26 มิถุนายน 2560

ป่าวประกาศถ้อยคำแห่งสติปัญญา

ขอบอกตามตรงเพื่อทำให้ทุกคน "ทำใจ" ว่า
"ไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จ"
แต่...ไม่ใช่เรา เพราะมีพระเจ้า เรา "ทำได้" (With Him We Can)
... "ฝ่ายมนุษย์ก็เหลือกำลังที่จะทำได้ แต่ไม่เหลือกำลังของพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง" (มาระโก 10:27)
ปัญหามาปัญญามี ปัญหาเป็นบททดสอบ
อุปสรรคเป็นอุปกรณ์ก้าวสู่ความสำเร็จ
ปัญหาเป็นเรื่องเพลนๆ (Plain) เราจำเป็นต้องเจอความยากลำบาก(Pain) แต่มันเป็น Main Road ถนนหลักของชีวิต
"Pain makes man think. Thought makes man wise. Wisdom makes life endurable."- John Patrick
ปัญหาทำให้คิด การคิดทำให้เกิดปัญญา ปัญญาทำให้ชีวิตอดทน
(ไม่จำเป็นต้องทนอด)

ปัญญาจารย์ 10:10 ถ้า​ขวาน​ทื่อ​แล้ว และ​เขา​ไม่​ลับ​ให้​คม เขา​ก็​ต้อง​ออก​แรง​มาก แต่​ประ​โยชน์​ของ​ปัญ​ญา​คือ​การ​นำ​มา​ซึ่ง​ความ​สำ​เร็จ

ป่าวประกาศถ้อยคำแห่งพระคุณ

ฮีบรู 12:15 จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​ใคร​ขาด​จาก​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า และ​อย่า​ให้​มี​ราก​ขม​ขื่นงอก​ขึ้น​มา ก่อ​ความ​ยุ่ง​ยาก​ให้​และ​ทำ​ให้​หลาย​คน​เป็น​มล​ทิน
Hebrews 12:15 Make sure that no one falls short of the grace of God and that no root of bitterness springs up, causing trouble and by it, defiling many.

คำว่า พระคุณ (grace) ภาษากรีก คือ Charis- χαριτος หมายถึง ความโปรดปราน การให้อภัยและมอบความรักโดยไม่ขึ้นอยู่กับ
​คำว่า มล​ทิน(defile) ภาษกรีก คือ μιανθωσι เป็นพิษได้รับการติดเชื้อ
คำว่า รากขมขื่น “root of bitterness" การตัดสินคนอื่นบนความรู้สึกเจ็บปวดและคาดหมายแบบผิดๆคิดว่า คนอื่นจะต้องเป็นแบบที่คิดในแง่ลบ
ผลที่เกิดขึ้นภายนอกสะท้อนมาจากรากที่อยู่ภายใน
การที่ขาดจากพระคุณคือการปฏิเสธการช่วยเหลือของพระเจ้า เพื่อทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง แต่ไม่รู้ว่าตนเองมีบาดแผลจากความบาดเจ็บในอดีตจากคน ก่อให้เกิดรากขมขื่น มาจากการตัดสินและการคาดหมายที่ผิด
สิ่งที่คริสเตียนควรดำเนินชีวิตในพระเจ้าตั้งอยู่ในความดีงาม พระคำแห่งความจริง และพระคุณ เราจึงตระหนักและสำแดงออกมาต่อผู้อื่นด้วยการทำสิ่งที่ดี

สิ่งที่ควรทำ คือ ความดี
สิ่งที่ควรมี คือ พระคำ
สิ่งที่ควรจำ คือ พระคุณ

เอเฟซัส 2:8-10
8 เพราะ​ว่า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​รับ​ความ​รอด​แล้ว​ด้วย​พระ​คุณ​โดย​ทาง​ความ​เชื่อ ความ​รอด​นี้​ไม่​ใช่​มา​จาก​ตัว​ท่าน แต่​เป็น​ของ​ประ​ทาน​จาก​พระ​เจ้า...
10 เพราะ​ว่า​เรา​เป็น​ฝี​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์​ที่​ทรง​สร้าง​ขึ้น​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​เพื่อ​ให้​ทำ​การ​ดี ซึ่ง​เป็น​สิ่ง​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​จัด​เตรียม​ไว้​ก่อน​แล้ว​เพื่อ​ให้​เรา​ดำ​เนิน​ตาม
LikeShow more reactions
Comment

20 มิถุนายน 2560

เตรียมพบกับการรวบรวมผลงานเป็น E-book

ถึงเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน  ผมตั้งใจจะรวบรวมบทความต่างๆที่เคยเขียนไว้ ทำเป็น E-book  เพื่อสะดวกในการอ่าน เพื่อนๆคิดเห็นอย่างไร มีท่านใดสนใจบ้างครับ ส่งข้อแนะนำไปได้ที่ pmpattamarot@gmail.com

เรื่องที่จะรวบรวมมีประมาณนี้นะครับ

ข้อคิดเพื่อความรัก

อิสราเอล 12 เผ่า

เทศกาลของพระยาห์เวห์

บันทึกการเดินทางอิสราเอล

วิญญาณต่างๆที่ต้องจัดการ

การทรงสถิต

ฯลฯ

19 มิถุนายน 2560

ปฏิปักษ์พระคริสต์ไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลโลก

ปฏิปักษ์พระคริสต์ไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลโลก โดย Haiyong Kavilar

ปฏิปักษ์พระคริสต์กับสมาคมลับ
       เมื่อกล่าวถึงปฏิปักษ์พระคริสต์ บางคนก็จะนึกถึงผู้นำรัฐบาลโลกที่จะบังคับให้ทุกคนบนโลกรับเครื่องหมายของสัตว์ร้าย(666) ซึ่งผู้นำรัฐบาลโลกคนนี้จะเข้าไปแทรกแซงกิจการในพระวิหารหลังที่3 และจะฉีกสัญญาที่กระทำต่อชาวยิว ซึ่งในท้ายสุดผู้นำรัฐบาลโลกหรือปฏิปักษ์พระคริสต์คนนี้ก็จะนำกองทัพเข้าไปจู่โจมอิสราเอลและต่อต้านการเสด็จกลับมาของพระเยซู

       แนวคิดที่ว่าผู้นำรัฐบาลโลกจะเป็นปฏิปักษ์พระคริสต์เป็นแนวคิดที่มักจะการเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆบนโลกเข้ากันกับสมาคมลับ ซึ่งมักจะมีการลือกันว่าสมาคมลับนี้เป็นเบื้องหลังของการควบคุมเศรษฐกิจโลก และสมาคมลับนี้จะปูทางให้เกิดรัฐบาลโลกซึ่งมีปฏิปักษ์พระคริสต์เป็นผู้นำ บางครั้งเมื่อกล่าวถึง วิญญาณแห่งปฏิปักษ์พระคริสต์(AntiChrist Spirit) บางคนก็มักจะนึกถึงกิจการภายในที่สมาคมลับนี้กำลังดำเนินการ

