10 พฤศจิกายน 2553

แรงบันดาลใจ (Inspiration)

บทความที่ผมเขียนในนิตยสาร online : กล้าดี ของ Asa media
เรื่อง "แรงบันดาลใจ" (Inspiration)
“แรงบันดาลใจ เป็นลมใต้ปีก ส่งให้ทะยานขึ้นไปสู่ปลายฟ้า”
http://mag.asamedia.org/wp-content/plugins/page-flip-image-gallery/popup.php?book_id=3

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ผมได้รับมอบหมายในการเขียนบทความในคอลัมน์ Cover Story
ในครั้งนี้อยากจะกล่าวถึงคำว่า “แรงบันดาลใจ” ในมุมมองที่อยากจะเขียนให้อ่านดังนี้ครับ

แรงบันดาลใจ (Inspiration) หมายถึง พลังอำนาจในตนเองชนิดหนึ่ง ที่ใช้ในการขับเคลื่อนการคิดและ การกระทำใด ๆ ที่พึงประสงค์ เพื่อให้บรรลุผลสำเร็จได้ตามต้องการ โดยไม่ต้องอาศัยแรงจูงใจ(Motivation)ภายนอกก่อให้เกิด แรงจูงใจขึ้นภายในจิตใจเสียก่อน เพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการคิดและการกระทำในสิ่งที่พึงประสงค์เหมือนเช่นปกติวิสัยของมนุษย์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าสิ่งที่ตนกระทำนั้นจะยากสักเพียงใด ตนก็พร้อมที่จะฝ่าฟันอุปสรรคทั้งหลายสู่ความสำเร็จที่ต้องการให้จงได้ แม้จะต้องเสียสละบางสิ่งของตนเองไปบ้าง ก็พร้อมที่จะเสียสละได้เสมอ ถ้าจะช่วยนำมาซึ่งผลสำเร็จที่ต้องการนั้นได้จริง ๆ

ด้วยเหตุนี้จึงพอจะบ่งชี้ให้เห็นความแตกต่างของที่มาของคำสองคำได้อย่างชัดเจน ระหว่างคำว่า แรงจูงใจ (Motivation) กับคำว่า แรงบันดาลใจ (Inspiration) โดยด้านของแรงจูงใจ (Motivation) ก็คืออำนาจ รับรู้สิ่งเร้าที่เป็นเงื่อนไข อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะเป็นตัวบงการให้เกิดพฤติกรรมภายนอกต่อไป

ส่วนแรงบันดาลใจ ก็คืออำนาจอันเกิดจากจิตวิญญาณซึ่งเป็นแก่นแท้ของตนเอง โดยใช้เงื่อนไขภายในจิตใจของตนด้วยตัวเอง ซึ่งเรียกว่าการสำนึกรู้(Conscious) สิ่งนี้เป็นตัวกำหนดการกระทำออกมา คิดดีจึงทำสิ่งดี คิดไม่ดีผลการกระทำจึงออกไม่ไม่ดีตามความคิด เราสามารถรู้จักต้นไม้ โดยดูจากผลของมัน

ดังนั้นความคิดจึงเป็นตัวกำหนดการกระทำ การกระทำกำหนดอุปนิสัย และอุปนิสัยเป็นตัวกำหนดผลปลายทางในชีวิต

"แรงบันดาลใจ" เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแรงบันดาลใจทำให้เรามีแรงขับเคลื่อน แรงบันดาลใจเป็นขุมพลังทั้งในการจุดระเบิดแรกเริ่ม และยังคงเป็นเครื่องหล่อเลี้ยงประคับประคองให้เราทำสิ่งนั้นจนสำเร็จลุล่วงไปได้
มีสุภาษิตโบราณบทหนึ่งได้กล่าวว่า “เขาจะบินขึ้นด้วยปีกเหมือนนกอินทรี เขาจะวิ่งและไม่เหน็ดเหนื่อย เขาจะเดินและไม่อ่อนเปลี้ย”

ทำไมเขาจึงเป็นเช่นนั้น และอะไรที่เป็นแรงที่ขับเคลื่อนที่ทำให้เขาเป็นนั้นได้ คำตอบคือ “แรงบันดาลใจ” เมื่อเขาผู้นั้นได้พบกับบุคคลที่เป็นต้นแบบหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นแรงบันดาลใจที่หนุนใจเขา เขาก็จะมีกำลังขึ้นใหม่ที่ไปได้ไกลกว่าแรงปกติ

“แรงบันดาลใจจึงเป็นลมใต้ปีก ส่งให้ทะยานขึ้นไปสู่ปลายฟ้า”

