07 พฤศจิกายน 2555

บันทึกการเดินทางอิสราเอล(6)

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน สำหรับบทความครั้งนี้เป็นช่วงวันจันทร์ที่ 3 ก.ย.12 ที่ผมอยู่ในประเทศอิสราเอล โปรแกรมในวันนี้ของคณะของเราคือการเดินทางไปชมสถานที่ต่างๆรอบกรุงเยรูซาเล็ม

Dome of Ascension
เริ่มจากช่วงเช้ารับประทานอาหารจากโรงแรม คณะของเราเตรียมชุดไปเปลี่ยนใส่ไว้ในกระเป๋าเป้ เพราะวันนี้จะมีโปรแกรมเดินลุยน้ำผ่านอุโมงค์เฮเซคียาห์ที่นครของดาวิด สถานที่ซึ่งครั้งก่อนผมได้ไปมาแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าไปในอุโมงค์ ครั้งนี้เราเริ่มต้นจากการนั่งรถไปยังภูเขามะกอกเทศ(Mount of Olives)ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็ม สามารถมองดูวิวทิวทัศน์รอบกรุงเยรูซาเล็มได้อย้างชัดเจน
สถานที่นี้มีความหมายสำหรับคริสตชนนั่นคือ เป็นสถานที่ที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์ต่อหน้าต่อตาเหล่าอัครสาวกและกำชับให้สาวกทุกคนที่เชื่อออกไปประกาศเป็นพยานจนสุดปลายแผ่นดินโลก(กจ.1:3-8)
(บทความ :วันแห่งการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์(Ascension Day)

คณะของเราได้เข้าไปอธิษฐานในโดม(Dome of Ascension)ที่สร้างไว้ เพื่อเป็นสถานที่ระลึกถึงการเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูคริสต์ แม้ว่าจะเป็นเวลาไม่นานนัก เพราะมีคณะนักท่องเที่ยวคณะอื่นๆ ต่อคิวเข้าแถวรออยู่ข้างนอก แต่เราก็สามารถสัมผัสได้ถึงการทรงสถิตของพระเจ้าได้อย่างซาบซึ้งในจิตวิญญาณ แม้ว่าในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์ไปแล้วแต่พระวิญญาณบริสุทธฺิ์ยังปกคลุมในชีวิตของเราผู้เชื่อตามพระสัญญา(กจ.2) แม้ว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จขึ้นสวรรค์ไปท่ามกลางสายตาของอัครสาวกไม่กี่คนที่เห็น แต่ในวาระสุดท้ายของโลกนี้ เราทุกคนหมดทั้งโลก ทุกสายตาจะได้เห็นการเสด็จกลับมาของพระองค์อย่างชัดเจน และหัวเข่า ทุกลิ้นทุกจะก้มกราบและสรรเสริญว่า "พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า"(ฟป.2:7-10)

ระหว่างที่เราอยู่ที่ภูเขามะกอกเทศ เราได้ถ่ายภาพและมองดูรอบๆกรุงเยรูซาเล็มจากบนภูเขา มันเป็นภาพที่สวยงามมาก สถานที่แห่งนี้เองเป็นสถานที่พระเยซูทรงลาเข้ากรุงเยรูซาเล็ม(มธ.21) ฝูงคนนำใบปาล์มและใบไม้ต่างๆมาโบกและโห่ร้องว่า "โฮซันนา" ให้กับจอมกษัตริย์ที่เสด็จเข้ามา
จึงไม่แปลกใจว่าสถานที่นี้มีให้บริการขี่ลาชมรอบเมือง(ซึ่งมีป้ายเขียนว่า Jesus's taxi)

คณะของเราได้อธิษฐานกันที่บนภูเขามะกอกเทศ และเราเชื่อว่าในวาระสุดท้าย แม้คนยิวในเวลานั้นอาจจะไม่ยอมรับพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระมาซีฮา แต่ในวาระสุดท้ายพวกเขาจะกลับใจเชื่อและสารภาพออกจากบาปของเขาว่า พระเยซูคริสต์ คือ พระนามแห่งความรอด และชาวเยรูซาเล็มจะร้องต้อนรับพระองค์ว่า "Baruch Haba B'Shem Adonai "ขอให้ท่านผู้เสด็จมา ในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ (มธ.23:39) 

คำอธิษฐานภาษาไทย ที่ Pater Noster
ในบริเวณนั้น เราเดินทางไปที่ Pater Noster ที่พระเยซูสอนสาวกให้อธิษฐาน (มธ.6:1-14)ไปหยุดถ่ายภาพที่ด้านหน้าของโบสถ์ Dominus Flevit ที่พระเยซูร้องไห้คร่ำครวญเพื่อเยรูซาเล็ม เดินเท้าต่อไปยังสวนเกทเสมนี (Garden of Gethsemane) สถานที่พระเยซูอธิษฐานกับสาวกก่อนถูกทหารโรมันจับตัว ในช่วงที่คณะเราได้มาที่สวนเกทเสมนี เราได้อธิษฐานและนมัสการพระเจ้ากันที่นี่
ในความรู้สึกช่วงเวลานั้น ผมนึกถึงภาพยาตร์เรื่อง The passion of the christ 
Garden of Gethsemane
ในช่วงเวลาสมัยนั้นพระเยซูคริสต์คงจะมีความลำบากใจในการตัดสินใจ แต่ถึงอย่างไรพระองค์ก็ไปนั่งอธิษฐานในสวน และขอให้สิ่งที่พระองค์จะทำเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา คือ การที่ไปถูกตรึงที่กางเขน (มธ.26:42)