ปฏิปักษ์พระคริสต์ตามบริบทพระคัมภีร์
       อย่างไรก็ตามเมื่อมาพิจารณาดูจากพระคัมภีร์แล้ว คำว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลโลกหรือผู้ควบคุมเศรษฐกิจโลกแต่ประการใด คำว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ ที่อยู่ในพระคัมภีร์มีความหมายที่สื่อถึง ผู้สอนลัทธินอสติก(Gnosticism)ในศตวรรษที่หนึ่ง ซึ่งผู้สอนลัทธินอสติกนี้ไม่ได้มีอยู่คนเดียว แต่มีอยู่หลายคน

       คำว่า "ปฏิปักษ์พระคริสต์" ปรากฏเพียง 4 ครั้งในพระคัมภีร์ ซึ่งทั้ง 4 ครั้งนี้จะปรากฏเฉพาะในจดหมายฝากของยอห์นเท่านั้น ตามบริบททางประวัติศาสตร์ ในสมัยของยอห์น(ช่วงศตวรรษที่หนึ่ง) ก็เกิดมีลัทธิสอนผิดขึ้นในคริสตจักร ลัทธิสอนผิดนี้มีชื่อว่าลัทธินอสติก ซึ่งผู้คนในลัทธินอสติกได้สอนคำสอนที่ว่า สิ่งของฝ่ายกายภาพเป็นสิ่งที่ไม่สะอาด แต่สิ่งของฝ่ายวิญญาณเป็นสิ่งที่สะอาดและดีงาม ด้วยเหตุนี้ ผู้สอนลัทธินอสติกจึงไม่สามารถยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายฝ่ายกายภาพ พวกเขาสอนว่าพระเยซูไม่ได้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ แต่พระเยซูเป็นเพียงวิญญาณหรือผีที่ไม่มีร่างกายฝ่ายกายภาพ

       เนื่องจากในสมัยของยอห์น ลัทธินอสติกกำลังเป็นที่แพร่หลาย ยอห์นจึงได้เขียนจดหมายฝากเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของลัทธินอสติก โดยในจดหมายฝาก ยอห์นได้เน้นว่า พระเยซูได้บังเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายฝ่ายกายภาพจริงๆ และยอห์นเองก็เคยสัมผัสร่างกายฝ่ายกายภาพของพระเยซู

(1 ยอห์น 1:1) เราขอแจ้งเกี่ยวกับสิ่งที่มีมาตั้งแต่ปฐมกาล ซึ่งเราได้ยิน ได้เห็นกับตา ได้พินิจดู และจับต้องด้วยมือของเรานั้น คือพระวาทะแห่งชีวิต

ต่อมายอห์นก็ได้เรียกผู้สอนลัทธินอสติกนี้ว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์โดยผู้สอนลัทธินอสติกที่เป็นปฏิปักษ์พระคริสต์นี้ ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาเป็นมนุษย์

(2 ยอห์น 7) เพราะว่ามีผู้ล่อลวงจำนวนมากออกมาในโลก เป็นพวกที่ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์เสด็จมาเป็นมนุษย์ คนประเภทนั้นแหละเป็นผู้ล่อลวงและเป็นศัตรูของพระคริสต์[ปฏิปักษ์พระคริสต์]

ตามบริบทของจดหมายยอห์น ปฏิปักษ์พระคริสต์ก็เกิดมีในสมัยของยอห์นแล้ว ไม่ใช่ว่าจะเกิดมีในอนาคต นอกจากนี้ปฏิปักษ์พระคริสต์ยังไม่ได้มีเพียงคนเดียวโดดๆ แต่ยังมีหลายคนด้วย

(1 ยอห์น 2:18) และตามที่พวกท่านได้ยินได้ฟังมาว่าศัตรูของพระคริสต์จะมา เดี๋ยวนี้ศัตรูของพระคริสต์[ปฏิปักษ์พระคริสต์]จำนวนมากก็มาแล้ว

       ด้วยเหตุนี้เมื่อพิจารณาจากพระคัมภีร์แล้ว ปฏิปักษ์พระคริสต์จึงไม่ได้หมายถึงผู้นำรัฐบาลโลกที่มีอยู่คนเดียว แต่ปฏิปักษ์พระคริสต์หมายถึงผู้สอนลัทธินอสติกในสมัยของยอห์น ดังนั้นการใช้คำว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ เพื่อสื่อถึงผู้นำรัฐบาลโลก ก็เป็นการใช้คำที่ไม่ตรงกับบริบทของพระคัมภีร์

ปฏิปักษ์พระคริสต์ สัตว์ร้าย และคนนอกกฏหมาย

       คำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่เป็นกระแสนิยมในศตวรรษที่แล้ว มักจะเชื่อมโยงว่า
ปฏิปักษ์พระคริสต์ในจดหมายยอห์น = สัตว์ร้ายในวิวรณ์ = คนนอกกฏหมายใน 2 เธสะโลนิกา = ผู้นำรัฐบาลโลก

       ทว่าเมื่อดูจากบริบทของพระคัมภีร์แล้ว ปฏิปักษ์พระคริสต์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสัตว์ร้ายในวิวรณ์หรือคนนอกกฏหมายใน (2 เธสะโลนิกา) เลยดังนั้นการเชื่อมโยงดังกล่าวจึงมีจุดบอดอยู่

       ท้ายสุดนี้ ผมจึงอยากหนุนใจว่า ในอนาคตผู้ที่ยึดครองโลกจะไม่ใช่ปฏิปักษ์พระคริสต์ แต่จะเป็น คริสเตียนที่มีหัวใจเพื่ออาณาจักรพระเจ้า วันเวลาผ่านไป อาณาจักรพระเจ้าก็จะแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ และทั่วโลกก็จะประสบกับการฟื้นฟูใหญ่จนพรักพร้อมในการต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระเยซู

 สื่อเรียนรู้แนะนำเพิ่มเติม


หนังสือ Victorious Eschatology เขียนโดย Harold Eberle และ Martin Trench
เว็บไซต์ของ สภาเชิงอัครทูตสำหรับอนาคตศาสตร์ (Apostolic Council On Eschatology)


(หมายเหตุ ข้อเขียนจากบทความนี้ เป็นความคิดเห็นจากการตีความ ไม่ได้เป็นข้อสรุปแบบฟันธงว่าเป็นหลักการด้านศาสศาสตร์)

