30 มิถุนายน 2560

การรับเครื่องหมาย 666 ชิพวัตถุ หรือ ภาพฝ่ายวิญญาณ?

บทความเรื่อง "การรับเครื่องหมาย 666 ชิพวัตถุ หรือ ภาพฝ่ายวิญญาณ?" 
โดย Haiyong Kavilar


เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีข่าวคราวเรื่องหนึ่งที่ว่า บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในเกาหลีได้พัฒนาระบบการซื้อขายโดยไม่ใช้เงิน แต่ใช้ลายนิ้วมือและระบบดิจิตอลแทน และก่อนหน้านี้ก็มีข่าวคราวหนึ่งที่เริ่มมีเทคโนโลยีของการซื้อขายโดยไม่ใช้ธนบัตรหรือเหรียญ แต่จะใช้ระบบดิจิตอลแทน เมื่อผู้เชื่อบางคนได้เห็นข่าวคราวนี้ บ้างก็เกิดความหวั่นเกรงขึ้นมาว่า การรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายหรือ 666 เพื่อการซื้อขาย ตามที่บันทึกไว้ใน (วิวรณ์ 13) กำลังจะคลืบคลานเข้ามา

(วิวรณ์ 13:16-18) และ​มัน​ยัง​บัง​คับ​ทุก​คน ทั้ง​คน​เล็ก​น้อย​และ​คน​ใหญ่​โต คน​มั่งมี​และ​คน​ยาก​จน เสรี​ชน​และ​ทาส​ให้​รับ​เครื่อง​หมาย​ไว้​ที่​มือ​ขวา​หรือ​ที่​หน้า​ผาก​ของ​พวก​เขา เพื่อ​ไม่​ให้​ใคร​สา​มารถ​ซื้อ​หรือ​ขาย​ได้ ถ้า​หาก​ไม่​มี​เครื่อง​หมาย​ที่​เป็น​ชื่อ​ของ​สัตว์​ร้าย หรือ​เป็น​ตัว​เลข​ของ​ชื่อ​มัน ใน​เรื่อง​นี้​ต้อง​ใช้​สติ​ปัญ​ญา​ให้​ดี ถ้า​ใคร​มี​ความ​เข้า​ใจ ก็​จง​คิด​คำ​นวณ​เลข​ของ​สัตว์​ร้าย​ตัว​นั้น เพราะ​ว่า​เป็น​เลข​ของ​คน​ผู้​หนึ่ง เลข​ของ​มัน​คือ​หก​ร้อย​หก​สิบ​หก

ใน (วิวรณ์ 13) ได้มีการพยากรณ์ถึงสัตว์ร้ายที่จะบังคับให้คนทั้งโลกรับเครื่องหมาย 666 ซึ่งถ้าผู้ใดไม่ได้รับเครื่องหมายนี้ ผู้นั้นก็จะไม่มีสิทธิในการซื้อขาย ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ก็มีบางคนตีความว่า สัตว์ร้ายในวิวรณ์ก็คือปฏิปักษ์พระคริสต์(Antichrist)หรือผู้นำรัฐบาลโลก ซึ่งในอนาคตปฏิปักษ์พระคริสต์ผู้นี้จะควบคุมเศรษฐกิจโลกและจะบังคับให้ผู้คนรับชิพโดยให้ฝังไว้ที่มือขวาและหน้าผาก ซึ่งชิพที่ฝังนี้จะเป็นเหมือนบัตรประชาชนของมนุษย์โลกและจะบันทึกถึงข้อมูลทางการเงินของแต่ละคนไว้ การซื้อขายแลกเปลี่ยนในอนาคตจะไม่ต้องใช้ธนบัตรหรือเหรียญอีกต่อไป แต่จะใช้ข้อมูลทางดิจิตอลที่อยู่ในชิพนี้แทน

การตีความที่ว่าเครื่องหมายของสัตว์ร้ายจะเป็นชิพที่เป็นวัตถุจริงๆนั้น ก็เป็นการตีความที่แปลกอยู่ เนื่องจากหนังสือวิวรณ์เป็นหนังสือที่เป็นสัญลักษณ์และมีภาษาอุปมาอยู่มาก การสรุปว่าเครื่องหมายของสัตว์ร้ายจะเป็นชิพวัตถุจริงๆหรือเป็นเพียงภาพสะท้อนฝ่ายวิญญาณจึงต้องดูบริบทอื่นๆในพระคัมภีร์ด้วย

ในหนังสืออนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะ(Victorious Eschatology) เอเบอร์เลและเทรช ได้อธิบายเกี่ยวกับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายนี้ไว้ว่า

       ลองคิดถึงหนังสือทั้งหลายในแวดวงคริสเตียน มีหนังสือมากมายที่กล่าวถึงเครื่องหมายของสัตว์ร้าย โดยแต่ละเล่มก็มักจะตีความไปต่างๆนานาว่าปฏิปักษ์พระคริสต์ในอนาคตจะเป็นผู้ใด ทว่ามีนักเขียนน้อยคนที่ได้กล่าวถึงเครื่องหมายของพระเจ้า คุณทราบไหมว่าในหนังสือวิวรณ์ได้กล่าวถึง เครื่องหมายของพระเจ้า การประทับตราจากพระเจ้า และพระนามของพระเจ้า ซึ่งจะจารึกไว้ที่บนหน้าผากประชากรของพระเจ้า ทั้งเครื่องหมายของพระเจ้าและเครื่องหมายของสัตว์ร้ายต่างก็มีเขียนไว้ในหนังสือวิวรณ์ทั้งคู่ ทว่านักเขียนที่เชื่อมุมมองแบบอนาคตมืดมน(Futurist) มักกล่าวแต่เรื่องเครื่องหมายของสัตว์ร้าย โดยไม่ได้พูดถึงเครื่องหมายของพระเจ้าเลย ซึ่งนี่สะท้อนความไม่สมดุลในคำสอนของพวกเขา ในฐานะคริสเตียนไม่ควรหรือที่พวกเราจะใส่ใจในเครื่องหมายของพระเจ้าให้มากยิ่งกว่าการใส่ใจในเครื่องหมายของสัตว์ร้าย?

 ยิ่งไปกว่านั้น การตีความเครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็ควรเป็นการตีความที่คู่ขนานไปกับเครื่องหมายของพระเจ้า ถ้าเครื่องหมายของพระเจ้าเป็นวัตถุจริงๆ เครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็ควรเป็นวัตถุจริงๆ แต่ถ้าเครื่องหมายของพระเจ้าเป็นภาพฝ่ายวิญญาณ เครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็เป็นเพียงภาพฝ่ายวิญญาณ ซึ่งนี้เป็นพื้นฐานของการตีความพระคัมภีร์ ทั้งเครื่องหมายของพระเจ้าและเครื่องหมายของสัตว์ร้ายต่างก็ถูกกล่าวถึงควบคู่กันไปใน (วิวรณ์ 14) 
  

เป็นที่แน่นอนว่าเครื่องหมายของพระเจ้าไม่ได้เป็นชิพวัตถุจริงๆ แต่เป็นภาพสะท้อนในฝ่ายวิญญาณ ดังนั้นเครื่องหมายของสัตว์ร้ายจึงไม่ใช่ชิพวัตถุจริงๆ แต่เป็นภาพสะท้อนในฝ่ายวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ การตีความที่ว่าในอนาคตจะมีการฝังชิพที่หน้าผากและมือขวาโดยปฏิปักษ์พระคริสต์นั้น ก็เป็นการตีความที่มีจุดบอดอยู่ นอกจากนี้ตามบริบทของพระคัมภีร์ ปฏิปักษ์พระคริสต์ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับสัตว์ร้ายในวิวรณ์ด้วย

 รายละเอียดเกี่ยวกับปฏิปักษ์พระคริสต์ตามบริบทของพระคัมภีร์ เพื่อนๆสามารถอ่านได้ในบทความ “ปฏิปักษ์พระคริสต์ไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลโลก” 

หนังสือแนะนำเพิ่มเติม

Victorious Eschatology เขียนโดย Harold Eberle และ Martin Trench

สามารถอ่านได้อีกช่องทางหนึ่งใน https://www.pageqq.com/en/content/view/page/cntth1/0-3613383.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การเห็นต่างในวิถีแบบอาณาจักร

การเห็นต่างในวิถีแบบอาณาจักร โดย  Haiyong Kavilar             ในบทความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงว่า ในการขับเคลื่อนแบบอัครทูตหรือแบบอาณาจ...