27 พฤศจิกายน 2554

พันธสัญญาแห่งการรื้อฟื้นชนชาติ

ในช่วง2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา คริสตจักรแห่งพระบัญชาได้ส่งทีมนักอธิษฐานวิงวอน (Intercessor)การเดินทางไปที่ประเทศอิสราเอล เพื่อนำคำอธิษฐานของเราทั้งหลายไปสู่เมืองของพระเจ้า และเป็นการทำพันธสัญญาทางใจในการเชื่อมใจกับประเทศอิสราเอล เพราะเราเป็นพี่น้องในความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า ในความเข้าใจเรื่องการไปอิสราเอลคือ
เราไม่ได้เดินทางไปอิสราเอลเพื่อไปจารึกแสวงบุญแบบที่ชาวมุสลิมเดินทางไปที่นครเมกกะห์
เราไม่ได้พยายามเลียนแบบยิวโดยรูปพิธีกรรมแบบภายนอก เพราะเราเป็นยิวแท้ในฝ่ายวิญญาณ (ฟป.3:3)ไม่ได้เข้าสุหนัตในฝ่ายธรรมชาติแต่เรา ได้เข้าสนิทในพระคริสต์ สำหรับผมแล้ว การ"เข้าสนิท"สำคัญมากกว่าการ"เข้าสุหนัต" เราจึงต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องอิสราเอลกับยุคสุดท้าย มีดังนี้
1. อิสราเอลเป็นดังผลแรก รากแห่งความเชื่อ (โรม 11:15-16)
2. อิสราเอลกับคริสเตียนเป็นดังครอบครัวฝ่ายวิญญาณเดียวกัน(
กาลาเทีย 3:26-29,เอเฟซัส 2:15)
3.อิสราเอลกับคริสเตียนกำลังต่อสู้กับศัตรูในฝ่ายวิญญาณเดียวกั(เอเฟซัส 6:12,ยากอบ 4:7)

4.พระเจ้าทรงมีประสงค์ในวาระสุดท้ายแก่อิสราเอลให้กลับมารับความรอด(โ
รม 11:25-27)
การไปเยือนประเทศอิสราเอล สถานที่ที่มักจะต้องไปคือต้องไปที่กำแพงเยรูซาเล็ม หรือที่เรียกว่ากำแพงตะวันตกหรือกำแพงร้องไห้(Western Wall, Wailing Wall) เป็นสถานที่เพื่อระลึกถึงพระวิหารที่ถูกทำลายในปี คศ.70 และจะมีการเดินทางไปเพื่ออธิษฐานวิงวอนที่นั่น
ในครั้งนี้นักอธิษฐานวิงวอนคือผู้ซึ่งนำคำอธิษฐานไปร้องทูลต่อพระเจ้า โดยการ
ก.ย้ำเตือนพระเจ้าถึงพระสัญญาและนัดหมายของพระองค์ซึ่งยังไม่ถึงกำหนดและบรรลุผล (อิสยาห์ 62:6-7)
ข.ทูลถวายคดีความแห่งความยุติธรรมต่อพระเจ้าในนามของผู้อื่น (อิสยาห์ 59:15-16)
ค.สร้างเครื่องกีดขวางและก่อกำแพงเพื่อพิทักษ์รักษาในเวลาแห่งการต่อสู้ (เอเสเคียล 13:4-5)
ง.ยืนอยู่ที่ช่องโหว่ระหว่างการพิพากษาอันชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งจะต้องเป็นไปตามนั้น กับความต้องการพระเมตตาในนามของผู้คน (เอเสเคียล 22:30-31)
เพื่อพระเจ้าได้ประทานพระสัญญาให้กับชนชาติของพระองค์
