จัดทัพ ขับเคลื่อนสู่กองกำลังแห่งชัยชนะ

(ลงข่าวคริสตชนวันที่ 18 ก.ย.2010)



ในช่วงวันที่ 26-28 สิงหาคมที่ผ่านมา ผมได้ไปร่วมสัมมนาในหัวข้อเรื่อง "ขับเคลื่อนกองกำลังแห่งชัยชนะ" (Mobilizing God's Triumphant reserve) ที่คริสตจักรใจสมาน สุขุมวิท ซ.6 จัดโดยสหพันธ์คริสตจักรถุงหนังน้ำองุ่นใหม่

ขอบคุณพระเจ้าในการสัมมนาครั้งนี้ ที่เป็นการสัมมนาที่ไม่ใช่ความรู้แต่เป็นความเข้าใจที่พระเจ้าทำให้เราได้เรียนรู้ฟังเสียงพระเจ้าได้ดีมากขึ้น

ก่อนหน้านี้ในความคิดของผมรู้สึกว่า การสัมมนาโดยวิทยากรจากต่างประเทศจะได้แค่ความรู้ หรือสัมมนาเชิงปฎิบัติการ ปัจจุบันเริ่มถึงจุดอิ่มตัว เพราะใช้ในชีวิตจริงไม่ได้ เรียกว่า “Workshop หมดฤทธิ์"
เพราะวิทยากรต่างประเทศไม่เข้าใจวัฒนธรรมของคนไทยจึงไม่สามารถประยุกต์ใช้กับชีวิตประจำวันได้ แต่วิทยากรในการสัมมนาครั้งนี้ มีความเข้าใจและมีการถ่ายทอดที่ดี การสอนจึงเข้าใจง่ายและทำได้จริง

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับอาจารย์นิมิต ผู้นำที่สอนและเคี่ยวเข็ญพวกเรา ทำให้เกิดความเข้าใจและสอนในเรื่องการความคิดแบบพระเจ้าและฝึกฝนในการฟังเสียงพระองค์ สิ่งเหล่านี้ได้เริ่ม “ออกฤทธิ์" นชีวิตของเราแล้ว

ในช่วงที่ผ่านมาอาจารย์นิมิตได้วางรากฐานคำสอน เรื่องคริสตจักรแบบถุงหนังใหม่ เพื่อปูพื้นฐานความคิด การปรับเปลี่ยนความคิดสู่ความคิดแบบพระเจ้า ที่เปรียบเทียบให้เข้าใจในความคิดแบบกรีก ที่นิยมความรู้ปรัชญา ความคิดแบบอนารยชน (Barbarian) ที่ปลูกฝังด้วยความกลัวและตกอยู่ภายใต้การควบคุมของพวกอารยะชน (Civilization)

รวมถึงการเปลี่ยนความคิดแบบวิญญาณศาสนาและปลดแอกจากวิญญาณการครอบงำต่างๆ เช่น
วิญญาณเยเซเบล สิ่งเหล่านี้เป็นการผสมผสานความคิดที่สนใจทุกด้านแบบองค์รวม(Holistic)

พระเจ้าได้กำลังเตรียมชีวิตของเราผ่านสถานการณ์ต่างๆ หากเราเปิดใจที่จะฟังเสียงพระองค์ผ่านช่องทางต่างๆ และเรียนรู้ผ่านการฝึกปรือที่พระองค์ขัดเกลาชีวิตของเรา เพื่อไปสู่เป้าหมายของพระองค์

อิสยาห์ 49:2 พระองค์ทรงทำปากของข้าพเจ้าเหมือนดาบคม พระองค์ทรงซ่อนข้าพเจ้าไว้ในร่มพระหัตถ์ของพระองค์พระองค์ทรงทำข้าพเจ้าให้เป็นลูกศรขัดมัน พระองค์ทรงซ่อนข้าพเจ้าไว้เสียในแล่งของพระองค์


สำหรับการสัมมนานี้เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากสัมมนา เรื่อง “ยุทธการเป้าหมายชีวิต” (The Battle for your destiny) เมื่อปี 2009 ในครั้งก่อนจะเป็นเรื่องการเตรียมชีวิตส่วนปัจเจกบุคคล เพื่อไปสู่เป้าหมายของพระเจ้าในชีวิตของเรา แต่ในครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนในภาพของคริสตจักรต่างๆในประเทศไทย

เพราะนี่คือเวลาสำหรับประเทศไทย ! ที่พระเจ้ากำลังเตรียมผู้เชื่อในประเทศไทย ไปสู่แผนการของพระเจ้า!

