20 ตุลาคม 2560

Review หนังสือคริสเตียน

Review หนังสือคริสเตียน  โดย Philip Kavilar

วันที่ 18 – 29 ตุลาคม 2017 นี้ ก็เป็นช่วงเวลาพิเศษสำหรับคอหนังสือ ใช่แล้วครับ นับตั้งแต่ตอนนี้จวบจนวันอาทิตย์หน้า ก็เป็นช่วงเวลาแห่งงาน “มหกรรมหนังสือระดับชาติ” ซึ่งจัดขึ้นที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยในแต่ละวัน งานจะเริ่มตั้งแต่ 10:00 21:00 น.
สำหรับงานมหกรรมหนังสือครั้งนี้ ผมมีบูธของร้านหนังสือคริสเตียนแนะนำอยู่ 2 บูธด้วยกัน บูธแรกที่ขอแนะนำคือ บูธ-ปัญญาจารย์ ซึ่งจัดอยู่ใน โซน-C2 บูธหมายเลข-R51 กับอีกบูธหนึ่งที่ขอแนะนำคือ บูธ-บริดจ์ คอมมิวนิเคชั่น ซึ่งจัดอยู่ใน โซน-Plenary บูธหมายเลข-F06

คลังหนังสือในห้องของผม
บูธ-ปัญญาจารย์ เป็นบูธร้านหนังสือของสมาคมพระคริสตธรรมไทย บูธนี้เป็นบูธที่ขายหนังสือในแวดวงคริสเตียนโดยเฉพาะ มีหนังสือจากสำนักพิมพ์คริสเตียนต่างๆจัดจำหน่ายอยู่หลายเล่ม ส่วน บูธ-บริดจ์ คอมมิวนิเคชั่น เป็นบูธที่ขายหนังสือคริสเตียนกับหนังสืออื่นทั่วไปผสมผสานกัน ถ้าเพื่อนๆสนใจจะไปดูหนังสือในแวดวงคริสเตียนโดยเฉพาะ ผมแนะนำให้ไปดูที่ บูธ-ปัญญาจารย์ เลย แต่ถ้าเพื่อนๆสนใจหนังสือทั่วไปอื่นๆด้วย บูธ-บริดจ์ คอมมิวนิเคชั่น ก็เป็นอีกบูธหนึ่งที่น่าสนใจ

ในที่นี้ ผมจะขอแนะนำหนังสือคริสเตียนที่ผมชอบจากสำนักพิมพ์ต่างๆ โดยส่วนตัวแล้ว ผมมีหนังสือคริสเตียนสะสมอยู่ในห้องของผมประมาณ 550 เล่ม (ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) และผมเองก็แวะเวียนไปร้านหนังสือคริสเตียนอยู่เรื่อยๆ ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับหนังสือคริสเตียนแล้ว ผมคิดว่าผมสามารถแนะนำได้เที่ยงตรงทีเดียว 

แนะนำหนังสือจาก สำนักพิมพ์กนกบรรณสาร
รูป หนังสือผู้หักโซ่ตรวน
            กนกบรรณสาร เป็นสำนักพิมพ์คริสเตียน ที่แทบทุกโบสถ์ในประเทศไทยให้การยอมรับ สำนักพิมพ์นี้จัดจำหน่ายหนังสือ ทั้งในแง่วิชาการกับหนังสือที่อ่านง่าย หนังสือที่ขายดีมากๆของสำนักพิมพ์นี้ก็คือ หนังสือ “บุรุษจากสวรรค์” (เป็นหนังสือเกี่ยวกับคำพยานและประสบการณ์ของคริสเตียนที่ถูกข่มเหงในประเทศจีน) อย่างไรก็ตาม หนังสือที่ผมชอบกลับไม่ใช่เล่มนี้ ในบรรดาหนังสือของกนกบรรณสาร หนังสือที่ผมค่อนข้างชอบก็คือ หนังสือ “ชัยชนะเหนือความ” กับ “ผู้หักโซ่ตรวน” (เป็นหนังสือเกี่ยวกับพันธกิจปลดปล่อยสู่เสรีภาพ) ที่เขียนโดย นีล ที. แอนเดอร์สัน

            ในบรรดาหนังสือภาษาไทยที่เกี่ยวกับพันธกิจปลดปล่อยสู่เสรีภาพ สำหรับผมแล้ว หนังสือที่ยอดเยี่ยมที่สุดในหัวข้อนี้ก็คือ “ชัยชนะเหนือความ” กับ “ผู้หักโซ่ตรวน” ถ้าเพื่อนๆสนใจการดำเนินชีวิตอย่างมีเสรีภาพและการขับวิญญาณชั่วแบบยั่งยืน ผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้ จะตอบโจทย์เพื่อนๆได้ดีทีเดียว

แนะนำหนังสือจาก สำนักพิมพ์แม่น้ำ
หนังสือวิถีชีวิตเหนือธรรมชาติ
            ในบรรดาสำนักพิมพ์คริสเตียนภาษาไทย สำนักพิมพ์หนึ่งที่กล้าตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับเรื่องฤทธิ์เดชและการดำเนินชีวิตที่เหนือธรรมชาติ ก็คือสำนักพิมพ์แม่น้ำ หนังสือหลายๆเล่มจากสำนักพิมพ์นี้ อาจไม่ได้เป็นหนังสือแบบวิชาการสักเท่าใด แต่เป็นหนังสือที่พูดถึงประสบการณ์ที่เหนือธรรมชาติประกอบไปกับพระคัมภีร์ โดยมีหลายหัวเรื่องด้วยกัน ทั้งสงครามฝ่ายวิญญาณ, การเผยพระวจนะ, ความบริสุทธิ์ เป็นต้น

            ส่วนตัวผมชอบหนังสือหลายเล่มในสำนักพิมพ์นี้ แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำหนังสือได้เพียงเล่มเดียวในสำนักพิมพ์นี้ โดยที่เป็นหนังสือที่ยังคงจัดจำหน่ายอยู่ ผมก็คงแนะนำหนังสือ “วิถีชีวิตเหนือธรรมชาติ” ที่เขียนโดย คริส แวลโลตัน