หลายเหตุการณ์ในชีวิตอาจจะไม่ได้เป็นสิ่งที่หวัง ทำให้รู้สึกท้อถอยและอยากจะเลิกลาได้ อยากหนุนใจว่า ท้อได้แต่อย่าถอย หากจะถอยก็ขอให้ถอยเพื่อตั้งหลัก สู้ต่อไป
แม้จะล้มก็ลุกได้ อย่าล้มเลิก เพราะคนที่ล้มเหลว คือ คนที่ล้มเลิกไปก่อนที่จะเห็นผลของความสำเร็จว่ามีความสุขเพียงใด เมื่อเราได้มาในความยากลำบาก

ขอยกตัวอย่างบุคคลที่ไม่ท้อถอยเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆคนที่กำลังท้อใจอยู่ บุคคลผู้นี้คือ

สร้างความประทับใจไปทั่วโลกของ สตีเฟน พอล จอบส์ (Steven Paul Jobs) ผู้ก่อตั้ง Apple และผู้สร้าง Macintosh (ข้อมูลจาก http://th.wikipedia.org/)

สตีฟ จอบส์ กล่าวถึงในเรื่องของ การลากเส้นต่อจุด(Connecting Dot)” ที่บอกเป็นนัยๆว่า สิ่งที่เราทำทุกอย่างนั้นไม่มีสิ่งใดที่สูญเปล่าเพียงแต่เป็นการแต้มจุดต่างๆให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อรอที่สักวันหนึ่งมันจะมีเส้นตรงที่จะสามารถเชื่อมต่อจุดเหล่านั้นเข้าด้วยกันได้ทั้งหมด ขอเพียงแต่ให้เราทำในสิ่งที่เราชอบเท่านั้น

