียงเพราะเรามองไม่เห็นทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ทรงประทานหนทาง" เมื่อเราร้องทูลต่อพระเจ้าพระองค์จะทรงเปิดหนทางให้ 

และสิ่งนี้เป็นคำหนุนใจให้ระลึกถึงในเทศกาลปัสกา ชาวยิวจดจำเหตุการณ์นี้ได้และเล่าให้ฟังต่อไปถึงรุ่นต่อไป แม้แต่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้ใช้ถ้อยคำจากเหตุการณ์นี้หนุนใจคนอิสราเอล ให้ระลึกถึงการช่วยกู้ของพระเจ้าจากการเป็นทาสในอียิปต์  
อสย. 43:15-17 
15 เรา​คือ​พระ​เจ้า องค์​บริสุทธิ์​ของ​เจ้า เป็น​ผู้สร้าง​ของ​อิสราเอล เป็น​กษัตริย์​ของ​เจ้า”
16 ​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​สร้าง​ทาง​ใน​ทะเล สร้าง​วิถี​ใน​น้ำ​ที่​มี​อานุภาพ
17 ผู้​ทรง​นำ​รถ​รบ​และ​ม้า กองทัพ และ​นักรบ​ออกมา เขา​ทั้ง​หลาย​นอน​ลง​ด้วย​กัน​และ​ลุก​ขึ้น​ไม่ได้ เขา​ทั้ง​หลาย​ศูนย์​ไป​และ​ดับ​เสีย​เหมือน​ไส้​ตะเกียง

เราจะสามารถมีบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าในชัยชนะในเทศกาลปัสกาได้เหมือนกับมิเรียมนำคนอิสราเอลร้องเพลง  อพย. 15:21 มิ​เรียม​จึง​ร้อง​นำ​ว่า “จง​ร้อง​เพลง​ถวาย​พระ​เจ้า​เถิด เพราะ​พระ​องค์​ทรง​ได้​ชัย​ชนะ​อย่าง​ใหญ่​หลวง ​พระ​องค์​ทรง​กวาด​ม้า​และ​พล​ม้า​ให้​ตก​ลง​ไป​ใน​ทะเล”

นอกจากนี้ คำว่า "ปัสกา"หรือ เพซัค (Pesach-פֶּסַח)ในภาษาฮีบรูยังให้ความหมายอีกอย่างว่า "การกระโดดข้าม"(Leap over)  สิ่งกีดขวาง เช่นกำแพง พระเจ้าจะเสริมกำลังให้เรา เราจะมีกำลังในการกระโดดข้ามสิ่งกีดขว่าง (แต่ไม่ใช่มีกำลังเพราะกินอาหารเมนูพระกระโดดกำแพงนะครับ) 
สดด. 18:29 ​พระ​เจ้า​ข้า ข้า​พระ​องค์​ตะลุย​กองทัพ​ได้​โดย​พระ​องค์ และ​โดย​พระ​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า​นี้ ข้าพเจ้า​สามารถ​กระโดด​ข้าม​  (leaped over)กำแพง​ได้

ขอพระเจ้าอวยพระพรให้เทศกาลปัสกาในปีนี้ เราจะก้าวข้ามอุปสรรคและกระโดดข้ามกำแพงแห่งปัญหาไปสู่ชัยขนะในพระองต์

2.จัดกองทัพ ดีกว่า กองทับถมกัน 


ในการอพยพออกจากอียิปต์ ประชาชนชาวอิสราเอลมีจำนวนประมาณ 6 แสนคน(อพย.12:37) หากไม่มีการจัดกองทัพคงจะวุ่นวาย เหมือนเอาคนมากองรวมทับกันไว้  เหมือนอิฐจะมีประโยชน์ไม่ใช่กองรวมกันไว้แต่ต้องนำมาจัดเรียงก่อร่างเป็นพระวิหาร(อฟ.2:20-22 )