            หนังสือวิถีชีวิตเหนือธรรมชาติ เป็นหนังสือที่อธิบายถึงการดำเนินชีวิตที่เหนือธรรมชาติในพันธสัญญาใหม่โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย นอกจากนี้หนังสือเล่มนี้ ยังอธิบายประสบการณ์เหนือธรรมชาติต่างๆในยุคปัจจุบัน (เช่น การเผยพระวจนะ, การพบกับทูตสวรรค์) โดยมีพระคัมภีร์อธิบายประกอบด้วย การอ่านหนังสือเล่มนี้ จึงได้ประโยชน์ทั้งการดำเนินชีวิตในฤทธิ์เดชพร้อมไปกับการเข้าใจพระคัมภีร์

แนะนำหนังสือจาก สำนักพิมพ์วันนิวแมนไทยแลนด์
คริสตจักรกลับสู่รากแห่งพันธสัญญา
            สำนักพิมพ์วันนิวแมนไทยแลนด์ แทบจะเป็นสำนักพิมพ์เดียวในประเทศไทย ที่ตีพิมพ์หนังสือเกี่ยวกับอิสราเอลในมุมมองจากคริสเตียน ถ้าเพื่อนๆสนใจเกี่ยวกับอิสราเอลหรือรากฮีบรู สำนักพิมพ์นี้อาจเป็นสำนักพิมพ์ที่เหมาะกับเพื่อนๆอย่างยิ่ง

            ที่ผ่านมา เมื่อสำนักพิมพ์นี้ผลิตหนังสือเล่มใดออกมา ส่วนตัวผมก็มักจะซื้อเก็บไว้เสมอ และในบรรดาหนังสือของสำนักพิมพ์วันนิวแมนไทยแลนด์ หนังสือที่ผมชอบมากที่สุดในสำนักพิมพ์นี้ก็คือ “คริสตจักรกลับสู่รากพันธสัญญา” ที่เขียนโดย โรเบิร์ต ดี. ไฮเลอร์


            หนังสือคริสตจักรกลับสู่รากพันธสัญญา เป็นหนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์คริสตจักรประกอบไปกับสภาพการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งนี้หนังสือเล่มนี้ได้เสนอแนวทางเบื้องต้นในการแก้ไขสภาพการณ์ที่มีปัญหานี้ด้วย หนังสือเล่มนี้ แม้ว่าอาจจะดูเป็นกึ่งๆวิชาการ แต่ก็ยังคงเป็นหนังสือที่อ่านสนุก และใช้ภาษาที่เข้าใจได้ไม่ยาก

ชาโลม
          ในแวดวงหนังสือคริสเตียนภาษาไทย ก็ยังมีสำนักพิมพ์อื่นๆอีก (เช่น ศูนย์ทีรันัส, ซีอีดี เป็นต้น) แต่ในที่นี้ ผมขอแนะนำไว้เบื้องต้นก่อน 3 สำนักพิมพ์ หวังว่าเพื่อนๆจะได้รับประโยชน์จากการ Review คร่าวๆนี้ ขอสันติสุขจงมีแด่เพื่อนๆที่ไปเดินงานมหกรรมหนังสือในครั้งนี้นะครับ


แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
ศูนย์หนังสือเรเดียนท์ http://www.radiantbookcentre.com/books
สมาคมพระคริสคธรรมไทย http://www.thaibible.or.th/home/
สำนักพิมพ์กนกบรรณสาร http://www.kanokbannasan.org/
สำนักพิมพ์แม่น้ำ http://www.ywamthai.org/th/riverpublishing/
สำนักพิมพ์วันนิวแมนไทยแลนด์ http://www.onenewmanthailand.com/

18 ตุลาคม 2560

e book บ้านในฝัน สวรรค์เดินได้

Life is the flower for which love is the honey.
หากชีวิตคือดอกไม้ ความรักก็เปรียบเสมือนน้ำผึ้งที่หอมหวาน
เมื่อเราลงมือสร้างบ้าน เราปูพื้นบ้านด้วยความรัก เราก่อโครงร่างของบ้านขึ้นเป็นห้องต่างๆ…มีห้องต่างๆ มากมาย อยู่ในบ้านหลังนั้น ซึ่งมันก็เหมือนกับแง่มุมแห่งความรักในชีวิตสมรส มีแง่มุมมากมายที่คู่สมรสต้องเรียนรู้ …

e book บ้านในฝัน สวรรค์เดินได้
(หนังสือที่อ่านผ่านสมาร์ทโฟน แทบเล็ต หรือจอคอมพิวเตอร์)
📘E-book เล่มนี้ของคุณ จะช่วยเสริมสร้างครอบครัวให้...
🎗️กระตุ้นความรักในครอบครัวกลับมาหวานชื่นอีกครั้งหนึ่ง
🎗️ปรับตัวเข้าหากันได้ดีขึ้น
🎗️แนะนำทางออกของความขัดแย้ง🎗️ช่วยวางแผนและเตรียมการเพื่ออนาคตของครอบครัว
🎗️ได้รับข้อคิดจากประสบการณ์ของผู้เขียนในการแก้ไขปัญหาในครอบครัว
🎉ขยายโปรโมชั่น! จากราคา 390 บาท เหลือเพียง 250 บาทเท่านั้น💒
พิเศษ แถมฟรี E book วิทยาศาสตร์ของความร่ำรวย หากช่วยเขียนรีวิวกลับมา

วิธีการสั่งซื้อ
1. inbox เข้ามาในเพจเล่าเรื่องครอบครัว
https://www.facebook.com/commerce/products/1626239840783214/
2. สั่งซื้อผ่าน Line@ : @family777 หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40wpi1491h

14 ตุลาคม 2560

รวมบทความที่เขียนถึงพ่อหลวง

ด้วยสํานึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ ตราบนิรันดร์ 

บทความครั้งนี้ ผมจึงขอรวบรวมบทความผมที่เขียนถึงพ่อหลวง ในหลวง รัชกาลที่ ๙

เพื่อนผูํอ่านสามารถ Click ตามที่ link ไว้ได้ครับ


บทความเรื่อง "ศรัทธา"




