กรอบความคิดเรื่องอาณาจักรแบบปุโรหิตและกษัตริย์( Priest and King)

บทความเรื่อง "กรอบความคิดเรื่องอาณาจักรแบบปุโรหิตและกษัตริย์ " โดย  Haiyong Kavilar

ทศวรรษ 1990 เป็นช่วงเวลาหนึ่งที่ความเข้าใจเรื่องอัครทูตเริ่มเป็นที่แพร่หลายในคริสตจักร ซึ่งก่อนหน้าปี 1990 คำว่า อัครทูต ยังไม่ได้เป็นศัพท์ที่นิยมมากนัก ในสมัยก่อนเมื่อเอ่ยถึงอัครทูต เรามักจะนึกถึงเหล่าอัครทูตที่อยู่ในพระคัมภีร์โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าปัจจุบันนี้ยังมีอัครทูตด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2001 ตำแหน่งอัครทูตในยุคปัจจุบันก็เริ่มเป็นที่ยอมรับในพระกายพระคริสต์

กรอบความคิดแบบอัครทูตมีความแตกต่างจากกรอบความคิดแบบศิษยาภิบาล กรอบความคิดแบบอัครทูตจะมีจุดจดจ่ออยู่ที่อาณาจักร แต่กรอบความคิดแบบศิษยาภิบาลจะมีจุดจดจ่ออยู่ที่ โบสถ์ มุมมองแบบอัครทูตจะเน้นที่การนำอาณาจักรพระเจ้าเข้าสู่แผ่นดินโลก แต่มุมมองแบบศิษยาภิบาลจะเน้นที่การเพิ่มพูนคริสตจักร อย่างไรก็ตามแม้มุมมองแบบอัครทูตจะเน้นที่อาณาจักร แต่มุมมองแบบอัครทูตก็ไม่ได้ทอดทิ้งการเพิ่มพูนคริสตจักร เพราะการเพิ่มพูนคริสตจักรก็เป็นส่วนหนึ่งของการแผ่ขยายอาณาจักรพระเจ้า ทว่าการแผ่ขยายอาณาจักรไม่ได้จำกัดอยู่ในกำแพงโบสถ์เท่านั้น


พระเยซูทรงมีตำแหน่งเป็นมหาปุโรหิต อันเป็นตำแหน่งในการนำผู้คนเข้าสู่พระเจ้า ในฐานะของมหาปุโรหิต พระคริสต์ทรงเป็น แกะ ที่ถูกถวายบูชาเพื่อนำผู้คนกลับคืนดีกับพระเจ้า แต่พระเยซูมิได้มีตำแหน่งของมหาปุโรหิตอย่างเดียวเท่านั้น พระเยซูทรงมีตำแหน่งเป็นมหากษัตริย์ด้วย ในฐานะของมหากษัตริย์ พระองค์ทรงสถาปนาอาณาจักรพระเจ้าบนแผ่นดินโลก และทรงปรารถนาให้คริสตจักรนำอาณาจักรนี้แผ่ขยายไปยังทุกๆส่วนของแผ่นดิน ในตำแหน่งของมหากษัตริย์ พระคริสต์ทรงเป็นดั่ง สิงห์ ที่เป็นภาพสะท้อนของการครอบครอง

ในฐานะมหาปุโรหิต พระคริสต์ทรงเป็นแกะและพระผู้ช่วยให้รอด(Savoir) ก่อให้เกิดนิเวศน์อธิษฐานอันเป็นพระวิหารที่พระเจ้าทรงสถิต ในฐานะมหากษัตริย์ พระคริสต์ทรงเป็นสิงห์และองค์พระผู้เป็นเจ้า(Lord) ก่อให้เกิดอาณาจักร ซึ่งเป็นดั่งเยรูซาเล็มเมืองหลวงที่พระเจ้าทรงปกครอง ในพระคัมภีร์พระวิหารให้ภาพของคริสตจักรที่มีพันธกิจแบบนิเวศน์อธิษฐานซึ่งเน้นในการปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้า ส่วนเยรูซาเล็มให้ภาพของคริสตจักรที่มีพันธกิจแบบอาณาจักรซึ่งเน้นในด้านการปกครองของพระเจ้า

ด้วยลักษณะของปุโรหิต พันธกิจด้านนิเวศน์อธิษฐานก็ถือกำเนิดขึ้น ในนิเวศน์อธิษฐาน ผู้คนก็ได้เข้ามาปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้าเหมือนดั่งปุโรหิตที่เข้าหาพระเจ้า พันธกิจแบบปุโรหิตเน้นที่การรวมตัวของผู้เชื่อเพื่อนมัสการพระเจ้า อันเป็นสิ่งที่เห็นได้ทั่วไปในคริสตจักร

