05 ตุลาคม 2555

จุดยืนเรื่องการเยียวยารักษาโรค

จากกรณีน้องเอมี่ โมทนา สถาปนาวิสุทธิ์ อายุ 22 ปี บัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสียชีวิตจากการรักษาโรคแบบการนวดแผนโบราณจากคุณประกาย ศิริวงค์ (นางลลิตา วองท์ )ซึ่งตกเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ซึ่งผมเชื่อว่าผู้อ่านคงพอจะได้ฟังหรือได้อ่านผ่านตากันบ้าง โดยรายละเอียดของคดีความ ผมขออนุญาตไม่วิพากษ์วิจารณ์ ขอให้เป็นการสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรม
(ติดตามรายงานข่าวซึ่งเป็นการให้สัมภาษณ์ของคุณพ่อกับผู้สื่อข่าว อันนี้มาจากการเรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม 
(http://hilight.kapook.com/view/76509)

จากการวิเคราะห์ข่าว ผมมีความคิดเห็นดังต่อไปนี้

กรณีนี้มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเยียวรักษาจากพระเจ้า ดังนี้

1.การเยียวยารักษาจากพระเจ้าต้องไม่เป็นวิธีการที่ตายตัว 

พระเจ้าไม่ได้มีวิธีการที่เหมือนๆ กันเสมอไป  การเยียวยารักษาของพระเจ้าไม่ได้มีวิธีการหรือรูปแบบที่เจาะจง  บางคนคิดว่าพระเจ้ามีวิธีการที่ตายตัวในการเยียวยารักษา แต่การเยียวยารักษาจากพระเจ้าสามารถมาในวิธีการที่หลากหลาย
ตัวอย่างเช่น เมื่อพระเยซูทรงรักษาชายตาบอดแต่ละคน พระองค์รักษาเขาด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน
พระเยซูทรงสัมผัสที่ตาของชายตาบอดสองคน(มธ.20:29-34)
พระเยซูทรงถ่มน้ำลายบนตาของชายตาบอดและสัมผัสตาเขา(มก.8:22-25)
พระเยซูทรงป้ายโคลนที่ตาของชายตาบอดและให้เขาไปล้างที่สระสิโลอัม(ยน.9:6-11)
เมื่อพระเยซูทรงรักษาประชาชน พระองค์ทรงกระทำในวิธีการที่หลากหลายและไม่สามารถคาดเดาได้ ดังนั้น เราจึงไม่ควรจำกัดวิธีการของพระเจ้าในการรับการเยียวยารักษาของพระองค์
ในกรณี้ใช้การเยียวยารักษาโรคแบบการนวดแผนโบราณโดยวิธีการจากกัมพูชา มีท่าที่ใช้ในการนวดหลายท่าที่เป็นอันตราย เช่น การเหยียบทิ้งน้ำหนักไปที่ร่างกายโดยตรง

2.ฤทธิ์อำนาจในการรักษาของพระเจ้าถูกส่งผ่านวัตถุที่จับต้องได้ แต่ไม่ใช่สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์

ผู้รักษาโรคด้วยความเชื่อจำนวนมากใช้วัตถุสิ่งของทำการอัศจรรย์ในการรักษา
หินหรือคริสตัลเป็นสิ่งที่ผู้รักษาโรคในความเชื่อแบบนิวเอจ (New Age) นำมาใช้อยู่บ่อยครั้ง บางคนที่กล่าวว่าตนมีความเชื่อแบบคริสเตียนก็ใช้ผ้าหรือแก้วน้ำที่ผ่านการอธิษฐานมาแล้ว ในการเยียวยารักษา พวกเขาใช้ข้อพระคัมภีร์บางข้อสนับสนุนการใช้วัตถุสิ่งของเป็นอุปกรณ์ในการรักษาโรค เช่น
โมเสสใช้งูทองแดงเพื่อรักษาประชาชนที่ถูกงูกัด(กดว.21:8-9)
ครั้งหนึ่ง พระเยซูทรงใช้โคลนในการรักษาคนตาบอด(ยน.9:6-7)
บางคนได้รับการรักษาเพราะสัมผัสชายเสื้อคลุมของพระเยซู เช่นผู้หญิงโลหิตตก(มธ.9:20-22)

ประชาชนได้รับการรักษาผ่านผ้าเช็ดหน้าที่อัครทูตส่งไปให้(กจ.19:11-12)
11 พระเจ้าได้ทรงกระทำอิทธิฤทธิ์อันพิสดารด้วยมือของเปาโล
12 จนเขานำเอาผ้าเช็ดหน้ากับผ้ากันเปื้อนจากตัวเปาโลไปวางที่ตัวคนป่วยไข้ โรคนั้นก็หายและผีร้ายก็ออกจากคน

หากเราสำรวจตลอดพระคัมภีร์ เราสามารถสรุปได้ว่า เมื่อคนของพระเจ้ากระทำพันธกิจแห่งการเยียวยารักษา จะไม่มีรูปแบบที่ตายตัวหรือพฤติกรรมลักษณะใดลักษณะหนึ่งที่ต้องเกิดขึ้นประจำ

แม้แต่การอธิษฐานวางมือเผื่อคนเป็นการกระทำที่มักจะทำมากกว่าวิธีอื่น แต่ยังคงมีข้อยกเว้นอีกมากมาย (แปลว่าแม้ไม่วางมือ ก็สามารถหายโรคได้)

วัตถุที่จับต้องได้ไม่มีฤทธิ์อำนาจพิเศษภายในตัวมันเอง ยิ่งไปกว่านั้น พระคัมภีร์ไม่เคยกล่าวเลยว่ามีวัตถุใดที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อประกอบการอัศจรรย์มีฤทธิ์อำนาจพิเศษในตัวของมันเอง
ฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าไหลผ่านสิ่งเหล่านั้น แต่ไม่ได้เข้าไปอาศัยหรืออยู่ในสิ่งเหล่านั้น 
วัตถุสิ่งของที่ถูกใช้ในพระคัมภีร์ไม่ได้มีฤทธิ์อำนาจในตัวเอง ต่างก็เป็นเครื่องมือธรรมดาๆ ที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อเป็นช่องทางส่งผ่านฤทธิ์เดชของพระองค์

ความเชื่อว่ามีฤทธิ์อำนาจพิเศษอยู่ในวัตถุสิ่งของนั้นมีที่มาจากความเชื่อในอำนาจมืด ไม่ใช่ความเชื่อคริสเตียน เป็นเรื่องความเชื่อในอำนาจลึกลับไม่ใช่ความเชื่อในสิ่งที่เกินธรรมชาติ

วัตถุที่จับต้องได้ถูกใช้ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า
เหตุการณ์ต่างๆที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ วัตถุสิ่งของต่างๆ ที่ใช้ในการอัศจรรย์ต่างก็อยู่ในการควบคุมของพระเจ้า
พระเจ้าไม่เพียงแต่กำหนดการใช้วัตถุสิ่งของต่างๆ สำหรับโอกาสพิเศษต่างๆ แต่พระองค์ยังเป็นผู้ตัดสินว่าจะใช้สิ่งเหล่านั้นเมื่อใด

พระคัมภีร์กล่าวชัดเจนว่าการอัศจรรย์ต่างๆ เกิดขึ้นตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเท่านั้น

1คร.12:9-11
9 และให้อีกคนหนึ่งมีความเชื่อ แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน และให้อีกคนหนึ่งมีความสามารถรักษาคนป่วยได้ แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน
10 และให้อีกคนหนึ่งทำการอิทธิฤทธิ์ต่างๆและให้อีกคนหนึ่งเผยพระวจนะได้ และให้อีกคนหนึ่งรู้จักสังเกตวิญญาณต่างๆและให้อีกคนหนึ่งพูดภาษาแปลกๆและให้อีกคนหนึ่งแปลภาษานั้นๆ ได้
11 สิ่งสารพัดเหล่านี้ พระวิญญาณองค์เดียวกันทรงบันดาลและประทานแก่แต่ละคนตามชอบพระทัยพระองค์

ฮบ.2:4 ทั้งนี้พระเจ้าก็ทรงเป็นพยานด้วย โดยทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ และโดยการอิทธิฤทธิ์ต่างๆและโดยของประทานจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งทรงประทานตามน้ำพระทัยของพระองค์

ดังนั้น ฤทธิ์อำนาจในการเยียวยารักษาจะถูกมอบไว้หรือนำออกไปก็โดยพระหัตถ์พระเจ้า พระองค์เป็นผู้เดียวที่ทรงควบคุม
ไม่มีฤทธิ์เดชใดๆ อยู่ในวัตถุสิ่งของหรือคนใดคนหนึ่งอย่างเจาะจง แต่ฤทธิ์เดชนั้นเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงประทานให้ตามพระประสงค์ของพระองค์

ดังนั้นคริสเตียนจึงไม่ควรนับว่าสิ่งที่ใช้เป็นวัสดุการรักษาโรคเป็นสิ่งของศักดิ์สิทธิ์นำมาใช้ในการรักษาโรค

การเยียวยารักษาจะเกิดขึ้นได้ไม่จำเป็นต้องอาศัยการสัมผัสของบุคคล

การรักษาไม่ได้มาผ่านการสัมผัสเสมอไป เราเห็นในพระคัมภีร์ว่าแม้คนหนึ่งอธิษฐานวางมือและมักจะมีการหายโรคเสมอๆ แต่ไม่ใช่ไม่ได้สัมผัสเลยก็จะไม่หาย
เราเห็นจากตัวอย่างว่าเพียงพระองค์ทรงตรัส เขาก็หาย หรือตัวอย่างบ่าวของนายร้อย เขาก็หาย
ในพระคัมภีร์ เราเห็นว่าการเยียวยารักษาในหลายๆ กรณีเกิดขึ้นเมื่อคนของพระเจ้ารวมทั้งพระเยซูคริสต์สัมผัสแตะต้องผู้ป่วย(มก.16:17-18)
พวกอัครทูตในคริสตจักรสมัยแรกวางมือบนผู้ที่พระเจ้าทรงรักษาโดยการอัศจรรย์(กจ.28:8)
ผู้เชื่อบางคนเชื่อว่า การรักษาโรคโดยความเชื่อขึ้นอยู่กับการวางมือหรือการสัมผัสแตะต้องหรือการมีอิทธิพลส่วนบุคคล

ในพระคัมภีร์ เราจะเห็นว่ามีหลายคนที่แม้พระเยซูไม่ได้สัมผัสเขาเลย แต่เขาก็ได้รับการรักษาให้หายโรค
การเยียวยารักษาจากพระเจ้าไม่ได้โดยวิธีการที่เหนือธรรมชาติเท่านั้น
พระเจ้าสามารถรักษาเราด้วยวิธีการที่ไม่จำเป็นต้องเกินธรรมชาติเสมอไป
พระคัมภีร์ได้บอกเราหลายตอนเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ 
อัครทูตเปาโลเองได้เตือนทิโมธีว่าไม่ควรดื่มแต่น้ำ ควรดื่มเหล่าองุ่นบ้างในที่นี้ คือ “บ้าง” ไม่ใช่ดื่มอย่างมากมายจนเมาเสียสติหรือเป็นผลเสียต่อสุขภาพ

คนบางกลุ่มสอนว่า การแสวงหาการรักษาทางการแพทย์เป็นการแสดงออกถึงการขาดความเชื่อในพระเจ้า พระองค์ปรารถนาที่จะรักษาเราโดยวิธีการที่เหนือธรรมชาติหรือโดยการอัศจรรย์เท่านั้น
ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องทำสิ่งใดเพื่อจะรับการเยียวยารักษาจากพระเจ้า นอกจากรอคอยและคาดหวังการรักษาอย่างอัศจรรย์จากพระองค์

ความพยายามในฝ่ายธรรมชาติใดๆ ก็ตามเพื่อจะได้รับการเยียวยารักษา ตัวอย่างเช่น การไปพบแพทย์เป็นสัญญาณของความไม่เชื่อและการมีความเชื่อน้อยของเรา

การแสวงหาการรักษาทางการแพทย์เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งถึงความเชื่อที่ตั้งอยู่บนน้ำพระทัยพระเจ้าในการเยียวยารักษา