12 ตุลาคม 2560

10 ประเด็นเกี่ยวกับอาณาจักร

บทความเรื่อง "10 ประเด็นเกี่ยวกับอาณาจักร" โดย Philip Kavilar

       ในช่วงวาระที่ผ่านมา ผู้นำคริสเตียนหลายๆคนได้ขยายขอบเขตและนิมิตของตนมากขึ้น จากนิมิตของ โบสถ์สู่นิมิตของ อาณาจักร ในสมัยก่อน ผู้คนมักจดจ่อกับนิมิตของโบสถ์และการเพิ่มพูนสมาชิกในโบสถ์ แต่ในระยะหลัง ผู้คนก็เริ่มจดจ่อกับนิมิตของอาณาจักรและพระกายมากขึ้น ในนิมิตของอาณาจักร ผู้เชื่อไม่เพียงแต่จดจ่ออยู่กับโบสถ์ของตนเท่านั้น แต่ผู้เชื่อยังให้ความสำคัญกับโบสถ์อื่นๆและผลักดันความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของคริสตจักร นอกจากนี้ ในนิมิตแห่งอาณาจักร ผู้เชื่อไม่เพียงแต่ใส่ใจการเก็บเกี่ยวเพียงอย่างเดียว แต่ผู้เชื่อยังใส่ใจการนำอาณาจักรพระเจ้าเข้าไปยังภูเขาทั้ง7 เพื่อให้การปกครองของพระเจ้าไม่เพียงแต่มีผลต่อในโบสถ์เท่านั้น แต่ให้มีผลต่อสังคมด้วย 
         เพื่อที่จะขยายความเกี่ยวกับอาณาจักรให้มากขึ้น ผมจึงได้แปลบทความ Ten Points About the Kingdom (10 ประเด็นเกี่ยวกับอาณาจักร) ที่เขียนโดย โจนาธาน เวลตัน หวังว่าเมื่อเพื่อนๆได้ชมบทความสั้นๆนี้แล้ว เพื่อนๆจะมีความหวังในอาณาจักรพระเจ้ามากยิ่งขึ้น ขอพระคุณจงดำรงกับเพื่อนๆทุกท่าน (Philip Kavilar) 
หมายเหตุ คำว่า อาณาจักร แปลมาจากคำว่า Kingdom ซึ่งพระคัมภีร์ไทยบางฉบับ ไม่ได้แปลคำนี้เป็น อาณาจักร แต่แปลเป็น แผ่นดิน แทน ดังนั้นแล้ว ในบริบทนี้ คำว่า อาณาจักร กับ แผ่นดิน จึงมีความหมายเหมือนกัน ( อาณาจักรพระเจ้า = แผ่นดินของพระเจ้า), (อาณาจักรสวรรค์ = แผ่นดินสวรรค์)

1. อาณาจักร(Kingdom) เป็นการรวมกันของศัพท์สองคำก็คือคำว่า กษัตริย์(King) และ ขอบเขต(Domain) สรุปแล้วคำว่าอาณาจักร มีความหมายที่สื่อถึง ขอบเขตที่กษัตริย์ทรงปกครองและมีอิทธิพล

2. อาณาจักรพระเจ้ากับ อาณาจักรสวรรค์ ตามสำนวนที่ใช้ในศตวรรษแรก นับว่าเป็นสิ่งเดียวกัน

3. พระเยซูสอนว่า อาณาจักรไม่ได้เป็นของโลก และไม่ได้มาด้วยหมายสำคัญที่สังเกตเห็นได้ (ลูกา 17:20) (ยอห์น 18:36)

4. อาณาจักรคือ ความชอบธรรม สันติสุข และความชื่นชมยินดีในพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพวกเราล่วงรู้ได้ว่า อาณาจักรมาถึงแล้ว ก็ต่อเมื่อความมืดถูกขจัดออกไป (มัทธิว 12:28) (ลูกา 10:9) (ลูกา 11:20) (วิวรณ์ 12:10)

5. พระเยซู ในฐานะที่เป็นบุตรดาวิด พระเมสสิอาห์และองค์จอมกษัตริย์ ทรงได้รับอาณาจักรจากพระบิดา และพระองค์ประทานอาณาจักรนี้แก่ผู้เชื่อทุกคน ผู้เชื่อทุกคนจึงเป็นทายาทแห่งอาณาจักร (ลูกา 12:32)

6. ในฐานะผู้เชื่อและบุตรขององค์จอมกษัตริย์ พวกเราทุกคนเป็นทูตแห่งอาณาจักร เป็นปุโรหิตหลวง และเป็นประชาชาติที่บริสุทธิ์ (2 โครินธ์ 5:20) (1 เปโตร 2:9-10)

7. นับตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 การปกครองแห่งอาณาจักรของพระเจ้าได้แผ่ขยายและเพิ่มพูนขึ้นตลอดมา แม้ว่าพวกเราจะไม่รู้สึกก็ตาม (อิสยาห์ 9:7) (มาระโก 4:26-29)

8. อาณาจักร เป็นดั่งต้นไม้ที่ค่อยๆเติบโตจนใหญ่ที่สุดในสวน เป็นดั่งขนมปังที่มียีสต์จนฟูขึ้นเป็นก้อนใหญ่ และเป็นดั่งภูเขาที่ขยายออกจนเติมเต็มแผ่นดินโลก (ดาเนียล 2:35) (ดาเนียล 2:44) (มัทธิว 13:31-33)

9. อาณาจักรพระเจ้ากำลังจะยึดครองอาณาจักรอื่นๆ จนท้ายสุดทุกอาณาจักรจะอยู่ใต้การปกครองขององค์พระผู้เป็นเจ้า (วิวรณ์ 11:15)

10. ท้ายสุดแล้ว วันหนึ่ง พระเยซูจะมอบอาณาจักรพระเจ้าแก่พระบิดา (1 โครินธ์ 15:24)

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

06 ตุลาคม 2560

พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็มีความรู้สึก

บทความเรื่อง "พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็มีความรู้สึก" โดย Philip Kavilar