ในพระธรรมอาโมส 3:3 กล่าวว่า "สอง​คน​จะ​เดิน​ไป​ด้วย​กัน​ได้​หรือ นอก​จาก​ทั้ง​สอง​จะ​ได้​ตก​ลง​กัน​ไว้​ก่อน" ขนาด 2 คนจะไปไนก็ต้องตกลงกันก่อน จึงจะไปได้ มีคำกล่าวว่า "คนเดียวไปได้เร็วแต่ไปได้ไม่ไกล แต่หลายคนช่วยกันจะไปได้ไกล แต่ถ้าหลายคนไม่ได้ตกลงกันคงจะไปกันใหญ่"

เนื่องด้วยประชาชนชาวอิสราเอลมีจำนวนประมาณ6แสนคนดังนั้นพระเจ้าจึงให้มีการจัดทัพของอิสราเอล

พระเจ้าทรงประทานพระบัญญัติ(Torah)สอนให้เข้าใจถึงทิศทางต่างๆและเคลื่อนไปด้วยการจัดกองกำลังเป็นเผ่าๆ โดยเริ่มต้นที่เผ่ายูดาห์  ยูดาห์เป็นเผ่าแรกของอิสราเอลที่เคลื่อนขบวนทัพเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร (กดว.10:14เผ่ายูดาห์ขึ้นไปสู้รบ ทำสงครามก่อนเผ่าอื่น (วนฉ.1:2,20:18)   

คำว่า “ยูดาห์” หมายถึง การสรรเสริญ  กองทัพของอิสราเอลนำด้วยการสรรเสริญนมัสการพระเจ้า ความหมายของเดือนในเชิงการเผยพระวจนะ เดือนแรกคือเดือนนิสาน  จึงเป็นเดือนแห่งเผ่ายูดาห์ 
หลังจากนั้นตามด้วยเดือนอิยาร์ เดือนที่ 2  เป็นเดือนของเผ่าอิสสาคาร์  เป็นเผ่าที่รู้​กา​ลเวลาของพระเจ้า ทราบ​ว่า​อิสราเอล​ควร​ทำ​ประการ​ใด  (1 พศด. 12:32)  อิสสาคาร์ได้รับการสำแดงให้รู้ถึงวาระ เวลา และฤดูกาลของพระเจ้า 

ข้อคิดคือ เราต้องปรับเวลาของเรา เคลื่อนตามวาระเวลาของพระเจ้า เหมือนเผ่าอิสสาคาร์

หลังจากเผ่าอิสสาคาร์ คือ เผ่าเศบูลุน เป็นเผ่าประจำเดือนที่ 3 คือเดือนสิวาน โมเสสได้เผยพระวจนะถึงเว่าเผ่าอิสสาคาร์ และเผ่าเศบูลุนจะร่วมสนับสนุน เศบู​ลุน​เอ๋ย จง​ปีติ​ร่า​เริง​เมื่อ​ท่าน​ออกไป และ​อิสสา​คาร์​เอ๋ย จง​ปีติ​ร่า​เริง​ใน​เต็นท์​ของ​ตน   เขา​จะ​เรียก​ชน​ชาติ​ทั้ง​หลาย​มา​ที่​ภูเขา และ​ถวาย​เครื่อง​สัตว​บูชา​อัน​ถูกต้อง​ที่​นั่น เพราะ​เขา​จะ​ดูด​ความ​อุดม​จาก​ทะเล และ​ได้​ขุมทรัพย์​ที่​ซ่อน​อยู่​ใน​ทราย”(ฉธบ.33:18-19)
ศบูลุนเป็นกองสนับสนุนของอิสราเอลในเรื่องของสเบียงและสิ่งต่างๆ 

หลังจากนั้นก็ไล่เผ่าดังนี้ รูเบน,สิเมโอน,กาด ต่อด้วย เอฟราอิม,มนัสเสห์,เบนยามิน ปิดท้ายด้วย 3 เผ่าท้ายคือ ดาน,อาเชอร์และนัฟทาลี หากนับเดือนจะปิดท้ายที่เดือนอาดาร์ เผ่านัฟทาลี 