1ทธ.5:23 อย่าดื่มแต่น้ำอีกต่อไป แต่จงใช้เหล้าองุ่นบ้างเล็กน้อย เพื่อประโยชน์แก่กระเพาะอาหารของท่าน และโรคที่บังเกิดแก่ท่านเนืองๆ

คำสอนที่ไม่ถูกต้องทำให้ชีวิตของคนจำนวนมากพลาดสิ่งที่จำเป็นหรือควรจะได้รับ

เพราะฉะนั้น เราต้องรับผิดชอบต่อคำสอนทุกๆ อย่างและมีความสมดุลในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

ความคิดที่สมดุลเกี่ยวกับการเยียวยาการรักษาจากพระเจ้า

คนมากมายรวมทั้งผู้เชื่อมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเยียวยารักษาจากพระเจ้า  พระเจ้าไม่เคยสัญญาว่าการรักษาจะเกิดขึ้นกับโรคภัยไข้เจ็บทุกๆ กรณี หรือต้องเกิดขึ้นในรูปแบบที่เกินธรรมชาติเท่านั้น

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเยียวยารักษาจากพระเจ้าส่งผลให้เกิดการสูญเสียต่อชีวิตอย่างมาก เนื่องจากความเจ็บป่วยทางด้านร่างกายเป็นความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจริงและสามารถนำไปสู่ความตายได้หากคนไม่ได้รับการรักษา

ความสมดุลในการเยียวยารักษาโรค
1.การเยียวยารักษาจากพระเจ้ากับการรักษาทางการแพทย์
น้ำพระทัยอันดีเลิศของพระเจ้านั้นคือให้สิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมีความเป็นอยู่ที่ดี ดังนั้นพระองค์จึงปรารถนาให้เรามีความยินดีในสุขภาพที่ดี
ความเจ็บป่วยเข้ามาในโลกนี้ผ่านความบาป แต่ขณะที่มนุษย์ได้รับการไถ่แล้วโดยทางนิตินัยให้หลุดพ้นจากความเจ็บป่วยทั้งสิ้นทันทีที่ได้มารู้จักพระเจ้า เราก็ยังจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยความเชื่อในทางพฤตินัย
อย่างไรก็ตาม เรารู้ว่าน้ำพระทัยพระเจ้าสำหรับเราคือการให้เรามีสุขภาพที่ดีและมีความสมบูรณ์  เราจึงควรคาดหวังการเยียวยารักษาจากพระเจ้า น้ำพระทัยของพระองค์ในการเยียวยารักษาคนได้สำแดงออกผ่านหลายวิธี

โดยเหตุที่พระเจ้าเป็นเจ้าของทุกสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง พระองค์จึงสามารถใช้สิ่งใดหรือวิธีการใดก็ได้ในการรักษาคนของพระองค์

วิธีทางหนึ่งที่พระเจ้าทรงรักษามนุษย์ คือโดยผ่านการค้นพบในธรรมชาติซึ่งมนุษย์มีความรู้ในเรื่องเหล่านั้น

การเยียวยารักษาที่เป็นผลของวิทยาศาสตร์และการแพทย์ การแพทย์จึงเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่พระเจ้าทรงใช้ในการเยียวยารักษาโรค
เราควรตระหนักว่า ความรู้และเทคโนโลยีด้านการแพทย์มาจากการทรงสร้าง การค้นพบตัวยาที่ใช้ทางการแพทย์หลายอย่าง เป็นการค้นพบในสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสร้างไว้แล้วเท่านั้น โดยเหตุที่พระเจ้าได้ทรงสร้างธรรมชาติ เมื่อมนุษย์ค้นพบรายละเอียดของการทรงสร้างของพระองค์ และค้นความรู้ที่ถูกต้อง พระเจ้าก็สามารถรักษาคนผ่านความรู้นั้นได้
แพทย์สามารถค้นพบหรือคิดวิธีการรักษา แต่การตอบสนองของร่างกายต่อการรักษานั้นๆ อยู่ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า ดังนั้น เมื่อเรารับการรักษาโดยทางการแพทย์ เราควรอธิษฐานพึ่งพาพระเจ้าถึงผลของการรักษาทุกครั้งด้วย

เปิดใจรับการรักษาโดยวิธีทางการแพทย์

พระเจ้าสามารถใช้ทุกสิ่งเป็นเครื่องมือเพื่อจะรักษาคนของพระองค์
เราไม่ควรเข้าใจผิดว่าการพึ่งพาการช่วยเหลือจากแพทย์เป็นเรื่องที่ขัดกับน้ำพระทัยพระเจ้า
แพทย์สามารถเป็นอุปกรณ์ที่พระเจ้าใช้เพื่อจะรักษาคนได้

ยรม.8:22 ไม่มีพิมเสนในกิเลอาดหรือ ไม่มีแพทย์ที่นั่นหรือ ทำไมอนามัยแห่งบุตรีประชากรของข้าพเจ้า จึงไม่กลับสู่สภาพเดิมได้

มธ.9:12 เมื่อพระเยซูทรงทราบดังนั้นแล้วก็ตรัสว่า "คนเจ็บต้องการหมอ แต่คนสบายไม่ต้องการ
หนึ่งในบรรดาสาวกที่ยิ่งใหญ่ที่รับใช้พระเจ้าและเขียนพระกิตติคุณเล่มหนึ่งขึ้นมาคือ นายแพทย์ลูกา

คส.4:14 ลูกาแพทย์ที่รัก กับเดมาส ฝากความคิดถึงมายังพวกท่าน

ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นเรื่องที่ขัดกับน้ำพระทัยพระเจ้าหากเราจะแสวงหาการช่วยเหลือจากแพทย์เพื่อให้ได้รับการรักษา การควบคุมของพระเจ้าอยู่เหนือทุกสิ่ง ดังนั้นพระองค์จึงสามารถนำทิศทางหรือให้สติปัญญาแก่แพทย์เพื่อที่จะรักษาโรคของเราได้ และเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะให้แพทย์มาตรวจดูร่างกายเพื่อจะวินิจฉัยว่าเราได้รับการรักษาแล้วหรือยัง

การดูแลสุขภาพเป็นความรับผิดชอบเบื้องตนของแต่ละคน

บางคนคิดว่าเมื่อเขาเชื่อในพระเจ้า พระเจ้าจะดูแลเอาใจใส่ทุกสิ่งในชีวิตของตนอย่างเกินธรรมชาติ รวมถึงเรื่องสุขภาพด้วย  พวกเขาอาจคิดว่าการดูแลเอาใจใส่เรื่องของตนเองเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเพราะพระเจ้าจะรับผิดชอบหน้าที่นี้
ความเข้าใจผิดนี้ทำให้คนละทิ้งหน้าที่ไว้ให้พระเจ้าเป็นผู้ดูแลเอาใจใส่สุขภาพของตน
อย่างไรก็ตาม พระเจ้าต้องการให้เราเป็นผู้อารักขาที่ดีในการดูแลเอาใจใส่สุขภาพของเราเอง เพื่อที่เราจะสามารถมีกำลังในการทำสิ่งดีเพื่อแผ่นดินของพระองค์
ร่างกายของเราเป็นพระวิหารของพระเจ้า ดังนั้นเราจึงควรดูแลเอาใจใส่ตัวเองอย่างดี

1คร.3:16-17
16 ท่านทั้งหลายไม่รู้หรือว่าท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในท่าน
17 ถ้าผู้ใดทำลายวิหารของพระเจ้า พระเจ้าจะทรงทำลายผู้นั้น เพราะวิหารของพระเจ้าเป็นที่บริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ์ และท่านทั้งหลายเป็นวิหารนั้น

การดูแลสุขภาพส่วนตัวตามพระประสงค์ของพระเจ้า

การมีสุขภาพที่ดีจะเป็นประโยชน์ต่ออาณาจักรพระเจ้ามากกว่าการมีสุขภาพที่ไม่ดี ดังนั้นเราจึงควรดูแลเอาใจใส่สุขภาพของเรา เพื่อที่เราจะสามารถรับใช้พระเจ้าได้อย่างดี
หากเป็นน้ำพระทัยและแผนการของพระเจ้าที่ให้เราต้องทนทุกข์ผ่านความเจ็บป่วย เราควรยอมรับมันโดยปราศจากความขมขื่น

โดยสรุปกรณีนี้ปฏิเสธการรักษาโรคจากแผนปัจจุบัน โดยไม่ให้รับการรักษา รับประทานยาจากแพทย์ โดยใช้วิธีการรักษาแบบเดียวคือ การนวดโดยอ้างว่าพระเจ้าบอกให้ทำ
การเสียชีวิตมาจากผลของการไม่รับประทานยาตามคำสั่งแพทย์และสภาพร่างกายที่อ่อนแอ

เป้าประสงค์ของพระเจ้าสำหรับคริสตจักรคือ ให้เราเชื่อในเรื่องของการดูแลสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ และเรามีความเชื่อเรื่องการทรงนำและฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในการเยียวยาและรักษาโรค
ในวันนี้เราต้องออกไปทำพันธกิจแห่งการเยียวยา รักษาโรคและการปลดปล่อยผู้คนจากพันธนาการ แต่เราต้องรักษาความสมดุลให้ถูกต้อง
มก.16:15-18
15 ฝ่ายพระองค์จึงตรัสสั่งพวกสาวกว่า "เจ้าทั้งหลายจงออกไปทั่วโลก ประกาศข่าวประเสริฐแก่มนุษย์ทุกคน
16 ผู้ใดเชื่อและรับบัพติศมาแล้วผู้นั้นจะรอด แต่ผู้ใดไม่เชื่อจะต้องปรับโทษ
17 มีคนเชื่อที่ไหนหมายสำคัญเหล่านี้จะบังเกิดขึ้นที่นั้น คือเขาจะขับผีออกโดยนามของเรา เขาจะพูดภาษาแปลกๆ
18 เขาจะจับงูได้ ถ้าเขากินยาพิษอย่างใด จะไม่เป็นอันตรายแก่เขา และเขาจะวางมือบนคนไข้คนป่วย แล้วคนเหล่านั้นจะหายโรค"

02 ตุลาคม 2555

บันทึกการเดินทางอิสราเอล(2)

