Acts 2:1-21_คริสตจักรที่ “ทำตาม”พระบัญชา(Total obedience)

ศึกษาพระธรรมกิจการของอัครทูต
คริสตจักร “ต้นแบบ” ตามพระบัญชา


1 เมื่อวันเทศกาลเพ็นเทคอสต์ {แปลว่า ที่ห้าสิบ เป็นเทศกาลภายหลังวันเริ่มเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ50วัน} มาถึง จำพวกศิษย์จึงรวมอยู่ในที่แห่งเดียวกัน
2 ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น
3 มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏแก่เขากระจายอยู่บนเขาสิ้นทุกคน
4 เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด
5 มีพวกยิวจากทุกประเทศทั่วใต้ฟ้าซึ่งเป็นผู้เกรงกลัวพระเจ้า มาอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม
6 เมื่อมีเสียงอย่างนั้นเขาจึงพากันมา และฉงนสนเท่ห์เพราะต่างคนต่างได้ยินเขาพูดภาษาของตัว
7 คนทั้งปวงจึงประหลาดและอัศจรรย์ใจพูดว่า "ดูแน่ะ คนทั้งหลายที่พูดกันนั้นเป็นชาวกาลิลีทุกคนไม่ใช่หรือ
8 เหตุไฉนเราทุกคนได้ยินเขาพูดภาษาของบ้านเกิดเมืองนอนของเรา
9 เช่นชาวปารเธียและมีเดีย ชาวเอลามและคนที่อยู่ในเขตแดนเมโสโปเตเมีย และแคว้นยูเดียและแคว้นคัปปาโดเซีย ในแคว้นปอนทัสและเอเชีย
10 ในแคว้นฟรีเจีย แคว้นปัมฟีเลียและประเทศอียิปต์ในแขวงเมืองลิเบียซึ่งขึ้นกับนครไซรีน และคนมาจากกรุงโรม ทั้งพวกยิวกับคนเข้าจารีตยิว
11 ชาวเกาะครีตและชาวอาระเบีย เราทั้งหลายต่างก็ได้ยินคนเหล่านี้กล่าวถึงมหกิจของพระเจ้า ตามภาษาของเราเอง"
12 เขาทั้งหลายจึงอัศจรรย์ใจ และฉงนสนเท่ห์พูดกันว่า "นี่อะไรกัน"
13 แต่บางคนเยาะเย้ยว่า "คนเหล่านั้นเมาเหล้าองุ่นใหม่"
14 ฝ่ายเปโตรได้ยืนขึ้นกับอัครทูตสิบเอ็ดคน และได้กล่าวแก่คนทั้งปวงด้วยเสียงอันดังว่า "ท่านชาวยูเดียและบรรดาคนที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม จงทราบเรื่องนี้และฟังถ้อยคำของข้าพเจ้าเถิด
15 ด้วยว่าคนเหล่านี้มิได้เมาเหล้าองุ่นเหมือนอย่างที่ท่านคิดนั้น เพราะว่าเป็นเวลาสามโมงเช้า
16 แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตามคำซึ่งโยเอลผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้ว่า
17 "พระเจ้าตรัสว่าในวาระสุดท้าย เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราโปรดประทานแก่มนุษย์ทั้งปวง บุตราบุตรีของท่านทั้งหลายจะกล่าวคำพยากรณ์ คนหนุ่มของท่านจะเห็นนิมิต และคนแก่จะฝันเห็น
18 ในคราวนั้น เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราบนทาสทาสีของเรา และคนเหล่านั้นจะกล่าวคำพยากรณ์
19 เราจะสำแดงการอัศจรรย์ในอากาศเบื้องบน และนิมิตที่แผ่นดินเบื้องล่าง เป็นเลือด ไฟ และไอควัน
20 ดวงอาทิตย์จะมืดไป และดวงจันทร์จะกลับเป็นเลือด ก่อนถึงวันใหญ่นั้น คือวันใหญ่ยิ่งของพระเจ้า
21 และจะเป็นเช่นนี้คือ ทุกคนซึ่งได้ออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด


อารัมภบท

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ตอนนี้เป็นตอนที่3ในการศึกษาพระธรรมกิจการฯร่วมกัน ซึ่งถือเป็นตอนจบของ Series แรกคือการเป็นคริสตจักรตามพระบัญชาของพระเจ้าที่มาจากการน้อมรับ ยอมจำนน และเชื่อฟังทำตามพระบัญชาอย่างสุดใจ ซึ่งผู้อ่านสามารถไปอ่านในตอนที่ 1คือ

คริสตจักรที่ “น้อมรับ” พระบัญชา(Total commitment)และตอนที่ 2 คริสตจักรที่ “ยอมจำนน”ตามพระบัญชา(Total surrender) และตอนที่ 3 กจ. 2:1-21 นี้ ผมขอให้ชื่อว่า คริสตจักรที่ “ทำตาม”พระบัญชา(Total obedience) เป็นการสำแดงความเชื่อฟังพระบัญชาออกมาเป็นการกระทำ เหตุการณ์ในครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยน(Turning point)ครั้งสำคัญของการรับใช้ของคริสตจักรในสมัยนั้น เพราะเคลื่อนไปด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่เทลงมาตามพระสัญญาของพระเยซูคริสต์ ในครั้งนี้เราได้รับการเรียนรู้สิ่งใดบ้าง เราจะมาศึกษาไปด้วยกัน



1.ข้อสังเกตเพื่อใคร่ครวญ

สิ่งแรกที่เราสามารถสังเกตได้คือการ“คาดหวังการเต็มล้นอย่างเป็นหนึ่งเดียว”ของบรรดาสาวกที่เฝ้าอธิษฐานที่ห้องชั้นบน แลเห็นผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้น นั่นคือการเทศลงมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในช่วงเทศกาลวันเพ็นเทคอสต์(Pentecost)
วิลเลี่ยม แคร์รี่ (William Carey) มิชชั่นนารีชาวอังกฤษที่ไปประกาศในประเทศอินเดียกล่าวไว้ว่า "เมื่อเราคาดหวังสิ่งยิ่งใหญ่จากพระเจ้า เราต้องทำสิ่งที่ใหญ่ยิ่งเพื่อพระองค์ด้วย"
(Expect great things; attempt great things,)
นั่นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณและการออกไปประกาศข่าวประเสริฐเพื่อพระเจ้า
“เทศกาลเพ็นเทคอสต์” ที่กล่าวถึงนี้ เป็นเทศกาลของคนยิว ซึ่งมีขึ้น 50 วัน หลังเทศกาลปัสกา(Passover) สำหรับคนยิวจะมีเทศกาลหลักประจำปีอยู่ 3 เทศกาลด้วยกัน คือ

1.“เทศกาลปัสกา” หรือ บางทีเรียกว่า “เทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ”
2. “เทศกาลเลี้ยงฉลองการเก็บเกี่ยว” หรือ “เทศกาลเพ็นเทคอสต์”ตามภาษาเดิมเรียกว่า เพนเทคศเต

3. “เทศกาลอยู่เพิง” หรือ บางทีเรียกว่า “เทศกาลฉลองการเก็บพืชผล”


“เทศกาลเพ็นเทคอสต์” นั้น ก็คือ เทศกาลเลี้ยงฉลองการเก็บเกี่ยว เป็นการฉลองที่เต็มไปด้วยความชื่นชมยินดี โดยมีการฉลองหลังจากเทศกาลปัสกา 50 วัน จึงได้ชื่อเรียกว่า “เทศกาลเพ็นเทคอสต์” ซึ่งเป็นคำทับศัพท์ที่แปลว่า “ที่ห้าสิบ” เป็นที่น่าสังเกตว่า วันเพ็นเทคอสต์มีขึ้น 50 วัน หลังจากพระเยซู ผู้ทรงเป็นลูกแกะปัสกาที่ได้สละพระองค์ดุจเครื่องสัตวบูชาไถ่บาป และวันเพนเทคศเตนี่เอง เป็นวันสำคัญที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้เทลงมา เหนือคน 120 คน และ เป็นวันกำเนิดของคริสตจักรอย่างเป็นทางการ และเป็นการตั้งเวลานับถอยหลังเริ่มจากยุดสุดท้ายจนถึงวันสิ้นยุคที่เหล่าสาวกต้องออกไปประกาศข่าวประเสริฐตามพระมหาบัญชาของพระคริสต์(มธ.28:18-20)
18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า "ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว
19 เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์
20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค"