ทำให้นึกถึงคำเผยพระวจนะจาก ดร.ชัค เพียส (Dr. Chuck Pierce) ประธาน Glory of Zion International Ministries

เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2008 ดร.ชัค เพียส ได้เผยพระวจนะถึงประเทศไทยที่คริสตจักรใจสมาน มีข้อความบางตอนว่า “พระเจ้าตรัสว่า ... เวลาแห่งการเริ่มต้นใหม่เกิดในประเทศนี้แล้ว ... ประเทศที่เราเลือกไว้สำหรับเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ “ประเทศไทย” จากนี้ไป เจ้าจะเป็นที่รู้จักในนามของ “ประเทศแห่งไฟ”

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2009 ดร.ชัค เพียส เผยพระวจนะถึงประเทศไทยในการประชุมประจำปีของคริสตจักร Glory of Zion ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา มีข้อความบางตอนว่า
“... นี่เป็นการเคลื่อนไหวแบบอัครทูต ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นในแถบนี้ของโลกมาก่อน แล้วเจ้าจะเริ่มเห็นการปรับเปลี่ยนอย่างมากเกิดขึ้นในคริสตจักร คริสตจักรจะไม่เหมือนกับในอดีตอีก เรากำลังลงมา และกระทำกิจในประเทศนี้ ...”

พระเจ้า ประสงค์จะให้คริสตจักรในประเทศไทยก้าวเข้าสู่พันธสัญญาของพระองค์ ดังคำเผยพระวจนะที่เราได้รับแล้วนั้น ดร.ชัค เพียส จึงได้ส่งทีมจากคริสตจักรของท่าน
มาเตรียมคริสตจักรในประเทศไทยให้ลุกขึ้น ต่อสู้เพื่อไปให้ถึงจุดหมายที่พระเจ้ามีสำหรับเรา นั่นเป็นเสียงที่พระเจ้ากำลังบอกและพระองค์ทรงกำลังขับเคลื่อนคริสตจักรในประเทศไทย แต่สิ่งที่คริสตจักรของประเทศไทยต้องทำคือเตรียมรองรับ

นั่นคือปรับรูปแบบการรับใช้ใหม่ เริ่มจากความคิดแบบเดิมสู่ความคิดแบบใหม่เป็น”คริสตจักรแบบถุงหนังน้ำองุ่นใหม่” ตามที่คำอุปมาของพระเยซูคริสต์เปรียบเทียบไว้ใน (มัทธิว 9:17)และเขาไม่เอาน้ำองุ่นหมักใหม่มาใส่ในถุงหนังเก่า ถ้าทำอย่างนั้นถุงหนังจะขาด น้ำองุ่นจะรั่ว ทั้งถุงหนังก็จะเสียไปด้วย แต่เขาย่อมเอาน้ำองุ่นหมักใหม่ใส่ในถุงหนังใหม่ แล้วทั้งสองอย่างก็อยู่ดีด้วยกันได้"

เพราะหากคริสตจักรยังมีความคิดแบบเดิม เมื่อเทน้ำองุ่นแห่งการอวยพรสิ่งใหม่ที่พระเจ้ากำลังจะเคลื่อน ในประเทศไทยลงมา ก็จะ “เสียของ” หรือ โครงสร้างเดิมที่เหมือนถุงหนังเก่า ของที่อยู่ในนั้นก็กลายเป็น “ของเสีย” ที่ใช้การไม่ได้


การสัมมนาครั้งนี้ ผมได้รับการเตรียมชีวิตเพื่อให้มีบทบาทต่อแผนการในยุคสุดท้ายของพระเจ้า
พระเจ้าจะทำให้เราจะได้มีชัย ไม่ใช่เป็นเหยื่อมารศัตรูตัวฉกาจในสงครามฝ่ายวิญญาณอีกต่อไป เพราะ