ทหารอิสราเอลมารายงานตัวเพื่อกล่าวปฏิญาณ
สวัสดีครับสำหรับเพื่อนๆผู้อ่านทุกท่าน ครั้งนี้ผมขอแบ่งปันในเรื่องบันทึกการเดินทางอิสราเอล เป็นตอนที่ 2 ครับ
(สามารถอ่านตอนที่ 1ได้นะครับที่ บันทึกการเดินทางอิสราเอล(1))
ครั้งที่ผ่านมา เป็นการเดินทางตามการทรงสถิตของพระเจ้า (Divine presence) จากชิโลห์ ไปเบธเอล มุ่งสู่กรุงเยรูซาเล็ม เราได้เดินทางมาถึงเยรูซาเล็มในวันที่ 29ส.ค.โดยมาพักที่โรงแรม  Leonardo Inn Hotel คำว่า Leonardo ในที่นี้คือ Leonardo da Vinci จิตกรชื่อดังชาวอิตาลี ไม่ใช่ Leonardo Dicaprio พระเอกชื่อดังจากเรื่อง "ชู้รักเรือล่ม"(Titanic) แค่สัญลักษณ์โรงแรมก็เป็นภาพกายวิภาค Vitruvian man นอนแผ่สองสลึงเป็นเครื่องหมายการค้าของ Leonardo da Vinci
เราได้พักที่นี่ 2 คืน ก่อนที่จะย้ายไปพักที่ Hukuk Kibbutz(คิบบุท ชุมชนที่อยู่ของคนยิว)เมืองทิเบเรียส ในคืนวันที่ 31ส.ค.ร่วมกับคณะที่เดินทางตามมาสมทบ
รถรางในกรุงเยรูซาเล็ม
ดังนั้นในช่วง 2 วันที่กรุงเยรูซาเล็ม เราจึงได้เดินทางไปชมรอบๆ เมือง เป็นครั้งแรกที่ผมได้นั่งรถรางชมเมือง ไปตลาดนัดซื้อของ  ได้เห็นวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนยิว 
กรุงเยรูซาเล็ม(Jerusalem)יְרוּשָׁלַיִם‎‎ ในภาษาฮีบรู อ่านว่า "ยะรูซาลาอิม" หมายถึง "นครแห่งสันติภาพ" ดังคำอธิษฐานที่เราต้องอธิษฐานให้เกิดสันติภาพ ความสงบสุขในกรุงเยรูซาเล็ม
สดุดี 122:6 จงอธิษฐานขอสันติภาพให้แก่เยรูซาเล็ม ว่า "ขอบรรดาผู้ที่รักเธอจงจำเริญ"
ภารกิจของเราในกรุงเยรูซาเล็ม คือการไปเพื่อรายงานตัวต่อพระเจ้าในฐานะคนเลวี ผู้รับใช้ของพระเจ้า
นครของดาวิด
ก่อนที่เราจะไปที่นั่น เราได้ไปที่นครของดาวิด (City of David)  นครดาวิด (City of David) เดิมเป็นเนินเขาเล็ก ๆ ที่กษัตริย์ดาวิดได้ตั้งเป็นเมืองหลวงโดย ยึดครองมาได้จากชาวเยบุสเมื่อ 3,000 ปีที่แล้ว โดยส่งทหารกล้าคือ โยอาบ เข้าไปทางอุโมงค์ซึ่งเป็นทางน้ำพุกิโฮน เพื่อโจมตีคนเยบุสและยึดตั้งเป็นนครของดาวิด
1พศด.11:5-6
5ชาวเมืองเยบุสทูลดาวิดว่า "พระองค์จะเสด็จเข้ามาที่นี่ไม่ได้" อย่างไรก็ดี ดาวิดทรงยึดที่กำบังเข้มแข็งคือศิโยนไว้ คือนครของดาวิด
6 ดาวิดรับสั่งว่า "ผู้ที่โจมตีคนเยบุสได้ก่อนจะได้เป็นหัวหน้าและผู้บังคับบัญชา" และโยอาบบุตรของนางเศรุยาห์ได้ยกขึ้นไปก่อน ท่านจึงได้เป็นหัวหน้า 
หากศึกษาทางประวัติศาสตร์ตามพระคัมภีร์สถานี่ที่กษัตริย์โซโลมอนได้รับการเจิม(1พกษ.1:38–39)นอกจากนี้อุโมงค์นี้เป็นอุโมค์ส่งน้ำที่สร้างในสมัยกษัตริย์เฮเซคียาห์ที่นำน้ำจากนอกกำแพงมาไว้ที่สระสิโลอัม(2พศ​ด.32:30)
ความอัศจรรย์คือ ผู้ที่ขุดอุโมงค์จากปลายทางและต้นทางสามารถขุดมาบรรจบกันโดยการทรงนำของพระเจ้า เพราะในช่วงเวลานั้นไม่มีการสื่อสารเหมือนดังยุคปัจจุบัน ในการไปวันแรกที่อุโมงค์นี้ เรายังไม่ได้เข้าไปเพราะเราจะร่วมสมทบกับคณะที่เดินทางตามมาและจะเข้าในอุโมงค์นี้ด้วยกัน เราจึงได้แต่เดินชมบริเวณรอบนอก
นครของดาวิดนี้เป็นเมืองที่มีความสวยงาม มองจากมุมสูงจะมองเห็นทิวทัศน์รอบๆกรุงเยรูซาเล็ม แต่มีมุมหนึ่งที่ในสมัยโบราณเป็นวังของเหล่ามเหสีของกษัตริย์ซาโลมอน

ร่วมนมัสการที่นิเวศอธิษฐาน

สิ่งที่เป็นข้อคิดเตือนใจคือ ในสมัยกษัตริย์ซาโลมอน ซาโลมอนได้สร้างที่พักให้กับเหล่าๆมเหสีทั้งเจ็ดร้อย และนางห้ามสามร้อยของท่าน(1พกษ.11)และสถานที่นี้เอง พวกนางได้ทำการนมัสการพระเทียมเท็จของเธอ ลองจินตนาการว่าในสมัยนั้นบนเนินเขาเป็นที่ตั้งของพระวิหารที่นมัสการพระเจ้า แต่ที่ราบเชิงเขามีการนมัสการพระเทียมเท็จ และพวกนางเหล่านี้เองที่ทำให้กษัตริย์ซาโลมอนหันเสียจากทางของพระเจ้า

เมื่อเราเดินทางจากนครดาวิด เราได้มีโอกาสไปที่นิเวศอธิษฐาน (House of prayer)ของอ.John และ Una Gere แต่ท่านทั้งสองไม่อยู่เพราะเดินทางไปต่างประเทศ เราจึงได้พบกับอ.Winny และอ.KIm จึงได้ร่วมนมัสการและท่านได้อธิษฐานปลดปล่อยถ้อยคำการเผยพระวจนะให้กับพวกเราทุกคนที่ไป และนี่เองที่ทำให้เรารู้ว่า นิเวศอธิษฐานเป็นสิ่งที่สำคัญในช่วงยุคสุดท้ายที่เราจะต้องมีการอธิษฐานเผื่ออิสราเอลและประชาชาติ
อสย.56:7 คนเหล่านี้เราจะนำมายังภูเขาบริสุทธิ์ของเราและกระทำให้เขาชื่นบานอยู่ในนิเวศอธิษฐานของเราเครื่องเผาบูชาของเขาและเครื่องสักการบูชาของเขาจะเป็นที่โปรดปรานบนแท่นบูชาของเรา เพราะนิเวศของเราเขาจะเรียกว่าเป็นนิเวศอธิษฐาน สำหรับบรรดาชนชาติทั้งหลาย

หลังจากเสร็จภารกิจที่นิเวศอธิษฐาน เราได้เดินทางไปที่จุดศูนย์กลางของเยรูซาเล็ม นั่นคือ ที่ภูเขาพระวิหาร (Temple Mount)หรือยอดเขาโมริยาห์ ที่อับราฮัมถวายอิสอัค. (ปฐก22.2)ซึ่งต่อมากษัตริย์โซโลมอนได้สร้างพระวิหารหลังแรกบนยอดเขาโมริยาห์

แต่หลังจากนั้นพระวิหารถูกทำลายโดยพวกบาบิโลนในสมัยกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ ต่อมาเมื่อกษัตริย์ไซปรัสอนุญาตให้เอสราและเนหะมีย์ นำคนยิวกลับมาสร้างพระวิหารและซ่อมแซมกำแพงเยรูซาเล็ม โดยมีเศรุบาเบลเป็นผู้มอบถวายพระวิหารหลังที่สองใน ปี 515 ก่อนคริสตกาล  ต่อมาในปี ค.ศ 37 เฮโรดได้รับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ยูดาห์ได้ทำการ
ซ่อมแซมและขยายบริเวณพระวิหารอย่างอลังการใช้เวลาสร้างถึง 46 ปี ) แต่ต่อมาในปี ค.ศ 70 ก็ถูกทหารโรมันทำลายพระวิหารทั้งสิ้น ตามคำพยากรณ์ของพระเยซูคริสต์(ยน2.20) ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของสุเหร่าทองคำ(Dome of the Rock)สร้างโดยสุลตาน คาลิโอมาร์ ในปี ค.ศ.624 ดังนั้นสถานที่นี้มีความสำคัญเป็นศูนย์รวมของ 3 ศาสนาคือ ยูดาย,อิสลามและคริสต์
ซากกำแพงที่เหลือนี้เองจึงเป็นเหตุที่ทำไมชาวยิวจึงเรียกกำแพงกรุงเยรูซาเล็มด้านฝั่งตะวันตกนี้ว่า "กำแพงร้องไห้ (wailing wall)" เพราะนี่คือกำแพงด้านตะวันตกของพระวิหารหลังที่สองที่เหลืออยู่ มันเป็นเพียงแค่ 1ส่วนใน 8 ส่วนของพระวิหารที่พวกเขารัก

ชาวยิวทั่วโลกถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดและโดยเฉพาะวันสำคัญทางศาสนาจะมีชาวยิวมากมายเดินทางมาอธิษฐานร้องไห้คร่ำครวญกับพระเจ้าอย่างเนืองแน่น เพราะเป็นจุดที่อยู่ใกล้พระวิหารเดิมที่สุด
ในวันที่เราไปนั้นเป็นวันที่เหล่าทหารกองกำลังพิทักษ์อิสราเอล(IDF- Israel Defense Forces)เดินทางมารายงานตัวเพื่อกล่าวปฏิญาณตนต่อหน้ากำแพงร้องไห้ เพื่อแสดงถึงการเป็นทหารที่อยู่ภายใต้พระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกเขาที่พระองค์ทรงเป็น "พระยาห์เวห์ สะบาโอธ"(Yahweh Sabaoth)จอมพลโยธาที่ปกป้องดินแดนของพวกเขา
ในวินาทีนั้นผมสัมผัสได้ถึงการทรงสถิตของพระเจ้า และท่านอาจารย์นิมิตได้ให้เราได้อธิษฐานและรายงานตัวต่อพระองค์ที่นี่  ในใจผมกล่าวว่า "พระเจ้าครับ ผมขอเป็นทหารของพระองค์ที่มายืนอยู่ในกองประจำการของพระองค์ ผมพร้อมแล้วที่จะอยู่ในสงครามฝ่ายวิญญาณและมีชัยชนะร่วมกับพระองค์"
ในเย็นวันนี้เราได้เข้าไปในอุโมค์ใต้กำแพง (Western Wall Tunnel)ซึ่งทางรัฐบาลอิสราเอลได้ขุดเพื่อที่จะเข้าไปยังจุดที่ใกล้กับห้องอภิสุทธิ์สถานซึ่งเป็นที่เก็บหีบพันธสัญญาของพระเจ้าที่นั่น

สัมผัสการทรงสถิตในอุโมค์กำแพง
(Western Wall Tunnel)


วันนี้การเดินทางตามการทรงสถิตของพระเจ้า (Divine presence)นั่นคือหีบพันธสัญญา จากชิโลห์ ไปเบธเอล มุ่งสู่กรุงเยรูซาเล็ม เรากำลังจะเข้าไปในอุโมค์ใต้กำแพงเพื่อสัมผัสการทรงสถิตของพระเจ้าอย่างใกล้ชิด สรรเสริญพระเจ้า!
ผมรู้สึกขอบคุณพระเจ้า เราได้ผู้ที่บรรยายท่านเป็นรับบี(ผู้สอนศาสนายิว)ชื่อว่า "ดาวิด"
(กษัตริย์ดาวิดคือผู้ที่นำหีบพันธสัญญากลับมาสู่กรุงเยรูซาเล็ม) ท่านรับบีได้อธิบายความหมายต่างๆภายในอุโมงค์ได้อย่างลึกซึ้ง ทำให้เราทุกคนมีความเข้าใจกระจ่างชัด 
จุดสำคัญที่สุดของอุโมงค์ คือ จุดที่ใกล้ชิดกับห้องอภิสุทธิ์สถานซึ่งเป็นที่เก็บหีบพันธสัญญาของพระเจ้า ที่ตรงนั้นเราได้วางมือบนก้อนหินซึ่งมีขนาดใหญ่โตมากต้องใช้คนประมาณ 13 คนกางแขนโอบ เราจึงสัมผัสที่จุดนั้นและอธิษฐาน ไม่ต้องแปลกใจเลยน้ำตาจากตาของเราทุกคนไหลออกมาอย่างพรั่งพรูด้วยความตื้นตันใจในพระทัยของพระบิดาที่เราได้มาเข้าเฝ้าพระองค์ในวันนี้
แม้ว่าเวลาจะนานผ่านไปกว่า 2,000 ปีแต่การทรงสถิตของพระเจ้ายังคงอยู่ไม่เสื่อมคลาย เหมือนเมื่อเราฉีดสเปรย์น้ำหอมในห้อง กลิ่นหอมยังคงติดจมูกของเรา แม้เวลาจะผ่านไปเป็นชั่วโมง แต่นี่คือกลิ่นหอมแห่งพระคุณและความโปรดปรานที่ลูกของพระองค์ได้รับจากหัวใจความเป็นพระบิดาของพระองค์ที่มอบความรอดให้กับเราทั้งหลาย ไม่ใช่เพราะเราดีเพียงพอและสมควร แต่พระคุณที่มีอย่างพอเพียงของพระองค์
2คร.2:14-15
14 แต่ขอบพระคุณพระเจ้า ผู้ทรงนำเราเสมอมาโดยพระคริสต์ด้วยความมีชัย และทรงโปรดประทานกลิ่นหอมแห่งความรู้ของพระองค์ ให้ปรากฏด้วยตัวเราทุกแห่ง
15 เพราะว่าเราเป็นกลิ่นอันหอมหวาน ที่พระคริสต์ถวายพระเจ้าในหมู่คนที่กำลังจะรอด และคนที่กำลังประสบความพินาศ