(เนื่องจากบทความนี้มีพื้นที่จำกัด ผมคงไม่สามารถอธิบายได้หมดในแต่ละเผ่าซึ่งผู้อ่านสามารถไปอ่านบทความที่ผมเขียนไว้ เรื่อง "คุณอยู่เผ่าไหนในกองกำลังของพระเจ้า?" และเข้าไปอ่านในบทความ ความหมายของเดือนเชิงการเผยพระวจนะในแต่ละเดือนได้ )

ขอหนุนใจว่า เราควรจะนำชีวิตของเราเข้ามา(Alignment)อยู่ในกองกำลังของพระเจ้า  ด้วยการผูกพันอุทิศตัวกับคริสตจักรท้องถิ่นของท่าน เพราะคริสตจักรเป็นดั่งกองทัพในฝ่ายวิญญาณ ตัวอย่างเช่น "อามาสัย" ได้ "มาอาศัย"อยู่กับดาวิด จนเป็นทหารของกองทัพดาวิด

1พศด. 12:18 แล้วพระวิญญาณได้มาเหนืออามาสัย หัวหน้าของคนทั้งสามสิบนั้น และเขาทูลว่าข้าแต่ดาวิด ข้าพระบาททั้งหลายเป็นของฝ่าพระบาท และอยู่กับฝ่าพระบาท ข้าแต่บุตรเจสซี สวัสดิภาพ สวัสดิภาพ จงมีแก่ฝ่าพระบาทและสวัสดิภาพจงมีแก่ผู้ช่วยของฝ่าพระบาท เพราะว่าพระเจ้าทรงอุปถัมภ์ฝ่าพระบาทแล้วดาวิดทรงรับเขาทั้งหลายไว้ และทรงตั้งให้เป็นนายทหารในกองทัพของพระองค์

3.ธาตุแท้เป็นไท ดีกว่า ทาสแท้ๆที่ไม่ถูกไถ่

ในเทศกาลปัสกา ขอให้เราออกจากความคิดเดิมวงจรเก่าเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ นั่นคือการออก เป็น "ปัดรังควานในฝ่ายวิญญาณ"  ตามรูปแบบปัสกา ชาวอิสราเอลจะกินผักขมเพื่อระลึกถึงความทุกข์ยากในอียิปต์และกินขนมปังไร้เชื้อ พวกเขาจะกำจัดเชื้อต่างๆที่อยู่ในบ้านให้หมดไป เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นมลทิน


ข้อคิดคือ เราต้องชําระเชื้อเก่าเพื่อก้าวสู่ความเป็นไทในความเชื่อใหม่ 

 คําว่า "เชื้อ" ในพระคัมภีร์เดิม โดยทั่วไปเป็นสัญลักษณ์ของการมีอยู่ของความชั่วร้ายหรือความไม่บริสุทธิ์(มลทิน)  เชื้อนั้นสามารถทําให้แป้งขนมปังที่หมักและฟู  ทําให้เกิดการเน่าเปื่อยหรือเสื่อมสภาพได้  ในเทศกาลปัสกาจึงมีการรับประทานขนมปังไร้เชื้อ  (อพย.12:19,13:6-8)


ในพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูคริสต์ตักเตือนสาวกให้ระวังเชื้อ  เชื้อ หมายถึงคําสอนผิด และหลักคําสอนที่ชั่วร้ายของฟาริสี สะดูสี และพวกเฮโรด(Herodias) (มธ.8:15,16:12)


 ในพระธรรม 1โครินธ์ 5:7-8  กล่าวว่า 

7 จงชําระเชื้อเก่าเสีย เพื่อท่านจะได้เป็นแป้งดิบก้อนใหม่ เหมือนขนมปังไร้เชื้อ   เพราะพระคริสต์ผู้ทรงเป็นปัสกาของเราได้ถูกฆ่าบูชาเสียแล้ว
 8 เหตุฉะนั้นให้เราถือปัสกานั้น   มิใช่ด้วยเชื้อเก่าซึ่งเป็นเชื้อของความชั่วช้าเลวทราม  แต่ด้วยขนมปังที่ไม่มีเชื้อ คือความจริงใจและสัจจะ