ผมได้ระลึก ความหมายของปี 5772 ตามปฏิทินฮีบรู เป็นปีของอักษร בע"Ayin-Bet" คือพระเจ้าเฝ้าดูเหนือบ้านของพระองค์ ผลแรกคือสรรเสริญและที่สำคัญสุดคือพันธสัญญา (covenant) เป็นปีของการเข้าใจเรื่องพันธสัญญา สิ่งสำคัญสุดที่คุณสามารถทำเพื่อดำเนินขีวิตในพระพรของพระเจ้า พระเจ้าไม่เพียงแต่ต้องการให้เราเดินในพันธสัญญา แต่พระองค์ถักทอเชื่อมเราไว้ในพันธสัญญาของพระองค์ (by Dr.Robert Heidler)
ในการเดินทางไปอิสราเอลครั้งนี้ คริสตจักรแห่งพระบัญชาได้แสดงจุดยืน ยืนเคียงข้างอิสราเอล เป็นคนใหม่คนเดียวกันในพระคริสต์ (One New Man)สำหรับคำว่า "คนใหม่คนเดียวกันในพระคริสต์"(One New Man)
ผมขอให้นิยามเป็นการสรุปความเข้าใจดังนี้
One - Oneness หนึ่งเดียวกันในความเชื่อ
เอเฟซัส 4:5 มีองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียว ความเชื่อเดียว บัพติศมาเดียว
New -New wineskin - หนึ่งเดียวกันในความคิด แม้เราไม่สามารถคิดเหมือนกันได้ แต่เรามีเป้าหมายที่จะเคลื่อนไปกับพระเจ้าในวิถีทางใหม่ไม่ใช่รูปแบบเดิม แต่การสำแดงใหม่แบบถุงหนังน้ำองุ่นใหม่
มัทธิว 9:17 ...แต่เขาย่อมเอาน้ำองุ่นหมักใหม่ใส่ในถุงหนังใหม่ แล้วทั้งสองอย่างก็อยู่ดีด้วยกันได้"
Man - Manifesto prayer - หนึ่งใจเดียวกันในถ้อยแถลงการณ์อธิษฐาน
อิสยาห์ 62:1 เพื่อเห็นแก่ศิโยน ข้าพเจ้าจะไม่ระงับเสียง และเพื่อเห็นแก่เยรูซาเล็มข้าพเจ้าจะไม่นิ่งเฉยอยู่จนกว่าการช่วยกู้กรุงนี้จะออกไปอย่างความสุกใส และความรอดของกรุงนี้อย่างคบเพลิงที่ลุกอยู่
ในครั้งนี้ผม ขอนำถ้อยคำแถลงการณ์อธิษฐาน จากพระธรรมอิสยาห์ บทที่ 62:1-5 มาแบ่งปันเพื่อเราทั้งหลายจะได้เห็นถึง
"พันธสัญญาแห่งการรื้อฟื้นชนชาติ"
อิสยาห์ 62
1 เพื่อเห็นแก่ศิโยน ข้าพเจ้าจะไม่ระงับเสียง และเพื่อเห็นแก่เยรูซาเล็มข้าพเจ้าจะไม่นิ่งเฉยอยู่จนกว่าการช่วยกู้กรุงนี้จะออกไปอย่างความสุกใส และความรอดของกรุงนี้อย่างคบเพลิงที่ลุกอยู่
2 บรรดาประชาชาติจะเห็นการช่วยกู้เจ้า และพระราชาทั้งหลายเห็นศักดิ์ศรีของเจ้า และเขาจะเรียกเจ้าด้วยชื่อใหม่ ซึ่งพระโอษฐ์ของพระเจ้าจะประทาน
3 เจ้าจะเป็นมงกุฎงามในพระหัตถ์ของพระเจ้า และเป็นราชมงกุฎในพระหัตถ์แห่งพระเจ้าของเจ้า