ปัญหาหนึ่งที่เพื่อนๆบางคนมีเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คือ ความรู้สึกที่มองว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพลังงานหรือฤทธิ์เดช โดยไม่ได้มองว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นบุคคลที่ดีใจได้หรือเสียใจได้ หากเพื่อนๆไม่ได้รู้สึกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นบุคคล โอกาสที่เพื่อนๆจะรู้สึกสนิทสนมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เป็นไปได้ยาก คนเราจะรู้สึกสนิทสนมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ต้องเกิดจากการตระหนักว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้เป็นสิ่งของหรือพลังงาน แต่พระองค์เป็นบุคคลที่มีความรู้สึกและความคิดเป็นของตัวเอง 
ในที่นี้ผมมุ่งเน้นให้เพื่อนๆได้เกิดความเข้าใจว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นบุคคลที่มีความรู้สึก พระองค์ทรงยินดีไปกับเพื่อนๆได้และรู้สึกทุกข์ไปกับเพื่อนๆได้ โดยเนื้อหาในบทความนี้ผมจะดึงมาจากบางส่วนของหนังสือ Systematic Theology for the New Apostolic Reformation (ศาสนศาสตร์ระบบสำหรับการปฏิรูปเรื่องอัครทูตครั้งใหม่) ที่เขียนโดย Harold Eberle (ฮาร์โรลด์ เอเบอร์เล)
           พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นบุคคล และพระองค์ทรงเป็นพระภาคที่สามของตรีเอกานุภาพ  

พระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระเจ้าพระบิดา
พระนาม “พระวิญญาณบริสุทธิ์” กับ “พระวิญญาณของพระเจ้า” มีการใช้สลับกันไปในพระคัมภีร์ เช่น (มัทธิว 12:28,32) นี่หมายความว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์กับพระวิญญาณของพระเจ้า คือบุคคลเดียวกัน
 มีข้อพระคัมภีร์หลายข้อที่แสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระเจ้าพระบิดา เช่น ใน (ยอห์น 15:26) พระเยซูได้อธิบายว่า “…คือ​พระ​วิญ​ญาณ​แห่ง​ความ​จริง​ซึ่ง​มา​จาก​พระ​บิดา​นั้น...” หรือใน (สดุดี 104:30) ก็ได้กล่าวในทิศทางเดียวกัน การที่พระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระบิดานั้น แสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์มีเนื้อแท้ที่ไม่ต่างไปจากพระบิดา พระบิดากับพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพระเจ้าด้วย
เมื่อพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์ทรงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระบิดา และพระองค์ได้ทรงเทพระวิญญาณมายังโลกนี้ตาม (กิจการ 2:33) เห็นได้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระบิดาโดยถ่ายเทลงมาผ่านพระบุตร ด้านหนึ่งจึงกล่าวได้ว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระบิดาและพระบุตร

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นบุคคล
ต่อมาพวกเราจำต้องตระหนักว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นบุคคล ไม่ใช่ฤทธิ์เดชหรือพลังงานที่ออกมาจากพระบิดา
มีวิธีหลายๆวิธีที่พวกเราใช้แยกแยะว่าอะไรเป็นบุคคลและอะไรเป็นสิ่งของ สิ่งหนึ่งที่บุคคลมีแต่สิ่งของไม่มีก็คือความปรารถนา ซึ่งเห็นได้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมีความปรารถนา เมื่อเปาโลอธิบายเกี่ยวกับของประทานใน (1 โครินธ์ 12:11) เขากล่าวว่า “พระ​วิญ​ญาณ​องค์​เดียว​กัน​ทรง​ทำ​และ​จัดสรร​สิ่ง​เหล่า​นี้​ทั้ง​หมด​แก่​แต่​ละ​คน​ตาม​ชอบ​พระ​ทัย​[ความปรารถนา]พระ​องค์” นอกจากนี้พวกเรายังเห็นถึงความปรารถนาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงห้ามเปาโลในการทำพันธกิจ ณ บางพื้นที่ ตาม (กิจการ 16:6-7) การที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมีความปรารถนาของตัวเองชี้ให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นบุคคลจริงๆ
พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมีพันธกิจที่แตกต่างไปจากพระบิดาและพระบุตร ซึ่งพระเยซูได้อธิบายอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์หลังจากที่พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์
(ยอห์น 14:16) เรา​จะ​ทูล​ขอ​พระ​บิดา และ​พระ​องค์​จะ​ประ​ทาน​ผู้​ช่วย​อีก​ผู้​หนึ่ง​ให้​กับ​พวก​ท่าน เพื่อ​จะ​อยู่​กับ​ท่าน​ตลอด​ไป
จากพันธกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงเป็นทั้งผู้ปลอบโยน ผู้ให้คำปรึกษา ผู้ช่วยเหลือ ผู้ให้กำลังใจ
เปาโลได้เขียนใน (1 โครินธ์ 2:10) ว่า “…เพราะ​ว่า​พระ​วิญ​ญาณ​ทรง​หยั่ง​รู้​ทุก​สิ่ง​แม้​เป็น​ความ​ล้ำ​ลึก​ของ​พระ​เจ้า” นี่ชี้ให้เห็นถึงพระลักษณะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่หยั่งรู้ถึงความล้ำลึกของพระเจ้าพระบิดา
ในพระคัมภีร์มีหลายครั้งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดพันธกิจต่างๆ เช่นใน (กิจการ 13:2) เขียนไว้ว่า
(กิจการ 13:2) ...พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์​ตรัส​สั่ง​ว่า “จง​ตั้ง​บาร​นา​บัส​กับ​เซา​โล​ไว้​สำ​หรับ​งาน​ที่​เรา​เรียก​ให้​พวก​เขา​ทำ​นั้น
นี่ไม่ได้หมายความว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงริเริ่มทำกิจที่ขัดกับความปรารถนาของพระเจ้าพระบิดา แต่ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เปิดเผยว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำกิจต่างๆเฉกเช่นบุคคลคนหนึ่ง
ในพระคัมภีร์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงถูกเรียกด้วยสรรพนามที่เป็นบุคคล เช่น “พระองค์”(He หรือ Him) พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ถูกเรียกโดยสรรพนาม “มัน”(It) อันเป็นสรรพนามของวัตถุ ด้วยสรรพนามที่เป็นบุคคลแสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นมากกว่าฤทธิ์เดชของพระบิดา พระองค์ทรงเป็นบุคคลที่สามของตรีเอกานุภาพ
  
พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเท่าเทียมกับพระบิดาและพระบุตร
ก่อนหน้านี้ พวกเราได้เห็นถึงข้อพระคัมภีร์หลายข้อที่ชี้ถึงสามบุคคลในตรีเอกานุภาพ อันเป็นเรื่องที่ได้กล่าวไว้แล้ว แต่ให้พวกเรามาดูการกล่าวถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์กับพระบิดาและพระบุตรในพระคัมภีร์ โดยดูจากลำดับที่พระคัมภีร์เขียนไว้ ซึ่งแท้จริงแล้วมีบางข้อพระคัมภีร์ที่ให้พระนามพระบิดาเขียนขึ้นก่อนเป็นลำดับแรก บางข้อพระคัมภีร์ก็เขียนให้พระนามพระบุตรขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก และบางข้อพระคัมภีร์ก็ได้เขียนพระนามของพระวิญญาณบริสุทธิ์ขึ้นก่อนเป็นลำดับแรก ตัวอย่างเช่นใน (มัทธิว 28:19) ได้กล่าวถึงพระบิดาเป็นลำดับแรก
(มัทธิว 28:19) เพราะ​ฉะนั้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ออก​ไป​และ​นำ​ชน​ทุก​ชาติ​มา​เป็น​สา​วก​ของ​เรา จง​บัพ​ติศ​มา​พวก​เขา​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​บิดา พระ​บุตร และ​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์
ใน (2 โครินธ์ 13:14) ได้กล่าวถึงพระบุตรก่อนเป็นลำดับแรก
(2 โครินธ์ 13:14) ขอ​ให้​พระ​คุณ​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ความ​รัก​ของ​พระ​เจ้า และ​การ​มี​ส่วน​กัน​ที่​มา​จาก​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์ จง​ดำ​รง​อยู่​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ทุก​คน​เถิด
ใน (1 โครินธ์ 12:4-6) ได้กล่าวถึงพระวิญญาณเป็นลำดับแรก
(1 โครินธ์ 12:4-6) ของ​ประ​ทาน​นั้น​มี​ต่างๆ กัน แต่​มี​พระ​วิญ​ญาณ​องค์​เดียว​กัน การ​ปรน​นิ​บัติ​มี​ต่างๆ กัน แต่​มี​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​องค์​เดียว​กัน กิจ​กรรม​มี​ต่างๆ กัน แต่​มี​พระ​เจ้า​องค์​เดียว​กัน​เป็น​ต้น​เหตุ​แห่ง​กิจ​กรรม​ทั้ง​หมด​ใน​ทุก​คน
ถ้าพระบิดาใหญ่กว่าพระบุตรและพระวิญญาณ ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ก็ควรจะขึ้นต้นด้วยพระบิดาก่อนเสมอ แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ แม้ว่าพวกเราจะกำหนดว่าพระบุตรทรงเป็นพระภาคที่สองและพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพระภาคที่สาม แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วทั้งพระบุตรกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเท่าเทียมกับพระบิดาปัญหาหนึ่งที่เพื่อนๆบางคนมีเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็คือ ความรู้สึกที่มองว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นพลังงานหรือฤทธิ์เดช โดยไม่ได้มองว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นบุคคลที่ดีใจได้หรือเสียใจได้ หากเพื่อนๆไม่ได้รู้สึกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นบุคคล โอกาสที่เพื่อนๆจะรู้สึกสนิทสนมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เป็นไปได้ยาก คนเราจะรู้สึกสนิทสนมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ต้องเกิดจากการตระหนักว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้เป็นสิ่งของหรือพลังงาน แต่พระองค์เป็นบุคคลที่มีความรู้สึกและความคิดเป็นของตัวเอง
ในที่นี้ผมมุ่งเน้นให้เพื่อนๆได้เกิดความเข้าใจว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นบุคคลที่มีความรู้สึก พระองค์ทรงยินดีไปกับเพื่อนๆได้และรู้สึกทุกข์ไปกับเพื่อนๆได้ โดยเนื้อหาในบทความนี้ผมจะดึงมาจากบางส่วนของหนังสือ Systematic Theology for the New Apostolic Reformation (ศาสนศาสตร์ระบบสำหรับการปฏิรูปเรื่องอัครทูตครั้งใหม่) ที่เขียนโดย Harold Eberle (ฮาร์โรลด์ เอเบอร์เล)
          พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นบุคคล และพระองค์ทรงเป็นพระภาคที่สามของตรีเอกานุภาพ
  
พระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระเจ้าพระบิดา
พระนาม “พระวิญญาณบริสุทธิ์” กับ “พระวิญญาณของพระเจ้า” มีการใช้สลับกันไปในพระคัมภีร์ เช่น (มัทธิว 12:28,32) นี่หมายความว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์กับพระวิญญาณของพระเจ้า คือบุคคลเดียวกัน

มีข้อพระคัมภีร์หลายข้อที่แสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระเจ้าพระบิดา เช่น ใน (ยอห์น 15:26) พระเยซูได้อธิบายว่า “…คือ​พระ​วิญ​ญาณ​แห่ง​ความ​จริง​ซึ่ง​มา​จาก​พระ​บิดา​นั้น...” หรือใน (สดุดี 104:30) ก็ได้กล่าวในทิศทางเดียวกัน การที่พระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระบิดานั้น แสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์มีเนื้อแท้ที่ไม่ต่างไปจากพระบิดา พระบิดากับพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นหนึ่งเดียวกัน ดังนั้นพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพระเจ้าด้วย

เมื่อพระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ พระองค์ทรงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระบิดา และพระองค์ได้ทรงเทพระวิญญาณมายังโลกนี้ตาม (กิจการ 2:33) เห็นได้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระบิดาโดยถ่ายเทลงมาผ่านพระบุตร ด้านหนึ่งจึงกล่าวได้ว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระบิดาและพระบุตร

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นบุคคล
ต่อมาพวกเราจำต้องตระหนักว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นบุคคล ไม่ใช่ฤทธิ์เดชหรือพลังงานที่ออกมาจากพระบิดา

มีวิธีหลายๆวิธีที่พวกเราใช้แยกแยะว่าอะไรเป็นบุคคลและอะไรเป็นสิ่งของ สิ่งหนึ่งที่บุคคลมีแต่สิ่งของไม่มีก็คือความปรารถนา ซึ่งเห็นได้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมีความปรารถนา เมื่อเปาโลอธิบายเกี่ยวกับของประทานใน (1 โครินธ์ 12:11) เขากล่าวว่า “พระ​วิญ​ญาณ​องค์​เดียว​กัน​ทรง​ทำ​และ​จัดสรร​สิ่ง​เหล่า​นี้​ทั้ง​หมด​แก่​แต่​ละ​คน​ตาม​ชอบ​พระ​ทัย​[ความปรารถนา]พระ​องค์” นอกจากนี้พวกเรายังเห็นถึงความปรารถนาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงห้ามเปาโลในการทำพันธกิจ ณ บางพื้นที่ ตาม (กิจการ 16:6-7) การที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมีความปรารถนาของตัวเองชี้ให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นบุคคลจริงๆ