ชีวิตของ สตีฟ จอบส์ ซึ่งเขาเรียกมันว่า การลากเส้นต่อจุดเริ่มต้นด้วยการลาออกหลังจากเรียนในมหาวิทยาลัย Reed College ไปได้เพียง 6 เดือน ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัย เพราะเขามองไม่เห็นคุณค่าของการเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่สามารถช่วยให้เขาคิดได้ว่า เขาต้องการจะทำอะไรในชีวิต
เขาก็ยอมรับว่า นั่นเป็นชีวิตที่ยากลำบาก อย่างไรก็ตาม หลังจากลาออก เขาสามารถที่จะไปเข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจ และวิชาทั้งหลายที่เขาได้เรียนในช่วงนั้น ซึ่งเขาใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือน โดยเลือกเรียนตามแต่ความสนใจและสัญชาตญาณของเขาจะพาไป ได้กลายมาเป็นความรู้ที่หาค่ามิได้ให้แก่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมา และหนึ่งในนั้นคือ วิชา ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (calligraphy:คอลิกราฟฟี่)
เขายอมรับว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ยังมองไม่ออกเช่นกันว่า จะนำความรู้ที่ได้จากวิชานี้ไปใช้ประโยชน์อะไรได้ในอนาคตของเขา แต่ 10 ปีหลังจากนั้น เมื่อเขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรก วิชานี้ได้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อน และทำให้ Mac กลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ที่มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงาม
ถ้าหากเขาไม่ลาออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็คงจะไม่เคยเข้าไปนั่งเรียนวิชานี้ และ Mac ก็คงไม่อาจจะมีตัวอักษรแบบต่างๆ ที่หลากหลาย หรือ font ที่มีการเรียงพิมพ์ที่ได้สัดส่วนสวยงาม รวมทั้งเครื่องพีซี ซึ่งใช้ Windows ที่ลอกแบบไปจาก Mac อีกต่อหนึ่งก็เช่นกัน คงจะไม่มีตัวอักษรสวยๆ ใช้อย่างที่มีอยู่ในตอนนี้
อย่างไรก็ตาม สตีฟ จอบส์ บอกว่า ในเวลาที่เขาตัดสินใจลาออกนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถ ลากเส้นต่อจุดหรือหยั่งรู้อนาคตได้ว่า วิชาออกแบบและประดิษฐ์ตัวอักษร (calligraphy:คอลิกราฟฟี่) จะกลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ในการออกแบบ Mac เขาเพียงสามารถจะลากเส้นต่อจุดระหว่างวิชาลิปิศิลป์กับการคิดค้นเครื่อง Mac ได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปข้างหลังเท่านั้น
ในเมื่อไม่มีใครที่จะลากเส้นต่อจุดไปในอนาคตได้ คุณจะต้อง ไว้ใจและเชื่อมั่น ว่า จุดทั้งหลายที่คุณได้ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะหาทางลากเส้นต่อเข้าด้วยกันเองในอนาคต ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา โชคชะตา ชีวิต หรือกฎแห่งกรรม ขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่
แต่ สตีฟ จอบส์ ได้รับบทเรียนชีวิตครั้งต่อไปคือ ความรักและการสูญเสีย เมื่ออายุเพียง 20 ปี เมื่อเขาเริ่มก่อตั้ง Apple กับเพื่อนที่โรงรถของพ่อ เพียง 10 ปีให้หลัง Apple เติบโตจากคนเพียง 2 คนกลายเป็นบริษัทใหญ่โตที่มีมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์และพนักงานมากกว่า 4,000 คน
แต่หลังจากที่เขาเพิ่งเปิดตัว Macintosh ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดของเขา ได้เพียงปีเดียว สตีฟ จอบส์ ก็ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งเองกับมือ เมื่ออายุเพียงแค่ 30 ปี หลังจากเขาทะเลาะถึงขั้นแตกหักกับนักบริหารมืออาชีพ ที่เขาเองเป็นผู้ว่าจ้างให้มาบริหาร Apple และกรรมการบริษัทกลับเข้าข้างผู้บริหารคนนั้น
ข่าวการถูกไล่ออกของเขาเป็นข่าวที่ใหญ่มาก และเช่นเดียวกัน มันเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา สตีฟ จอบส์ กล่าวว่า เขาได้สูญเสียสิ่งที่เขาได้ทำมาตลอดชีวิตไปในพริบตา และเขารู้สึกเหมือนตัวเองพังทลาย เขาไม่รู้จะทำอะไรอยู่หลายเดือน และถึงกับคิดจะหนีออกจากวงการคอมพิวเตอร์ไปชั่วชีวิต
แต่ความรู้สึกอย่างหนึ่งกลับค่อยๆ สว่างขึ้นข้างในตัวเขา และเขาก็พบว่า เขายังคงรักในสิ่งที่เขาทำมาแล้ว ความล้มเหลวที่ Apple มิอาจเปลี่ยนแปลงความรักที่เขามีต่อสิ่งที่ได้ทำมาแล้วแม้เพียงน้อยนิด
ด้วยความรักในงานที่ทำเป็นแรงบันดาลใจ เขาจึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งต่อมาเขาพบว่า การถูกอัปเปหิจาก Apple กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเขา และช่วยปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ จนสามารถเข้าสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดในชีวิตของเขา
ปัญหาและอุปสรรค จึงกลายเป็นอุกรณ์ที่เขาก้าวข้ามไปสู่จุดหมาย
ช่วง 5 ปีหลังจากนั้น สตีฟ จอบส์ ได้เริ่มตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และ Pixar และพบรักกับ Laurence ซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขา Pixar ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ Toy Story และขณะนี้เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก
ส่วน Apple กลับมาซื้อ NeXT ซึ่งทำให้ สตีฟ จอบส์ ได้กลับคืนสู่ Apple อีกครั้ง และเทคโนโลยีที่เขาได้คิดค้นขึ้นที่ NeXT ได้กลายมาเป็นหัวใจของยุคฟื้นฟูของ Apple
สตีฟ จอบส์ กล่าวว่า “ความล้มเหลวเป็นยาขมแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ เมื่อชีวิตเล่นตลกกับคุณ จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรัก เขาเชื่อว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เขาลุกขึ้นได้ในครั้งนั้น คือเขารักในสิ่งที่เขาทำ ดังนั้นคุณจะต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้คุณเกิดความพึงพอใจอย่างแท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่คุณจะทำให้คุณสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ก็คือ คุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบ และคุณจะรู้ได้เองเมื่อคุณได้ค้นพบสิ่งที่คุณรักแล้ว”
สตีฟ จอบส์ กล่าวว่า “วิธีคิดว่าคนเราอาจจะตายวันตายพรุ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมา ซึ่งได้ช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ในชีวิตได้ เพราะเมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้า แทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนอื่น ชื่อเสียงเกียรติยศ ความกลัวที่จะต้องอับอายขายหน้าหรือล้มเหลว จะหมดความหมายไปสิ้น เหลือไว้ก็แต่เพียงสิ่งที่มีคุณค่าความหมายและความสำคัญที่แท้จริงเท่านั้น”

เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นกับเขาอีกครั้ง เมื่อเขาได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่ได้ และจะตายภายในเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน แพทย์ถึงกับบอกให้เขากลับไปสั่งเสียครอบครัวซึ่งเท่ากับเตรียมตัวตาย
แต่แล้วในเย็นวันเดียวกัน เมื่อแพทย์ได้ใช้กล้องสอดเข้าไปตัดชิ้นเนื้อที่ตับอ่อนของเขาออกมาตรวจอย่างละเอียด ก็กลับพบว่า มะเร็งตับอ่อนที่เขาเป็นนั้นแม้จะเป็นชนิดที่พบได้ยากก็จริง แต่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด และเขาก็ได้รับการผ่าตัดและหายดีแล้ว
นั่นเป็นการเข้าใกล้ความตายมากที่สุดเท่าที่เขาเคยเผชิญมา เขาเห็นว่า ความตายคือประดิษฐกรรมที่ดีที่สุดของ ชีวิตความตายคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ความตายกวาดล้างสิ่งเก่าๆ ให้หมดไปเพื่อเปิดทางให้แก่สิ่งใหม่ๆ

ดังนั้นเขาบอกว่า “เวลาของคุณจึงมีจำกัด และอย่ายอมเสียเวลามีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น จงอย่ามีชีวิตอยู่ด้วยผลจากความคิดของคนอื่น และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆ มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องมีความกล้าที่จะก้าวไปตามที่หัวใจคุณปรารถนาและสัญชาตญาณของคุณจะพาไป เพราะหัวใจและสัญชาตญาณของคุณรู้ดีว่า คุณต้องการจะเป็นอะไร”

ครั้งหนึ่ง สตีฟ จอบส์ ได้กล่าวสุนทรพจน์ในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Stanford เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ปี 2005 ที่ผ่านมา ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้แก่บัณฑิตจบใหม่ในวันนั้น แต่ยังรวมไปถึงโลกของคอมพิวเตอร์ และยังคงได้รับการชื่นชมและกล่าวขวัญไปทั่วโลกจนถึงวันนี้ว่า จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอซึ่งเป็นสิ่งที่เขาหวังจะเป็นเช่นนั้นเสมอมา แรงบันดาลใจนั้นามาจากวลีที่อยู่ใต้ภาพบนปกหลังของวารสารฉบับสุดท้ายของวารสารเล่มหนึ่งที่เลิกผลิตไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเขาเปรียบวารสารดังกล่าวเป็น Google บนแผ่นกระดาษ และเป็นประดุจคัมภีร์ของคนรุ่นเขา วารสารดังกล่าวมีชื่อว่า The Whole Earth Catalog จัดทำโดย Stewart Brand

วารสารนั้นเป็นแรงบันดาลใจให้เขา เรียนรู้อยู่เสมอแม้ความรู้นอกรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อพัฒนาการงานของเขาอยู่เสมอ
ไม่แน่นะวารสารกล้าดี ก็อาจจะเปลี่ยนชีวิตของคุณให้ กล้า ที่จะทำสิ่งดี!!!

นั่นเป็นแรงบันดาลใจที่ผู้ชายคนหนึ่งได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักและมีความสุขกับงานที่ทำจนทำให้ประสบความสำเร็จ
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ได้กล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญยิ่งกว่าความรู้" ( Imagination is more important than Knowledge)
ในบางครั้งจินตนาการก็เป็นแรงบันดาลใจที่ไปไกลมากกว่าความรู้ที่อยู่ในสมอง
ใครจะไปคิดละครับว่า การ์ตูนเรื่องหนึ่งจะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ชาวญี่ปุ่นได้ก้าวเดินตามความฝัน การ์ตูนเรื่องนั้นคือ “กัปตันซึบาสะ”

กัปตันซึบาสะ (Captain Tsubasa) เป็น เรื่องราวของเด็กชายโอโซระ ซึบาสะ ซึ่งได้รับการสอนฟุตบอลจากอดีตนักฟุตบอลทีมชาติบราซิล เชื้อสายญี่ปุ่นชื่อโรแบร์โต ฮอนโก และร่วมทีมนันคัตสึเพื่อเข้าชิงชัยฟุตบอล แห่งชาติ และนำทีมชาติญี่ปุ่นไปสู่ฟุตบอลโลก