4 เขาจะไม่ขนานนามเจ้าอีกว่า ถูกทอดทิ้ง และเขาจะไม่เรียกแผ่นดินของเจ้าอีกว่า ซึ่งร้างเปล่าแต่เขาจะเรียกเจ้าว่า ความปีติยินดีของเราอยู่ในเธอ และเรียกแผ่นดินของเจ้าว่า สมรสแล้ว เพราะพระเจ้าทรงปีติยินดีในเจ้า และแผ่นดินของเจ้าจะแต่งงาน
5 เพราะชายหนุ่มแต่งงานกับหญิงพรหมจารีฉันใด บุตรชายทั้งหลายของเจ้าจะแต่งกับเจ้าฉันนั้น และเจ้าบ่าวเปรมปรีดิ์เพราะเจ้าสาวฉันใด พระเจ้าของเจ้าจะเปรมปรีดิ์เพราะเจ้าฉันนั้น

แม้เราจะเผชิญปัญหาน้ำท่วมหรือวิกฤตกาลในชีวิต โลกนี้ยังมีหวัง และพระองค์ได้ให้สัญญาว่าคริสตจักรของพระองค์จะเป็นความหวังของโลกนี้
คริสตจักรจึงต้องทำหน้าที่ของตน และต้องทำการของพระเจ้าให้สำเร็จ หน้าที่ของคริสตจักรก็คือ การสำแดงพระเจ้าและแผนการความรอดของพระองค์ ให้คนบาปได้กลับใจใหม่ และกลับมาคืนดีกับพระเจ้า รื้อฟื้นความจริงและความชอบธรรมของพระเจ้าให้กลับคืนมา
เอเฟซัส 3:9-10 9 และทำให้คนทั้งปวงเห็นแผนงานแห่งความล้ำลึก ซึ่งตั้งแต่แรกสร้างโลกทรงปิดบังไว้ที่พระเจ้าผู้ทรงสร้างสารพัดทั้งปวง 10 ประสงค์จะให้เทพผู้ปกครองและศักดิเทพในสวรรคสถานรู้จักปัญญาอันซับซ้อนของพระเจ้าทางคริสตจักร ณ บัดนี้
เหตุการณ์ในพระธรรมอิสยาห์ที่ตอนนี้เป็นเหตุการณ์ที่อิสราเอลได้ตกไปเป็นเชลยของบาบิโลน ต้องทนทุกข์อย่างแสนสาหัส ส่วนคนที่ยังเหลืออยู่นั้น ก็มีสภาพจิตวิญญาณที่เสื่อมถอย เกิดความผิดบาปเต็มไปทั่ว อิสยาห์ซึ่งเป็นผู้เผยพระวจนะในเวลานั้น ได้เตือนให้พวกเขากลับใจ ละทิ้งความบาป หันกลับมาหาพระเจ้า รวมทั้งให้อธิษฐานอ้อนวอนต่อพระเจ้าอย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อขอพระเจ้านำการฟื้นฟู นำสง่าราศีของประชากรของ พระจากนั้นอิสยาห์ได้พยากรณ์ถึงการทรงช่วยกู้ของพระเจ้า และการกลับคืนสู่สภาพดีของศิโยน และเมื่อถึงเวลานั้น ทุกคนที่ได้เห็นการช่วยกู้ของพระเจ้าก็จะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์
พระวจนะในตอนนี้ได้พูดถึงพระสัญญาของพระเจ้าว่าจะให้ศิโยน ซึ่งเล็งถึงคริสตจักรของพระเจ้าหรือชุมชนของพระเจ้ากลับคืนสู่สภาพดี
เมื่อเปรียบเทียบเหตุการณ์วิกฤตน้ำท่วมในประเทศไทยกับเหตุการณ์ในพระธรรมตอนนี้ ผมเชื่อว่าเราจะได้รับพันธสัญญาแห่งการรื้อฟื้นใน 3 ระดับ
ทั้งระดับชนชาติ ระดับชุมชนของพระเจ้า และระดับชีวิตปัจเจกบุคคลของเราแต่ละคน
พันธสัญญาของพระเจ้าในการรื้อฟื้นนั่นคือ
1.รื้อฟื้นความชอบธรรม (ข้อ 1-2)