นี่เป็นแผนการไถ่ของพระบิดาให้กับมนุษย์และสำเร็จแล้วผ่านทางพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้า

ช่วงกลางวัน คณะของเราได้มารับประทานอาหาร ณ ภัตตารคารท้องถิ่นแห่งหนึ่ง และมีพี่น้องคนไทยที่เป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ที่ทำงานในประเทศอิสราเอลตามมาสมทบ คณะเราจึงได้อธิษฐานเผื่อพี่น้อง
ลอดอุโมงค์น้ำของเฮเซคียาห์
เราได้มาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกางเกงขาสั้น เพื่อจะเดินทางไปที่นครของดาวิดเพื่อจะไปอุโมงค์น้ำของกษัตริย์เฮเซคียาห์
(2พศด.32:27-31)
การเดินลอดอุโมงค์น้ำของกษัตริย์เฮเซคียาห์ เราจะต้องเตรียมไฟฉายเข้าไปและการเดินจะต้องเดินเป็นแถวตอนเรียงหนึ่งเพราะภายในอุโมงค์แคบและมืดมาก

ระหว่างที่เดินเข้าไปเราจะร้องเพลงนมัสการพระเจ้า และเมื่อเดินมาถึงจุดที่มืดที่สุด อ.นิมิต ให้เราทุกคนปิดไฟฉายและอธิษฐานร่วมกันเป็นการป่าวประกาศชัยชนะและการทะลุทะลวงสิ่งที่ขัดขวางในชีวิต เป็นประสบการณ์ที่ดียอดเยี่ยมจริงๆ ที่เราได้เดินลอดผ่านอุโมงค์นี้

ผมรู้สึกประทับใจในความตั้งใจของคนอิสราเอลจริงๆ ในทุกวันนี้พวกเขายังมีความพยายามขุดหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อจะทราบความเป็นมาของประเทศของเขา ทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้นมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นคำพยานที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่และความรักของพระเจ้าที่ปกครองเหนือประเทศนี้

หลังจากนั้นคณะของเราได้เดินทางไปยังอุโมงค์สวนองุ่น(Garden Tomb) อุโมงค์ที่สกัดไว้ในศิลาที่ใช้เก็บพระศพของพระเยซูหลังจากเชิญพระศพลงมาจากกางเขน(มธ.27:57–60) ซึ่งหากศึกษาตามประวัติศาสตร์น่าจะเป็นบริเวณนี้ แต่ในบางกลุ่มเช่นโรมันคาทอลิกเชื่อว่าพระศพของพระเยซูคริสต์อยู่โบสถ์ The Church of the Holy Sepulchre
แต่สำหรับความคิดส่วนผมเชื่อว่าน่าจะอยู่บริเวณอุโมงค์สวนองุ่น(Garden Tomb)นี้ เพราะหลักฐานรอบๆ เช่นมีสวนองุ่นและมีบ่อย้ำน้ำองุ่นโบราณ น่าจะเป็น​อุโมงค์​ของ​โย​เซ​ฟ เศรษฐีแห่งอา​ริ​มา​เธีย ที่เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ที่เดิมตั้งใจจะสร้างไว้เพื่อฝังศพของตนเอง แต่ท่านได้มอบให้พระเยซูเพื่อสำเร็จตามคำพยากรณ์(อสย.53:9 และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนชั่ว ในความตายของท่านเขาจัดไว้กับเศรษฐี แม้ว่าท่านมิได้กระทำการทารุณประการใดเลย และไม่มีการหลอกลวงในปากของท่าน) 
โกละโกธา เนินเขารูปหัวกะโหลก
เมื่อเราเข้ามาสถานที่นี้ เราได้เดินไปยังที่โกละโกธา ที่เรียกว่า "เนินเขารูปหัวกะโหลก"  สถานที่ประหารพระเยซูโดยใช้วิธีการตรึงกางเขนตามแบบโรมัน

ผู้บรรยายชื่อว่า Paul Weaver บอกว่า พวกทหารโรมันได้ตรึงพระเยซูคริสต์ ณ สถานที่บริเวณนี้
เชื่อว่าพวกเขาตรึงพระองค์บริเวณถนนข้างล่างเนินเขา ไม่ใช่บนเนินเขา เพราะมีเหตุผล 3 ประการ

