23 ตุลาคม 2555

บันทึกการเดินทางอิสราเอล(4)


รูปปั้นเอลียาห์ ที่ภูเขาคารเมล
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางในดินแดนศักดิ์สิทธิ์(Holy land) ประเทศอิสราเอล ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4แล้ว มีหลายสิ่งที่น่าประทับใจจึงได้บันทึกไว้เพื่อให้อ่านกัน
(สามารถติดตามอ่านในคั้งที่ 1-3 ได้ตาม link นี้นะครับ บันทึกการเดินทางอิสราเอล(1,2,3)
ในวันเสาร์ที่ 1 ก.ย.12 คณะของเราได้เดินทางจากที่พักเพื่อมาร่วมนมัสการพระเจ้าที่ O Ha Carmel Congregation ตั้งอยู่บนภูเขาคารเมล สถานที่นมัสการนี้ออกแบบเป็นรูปแท่นบูชา และเพดานจะเป็นกระจกใสเพื่อให้แสงแดดส่องลงมา มองแล้วทำให้จินตนาการภาพเหมือนตอนที่เอลียาห์อธิษฐานขอไฟจากสวรรค์ลงมาเผาเครื่องบูชาบนแท่น ซึ่งเป็นการต่อสู้กับผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล (1พกษ.18)
ณ สถานนมัสการแห่งนี้ คณะของเราได้พบกับอ.Peter Tsukahira ท่านได้แบ่งปันภาระใจในการประกาศข่าวประเสริฐกับคนอิสราเอล แม้ว่าท่านเป็นคนญี่ป่น -อเมริกัน แต่ท่านมีหัวใจเพื่อให้คนอิวราเอลกลับใจเชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระเมสสิยาห์ คณะของเราได้ร่วมกันถวายเพื่อพันธกิจนี้โดยอ.นิมิต เป็นผู้มอบเงินถวายนี้ให้กับอ.Peter Tsukahira 
ร่วมนมัสการที่
O Ha Carmel Congregation
หลังจากนั้นคณะของเราได้เดินทางไปชมบนยอดเขาคารเมล มองเห็นทิวทัศน์รอบๆเมืองอย่างชัดเจน และจุดสำคัญคือ ป่าวประกาศชัยชนะของพระเจ้าแห่งอิสราเอล ณ สถานที่นี้ ซึ่งครั้งหนึ่งผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ได้พนันขันต่อกับพระบาอัล 450 คน เพื่อสำแดงแก่ชาวอิสราเอลในเวลานั้นซึ่งทิ้งพระเจ้าให้รู้ว่าพระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ไม่ใช่พระบาอัล (1พกษ18:16-39)

ผมลองจิตนาภาพไปถึงในสมัยนั้น ที่ภูเขาคารเมล คงจะมีประชาสัมพันธ์ไปทั่วเมืองถึงการต่อสู้กันระหว่างผู้เผยพระวจนะเอลียาห์กับกับพระบาอัล 450 คน  หากว่าในสมัยนั้นมีการถ่ายทอดสดคงจะได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เรทติ้งดีและมีโฆษณาติดต่อมาเป็นสปอนเซอร์ในการถ่ายทอดสดศึก Big match ในครั้งนี้
ลองคิดดูเถอะครับว่าท่านเอลียาห์มีความกล้าหาญขนาดไหน ท่านได้สั่งไฟจากฟ้าสวรรค์ลงมาเพื่อเผาเครื่องบูชาที่แท่นบูชา พระยาเวห์ทรงเป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่มากกว่าพระเทียมเท็จใดๆทั้งสิ้น 
หุบเขายิสเรเอล
(Jezreel Valley)
เมื่องมองดูจากภูเขาคารเมลเราสามารถมองเห็นความเขียวขจีของหุบเขายิสเรเอล(Jezreel Valley) บริเวณนี้เป็นเส้นทางการค้าโบราณจากชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เนียนสู่เมืองดามาสกัส ทำให้มีการสู้รบเพื่อยึดครองบริเวณนี้ตลอดมา ทำให้เราสามารถเข้าใจคำทำนายในพระธรรมวิวรณ์ซึ่งกล่าวถึงสงครามสุดท้าย สงครามอามาเกดโดน(Armageddon) ที่เมืองเมคกิโด(Megidon)ได้อย่างแจ่มชัด (วว.16:16)
ในวาระสุดท้ายของโลกจะมีการต่อสู้กันในสงครามครั้งสุดท้าย ณ สถานที่นี้
ผมสัมผัสได้ถึงการเตรียมชีวิตเข้าสู่สงครามในครั้งสุดท้าย  คริสตจักรจึงต้องเป็นกองทัพของพระเจ้าที่พร้อมประจัญบานเสมอ เมื่อมีการเป่าแตรแห่งการรบ  เราจึงต้องดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท และตระหนักเสมอว่าเราต้องต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญาณ

จากคำสอนของอ.นิมิต พานิช เรื่อง "วิญญาณเยเซเบล” คำว่า “เยเซเบล”เป็นชื่อของภรรยาของกษัตริย์อาหับ มีความชั่วร้ายมาก “เยเซเบล” นั้นมีความหมายว่า "ไม่มีผู้ร่วมอาศัยด้วย"  ดังนั้นเยเซเบลหรือวิญญาณของเยเซเบลนั้นจึงเป็นวิญญาณหรือท่าทีที่ ปฏิเสธที่จะอาศัยด้วยกันหรืออยู่ร่วมกันกับคนอื่น วิญญาณเยเซเบลจะไม่อยู่กับใครเว้นแต่นางจะควบคุมและครอบงำความสัมพันธ์นั้นได้
ซึ่งมีผู้ที่มีใจขมขื่นมักจะควบคุมและบังคับคนอื่น เพราะความรู้สึกไม่มั่นคง