คําว่า “เชื้อ” ถูกกล่าวถึงโดยอัครทูตเปาโลว่าเป็นสัญลักษณ์ของ "ความชั่วช้าเลวทราม" ในขณะที่การไม่มีเชื้อหมายถึง "ความจริงใจและสัจจะ" ดังนั้นชีวิตที่เป็นไทคือการมีความเชื่อในพระวจนะของพระองค์  


เจมส์ กอลล์(James Goll) ผู้รับใช้พระเจ้า   กล่าวไว้ว่า "ความจริงแค่เพียง 1 ช้อน สามารถชำระล้างมหาสมุทรแห่งคำหลอกลวงได้  คุณจะต้องรู้ความจริงและความจริงจะทำให้คุณเป็นไท"


A spoonful of truth... Washes away an ocean of lies." You shall know the truth and the truth shall set you free.

อัครทูตเปาโลกล่าวถึงการชำระตัวหรือเชื้อเก่า ด้วยสัจจะแห่งพระวจนะของพระเจ้าเพื่อเราจะเป็นไทและได้รับสิ่งใหม่ในพระองค์

ผมขอหนุนใจด้วยถ้อยคำแห่งความจริงใจว่า "เราต้องตระหนักว่า ธาตุแท้(ความเป็นตัวตน)ของเรา คือ เราเป็นไท เราไม่ได้เป็นทาสอีกต่อไป เพราะเราได้รับการไถ่แล้วโดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เมื่อเป็นไทแล้วก็อย่ากลับไปเป็นทาสอีกเลย" 

กท. 5:1 ​เพื่อ​เสรีภาพ​นั้นเอง​พระ​คริสต์​จึง​ได้​ทรง​ให้​เรา​เป็น​ไท เพราะ​ฉะนั้น จง​ตั้ง​มั่น และ​อย่า​เข้า​เทียม​แอก​ของ​การ​เป็น​ทาส​อีก​เลย

การค้นพบธาตุแท้ความเป็นตัวตนของเรา สิ่งนี้เราเรียกว่า อัตลักษณ์(Identity)  การค้นพบบางครั้งเราต้องปล้ำสู้ต่อสู้เพื่อให้ได้มา เหมือนดังยาโคบ (ปฐก.32:24-31)

24 ยาโคบอยู่ที่นั่นแต่ผู้เดียว มีบุรุษผู้หนึ่งมาปล้ำกับเขาจนเวลารุ่งสาง 25เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นว่าจะเอาชนะยาโคบไม่ได้ ก็ถูกต้องที่ข้อต่อตะโพกของยาโคบขณะที่ปล้ำสู้กัน ข้อต่อตะโพกของยาโคบก็เคล็ด 26บุรุษนั้นจึงว่า “ปล่อยให้เราไปเถิดเพราะใกล้สว่างแล้ว” แต่ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า” 27บุรุษผู้นั้นจึงถามยาโคบว่า “เจ้าชื่ออะไร” ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าชื่อยาโคบ” 28บุรุษนั้นจึงว่า “เขาจะไม่เรียกเจ้าว่ายาโคบต่อไป แต่จะเรียกว่า อิสราเอล(แปลว่า เขาผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า หรือพระเจ้าทรง ปล้ำสู้) เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ”  

29 ​ยาโคบจึง​ถาม​บุรุษ​ผู้​นั้น​ว่า “ขอ​ท่าน​บอก​ข้าพเจ้า​ว่า​ท่าน​ชื่อ​อะไร?” แต่​บุรุษ​นั้น​กล่าว​ว่า “ทำไม​เจ้า​จึง​ถาม​ชื่อ​เรา?” แล้ว​ก็​อวย​พร​ยาโคบ​ที่​นั่น
30 ​ยาโคบจึง​เรียก​สถานที่​นั้น​ว่า เปนี​เอล​ กล่าว​ว่า “เพราะ​ข้าพเจ้า​ได้​เห็น​พระ​เจ้า​ต่อ​หน้า​ข้าพเจ้า แล้ว​พระ​องค์​ทรง​ไว้​ชีวิต​ข้าพเจ้า”