คำว่าการ “ช่วยกู้” เมื่อเราได้ดูในภาษาเดิมนั้นมาจากคำว่า Tsedheq ซึ่ง แปลว่า ความชอบธรรม เราเห็นคำนี้ในพระธรรมปฐมกาลนั่นคือ ปฐมกาล 14:18 เมลคีเซเดคผู้เป็นทั้งกษัตริย์(ที่ชอบธรรม)เมืองซาเลม และปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด
ความชอบธรรม หมายถึง ความถูกต้อง ความจริง ความสัตย์จริงเที่ยงตรง ยุติธรรม ความบริสุทธิ์ มาตรฐานของพระเจ้า ความตรงไปตรงมา
ซึ่งใช้ในพระวจนะหลายตอนเช่น (สดด.4:5,สดด.23:3,โยบ.8:3)พระเจ้าทรงสัญญาที่จะนำความชอบธรรมมาสู่ศิโยนและเยรูซาเล็ม
อิสยาห์กำลังบอกว่า เพื่อเห็นแก่ศิโยน เขาจะไม่ระงับเสียง จนกว่าความชอบธรรมจะเกิดขึ้นในเยรูซาเล็มตามพระสัญญาที่พระเจ้าเคยสัญญาไว้
จนกว่าความถูกต้องจะเกิดขึ้น ความยุติธรรม ความจริง ความซื่อตรงจะเกิดขึ้น ฯลฯ
ความชอบธรรมของพระเจ้าจึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นกับคนและชุมชนของพระองค์ตามพระสัญญาที่พระองค์ทรงให้ไว้
อิสยาห์ไม่ได้หยุดพักในการร้องทูลต่อพระเจ้า ไม่ได้นิ่งเฉยเมื่อ พระสัญญาของพระเจ้ายังไม่เป็นจริง
ขาร้องทูลอธิษฐาน เขาทำในส่วนของเขาอย่างเต็มที่ด้วยความเชื่อและมั่นใจว่า “ความชอบธรรมของพระเจ้าจะต้องถูกสถาปนา”
ผู้ที่ตกเป็นเชลยในบาบิโลนจะต้องถูกปลดปล่อย
ภาพของคนที่ถูกปลดจากเชลยให้เข้าสู่ความชอบธรรมของพระเจ้า เป็นเหมือนภาพของความสว่างที่ค่อยๆ ลุกโชติช่วงมากขึ้น สว่างมากขึ้นตามลำดับ(สภษ.4:18,2ซมอ.23:4) เปรียบว่าความชอบธรรมของพระเจ้าจะส่องแสงมากขึ้น ความถูกต้อง ความบริสุทธิ์จะถูกส่งออกไปมากขึ้น ความสว่างถูกส่งออกไปไกลจนคนอื่นเห็นได้
เมื่อมนุษย์คู่แรกกบฏต่อพระเจ้า เขาได้นำความบาปเข้ามาในโลก แต่เราได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาสแห่งความบาปเข้าสู่ความชอบธรรมของพระเจ้าแล้วผ่านทางการไถ่ของพระคริสต์บนไม้กางเขน เราจึงเป็นคนชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า
คริสตจักรของพระเยซูจึงเป็นที่แห่งความชอบธรรม และจะต้องเป็นตัวแทนของพระเจ้าในการสำแดงความชอบธรรมไปสู่สังคม และพลังแห่งความชอบธรรมจะแรงกล้ามากขึ้นเรื่อยๆ
ความชอบธรรมต้องเริ่มต้นที่คนของพระเจ้าก่อน คนที่มาเชื่อพระเจ้า ชีวิตต้องดีขึ้น สิ่งสารพัดเก่าต้องล่วงไป ชีวิตจะเปลี่ยนแปลงอย่างอัตโนมัติ
2 คร.5:17 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น
2 Cor 5:17 ...the old has gone, the new has come!
เราใกล้ใครก็จะเป็นเหมือนคนนั้น ถ้าเราอยู่ใกล้คนดีเราก็มีโอกาสได้รับสิ่งดีจากเขา และถ้าเราใกล้ชิดพระเจ้าผู้ทรงเป็นความชอบธรรม เราก็จะมีชีวิตที่ชอบธรรมเหมือนพระเจ้า
มนุษย์ค้นพบทุกอย่าง แม้เป็นสิ่งที่ยากและลึกลับที่สุด แต่หลายครั้งเขาไม่สามารถค้นหาให้พบตนเองได้ นั่นคืออัตลักษณ์ที่มนุษย์สูญเสียไปเมื่อได้ทำบาปต่อพระเจ้า
ในพระธรรมปฐมกาล เมื่อมนุษย์รู้ว่า ตัวเปลือยเปล่าอยู่ พวกเขาจึงเอาใบมะเดื่อมาสำหรับปกปิดร่างกาย จึงนับว่ามะเดื่อเป็นต้นไม้ที่มีประโยชน์มากเป็นครั้งแรก “ตาของเขาทั้งสองคนก็สว่างขึ้น จึงสำนึกว่าตนเปลือยกายอยู่ก็เอาใบมะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดร่างไว้(ปฐมกาล 3:7) แต่นั่นเป็นพระเจ้าอัตลักษณ์ความเป็นตัวตนที่เขาได้รู้จักพระเจ้าว่าเขาเป็นใครในพระองค์ได้สูญเสียไปแล้ว โดยความบาปที่เขาไม่เชื่อฟังพระเจ้า ความบาปนำมาซึ่งมาตายและนำมาซึ่งความน่าอับอายที่ต้องปกปิดไว้ไม่ให้ใครรู้ เมื่ออาดัมและเอวาได้รับประทานผลไม้จากต้น ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดี และความชั่ว
ปฐมกาล 3:5-7 เพราะพระเจ้าทรงทราบอยู่ว่า เจ้ากินผลไม้นั้นวันใด ตาของเจ้าจะสว่างขึ้นในวันนั้น แล้วเจ้าจะเป็นเหมือนพระเจ้า คือสำนึกในความดีและความชั่ว"...ตาของเขาทั้งสองคนก็สว่างขึ้น จึงสำนึกว่าตนเปลือยกายอยู่ ก็เอาใบมะเดื่อมาเย็บเป็นเครื่องปกปิดร่างไว้
แท้จริงแล้วพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามพระฉายของพระองค์ แต่ละคนที่ถูกสร้างมีอัตลักษณ์(Identity) เราทุกคนเป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรพระเจ้า ไม่ว่าเราจะเป็นเช่นไร แต่เนื่องด้วยความบาปนี้เองทำให้มนุษย์ได้สร้างอัตลักษณ์ใหม่ในความคิดของเขา เมื่อเขามองรูปร่างตนเอง เห็นสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ ดูแลชั่งอัปลักษณ์จึงอับอายเอาใบมะเดื่อมาปกปิด ใบมะเดื่อในที่นี้เป็นลักษณ์ของอัตลักษณ์ (identity) เป็นความรู้สึกนึกคิดที่บุคคลมีต่อตนเองว่า “ฉันคือใคร”
ในสายตาคนอื่น มนุษย์เริ่มห่างไกลในความสัมพันธ์กับพระเจ้า เพราะการสูญเสียความเป็นตัวตนของเราที่เป็นผู้ถูกสร้างแต่ห่างไกลจากพระเจ้าพระผู้สร้าง จึงทำให้เขาเอาความเป็นตัวตนของเขามากำหนดเอาเองจากสังคม บางใช้ความรู้การศึกษามาเป็นตัวกำหนดสังคม บ้างเอาเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดความเป็นตัวตนทางสังคม "มีเงินนับเป็นพี่ มีทองนับว่าเป็นน้อง"