อย่างไรก็ตามคริสตจักรที่ขับเคลื่อนแบบอัครทูต พันธกิจของคริสตจักรจะไม่ได้มีเพียงแต่นิเวศน์อธิษฐานเพียงอย่างเดียว การขับเคลื่อนแบบอัครทูตยังมีพันธกิจของการแผ่ขยายอาณาจักรด้วย การขับเคลื่อนแบบอัครทูตไม่ได้มองว่าพระคริสต์ทรงเป็นแกะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังมองเห็นพระคริสต์ในลักษณะของสิงห์ การขับเคลื่อนแบบอัครทูตจึงไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพันธกิจแบบปุโรหิต แต่ยังมีพันธกิจแบบกษัตริย์ที่เน้นในเรื่องอาณาจักร ซึ่งผู้เชื่อทุกคนมีส่วนในการนำอาณาจักรพระเจ้าเข้าครอบครองแผ่นดินโลก

การปฏิรูปโปรเตสแตนต์ที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 16 เน้นในเรื่องการชำระให้ชอบธรรมผ่านทางความเชื่อ อันเป็นพันธกิจแบบปุโรหิตที่มองว่าพระคริสต์ทรงเป็นแกะ แต่การปฏิรูปอัครทูตครั้งใหม่ที่เริ่มเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21 จะเน้นเรื่องการแผ่ขยายอาณาจักร อันเป็นพันธกิจแบบกษัตริย์ที่มองว่าพระคริสต์ทรงเป็นสิงห์ ในการปฏิรูปโปรเตสแตนต์ ผู้เชื่อทุกคนเป็นดั่งปุโรหิตที่มีพันธกิจในการนำผู้คนเข้าหาพระเจ้า แต่ในการปฏิรูปอัครทูตครั้งใหม่ ผู้เชื่อทุกคนเป็นดั่งกษัตริย์ที่มีพันธกิจในการแผ่ขยายอาณาจักร
รูปจากหนังสือ Releasing Kings for Ministry in the Marketplace
เขียนโดย
John Garfield และ Harold Eberle 

ในฐานะกษัตริย์ ผู้เชื่อทุกคนมีพันธกิจแบบอาณาจักรที่ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในกำแพงโบสถ์เท่านั้น พันธกิจแบบอาณาจักรยังมุ่งเน้นในการเปลี่ยนแปลงสังคมภายนอกโบสถ์ เพื่อนำพาให้แผ่นดินโลกเต็มด้วยอาณาจักรพระเจ้า ในพันธกิจแบบกษัตริย์ ผู้เชื่อที่ไม่ได้ทำงานในโบสถ์จึงมีส่วนสำคัญต่อการแผ่ขยายอาณาจักร ผู้ที่พระเจ้าเรียกให้ทำงานในโลกนับว่าเป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการพลิกฟื้นสังคมให้สะท้อนลักษณะของอาณาจักรพระเจ้า

ในฤดูกาลของการขับเคลื่อนแบบอัครทูตนี้ การทรงเรียกมิได้เป็นศัพท์ที่ใช้เฉพาะงานในโบสถ์เท่านั้น แต่การทรงเรียกจะเป็นศัพท์ที่ใช้ในงานอาชีพด้วย ในมุมมองแบบอัครทูต พระเจ้าทรงเรียกบางคนให้ทำพันธกิจแบบปุโรหิตที่เน้นนิเวศน์อธิษฐาน และพระเจ้าทรงเรียกบางคนให้ทำพันธกิจแบบกษัตริย์ที่เน้นการแผ่ขยายอาณาจักร ในพันธกิจแบบกษัตริย์จะไม่ได้เน้นที่การเก็บเกี่ยวเพียงอย่างเดียว แต่จะเน้นการเปลี่ยนแปลงสังคม ที่ทำงาน และครอบครัวให้สะท้อนถึงอาณาจักรพระเจ้า

ในมุมมองแบบศิษยาภิบาล คนที่ทำงานในโบสถ์มักจะถูกเรียกว่าผู้รับใช้ ส่วนคนที่ทำงานในโลกมักจะถูกเรียกว่าฆราวาส ทว่ามุมมองแบบอัครทูตจะไม่มีการแยกผู้เชื่อเป็นผู้รับใช้กับฆราวาส ในมิติแบบอัครทูต ผู้เชื่อทุกคนเป็นผู้รับใช้ โดยบางคนถูกเรียกให้ทำพันธกิจแบบปุโรหิตในโบสถ์ และบางคนถูกเรียกให้ทำพันธกิจแบบกษัตริย์ในโลก ไม่ว่าผู้เชื่อจะทำงานในโบสถ์หรือในโลก ผู้เชื่อทุกคนก็เป็นผู้รับใช้พระคริสต์และทุกคนก็เป็นผู้รับใช้เต็มเวลา โอ ขอให้ผู้เชื่อที่เป็นดั่งกษัตริย์ จงลุกขึ้นเถิด

หนังสือแนะนำเพิ่มเติม
Releasing Kings for Ministry in the Marketplace เขียนโดย John Garfield & Harold Eberle

ที่มาของรูป
รูปแกะ จาก
http://kingofwallpapers.com/lamb.html
รูปสิงโต จาก
http://www.savingthelion.org/
 

ความคิดเห็น