เราได้เดินทางต่อภายในอุโมงค์กำแพง ได้ชมวีดีทัศน์การสร้างพระวิหาร เราสัมผัสถึงหัวใจของกษัตริย์ของดาวิดที่มีใจปรารถนาที่จะสร้างที่ประทับให้กับพระเจ้า แม้ว่าท่านจะไม่สามารถสร้างได้ด้วยตัวของท่านเองเพราะท่านเป็นนักรบที่มือเปื้อนเลือด( 1พศด.28:3)ท่านได้จัดเตรียมทุกสิ่งที่จะทำได้ และส่งต่อให้กับพระโอรสของท่านคือซาโลมอนในการสานงานต่อ
งานการก่อสร้างพระวิหารเป็นงานที่ปราณีตและละเอียดละออมาก พวกคนอิสราเอลต้องใช้ความพยายามมากในการเคลื่อนก้อนหินที่ใหญ่มากๆ นำมาสกัด ตกแต่งลายและนำมาสร้างพระวิหาร ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในสมัยก่อนที่ไม่มีเครื่องมือก่อสร้างที่ทันสมัยเมื่อเทียบกับยุคปัจจุบัน


ปัจจุบันนี้ชาวอิสราเอลมีความตั้งใจที่จะสร้างพระวิหารหลังที่ 3 ขึ้น เพื่อรอรับการเสด็จมาของพระมาซีฮาในวาระสุดท้ายของโลก ในทุกวันนี้พวกเขาได้จัดเตรียมสิ่งต่างๆในฝ่ายกายภาพอย่างเต็มที่ การสร้างพระวิหารจึงเป็นหมายสำคัญของโลก นั่นหมายถึงการเตรียมเข้าสู่สงครามยุคสุดท้ายและการพิพากษาโลกนี้

แต่สิ่งที่สำคัญคือการสร้างพระวิหารในฝ่ายวิญญาณ นั่นคือเราทั้งหลายเป็นศิลาแต่ละก้อนที่ถูกจัดเตรียมไว้ และพระเจ้ากำลังสร้างชีวิตของเรา เพื่อเป็นพระวิหารของพระองค์ที่มีสง่าราศีเพื่อถวายเกียรติแด่พระองค์

1 ปต. 2:5 และท่านทั้งหลายก็เสมือนศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ เป็นปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัยของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์
พวกเรายังอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม ยังมีเรื่องราวอีกมากมายในเมืองนี้ ที่ผมจะเล่าให้ฟังครั้งนี้ขอจบเพียงเท่านี้ก่อน ติดตามอ่านในครั้งต่อไปครับ ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ

27 กันยายน 2555

เทศกาลอยู่เพิง:พักสงบในร่มเงาแห่งพระสิริ

จากถ้อยคำในพระธรรม สดุดี 121:5-7
5 พระเจ้าทรงเป็นผู้อารักขาท่าน พระเจ้าทรงเป็นที่กำบังที่ข้างขวามือของท่าน
6 ดวงอาทิตย์จะไม่โจมตีท่านในเวลากลางวัน หรือดวงจันทร์ในเวลากลางคืน
7 พระเจ้าจะทรงอารักขาท่านให้พ้นภยันตรายทั้งสิ้นพระองค์จะทรงอารักขาชีวิตของท่าน
บทพรรณณานี้ได้บรรยายถึงการปกปักษ์รักษาของพระเจ้ามาสู่ประชากรของพระองค์ นับตั้งแต่พระเจ้าได้นำคนอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ ระหว่างการเดินทางในถิ่นทุรกันดาร พระองค์ทรงให้เสาเมฆเป็นร่มเงาปกป้องจากแสงแดดที่แผดเผา และทรงให้มีเสาเพลิงนำความสว่างในยามค่ำคืน เพื่อเขาจะเดินทางอย่างปลอดภัย(อพย.13)
นี่คือพระคุณของพระเจ้าที่มีให้กับคนของพระเจ้าตั้งแต่อพยพมาจากอียิปต์ ต้องเผชิญความยากลำบากในกันดารวิถี เป็นเสมือนบททดสอบการเชื่อฟัง คนอิสราเอลต้องทำข้อสอบในกันดารวิถี แต่พระเจ้าก็ทรงมีพระกรุณาโดยให้คำเฉลยไว้ นั่นคือ "เฉลยธรรมบัญญัติ" พระองค์ทรงมอบพระบัญญัติ(Torah)ไว้ให้กับคนของพระองค์
ในพระบัญญัตินี้พระเจ้าได้กำหนดให้คนอิสราเอลถือเทศกาล 3 เทศกาลคือเทศกาลปัสกา(เพสะห์) ,เพ็นเทคอสต์(ชาวูโอต) และอยู่เพิง(สุคคท) (ลนต. 23:33-44)

เทศกาลอยู่เพิงเป็นเทศกาลสุดท้ายในเทศกาลเลี้ยงขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ปรากฏในพระคัมภีร์ และเป็นเทศกาลสำคัญที่สุด เพราะเป็นการปิดท้าย วัฏจักรการเก็บเกี่ยว โดยที่เป็นเทศกาลสุดท้ายของฤดูใบไม้ร่วง นอกจากนี้ยังเป็นเทศกาลจารึก 3 เทศกาลที่ฉลองกันในเยรูซาเล็ม ถัดจากเทศกาลปัสกา(เพสะห์)และเพ็นเทคอสต์(ชาวูโอต) 

คำว่า “พลับพลา” (อยู่เพิง) ในภาษาฮีบรู คือ สุคคท “Sukkot”(เอกพจน์คือ : sukah อ่านว่า สุคาห์) ซึ่งหมายถึงเพิงพักหรือที่พักอาศัยชั่วคราว

พระคัมภีร์ไบเบิลภาษาละตินใช้คำว่า tabernāculum ซึ่งภาษาอังกฤษยืมมาใช้ว่า “tabernacles” เทศกาลนี้บางครั้งรู้จักกันว่าเป็น “ฤดูกาลแห่งความชื่นชมยินดีของเรา” ภาษาฮีบรูว่า “Z’man Simchateinu” เนื่องจากเทศกาลนี้เป็นเครื่องหมายถึงการเก็บเกี่ยวผลไม้ในเดือนกันยายน/ตุลาคม ของแต่ละปี จึงมักรู้จักกันในนามของ “เทศกาลการรวบรวมผลิตผล” ด้วย

เทศกาลนี้จะเริ่มขึ้น 5 วันหลังจาก Yom Kippur (วันลบมลทินบาป) ในวันที่ 15 เดือนทิชรี และมีการฉลองกัน 8 วัน จนถึงวันที่ 22 เดือนทิชรี (ปี 2012 ตรงกับวันที่ 1-7ต.ค.โดยจะเริ่มตอนเย็นวันที่ 30 ก.ย.รวมเป็น 8วัน)

เทศกาลนี้เป็นการเฉลิมฉลองในพระวิหารของเยรูซาเล็มนี้จะมีประชาชนชาวยิวทั่วอิสราเอลและที่อยู่นอกดินแดนอิสราเอลเข้ามาร่วมด้วย ผู้เดินทางหลายพันคนจะเนืองแน่นเต็มท้องถนนต่าง ๆ ในเยรูซาเล็ม

เทศกาลที่สำคัญนี้มีลักษณะพิเศษ 3 ประการ

1.มีการถวายสัตวบูชาจำนวนมากตลอดเทศกาล วัว 70 ตัว แกะผู้ 14 ตัว ลูกแกะ 98 ตัว แพะ 7 ตัว และเครื่องบูชาที่เป็นเครื่องดื่มและธัญพืชรวมทั้งเครื่องถวายบูชาประจำวัน !
2.มีคันประทีบ(Menorah)ใหญ่ 4 อัน ในลานสตรีที่พระวิหารจะถูกจุดสว่างตลอดเทศกาล
3.มีพิธีกรรมอันเรียกกันว่าพิธีหลั่งน้ำเพื่อครัวเรือน (House of Water Pouring Ceremony) ภาษาฮีบรู : Beit She’ubah ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สำคัญสำหรับผู้เชื่อในพระเยซู

คนยิวในปัจจุบันฉลองเทศกาลอยู่เพิงนี้อย่างไร
ครอบครัวจะสร้างเพิง (Sukkah) ในสวนหรือบริเวณบ้าน พวกเขาจะกินอาหารที่เสิร์ฟอยู่ภายใต้ Sukkah พ่อจะอ่านโทราห์และ ชี้ให้ดูดวงดาวในท้องฟ้ายามค่ำคืน และยกเรื่องพันธสัญญาของอับราฮัมมาเล่าให้ลูกๆ ฟัง ครอบครัวจะร้องเพลงและเต้นรำเพราะเป็นฤดูกาลแห่งความร่าเริงยินดี ! ครอบครัวส่วนมากตกแต่งด้วยกิ่งไม้เช่น กิ่งใบปาล์ม (lulav) ไม้หอม และกิ่งต้นน้ำมันเขียว และผลส้ม เป็นการขอบพระคุณพระเจ้า

ข้อสังเกตคือการให้ความสำคัญกับครอบครัว เป็นช่วงเวลาพักสงบ ใช้เวลาสังสรรค์กับครอบครัว

เทศกาลนี้เป็นการเตือนใจชาวยิวถึงการปกป้องของพระเจ้า ในช่วงที่บรรพบุรุษของเขาต้องเร่ร่อนในถิ่นทุรกันดารในช่วงอพยพออกจากอียิปต์ เทศกาลนี้จึงเล็งถึงพระสิริของพระเจ้าที่อยู่กับพวกเขาทุกหนทุกแห่ง

ในวันที่ 8 (7ต.ค.12) เรียกว่า “ชิมหัตโทราห์” (Simehat Torah) หมายถึง “ชื่นชมยินดีในโทราห์” คนยิวจำนวนมากเต้นรำด้วยถือหนังสือม้วนโทราห์ อ่านตั้งแต่ปฐมกาลข้อแรก และข้อสุดท้ายของเฉลยธรรมบัญญัติ เพื่อแสดงว่าพระวจนะของพระเจ้าไม่มีวันสิ้นสุด

มีการนมัสการอย่างชื่นชมยินดีในธรรมศาลา(synagogue)หรือที่กำแพงตะวันตก(western wall)

สิ่งสำคัญของเทศกาลอยู่เพิงคือ เป็นเทศกาลแห่งการประสูติของพระเยซูคริสต์!