ดังนั้นสาวกจำนวน 120 คน ในวันเพ็นเทคอสต์จึงเปรียบเสมือนเป็น พืชผลแรกของคริสตจักรของพระเยซูนั่นเอง จึงเห็นชัดเจนว่า เทศกาลของชาวยิวในพระคัมภีร์เดิมนั้น เป็นเงาสะท้อนเพื่อเล็งถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในพระคัมภีร์ใหม่ ใน กจ.2:1 บอกว่า ในวันเพ็นเทคอสต์นั้นเอง จำพวกศิษย์จึงรวมอยู่ในที่แห่งเดียวกัน “ที่แห่งเดียวกัน” นั้น อาจเป็นบ้านของยอห์น มาระโก ซึ่งเป็นที่ที่พระเยซูกับบรรดาสาวกมักจะอยู่ร่วมกันเสมอ ๆ และ ในการอยู่รวมกันในวันเพ็นเทคอสต์นั่นเอง ที่พระวิญญาณ ได้เสด็จลงมา นี่จึงเป็นภาพของการคาดหวังการเต็มล้นร่วมกัน ซึ่งเป็นลักษณะของคริสตจักรที่มีรากฐานถูกต้อง ที่เห็นคุณค่าและความสำคัญของการรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตามคำกำชับที่พระเยซูได้สั่งให้รอคอยที่กรุงเยรูซาเล็มจนกว่า จะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดชจากพระวิญญาณบริสุทธิ์นั่นเอง


คำว่า “รวมอยู่” ให้ความหมายในลักษณะของการอยู่รวมกันอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การรวมตัวกันอยู่ในที่แห่งเดียวกันนั้น จึงไม่ใช่อยู่รวมกันแต่เพียงกายภาพภายนอกเท่านั้น แต่มีจิตใจที่คาดหวังรอคอยการเทของพระวิญญาณบริสุทธิ์ร่วมกันอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นการเตรียมจิตเตรียมใจรอคอย ด้วยความคาดหวังร่วมกัน ด้วยความเชื่อร่วมกันว่า สิ่งที่พระเยซูสัญญาไว้จะเป็นจริง การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนี้ เป็นเหตุให้พระเจ้าบังคับบัญชา พระพรลงมา ดังที่ สดด. 133 ได้กล่าวไว้เช่นนั้นว่า… 1 ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เป็นการดี และน่าชื่นใจมากสักเท่าใด 2 เหมือนน้ำมันประเสริฐอยู่บนศีรษะไหลอาบลงมาบนหนวดเครา บนหนวดเคราของอาโรน ไหลอาบลงมา บนคอเสื้อของท่าน 3 เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน ซึ่งตกลงบนเทือกเขาศิโยน เพราะว่าพระเจ้าทรงบังคับบัญชาพระพรที่นั่น คือ ชีวิตจำเริญเป็นนิตย์


หลักการแห่งการเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันนั้น เกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในคริสตจักรเป็นเหตุให้พระเจ้าอวยพระพรได้ คริสตจักรแรกนั้นมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างโดดเด่น เช่น


เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อความคาดหวัง

กจ. 2:1 เมื่อวันเทศกาลเพ็นเทคศเตมาถึง จำพวกศิษย์จึงรวมอยู่ในที่แห่งเดียวกัน

เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการสามัคคีธรรม

กจ. 2:46 เขาได้ร่วมใจกันไปในพระวิหาร และหักขนมปังตามบ้านของเขา ร่วมรับประทานอาหารด้วยความชื่นชมยินดี และใจกว้างขวางทุกวันเรื่อยไป

เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการอธิษฐาน

กจ. 4:24 เมื่อเขาทั้งหลายได้ฟังจึงพร้อมใจกันเปล่งเสียงทูลพระเจ้า ว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ได้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์แผ่นดินโลก ทะเลและสรรพสิ่งที่มีอยู่ในที่เหล่านั้น

เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการแบ่งปันสิ่งของ

กจ. 4:32 คนทั้งปวงที่เชื่อนั้นเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และไม่มีใครอ้างว่าสิ่งของที่ตนมีอยู่เป็นของตนแต่ทั้งหมดเป็นของกลาง

เราสังเกตเห็นได้ว่า การเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจึงเป็นพลังที่ขับเคลื่อนคริสตจักรในสมัยแรก แต่น่าแปลกใจที่คริสตจักรในสมัยหลังกลับต่างคนต่างแยกกันรับใช้ ไม่ค่อยรวมกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ครั้งหนึ่ง ดี แอล มูดดี้ (D.L.Moody) ต้องการสอนความจริงเกี่ยวกับชีวิตที่พร้อมรับการเทลงมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยตั้งคำถามว่า “ทำอย่างไร จึงจะนำอากาศออกจากแก้วน้ำที่ว่างเปล่านี้ได้” ชายคนหนึ่งตอบว่า “ก็ใช้เครื่องดูดอากาศดูดออกสิ” มูดดี้กล่าวว่า “โอ.. ถ้าเช่นนั้น อาจจะทำให้แก้วน้ำปราศจากอากาศก็จริง แต่แก้วนี้ก็จะต้องแตกละเอียดอย่างแน่นอน” มูดดี้จึงหยิบเหยือกน้ำขึ้นมา แล้วรินน้ำลงไปในแก้วน้ำที่ว่างเปล่านั้นอยู่จนน้ำเต็มและล้น แล้วตอบว่า “นี่อย่างไร เท่านี้ อากาศก็ถูกไล่ออกไปจากแก้วจนหมด”
นั่นเป็นความจริง
เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เต็มล้นเข้ามาแทนที่ความบาปก็จะไม่สามารถอยู่ได้ในชีวิตของเรา เมื่อคริสตจักรเต็มล้นด้วยพระวิญญาณอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันจะเกิดพลังที่ขับไล่ความอธรรมออกไปได้

2.ข้อคิดสะกิดใจ
(กจ2:2-3)ข้อ 2 บอกว่า …ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น
นั่นเป็นประสบการณ์ครั้งแรกของผู้เชื่อที่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ เป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนทางกายภาพ
ข้อ 3 …มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏแก่เขากระจายอยู่บนเขาสิ้นทุกคน
นายแพทย์ลูกาได้บรรยายให้เห็นว่า ไม่เพียงแต่จะมีเสียงเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นก้องทั่วตึกที่พวกเขานั่งอยู่ ยังมีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏกระจายอยู่บนพวกเขาด้วย นี่คือ สิ่งที่แสดงให้เห็นถึงการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น “ลม” หรือ
“ไฟ”
คำว่า “ฟ้า” ในภาษากรีกใช้ทั้งหมายถึง “ฟ้า” และ “สวรรค์” และ ข้อนี้บอกว่า เหมือน นั่นคือ ไม่ใช่เสียงของพายุ แต่เหมือนเสียงของพายุ เหมือนเสียงของลมที่พัดมาอย่างแรงดุจพายุ
คำว่า “พายุ หรือ ลม” ที่ใช้ในที่นี้ ในภาษากรีกหมายถึงทั้ง
‘ลม’และ ‘พระวิญญาณบริสุทธิ์’
ลมนั้น จึงเป็นสัญลักษณ์ของฤทธิ์เดชพระวิญญาณบริสุทธิ์ และ หมายถึง
การทรงสถิตที่ไม่อาจเห็นด้วยตาเปล่า
พระเยซูได้ตรัสเปรียบเทียบพระวิญญาณบริสุทธิ์กับลมไว้เช่นนั้น ใน
ยน. 3:8 …
“ลมใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น และท่านได้ยินเสียง ลมนั้น แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณ ก็เป็นอย่างนั้นทุกคน"

ดังนั้น เหตุการณ์ครั้งนั้น ไม่ใช่ปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ เพราะขณะนั้น ไม่มีปรากฏการณ์ทางธรรมชาติของฟ้าแลบ ฟ้าร้องหรือ พายุฝนแต่อย่างใด แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการทรงสถิตของพระวิญญาณ
นอกจากนั้น ลูกายังบรรยายอีกว่า มีไฟสัณฐานเหมือนลิ้น(แมลงชนิดหนึ่ง)ปรากฏอยู่บนพวกเขาสิ้นทุกคน
คำว่า “ไฟสัณฐานเหมือนลิ้น” เป็นการบรรยายให้เห็นว่า
มีบางสิ่งที่คล้ายกับเปลวไฟซึ่งแผ่กระจายบนผู้เชื่อในขณะนั้น
ข้อคิดคือ
ประสบการณ์การรับพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นกับแต่ละบุคคล
ข้อนี้บอกว่า ไม่เพียงแต่พวกเขารวมตัวอยู่ในที่แห่งเดียวกัน มีใจคาดหวังรอคอยร่วมกัน แต่พวกเขายังได้รับประสบการณ์แห่งการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นรายบุคคล เป็นส่วนตัวของแต่ละคน
ทุกคนจำเป็นต้องมีชีวิตเต็มล้นด้วยพระวิญญาณจึงไม่ใช่เฉพาะผู้นำเท่านั้น ที่ต้องเต็มล้นด้วยพระวิญญาณ ไม่ใช่เฉพาะผู้ทำการพระเจ้าเท่านั้น ที่ต้องเต็มล้นด้วยพระวิญญาณแต่ทุกคนต้องรับประสบการณ์แห่งการเติมให้เต็มและล้นด้วย พระวิญญาณบริสุทธิ์
แม้ว่าประสบการณ์นั้น อาจจะไม่เหมือนกับที่ผู้เชื่อ 120 คนได้รับ เพราะนั่นเป็นเหตุการณ์เฉพาะเจาะจงที่เกิดขึ้นในขณะนั้น
แต่ไม่ได้หมายความทุกคน หรือ ทุกครั้งว่า รายละเอียดแห่งประสบการณ์รับพระวิญญาณนั้น ทุกอย่างต้องเหมือนกัน
ดังนั้นประสบการณ์จึงไม่ใช่หลักการ หลักการคือผู้ที่เชื่อและคาดหวังจะได้รับการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณฯ แต่เป็นหมายสำคัญที่ทำให้เราตระหนักว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ ซึ่งหมายสำคัญนั้นมีหลายประการคือ การพูดภาษาต่าง ๆ ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงโปรดให้พูด
“การรับพระราชทานฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์” เป็นคำสั่งที่พระเจ้าให้คริสเตียนทุกคนคาดหวังได้รับ เพราะการรับพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น เกี่ยวข้องกับการทำตาม พระมหาบัญชาของพระเยซูที่สั่งทุกคนให้เชื่อฟังและทำด้วยกัน
กจ.1:8 “แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยาน ฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก"
นั่นคือ พระเยซูไม่ได้ตรัสกับเพียงบางคน แต่ตรัสกับผู้เชื่อทุกคนให้รอคอยจนกว่าจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณ
อัครทูตเปาโลเป็นตัวอย่างที่ดีของการดำเนินชีวิตในพระวิญญาณเสมอ ท่านจึงสั่งให้พี่น้องที่เอเฟซัสมีชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณเสมอ
เอเฟซัส 5:18
…จงประกอบด้วยพระวิญญาณ
คำว่า “จงประกอบด้วยพระวิญญาณ” นี้ ลักษณะคำในภาษากรี
กเป็นคำสั่ง แสดงว่า ไม่ใช่จะเลือกที่จะเต็มล้นก็ได้ ไม่เต็มล้นก็ได้และ คำนี้ยังพหูพจน์ แสดงว่า ไม่ใช่คนใด คนหนึ่ง แต่ทุกคนต้องเชื่อฟังคำสั่งนี้
นอกจากนั้น ลักษณะไวยากรณ์แสดงให้เห็นว่า ยังต้องเป็น ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเรื่อยไป
นั่นคือ การเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้เป็นประสบการณ์เพียงครั้งเดียว แต่ต้องเต็มล้นครั้งแล้วครั้งเล่า
คริสตจักรแรกก็เป็นอย่างนั้น พวกเขาประกอบด้วยพระวิญญาณ หรือ เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ครั้งแล้วครั้งเล่า เช่น …
กจ. 4:8 เปโตรเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ กล่าวพระวจนะด้วยใจกล้าหาญ
กจ. 4:31 ผู้เชื่อรวมตัวกันอธิษฐาน ข้อนี้บอกว่า แล้วคนเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์


คำถามคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า เรามีชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณหรือไม่?
อฟ. 5:18-21 ได้ให้ข้อสังเกตว่า อย่างน้อยคนที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณนั้น ต้องมีลักษณะชีวิตอย่างน้อย 3 สิ่ง
สิ่งที่ 1 ข้อ 19 บอกว่า เป็นคนที่เสียงแห่งการนมัสการสรรเสริญอยู่ในชีวิตเสมอ …จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงสรรเสริญ คือร้องเพลงสรรเสริญและสดุดีจากใจของท่าน ถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า
สิ่งที่ 2 ข้อ 20
บอกว่า เป็นคนที่ขอบพระคุณพระเจ้าเสมอใน ทุกกรณี …จงขอบพระคุณพระเจ้าคือพระบิดาสำหรับสิ่งสารพัดเสมอในพระนามของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา
และ สิ่งที่ 3
ข้อ 21 บอกว่า เป็นคนที่มียอมฟังผู้อื่น จงยอมฟังกันและกันด้วยความเคารพในพระคริสต์
ให้เราลองสำรวจดูว่า เรามีลักษณะชีวิตทั้ง 3 อย่างนี้หรือไม่และมีมากเพียงไร?