12 มิถุนายน 2560

คริสตจักรต้องปฏิรูปคำสอนเรื่องยุคสุดท้าย

คริสตจักรต้องปฏิรูปคำสอนเรื่องยุคสุดท้าย โดย Haiyong Kavilar
        เมื่อเดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนสะท้านให้กับผู้คน นั่นคือเหตุการณ์ที่ปัญญาประดิษฐ์หรือคอมพิวเตอร์ได้เล่นโกะชนะมนุษย์ที่เป็นแชมป์โลกแล้ว ในมุมมองของเทคโนโลยี เหตุการณ์นี้นับเป็นสัญญาณของการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ แต่สำหรับบางคนก็มีความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาว่า ในอนาคตปฏิปักษ์พระคริสต์(AntiChrist) จะใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้ในการควบคุมมนุษย์
         เมื่อเดือนที่แล้วก็มีข่าวคราวเรื่องหนึ่งที่ว่า บริษัทเอกชนในเกาหลีแห่งหนึ่งได้พัฒนาระบบซื้อขายโดยไม่ใช้เงิน แต่ใช้ลายนิ้วมือและระบบดิจิตอลแทน บางคนเมื่อทราบข่าวนี้ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า การรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายเพื่อการซื้อขายที่อยู่ใน (วิวรณ์ 13) กำลังคลืบคลานเข้ามา
         จากคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่เป็นกระแสนิยมในศตวรรษที่ผ่านมามักกล่าวกันว่า วันเวลาผ่านไป โลกก็จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ ภัยพิบัติก็จะทวีมากขึ้นและสังคมก็จะเสื่อมทรามลง ส่วนเทคโนโลยีต่างๆที่เกิดขึ้นก็จะเป็นการปูทางสู่การควบคุมของรัฐบาลโลกที่บริหารงานโดยปฏิปักษ์พระคริสต์ คำสอนเรื่องยุคสุดท้ายแนวนี้มักจะเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆบนโลกเข้ากันกับสมาคมลับที่ลือกันว่าเป็นเบื้องหลังของปฏิปักษ์พระคริสต์ แนวคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่กล่าวมามีชื่อเรียกในเชิงวิชาการว่า อนาคตมืดมน(Futurist) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตีความคำพยากรณ์ใน (มัทธิว 24) และ (วิวรณ์) ว่าภัยพิบัติจากพระคัมภีร์เหล่านี้จะเกิดขึ้นในอนาคตก่อนการกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู
         อย่างไรก็ตามในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มมีกระแสของคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 ซึ่งพื้นเพของคำสอนนี้อธิบายว่า ผู้เชื่อ(คริสเตียน)จำต้องเข้าไปมีส่วนในสังคมและไปบุกยึดภูเขาทั้ง7 ซึ่งเป็นองค์ประกอบต่างๆของสังคม และผู้เชื่อจำต้องนำอาณาจักรของพระเจ้าเข้าไปครอบครองสังคมเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้สะท้อนถึงค่านิยมของอาณาจักรพระเจ้า
(** เทคนิคการจำชื่อภูเขาทั้ง7 เพื่อนๆสามารถอ่านได้ใน http://pattamarot.blogspot.com/2017/01/7.html)
เมื่อมองโลกด้วยกระบวนทัศน์ของคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 ดูเหมือนว่าคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 จะอธิบายเป็นนัยว่า ท้ายสุดแล้วผู้ที่ครองโลกคือคริสเตียนไม่ใช่ปฏิปักษ์พระคริสต์ และโลกกับสังคมก็จะไม่ได้แย่ลงไปเรื่อยๆแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใคร่ครวญอย่างจริงจังแล้ว ดูเหมือนว่าคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 กับคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายแบบอนาคตมืดมนดูจะขัดแย้งกัน  

        อัครทูตปีเตอร์ แวกเนอร์ ก็เป็นผู้หนึ่งที่เคยรู้สึกอึดอัดใจระหว่างคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 กับคำสอนเรื่องยุคสุดท้าย เนื่องจากแวกเนอร์เป็นผู้สนับสนุนในเรื่องภูเขาทั้ง7ซึ่งอธิบายว่าโลกจะดีขึ้นเรื่อยๆ ทว่าคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่แวกเนอร์เคยเรียนรู้มากลับสอนว่าโลกจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ 
        ระหว่างที่แวกเนอร์รู้สึกอึดอัดใจอยู่ แสงสว่างก็ได้เข้ามาถึงในชีวิตเขา ในปี 2006 เพื่อนของแวกเนอร์คนหนึ่งได้นำหนังสือเล่มหนึ่งไปให้เขา หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Victorious Eschatology (อนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะ) แวกเนอร์ได้กล่าวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในชีวิตผม เมื่อผมได้อ่านหนังสือ Victorious Eschatology ที่เขียนโดย ฮาร์โรล เอเบอร์เล และ มาร์ติน เทรช อนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะสอดคล้องกันกับศาสนศาสตร์เรื่องการยึดครอง[ภูเขาทั้ง7]ราวกับถุงมือที่สวมพอดีกันกับมือ เอเบอร์เลและเทรชได้อธิบายว่า ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา คริสตจักรจะเติบโตสู่พระสิริสู่ความเป็นหนึ่งและสู่ความสุกงอม ส่วนอาณาจักรพระเจ้าก็จะเติบโตและแผ่ขยายออกไปจนเติมเต็มทั่วแผ่นดินโลก
 อนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะได้อธิบายว่าคำพยากรณ์ต่างๆในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับวาระสุดท้ายหรือยุคสุดท้าย เป็นคำพยากรณ์ที่ได้สำเร็จลุล่วงไปแล้วเมื่อกรุงเยรูซาเล็มได้ล่มสลายในปี คศ.70 คำว่า ยุคสุดท้าย เป็นศัพท์ที่มีความหมายสื่อถึงจุดจบของพันธสัญญาเดิมและการเริ่มต้นแห่งพันธสัญญาใหม่ พระเยซูจะเสด็จกลับมาแน่นอนในอนาคต (ดู มัทธิว 24:35-25:46) แต่จะไม่มีหมายสำคัญ[หรือความทุกข์เข็ญใดๆ] ใน (มัทธิว 24:3-34) ที่จะเกิดขึ้นก่อนที่พระองค์จะเสด็จกลับมา เนื่องจากความทุกข์เข็ญเหล่านั้นได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ในแวดวงศาสนศาสตร์ มุมมองที่มองคำพยากรณ์ในลักษณะนี้มีชื่อว่า อดีตมืดมนแบบบางส่วน (Partial Preterist) ซึ่งเป็นมุมมองที่ผมยึดถือในปัจจุบัน
  อดีตมืดมนแบบบางส่วน เป็นการตีความว่าคำพยากรณ์ส่วนใหญ่ใน (มัทธิว 24) และ (วิวรณ์) เป็นคำพยากรณ์ที่สำเร็จไปแล้วในอดีต โดยอธิบายว่าภัยพิบัติและความเสื่อมทรามต่างๆในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้วในช่วงปี คศ.70 ด้วยเหตุที่คำพยากรณ์ที่มืดมนเหล่านี้ได้สำเร็จไปแล้ว โลกและสังคมของเราในอนาคตก็จะดีขึ้นเรื่อยๆจนพรักพร้อมในการต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระเยซู
 เมื่อผู้เชื่อคาดหวังให้สวรรค์บุกรุกโลก สิ่งหนึ่งที่ผู้เชื่อควรจะมีคือการมองอนาคตในแง่ดี อัครทูตจอห์น เอกฮาร์ต ได้เคยกล่าวไว้ว่า พวกเราจำเป็นต้องปฏิรูปคำสอนเรื่องอนาคตศาสตร์[ยุคสุดท้าย]” เนื่องจากว่าบ่อยครั้งผู้เทศน์มักจะดึงข้อพระคัมภีร์ใน (มัทธิว 24) ออกนอกบริบทโดยกล่าวว่า ภัยพิบัติ สงคราม และการกันดารอาหารจะเกิดขึ้นในอนาคตของพวกเรา แต่บริบทของ (มัทธิว 24) นี้ไม่ได้พยากรณ์ถึงอนาคตของพวกเรา แต่ได้พยากรณ์ถึงช่วงการล่มสลายของกรุงเยรูซาเล็มในปี คศ.70 ซึ่งพระเยซูก็ได้ตอกย้ำถึงคำพยากรณ์เหล่านี้ว่าจะสำเร็จในช่วงอายุของคนยุคนั้นไม่ใช่ในอนาคตของพวกเรา
 (มัทธิว 24:34) เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ว่า คน​ใน​ยุค​นี้​[คนในยุคที่ฟังคำตรัสของพระเยซู]จะ​ไม่​ล่วง​ลับ​ไป​ก่อน​ทุก​สิ่ง​เหล่า​นี้​จะ​เกิด​ขึ้น
         โจนาธาน เวลตัน ประธานของสภาเชิงอัครทูตในเรื่องอนาคตศาสตร์ (Apostolic Council On Eschatology) ได้กล่าวถึงประเด็นของการปฏิรูปเรื่องอนาคตศาสตร์ไว้ 10 ประเด็นดังนี้