“ถึงเวลาแล้วที่โลกนี้จะเห็นผู้เชื่อ และคริสตจักรแตกต่างจากที่เคยรู้จัก....อย่างสิ้นเชิง”

ขอขอบคุณสำหรับวิทยากรทุกท่านคือดร.โรเบิร์ต และ ดร.ลินดา ไฮด์เลอร์ (Dr.Robert &Dr.LindaHeilder)

,อ.แอลัน เฟาว์เบียน (Rev.Allen Faubion),อ.จอห์น และ อ.เชอร์ริล ไพรช (John & Shelry Price)
จาก Glory of Zion International Ministries ที่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อช่วยคริสตจักรของเราให้เคลื่อนไปข้างหน้า (Moving Forward) สู่แผนการของพระเจ้า

นับตั้งแต่ปี 2006 ที่ดร.โรเบิร์ต และ ดร.ลินดา ไฮด์เลอร์ เดินทางมาประเทศไทย ที่พัทยา จ.ชลบุรี
และพระเจ้าได้ให้นิมิตแก่ท่าน เรื่องลมแห่งพระวิญญาณที่เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย แม้ประตูแห่งอุปสรรคจะขัดขวางแต่การเคลื่อนไปของลมแห่งพระวิญญาณของพระเจ้ากำลังเข้าสู่ประเทศไทยอย่างรวดเร็วและไม่ทราบมาก่อน สรรเสริญพระเจ้าที่พระองค์ได้ทำการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในประเทศไทย

ถึงเวลาแล้วที่คริสตจักรในประเทศไทยจะต้องบินขึ้นเหมือนนกอินทรีที่บินสูงขึ้นด้วยพลังลมที่ใต้ปีก

นับแต่นั้นมาท่านและทีมงาน Glory of Zion International Ministries ก็เดินทางมาประเทศไทยทุกปีเพื่อเตรียมคริสตจักรในประเทศไทยให้เข้าใจในเรื่องคริสตจักรแบบถุงหนังองุ่นใหม่ เป้าหมายชีวิตของเรา กาลเวลาของพระเจ้าตามปฎิทินของพระเจ้า และการขับเคลื่อนกองกำลังแห่งชัยชนะในปี 2010
ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับวิทยากรทุกท่าน ที่แม้ว่าจะได้เป็นคนไทยแต่ประเทศอยู่ในหัวใจของท่านที่มาช่วยเหลือคริสตจักรต่างๆในประเทศไทย

ถึงเวลาแล้วที่คริสตจักรในประเทศไทยต้องช่วยกันขับเคลื่อนกองกำลังแห่งชัยชนะเพื่อประเทศไทยของเรา
ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความรักของพระองค์ที่มีต่อคนไทย เราเป็นคนที่พระเจ้าโปรดปรานแบบไม่ธรรมดา (Uncommon favor)

เมื่อเรามีความสนิทสนมกับพระเจ้า พระองค์นำสู่ชัยชนะ และนำสู่ฤทธิ์อำนาจมาสู่ชีวิตของเรา
ในวันนี้ผมได้นำข้อคิดที่ได้จากการสัมมนามาเรียบเรียงเขียนให้อ่านดังนี้ครับ (หนุนใจว่าติดต่อซื้อ VCD มาฟังจะดีมาก ++)

เริ่มเป่าแตร แถลงการณ์ ชักธงรบ

นับตั้งแต่ที่พระเยซูคริสต์ลงมาถือกำเนิดและพระองค์เริ่มทำพระราชกิจ มารก็เข้ามา “ลองของ” ทดลองพระเยซูคริสต์ (มธ.4) แต่พระเยซูคริสต์ทรงมีชัยชนะต่อมาร

มธ.6 คำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ต่อพระบิดา ขอคืนพื้นที่จากมาร ให้แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่แทนที่การครอบครองของมารในโลกนี้