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงมีพันธกิจที่แตกต่างไปจากพระบิดาและพระบุตร ซึ่งพระเยซูได้อธิบายอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์หลังจากที่พระเยซูเสด็จขึ้นสู่สวรรค์

(ยอห์น 14:16) เรา​จะ​ทูล​ขอ​พระ​บิดา และ​พระ​องค์​จะ​ประ​ทาน​ผู้​ช่วย​อีก​ผู้​หนึ่ง​ให้​กับ​พวก​ท่าน เพื่อ​จะ​อยู่​กับ​ท่าน​ตลอด​ไป

จากพันธกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ทรงเป็นทั้งผู้ปลอบโยน ผู้ให้คำปรึกษา ผู้ช่วยเหลือ ผู้ให้กำลังใจ

เปาโลได้เขียนใน (1 โครินธ์ 2:10) ว่า “…เพราะ​ว่า​พระ​วิญ​ญาณ​ทรง​หยั่ง​รู้​ทุก​สิ่ง​แม้​เป็น​ความ​ล้ำ​ลึก​ของ​พระ​เจ้า” นี่ชี้ให้เห็นถึงพระลักษณะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทรงเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่หยั่งรู้ถึงความล้ำลึกของพระเจ้าพระบิดา

ในพระคัมภีร์มีหลายครั้งที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้ริเริ่มให้เกิดพันธกิจต่างๆ เช่นใน (กิจการ 13:2) เขียนไว้ว่า

(กิจการ 13:2) ...พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์​ตรัส​สั่ง​ว่า “จง​ตั้ง​บาร​นา​บัส​กับ​เซา​โล​ไว้​สำ​หรับ​งาน​ที่​เรา​เรียก​ให้​พวก​เขา​ทำ​นั้น

นี่ไม่ได้หมายความว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงริเริ่มทำกิจที่ขัดกับความปรารถนาของพระเจ้าพระบิดา แต่ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้เปิดเผยว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำกิจต่างๆเฉกเช่นบุคคลคนหนึ่ง

ในพระคัมภีร์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงถูกเรียกด้วยสรรพนามที่เป็นบุคคล เช่น “พระองค์”(He หรือ Him) พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ถูกเรียกโดยสรรพนาม “มัน”(It) อันเป็นสรรพนามของวัตถุ ด้วยสรรพนามที่เป็นบุคคลแสดงให้เห็นว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นมากกว่าฤทธิ์เดชของพระบิดา พระองค์ทรงเป็นบุคคลที่สามของตรีเอกานุภาพ

 พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเท่าเทียมกับพระบิดาและพระบุตร
ก่อนหน้านี้ พวกเราได้เห็นถึงข้อพระคัมภีร์หลายข้อที่ชี้ถึงสามบุคคลในตรีเอกานุภาพ อันเป็นเรื่องที่ได้กล่าวไว้แล้ว แต่ให้พวกเรามาดูการกล่าวถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์กับพระบิดาและพระบุตรในพระคัมภีร์ โดยดูจากลำดับที่พระคัมภีร์เขียนไว้ ซึ่งแท้จริงแล้วมีบางข้อพระคัมภีร์ที่ให้พระนามพระบิดาเขียนขึ้นก่อนเป็นลำดับแรก บางข้อพระคัมภีร์ก็เขียนให้พระนามพระบุตรขึ้นก่อนเป็นอันดับแรก และบางข้อพระคัมภีร์ก็ได้เขียนพระนามของพระวิญญาณบริสุทธิ์ขึ้นก่อนเป็นลำดับแรก ตัวอย่างเช่นใน (มัทธิว 28:19) ได้กล่าวถึงพระบิดาเป็นลำดับแรก
(มัทธิว 28:19) เพราะ​ฉะนั้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ออก​ไป​และ​นำ​ชน​ทุก​ชาติ​มา​เป็น​สา​วก​ของ​เรา จง​บัพ​ติศ​มา​พวก​เขา​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​บิดา พระ​บุตร และ​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์
ใน (2 โครินธ์ 13:14) ได้กล่าวถึงพระบุตรก่อนเป็นลำดับแรก
(2 โครินธ์ 13:14) ขอ​ให้​พระ​คุณ​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ความ​รัก​ของ​พระ​เจ้า และ​การ​มี​ส่วน​กัน​ที่​มา​จาก​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์ จง​ดำ​รง​อยู่​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ทุก​คน​เถิด
ใน (1 โครินธ์ 12:4-6) ได้กล่าวถึงพระวิญญาณเป็นลำดับแรก
(1 โครินธ์ 12:4-6) ของ​ประ​ทาน​นั้น​มี​ต่างๆ กัน แต่​มี​พระ​วิญ​ญาณ​องค์​เดียว​กัน การ​ปรน​นิ​บัติ​มี​ต่างๆ กัน แต่​มี​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​องค์​เดียว​กัน กิจ​กรรม​มี​ต่างๆ กัน แต่​มี​พระ​เจ้า​องค์​เดียว​กัน​เป็น​ต้น​เหตุ​แห่ง​กิจ​กรรม​ทั้ง​หมด​ใน​ทุก​คน
ถ้าพระบิดาใหญ่กว่าพระบุตรและพระวิญญาณ ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ก็ควรจะขึ้นต้นด้วยพระบิดาก่อนเสมอ แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ แม้ว่าพวกเราจะกำหนดว่าพระบุตรทรงเป็นพระภาคที่สองและพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นพระภาคที่สาม แต่ว่าในความเป็นจริงแล้วทั้งพระบุตรกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเท่าเทียมกับพระบิดา