1.เพื่อให้คนเห็นป้ายแจ้งข้อหา ว่าถูกตึงกางเขน เพราะข้อกล่าวหาอะไร ข้อกล่าวหาที่พวกทหารโรมันตรึงพระเยซูที่กางเขน คือ พระเยซูคริสต์อ้างว่า "พระองค์เป็นกษัตริย์ของชาวยิว"
2.เพื่อให้คนที่เดินผ่านไปมา ได้กล่าวคำแช่งสาบให้กับผู้ที่ถูกตรึงกาเขน
3.เพื่อให้ได้ยินว่า เวลาผู้ที่ถูกตรึงกางเขนกล่าวคำว่าอะไร ก่อนตาย ประโยคสุดท้ายที่พระเยซูคริสต์กล่าวคือ 'เอลี เอลี ลามาสะบักธานี' แปลว่า 'พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย"(มธ.27:46)ก่อนที่จะกล่าวว่า "สำเร็จแล้ว" แล้วพระองค์ก็สิ้นพระชนม์

นี่เป็นประโยคสุดท้าย ที่แสดงถึงความทุกข์ทรมานที่พระเยซูคริสต์ต้องถูกละทิ้งให้โดดเดี่ยวที่กางเขน พระองค์ต้องแยกจากพระบิดา เพราะความบาปผิดของเราทั้งกลายที่พระองค์รับแทน พระองค์ได้ให้อภัยของเราทั้งหลายและทรงยกโทษความผิดบาปของเราแล้วที่ไม้กางเขน

เราได้เดินไปข้างในอุโมงค์ฝังพระศพ(Garden Tomb)เป็นอุโมงค์ที่ว่างเปล่า มีประโยคหนึ่งเขียนบนประตูที่ปากอุโมงค์ว่า "He is not here for He is risen" “พระองค์ไม่ได้อยู่ในนี้ พระองค์ทรงฟื้นขึ้นแล้ว

เมื่อเดินออกมา เราจึงได้ไปใช้เวลาสงบเงียบอธิษฐานกันแต่ละครอบครัวเพื่อสัมผัสความรักและการทรงเรียกของพระองค์ แผนการของพระองค์ที่มีต่อเรา  หลังจากนั้นเราจึงมารวมตัวกันเพื่อนมัสการและร่วมพิธีมหาสนิท ระลึกถึงการทรงเป็นพระเยซูคริสต์พระผู้ไถ่ที่ทรงมีชัยชนะเหนือความตายและนำเราสู่ชัยชนะร่วมกับพระองค์

หลังจากที่เราเสร็จสิ้นภารกิจตอนทั้งวัน คณะของเราได้ไปใช้เวลาสัมผัสชีวิตชาวยิวในตลาด จับจ่ายของที่ระลึก ผลไม้แห้ง-ผลไม้สด ถั่วชนิดต่างๆและกลับสู่ที่พักโรงแรม Leonardo Inn Hotel
รับประทานอาหารค่ำในโรงแรมที่พัก

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับตลอดทั้งวันนี้ ที่เราได้เดินทางตามรอยพระบาทพระเยซูคริสต์ไปตามสถานที่ต่างๆที่พระองค์เคยดำเนินอยู่ในโลกนี้ พระองค์ทรงเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อให้เราทั้งหลาย เพื่อให้เราติดตามพระองค์ (มก. 8:34 ..."ถ้าผู้ใดใคร่จะตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา)ในสมัยนั้นพระองค์ได้ยอมทนทุกข์ทรมานเพื่อเราทั้งหลาย พระองค์ต้องเอาชนะความปรารถนาของตนเองเพื่อทำตามน้ำพระทัยพระบิดา พระองค์ยอมถูกเยาะเย้ยต้องสวมมงกุฎหนาม ถูกเหยียดยามดูหมิ่นอับอาย ถูกตรึงกางเขน และอยู่ในอุโมงค์แต่พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วยชัยชนะเหนือความบาป ความตาย พระองค์ได้รับพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่
ในวันนี้ เราทุกคนจึงต้องเอาชนะตนเอง เพื่อติดตามพระองค์ ต้องผ่านบททดสอบต่างๆ ต้องรับมงกุฎหนามแห่งการทดสอบก่อนที่จะได้รับมงกุฎงามในวาระสุดท้าย สรรเสริญพระเจ้า

ยก.1:12 ความสุขย่อมมีแก่คนนั้นที่สู้ทนการทดลอง เพราะเมื่อปรากฏว่าผู้นั้นทนได้แล้ว เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลายที่รักพระองค์

คณะของเรายังคงอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มต่อไป ในครั้งต่อไปเราจะไปที่กำแพงร้องไห้เพื่อไปอธิษฐานและเดินทางไปยังสถานที่กำเนิดของพระเยซูคริสต์ที่เบธเลเฮม โปรดติดตามอ่านในครั้งต่อไปนะครับ
ขอพระเจ้าอวยพระพร
(สามารถกลับไปอ่านในครั้งที่ผ่านมาได้ตาม link นี้นะครับ ครั้งที่ 1,2,3,4,5)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น