หนังสือการ์ตูนเรื่องกัปตันซึบาสะ ปัจจุบันได้มีทั้งหมด 4 ภาค โดยภาคแรกออกมาในช่วง ปี พ.. 2524-31 มีจำนวน 37 เล่ม, ภาคเยาวชนโลก ออกมาในช่วง 2537-40 มีจำนวน 18 เล่ม, ภาค Road to 2002 ออกมาในช่วง 2544-47 มีจำนวน 15 เล่ม, และ ภาค Golden 23 ออกมาตั้งแต่ปี 2548 ถึงปัจจุบัน
ชื่อของ โอโซระ ซึบาสะ ในภาษาญี่ป่น มีความหมาย คือ โอโซระ แปลว่า “ท้องฟ้ากว้าง” ซึบาสะ แปลว่า “ปีก” ความหมายของ ชื่อ-นามสกุล จึงเป็น ปีกที่บินไปบนฟ้ากว้าง และแรงบันดาลใจจึงเป็นลมใต้ปีก ส่งให้ทะยานขึ้นไปสู่ปลายฟ้า

ทีมฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่น พัฒนา ฝีเท้าฟุตบอลได้ไวมาก ส่วนหนึ่งเพราะแรงบันดาลใจ ที่จะ ริเริ่ม สร้างฝันก่อน โดย สร้างบนกระดาษ และทำให้เกิดขึ้นเป็นจริงด้วยการพัฒนาขึ้นเป็นระบบเริ่มจากฟุตบอลลีกท้องถิ่น ที่ชื่อว่า “J-League

โดยก่อตั้งเริ่มแรกตั้งปี ค.. 1994 ยังไม่ค่อยได้รับความสนใจมากนัก เนื่องจากกีฬาฟุตบอลเป็นที่สนใจรองจากกีฬาเบสบอลและซูโม แต่ด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างเอาจริงเอาจัง ทำให้กีฬาฟุตบอลกลายเป็นกีฬายอดนิยมอันดับที่ 1 ในปัจจุบัน มียอดจำนวนผู้เข้าชมแต่ละนัดหลายหมื่นคนในแต่ละสนาม


และสิ่งที่สำคัญคือ ทีมฟุตบอลญี่ปุ่นได้พัฒนาจากทีมระดับท้ายแถวในเอเชีย เมื่อสมัยเด็กๆ ผมจำได้ว่า ทีมชาติไทยเราเอาชนะญี่ปุ่นได้แบบขาดลอย
เมื่อการ์ตูนเรื่องกัปตันซึบาสะ ออกมาฉายทางโทรทัศน์บ้านเรา ก็อดหัวเราะไม่ได้ว่า ฟุตบอลทีมชาติญี่ปุ่นจะได้เข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก
แต่ในปัจจุบันทีมชาติญี่ปุ่นได้เข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลกถึง 4 สมัยติดต่อกัน คือ ในปี ค..1998,2002,2006 และครั้งล่าสุดในปี 2010
นอกจากนี้ประเทศญี่ปุ่นยังได้รับคัดเลือกเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปี 2002 จัดร่วมกับประเทศเกาหลีใต้ และทีมฟุตบอลประเทศญี่ปุ่นได้ก้าวขึ้นมาเป็นหมายเลข 1 ในเอเชียได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
การ์ตูนเรื่องกัปตันซึบาสะจึงเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆญี่ปุ่น อยากจะเล่นฟุตบอลให้เก่งและได้ป็นนักฟุตบอลอาชีพไปค้าแข้งในต่างประเทศ และติดทีมชาติไปแข่งขันฟุตบอลโลก
สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ฝันเพราะมันเป็นจริงแล้ว !
ในวันนี้เรื่องราวของสตีฟ จอบส์ผู้ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และหนังการ์ตูนเรื่องกัปตันซึบาสะ จินตนาการที่สร้างบนกระดาษ และทำให้สำเร็จได้ด้วยการมุ่งมั่นทำอย่างต่อเนื่องจะเป็นกำลังใจให้คุณ

ทำในสิ่งที่เป็นแรงบันดาลใจของคุณให้สำเร็จ
ในวันนี้สิ่งใดที่เป็นแรงบันดาลใจของคุณ จึงยึดสิ่งนั้นไว้ เมื่อคุณท้อแท้และอ่อนกำลัง เพราะว่าถ้าคุณไม่ท้อใจแล้วคุณก็จะได้เกี่ยวเก็บสิ่งที่ดีที่คุณได้หว่านไป
โปรดจดจำไว้ว่าเมื่อคุณท้อแท้และมองไปยังท้องฟ้าที่กว้างไกล คุณฝันให้ไกลและจงไปให้ถึง แรงบันดาลใจ จะเป็นลมใต้ปีก ส่งให้ทะยานขึ้นไปสู่ปลายฟ้า
ทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว จงเติมความตั้งใจให้เต็มร้อย
ขอเป็นกำลังใจให้ผู้กล้าดีที่ทำสิ่งดีและจะเก็บเกี่ยวสิ่งที่ดีในชีวิต
……………………………………………………

5 ความคิดเห็น: