การเจิมแบบกษัตริย์(Royal Anointing)

ในค่ำคืนวันศุกร์ที่ 22 เม..ที่ผ่าน พี่น้องคริสเตียนในโซนฝั่งธน ได้จัดงาน Friday night prayer เป็นการร่วมใจกันอธิษฐาน ในครั้งนี้จึงจัดงานเทศกาลปัสกา ร่วมระลึกการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ไปด้วยครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ที่เราร่วมใจกันจัดงานการอธิษฐาน โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2011
เราใช้ชื่อว่า "Burning Bush" เป็นเรื่องการทรงเรียกของพระเจ้าที่ทรงเรียกโมเสสในการรับใช้พระองค์(อพย3) (สามารถอ่านได้ใน http://pattamarot.blogspot.com/2010/12/burning-bush.html)
และครั้งที่ 2 ที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 17 ..2011 ใช้ชื่อว่า Possessing the land รุกคืบสู่ดินแดนพระสัญญา เป็นการนำหลักการจากพระธรรมโยชูวา บทที่ 1 (สามารถเข้าอ่านได้ใน http://pattamarot.blogspot.com/2011/02/possessing-land.html)
ในครั้งนี้เป็นเรื่อง การเจิมแบบกษัตริย์(Royal Anointing) ผมขอให้คำนี้แทนคำว่า Kingly Anointing ซึ่งจะให้ความหมายเป็นภาพของชุมชนที่ได้รับการเจิมเพื่อทำการรับใช้จอมกษัตรา คือ พระเยซูคริสต์ที่ทรงเป็นขึ้นมาความตาย และพระองค์จะนำมาปกครองแห่งราชอาณาจักรของพระองค์ในวาระสุดท้ายของโลก สำหรับ Kingly Anointing เป็นการเจิมแบบปัจเจกบุคคล
เหตุที่เราต้องรับการเจิมแบบนี้เพราะในยุคนี้ เรากำลังเข้าสู่ยุคแห่งธรรมิกชน (The Saints) เราจะเห็นได้จากประวัติศาสตร์ของคริสตจักรที่เป็นขบวนการการรื้อฟื้น (Restoration) ของพระเจ้าสู่การขับเคลื่อนคริสตจักรแบบพันธกรทั้ง 5 (Fivefold ministry) จากพระธรรมเอเฟซัส 4:11-13
ยุคของธรรมิกชน (The Saints) เป็นยุคที่พวกเราทั้งหลาย(ผู้เชื่อ)จะได้รับการแบบเจิมของปุโรหิต และการเจิมแบบกษัตริย์ รับการส่งต่อและพัฒนาของประทาน จากพันธกรทั้งห้า เพื่อการครอบครองร่วมกับพระองค์ในโลกนี้ ด้วยสิทธิอำนาจจากการเจิมที่ทรงประทานให้
ดังนั้นเราจึงต้องทำความเข้าใจถึงเรื่องการเจิมแบบต่างๆ ผมขออธิบายโดยสังเขปดังนี้

เข้าใจเรื่องการเจิม(Anointing)
คำว่า เจิม ซึ่งเป็นคำกริยา ในภาษาฮีบรู คือ คำว่า Mashach คำนี้ให้ความหมายหลายอย่าง เช่น ขัดถูด้วยน้ำมัน ถวายตัว อุทิศถวาย ทำให้เป็นที่เคารพ และทาสี
ส่วนในภาษากรีกใช้คำว่า Murizoz หมายถึง ทา ดังนั้น ความหมายโดยทั่วไป ของคำว่า เจิม คือ ทาบางสิ่งลงบนบางสิ่งบางอย่าง โดยทั่วไปเป็นการ ทาน้ำมัน นอกจากนี้คำนี้ยังให้ภาพของการทาสี หรือย้อมสีอีกด้วย
การเจิมบางคน หรือ บางสิ่งบางอย่างนั้น เป็นการกระทำเพื่อบอกว่าสิ่งนั้น หรือบุคคลนั้นได้มอบไว้ หรือถวายไว้แล้ว
ส่วน คำว่า การเจิม ซึ่งเป็นคำนามนั้น ในภาษาฮีบรู มาจากคำว่า Mashyach หมายถึง การเจิมบุคคลไว้ เพื่อให้ทำหน้าที่พิเศษบางอย่าง
การเจิมเป็นการทรงสถิตของพระวิญญาณที่เทน้ำมันแห่งการเจิมลงมาเหนือบางคน เป็นการส่งผ่านไหลด้วยกำลังที่เหนือธรรมชาติเพื่อให้บุคคลที่ถูกเจิมนั้น กระทำหน้าที่หรืองานที่ได้รับมอบหมายพิเศษนั้นได้ โดยผู้นั้นจะถูกเรียกและแต่งตั้งให้ทำ
สำรวจพระคัมภีร์เรื่องการเจิม
การเจิมในประวัติศาสตร์ชนชาติยิว ใช้ทั้งกับสิ่งของและบุคคล เหตุการณ์แรกที่มีการเจิมโดยการใช้น้ำมันคือการเจิมเสาที่ทำด้วยหินโดยยาโคบ เพื่อทำให้เสานั้นศักดิ์สิทธิ์ (ปฐก.28:18) คนอิสราเอลยุคต่อมาภายใต้ธรรมบัญญัติของโมเสส หากจะมีการแยกบุคคลหรือสิ่งของใดๆ ไว้เพื่อความศักดิ์สิทธิ์จะมีการเจิมด้วยน้ำมันเจิมอันบริสุทธิ์” (อพย.30:23-25, 30-33)
ในเรื่องการเจิมบุคคลนั้น พระคัมภีร์เดิมกล่าวถึง ปุโรหิต กษัตริย์ และผู้เผยพระวจนะ ว่าเป็นผู้ที่ได้รับการเจิม โดยการเทน้ำมันลงบนศีรษะของผู้ที่ถูกเจิม (อพย. 29:7) การเจิมกษัตริย์นั้นจะทำโดยผู้เผยพระวจนะที่กระทำในฤทธิ์อำนาจและสิทธิอำนาจ ของพระเจ้า (1ซมอ.15:1) ส่วนการเจิมผู้เผยพระวจนะก็มีอย่างน้อย 2 ตัวอย่างใน 1พกษ.19:16 และ อสย.61:1
พระเยซูคริสต์ถูกกล่าวถึงว่าเป็น ผู้ที่ถูกเจิม(คำว่า Christ แปลว่า ผู้ที่ถูกเจิม) มากมายหลายตอนในพระคัมภีร์เดิมซึ่งเป็นคำพยากรณ์ถึงพระผู้ช่วยให้รอดที่จะ เสด็จมา(สดุดี 2:2, ดาเนียล 9:25-26) และในพระคัมภีร์ใหม่ก็บันทึกไว้ในคำเทศนาของเปโตร (กิจการ 4:26)
ในสมัยพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าเจิมเป็นรายบุคคล ให้ทำหน้าที่ที่เฉพาะเจาะจงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่น พระเจ้าเลือกบุคคล และเจิมให้บางคนเป็นผู้เผยพระวจนะ บางคนพระเจ้าเจิมให้ทำบทบาทปุโรหิต บางคนก็ได้รับการเจิมเป็นกษัตริย์
พระเจ้าทรงเจิมดาวิด ให้เป็นทั้งกษัตริย์ ผู้เผยพระวจนะและปุโรหิต
1 ซมอ.16:12 ดาวิดในฐานะกษัตริย์
2 ซมอ.23:2 ดาวิดในฐานะผู้เผยพระวจนะ
2 ซมอ.24:25 ดาวิดในฐานะปุโรหิต
ในพระคัมภีร์ใหม่ การเจิมมักถูกใช้ควบคู่ไปกับการรักษาโรค ให้ภาพของกิจกรรมที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทำในชีวิตของผู้เชื่อที่เกี่ยวข้อง กับการเจิม
เช่น สาวกของพระเยซูเจิมคนป่วยใน (มก.6:13) ยก.5:14 การเจิมในลักษณะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการรักษาความเจ็บป่วย
นอกจากนั้นการเจิมในพระคัมภีร์ใหม่ยังหมายถึงการเจิมของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วย ซึ่งจะนำมาซึ่งสติปัญญาและความเข้าใจฝ่ายวิญญาณในชีวิตของผู้เชื่อ (1ยน.2:20,27)
การเจิมแบบนี้ ไม่ได้จำกัดไว้สำหรับกษัตริย์ ปุโรหิต ผู้เผยพระวจนะ หรือผู้นำเท่านั้น แต่สำหรับทุกคนที่เชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ การเจิมด้วยน้ำมันเห็นได้ชัดข้างนอก แต่ต้องเกี่ยวข้องกับการเจิมฝ่ายวิญญาณด้วย เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเจิมใจของผู้เชื่อด้วยพระคุณ ความรักและความจริงของพระเจ้า
เมื่อเราศึกษาประวัติศาสตร์เรื่องการเจิมในพระคัมภีร์ เราพบว่าการเจิมนั้นเกี่ยวข้องกับการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิต ของผู้เชื่อที่พระเจ้าทรงเรียกมารับใช้พระองค์ตั้งแต่ในพระคัมภีร์เดิม
(1ซมอ.10:1,6 ,13 ซามูเอลจึงนำขวดเขาน้ำมันและเจิมตั้งดาวิด)
แต่เมื่อพระเจ้าได้ทำให้พระสัญญาในพระธรรมโยเอล 2:28 เป็นจริงใน กจ.2 พระวิญญาณของพระองค์ก็มาสถิตอยู่กับผู้เชื่อทุกคน

สรรเสริญพระเจ้า สำหรับสิทธิพิเศษของผู้เชื่อในยุคนี้ที่เป็นพระคุณของพระเจ้า ที่เราเป็นธรรมิกชนที่ได้รับการเจิมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
เราจึงสามารถกล่าวโดยสรุปได้ว่า การเจิม คือ การ ที่พระเจ้าได้แยกผู้เชื่อไว้สำหรับพระองค์ เพื่อปรนนิบัติในบทบาทหน้าที่ตามพระประสงค์ของพระองค์ โดยที่พระองค์ได้ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้สถิตอยู่กับผู้เชื่อคนนั้น เพื่อช่วยให้สามารถทำงานที่พระองค์ได้ทรงเรียกให้สำเร็จได้ นั่นเอง
ผู้เชื่อจึงจำเป็นต้องดำเนินชีวิตให้เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เสมอ เพื่อรักษาการเจิมของพระเจ้าไว้ในชีวิต
สัญลักษณ์ของการเจิมด้วยพระวิญญาณ : น้ำมัน
น้ำมันเป็นสัญลักษณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เนื่องด้วยลักษณะบางประการ
(อพย.30:22-25 พระเจ้าทรงให้โมเสส ใช้เครื่องเทศที่มีคุณภาพดีที่สุดเป็นส่วนผสมในการทำน้ำมันเจิม ส่วนผสมที่เป็นเครื่องเทศต่าง ๆ เหล่านี้มีค่า มีราคาแพง และหายากไม่ใช่หาได้ทั่ว ๆ ไป มีส่วนผสมของเครื่องเทศ 4 ชนิด คือ มดยอบ อบเชย ตะไคร้ การบูร และน้ำมันมะกอก ซึ่งส่วนผสมแต่ละอย่างมีความหมายในฝ่ายวิญญาณ รวมแล้วมีส่วนผสม 5 อย่าง เลขห้า ในพระคัมภีร์มีความหมายถึง พระคุณและความโปรดปรานของพระเจ้า)
การเจิมจึงเป็นการรับรองจากพระเจ้า ว่าผู้ที่ได้รับการเจิม เป็นดังภาชนะที่พระเจ้าเลือกใช้
การเจิมเป็นเรื่องที่ไม่ต้องป่าวประกาศต่อสาธารณชน ไม่ได้มีเพื่อโอ้อวด แต่พระเจ้าให้เพื่อการปรนนิบัติรับใช้พระองค์
ในเอเฟซัส บทที่ 4 พระเจ้าพูดว่า พันธกรทั้งห้า จะเตรียมธรรมิกชน คำว่า "เตรียม" ตรงนี้ มาจากภาษากรีกว่า Katartismos ให้ความหมายว่า ทำให้มีคุณภาพอย่างเต็มที่ เพื่อการรับใช้
อฟ. 4:12 เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้ เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น
นี่เป็นเวลาที่พระเจ้ากำลังฝึกฝน เตรียมคริสตจักร เป็นเวลาที่เราต้องรับการฝึกฝน การเจิมของพระเจ้า ที่ให้เราเดินก้าวลึกลงไปมากยิ่งขึ้น ตามที่กล่าวมาข้างต้น เป็นการเจิม 3 แบบ คือ
การเจิมแบบกษัตริย์ ผู้เผยพระวจนะและปุโรหิต
เราจึงต้องทำความเข้าใจบทบาททั้ง 3 บทบาท แม้ว่าเราจะไม่ได้รับจากเจิมทั้ง 3 แบบในคนเดียว แต่คริสตจักรจะต้องขับเคลื่อนจากเจิมทั้ง 3 แบบนี้เพื่อไปสู่พันธกรทั้ง 5
การเจิมแบบปุโรหิต (Priestly Anointing)
ในความหมายทั่วไป คำว่า ปุโรหิต คือผู้กลาง(Mediator)ที่เป็นผู้ที่ถวายการปรนนิบัติรับใช้แด่พระเจ้า
ทำหน้าที่ถวายเครื่องสัตวบูชาแทนประชาชนในยุคปัจจุปันเราไม่มีผู้กลาง เพราะพระเยซูคริสต์เป็นผู้กลางนำ
เราเข้ามาหาพระเจ้าแล้ว เราจึงเข้ามาแสวงหาพระเจ้าโดยไม่ต้องผ่านผู้กลางอีกต่อไป
ฮีบรู 9:15 เพราะเหตุนี้พระองค์จึงทรงเป็นผู้กลางแห่งพันธสัญญาใหม่ เพื่อให้คนทั้งหลายที่พระองค์ทรงเรียกมา ได้รับมรดกนิรันดร์ตามพระสัญญา เพราะการพลีชีวิตนั้นไถ่คนให้พ้นจากบาปอันเกิดใต้พันธสัญญาเดิมแล้ว
เราจึงเป็นผู้ที่ถูกเจิมให้เป็นปุโรหิตหลวงของพระเจ้าเผื่อปรนนิบัติพระเจ้า
1เปโตร 2:9 แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์
กล่าวโดยสรุป ความหมายของ ปุโรหิต มี 4 C นั่นคือ

C = Consecrated การอุทิศตัว แยกไว้เฉพาะพระเจ้า
C = Called ได้รับการทรงเรียกให้ปรนนิบัติรับใช้พรเจ้า
C = Clean ชำระตัวให้บริสุทธิ์
C = Come to God มีภารกิจในการนำคนมาถึงพระเจ้า (มาสู่ที่ประทับพระเจ้า)

ผู้เผยพระวจนะเป็นการเจิมแห่งการนำผู้เชือในมิติฝ่ายวิญญาณไม่ว่า การเผยพระวจนะ การอธิษฐานวิงวอน และการนมัสการพระเจ้า ในยุคนี้เป็นยุคธรรมิกชนที่เราได้รับการเจิมโดยพระวิญญาณจากคำเผยพระวจนะในพระธรรมโยเอล 2:28-29 สำเร็จในพระธรรมกิจการฯ ที่เราจะออกไปทำการเผยพระวจนะของพระองค์จนสุดปลายแผ่นดิน

กิจการของอัครทูต 2:17-18
17 "พระเจ้าตรัสว่าในวาระสุดท้าย เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราโปรดประทานแก่มนุษย์ทั้งปวง บุตราบุตรีของท่านทั้งหลายจะกล่าวคำพยากรณ์ คนหนุ่มของท่านจะเห็นนิมิต และคนแก่จะฝันเห็น
18 ในคราวนั้น เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราบนทาสทาสีของเรา และคนเหล่านั้นจะกล่าวคำพยากรณ์
การเจิมแบบกษัตริย์(Royal Anointing)
สำหรับการเจิมแบบนี้ จะเป็นเรื่องของการปกครองในสมัยพระคัมภีร์เดิมคือ กษัตริย์ ปกครองชุมชนคนอิสราเอล ชนชาติของพระเจ้า แต่ในปัจจุบัน ชุมชนของพระเจ้า คือ คริสตจักร ผู้ที่ทำหน้าที่นี้คือ อัครทูต เพราะ อัครทูต เป็นการเจิมแห่งการมองเห็นภาพรวม เห็นแบบแผนที่แท้จริงของคริสตจักร เป็นการเจิมแห่งการวางรากฐานความเชื่อให้ตั้งอยู่บนพระคริสต์อย่างแท้จริง และอัครทูตมีการเจิมแห่งการปลดปล่อยคนเข้าสู่พันธกิจอย่างที่ควรจะเป็น
ดังนั้นเมื่อมีการเจิมแบบกษัตริย์จึงต้องการการขับเคลื่อนพันธกรทั้งห้า(อฟ.4:11-13) คือ ของประทานห้าอย่างที่มีความสำคัญเท่าๆกัน และเมื่อทั้งห้าของประทานทำงานร่วมกัน เราจะเห็นคริสตจักรไปสู่ความไพบูลย์ในพระคริสต์
ดังนั้นเราจึงต้องเข้ามาผูกพันอุทิศตัว (ในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า alignment บางครั้งแปลว่า ร่วมหัวจมท้าย )กับคริสตจักร เพื่อรับการเจิมแบบกษัตริย์ที่ส่งผ่านเป็นการขับเคลื่อนคริสตจักรแบบอัครทูต
เมื่อเรารับการเจิมแบบนี้ เราจะเห็นมิติอัศจรรย์มากกว่าการรับใช้ในอดีตที่ผ่านมา
ข้อแนะนำในการปฎิบัติในคริสตจักรในเรื่องการเจิม
1. ผู้ที่ได้รับการเจิมคือผู้เชื่อทุกคน โดยพระวิญญาณฯ เราทุกคนจึงสามารถทำพระราชกิจของพระเจ้าได้ ทุกคนทำได้ (Everyone can play) แต่เราต้องเข้าใจรับการเรื่องการเจิม มีการส่งผ่านการเจิม (Impartation) เราต้องรับการเจิมส่งผ่านจากผู้มีของประทานและมีสิทธิอำนาจจึงจะส่งต่อไปได้ หากเราไม่ได้รับมาจะส่งต่อได้อย่างไร
2.ทำความเข้าใจในเรื่องการเจิม อย่านำไปเจิมโดยปราศจากความเข้าใจและทำเป็นพิธีกรรมและรูปแบบ
3.น้ำมันและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในการเจิม ไม่ได้มีความศักดิ์สิทธ์ในตัวเอง สิ่งที่สำคัญมากกว่าอุปกรณ์ที่ใช้ในการเจิมคือ ชีวิตของผู้ที่ส่งผ่านการเจิม สิทธิอำนาจมาจากชีวิตและชีวิตของผู้มีสิทธิอำนาจจะเป็นผู้ส่งผ่านการเจิมลงไป
4.การเจิมควบคู่ด้วยสิทธิอำนาจ สิทธิอำนาจไหลจากบนไปสู่ข้างล่าง
สดุดี 133:2-3
2 เหมือนน้ำมันประเสริฐอยู่บนศีรษะไหลอาบลงมาบนหนวดเครา บนหนวดเคราของอาโรน ไหลอาบลงมาบนคอเสื้อของท่าน
3 เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน ซึ่งตกลงบนเทือกเขาศิโยน เพราะว่าพระเจ้าทรงบังคับบัญชาพระพรที่นั่น คือชีวิตจำเริญเป็นนิตย์
5.การวางมือในการส่งผ่านการเจิม เราต้องทำความเข้าใจในเรื่องการวางมือ มี 3 ระดับคือ
ระดับที่ 1 กรวางมือเพื่ออวยพรทุกคนทำได้
ระดับที่ 2 การวางมือเพื่ออธิษฐานเพื่อเยียวยา บำบัดปลดปล่อย ทุกคนที่มีความเชื่อหรือในบรรยากาสที่ประชุมมีความเชื่ออธิษฐานร่วมกัน และผู้มีของประทานวางมือ
ระดับที่ 3 วางมือเพื่อส่งผ่าน (Impartation) ต้องให้ผู้ที่มีสิทธิอำนาจ ผู้ที่มีของประทานนั้นส่งผ่าน
กล่าวคือเรื่องของการเจิม เป็นการเห็นคุณค่าการเจิม ทำความเข้าใจ ใช้อย่างมีความหมาย