มัทธิว 6:10 ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก

พระเยซูคริสต์ประกาศสงครามกับมาร และนำการปลดปล่อยเชลยศึก

ลูกา 4:18 พระวิญญาณแห่งพระเป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน พระองค์ได้ทรงใช้ข้าพเจ้าให้ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย ให้ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ให้ปล่อยผู้ถูกบีบบังคับเป็นอิสระ

ที่บนกางเขนพระองค์ประกาศชัยชนะเหนือความบาปความตาย และมอบชัยชนะแก่เราผ่านทางกางเขน

1โครินธ์ 15:54-57
54 ...เมื่อนั้นตามซึ่งเขียนไว้ในพระคัมภีร์จะสำเร็จว่า ความตายก็ถูกกลืนถึงปราชัยแล้ว
55 โอ มัจจุราชเอ๋ย ชัยชนะของเจ้าอยู่ที่ไหน โอ มัจจุราชเอ๋ย เหล็กไนของเจ้าอยู่ที่ไหน
56 เหล็กไนของความตายนั้นคือบาป และฤทธิ์ของบาปคือธรรมบัญญัติ
57 สาธุการแด่พระเจ้าผู้ทรงประทานชัยชนะแก่เราทั้งหลาย โดยพระเยซูคริสตเจ้าของเรา


เมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์และเมื่อพระวิญญาณเทลงมาในกิจการฯบทที่ 2 เป็นการสถาปนาคริสตจักรแบบเป็นทางการ นั่นหมายความว่า สงครามฝ่ายวิญญาณได้เริ่มต้นแล้ว

คริสตจักรกับมารซาตานจะต้องสู้รบกันเพื่อย่งชิงยุทธภูมิคือโลกใบนี้มาครอบครอง

เอเฟซัส 6:12 เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ

ผมมีข่าวจะบอกทุกท่านว่ามีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย นั่นคือ

ข่าวร้าย : เรากำลังอยู่ในสงครามวิญญาณ (Spiritual Warfare)
ข่าวดี : เราจะมีชัยชนะ เพราะพระเจ้าของเราจะเป็นพระเจ้าจอมโยธา (Yahweh Sabaoth) ผู้ประทานชัยชนะในสงครามฝ่ายวิญญาณ


สดุดี 80:19 ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสง เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอดได้

2โครินธ์ 2:14 แต่ขอบพระคุณพระเจ้า ผู้ทรงนำเราเสมอมาโดยพระคริสต์ด้วยความมีชัย …

ประกาศสงครามฝ่ายวิญญาณ

คำแถลงการณ์จากมารซาตาน (The Satanic manifesto) :มารมาเพื่อลัก ฆ่าและทำลาย

ยอห์น 10:10 ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย…

แถลงการณ์จากพระคริสต์ (The Messianic manifesto) : พระเยซูมาเพื่อเราได้รับชีวิตอย่างครบบริบูรณ์

ยอห์น 10:10 …เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์

นั่นเป็นสงครามที่มีสมรภูมิการรบคือ "โลกใบนี้" แล มารก็เป็นเจ้าแห่งการรบแบบกองโจร ที่คอยซุ้มโจมตีแบบ Sniper ยิงลูกศรเพลิงเข้ามาในความคิดของเราให้หลงกลมาร ดังนั้นเราต้องป้องกันตัวอยู่เสมอโดยการสวมยุทธภัณฑ์ในการรอบให้พร้อม

เอเฟซัส 6:11 จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้

เอเฟซัส 6:16 และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย


เราจะสามารถมีชัยชนะในสงครามฝ่ายวิญญาณได้อย่างไร

1. มีหน่วยข่าวกรองที่ดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

ซุนวู เป็นนักการทหารของจีน ผู้เขียนตำราพิชัยสงคราม 13 บทของเขานั้นได้รับการยอมรับจากหลาย ๆ แวดวงทั้งการทหาร การเมือง การปกครองและธุรกิจ จนถึงทุกวันนี้
ชุนวูได้เสนอความคิดในการพิชิตศึกทุกสมรภูมิว่า “ รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ไม่รู้เขาแต่รู้เราชนะหนึ่งพ่ายหนึ่ง ไม่รู้เขาไม่รู้เรา ทุกรบจักพ่ายแพ้ ”

