ชีวิตที่ส่งอิทธิพลดีไปสู่สังคม #1 “อยู่ในโลกแต่ไม่ได้เป็นของโลก”

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน บทความในครั้งนี้  ผมขอให้หัวข้อชื่อว่า "ชีวิตที่ส่งอิทธิพลดีไปสู่สังคม” ซึ่งเป็นบทความหัวเรื่องเป็นตอนต่างๆ 4 ตอนด้วยกัน เพื่อเริ่มต้นปี 2014 ปีแห่งการที่คริสตชนจะมีบทบาทเข้าไปมีอิทธิพลที่ดีในสังคมโลก
ครั้งนี้เราจะใคร่ครวญถึงพระวจนะในพระธรรมดาเนียล บทที่ 1:1-8 เพื่อทำความใจในวิถีของโลก(บาบิโลน) เพื่อเราจะได้ดำเนินชีวิต “อยู่ในโลกแต่ไม่ได้เป็นของโลก”  จากชีวิตของดาเนียลและเพื่อนๆ

ชีวิตของดาเนียลอาศัยอยู่ในสมัยที่อิสราเอลถูกจับไปเป็นเชลยในบาบิโลน ตั้งแต่เขาเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง จนถึงวันตายเมื่ออายุประมาณ 90 ปี เขาและเพื่อนๆ ต้องดำเนินชีวิตเป็นคนกลุ่มน้อยในสังคมที่ไม่เชื่อในพระยาห์เวห์ อาณาจักรบาบิโลนเปรียบเทียบได้กับโลก
ดั่งเช่นเราเป็นคริสตชนที่อยู่ในโลกที่ถูกแวดล้อมด้วยวิถีของโลก
เราปฏิเสธการอยู่กับโลกไม่ได้ แต่เราสามารถปฏิเสธการให้โลกครอบงำชีวิตของเราได้  
เราจะมาพิจารณาถึงวิถีของโลกที่พยายามทำให้ดาเนียลและเพื่อนๆเป็นเช่นเดียวกับพวกเขาด้วยกัน  วิถีของโลกที่ครอบงำและต้องการจะเปลี่ยนชีวิตของเขาให้เหมือนกับวิถีของโลก จากพระธรรมในดาเนียลบทที่ 1 โดยวิธีการดังนี้

1.วิถีของโลกพยายามเปลี่ยนความคิดของเรา (1-2)

ดาเนียล 1:1-2
1 ในปีที่สามของรัชกาลเยโฮยาคิมกษัตริย์ของยูดาห์ เนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์ของบาบิโลนเสด็จมายังกรุงเยรูซาเล็ม และทรงล้อมเมืองไว้
2 และองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบเยโฮยาคิมกษัตริย์ของยูดาห์ไว้ในหัตถ์ของพระองค์ท่าน พร้อมทั้งเครื่องใช้บางชิ้นแห่งพระนิเวศของพระเจ้า และพระองค์ท่านก็นำของเหล่านั้นมายังแผ่นดินชินาร์มายังนิเวศแห่งพระของพระองค์ท่าน และทรงบรรจุเครื่องใช้เหล่านั้นไว้ในคลังของพระของพระองค์ท่าน


กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน พยายามบอกคนอิสราเอลว่า พระเจ้าที่พวกเขาเชื่อได้ตายแล้วพ่ายแพ้แล้ว ไม่สามารถช่วยอะไรได้อีกแล้ว จงเลิกที่จะเชื่อและวางใจในพระเจ้า 

ในทุกวันนี้ โลกพยายามที่จะเกลี้ยกล่อมเราเช่นกันว่า พระเจ้าที่เราเชื่อตายไปแล้ว การใช้ความเชื่อเป็นเรื่องไร้สาระ การวางใจในพระเจ้าเป็นเรื่องของศาสนาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ โลกพยายามทำให้ ความเชื่อในพระเจ้า กลายเป็นเพียง ความรู้ในสมอง แต่ในความเป็นจริง การเป็นคริสเตียนเป็นเรื่องของ ความสัมพันธ์กับพระเจ้าที่มีชีวิต  มาจากความรักทีเป็นความเข้าใจในจิตใจและฤทธิ์เดชพระเจ้าในการกระทำการอัศจรรย์อยู่ในจิตวิญญาณของผู้ที่เชื่อ