04 ตุลาคม 2560

ความหวังใจท่ามกลางทะเลทรายแห่งชีวิต

บทความเรื่อง “ความหวังใจท่ามกลางทะเลทรายแห่งชีวิต” โดย จอย นัฟทาลี 

ชีวิตคนเรามีเส้นทางของการเดินทาง นับจากจุดสตาร์ทออกมาจากท้องแม่ เราก็ได้พบเจอเรื่องราวมากมายผ่านฤดูกาลของชีวิตที่วนเวียนเข้ามา  ทั้งฤดูแห่งความสุข และฤดูแห่งความทุกข์ ฤดูกาลแห่งการหัวเราะและฤดูกาลแห่งการร้องไห้ สิ่งนี้วนเวียนผ่านเข้ามาในชีวิตให้มนุษย์อย่างเราได้ลิ้มรสไปจนตลอดเส้นทางของชีวิต

อันที่จริงชีวิตคนเราก็น่าตื่นเต้นอยู่มิใช่น้อย เนื่องด้วยเราไม่รู้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นเบื้องหน้าชีวิตของเราบ้าง  พระเจ้ามิได้ทรงให้มนุษย์มีดวงตาที่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างในวันพรุ่งนี้  แต่กระนั้นก็ทรงสอนให้เราทั้งหลายวางหัวใจของเราไว้ใน “ความไว้วางใจ” พระองค์ 

ในพระธรรมสดุดี 22 ดาวิดอยู่ในสภาวะทุกข์ยากอย่างถึงที่สุด ดาวิดถึงขนาดกล่าวออกมาอย่างน่ารันทดใจว่า “ พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย” ดาวิดร้องทูลต่อพระเจ้าทั้งกลางวันและกลางคืน แต่กระนั้นพระองค์ก็ไม่ได้ทรงตอบ  หลายคนอาจอยู่ในช่วงเวลาที่เรียกว่า “ทะเลทรายของชีวิต” ดังเช่นที่ ดาวิดได้เผชิญ  ปัญหาการเงิน ชักหน้าไม่ถึงหลังในแต่ละเดือน  ปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว   ปัญหาการงาน หรือสิ่งอื่นใด และคิดไปว่า “พระองค์ทรงเมินเฉยที่จะช่วยข้าพระองค์ และต่อถ้อยคำคร่ำครวญของข้าพระองค์” 

แม้จะมีเสี้ยวนาทีที่ดาวิดคิดว่า พระเจ้าทรง “เมินเฉย” ต่อท่านเสียแล้ว แต่กระนั้นสิ่งที่ดาวิดตอบสนองอย่างรวดเร็วในท่ามกลางความคิดแง่ลบที่เข้ามาในยามเจ็บปวดที่สุดของชีวิตนั้นกลับเป็นการกระทำที่น่าทึ่ง เราเห็นอะไรบ้างจากตัวดาวิด

1. สู้กับความคิดแง่ลบที่เข้ามา ดาวิดสวนกลับความคิดของตัวเองทันทีว่า “ถึงอย่างไร พระองค์ก็ทรงเป็นองค์บริสุทธิ์ พระองค์ประทับเหนือคำสรรเสริญของคนอิสราเอล”  เราเคยสวนกลับความคิดที่ไม่ถูกต้อง ความคิดที่ทำให้เราล้มเหลว อ่อนกำลังหรือไม่

2. หวังใจในพระเจ้าด้วยการหวนมองประสบการณ์ในอดีต - ดาวิดมองย้อนกลับไป และเกิดความมั่นใจ “บรรพบุรุษของข้าพระองค์ทั้งหลายวางใจในพระองค์ เขาทั้งหลายวางใจ และพระองค์ทรงช่วยกู้เขา  เราน่าจะบอกกับตัวเองว่า “พระเจ้าเคยนำย่างเท้าของข้าพเจ้าให้รอดมาแล้วอย่างไร พระเจ้าก็จะทรงทำเช่นนั้นต่อไปในชีวิตของข้าพระองค์” 

3.  มองเห็นพระคุณพระเจ้าในชีวิตและพึ่งพาพระองค์ต่อไป -ถึงกระนั้นพระองค์ทรงเป็นผู้นำข้าพระองค์ออกมาจากครรภ์มารดา และทรงให้ข้าพระองค์ปลอดภัยอยู่ที่อกแม่  ตั้งแต่คลอดข้าพระองค์ก็ต้องพึ่งพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์ ตั้งแต่ข้าพระองค์ยังอยู่ในครรภ์มารดา” 
ใช่ เราต้องพึ่งพระองค์อย่างถึงที่สุด ดังพระธรรมสุภาษิตบทที่ 3 บอกว่า  “จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้าและอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง” 

4. ตั้งใจจะสรรเสริญ ถวายพระสิริแด่พระเจ้า และบอกเล่าพระนามพระเจ้าให้ผู้คนได้รับรู้อย่างไม่หยุดหย่อน- ข้าพระองค์จะบอกเล่าพระนามของพระองค์แก่พี่น้องของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ท่ามกลางชุมนุมชน…” 
ในยามทุกข์ยาก  เราก็ไม่หยุดสรรเสริญพระองค์ การสรรเสริญพระเจ้าจะอยู่ที่ริมฝีปากของเราเสมอไปเป็นนิตย์ 

5. มั่นใจในพระเจ้าและรู้ว่าจะได้รับการช่วยกู้ให้ผ่านพ้นความทุกข์ยากไปได้อย่างแน่นอน- เพราะพระองค์มิได้ทรงดูถูกหรือสะอิดสะเอียนต่อความทุกข์ยากของผู้ที่ทุกข์ใจ และพระองค์มิได้ทรงซ่อนพระพักตร์จากเขา เมื่อเขาร้องทูล พระองค์ทรงฟัง” 

ในท่ามกลางปัญหา ดาวิด “รู้จักพระเจ้า” อย่างแท้จริง และท่านรู้ว่า “พระเจ้าทรงพึ่งพาได้”  ชีวิตของท่านจึงเดินหน้าต่อไป ด้วยความหวังใจ  เช่นกันวันนี้ ความหวังใจของเรา “อยู่ในพระเจ้าเท่านั้น” จงทอดสมอหัวใจไว้ในพระเจ้าเถิด เพราะพระองค์ทรงเป็นที่ไว้วางใจได้ !