จากคำสอนใน Issachar school 1 โดย Dr.Robert Heidler ทำให้เราเข้าใจว่า "เทศกาลอยู่เพิงเปิดเผยถึงพระลักษณะและพระราชกิจของพระเยซู ที่เป็นเพิงแห่งพระสิริท่ามกลางเรา!" เพราะว่า เป็นช่วงเวลาแห่งการประสูติของพระเยซูคริสต์! ไม่ใช่ 25 ธันวาคม แน่นอน! ดังเหตุผลต่อไปนี้ (ดูจากรูปภาพประกอบเพื่อเข้าใจง่ายขึ้น)

คนเลี้ยงแกะไม่ได้เลี้ยงแกะในเดือนธันวาคม ลูกา 1:5 เศคาริยาห์ พ่อของยอห์นบัพติศโต เป็นปุโรหิตในเดือนอาวียาห์(Avivah) หรือเดือนสิวาน(Sivan) อลิซาเบธตั้งครรภ์ยอห์น อยู่ในเดือน มิถุนายน ดังนั้นนางมารีย์ตั้งครรภ์พระเยซูหลังจากนั้น 6 เดือน อยู่ในประมาณเดือน ธันวาคม

ดังนั้น พระเยซูเกิดในเดือนนี้ คือ กันยายน-ตุลาคม แน่นอน!(คือวันที่ 15 เดือนทิชชี)
- ทูตสวรรค์ปรากฎในช่วง 12-18 สิวาน (มิถุนายน)
- อลิซาเบธตั้งครรภ์ช่วงนี้ 25 สิวาน (285 วัน)

กำหนดเวลาตั้งครรภ์โดยประมาณ
- ยอห์นบัพติศโต เกิด15 นิสาน (ช่วงปัสกาเม.ย.-พ.ค.)
ลูกา 1:26 อลิซาเบธท้องได้ 6 เดือน มารีย์ตั้งครรภ์

ในวันที่ 25 ของเดือน คิสเลฟ (ธันวาคม) เทศกาลฮานุกกาห์(เทศกาลแสงสว่าง)โดยปกติจะตั้งครรภ์ 9 เดือน (ประมาณ285 วัน) พระเยซูน่าจะประสูติ ในช่วงวันที่15ของเดือนทิชรี (ตรงกับเทศกาลอยู่เพิง)ในพระคัมภีร์ ยอห์น 1:14 กล่าวว่า พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา
ตอนที่มารีมาถึงเบธเลเฮ็ม ช่วงนั้นเป็นเทศกาลอยู่เพิง ยอห์นอธิบายการประสูติของพระเยซูอย่างนี้...
ยอห์น 1:14 กล่าวว่า พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่(σκῆνος)ท่ามกลางเรา บริบูรณ์ด้วยพระคุณและความจริง เราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์ คือพระสิริอันสมกับพระบุตรองค์เดียวของพระบิดา
(σκῆνος = skēnos หมายถึง เพิง หรือ เต้นท์ a tabernacle, a tent)
ตอนที่มารีมาถึงเบธเลเฮ็ม ช่วงนั้นเป็นเทศกาลอยู่เพิง ยอห์นอธิบายการประสูติของพระเยซูอย่างนี้..
ยอห์น 1:14 “พระวาทะได้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์และทรงอยู่ท่ามกลางเราและเราทั้งหลายได้เห็นพระสิริของพระองค์”
ลูกา 2 – มารีย์มีบุตรชายและวางบุตรชายนั้นในรางหญ้า
ลูกา 2:16 เขา​ก็​รีบ​ไป​แล้ว​พบ​นาง​มารีย์​กับ​โยเซฟ และ​พบ​พระ​กุมาร​นั้น​นอน​อยู่​ใน​ราง​หญ้า​ (φάτνη -phatne)
คำภาษากรีกคือ phatne แปลว่า รางหญ้า, โรงเก็บสัตว์ คอกสัตว์แบบชั่วคราว คำฮีบรูที่เหมือนกับ phatne : SUKKAH (พลับพลา/เพิง)
ในเทศกาลอยู่เพิงนั้นเองที่พระสิริของพระเจ้ามาปรากฏในเพิง และพระเยซูพระเมสสิยาห์ทรงบังเกิด !
สำหรับในวันที่ 25 ธ.ค.นั้นเป็นเทศกาลคริสต์มาสที่โรมันได้ตั้งขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลอง คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas

(ข้อมูลเรื่อง เทศกาล Christmas จาก สารานุกรม Wikipedia บันทึกไว้ว่า เทศกาล Christmas หรือ X’Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี  ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร)

นักประวัติศาสตร์ได้วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลก และเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย)


ในครั้งนี้เราพอจะเข้าใจแล้วว่า พระเยซูคริสต์ ทรงเป็นอิมมานูเอล คือเพิงแห่งพระสิริที่อยู่ท่ามกลางเรา!

สิ่งนี้ช่วยให้เราเข้าใจ ยน.7:37-39

ในวันสุดท้ายของงานเทศกาลซึ่งเป็นวันใหญ่นั้นปุโรหิตจะนำเอาน้ำจากสระสิโลอัม มาเทบนแท่นบูชา ปุโรหิตจะยกน้ำขึ้นแล้วเท ฝูงชนจะอยู่ในความเงียบสงบ พระเยซูทรงยืนและประกาศว่า “ถ้าผู้ใดกระหายผู้นั้นจงมาหาเราและดื่ม ผู้ที่วางใจในเรา แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น" นั่นคือเป้าหมายของพระเยซูชีวิตที่ไหลล้น
นี่คือสิ่งที่พระเจ้าต้องการให้กับเราในทุก ๆ ปี พระเจ้าต้องการให้ประสบการณ์อันสดใหม่ของชีวิตที่ไหลล้นของพระองค์กับเรา พระองค์ต้องการจะเติมเราด้วยพระสิริของพระองค์ น้ำองุ่นใหม่แห่งพระวิญญาณ พระเยซูมาในโลกนี้เพื่ออยู่กับเรา เวลานี้พระองค์เชื้อเชิญให้เราอยู่กับพระองค์

พระเยซูปรารถนาจะเลี้ยงฉลองกับเรา เชื้อเชิญพระองค์มาที่พลับพลาของคุณในปี
ยน.7:37-38 “ในวันสุดท้ายของเทศกาล พระเยซูตรัสเสียงดังว่า “ถ้าผู้ใดกระหาย ให้เขาเข้ามาและดื่มเถิด! ผู้ใดก็ตามที่เชื่อในเรา สายธารซึ่งมีน้ำที่ให้ชีวิตจะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น!”

เราเฉลิมฉลองเทศกาลอยู่เพิงอย่างไร ?
ลนต.23:24-43 “...วันที่ 15 ของเดือนที่ 7 เป็นวันเริ่มเฉลิมฉลอง เทศกาลอยู่เพิงขององค์พระผู้เป็นเจ้า และให้ฉลองไปจนครบ 7 วัน...เป็นการประชุมศักดิ์สิทธิ์ และนำเครื่องบูชาด้วยไฟมาถวายแด่องค์พระผู้เป็นเจ้า

สร้าง “เพิงชั่วคราว” (Sukkah-ที่พักชั่วคราว) พักอยู่ในเพิงเจ็ดวัน...เพื่อลูกหลานของเจ้าจะรู้ว่าได้ให้ชนอิสราเอล

พระเจ้าตรัสกับว่า “สร้างเพิง สำหรับเราด้วย ! พระเกียติสิริของพระเจ้าลงมาและอยู่ท่ามกลางพวกเขา

ในเทศกาลอยู่เพิงในปีนี้ เราจึงต้องจัดเตรียมบ้านของเราให้เป็นที่ประทับแห่งเพิงพระสิริพระเจ้า และฉลองเทศกาลนั้น โดยตั้งเวลานัดพบกับพระองค์  เพื่อเราจะพักสงบในร่มเงาแห่งพระสิริ!

25 กันยายน 2555

บันทึกการเดินทางอิสราเอล(1)

อธิษฐานที่กำแพงร้องไห้
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ในครั้งนี้ผมขอแบ่งปันเรื่องการเดินทางไปประเทศอิสราเอล โดยเป็นการแบ่งปันจากสมุดบันทึกการเดินทางของผม ที่จดไว้ในการเดินทางไปที่นั่นในช่วงวันที่ 28 ส.ค.- 5 ก.ย.12 ผมขอแบ่งปันในตอนแรกก่อน และตอนต่อๆไปจะมาแบ่งปันในโอกาสหน้าครับ 
ในวันที่ 28 ส.ค. คณะผู้รับใช้เต็มเวลา นำโดยท่านอาจารย์นิมิต พานิช ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรรณภูมิ ในเวลาประมาณ 00.10 น.โดยสายการบินเอลอัล (EL-AL)สายการบินแห่งชาติของอิสราเอล ก่อนที่จะออกเดินทาง  ทางเจ้าหน้าที่สนามบินประกาศให้อ.นิมิตและอ.ระเบียบ ได้ย้ายที่นั่งไปนั่งในที่นั่งพิเศษของชั้น Business ขอบคุณพระเจ้าที่พระเจ้า Upclass ยกระดับให้อาจารย์ทั้ง2 ท่าน เพราะการเดินทางต้องใช้เวลานานกว่า 11ชม. ในช่วงเวลาที่อยู่บนเครื่องบิน ผมมีโอกาสได้รับประทานอาหารอิสราเอลครั้งแรกบนเครื่อง รสชาติแปลกดีพอที่จะรับประทานได้ ทั้งนี้เพราะภรรยาของผมมีประสบการณ์กับอาหารที่นั่นมาแล้ว ครั้งนี้เราจึงเตรียมตัวนำเครื่องปรุงประเภทซอสปรุงรสต่างๆ รวมถึงเสบียงอาหารไทยไปด้วย เรียกว่าครั้งนี้ "จัดเต็ม" กลัวจะผอมกลับมาก็ว่าได้

เราเดินทางไปถึงสนามบินเบนกูเรียล (Ben Gurion -ชื่อของนายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล) ที่กรุงเทลาวีฟโดยสวัสดิภาพ
พอเดินทางมาถึงเราได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ของบริษัทซาร์เอลทัวร์  พาเราขึ้นรถบัสเพื่อที่จะเดินทางไปยังเมืองชิโลห์(Shiloh)
เมื่อกล่าวถึงเมืองชิโลห์ ชิโลห์เป็นเมืองเก่าแก่ เมืองชิโลห์เป็นสถานที่ที่หีบพันธสัญญาตั้งอยู่กว่า 400ปี ในสมัยผู้เผยพระวจนะเอลี ประชาชนขึ้นไปถวายเครื่องบูชาที่ชิโลห์ปีละ

ครั้ง ในเมืองนี้นางฮันนาห์ได้มาอธิษฐานขอให้มีบุตร และต่อมานางก็มีบุตรชายจึงตั้งชื่อว่า "ซามูเอล"(แปลว่าพระเจ้าทรงฟัง เพราะนางได้ทูลขอจากพระเจ้า 1ซมอ.1:20
)นางจึงได้ถวายซามูเอลให้ปรนนิบัติพระเจ้าอยู่ในพระนิเวศของพระเจ้าที่ชิโลห์ 

คริสตจักรโบราณที่เมืองชิโลห์
ในความตั้งใจของเราที่มาสถานที่นี้คือ การที่เราในฐานะผู้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลา ได้มารายงานตัวต่อพระเจ้าในการทำหน้าที่ปรนนิบัติพระองค์ เช่นเดียวกับซามูเอลที่ถวายตัวรับใช้เป็นผู้รับใช้พระเจ้า เราจึงได้นมัสการและอธิษฐานกล่าวรายงานตัวต่อพระเจ้า ณ สถานที่นี้
ครั้งนี้อ.นิมิต หนุนใจให้ครอบครัวผู้ที่ยังไม่มีบุตร ได้อธิษฐานต่อพระเจ้าเช่นเดียวกับนางฮันนาห์ ในครั้งนี้ผมและภรรยาได้อธิษฐานร่วมกันเพื่อเราจะมีบุตร
สิ่งที่เป็นข้อเตือนใจของเรานั่นคือ ณ สถานที่ที่ชิโลห์นี้ คนอิสราเอล เขาไม่ได้เชื่อฟังผู้รับใช้ของพระเจ้า คือ เอลี เขาคิดว่าหีบพันธสัญญาอยู่กับพวกเขา เขาจึงจะได้รับชัยชนะ แต่หีบพันธสัญญาต้องอยู่ในพลับพลาของพระเจ้า แต่เขาไม่เชื่อฟังนำหีบออกไป สุดท้ายพวกเขาพ่ายแพ้สงครามต่อพวกฟิลิสเตีย แม้แต่ลูกของเอลีทั้ง 2 คนคือ โฮฟนีและฟีเนหัส ต้องตายในสงครามและหีบพันธสัญญาถูกยึดไปได้ เมื่อข่าวมาถึงเอลี เอลีเสียใจมาก ท่านล้มลงคอหักตาย ความเศร้าเสียใจจึงเกิดทั่วเมืองชิโลห์ แม้แต่ภรรยาของฟิเนหัส คลอดบุตรจึงตั้งชื่อลูกว่า "อีคาโบด" หมายถึงพระสิริที่พรากจากไป (1ซมอ.4:1-22)

ข้อคิดเตือนใจคือ การทรงสถิตของพระเจ้าเป็นสิ่งที่สำคัญ ที่เราต้องรักษาไว้ แม้คนอิสราเอลจะมีหีบพันธสัญญาแต่เมื่อพวกเขาไม่เชื่อผู้นำของพระเจ้า คือเอลี ผลคือการทรงสถิตและพระสิริได้พรากจากพวกเขาไป
ที่ชิโลห์นี้ เราได้ชมวีดีโอและพิพิธภัณฑ์เล็ก ๆ ซึ่งปัจจุบันมีธรรมศาลา(Synagogue)ของชาวยิวสร้างจำลองขนาดเท่าแท่นบูชาอยู่กลางที่ประชุม
เดินทางสู่เบธเอล

อธิษฐานเผื่อพี่น้องอิสราเอลที่เบธเอล
เมื่อเสร็จจากเมืองชิโลห์ เราก็นั่งรถต่อไปที่เบธเอล(ชื่อหมายถึงบ้านของพระเจ้า ปฐก.28:19) เมืองเบธเอล เป็นสถานที่ที่ยาโคบฝันเห็นบันไดทอดจากโลกขึ้นสวรรค์และมีเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้ากำลังขึ้นลงบันไดนั้น เป็นที่ที่ยาโคบได้พบและสนทนากับพระเจ้า (ปฐก.28) สถานที่แห่งนี้ทำให้ท่านได้พบอัตตลักษณ์ของตนเอง ท่านไม่ได้เป็นยาโคบซึ่งชื่อแปลว่าเขาหลอก(ปฐก.25:26)อีกต่อไป  แต่เขาถูกเปลี่ยนชื่อเป็นอิสราเอล  ท่านจึงได้บรรพบุรุษของชนชาติอิสราเอล 12 เผ่า
ปฐก. 32:28 บุรุษนั้นจึงว่า "เขาจะไม่เรียกเจ้าว่ายาโคบต่อไป แต่จะเรียกว่า อิสราเอล {แปลว่า เขาผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า หรือพระเจ้าทรงปล้ำสู้} เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ"
ข้อคิดที่ได้จากสถานที่นี้คือ เราต้องพบอัตลักษณ์ของเราในแผนการของพระเจ้า เพื่อเราจะไปสู่เป้าประสงค์ของพระองค์

ในครั้งนี้ ผมได้นำก้อนหินมาหนุนศีรษะและนอนลงบนสถานที่นี้(ทำแบบยาโคบ) และอธิษฐานให้พระเจ้าทำให้ผมได้ค้นพบอัตลักษณ์ในชีวิตเพื่อส่งผลต่อการรับใช้พระองค์ต่อไป
ณ สถานที่เบธเอลนี้ อ.นิมิตและเราทุกคนที่ไปได้ร่วมใจกันอธิษฐานเผื่อพี่น้องชาวอิสราเอลที่ทำทัวร์ในนามของซาร์เอลทัวร์และอธิษฐานเผื่อคุณนวลละออ ในนามของเบธเอลทัวร์ ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรให้กับบริษัททัวร์ทั้ง 2 แห่งนี้ได้เป็นพระพรกับคนไทยและอิสราเอลต่อไป

ที่เบธเอลนี้เอง ในสมัยของกษัตริย์เรโหโบอัม พระโอรสของกษัตริย์โซโลมอน อิสราเอลแตกเป็น 2 ส่วนคือ 10เผ่าทางเหนือนำโดยเยโรโบอัม มีสะมาเรียเป็นเมืองหลวง เยโรโบอัมได้สร้างวัวทองคำและสถานบูชาไว้ที่เบธเอลเพื่อให้อิสราเอล 10 เผ่าจะได้ไม่ต้องขึ้นไปนมัสการพระเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม ส่วนอีก 2เผ่าคือยูดาห์และเบนยามิน มีกรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวง นี่คือสิ่งที่เมื่อผู้นำทำผิดพลาด ผลเสียก็ตกมาสู่คนภายใต้

หลังจากที่เบธเอล เราได้เดินทางเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม ผมสัมผัสได้ถึงการทรงสถิตของพระเจ้า ณ ที่นั่น ตลอดทั้งวันเรากำลังเดินตามการทรงสถิตของพระเจ้า (Divine presence) จากชิโลห์ ไปเบธเอล และไปสู่กรุงเยรูซาเล็ม นี่เป็นเพียงแค่วันแรกในแผ่นดินพันธสัญญาของพระเจ้า ยังมีความน่าตื่นเต้นมากขนาดนี้ เรากำลังจะเดินทางไปที่เยรูซาเล็ม นครแห่งสันติสุข  เรามาเพื่อจะยืนเคียงข้างในพันธสัญญาร่วมกับอิสราเอล ชนชาติแห่งพระพร
ในครั้งนี้ ขอจบไว้เท่านี้ก่อนนะครับ ติดตามตอนต่อไปเมื่อเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ

15 กันยายน 2555

คำอธิษฐานอวยพรประจำเดือนทิชรี(Tishrei)

เดือนทิชรี :เดือนที่ 7 ของฮีบรู

แต่ละเดือนของฮีบรูนั้นมีพระพรที่เฉพาะเจาะจงสำหรับเราที่จะเข้าไปรับ เราจำเป็นต้องรู้ว่าพรเหล่านั้นคืออะไรและป่าวประกาศออกมา และอธิษฐาน นี่เป็นวิธีที่เราจะทำงานร่วมกับพระเจ้า (2คร.6.1) เมื่อเราเดินอยู่ในวาระเวลาของพระเจ้า เราก็เข้าสู่วงจรของพระองค์ที่จะดึงเราให้สูงขึ้น เข้าไปสู่ความอุดมสมบูรณ์
เดือนทิชรี : 30 วัน ปี 2012 ตรงกับช่วงวันที่ 17ก.ย.-16 ต.ค.12
ทิชรีเป็นเดือนแรกของปีถ้านับในทางราชการ และเป็นเดือนที่ 7 ถ้านับในทางศาสนา มี 3 เทศกาลในเดือนนี้คือ

1)เทศกาลเป่าแตรเขาสัตว์-"รอช ฮาชชะนาห์"(Rosh Hashanah) (เริ่มเย็นวันที่ 16 ก.ย.12 จนถึงเย็นที่ 18 ก.ย.12) เพื่อปลุกให้ตื่นขึ้นสู่ความดีของพระเจ้า
2)วันแห่งการลบมลทินบาป(ยม คิปปูร์-Yom Kippur)(ช่วง 10วันแห่งความยำเกรงพระเจ้า วันที่ 1-10 Tishrei หรือวันที่ 16-26 ก.ย.12 วันที่ 26 ก.ย.เป็นวันลบมลทินบาป(Yom Kippur)  เพื่อเตือนเราว่าพระเยซูทรงชดใช้บาปทั้งสิ้นแทนเรา 
3)เทศกาลอยู่เพิง (สุคต-Sukkot)(ช่วงวันที่ 15-21Tishrei - วันที่1-7ต.ค.12)

เพื่อเราจะได้สามัคคีธรรม ชื่นชม และดำเนินอยู่ต่อการทรงสถิตของพระเจ้าและรับความอุดมสมบูรณ์ของพระองค์

1)เดือนแห่งเผ่าเอฟราอิม บุตรคนที่สองของโยเซฟ จงเกิดผลและทวีคูณ! (ปฐก 49.22 โยเซฟเป็นกิ่งที่เกิดผล มีกิ่งเลื้อยไปบนกำแพง ปฐก 49.26 พรของบิดาเจ้ายิ่งใหญ่กว่าพรของภูเขา)

2)เดือนที่เจ็ด เดือนอันเป็น "ที่รักยิ่ง" เพราะว่าบรรดาเลข 7 เป็นที่รัก และสร้างเดือนที่ "พอใจ" หรือ "เต็มอิ่ม" (เราได้ทำงานผ่านเลขสาม 2 ครั้ง และตอนนี้กำลังเป็นการเริ่มต้นใหม่) คิดใน "ความบริบูรณ์ของพระเจ้า" คิดถึงความอุดมสมบูรณ์และความดีของพระองค์ที่กำลังไหลท่วมท้น

3)เดือนที่การจัดเตรียมจากเบื้องบนนั้นสร้าง "การเริ่มต้น" (สังเกตว่าเป็นเดือนแรกตามปีปฏิทินฮีบรู) จงคาดหวังว่าสิ่งใหม่ๆกำลัง "เริ่มต้นขึ้น" สำหรับคุณ ณ ตอนนี้ ที่ผ่านมาคุณอยู่ในเวลาแห่งการตระเตรียม แต่ตอนนี้สิ่งเหล่านั้นกำลังเริ่มต้นแล้ว

4)การเริ่มต้นของหกเดือนแห่ง "แสงสะท้อน" นี่จะเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมของเรา วิธีที่เราใช้เวลา วิธีที่เราทำงาน วิธีที่พืชผลเจริญขึ้น วิธีที่เราเก็บเกี่ยว

- จงคิดถึงตัวคุณเองในฐานะเป็นผู้สะท้อนพระสิริของพระเจ้าไปรอบตัวคุณ (อสย.60.1-9,ยน 8.12; 9.5)
- จงคิดถึงพระเจ้าที่สะท้อนพระสิริของพระองค์บนชีวิตคุณ

5)เดือนของตัวอักษรฮีบรู LAMED ל ที่เล็งถึงความปรารถนายิ่งที่จะหวนกลับสู่แหล่งที่สมบูรณ์ของคุณ พระเจ้าทรงเป็นแหล่งของเรา เราต้องอธิษฐานว่า "ข้าแต่พระเจ้า ทำอย่างไรเราจึงจะกลับมามั่นใจได้ว่าเราไหลไปตามสิ่งที่พระองค์กำลังทำ?"

6)เดือนแห่งการหวนคืน เราต้องป่าวประกาศสิ่งที่เคยกระจัดกระจายไปให้กลับคืนมา (จำไว้ว่า วิญญาณชั่วต้องการกวาดให้กระจายและทำให้เราหมดไฟ พระเจ้าต้องการรวบรวมและทำให้เราเข้มแข็ง)
7)เดือนแห่งราศีตุลย์ (ตาชั่ง) การกระทำของมนุษย์จะถูกชั่ง และการพิพากษาจะถูกปลดปล่อย สังเกตว่า "วันแห่งการลบมลทินบาป" ซึ่งเป็นวันที่ 10 เดือนทิชรีนั้น ถูกมองว่าเป็นวันแห่งการพิพากษา ในเดือนนี้เราจดจ่อกับระบบกระบวนการยุติธรรมมากกว่าในเดือนอื่นๆ

8)เดือนแห่งการ "แตะต้อง" ให้คิดถึงผู้หญิงที่ฝ่าเข้ามาและแตะเสื้อผ้าของพระเยซู นี่เป็นเวลาที่จะรู้สึกถึงการทรงสถิตของพระเจ้า แตะพระองค์และให้พระองค์ปลดปล่อยฤทธิ์ของพระองค์ให้คุณ (ลก.8.40-49) สังเกตด้วยว่าเทศกาลอยู่เพิงเกิดขึ้นในเดือนนี้ ก็เพื่อให้เราได้ดำเนินอยู่ในพระสิริของพระเจ้า - คือดำเนินอยู่ในการทรงสถิตของพระองค์

9)เดือนแห่งถุงน้ำดี สิ่งนี้บ่อยครั้งเชื่อมโยงกับอาการสะดุ้งตื่น ดังนั้นจงคิดถึงการตื่นตัวฝ่ายวิญญาณ แล้วต้องมั่นใจว่าคุณได้กำจัดสิ่งที่ขัดขวางคุณไม่ให้กลับสู่หรือเข้าสู่ความไพบูลย์ของพระเจ้าที่มีไว้สำหรับคุณ