ประเด็นที่1 อาณาจักรพระเจ้าเป็นเรื่องของปัจจุบันและกำลังเติบโตขึ้นในช่วง 2000 ปีที่ผ่านมา (มัทธิว 13:31-33)

ประเด็นที่2 อาณาจักรพระเจ้าได้มาถึงเมื่อพระเยซูทรงเสด็จมาครั้งแรก และอาณาจักรพระเจ้าจะเติมเต็มทั่วแผ่นดินโลกพร้อมต้อนรับการเสด็จกลับมาครั้งสุดท้ายของพระเยซู (มาระโก 1:15, มัทธิว 3:2)

ประเด็นที่3 วลี วาระสุดท้าย ที่ปรากฏในพันธสัญญาใหม่ ไม่ได้หมายถึงจุดจบของโลก แต่หมายถึงจุดจบของพันธสัญญาเดิม (คศ. 30 –70) และการล่มสลายของพระวิหาร (1 ยน. 2:9, ยก. 5:8-9, 2 ทธ. 2:7)

ประเด็นที่4 เมื่อพระเยซูกล่าวถึง การเสด็จมาของพระองค์ใน (มัทธิว 24:30) พระองค์ทรงใช้ภาษาเชิงอุปมาตามแบบฉบับของพันธสัญญาเดิม ซึ่งหมายถึงการเสด็จมาพิพากษากรุงเยรูซาเล็มในปี คศ.70 (สดุดี 18:9-12, 104:2-3, อิสยาห์ 19:1, นาฮูม 1:3)

ประเด็นที่5 ทุกรายละเอียดของคำพยากรณ์ทั้งสิ้นที่พระเยซูตรัสไว้ใน (มัทธิว 24) ได้สำเร็จหมดแล้วในปี คศ.70 อันเป็นปีที่กรุงเยรูซาเล็มล่มสลาย ซึ่งเหตุการณ์นี้คือ ทุกขเวทนาครั้งใหญ่”, “วันแห่งการแก้แค้น และ เวลาทุกข์ใจของยาโคบ

ประเด็นที่6 คำพยากรณ์เรื่องสัปตะที่ 70 ของดาเนียล เป็นคำพยากรณ์ที่หมายถึงพระคริสต์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงสำเร็จคำพยากรณ์แล้ว (ดาเนียล 9)-ไม่ได้สอนถึง 7 ปีกลียุคในอนาคต ซึ่งเหล่าผู้อรรถาธิบายพระคัมภีร์ต่างก็อรรถาธิบายแบบนี้เหมือนกันหมดมาจนถึงปี 1830

ประเด็นที่7 ปฏิปักษ์พระคริสต์เป็นศัพท์ที่หมายถึงลัทธินอสติกอันเป็นลัทธิเทียมเท็จในศตวรรษที่1 ซึ่งลัทธินอสติกได้ปฏิเสธการบังเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายฝ่ายกายภาพของพระเยซูเมื่อพระองค์ได้เสด็จมายังโลก ( 1 ยอห์น 1:1,3; 4:2-3, 2 ยอห์น 7)

ประเด็นที่8 คริสตศาสนาในช่วง 700 ปีแรกต่างก็เข้าใจมาตลอดว่าสัตว์ร้ายในหนังสือวิวรณ์คือเนโรหรือไม่ก็จักรวรรดิโรมัน (แล้วแต่บริบท)

ประเด็นที่9 อิสราเอลของพระเจ้า(Ecclesia) หมายถึงผู้รับมรดกที่แท้จริง มรดกนี้มาจากพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ การรับมรดกนี้มีพื้นฐานบนความเชื่อ ไม่ใช่เชื้อชาติ (โรม 2:28-29, 9:6-8)

ประเด็นที่10 พระเยซูจะเสด็จกลับมาเพื่อรับมรดก เมื่ออาณาจักรพระเจ้าได้เติบโตเต็มที่และศัตรูทั้งสิ้นของพระองค์ได้อยู่ใต้ฝ่าเท้าของพระองค์ ซึ่งนี่จะเป็นการเสด็จกลับมาทางกายภาพของพระองค์ในอนาคตของพวกเรา (กิจการ 1:11, 1 โครินธ์ 15:25-26)

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
Apostolic Council On Eschatology (สภาเชิงอัครทูตสำหรับอนาคตศาสตร์)
http://www.endtimecouncil.com/
หนังสือ This Changes Everything เขียนโดย C. Peter Wagner
หนังสือ Victorious Eschatology เขียนโดย Harold Eberle และ Martin Trench
หนังสือ Raptureless เขียนโดย Jonathan Welton

อ่านข้อมูลได้อีกช่องทางใน https://www.pageqq.com/en/content/view/page/cntth1/0-3484259.html

06 มิถุนายน 2560

50 ปีแห่งชัยชนะในสงคราม 6 วัน (Six-Day War)