แต่ท้ายสุดมนุษย์จะต้องมาถึงจัดตระหนักของเขาเองว่า ใบมะเดื่อที่หุ้มกายนั้นเป็นสิ่งที่ชั่วคราว ไม่ได้เป็นสิ่งถาวร อัตลักษณ์ที่เขาสร้างขึ้นในความคิดของเขาเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว ไม่ยั่งยืน เป็นสิ่งที่เรียกว่าอนิจจัง
ปัญญาจารย์ 5:10 คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน และคนรักสมบัติไม่รู้จักอิ่มกำไร นี่ก็อนิจจังด้วย
ความรู้ทำให้เขาหยิ่ง ความจริงของพระเจ้าทำให้เขาได้ตระหนัก และความรักของพระองค์ทำให้เขากลับใจ และกลับมาหาพระเจ้า เพราะพระองค์ประทานแผนการไถ่ของพระองค์ ผ่านทางพระเยซูคริสต์ เสื้อหนังสัตว์จึงเล็งถึงการไถ่และอัตลักษณ์ใหม่ที่พระเจ้าจะสวมให้เมือกลับมาหาพระองค์
ปฐมกาล 3:21-22
21 พระเจ้าทรงทำเสื้อด้วยหนังสัตว์ให้อาดัมกับเอวาสวมปกปิดกาย
22 แล้วพระเจ้าตรัสว่า "ดูเถิดมนุษย์มาเป็นเหมือนผู้หนึ่งในพวกเราแล้ว โดยที่รู้สำนึกในความดีและความชั่ว บัดนี้ อย่าปล่อยให้เขายื่นมือไปหยิบผลต้นไม้แห่งชีวิตมากิน แล้วมีอายุยืนชั่วนิรันดร์"

คำว่า "ความรอด (salvation)" คือคำว่า "Yeshua " ในภาษาเดิมให้ความหมายหลายความหมาย เช่น การถูกช่วยกู้ การถูกปลดปล่อยจากความยากลำบาก ได้รับความปลอดภัย ชัยชนะ ความสุข ความรอดจากบาป และโทษของบาป ได้รับการยกโทษ การคืนดีกับพระเจ้า (สดด.68:19 ,อสย.12:2)
ในคำว่า "Yeshua"คือคำว่า "เยซู" พระนามแห่งความรอด พระองค์ทรงเป็น Yeshua Ha Mashiach ผู้ที่ถูกเจิม เพื่อนำการปลดปล่อยเชลยให้เป็นไท (อสย.60 ความรอดของผู้เชื่อจึงมาทางความชอบธรรมของพระเยซูคริสต์ที่พระองค์สิ้นพระชมน์ที่กางเขนเพื่อไถ่บาปเรา
ชอบธรรมจึงมาด้วยความเชื่อไม่ใช่โดยการกระทำ (Justify by faith) การทำดีไม่ใช่ให้ได้รับความรอดแต่เมื่อรอดแล้วเราจะประกอบการดี
เมื่อก่อนอาจจะเป็นผู้ก่อการร้าย แต่ตอนนี้กลายเป็นผู้ก่อการดี
เอเฟซัส 2:8-10
8 ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวเราทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้
9 ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้
10 เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ
พระเจ้ากำลังเข้ามาประกอบกิจในชีวิตของเรา พระองค์ไม่เคยประกอบผิด

เมื่อเรามาดูในบริบทอิสราเอลในตอนนี้ เราเห็นว่าพระเจ้าสัญญาว่าจะช่วยให้เขารอดในทุกมิติ ทั้งฝ่ายกายภาพได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นเชลย ด้านฝ่ายจิตใจคือได้กลับไปยังบ้านเมืองของตนคือเยรูซาเล็ม ฝ่ายจิตวิญญาณได้รับการคืนดีกับพระเจ้า พ้นจากการถูกพิพากษา กลายเป็นผู้ชอบธรรม
และภาพการเล็งที่สำคัญที่สุดนั่นคือ การถูกปลดปล่อยจากการเป็นเชลย คือการถูกไถ่ออกจากบาป ออกจากพันธนาการ ไม่ต้องรับโทษของบาปอีกต่อไป
คำว่า ชาโลม ในภาษาฮีบรู มีความหมายถึง สันติภาพ
ความรอดอย่างนี้แหละที่จะบังเกิดขึ้นท่ามกลางเราทั้งหลายและท่ามกลางสังคมและชุมชนที่เราอยู่ โดยเริ่มที่คริสตจักรของพระองค์
คนที่ต้อนรับพระเยซูมาเป็นพระผู้ช่วยให้รอด และคืนดีกับพระองค์ เขาจะรับความรอด
2.รื้อฟื้นสง่าราศี (ข้อ 2-3)
ในข้อที่ 2 ตอนปลายได้พูดถึงศักดิ์ศรี ซึ่งในภาษาเดิมหมายถึง สง่าราศรี (glory) แปลว่า ความสมบูรณ์ มั่งคั่ง มั่งมี มีค่า มีเกียรติ
และในพระคัมภีร์ข้อที่ 3 ได้พูดถึง พระเจ้าเปรียบเราเป็นเหมือนมงกุฎ ที่อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า
คนที่เป็นเชลยหรือเป็นทาสในเวลานั้นไม่มีเกียรติ ไม่มีอิสรภาพ ไม่มีสิทธิใดๆ แม้แต่ชีวิตของตน เป็นภาพที่ตกต่ำมากๆ แต่เมื่อถึงเวลาพระองค์จะรื้อฟื้นคนของพระองค์ ให้มีศักดิ์ศรีและสง่าราศี
เมื่อเรากลับมาหาพระเจ้า พระองค์จะทรงรื้อฟื้นเรา เพราะทรงเห็นคุณค่าเราอย่างมาก จากทาสที่ไร้ค่าจึงสามารถกลายเป็นมงกุฎงามในพระหัตถ์พระเจ้า
มงกุฎเล็งถึงการชื่นชม ยกย่อง ยกชู และเล็งถึงการปกป้องของ พระเจ้า เพราะมงกุฎนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของพระเจ้า
เพลงคร่ำครวญ 3:17-25
17 จิตวิญญาณของข้าพเจ้าขาดความสงบสุข จนข้าพเจ้าลืมความสำราญว่าเป็นอะไร
18 ข้าพเจ้าจึงว่า "ศักดิ์ศรีของข้าพเจ้าสูญไปแล้วและความหวังในพระเจ้าก็ดับหมด"
19 ขอทรงจำความทุกข์ใจและความถูกบีบคั้นของข้าพเจ้าอันเป็นบอระเพ็ดและดีหมี
20 จิตวิญญาณของข้าพเจ้ายังนึกถึงเนืองๆ และต้องค้อมลงภายในตัวข้าพเจ้า
21 ข้าพเจ้าหวนคิดขึ้นมาได้ ข้าพเจ้ามีความหวังขึ้นเมื่อคิดได้ว่า
22 ความรักมั่นคงของพระเจ้าไม่เคยหยุดยั้ง และพระเมตตาของพระเจ้าไม่มีสิ้นสุด
23 เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า ความเที่ยงตรงของพระองค์ใหญ่ยิ่งนัก
24 จิตใจของข้าพเจ้าว่า 'พระเจ้าทรงเป็นส่วนของข้าพเจ้า เหตุฉะนี้ข้าพเจ้าจะหวังในพระองค์'
25 พระเจ้าทรงดีต่อคนทั้งปวงที่คอยท่าพระองค์อยู่และทรงดีต่อคนที่แสวงพระองค์