10)เฝ้าระวังความขมขื่น ณ ต้นปีนี้ คุณต้องล้างตัวคุณเองจากความขมขื่น ที่จุดเริ่มต้นของปี (เดือนแรก) คุณต้องระวังความขมขื่น และตอนนี้ในเดือนที่ 7 ให้ไปไกลขึ้นอีกก้าวและต้องมั่นใจได้ว่าคุณถูกล้างแล้วจากความขมขื่นทั้งหมด ทั้งต่อคนอื่น ต่อตัวคุณเอง และต่อพระเจ้า (ฮบ.12.15)

11)เดือนแห่งการควบคุมสภาพสมดุลอย่างดี บางสิ่งกำลังเข้าสู่การเสร็จสมบูรณ์ ในขณะที่สิ่งอื่นๆเพิ่งจะเริ่มต้น

12)เดือนนี้เชื่อมโยงกับโยเซฟ ซึ่งอ้างอิงถึงสัดส่วน 2 เท่า (ปฐก 49.22-26 จากโยเซฟคนเดียว มาเป็น ลูกชาย 2 คน คือ เอฟราอิม กับ มนัสเสห์ ผู้ซึ่งกลายมาเป็น 2 ใน 12 เผ่าของอิสราเอล)

(ข้อมูลจาก http://www.arise5.com/#/hebrew-months)
(ขอขอบคุณ คุณเอกจิต จรุงพรสวัสดิ์ ผู้แปล)

11 กันยายน 2555

Rosh Hashanah ปี 5773 ปีแห่งพระพรความมั่งคั่ง

สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน ในครั้งนี้ผมได้กลับมาเขียนบทความลงใน  Blog อีกครั้งหลังจากไม่ได้เขียนมานานเกือบเดือน เนื่องจากติดภารกิจหลายประการและเพิ่งเดินทางกลับมาจากการไปประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 28 ส.ค.-6 ก.ย.12 ที่ผ่านมา  ผมได้จดบันทึกการเดินครั้งนี้ไว้ ในโอกาสต่อไปคงจะได้มาเขียนเพื่อเล่าสู่กันฟัง
ในช่วงเดินทางไปอิสราเอลได้ทำความเข้าใจหลายประการเกี่ยวกับวัฒนธรรม การดำเนินชีวิตและความหมายของคำในภาษาฮีบรูของชาวอิสราเอลเพิ่มขึ้น ทำให้เข้าใจสิ่งที่เป็นความสำคัญของพระวจนะของพระเจ้าที่บันทึกในพระคัมภีร์มากยิ่งขึ้น เป็นการท่องโลกในพระคัมภีร์ ดังนั้นประเทศอิสราเอลจึงเป็นประเทศที่น่าหลงไหล การทรงสถิตของพระเจ้าในประเทศนี้ทำให้ผมหลงรักประเทศเทศนี้ ผมเชื่อว่าเมื่อผู้ใดไปแล้วคงต้องอยากจะกลับไปอีกครั้ง 
สำหรับบทความในครั้งนี้ ผมขอแบ่งปันในเรื่องเทศกาลเสียงแตรเขาสัตว์ หรือที่เรียกว่า "รอช ฮาชชะนาห์"(Rosh Hashanah)เทศกาลนี้มีความสำคัญอย่างไร นั่นก็คือ เป็นการเริ่มต้นปี (Head of the year)หรือเรียกง่ายว่า เทศกาลปีใหม่ของชาวอิสราเอล  การเป่าแตรเขาสัตว์(Shofar)เป็นการปลุกให้ตื่นขึ้นเพื่อจะกลับมาแสวงหาพระเจ้า ในวัฒธรรมของชาวอิสราเอลหรือชาวยิว เขาจะมีการเป่าแตรเขาสัตว์ในทุกต้นเดือนที่เราเรียกว่า "รอช โคเดช" (Rosh Chodesh) คำว่า "รอช" (Rosh)หมายถึง ต้น หรือ หัว(head) ส่วนคำว่า "โคเดช" (Chodesh) ให้ความหมายว่า การชำระชีวิต(sanctify)เป็นการ "ตั้งสติก่อนสตาร์ท"เพื่อให้พระเจ้าอวยพระพรชีวิตก่อนเริ่มต้นในแต่ละเดือนโดยนับจากวันขึ้นค่ำดวงจันทร์วันใหม่(new moon)ของการเริ่มต้นเดือนใหม่ตามปฏิทินแบบจันทรคติของยิว 
(อ่านรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้จาก บทความ :ความเข้าใจเกี่ยวกับผลแรกในวันต้นเดือน(Rosh Chodesh))

ฉะนั้น "รอช ฮาชชะนาห์"(Rosh Hashanah)จึงให้ความหมายถึง เป็นการเริ่มต้นปี (Head of the year)ตรงกับวันที่ 1ของเดือนทิชรี(Tishrei)เป็นเดือนแรกตามปฎิทินฮีบรูแบบราชการ(government calendar)แต่เป็นเดือนที่ 7 ตามปฎิทินฮีบรูแบบศาสนา(Ecclesiastical calendar)ในสมัยก่อนเรียกว่า เดือน "เอธานิม" (Ethanim)หากเราจำเหตุการณ์สำคัญในเดือนนี้ได้เดือนนี้เป็นเดือนที่กษัตริย์ซาโลมอนมอบถวายพระวิหารแด่พระเจ้าและพระสิริของพระเจ้าเทลงมาอย่างเต็มขนาด(2 พศด 6:12-42)เดือนทิชรี(Tishrei)(ปี 2012 ตรงกับช่วงวันที่ 17ก.ย.-16 ต.ค.12)จึงเป็นเดือนที่สำคัญและมีเทศกาลสำคัญถึง 3 เทศกาลด้วยกันคือ

1.Rosh Hashanah (เริ่มเย็นวันที่ 16 ก.ย.12จนถึงเย็นที่ 18 ก.ย.12)
2.เทศกาลวันลบมลทินบาป(ยม คิปปูร์-Yom Kippur)(ช่วง 10วันแห่งความยำเกรงพระเจ้า วันที่ 1-10 Tishrei หรือวันที่ 16-26 ก.ย.12 วันที่ 26 ก.ย.เป็นวันลบมลทินบาป(Yom Kippur)
3.เทศกาลอยู่เพิง(สุคต-Sukkot)(ช่วงวันที่ 15-21Tishrei - วันที่1-7ต.ค.12)
สำหรับในเทศกาล"รอช ฮาชชะนาห์"(Rosh Hashanah)ปี 2012 นี้ เป็นการเริ่มต้นปี 5773 ปีแห่งพระพรความมั่งคั่ง  ปี 5773 เป็นปีการรื้อฟื้นสู่การไถ่กลับมาทั้งหมด ปีที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างช่องว่างของอดีตไปสู่อนาคต (From recovery to wholeness : A year to bride the gap between past and future)

หากพิจารณาตามความหมายเชิงสัญลักษณ์ของอักษรฮีบรู คือ ปี "Ayin-Gimel"ג ע ผมขอนุญาตสรุปความหมายโดยสังเขปดังนี้ (ในช่วงสัมมนา Issacar camp วันที่ 26-28ต.ค.นี้ Dr.Robert Heidler จาก Glory of Zion จะมาอธิบายให้เราเข้าใจอย่างลึกซึ้งมากขึ้น)

ตัวอักษรเอยิน ע (Ayin) คือ ตัวอักษรที่เป็นภาพของดวงตาที่มองเห็น เป็นปีแห่งการเปลี่ยน หมายถึงเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแล้วไม่ใช่เป็นปีของสิ่งเดิมๆ เปลี่ยนในที่นี้หมายถึงเป็นปีแห่งการจบสิ้นสิ่งเก่าและเริ่มต้นสิ่งใหม่ ไม่ใช่คิดว่าเริ่มต้นสิ่งใหม่แต่ยังวังวนในสิ่งเก่านี่ไม่ใช่การเริ่มต้นสิ่งใหม่ สิ่งใหม่ก็คือสิ่งใหม่ พระเจ้ากำลังทำสิ่งใหม่

ตัวอักษรกิเมล ג (Gimel) คือ ตัวอักษรภาพที่เป็นภาพของตัวอูฐ หมายถึง ความมั่งคั่ง พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนมั่งมีจะเข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ก็ยาก เราบอกท่านทั้งหลายอีกว่า ตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในอาณาจักรของพระเจ้า"
พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า  เมื่อพวกสาวกของพระองค์ได้ยินก็ประหลาดใจมาก จึงทูลว่า "ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้" พระเยซูทอดพระเนตรดูพวกสาวกและตรัสกับเขาว่า "ฝ่ายมนุษย์ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่พระเจ้าทรงกระทำให้เป็นไปได้ทุกสิ่ง"(มธ 19:24-26)
แนวคิดของพระคัมภีร์โยงอูฐกับความมั่งคั่งนั้น พระเยซูคริสต์ทรงตระหนักและยืนยันสิ่งนี้เมื่อพระองค์ทรงเลือกอูฐเพื่อเปรียบเทียบกับคนรวยในหนึ่งในคำสอนที่มีชื่อเสียงของพระองค์ ซึ่งได้แสดงไว้ในตอนต้นของบทนี้ด้วย กล่าวว่า  "ตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในอาณาจักรของพระเจ้า"
รูเข็มให้ความหมาย 2 แบบคือโพลงที่ให้สัตว์รอดช่องที่กำแพง หรืออาจจะเป็นรูเข็มจริงๆที่ใช้เย็บผ้าก็ได้ แต่ในฝ่ายวิญญาณหมายถึงทางแคบแห่งกางเขนซึ่งผู้ที่ติดตามพระคริสต์ต้องปรารถนาจะวางทุกสิ่งลงโดยสมบูรณ์เพื่อที่จะเข้าไปในแผ่นดินของพระเจ้าได้ ดังที่มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า "ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตของตนรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตของตนเพราะเห็นแก่เรา ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องสูญเสียจิตวิญญาณของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร หรือผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาจิตวิญญาณของตนกลับคืนมา"(มธ.16:25-27)

แม้พระเจ้าทรงประสงค์จะเป็นที่หนึ่งในหัวใจคนของพระองค์ พระองค์ก็ทรงรับประกันว่าทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์ และปฏิเสธตนเองจะได้รับรางวัล ดังที่พระเยซูคริสต์เจ้าเองก็ทรงสัญญาเช่นนั้นว่าจะได้รับตอบแทนร้อยเท่า คือบ้าน พี่น้องชายหญิง มารดา บุตรและที่ดิน ทั้งจะถูกการข่มเหงด้วย และในโลกหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร์(มก. 10:29)


ดังนั้นความมั่งคั่งที่จะมาสู่ชีวิตของเรา เราจะต้องเผชิญปัญหาความยากลำบาก เหมือนการผ่านเข้าไปในช่องแคบ และต้องหาทางออกให้ได้
ผมนึกถึงตอนที่ผมอยู่ที่ประเทศอิสราเอล จะมีช่องอุโมงค์ที่กษัตริย์ดาวิดให้ทหารขุดไปเพื่อไปยึดและเอาชนะคนเยบุสได้ จึงสถาปนาเป็นเมืองของดาวิด(City of David)ได้ 
ทีมที่เราไปอิสราเอลได้เดินผ่านอุโมงค์นั้น และอธิษฐานเป็นการทะลุทะลวงฝ่ายวิญญาณ(breakthrough)วันนี้เราต้องเอาชนะปัญหาของเราให้ได้เพื่อรับพระพรจากพระเจ้า


ตัวอักษร กิเมลในพระธรรมที่ยิ่งใหญ่คือสดุดี 119:17 นั้นเปิดเผยหัวใจอันมั่งคั่งของตัวอักษรนี้ โดยกล่าวว่า “ขอทรงดี (ฉบับ King James - bountifully, ภาษาฮีบรู -"gomel") ต่อผู้รับใช้ของพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะมีชีวิตอยู่ และจะปฏิบัติตามพระวจนะของพระองค์” 
รากศัพท์ของคำว่า "gomel" ใช้ในความหมายของ ผู้อุปการะ หรือ ผู้ที่ปฏิบัติอย่างใจกรุณา ความหมายนี้มีฐานมาจากข้อกิเมลในท้ายบทที่31ของพระธรรมสุภาษิต (สภษ 31:12) “เธอจะทำความดีให้เขา ไม่ทำความร้าย ตลอดชีวิตของเธอ” เช่นกัน พระคัมภีร์ก็ใช้รากฐานอันนี้แหละเพื่อบรรยายความรักที่ท่วมท้นที่พระเจ้าประทานแก่เรา