50 ปีแห่งชัยชนะในสงคราม 6 วัน (Six-Day War)
ในปี 1967 ช่วงวันที่ 5-10 มิ.ย. เกิดสงครามที่เรียกว่า สงคราม 6
วัน (Six-Day War) ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดภัยพิบัติสำหรับอิสราเอล พระเมตตาของพระเจ้าทำให้อิสราเอลได้รับชัยชนะอีกครั้ง อิสราเอลสามารถยึดครองภูเขาซีนาย(Sinai), ฉนวนกาซ่า(Gaza Strip),ที่ราบ West Bank และที่ราบสูงโกลาน(Golan Heights) ในเวลาเพียง 6 วัน ความขัดแย้งนี้ เราได้มองเห็นภาพอันน่าทึ่งของพวกเขา โดยชาวยิวสามารถยึดครองกรุงเยรูซาเล็ม(Jerusalem) มาได้สำเร็จ และได้รื้อฟื้นพระวิหารที่ถูกทำลายขึ้นใหม่
ส่วนที่เหลือของพระวิหารนั้นเรียกว่า "กำแพงตะวันตก (Western Wall) หรือ กำแพงร้องไห้(Wailing Wall)" ซึ่งถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญสำหรับคนอิสราเอล 
หลังจากที่พระวิหารถูกทำลายไปใน ปี คศ 70 พระเจ้าทรงมีพระสัญญาที่จะรื้อฟื้นยูดาห์(ยิว)
แต่พระ‍ยาห์‌เวห์จะทรงพระ‍เมตตาต่อยา‌โคบและจะทรงเลือกอิสรา‌เอลอีก ทั้งจะตั้งเขา‍ทั้ง‍หลายไว้ในแผ่น‍ดินของเขา แล้วคนต่าง‍ด้าวจะมาสมทบกับเขา‍ทั้ง‍หลาย และจะผูก‍พันเข้ากับเชื้อ‍สายของยา‌โคบ ชน‍ชาติทั้ง‍หลายจะรับพวก‍เขาและนำเขา‍ทั้ง‍หลายมายังที่ของเขา และเชื้อ‍สายของอิสรา‌เอลจะได้ชน‍ชาติทั้ง‍หลายเป็นกรรม‍สิทธิ์ โดยให้เป็นทาสและทาสีในแผ่น‍ดินของพระ‍ยาห์‌เวห์ พวกที่เคยจับเขา‍ทั้ง‍หลายเป็นเชลยจะถูกพวก‍เขาจับเป็นเชลย และพวก‍เขาจะปก‍ครองเหนือพวกที่เคยบีบ‍บัง‍คับเขา (อิสยาห์ 14:1-2 THSV11)

https://www.pageqq.com/en/content/view/page/cntth1/0-3433970.html

เวลตันกับพันธสัญญาอันประเสริฐกว่า

เวลตันกับพันธสัญญาอันประเสริฐกว่า โดย Haiyong Kavilar

ที่ผ่านมา ผมไม่ได้เห็นความสำคัญของความรักสักเท่าใด จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมา ผมรู้สึกว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้ของประทานเกิดผลก็คือ ปัญญาแม้ว่าผู้เผยพระวจนะที่มีชื่อเสียงหลายท่าน (เช่น คริส แวลโลตัน, แพททรีเซีย คิง, ฌอว์น บอลซ์) จะเน้นย้ำเน้นหนาว่า ความรักเป็นสิ่งสำคัญ แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกเห็นค่าของความรักสักเท่าใด จากประสบการณ์ของผม ผมรู้สึกว่า เพียงแค่ผมพึ่งปัญญาและข้อแนะนำจากผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ในด้านการเผยพระวจนะ ผมก็สามารถรับมือกับคำเผยพระวจนะและปลดปล่อยคำเผยพระวจนะได้อย่างมีประสิทธิภาพมากแล้ว

แม้ว่าผู้เผยพระวจนะที่มีชื่อเสียงหลายท่านได้ให้ความสำคัญกับความรัก ทว่าคำแนะนำในเรื่องความรักจากผู้เผยพระวจนะเหล่านี้ก็ไม่สามารถจูงใจผมได้มากนัก เหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะ เหตุผลในการจูงใจเหล่านั้นมักจะเป็นมาจากประสบการณ์และความรู้สึก แต่ไม่ได้ใช้เหตุผลจากพระคัมภีร์มากนัก เนื่องจากตัวผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับพระคัมภีร์มาก ดังนั้นการที่จะจูงใจผมในเรื่องใด ก็ควรใช้เหตุผลจากพระคัมภีร์ประกอบกับการอรรถาธิบายที่มีเหตุผล การใช้เพียงประสบการณ์ประกอบกับข้อพระคัมภีร์เล็กๆน้อยๆอาจไม่จูงใจคนอย่างผมสักเท่าไร


โจนาธาน เวลตัน (Jonathan Welton)
และแล้ว วีรบุรุษคนหนึ่งก็มาถึง วีรบุรุษของผมคนนี้เป็นนักวิชาการ เป็นอัครทูต และเป็นผู้เผยพระวจนะด้วย วีรบุรุษของผมคนนั้นก็คือ โจนาธาน เวลตัน เนื่องจากที่ผ่านมา ผมสังเกตว่าผู้เผยพระวจนะที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เน้นในเรื่องของประสบการณ์และความรู้สึกมาก แต่ไม่เน้นในเรื่องของวิชาการทางพระคัมภีร์สักเท่าไร ในทางตรงกันข้าม เมื่อผมสังเกตเห็นนักวิชาการทางพระคัมภีร์หลายท่านที่มีชื่อเสียง แม้ผมจะเห็นถึงความสามารถในทางวิชาการของพวกเขา แต่ในเรื่องเกี่ยวกับการเผยพระวจนะแล้ว ดูเหมือนพวกเขาจะไม่มีประสบการณ์สักเท่าไร ทว่า โจนาธาน เวลตัน เป็นผู้หนึ่งที่มีทั้งด้านการเผยพระวจนะและด้านวิชาการผสมผสานกัน ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นเมื่อได้รู้จักกับอัครทูตคนนี้

ในเรื่องของความรักแล้ว โจนาธาน เวลตัน สามารถโน้มน้าวใจให้ผมเห็นความสำคัญของความรักมากขึ้น เขา(เวลตัน)สามารถโน้มน้าวใจผมในเรื่องความรักได้มากยิ่งกว่าผู้เผยพระวจนะที่มีชื่อเสียงหลายๆท่าน สิ่งสำคัญที่ทำให้ผมเห็นความสำคัญของความรักก็คือ ระบบการตีความพระคัมภีร์ที่เวลตันได้คิดค้นขึ้นมา ซึ่งมีชื่อว่า ศาสนศาสตร์พันธสัญญาอันประเสริฐกว่า (Better Covenant Theology)

ศาสนศาสตร์พันธสัญญาอันประเสริฐกว่าอธิบายว่า เมื่อพระคริสต์สำเร็จการไถ่ที่กางเขน พันธสัญญาแห่งโมเสสก็เป็นอันสิ้นสุด ส่วนพันธสัญญาแห่งดาวิดกับพันธสัญญาแห่งอับราฮัมก็ลุล่วง เมื่อพันธสัญญาใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นที่กางเขน ธรรมบัญญัติของโมเสสทั้งหมด (613 ข้อ) ก็เป็นอันยุติ

คริสเตียนเรามักจะคุ้นเคยกับพระมหาบัญญัติสองข้อนั่นคือ รักพระเจ้าสุดใจกับการรักเพื่อนบ้าน แต่พระมหาบัญญัติสองข้อนี้เป็นเพียงการสรุปรวบยอดของบัญญัติ 613 ข้อในพันธสัญญาเดิม แต่ในพันธสัญญาใหม่ พระเยซูผู้ซึ่งเป็นคนกลางแห่งพันธสัญญา ได้กำหนดบัญญัติไว้เพียงข้อเดียวคือ จงรักซึ่งกันและกัน และเนื้อความต่างๆจากจดหมายฝากของเหล่าอัครทูตก็มีรากฐานมาจากพระบัญญัติข้อเดียวนี้

        ในช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา เวลตันได้ประกาศถึงเสาหลัก 10 ประการสำหรับศาสนศาสตร์พันธสัญญาอันประเสริฐกว่า ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้