31 ​เมื่อ​ยาโคบ​ผ่าน​เปนู​เอล​ดวง​อาทิตย์​ขึ้น​แล้ว เขา​เดิน​โขยก​เขยก​ (คำว่า Pesach) เพราะ​เจ็บ​สะโพก

ยาโคบได้พบกับพระเจ้าที่ เปนี​เอล​ (เห็นพระพักตร์พระเจ้า)  ท่านปล้ำสู้กับพระเจ้า และได้รับการเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนอัตลักษณ์ใหม่ จากยาโคบ แปลว่าจับส้นเท้า หรือ เขาหลอก  เมื่อก่อนนั้นเขาอยู่ด้วยการหลอกแยกชิงพระพรของเอซาวมาเป็นของตน แต่ตอนนี้พระเจ้าทรงให้พระพรเพราะเขาได้ปล้ำสู้จนได้รับ เขาต้องเจ็บปวดที่สะโพก และเดินโขยกเขยก คำว่า โขยก​เขยก (Lame-เลม) ในภาษาฮีบรูใช้คำว่า คำว่า เพสัคห์ Pesach  ให้ความหมายถึงการยับยั้งเดินไม่สะดวกเหมือนคนที่เดินโขยกเขยก) 

เช่นตอนที่มีการต่อสู้กันที่ภูเขาคารเมล ระหว่างผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลและเอลียาห์ 


1พกษ.18:26 เขาทั้งหลายก็เอาวัวผู้ที่เขานํามาให้และเขาทั้งหลายก็จัดเตรียมและร้องออกพระนามพระบาอัล  ตั้งแต่เวลาเช้าจนเที่ยงกล่าวว่า "ข้าแต่พระบาอัล  ขอตอบพวกข้าพเจ้าเถิด" แต่ก็ไม่มีเสียงและไม่มีใครตอบ และเขาก็โขยกเขยก (คำว่า Pesach) อยู่รอบแท่นซึ่งเขาได้สร้างขึ้นนั้นอยู่รอบแท่นซึ่งเขาได้สร้างขึ้นนั้น


ปัสกาปีนี้จะเป็นปีที่เราจะต้องตัดสินใจว่า เราจะ“ก้าวข้ามไปข้างหน้า(Passover) หรือถูกยับยั้งเอาไว้(Lame-เลม)”  ก้าวไปเราจะเป็นไท แต่ถุกยับยั้งไว้เราจะยังคงเป็นทาสต่อไป เหมือนผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล ที่เขายึดมั่นในพระเจ้าเทียมเท็จ เขาก็ยังคงวนเวียนเดินโขยก​เขยก รอบแท่นบูชา อยู่ในวงจรแห่งการเป็นทาส แต่เอลียาห์ได้สั่งให้ไฟตกลงมาจากฟ้า ทำให้รู้ว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าที่เที่ยงแท้ 