ดังนั้นในการทำการรบในสงครามหน่วยข่าวกรองที่ดีทำให้รู้จักประเมินกองกำลังของศัตรู และรู้จักกองกำลังของเรา

ในสัมมนาที่ผ่านมา วิทยากรได้สอนให้เข้าใจในเรื่องของการปกครองของสวรรค์ ลำดับขั้นการปกครองของมารซาตาน เรียกว่า ระดับ “ขั้นเทพ” (เทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพ)

เอเฟซัส 6:12 เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ

เราต้องรู้จักกองกำลังของมารและเข้าใจกองกำลังของเรา ในสงครามฝ่ายวิญญาณจึงต้องตื่นตัวเสมอในการรับทราบข่าวสารและข้อมูลต่างๆ เพื่อตัดสินใจในการทำการต่อสู้ จะเห็นจากตัวอย่างในพระคัมภีร์ ในการทำการรบจึงมีการส่งหน่วยสอดแนม เช่น โยชูวา (กดว.14) เข้าไปเพื่อประเมินกำลังข้าศึก

2. จัดตั้งกองกำลัง วางหมากให้เหมาะสม เดินกองกำลังคนให้ถูกที่และถูกเวลา
(Put the right man in the right job and right time.)

ในการสัมมนาครั้งนี้ คือ ขับเคลื่อนกองกำลังแห่งชัยชนะ ผมประทับใจและได้ข้อคิดจากพระคัมภีร์ในช่วงอพยพที่พระเจ้าทรงวางกำลังของเผ่าอิสราเอลไว้ 12 เผ่า แต่ละเผ่ามีอัตลักษณ์ (Identity) เป็นของตนเองแต่พระเจ้าทรงให้มีการเคลื่อนกองกำลังโดยให้คนเผ่าเลวีหามหีบพันธสัญญา และเคลื่อนไปเป็นเผ่าต่างๆ

เริ่มต้นด้วย เผ่ายูดาห์ เป็นนักปกครอง ตามด้วยเผ่าอิสสาคาร์ ผู้รู้กาลเวลาของพระเจ้า ตามด้วยเศบูลุน จากนั้นเป็นกลุ่ม 3 เผ่าคือ รูเบน,สิเมโอนและกาด,ตามด้วย เบนยามิน,เอฟราอิมและมนัสเสห์ และปิดด้วย 3 เผ่าที่เฝ้าระวังหลังคือ ดาน อาเชอร์ และนัฟทาลี

ข้อคิดคือ เราทุกคนต้องรู้ว่าเราอยู่ในเผ่าไหน มีความสามารถด้านใด และเมื่อเรามาร่วมกันแต่ละเผ่า เราจะเป็นกองกำลังแห่งชัยชนะของพระเจ้า

การขับเคลื่อนคริสตจักรแบบพันธกรทั้ง 5 (Fivefold Ministry) คือการขับเคลื่อนคริสตจักรโดยการรับใช้ตามของประทาน ตามพระวจนะใน

เอเฟซัส 4:11-12
11 ของประทานของพระองค์ ก็คือให้บางคนเป็นอัครทูต บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนเป็นผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ บางคนเป็นศิษยาภิบาลและอาจารย์
12 เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น


ผมขอเปรียบเทียบการรับใช้ในคริสตจักรแบบพันธกรทั้ง 5 เป็นการแข่งขันหมากรุกไทย การวางหมากให้ถูกต้องและเดินแบบมีหลัก ก็จะสามารถได้รับใช้ชนะได้
หมากรุกไทย เป็นกีฬาที่ใช้ความคิดในการวางตัวเล่นทั้ง 16 ตัว ซึ่งแต่ละตัวทำหน้าที่ต่างๆกัน ตามตำแหน่งที่วาง


"ขุน" ตัวหมากรุกที่สำคัญที่สุด มีการเดินและกินไปในทิศทางรอบตัวได้ เปรียบเสมือน “จอมทัพ”ในการขับเคลื่อนการดิน เพราะเป็นหมากที่มีความสำคัญ หากขุนถูกกินฝ่ายนั้นก็จะพ่ายแพ้ เปรียบเสมือนอัครทูต
อัครทูต ที่ทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนของประทานต่างๆ ให้เดินหมากในคริสตจักร(อฟ.2:20)

"ม้า" มีการเดินและกินเป็นรูปตัว L ในทิศทางรอบตัว สามารถข้ามหมากตัวอื่นได้ มีความสำคัญในการขับเคลื่อนและใช้สำหรับผูกหมากรุกตัวอื่นไม่ให้ถูกกินฟรี เปรียบเทียบได้กับ “ผู้เผยพระวจนะ”

ผู้เผยพระวจนะทำหน้าที่ให้ทิศทางและช่วยกำกับดูแลสมาชิกไม่ให้เดินผิดพลาดไป (กจ.3:23)

"เม็ด" มีการเดินและกินไปในแนวทแยงทั้ง 4 ด้าน เม็ด...เป็นหมากที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว เมื่อเริ่มเปิดหมากบนกระดาน จะเปิดเม็ดไปยืนหน้า เพื่อต้านคู่ต่อสู้ ยืนรองมาจากเบี้ย ในกระดานหมากรุกไทย ก็เปรียบได้กับการต่อสู้ประชิดตัว เม็ดจะเดินทแยงไปครั้งละ 1 ตาทั่วกระดาน เดินทแยงและกินทแยง ไม่สามารถเดินตรงหรือถอยตรงได้ ความพิเศษคือสามารถก่อเกิดขึ้นใหม่ได้ โดยการเดินเบี้ยมาเข้าตาหงาย ก็จะแปลงร่างเป็นเม็ดได้อีกตามจำนวนเบี้ยหงาย เปรียบเทียบได้กับ “ศิษยาภิบาล”

“ศิษยาภิบาล” ทำหน้าที่ในการอภิบาลสมาชิก สอนและฝึกฝนสร้างชีวิตของสมาชิกให้เป็นผู้ที่สอนคนอื่นได้ด้วย (2 ทธ.2.2)


"โคน" มีการเดินและกินไปในแนวทแยงทั้ง 4 ด้านและเดินไปทางข้างหน้า โคนเป็นกำลังเสริมเปรียบเสมือน “อาจารย์”

อาจารย์ ที่ทำหน้าที่สอนและเตรียมสมาชิกในคริสตจักร ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านต่างๆ
( 1 คร.12:28,รม.12:7)

"เรือ" มีการเดินและกินไปในแนวตั้ง-แนวนอน ระยะยาว ไม่สามารถเดินข้ามตัวอื่นๆได้เป็นหมากที่มีการเดินทางได้ยาวที่สุด เรือจึงเป็นตัวหมากที่สำคัญมาก นักเล่นหมากรุกจะไม่ยอมเสียเรือ แลกกับฝ่ายตรงข้ามเลย ทีเดียว เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่เล่นหมากรุกเป็น จะต้องหัดเดินเรือให้ชำนาญเสียก่อน จึงจะหัดเดินตัวหมากอื่นต่อไป เรือจึงเปรียบเทียบได้กับ "ผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ หรือนักประกาศฯ"
ผู้เผยแพร่ข่าวประเสริฐ เป็นผู้ที่เดินทางและประกาศข่าวประเสริฐบุกเบิกเปิดคริสตจักรใหม่ๆจึงเกิดขึ้น

นี่คือหมากที่เป็นตัวหลักที่ทำการขับเคลื่อน แต่หมากรุกจะมีความสมบูรณ์ได้ต้งมีการขับเคลื่อนเดินเบี้ยไปด้วย

"เบี้ย" จึงเปรียบเทียบได้กับคริสตสมาชิก ที่ต้องถูกจัดวางและเดินหมากไปอย่างเหมาะสม
เบี้ย มีการเดินไปทางข้างหน้าและกินในแนวทแยงด้านหน้า เมื่อเบี้ยไปถึงแนววางเบี้ยของฝ่ายตรงข้ามจะกลายเป็นเบี้ยหงาย และมีการเดินและกินเช่นเดียวกับเม็ดทุกประการ สมาชิกก็เช่นกันต้องเดินไปสู่จุดหมายและพัฒนาไปสู่บทบาทที่สูงขึ้น