เสาหลัก 10 ประการของศาสนศาสตร์พันธสัญญาอันประเสริฐกว่า

เสาหลักที่1 การบังเกิดของพระเยซู เป็นการสำเร็จพันธสัญญาแห่งอับราฮัม (มัทธิว 1:1, กาลาเทีย 3:6, กิจการ 3:24-26)

เสาหลักที่2 การตายของพระเยซู เป็นการสถาปนาพันธสัญญาใหม่ (ฮีบรู 9:14-15)

เสาหลักที่3 พันธสัญญาใหม่กระทำโดยพระบิดาในฐานันดรของพระเจ้า และพระบุตรในฐานันดรของมหาปุโรหิตแบบเมลคีเซเดค

เสาหลักที่4 การเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และการประทับบนบัลลังค์ในสวรรค์ของพระเยซู เป็นการสำเร็จพระสัญญาแห่งอาณาจักรของดาวิด (มัทธิว 1:1, กิจการ 2:29-36)

เสาหลักที่5 การล่มสลายของพระวิหารในปี คศ.70 เป็นการขจัดพันธสัญญาเดิมอย่างถาวร และทำให้ข้อพระคัมภีร์ (ฮีบรู 8:13) สำเร็จ ( ดูเพิ่มเติมได้ใน ฮีบรู 7:12, 10:9)

เสาหลักที่6 ระหว่างกางเขนจวบจน คศ.70 กินเวลา 40 ปี ซึ่งในช่วง 40 ปีนี้เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านแห่งพันธสัญญาของคริสตจักรในยุคแรก (กิจการ 6:13-15, 21:21; กาลาเทีย 4:28-30)

เสาหลักที่7 ระหว่างช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ พันธสัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ดำรงอยู่อย่างควบคู่กัน
(
1 โครินธ์ 2:6, ฮีบรู 8:13, 9:8-10; 1 ยอห์น 2:8)

เสาหลักที่8 วาระสุดท้าย และ การสิ้นยุค คือช่วงศตวรรษที่1 ซึ่งหมายถึงวาระสุดท้ายของพันธสัญญาเดิมและการสิ้นสุดของยุคพันธสัญญาเดิม

เสาหลักที่9 ระบบศักดินาและระบบญาติมิตรของพันธสัญญาแห่งโมเสสก็ไม่เป็นที่บังคับอีกต่อไป ทั้ง เทศกาลต่างๆ สะบาโต กฏหมายแพ่ง ระเบียบทางพิธีกรรม รวมถึงกฏเกณฑ์ทางศีลธรรม ทั้งหมดนี้ถูกขจัดเรียบร้อยแล้ว (โคโลสี 2:16-17; เอเฟซัส 2:15; กาลาเทีย 4:10-11, 5:6; ฮีบรู 9:9-10)

เสาหลักที่10 พระบัญญัติของพันธสัญญาใหม่คือ จงรักซึ่งกันและกันอย่างที่เราได้รักท่านทั้งหลาย (ยอห์น 13:34, 15:12, 15:17; 1 โครินธ์ 9:19-22; 1 ยอห์น 3:23; 2 ยอห์น 1:6)


แหล่งข้อมูลแนะนำเพิ่มเติม
หนังสือ Understanding the Whole Bible เขียนโดย Jonathan Welton



01 มิถุนายน 2560

Chag Shavuot Sameach! สุขสันต์สำหรับเทศกาลสัปดาห์

ช่วงวันที่ 5-7เดือนสิวัน (ปี 2017 ช่วงเย็นวันอังคารที่ 30 พ.ค.-1 มิ.ย.) ชาวยิวมีการฉลองเทศกาลสัปดาห์(Shavuot:ชาวูโอ๊ท)หรือPentecost(แปลว่า 50)
ในพันธสัญญาเดิม(OT)เป็นการฉลอง7 สัปดาห์ (7X7 วัน) หลังจากเทศกาลปัสกา(Pesach) ที่พวกเขาออกจากการเป็นทาสในอียิปต์
ตลอดช่วงเวลาในถิ่นทุรกันดารพระยาห์เวห์ทรงจัดเตรียมมานาจำนวน 1 หม้อโอเมอร์ (อพยพ 16:32) ให้กับพวกเขาในแต่ละวัน จึงมีการนับโอเมอร์ในแต่ละวันจากเทศกาลปัสกาถึงเทศกาลสัปดาห์ได้ 49 วัน(7 สัปดาห์) เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งพระพร
เทศกาลนี้พระยาห์เวห์ทรงประทานพระบัญญัติ10 ประการจารึกบนแผ่นศิลา(Luchot)บนภูเขาซีนาย เป็นพันธสัญญารักนิรันดร์ของพระยาห์เวห์ที่ทรงทำกับชนชาติอิสราเอล
เทศกาลนี้พวกเขาได้นำผลแรกที่เพิ่มพูนจากเทศกาลปัสกาคือนำขนมปัง 2 ก้อนมาถวายซึ่งทำจากข้าวสาลีที่พวกเขาปลูกได้เอง มานาก็หมดไปเพราะนั่นเป็นเพียงอาหารชั่วคราว หลังจากนั้นไปพวกเขาได้กินพืชผลที่พวกเขาได้ปลูกในดินแดนใหม่ไม่ใช่ดินแดนทาสในอียิปต์
พวกเขาจึงได้เก็บหม้อมานา ศิลาพระบัญญัติ และไม้เท้าอาโรนไว้ในหีบพันธสัญญาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในเทศกาลนี้
ในพันธสัญญาใหม่(NT) พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนในเทศกาลปัสกา หลังจากนั้น 3 วันทรงฟื้นจากความตาย ทรงอยู่กับพวกสาวกอีก 40 วัน เพื่อทรงสอนเรื่องอาณาจักรสวรรค์
ในวันที่พระเยซูทรงเสด็จขึ้นสวรรค์ ทรงกำชับว่าให้รอคอยการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ.1:8)
และในวันที่ 50 หลังจากปัสกาในเทศกาลเพ็นทอสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จมาเหนือสาวก 120 คนที่เฝ้าอธิษฐานรอคอยที่ห้องชั้นบน กรุงเยรูซาเล็ม(กจ.2) เป็นการเริ่มต้นเกิดคริสตจักรอย่างเป็นทางการ และข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรสวรรค์ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก
นี่คือการเชื่อมระหว่าง 2 สิ่งคือพันธัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ คือแผ่นศิลา 2 แผ่น ซึ่งเป็นพันธสัญญาแห่งรักนิรันดร์ ระหว่างพระยาห์เวห์กับคนของพระองค์
ขนมปัง 2 ก้อนคือ คนยิวกับคนต่างชาติเชื่อมกันเป็นคนใหม่คนเดียวกัน ผ่านทางในพระเยซูคริสต์(อฟ.2:15) ทรงเป็นอาหารแห่งชีวิต(bread of life) พระบัญญัติ 2 ข้อใหญ่คือ จงรักพระเจ้าด้วยสุดใจและจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองได้รวมเป็นหนึ่งผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในเรา
พระองค์ทรงประทานพระบัญญัติใหม่คือพระบัญญัติแห่งรัก ที่ไม่ได้จารึกบนแผ่นศิลาแต่จารึกในหัวใจ(2คร.3:3) พระวิญญาณเป็นเสมือนแหวนหมั้นคริสตจักรไว้เพื่อรอคอยองค์เจ้าบ่าว ในวันสมรสของพระเมษโปดกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามพระสัญญา
เทศกาลนี้มีความสำคัญ แม้แต่อัครทูตเปาโล ท่านพยายามปลีกตัวจากงานพันธกิจเพื่อจะมาร่วมเทศกาลนี้
ท่านกลับจากการเดินทางที่เมืองเอเฟซัสเพื่อจะเดินทางไปกรุงเยรูซาเล็ม
กิจการฯ 18:20-21 (พระคัมภีร์ฉบับ Thai King james)
20 เมื่อคนเหล่านั้นขอให้ท่านอยู่กับเขาต่อไป ท่านก็ไม่ยอม
21 แต่ได้ลาเขาไปกล่าวว่า "ข้าพเจ้าจะพยายามรักษาเทศกาลเลี้ยง(Shavuot) ที่จะถึงในกรุงเยรูซาเล็มโดยทุกวิถีทาง แต่ถ้าเป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า ข้าพเจ้าจะกลับมาหาท่านทั้งหลายอีก" แล้วเปาโลได้ลงเรือแล่นออกจากเมืองเอเฟซัส
กิจการฯ 20:16 ด้วยว่าเปาโลได้ตั้งใจว่า จะแล่นเลยเมืองเอเฟซัสไป เพื่อจะไม่ต้องค้างอยู่นานในแคว้นเอเชีย เพราะท่านรีบให้ถึงกรุงเยรูซาเล็ม ถ้าเป็นได้ให้ทันวันเทศกาลเพ็นเทคอสต์ (ชาวูโอ๊ท)
อีกครั้งหนึ่งที่อัครทูตเปาโล ร่วมเทศกาลนี้แม้อยู่ต่างแดน
1โครินธ์ 16:8 แต่ข้าพเจ้าจะอยู่ที่เมืองเอเฟซัสจนถึงเทศกาลเพ็นเทคอสต์
เทศกาลนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่เราจะร่วมฉลองเพื่อระลึกถึงพันธสัญญาของพระยาห์เวห์ที่ทรงให้กับเราในฐานะคนของพระองค์
ชาโลม