วิญญาณนี้จะหาทางแทรกซึมเข้ามาในตำแหน่งของผู้นำ เพื่อจะใช้สิทธิอำนาจบาตรใหญ่ในการควบคุม พระวจนะของพระเจ้าใน วว.2:20-21 ได้กล่าวถึงว่า
20 แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้าง คือ พวกเจ้าทนฟังผู้หญิงชื่อเยเซเบล ที่ยกตัวขึ้นเป็นผู้เผยพระวจนะ หญิงนั้นสอน และล่อลวงผู้รับใช้ของเรา ให้ล่วงประเวณี และให้กินของที่บูชาแก่รูปเคารพแล้ว
21 เราให้โอกาสหญิงนั้นกลับใจ แต่นางก็ไม่ได้กลับใจจากการประพฤติชั่วเลย
ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักถึงวิญญาณเหล่านี้ที่เข้ามาครอบครองหรือควบคุมอยู่ในชีวิตของเรา ควบคุมอยู่ในครอบครัวของเรา ควบคุมอยู่ในคนรอบข้างของเรา หรือแม้แต่ควบคุมในชีวิตของตัวเราเอง

หลังจากที่เราใช้เวลานานพอสมควร ณ สถานที่นี้  เราจึงเดินทางต่อไปเพื่อจะไปรับประทานอาหารกลางวัน หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองนาซาเร็ธ (Nazareth)ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเป็นเมืองที่พระเยซูใช้ชีวิตในวัยเด็กจนเติบโตและผ่านหมู่บ้านคานา(Cana) ที่ซึ่งพระเยซูทรงแสดงอัศจรรย์ครั้งแรกโดยทรงทำน้ำให้เป็นเหล้าองุ่นในงานแต่งงาน แต่เนื่องจากเวลาจำกัดเราจึงได้แค่นั่งรถผ่านเพื่อชมทิวทัศน์รอบเมืองเท่านั้น

เมืองเมืองนาซาเร็ธ (Nazareth)เป็นเมืองเล็กๆ ค่อนข้างจะบ้านนอก หรือ เรียกว่า "เซาะกราว" และไม่ค่อยมีคนให้ความสำคัญแม้แต่ในพระคัมภีร์ (ยน.1:45-51)ยังได้บันทึกไว้ว่า ฟิลิปและนาธานาเอล ได้รับคำเล่าลือถึงเรื่องพระเยซูชาวเมืองนาซาเร็ธ แม้แต่นาธานาเอลยังดูหมิ่นเลยว่า "สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ"
แต่สิ่งที่ดีของเมืองนี้คือ พระเยซูคริสต์ พระองค์สำแดงทำให้ทั้งฟิลิปและนาธานาเอล มาติดตามเป็นสาวกของพระองค์ และพวกเขาได้เห็นสิ่งอัศจรรรย์ตามพระสัญญาของพระเยซูคริสต์คือ พวกเขาได้เห็นการเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูคริสต์
"เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะได้เห็นท้องฟ้าเบิกออก และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์"(ยน.1:51)
นี่คือสิ่งที่ดีจากเมืองเล็กๆที่ชื่อว่า "นาซาเร็ธ"
น่าเสียดายที่ชาวเมืองนาซาเร็ธ พวกเขาไม่เห็นสิ่งอัศจรรย์ได้มากมาย เพราะพวกเขาไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เพราะดูหมิ่นว่าพระองค์เป็นลูกช่างไม้ เป็นชาวนาซาเร็ธ

ริมทะเลสาบกาลิลี
ในชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน อาจจะไม่ได้มาจากเมืองที่มีชื่อเสียง หรือไม่ได้มีการศึกษาสูง หรือ ประสบความสำเร็จมาก่อน แต่สิ่งที่สำคัญในชีวิตของเราคือ การได้พบกับสิ่งที่ดี คือพระเยซูคริสต์
พระองค์ทำการอัศจรรย์เปลี่ยนแปลงน้ำธรรมดาให้เป็นเหล้าองุ่นที่หมู่บ้านคานา วันนี้สิ่งอัศจรรย์ที่สุดในชีวิตของเรา คือ "การเปลี่ยนแปลงชีวิตในชีวิตของเรา"

บางคนพระเยซูคริสต์เปลี่ยนเหล้าให้กลายเป็นเงิน เพราะเขาสามารถเลิกดื่มเหล้าทำให้มีเงินมากมายช่วยเหลือครอบครัว

วันนี้ถ้าเราเชื่อเราจะเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์

ในเย็นวันนั้นเราได้ไปที่ริมทะเลสาปกาลิลีอีกครั้ง ไปซื้อของฝากและชมสถานที่รอบๆทะเลสาป ก่อนที่จะเดินทางไปสู่ที่พักที่ Hukuk Kibbutz
ในครั้งต่อไปจะแบ่งปันถึงเรื่องประสบการณ์การล่องเรือบนทะเลสาบกาลิลีเพื่อนมัสการพระเจ้า โปรดติดตามอ่านในครั้งหน้านะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น