เมื่อคริสตจักรต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณ การเคลื่อนไปในตารางการเดินเป็นสิ่งที่สำคัญ และต้องสอดคล้องกับช่วงเวลา อย่าคิดแต่เปิดเกมรุกจนต้องพลาดพลั้ง ระวังรุกเสียม้า จะเข้าตาจน และอย่าเดินหมากเดี่ยว เดี่๋ยวจะเสียเบี้ยฟรี ต้องมีการผูกกันไว้เพื่อไม่ให้เสียเบี้ย

ในวันนี้ถึงเวลาที่คริสตจักรจะตอบกลับพญามาร วางแผนเดินหมาก รุกฆาตให้มารจนกระดาน หงายเงิบ ต้องล้มกระดาน แตกทัพอับอายกลับไป

หมากเกมนี้ เราก็รู้ว่าลงเอยอย่างไร ไม่ต้องรอให้จบเกม และนับศักดิ์กะดาน เพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้นำเราไปสู่ชัยชนะ ถึงเวลาที่เซียนต้องจนกระดานในบั้นปลาย

ประการต่อมาคือ การจัดทัพ โดยขอกำลังเสริมจากหน่วย SWAT

ขอกำลังเสริมจากหน่วย S.W.A.T

หน่วยสวาท ในภาษาอังกฤษคือคำว่า S.W.A.T ย่อมาจาก (Special Weapons And Tactics) ไม่ใช่คำว่า “สวาท” ภาษาไทยนะครับ เพราะความหมายจะเปลี่ยนไป

หน่วย S.W.A.T จะเป็นหน่วยรบอาวุธพิเศษที่มียุทธวิธีในการรบที่ถูกฝึกมาอย่างดี เป็นหน่วยที่เคลื่อนที่ได้เร็วและมีความชำนาญเฉพาะด้าน มาช่วยเสริมกองทัพ ในสงครามฝ่ายวิญญาณเช่นเดียวกันต้องการหน่วยพิเศษที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดี SWAT ย่อมาจาก



Spiritual armor สวมยุทธภัณฑ์ครบชุด (อฟ.6:11-17)

เอเฟซัส 6:11-17
11 จงสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้า เพื่อจะต่อต้านยุทธอุบายของพญามารได้
12 เพราะว่าเราไม่ได้ต่อสู้กับเนื้อหนังและเลือด แต่ต่อสู้กับเทพผู้ครอง ศักดิเทพ เทพผู้ครองพิภพในโมหะความมืดแห่งโลกนี้ ต่อสู้กับเหล่าวิญญาณที่ชั่วในสถานฟ้าอากาศ
13 เหตุฉะนั้นจงรับยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ เพื่อท่านจะได้ต่อต้านในวันอันชั่วร้ายนั้น และเมื่อเสร็จแล้วจะอยู่อย่างมั่นคงได้
14 เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง เอาความจริงคาดเอว เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก
15 และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า
16 และพร้อมกับสิ่งทั้งหมดนี้ จงเอาความเชื่อเป็นโล่ ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย
17 จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ


Word of God พระวจนะของพระเจ้าเป็นเสมือนดาบที่ใช้ต่อสู้กับมาร

เอเฟซัส 6:17 …และจงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า

พระวจนะของพระเจ้าจะเป็นอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้กับมาร แบบพระเยซูคริสต์ใช้พระวจนะต่อสู้กับมารและมารก็หนีพระองค์ไป (มัทธิว 4:1-11)

Angel’s Army กองกำลังทูตสวรรค์ ของพระเจ้าเข้ามาช่วยรบ

ปฐมกาล 32:2 เมื่อยาโคบเห็นทูตสวรรค์เหล่านั้นจึงว่า "นี่แหละกองทัพของพระเจ้า" จึงเรียกสถานที่นั้นว่า "มาหะนาอิม" {ในที่นี้หมายว่า กองทัพสองกองทัพ}