เพราะนี่เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถบอกได้ว่า เรามีชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณฯ


เราจะมาศึกษาต่อไปจนจบในกจ.4-21 ได้บรรยายต่อไปให้เราได้เห็นว่า …
คริสตจักรที่ทำตามพระบัญชาจะอยู่ภายใต้การควบคุมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์

ข้อ 4-10 ได้บรรยายให้เห็นผลว่าเมื่อรับพระวิญญาณ คือ “มีชีวิตอยู่ภายใต้พระวิญญาณบริสุทธิ์”
สิ่งที่แสดงให้เห็นว่า ชีวิตอยู่ภายใต้พระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็คือ “การถูกควบคุมคำพูด หรือ ลิ้น”
เพราะ ข้อ 4 บอกว่า …เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงตั้งต้นพูด ภาษาอื่นๆ ตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด
นั่นคือ ลิ้นถูกควบคุมให้พูดในสิ่งที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด
คำว่า “ประกอบ” ความหมายในภาษากรีก หมายถึง การเต็ม หรือ เปี่ยมล้น


ดังนั้น เมื่อพระคัมภีร์ใช้คำว่า ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงหมายถึง การเต็มล้น หรือ เต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ
ข้อนี้บอกว่า หมายสำคัญที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พวกเขาเต็มล้นด้วยพระวิญญาณ คือ การพูดภาษาต่าง ๆ ที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด
ซึ่งเราได้เห็นอย่างชัดเจนว่า หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น ทุกครั้งที่มีการรับพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะมีหมายสำคัญที่เป็น พื้นฐานอย่างน้อยที่เห็นได้ชัดเจน คือ การพูดภาษาแปลก ๆ เช่น
กจ.8:17-18 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดกับชาวสะมาเรียเมื่อได้รับการวางมือจากเปโตรและยอห์น
17 เปโตรกับยอห์นจึงวางมือบนเขา แล้วเขาทั้งหลายก็ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์
18 เมื่อซีโมนเห็นว่า คนเหล่านั้นได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ด้วยการวางมือของอัครทูต จึงนำเงินมาให้อัครทูต โมนซึ่งเคยเป็นคนที่ทำวิทยาคม และ ได้กลับใจมาเชื่อพระเจ้า เมื่อได้เห็นเปโตรและยอห์นวางมือชาวสะมาเรียที่กลับใจเชื่อทำให้ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงอยากทำได้อย่างเปโตรกับยอห์นบ้าง
แสดงให้เห็นว่า ต้องเป็นหมายสำคัญที่ประจักษ์ชัด อย่างน้อยต้องเป็นการพูดภาษาตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด นาอกจากนี้ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ใน(กจ.10:44-46,19:6)
นั่นคือ หมายสำคัญของการมีชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือ การพูดภาษาพระวิญญาณหรือบางคนเรียกว่าพูดภาษาแปลกๆ(speak in tongue) ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องแปลกเมื่อคนเข้าใจ แต่คนไม่เข้าใจคิดว่าแปลก จะเห็นได้มีการพูดภาษาต่างๆจนผู้ที่มาร่วมเทศกาลเพ็นเทคอสต์ในกรุงเยรูซาเล็มแปลกใจว่าคนเหล่านั้นที่เต็มล้มพูดภาษาของพวกเขาและบางคนไม่เข้าใจการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณ คิดว่าเมาเหล้าองุ่น(กจ.2:5-15)ดังนั้น อัครทูตเปโตรจึงเทศนาจากพระธรรมโยเอลบทที่2 อธิบายให้เกิดความเข้าใจ

(สามารถอ่านบทความเรื่องเข้าใจประสบการณ์พระวิญญาณได้ที่ http://pattamarot.blogspot.com/2010/05/blog-post_17.html)


โดยสรุปข้อคิดจากตอนนี้ จะเห็นได้ว่า 2สิ่งนี่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกัน คือ


1.ชีวิตที่อยู่ภายใต้การควบคุมของพระวิญญาณ เป็นการให้ลิ้นหรือคำพูดอยู่ภายใต้การควบคุมของพระวิญญาณ (ดังที่ ยก.3:2 บอกว่า คนที่ควบคุมวาจาได้ ก็ควบคุมทั้งตัวได้) ดังนั้น การที่คนได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์ถูกควบคุมลิ้นให้พูดภาษาที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด จึงเป็นหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า มีชีวิตอยู่ภายใต้พระวิญญาณแล้วนั่นเอง
แต่ในเหตุการณ์กิจการบทที่ 2 ที่พระวิญญาณเทลงมาเหนือผู้เชื่อทำให้พูดภาษาต่าง ๆ ได้นั้น เป็นหมายสำคัญการรับพระวิญญาณ
ในข้อ5 ใช้คำว่า “ทั่วใต้ฟ้า” นั้น หมายถึงประเทศต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่รอบ ๆ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน นี่เป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจ ที่พระวิญญาณควบคุมลิ้นให้พูดภาษาต่างๆออกไป ฉะนั้นจะสังเกตได้ว่า หากพระวิญญาณควบคุม ผู้นั้นจะมีสติสัมปชัญญะควบคุมตนเองได้ไม่ได้เมาเหล้าองุ่น แม้อาการอาจจะคล้ายคนเมา แต่เขาไม่ได้เมา เมาเหล้าองุ่นอาจจะทำให้นิสัยเสีย แต่การเต็มล้นในพระวิญญาณทำให้นิสัยดี

2.ชีวิตที่สำแดงผลพระวิญญาณ ดังที่พระธรรมกาลาเทีย 5:22-23 ได้บรรยายรายชื่อผลของพระวิญญาณไว้ 9ประการ จะเป็นเรื่องของการพัฒนาลักษณะชีวิตตามผลพระวิญญาณ ส่วนการรับใช้จะเป็นการรับใช้ด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณเป็นของประทานในชีวิต(1คร.12) ฉะนั้นการเชื่อฟังพระบัญชาคือการทำตามการทรงนำของพระวิญญาณในชีวิที่สำแดงออกมาเป็นผลของลักษณะชีวิตและผลการกระทำคือการรับใช้ตามของประทานพระวิญญาณ


3.ข้อสรุปเพื่อประยุกต์ใช้

ผมขอสรุปโดยนำหลักการของอัครทูตเปโตรที่อธิบายไว้ในข้อ16-21
คริสตจักรที่ทำตามพระบัญชาคือต้องออกไปป่าวประกาศข่าวประเสริฐของพระเจ้า
ในข้อ 11 ชาวเกาะครีตและชาวอาระเบีย เราทั้งหลายต่างก็ได้ยินคนเหล่านี้กล่าวถึงมหกิจของพระเจ้าตามภาษาของเราเอง"
“มหกิจของพระเจ้า” คำว่า “มหกิจ” ภาษากรีกให้ความหมายที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่
นี่คือ ผลที่ตามมาเมื่อเต็มล้นด้วยพระวิญญาณ มีผลทำให้เกิด การป่าวประกาศมหกิจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
ข้อ14 บรรยายว่า …
ฝ่ายเปโตรได้ยืนขึ้นกับอัครทูตสิบเอ็ดคน และได้กล่าวแก่ คนทั้งปวงด้วยเสียง อันดังว่า "ท่านชาวยูเดีย และบรรดาคนที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม จงทราบเรื่องนี้ และฟังถ้อยคำของข้าพเจ้าเถิด
จากคำกล่าวนี้ เราเห็นชัดเจนว่า จากคนที่ขลาดกลัว เคยปฏิเสธว่า ไม่รู้จักพระเยซู ได้กลับกลายเป็นคนที่กล้าหาญที่จะพูดความจริง
คำว่า “ฟังถ้อยคำ” ในภาษากรีกนั้น คือ
จงให้หูของท่านแก่ คำพูดของข้าพเจ้า หมายความว่า ให้จดจ่อฟัง ให้ตั้งใจฟังให้ดี
ถ้าเป็นอัครเปโตรคนเดิมคงไม่กล้าหาญที่จะพูดได้ขนาดนี้แน่ แต่นี่เป็นการเทลงมาของพระวิญญาณจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิต ทุกคนต้องมาถึงจุดเปลี่ยน แค่สัมผัสเดียวของพระวิญญาณนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิต
อัครทูตเปโตรคนใหม่ที่ได้รับฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว ทำให้บังเกิดความกล้าหาญ ไม่ขลาดกลัวเหมือนเดิมอีกต่อไป
ข้อ15 อัครทูตเปโตรบอกว่า … ด้วยว่าคนเหล่านี้มิได้เมาเหล้าองุ่นเหมือนอย่างที่ท่านคิดนั้น เพราะว่าเป็นเวลาสามโมงเช้า เวลาสามโมงเช้า หรือ เก้านาฬิกานั้น แต่ก่อนสำหรับยิว ไม่น่าจะเป็นเวลาที่จะกินหรือดื่ม เพราะเป็นชั่วโมงแห่งการอธิษฐาน
เปโตรจึงกล่าวด้วยความมั่นใจว่า ณ ที่ห้องชั้นบนที่เขาประชุมอธิษฐานร่วมกันอยู่นั้น ไม่ปรากฏว่ามีคนขี้เมาที่นั่นแน่
ในเหตุการณ์ครั้งนั้น อัครทูตเปโตรได้อ้าง “คำพยากรณ์ของโยเอล” ซึ่งเป็นผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิม ว่า ..แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตามคำซึ่งโยเอลผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้ว่า
ซึ่งเนื้อความตั้งแต่ ข้อ 17-21นั้น ปรากฏใน โยเอล 2:28-32
ข้อ 17 เปโตรบอกว่า…"พระเจ้าตรัสว่าในวาระสุดท้าย
คำว่า “ในวาระสุดท้าย” เป็นคำที่คนยิวเข้าใจดีว่า เป็นวันของพระมาซีฮา ในวันนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ข้อ 17-20 บรรยายต่อไปว่า…
17 …เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราโปรดประทาน แก่มนุษย์ทั้งปวง บุตราบุตรี ของท่านทั้งหลายจะกล่าว คำพยากรณ์ คนหนุ่มของท่านจะเห็นนิมิต และคนแก่จะฝันเห็น
18 ในคราวนั้น เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราบน ทาสทาสีของเรา และคนเหล่านั้นจะกล่าวคำพยากรณ์

19 เราจะสำแดงการอัศจรรย์ในอากาศเบื้องบน และนิมิตที่แผ่นดินเบื้องล่าง เป็นเลือด ไฟ และไอควัน
20 ดวงอาทิตย์จะมืดไป และดวงจันทร์จะกลับเป็นเลือด ก่อนถึงวันใหญ่นั้น คือ วันใหญ่ยิ่งของพระเจ้า

นี่คือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามคำพยากรณ์ บางสิ่งเกิดขึ้นแล้วในวันเพ็นเทคอสต์ ในข้อ 17-18 คือ การเทลงมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ บางสิ่งกำลังจะสำเร็จตามคำพยากรณ์อย่างแน่นอน ในข้อ 19-20 และ จะสำเร็จอย่างสมบูรณ์ก่อนถึง “วันอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า”
กาลปัจจุบันที่เราอยู่นี้ จึงกำลังถูกนับถอยหลังเข้าสู่วันอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เป็นวันที่น่าสะพรึงกลัวสำหรับบางคน และ เป็นวันที่น่าปิติชื่นชมสำหรับบางคน
สำหรับคนที่ปิติชื่นชม คือ กลุ่มคนที่อัครทูตเปโตรกล่าวลงท้ายในข้อ21 ว่า
และจะเป็นเช่นนี้คือ ทุกคนซึ่งได้ออกพระนามของ องค์พระผู้เป็นเจ้าจะรอด
ดังนั้นคริสตจักรต้องตื่นตระหนักในขณะที่สถานการณ์ในยุคสุดท้าย คนที่ไม่เชื่อ ขาดความเข้าใจเริ่มตื่นตระหนกในภัยพิบัติ สงคราม ข่าวลือ หรือการกันดารอาหารซึ่งเป็นหมายสำคัญในช่วงวาระสุดท้ายของยุคสุดท้าย(มธ.24) บทบาทของเราคือการออกไปประกาศข่าวประเสริฐ และสำแดงพระมหกิจของพระเจ้าที่ทำในชีวิตของเราให้คนทั้งหลายได้เห็น ได้ฟังและได้เข้าใจ


ในครั้งต่อไปเราจะมาศึกษาต่อในบทที่ 2:22-36 ในเรื่องการสื่อสารข่าวประเสริฐ

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ ขอพระเจ้าอวยพร

ความคิดเห็น

  1. ลักษณะของคนที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณ อาจมีลักษณะดังนี้

    ก. ได้รับบัพติสมาด้วยพระวิญญาณ
    ข. มีผลแห่งฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าผ่านคำอธิษฐานและการวางมือของเขา
    ค. เขามีชีวิตที่คงเส้นคงวา กับพระเจ้า มนุษย์ และ ตัวเอง
    ง. กลายเป็นคนที่ไม่ได้ถูกใครควบคุม แม้แต่พระเจ้าก็ไม่ได้ควบคุมเขา เขาเป็นคนที่มีเสรีภาพ แต่เขายอมที่จะดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า

    ขอพระเจ้าอวยพร

    ตอบลบ

แสดงความคิดเห็น