1พกษ. 18:31-39 
31 เอลียาห์​นำ​ศิลา​สิบ​สอง​ก้อน​มา ​ตาม​จำนวน​เผ่า​บุตร​ชาย​ของ​ยาโคบผู้​ซึ่ง​พระ​วจนะ​ของ​พระ​ยาห์เวห์​มา​ถึง​ว่า “อิสราเอล​จะ​เป็น​ชื่อ​ของ​เจ้า” ...
36 และ​ต่อ​มา​เมื่อ​ถึง​เวลา​ถวาย​บูชา เอลียาห์​ผู้​เผย​พระ​วจนะ​ก็​เข้า​มา​ใกล้​ ทูล​ว่า “ข้า​แต่​พระ​ยาห์เวห์​พระ​เจ้า​ของ​อับราฮัม อิสอัค​ และ​อิสราเอล ขอ​ให้​เขา​ทราบ​เสีย​ทั่ว​กัน​ใน​วัน​นี้​ว่า พระ​องค์​คือ​พระ​เจ้า​ใน​อิสราเอล และ​ข้า​พระ​องค์​เป็น​ผู้​รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์ และ​ข้า​พระ​องค์​ได้​ทำ​สิ่ง​เหล่า​นี้​ทั้ง​สิ้น​ตาม​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​องค์
37 ข้า​แต่​พระ​ยาห์เวห์ ขอ​ทรง​ตอบ​ข้า​พระ​องค์ ทรง​ตอบ​ข้า​พระ​องค์ เพื่อ​ชน​ชาติ​นี้​จะ​ทราบ​ว่า​พระ​องค์​คือ​พระ​ยาห์เวห์ ทรง​เป็น​พระ​เจ้า และ​พระ​องค์​ทรง​หัน​จิต​ใจ​ของ​เขา​ทั้ง​หลาย​กลับ​มา​อีก”
38 แล้ว​ไฟ​ของ​พระ​ยาห์เวห์​ก็​ตก​ลง​มา​และ​เผา​เครื่อง​บูชา​เผา​ทั้ง​ตัว และ​ฟืน หิน และ​ผง​คลี และ​ลาม​เลีย​น้ำ​ใน​ร่อง​จน​แห้ง
39 และ​เมื่อ​ประชา​ชน​ทั้ง​หมด​ได้​เห็น พวก​เขา​ก็​ซบ​หน้า​ลง​ร้อง​ว่า “พระ​ยาห์เวห์​ พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า พระ​ยาห์เวห์ ​พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า”


พูดง่ายๆ คือ ปัสกาปีนี้ เราจะต้องตัดสินใจ ก้าวออกมา สู่สิ่งใหม่  ปลายทางคือคานาอันหรือเราจะยังคงเดินแบบ โขยกเขยก ในถิ่นทุรกันดาร

ผมเชื่อว่าเราจะฉลองปัสกาปีนี้ด้วยการก้าวทะลุทะลวงในฤดูกาลใหม่ของพระเจ้า 

ปัสกาปีนี้เป็นเวลาของการจัดกองกำลังเคลื่อนทัพสู่ชัยชนะในพระเจ้า

เราต้องรับยุทธศษตร์จากพระองค์ เคลื่อนตามเสียงของพระองค์ และก้าวข้ามผ่านอุปสรรคไปสู่เป้าหมายของพระเจ้า

ผมขอปิดท้ายด้วยภาคปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ 


1. ชำระบ้านของเราให้พ้นมลทินจากเชื้อที่ไม่ดี เริ่มจากบ้านของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือ ชีวิตของเรา ให้เราอธิษฐานขอการชำระความคิด ในภาคปฏิบัติ เราใช้เวลาในช่วงเทศกาลปัสกา ทำความสะอาดบ้านของเรา (ปัดรังควานในฝ่ายวิญญาณ) จัดงานเลี้ยงฉลองปัสกาในบ้านกับครอบครัว เราอาจจะไม่ต้องทำตามรูปแบบ อาหารในเทศกาลปัสกา 

สิ่งสำคัญคือ การรับพิธีมหาสนิทร่วมกันในครอบครัว เพื่อระลึกถึงการไถ่ของพระเยซูคริสต์ที่เป็นดั่งแกะปัสกา พระเยซูทรงรับปัสการ่วมกับสาวกก่อนจะไปสิ้นพระชนม์ที่กางเขน 