สิ่งที่สำคัญสำหรับการต่อสู้ฝ่ายวิญญาณคือกองกำลังจากทูตสวรรค์ที่มาช่วย พระเยซูคริสต์บอกว่าเราแต่ละคนมีทูตสวรรค์ประจำตัวปกป้อง (มัทธิว 18:10)

…ทูตสวรรค์ประจำของเขาเฝ้าอยู่เสมอ ต่อพระพักตร์พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์

ดังนั้นทูตสวรรค์ คือ มีคาเอลจะมาช่วยทำการรบให้ในสงครามฝ่ายวิญญาณ

วิวรณ์ 12:7 ขณะนั้นเกิดสงครามขึ้นในสวรรค์ มีคาเอล กับเทพบริวารของท่านได้ต่อสู้กับพญานาค และพญานาคกับบริวารของมันก็ต่อสู้

Triumphant reserve กำลังเสริมจากกองสนับสนุน

ในการเคลื่อนพลอพยพออกจากอียิปต์ของมาถึงภูเขาซีนาย อิสราเอลได้ออกเดินทางเป็นลำดับตามที่พระเจ้าทรงตรัสสั่งโมเสสได้

ดังนั้นเมื่อเรารู้ว่าเราอยู่ในเผ่าใด เราก็จะเคลื่อนตามการทรงนำของพระเจ้าไปได้ ผมเชื่อว่าการทำงานของคริสตจักรต่างๆก็เช่นกัน คริสตจักรเดียวไม่สามารถต่อสู้ลำพังได้ เพราะมีความสามารถและของประทานไม่ครบจึงต้องมาช่วยกันต่อสู้กับมาร

นอกจากนี้ต้องมีการตั้งจัดตั้งศูนย์อธิษฐานเฉพาะกิจ (ศอจ.)

เอเฟซัส 6:18 จงอธิษฐานวิงวอนทุกอย่าง จงขอโดยพระวิญญาณทุกเวลา ทั้งนี้จงระวังตัวด้วยความเพียรทุกอย่าง จงอธิษฐานเพื่อธรรมิกชนทุกคน

ขอบคุณพระเจ้าที่คริสตจักรต่างๆในประเทศไทยเริ่มมีเครือข่ายอธิษฐานแห่งประเทศไทยในการทำยุทธาษิฐาน (Intercession) เพื่ออธิษฐานอวยพระพรในประเทศไทย (www.blessthailand.net)

ผมเชื่อว่า นี่เป็นเวลาของพระเจ้าในช่วงปีใหม่ของยิว คือ รอชฮาชานา เป็นเสียงแตรของพระเจ้าที่กำลังปลุกให้พลไพร่ของพระเจ้าพร้อมที่จะประจัญบานในสงครามฝ่ายวิญญาณ

ในวันอาทิตย์ที่ 14 พฤศจิกายนนี้จะเป็นวันเดินอธิษฐานแห่งชาติ เพื่อประกาศการอวยพระพรของพระเจ้ามาสู่ประเทศไทย คริสตจักรต่างๆจะจัดขบวนจากท้องสนามหลวงและเดินอธิษฐานไปจนถึงสะพานพระราม 8 และไปส่งเสียงนมัสการที่นั่น

ผมเชื่อว่าการอวยพระพรจะมาสู่ประเทศไทยท่ามกลางความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคริสตจักรไทย

สดุดี 133:1-3
1 ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เป็นการดี และน่าชื่นใจมากสักเท่าใด
2 เหมือนน้ำมันประเสริฐอยู่บนศีรษะไหลอาบลงมาบนหนวดเครา บนหนวดเคราของอาโรน ไหลอาบลงมาบนคอเสื้อของท่าน
3 เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน ซึ่งตกลงบนเทือกเขาศิโยน เพราะว่าพระเจ้าทรงบังคับบัญชาพระพรที่นั่น คือชีวิตจำเริญเป็นนิตย์


ได้เวลาที่คริสตจักรต่างๆ จะต้องจัดทัพขับเคลื่อนสู่กองกำลังแห่งชัยชนะแล้ว

ความคิดเห็น