2. วิถีของโลกพยายามเปลี่ยนค่านิยมของเรา (3-5)
ดาเนียล 1:3-5
3 แล้วกษัตริย์นั้นก็ทรงบัญชาให้อัชเปนัสหัวหน้าขันทีของพระองค์ท่าน ให้นำคนอิสราเอลบางคน ทั้งเชื้อพระวงศ์และเชื้อสายของขุนนาง
4  พวกหนุ่มๆที่ปราศจากตำหนิ มีรูปร่างงามและเชี่ยวชาญในสรรพปัญญา กอปรด้วยความรู้และเข้าใจในสรรพวิทยา กับสามารถที่จะรับราชการในพระราชวัง และทรงให้สอนวิชาและภาษาของคนเคลเดียให้เขาทั้งหลาย
5  พระราชาทรงให้นำอาหารสูงซึ่งพระราชาเสวย และเหล้าองุ่นซึ่งพระองค์ท่านดื่มให้แก่เขาเหล่านั้นตามกำหนดทุกวัน ทรงให้เขาทั้งหลายรับการเลี้ยงดูอยู่สามปี เมื่อครบกำหนดเวลานั้นแล้วก็ทรงให้เขาเข้ารับราชการ
    กระบวนการทั้ง 3 ของเนบูคัดเนสซาร์ ที่พยายามเปลี่ยนค่านิยมของดาเนียลและเพื่อนๆ นั่นคือ
 
1) เปลี่ยนความคิดด้วยการศึกษาแบบบาบิโลน
 
2) เปลี่ยนวิถีชีวิตด้วยอาหารการกินและการเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย
 
3) เปลี่ยนรากฐานความเชื่อด้วยภาษาใหม่  

ในช่วงเวลา 3 ปี ดาเนียลและเพื่อนๆ จะต้องถูกหล่อหลอมด้วยเรื่องราวต่างๆ ของบาบิโลน ทั้งความรู้ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ภาษา และความเชื่อ
แต่ดาเนียลและเพื่อนๆ ไม่รับสิ่งเหล่านี้ปฏิเสธที่จะกินอาหารสูงและยืนหยัดในความเชื่อของพวกเขาที่มีต่อพระยาห์เวห์

ดาเนียล 1:5-8

5 พระราชาทรงให้นำอาหารสูงซึ่งพระราชาเสวย และเหล้าองุ่นซึ่งพระองค์ท่านดื่มให้แก่เขาเหล่านั้นตามกำหนดทุกวัน ทรงให้เขาทั้งหลายรับการเลี้ยงดูอยู่สามปี เมื่อครบกำหนดเวลานั้นแล้วก็ทรงให้เขาเข้ารับราชการ

6 ในบรรดาคนเผ่ายูดาห์นั้นมีดาเนียล ฮานันยาห์ มิชาเอล และอาซาริยาห์

7 และท่านหัวหน้าขันทีจึงตั้งชื่อให้ใหม่ ดาเนียลนั้นให้เรียกว่าเบลเทชัสซาร์ ฮานันยาห์เรียกว่าชัดรัค มิชาเอลเรียกว่าเมชาค และอาซาริยาห์เรียกว่าอาเบดเนโก

8 แต่ดาเนียลตั้งใจไว้ว่าจะไม่กระทำตัวให้เป็นมลทินด้วยอาหารสูงของพระราชา หรือด้วยเหล้าองุ่นซึ่งพระองค์ดื่ม เพราะฉะนั้นเขาจึงขอหัวหน้าขันทีให้ยอมเขาที่ไม่กระทำตัวให้เป็นมลทิน


ทุกวันนี้ เราก็อยู่ในวงล้อมของสิ่งเหล่านี้ เราถูกหล่อหลอมด้วยค่านิยมและวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งหลายอย่างเป็นสิ่งที่ผิดบาป แต่เราก็หลีกเลี่ยงได้ยาก

อย่างไรก็ตาม ดาเนียลและเพื่อนทั้ง 3 คนเป็นตัวอย่างที่ดี  เพราะแม้เขาจะถูกบังคับให้ต้องรับการหล่อหลอมด้วยสิ่งไม่ดีต่างๆ แต่เขากลับไม่ได้กลายเป็นอย่างที่ถูกกัดดัน

สิ่งนี้ยืนยันได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนอย่างโลก  ถ้าใจมีพระเจ้า ก็ไม่มีอะไรจะทำลายความเชื่อของเราได้ หากเราปลูกฝังเด็กด้วยพระวจนะของพระเจ้าด้วยความเชื่อที่หนักแน่นในพระเจ้า เมื่อเขาเติบโตขึ้น แม้จะต้องอยู่ในสภาพสังคมที่เลวร้าย เขาก็จะเข้มแข็งและไม่ประนีประนอมต่อหลักการ  

กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ต้องการเปลี่ยนอัตลักษณ์ของความเป็นยิวของดาเนียลและเพื่อนๆ ด้วยการเปลี่ยนชื่อ ลองมาดูความหมายของชื่อแต่ละชื่อกัน ดังนี้
      

ชื่ “ดาเนียล”  แปลว่า “พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษา” דָּנִיֵּאל (God is my judge)  กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ต้องการตั้งชื่อใหม่เป็น “เบลเทชัสซาร์” แปลว่า “พระบาอัลคุ้มครองเขา”

ชื่อ “ฮานันยาห์” แปลว่า “พระยาห์เวห์ทรงพระกรุณา” (YAHWEH is gracious)  กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ต้องการตั้งชื่อใหม่ว่า “ชัดรัค” แปลว่า “ผู้รับใช้เทพเจ้าแห่งดวงจันทร์” (อาคู)(command of Aku" -Aku being the name of the Babylonian god of the moon)

ชื่อ “มิชาเอล” แปลว่า “ใครจะเทียบเคียงพระเจ้าได้”( Who is like God?) กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ต้องการตั้งชื่อใหม่เป็น  “เมชาค” แปลว่า “เงาหรือผู้รับใช้ของเจ้านาย”  

ชื่อ “อาซาริยาห์” แปลว่า “พระยาห์เวห์เป็นผู้ช่วยเหลือ” ("YAHWEH has helped) กษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ต้องการตั้งชื่อใหม่เป็น “อาเบดเนโก” แปลว่า ผู้รับใช้แห่งดาวประจำรุ่งหรือเทพเจ้าเนโบ (Nebo being the Babylonian god of wisdom.)  

ดังนั้นอัตลักษณ์ของเราจึงไม่ใช่สิ่งที่โลกมาสวมใส่ให้เราเป็นดั่งเช่นใบมะเดื่อมาคุมกาย

ปฐมกาล 3:5-7
5 เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว"
6เมื่อหญิงนั้นเห็นว่า ต้นไม้นั้นน่ากิน และน่าดูด้วย ทั้งเป็นต้นไม้ที่มุ่งหมายจะให้เกิดปัญญา จึงเก็บผลไม้นั้นมากิน แล้วส่งให้สามีกินด้วย เขาก็กิน
ตาของเขาทั้งสองคนก็สว่างขึ้น จึงสำนึกว่าตนเปลือยกายอยู่ ก็เอาใบมะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดร่างไว้

เราต้องมั่นใจในชีวิตของเราว่าพระเจ้าทรงไถ่เราแล้วจากความบาปและสวมอัตลักษณ์ให้กับเราทุกคนตามความโปรดปรานของพระองค์ พระเจ้าทรงมีแผนการไถ่โดยการนำเสื้อทำจากหนังสัตว์มาให้อาดัมและเอวาสวมใส่ แต่มนุษย์นั้นล้มลงในบาปตั้งแต่กินผลไม้จากต้นไม้แห่งการสำนึกในความดีและความชั่ว แต่แผนการไถ่ของพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์ ต้องการจะให้มนุษย์ได้รับประทานผลจากต้นไม้แห่งชีวิต และทำให้มนุษย์ได้รับชีวิตนิรันดร์
ปฐมกาล 3:21-22
21พระเจ้าทรงทำเสื้อด้วยหนังสัตว์ให้อาดัมกับเอวาสวมปกปิดกาย
22 แล้วพระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิดมนุษย์มาเป็นเหมือนผู้หนึ่งในพวกเราแล้ว โดยที่รู้สำนึกในความดีและความชั่ว บัดนี้ อย่าปล่อยให้เขายื่นมือไปหยิบผลต้นไม้แห่งชีวิตมากิน แล้วมีอายุยืนชั่วนิรันดร์"

(อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความ พบอัตลักษณ์ ก้าวกระโดดสู่ชีวิตอัศจรรย์ ตาม link )

ในวันนี้วิถีของโลกพยายามสร้างรูปแบบอัตลักษณ์ใหม่ให้กับผู้เชื่อเป็นดั่งเช่นการเอาใบมะเดื่อซึ่งเป็นสิ่งชั่วคราวมาประดับไม่ว่าจะเป็นความรู้ การศึกษาและวัฒนธรรมต่างๆของโลกนี้(บาบิโลน) แต่พระเจ้าต้องการให้เรามีมุมมองแบบพระเจ้าสวมวิสัยใหม่แบบพระเจ้าเพื่อเราจะเป็นของพระเจ้าไม่ใช่ของโลกนี้

โคโลสี 3:10 และได้สวมวิสัยมนุษย์ใหม่ ที่กำลังทรงสร้างขึ้นใหม่ตามพระฉายของพระองค์ผู้ทรงสร้าง ให้รู้จักพระเจ้า

ให้เราหันจากความคิดแบบโลก กลับมาหาวิสัยความคิดใหม่แบบพระเจ้าเพื่อเราจะ“อยู่ในโลกแต่ไม่ได้เป็นของโลก”  เราต้องเป็นเรือที่อยู่บนน้ำแต่ไม่ใช่ให้น้ำหรือกระแสของโลกทะลักเข้ามาในวิถีชีวิตของเราจนชีวิตของเราอับปาง  ให้เรายึดพระวจนะของพระเจ้าให้มั่นคงไว้

1ทิโมธี 1:19 จงยึดความเชื่อไว้ และมีจิตสำนึกว่าตนชอบ ซึ่งข้อนี้บางคนได้ละทิ้งเสีย ความเชื่อของเขาจึงอับปางลง

ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ พบกันใหม่ใน ชีวิตที่ส่งอิทธิพลดีไปสู่สังคม # 2 

ความคิดเห็น