สุดท้ายขอฝากข้อคิดเรื่องการเจิม เพื่อจำก่อนจบ
1.การเจิม-เริ่มมาจากการเจียม (เจิม+เตรียม) - เตรียมใจ เตรียมชีวิตให้พร้อมเพื่อรับการเจิมจากพระเจ้าโดยพระวิญญาณ ด้วยท่าทีถ่อมใจเจียมเนื้อเจียมตัว ไม่ได้อวดอ้างแต่ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า
2.การเจิม-จบด้วยการจาก สิ่งสำคัญมากกว่าการรับการเจิม คือ การรักษาการเจิม เพราะการเจิมอาจจะพรากจากไปได้ หากไม่รักษาชีวิตให้ดี ตัวอย่างเช่นซาอูล(1ซมอ.15)
3.การเจิม-จะแจ๋วถ้านำมาจอยกัน การเจิมจะถูกพัฒนามากขึ้นคือการนำของประทานที่ได้รับการเจิม มาเสริมสร้างกันในคริสตจักร เรีกว่า มาจอย(Joint)กัน มาร่วมกันรับใช้ตามของประทาน (อฟ.4:11-13) มีการขับเคลื่อนในของประทานต่างๆ ทั้ง 5 คือ อัครทูต ผู้เผยพระวจนะ ศิษยาภิบาล อาจารย์และผู้ประกาศ เพื่อจะพัฒนาคริสตจักรไปสู่ความไพบูลย์ในพระคริสต์
ทำได้แบบนี้รับรองการเจิมในคริสตจักร จะแจ๋วจริง วันนี้ขอแจ๋วหลบ จบแล้ว
ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ

ความคิดเห็น

  1. ขอพระเจ้าให้การเจิมระดับที่สามารถทำการอัศจรรย์ได้แก่ผู้เชื่อทุกคน
    การเจิมจะเพิ่มพูนถ้าคริสตจักรส่งเสริมของประทานฝ่ายวิญญาณ และเปิดโอกาสให้คนได้ใช่ของประทาน

    ขอพระเจ้าเสริมกำลังนะครับ

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น