29 พฤษภาคม 2560

ภาษาแปลกๆมีหลายชนิด

         บทความเรื่อง "ภาษาแปลกๆมีหลายชนิด" 
                                       โดย Haiyong Kavilar

เนื่องจากว่า ในเย็นวันอังคารที่จะถึงนี้ (30/5/17) ก็จะก้าวเข้าสู่วันเพนเทคอสหรือเทศกาลชาวูโอตของชาวยิว ในวันเพนเทคอสแรกหลังจากที่พระเยซูทรงเป็นขึ้น ก็เกิดปรากฏการณ์การพูดภาษาแปลกๆเป็นครั้งแรกในพระคัมภีร์ ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับภาษาแปลกๆจากหนังสือที่ผมกำลังเขียนอยู่ ส่วนหนึ่งของหนังสือที่ผมเขียนได้กล่าวถึง ภาษาแปลกๆที่หลากชนิด (Diverse Kinds of Tongues) เนื้อหาของบทความนี้ ผมได้ตัดต่อจากหนังสือที่ผมกำลังเขียนอยู่ ขอให้เพื่อนๆได้รับการเสริมสร้างผ่านบทความนี้นะครับ  
ผลลัพธ์เมื่อภาษาแปลกๆพัฒนา
            เมื่อภาษาแปลกๆของเราพัฒนาไปได้ระยะหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือเราจะสามารถพูดภาษาแปลกๆได้หลายรูปแบบหรือหลายชนิด 
            ภาษาแปลกๆเป็นของประทานหนึ่งที่มีหลายชนิด บางครั้งภาษาแปลกๆที่เราพูด ก็เป็นถ้อยคำภาษาที่ใช้สรรเสริญพระเจ้า บางครั้งภาษาแปลกๆก็อาจเป็นถ้อยคำภาษาที่ใช้วิงวอนต่อพระเจ้า บางครั้งภาษาแปลกๆก็อาจเป็นถ้อยคำภาษาในเชิงสงครามที่ใช้ต่อต้านสิ่งชั่วร้าย

ใน (1 โครินธ์ 12:10) ได้กล่าวถึงภาษาแปลกๆที่มีหลายชนิด
(1 โครินธ์ 12:10) ให้​อีก​คน​หนึ่ง​พูด​ภา​ษา​แปลกๆ
(1 โครินธ์ 12:10) to another various kinds of tongues,
 ปกติแล้วคำว่า ภาษาแปลกๆ จะแปลมาจากคำว่า Tongues ในภาษาอังกฤษ กระนั้นใน (1 โครินธ์ 12:10) ข้อพระคัมภีร์นี้ไม่ได้กล่าวถึง Tongues(ภาษาแปลกๆ) เพียงอย่างเดียว แต่ได้กล่าวถึง Various Kinds of Tongues(ภาษาแปลกๆที่หลากชนิด)ด้วย
 Tongues = ภาษาแปลกๆ
Various Kinds of Tongues = ภาษาแปลกๆที่หลากชนิด
 น่าเสียดายที่พระคัมภีร์ภาษาไทยฉบับนี้ไม่ได้แปลคำว่า Various Kinds of tongues เป็น ภาษาแปลกๆที่หลากชนิด แต่กลับแปลเป็นเพียง ภาษาแปลกๆ โดยไม่ได้เติมวลี ที่หลากชนิดซึ่งถ้าว่ากันตามภาษาอังกฤษหรือภาษากรีกแล้ว (1 โครินธ์ 12:10) สามารถแปลได้ว่า ให้อีกคนหนึ่งพูดภาษาแปลกๆที่หลากชนิด
             เมื่อของประทานด้านภาษาแปลกๆของเราได้รับการพัฒนา ภาษาแปลกๆที่เราพูดได้มักจะไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ชนิดเดียว แต่เราจะพูดภาษาแปลกๆได้หลายชนิดหรือหลายรูปแบบ

            ต่อไปนี้เป็นลักษณะของภาษาแปลกๆในชนิดต่างๆ ซึ่งผมได้จำแนกทั้งหมดเป็น 4 ชนิดคือ
1. ภาษาแปลกๆชนิดสรรเสริญ   2. ภาษาแปลกๆชนิดวิงวอนคร่ำครวญ
3. ภาษาแปลกๆชนิดสงคราม     4. ภาษาแปลกๆชนิดเผยพระวจนะ


ภาษาแปลกๆชนิดสรรเสริญ
            ภาษาแปลกๆชนิดนี้ เป็นถ้อยคำภาษาที่ใช้สรรเสริญพระเจ้า เป็นลักษณะภาษาที่สื่อสารต่อพระเจ้าและยกย่องพระเจ้า โดยเนื้อหาของภาษาแบบนี้มักจะเกี่ยวข้องกับความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าหรือความรักของพระเจ้า บางครั้งเนื้อหาของภาษาแปลกๆแบบนี้ อาจเป็นการทูลขอการเติมเต็มจากพระเจ้าหรือป่าวประกาศการสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ ในบางครั้งเนื้อหาของภาษาแปลกๆแบบนี้ อาจเป็นการขอบพระคุณพระเจ้าด้วยก็ได้