(ลก. 22:15-20) ​
15 พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ทั้ง​หลาย​ว่า ​“เรา​มี​ความ​ปรารถนา​อย่าง​ยิ่ง​ที่​จะ​รับประทานปัสกา​นี้​กับ​ท่าน​ก่อนที่​เรา​จะต้อง​ทน​ทุกข์ 
16 เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า เรา​จะ​ไม่​รับประทานปัสกา​นี้​อีก​จนกว่า​จะ​สำเร็จ ความ​หมาย​ของปัสกา​นั้น​ใน​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า” 
17 ​พระ​องค์​ทรง​หยิบ​ถ้วย เมื่อ​ขอบ​พระ​คุณ​แล้ว​ตรัส​ว่า “จง​รับ​ถ้วย​นี้​ไป​แบ่ง​กัน​ดื่ม 
18 ​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า เรา​จะ​ไม่​ดื่ม​จาก​ผล​ของ​เถา​องุ่น​อีก​ต่อไป​จนกว่า​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​จะ​มา”
19 ​พระ​องค์​ทรง​หยิบ​ขนม​ปัง เมื่อ​ขอบ​พระ​คุณ​แล้ว​ก็​ทรง​หัก​ส่ง​ให้​พวก​เขา ตรัส​ว่า “นี่​เป็น​กาย​ของ​เรา ซึ่ง​ให้​ไว้​สำหรับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย จง​ทำ​อย่าง​นี้​เพื่อ​เป็น​ที่​ระลึก​ถึง​เรา”
20 เมื่อ​รับประทาน​แล้ว จึง​ทรง​หยิบ​ถ้วย​และ​ทรง​ทำ​เหมือน​กัน​ตรัส​ว่า “ถ้วย​นี้​ที่​เท​ออก​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย เป็น​พันธสัญญา​ใหม่​โดย​โลหิต​ของ​เรา​

2.ถวายผลแรก เป็นเทศกาลแห่งการถวายผลแรก( first fruits) ในภาษาฮีบรูคือ bikkurim ביכורים 
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแกะปัสกาที่ถูกนำไปฆ่าเพื่อไถ่เราและเป็นผลแรกของการฟื้นขึ้นจากความตาย
1คร. 15:20 แต่บัดนี้ พระคริสต์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และทรงเป็นผลแรกของพวกที่ล่วงหลับไป

ลนต. 23:9-14 ชาวอิสราเอลจะต้องถือ เทศกาลนี้หลังจากได้เข้าไปในดินแดนพระสัญญาแล้ว สิ่งที่พระเจ้าประทานให้ เราต้องถวายเป็น "ผลแรก" นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์และจะมีพิธียื่นถวายให้พระเจ้าทรงรับในวันแรกของสัปดาห์ (วันอาทิตย์) ในระหว่างเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ (ลนต. 23:11)

ในวันที่มีเทศกาล นี้ ฟ่อนข้าวแรกของการเก็บเกี่ยวจะถูกนำมายังพระวิหาร ปุโรหิตจะโบกรวงข้าวนี้ต่อพระพักตร์พระเจ้าเพื่อให้พระเจ้าทรงยอมรับ
เราสามารถนำผลแรกของเรามาถวายในคริสตจักร เพื่อขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับการไถ่ของพระองค์
(สามารถอ่านบทความ ความเข้าใจเกี่ยวกับผลแรก เพื่อทำความเข้าใจได้)

3.เข้าร่วมในกองทัพแห่งชัยชนะของพระเจ้า เราต้องนำชีวิตของเราเข้ามา(Alignment)อยู่ในกองกำลังของพระเจ้า  ด้วยการผูกพันอุทิศตัวกับคริสตจักรท้องถิ่นของเราเพราะคริสตจักรเป็นดั่งกองทัพในฝ่ายวิญญาณ ฝึกฝนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

4.ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ทีละขั้นด้วยชัยชนะร่วมกับพระองค์ 

เทศกาลต่างๆ มีความหมายในฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงกำหนดขึ้น เราในฐานะคริสตชนควรที่จะตระหนักและทำความเข้าใจถึงความหมาย เข้าใจถึงวาระเวลาของพระเจ้าในการให้เราระลึกถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ พักจากการงานเพื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า

เราไม่ควรจัดงานเทศกาลต่างๆ อย่างเป็นประเพณีนิยมที่ทำตามกันมา โดยปราศจากความเข้าใจถึงความสำคัญที่แท้จริง เน้นกิจกรรมมากกว่า วัตถุประสงค์ของพระเจ้าในเทศกาลต่างๆ

ขอพระเจ้าอวยพระพร ให้เทศกาลปัสกาปีนี้เป็นปีที่เราจะเข้าสู่กองกำลังของพระเจ้าและเคลื่อนทัพสู่ชัยชนะในพระองค์