29 กันยายน 2560

ทำความรู้จัก ของประทานการต้อนรับแขก

บทความเรื่อง "ทำความรู้จัก ของประทานการต้อนรับแขก" โดย Philip Kavilar

ใน (1 เปโตร 4:9-10) ได้บอกเป็นนัยว่า การต้อนรับแขก นับเป็นของประทานอย่างหนึ่ง ในหนังสือ Your Spiritual Gifts Can Help Your Church Grow (ของประทานของคุณช่วยให้คริสตจักรของคุณเพิ่มพูนได้) ของ ปีเตอร์ แวกเนอร์ ได้นิยามของประทานการต้อนรับแขกไว้ว่า

“ของประทานการต้อนรับแขกเป็นความสามารถพิเศษที่พระเจ้าประทานให้กับบางคนในพระกายของพระคริสต์ ที่จะเปิดบ้านและต้อนรับผู้คนอย่างอบอุ่น ทั้งยังตอบสนองแขกในเรื่องของอาหารและที่พักด้วย”

การต้อนรับแขกเป็นของประทาน

            โดยทั่วไปแล้ว คนเรามักจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจและไม่ค่อยสบายใจนักเมื่อมีแขกมาอยู่ที่บ้าน คนทั่วไป เมื่อมีแขกมาอยู่ที่บ้าน ก็มักจะรู้สึกอึดอัดใจและไม่เป็นตัวของตัวเอง ทว่า บนโลกนี้ มีคนจำพวกหนึ่ง ที่ว่า แม้มีแขกมาอยู่ที่บ้าน เขาก็สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ และไม่รู้สึกอึดอัดใจเมื่อมีแขกอยู่ที่บ้าน นอกจากนี้เขายังรู้สึกปิติเมื่อมีแขกมาอยู่ที่บ้านด้วยซ้ำ แถมเขายังชื่นชอบที่จะปรนนิบัติและตอบสนองแขกในเรื่องที่พักและอาหารอีกด้วย คนประเภทนี้แหละ คือคนที่มีของประทานการต้อนรับแขก

            โดยปกติ ถ้ามีมิชชันนารีจากต่างประเทศมาทำพันธกิจ คนที่มีของประทานการต้อนรับแขกมักจะยินดีในการจัดเตรียมที่พักและปรนนิบัติมิชชันนารี คนที่มีของประทานการต้อนรับแขก จะมีความสุขและเป็นธรรมชาติในการปรนนิบัติแขก

(โรม 12:13) จง​เห็น​อก​เห็น​ใจ​ช่วย​ธรร​มิก​ชน​เมื่อ​เขา​ขัด​สน จง​อุต​ส่าห์​ต้อน​รับ​แขก​แปลก​หน้า
(ฮีบรู 13:2) อย่า​ละ​เลย​ที่​จะ​ต้อน​รับ​แขก​แปลก​หน้า เพราะ​ว่า​โดย​การ​ทำ​เช่น​นั้น บาง​คน​ก็​ได้​ต้อน​รับ​ทูต​สวรรค์​โดย​ไม่​รู้​ตัว
(3 ยอห์น 1:5) ท่าน​ที่​รัก เมื่อ​ท่าน​ทำ​สิ่ง​ใด​ให้​พี่​น้อง โดย​เฉพาะ​อย่าง​ยิ่ง​ให้​แก่​แขก​แปลก​หน้า ก็​เป็น​การ​แสดง​ความ​ซื่อ​สัตย์​ของ​ท่าน

            การต้อนรับแขกนับเป็นคำสอนอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญในพระคัมภีร์ ตาม (1 ทิโมธี) และ (ทิตัส) เปาโลก็ได้เสนอว่า ผู้ที่จะมาเป็นผู้ปกครองควรมีอัธยาศัยต้อนรับแขก

โบสถ์บางโบสถ์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ด้านหนึ่งก็เป็นเพราะการต้อนรับแขกที่ดี แม้ว่าโบสถ์จะมีคำสอนที่ยอดเยี่ยม แม้ว่าโบสถ์จะมีการสำแดงฤทธิ์เดชที่อัศจรรย์ยิ่ง แต่ถ้าโบสถ์รับรองแขกไม่ดี การเติบโตของโบสถ์ก็อาจขัดข้อง ในทางตรงกันข้าม แม้คำสอนของโบสถ์อาจจะไม่ดีนัก แม้ว่าโบสถ์อาจไม่สำแดงฤทธิ์เดชที่อัศจรรย์ แต่ถ้าโบสถ์ต้อนรับแขกดี การเติบโตของโบสถ์ก็เป็นไปได้ การต้อนรับแขกที่ดี เป็นเหตุให้ผู้ที่มาโบสถ์ครั้งแรกรู้สึกประทับใจ และอยากจะมาอีก หากโบสถ์สามารถสร้างความรู้สึกที่อยากจะมาอีกให้กับแขก การเติบโตของโบสถ์ก็อยู่ไม่ไกล

การเติบโตของลัทธิเทียมเท็จ

        ลัทธิเทียมเท็จบางลัทธิ แม้ว่าจะถูกตราหน้าจากคริสเตียนทั่วไปว่าสอนผิด แต่โบสถ์ของลัทธิเทียมเท็จบางลัทธิก็เติบโตอย่างรวดเร็ว บางลัทธิก็เติบโตเร็วกว่าคริสเตียนทั่วๆไปเสียอีก เหตุหนึ่งที่ลัทธิเทียมเท็จเหล่านั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว ก็เป็นเพราะการต้อนรับแขกที่ดี การสร้างความประทับใจให้กับแขกจนเขารู้สึกอยากจะมาอีก นับเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้โบสถ์เติบโตอย่างรวดเร็วไม่ว่าจะเป็นในศาสนาไหน นิกายไหน หรือคณะไหน

         บางที หากเราต้องการให้โบสถ์เติบโต เราอาจต้องหยุดจากความผยองที่คิดว่า “โบสถ์ฉันเทศน์ดี โบสถ์ฉันมีฤทธิ์เดชเข้มข้น ดังนั้น คนมากมายต้องเข้ามาที่โบสถ์ฉันแน่นอน” 

จากสถิติของลัทธิเทียมเท็จ ด้านหนึ่งก็ชี้ให้เห็นว่า ถ้าต้อนรับแขกดี การเติบโตของโบสถ์ก็สามารถเกิดขึ้นได้ แม้ว่าโบสถ์จะไม่มีฤทธิ์เดชที่เข้มข้นหรือสอนผิดก็ตาม

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
หนังสือ Your Spiritual Gifts Can Help Your Church Grow ของ C. Peter Wagner