ภาษาแปลกๆชนิดวิงวอนคร่ำครวญ
          ภาษาแปลกๆชนิดนี้ เป็นถ้อยคำภาษาที่เป็นการวิงวอนคร่ำครวญต่อพระเจ้า เนื้อหาของภาษาแปลกๆชนิดนี้มักจะเป็นการทูลขอเผื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่ง โดยลักษณะของน้ำเสียงระหว่างการพูดภาษาแปลกๆแบบนี้ มักจะเป็นน้ำเสียงแบบอ้อนวอนและคร่ำครวญ

ภาษาแปลกๆชนิดสงคราม
            ภาษาแปลกๆชนิดนี้ เป็นถ้อยคำภาษาของการสู้รบกับสิ่งชั่วร้าย ภาษาแปลกๆชนิดสงคราม ไม่ได้เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกับพระเจ้าเท่านั้น แต่เป็นภาษาที่พูดต่อสิ่งชั่วร้ายด้วย ระหว่างที่พูดภาษาแปลกๆแบบสงคราม ผู้ที่พูดมักจะมีความรู้สึกถึงการสู้รบกับสิ่งชั่วร้าย โดยเนื้อหาของภาษาแปลกๆชนิดนี้ มักจะเกี่ยวข้องกับการทำลายอำนาจของสิ่งชั่วร้าย และป่าวประกาศให้อาณาจักรพระเจ้าได้แผ่ขยายออกไป

ภาษาแปลกๆชนิดเผยพระวจนะ
          ภาษาแปลกๆชนิดนี้ มิได้เป็นถ้อยคำภาษาที่ใช้สื่อสารกับพระเจ้า แต่เป็นถ้อยคำภาษาที่พระเจ้าสื่อสารกับมนุษย์ บางครั้งระหว่างการนมัสการหรือการอธิษฐานในที่ประชุม บางคนอาจรู้สึกได้รับการดลใจให้พูดภาษาแปลกๆออกมา โดยภาษาแปลกๆที่พูดออกมานี้ไม่ได้เป็นถ้อยคำภาษาที่ใช้สื่อสารกับพระเจ้า แต่เป็นถ้อยคำภาษาที่พระวิญญาณทรงสื่อสารเนื้อหาบางอย่างกับที่ประชุม คำแปลของภาษาแปลกๆแบบนี้อาจจะเป็น เราได้สถิตอยู่กับพวกเจ้า และพระหัตถ์ของเราดำรงอยู่กับพวกเจ้า หรือ เราจะอวยพรเจ้า และพิทักษ์รักษาเจ้า เป็นต้น

หมายเหตุ
            ภาษาแปลกๆบางชนิดเป็นถ้อยคำภาษาที่ใช้สื่อสารกับพระเจ้า แต่ภาษาแปลกๆบางชนิดก็เป็นถ้อยคำภาษาที่พระเจ้าทรงพูดกับมนุษย์ และภาษาแปลกๆบางชนิดก็เป็นถ้อยคำภาษาที่พูดต่อสิ่งชั่วร้ายเพื่อยับยั้งการงานของมัน นอกจากนี้ภาษาแปลกๆบางชนิดก็ยังเป็นถ้อยคำภาษาที่ใช้พูดกับตัวผู้พูดเองด้วย ซึ่งอาจเป็นการปลุกใจหรือปลุกจิตของตัวผู้พูดให้ตื่นขึ้นมา

ใน (1 โครินธ์ 14:2) ได้เขียนไว้ว่า
  (1 โครินธ์ 14:2) เพราะ​ว่า​คน​ที่​พูด​ภา​ษา​แปลกๆ[a tongue] นั้น ไม่​ได้​พูด​กับ​มนุษย์ แต่​ทูล​ต่อ​พระ​เจ้า
(1 โครินธ์ 14:2) For one who speaks in a tongue speaks not to men but to God

ในข้อพระคัมภีร์ได้กล่าวว่า ภาษาแปลกๆ ไม่ได้เป็นถ้อยคำที่สื่อสารกับมนุษย์ แต่เป็นถ้อยคำที่ใช้สื่อสารกับพระเจ้า อย่างไรก็ตาม ภาษาแปลกๆในข้อพระคัมภีร์นี้ไม่ได้หมายถึงภาษาแปลกๆทุกประเภท แต่หมายถึงภาษาแปลกๆในชนิดหนึ่ง เพราะในภาษาอังกฤษหรือในภาษากรีก คำว่าภาษาแปลกๆในข้อพระคัมภีร์นี้เป็นรูปเอกพจน์คือ a tongue ซึ่งต่างจากคำว่า Tongues ที่เป็นรูปพหูพจน์

            ในข้อพระคัมภีร์นี้เปาโลกำลังอธิบายถึงภาษาแปลกๆในชนิดหนึ่ง อย่างเจาะจง ซึ่งภาษาแปลกๆในชนิดนี้เป็นถ้อยคำภาษาที่ใช้สื่อสารกับพระเจ้า ซึ่งถ้าผู้ใดจะพูดภาษาแปลกๆในชนิดนี้ ผู้นั้นก็ควรจะจดจ่อกับพระเจ้าในระหว่างที่พูดด้วย อย่างไรก็ตามภาษาแปลกๆก็ยังมีชนิดอื่นๆอีก ซึ่งภาษาแปลกๆในชนิดอื่นอาจไม่ได้เป็นการสื่อสารกับพระเจ้าโดยตรง แต่เป็นการสื่อสารสู่มนุษย์หรืออาจเป็นการอธิษฐานต่อต้านสิ่งชั่วร้ายก็ได้

            เมื่อภาษาแปลกๆของผู้ใดได้รับการพัฒนา ผู้นั้นก็มักจะพูดภาษาแปลกๆได้หลายชนิดมากขึ้น จากที่เคยพูดในรูปแบบเดียวหรือชนิดเดียว ก็สามารถพูดได้หลายรูปแบบหรือหลายชนิด

            ภาษาแปลกๆที่มีการพัฒนาสามารถช่วยปลดปล่อยฤทธิ์เดชในการอธิษฐานได้มากยิ่งขึ้นทั้งในกลุ่มแคร์และในชีวิตส่วนตัว นอกจากนี้ภาษาแปลกๆที่หลากชนิดยังสามารถเปิดช่องทางให้พระวิญญาณได้ทำกิจที่หลากหลายมากขึ้นอีกด้วย

            ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเติมเต็มเพื่อนๆ และขอให้ของประทานด้านภาษาแปลกๆที่เพื่อนๆมีอยู่นั้นจงลุกโชนยิ่งขึ้นเถิด อาเมน

หนังสือแนะนำเพิ่มเติม
Sides, DaleDiverse Kinds of Tongues.  USA:
Liberating Ministries for Christ International,  2003.

Uvieghara, GregoryDiversities of Tongues.  USA:
Xulon Press,  2011.