คำว่า "อูฐ" ถูกพูดถึงครั้งแรกในเหตุการณ์ที่ฟาโรห์ให้ของขวัญกับอับราฮัมหลังจากเกิดเหตุที่น่าเสียใจกับซาราห์ภรรยาของเขา หลังจากนั้นก็ถูกพูดถึงเมื่อคนรับใช้ของอับราฮัมถูกส่งออกไปให้หาภรรยาให้กับอิสอัค และ “คนรับใช้นำอูฐ 10 ตัวจากอูฐของเจ้านายและออกไป เพื่อสิ่งดีทั้งสิ้นของเจ้านายจะอยู่ในมือของเขา” แล้วเมื่อเขาได้พบกับหญิงผู้นั้นผู้ซึ่งองค์เจ้านายได้ตั้งไว้ให้เป็นภรรยาของอิสอัค เขาก็ได้พรรณนาความมั่งคั่งของเจ้านายของเขาต่อเธอและครัวเรือนของเธอ กล่าวว่า

พระเยโฮวาห์ทรงอวยพระพรแก่นายข้าพเจ้าอย่างมากมาย ท่านก็เจริญขึ้น และพระองค์ทรงประทานฝูงแพะแกะ และฝูงวัว เงินและทอง คนใช้ชายหญิง อูฐและลา (ปฐก 24:35)

อูฐยังพบอีกในการพรรณนาความมั่งคั่งของยาโคบ ลูกชายของอิสอัค (ปฐก 30:43)

อีกครั้งคือเมื่อราชินีแห่งเชบาซึ่งเป็นคนต่างชาติได้ยินถึงชื่อเสียงของซาโลมอน พระนางเสด็จมายังกรุงเยรูซาเล็ม พร้อมด้วยข้าราชบริพารมากมาย มีฝูงอูฐบรรทุกเครื่องเทศและทองคำเป็นอันมาก และเพชรพลอยต่างๆ(1พกษ. 10:2)

เช่นเดียวกัน พระเจ้าใช้ อูฐ ในอิสยาห์บทที่ 60:5-6 เพื่อพรรณนาทรัพย์สมบัติยิ่งใหญ่ที่จะไหลมาสู่คนยิว
5 ความอุดมสมบูรณ์ของทะเลจะหันมาหาเจ้า ความมั่งคั่งของบรรดาประชาชาติจะมายังเจ้า
6 มวลอูฐจะมาห้อมล้อมเจ้า อูฐหนุ่มจากมีเดียนและเอฟาห์ บรรดาเหล่านั้นจากเชบาจะมา เขาจะนำทองคำและกำยาน และจะบอกข่าวดีถึงกิจการอันน่าสรรเสริญของพระเยโฮวาห์
(มวลอูฐ ไม่ใช่ มูลอูฐ มวลอูฐจึงเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งที่จะมา)
ตัวอักษรกิเมล เครื่องหมายแสดงพระกรุณานิรันดร์ของพระเจ้า พระเจ้าทรงประทานสิ่งเหล่านี้แก่เรา  กิเมลเป็นเครื่องหมายแสดงพระกรุณานิรันดร์ของพระเจ้า นี่เป็นของความหมายที่เราต้องทำความเข้าใจเพื่อเราจะได้คาดหวังในการได้รับมรดกแห่งพระพรความมั่งคั่งเมื่อเราเชื่อมต่อกับชนชาติของพระเจ้าคืออิสราเอล (ปฐก.12) เราจะได้รับพระพร
หากเปรียบเทียบอูฐเป็นยานพาหนะในปัจจุบัน จะเป็นเสมือนรถยนต์โก้หรู ยี่ห้อประมาณ Benz ,Volvo หรือบางคนอาจจะใช้รถยี่ห้อ Jaguar เป็นการเสริมสร้างบารมีเรียกว่า "รถโชว์" ไม่ใช่ "รถใช้" เพราะรถใช้งานจะเป็นพวกรถยี่ห้อ Toyota หรือ Honda หรือรถกระบะ ทนทานสมบุกสมบัน
ในประเทศอิสราเอลในสมัยก่อนจะใช้ลาหรือล่อในการเดินทาง หากผู้ใดมีอูฐถือว่ามีความมั่งคั่ง เมื่อผมเดินทางไปภูเขามะกอกเทศที่อิสราเอล จะมีลาเช่าให้ขี่รอบเมือง เพื่อระลึกถึงตอนที่พระเยซูคริสต์เสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มโดยทรงลูกลา(มธ.21)คนที่นั่นจะเรียกว่า "Jesus's taxi"


ความมั่งคั่งที่พระเจ้าจะอวยพรให้เราผ้ที่เชื่อในปีนี้นั้น ไม่ได้ให้เราเก็บไว้แต่ตนเองฝ่ายเดียว เพราะนั่นเป็นวิญญาณความยากจนที่จะครอบงำชีวิตเรา เพราะบางครั้งคนที่มีเงินเป็นเศรษฐีแต่กลับยากจนฝ่ายวิญญาณเพราะ "มีใจงก" ไม่ยอมแจกจ่ายออกไป แต่ต้องเป็นเศรษฐี "มีใจงาม"ที่แจกจ่ายออกไป แบบคริสตจักรชาวแคว้นมาซิโดเนีย ที่อัครทูตเปาโลชมเชย 2คร.8:1-3 ยิ่งกว่านี้ พี่น้องทั้งหลาย เราใคร่ให้ท่านทราบถึงพระคุณของพระเจ้า โดยที่พระองค์ได้ทรงโปรดประทานแก่คริสตจักรต่างๆในแคว้นมาซิโดเนีย เพราะว่าเมื่อคราวที่พวกเขาถูกทดลองอย่างหนักได้รับความทุกข์ยาก ความยินดีล้นพ้นของเขาและความยากจนแสนเข็ญของเขานั้น ก็ล้นออกมาเป็นใจโอบอ้อมอารีของเขา เพราะข้าพเจ้าเป็นพยานได้ว่า เขาถวายโดยสุดความสามารถของเขา ที่จริงก็เกินความสามารถของเขาเสียอีก และเขายังได้วิงวอนเรามากมายขอให้เรายอมรับของถวายนั้น และให้เขามีส่วนในการช่วยวิสุทธิชนด้วย ไม่เหมือนที่เราได้คาดหมายไว้ แต่ได้ถวายตัวเขาเองแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าก่อน แล้วได้มอบตัวให้เราตามพระประสงค์ของพระเจ้า
ดังนั้นเราคงเข้าใจแล้วว่าทำไมพระธรรม 2 คร. จึงทำให้อัครทูตเปาโลผู้ซึ่งทนทุกข์หนักหนาในพันธกิจแห่งข่าวประเสริฐของเขาได้พรรณนาตัวเขาไว้ว่า “เหมือนคนยากจน แต่ยังทำให้คนเป็นอันมากมั่งมี เหมือนคนไม่มีอะไรเลย แต่ยังมีสิ่งสารพัดบริบูรณ์” และทำไมท่านจึงใช้ถ้อยคำแบบเดิมในเวลาต่อมาในพระธรรมนี้เพื่อบรรยายข่าวประเสริฐในรูปของความยากจนและความมั่งคั่ง เพราะท่านทั้งหลายรู้จักพระคุณของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราว่า แม้พระองค์มั่งคั่ง พระองค์ก็ยังทรงยอมเป็นคนยากจน เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายเพื่อท่านทั้งหลายจะได้เป็นคนมั่งมี เนื่องจากความยากจนของพระองค์(2คร.8:9)
พระเยซูคริสต์ พระองค์ผู้ทรงอยู่ในสภาพพระเจ้ามิได้ทรงเห็นว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นการแย่งชิงเอาไปเสีย แต่ได้ทรงกระทำพระองค์เองให้ไม่มีชื่อเสียงใดๆ และทรงรับสภาพอย่างผู้รับใช้ ทรงถือกำเนิดในลักษณะของมนุษย์ และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลง ยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน
(ฟป. 2:6-7)
พระองค์ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์จากสวรรค์ของเรา พระองค์ทรงส่งทูตของพระองค์ขี่อูฐ(camel)มาเป็นผู้เปิดประตูสวรรค์ด้วยกุญแจที่มาจากพระโลหิตของพระองค์เพื่อช่วยจิตวิญญาณของเราจากขุมนรกและนำเราเข้าไปในอาณาจักรแห่งพระสิริของพระองค์ เป็นไถ่สิ่งที่เราสูญเสียไปในอดีตโดยมารซาตาน ถึงแล้วที่เราในฐานะคริสตจักรของพระองค์จะต้องใช้กุญแจแห่งความเชื่อนี้ เปิดประตูความตาย "เพื่อปล้นนรก ปลูกอาณาจักรของพระเจ้า" ตามที่พระเยซูคริสต์มอบไว้(มธ.16:18)

ในปีนี้คริสตจักรแห่งพระบัญชา(UCC)เรามีการเฉลิมฉลองในวันอาทิตย์ที่ 16 ก.ย.เรามีการอธิษฐานและนมัสการจนถึงเวลาหกโมงเย็น เพื่อเป็นการนับถอยจากปี 5772 ปีแห่งพันธสัญญา ไปสู่ปี 5773 เป็นปีพระพรแห่งความมั่งคั่ง
ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองเทศกาลในภาพรวม เราสามารถเตรียมชีวิตของเราและฉลองเทศกาลต่างๆในเดือนนี้ในภาพส่วนบุคคลได้ ผมขอเสนอแนวทางการปฏิบัติในเทศกาลในกลุ่มย่อยๆ ดังนี้ครับ

ในเทศกาล Rosh Hashanah มีการเป่าเสียงแตรเขาสัตว์ เป็นเสียงเตือนให้กลับมาหาพระเจ้า เป็นช่วงเวลาของการทำลายสิ่งเก่าและรุกเข้าไปสู่สิ่งใหม่

จงออกมาจากรูปแบบเดิมที่รู้สึกมั่นคง คำอธิษฐาน : ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์แสวงหาความมั่นคงปลอดภัยในพระองค์

จงทำลาย นิสัยเดิมๆ คำอธิษฐาน : ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ใจของข้าพระองค์ปรารถนาที่จะเปลี่ยนแปลง

กลับใจจากวิธีคิดแบบเดิมๆ คำอธิษฐาน : ข้าแต่พระเจ้า โปรดให้ข้าพระองค์ออกจากสิ่งเก่าเข้าสู่สิ่งใหม่

แผนการของพระเจ้าสำหรับการเริ่มต้นปี เข้าสู่ประสบการณ์สู่พระสิริของพระเจ้า

1. ฟังเสียงปลุกให้ตื่น ดังเช่นการเข้าสู่เทศกาลเสียงแตรโดยตื่นจากหลับใหลเข้าสู่เวลาของพระองค์

2. เสาะแสวงหาพระเจ้า ในช่วง 10วันแห่งความยำเกรง (Yom Kippur)

3. รับการรื้อฟื้น อธิษฐานสารภาพบาปในวันลบมลทินบาป กลับใจจากสิ่งเลวร้าย เข้ามาพึ่งพาพระคุณพระเจ้า

4. ชื่นชมในการทรงสถิตของพระเจ้า ดังเช่นการเข้าสู่เทศกาลอยู่เพิง ด้วยความหวังใจ พระเยซูเป็นดังที่พำนักในชีวิตของเรา พระองค์ทางอยู่ทามกลางเรา


การฉลองในเทศกาล Rosh Hashanah มีการรับประทานอาหารร่วมกัน ที่นิยมคือ การรับประทานแอปเปิ้ลจิ้มน้ำผึ้งในช่วงวันขึ้นปีใหม่ จะอวยพรกันว่า

"Shana- Tova" ชานา โตวา แปลว่า สุขสวัสดีในช่วงปีใหม่ ( A Good and Sweet Year)
    ขอพระเจ้าอวยพระพรในเทศกาลแห่งปีใหม่นี้ครับ