ผู้เผยพระวจนะเจ้าน้ำตาอย่างเยเรมีห์ ได้เข้าใจถึงความหวังใจและศักดิ์ศรีที่ได้รับกลับคืนมาได้โดยพระเจ้า เมื่อเรารับการรื้อฟื้นชีวืตในพระเจ้า ชีวิตของเราจึงเปลี่ยนไปจากทาสกลับถูกยกเป็นบุตรของพระเจ้า (ยน.1:12) จากทาสกลายเป็นปุโรหิตของพระเจ้า เป็นคนที่ประกาศพระบารมีของพระเจ้า(1ปต.2:8-9) เราได้รับพระกรุณาของพระเจ้า เรามีคุณค่าในสายพระเนตรพระเจ้า

พระเยซูคริสต์พระองค์ต้องผ่านความทุกข์ยาก พระองค์ต้องผ่านมงกฎหนามก่อนจะได้สวมมงกุฎงาม (ฟป.2:8-10)
ความสัตย์ซื่อเป็นข้อกำหนดของพระเจ้า ส่วนการเกิดผลเป็นรางวัลจากพระองค์
เมื่อเราสัตย์ซื่ออดทนทำส่วนของเราอย่างเต็มที่ พระองค์จะมีรางวัลให้กับเราที่เป็นมงกุฏที่ไม่มีวันร่วงโรย และเป็นเกียรติสง่าราศีในชีวิต
ให้เรารับพระสัญญาพระเจ้าด้วยกัน และเชื่อร่วมกันว่าพระเจ้าจะประทานสง่าราศีให้เราและคริสตจักรของเรา
และสิ่งที่พระเจ้าจะรื้อฟื้นประการสุดท้ายคือ
3. รื้อฟื้นความสัมพันธ์กับพระเจ้า(ข้อ 4-5)
พระเจ้าเปรียบเราเป็นเหมือนเจ้าสาวของพระองค์ การเป็นเชลยในบาบิโลนของอิสราเอลจึงเปรียบเหมือนการหย่าร้างอันเนื่องมาจากความไม่สัตย์ซื่อของอิสราเอล ในระหว่างที่เป็นเชลยนั้นเขาจึงไม่ได้จำเริญและทวีคูณขึ้น เพราะเขาถูกตัดจากสามี
อิสราเอลเป็นเหมือนหญิงที่ถูกทิ้งร้างไว้ให้อยู่ตามลำพังเนื่องจากบาป และพระเจ้าไม่พอพระทัย
แต่เมื่อเขากลับมาคืนดีกับพระเจ้า สำนึกในบาป กลับใจใหม่และหันหลังให้บาป พระเจ้าทรงกระทำให้เขาจำเริญงอกงามขึ้นจนต้องขยายเต็นท์ออกไปอีก

อสย.54:1-5
1 "จงร้องเพลงเถิด โอ หญิงหมันเอ๋ย ผู้ไม่คลอดบุตร จงเปล่งเสียงร้องเพลงและร้องให้ดัง เจ้าผู้ไม่ได้เจ็บครรภ์ ด้วยว่าบุตรของแม่ร้างก็ยังจะมีมากกว่าบุตรของนางที่แต่งงาน พระเจ้าตรัสดังนี้ 2 จงขยายสถานที่แห่งเต็นท์ของเจ้า และให้ม่านของที่อาศัยของเจ้าขึงออก อย่าหน่วงไว้ ต่อเชือกของเจ้าให้ยาว และเสริมกำลังหลักหมุดของเจ้า 3เพราะเจ้าจะกระจายออกไปทางขวาและทางซ้าย และเชื้อสายของเจ้าจะได้บรรดาประชาชาติเป็นกรรมสิทธิ์และจะให้มีคนอยู่ในหัวเมืองร้าง 4 "อย่ากลัวเลย เพราะเจ้าจะไม่ต้องอับอาย อย่าอดสูเลย เพราะเจ้าจะไม่ต้องละอาย เพราะเจ้าจะลืมความอายในวัยสาวของเจ้า และเจ้าจะไม่จำที่เขาติความเป็นม่ายของเจ้าอีก 5เพราะผู้สร้างเจ้าเป็นสามีของเจ้า พระนามของพระองค์คือพระเยโฮวาห์จอมโยธา และองค์บริสุทธิ์ของอิสราเอลเป็นผู้ไถ่ของเจ้า เขาเรียกพระองค์ว่าพระเจ้าของสากลโลก

พระเจ้าทรงมีพระสัญญาต่อคนของพระองค์ที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ พระเจ้าจ่ายราคาพระบุตรองค์เดียวของพระองค์เพื่อเราจะกลับไปมีความสัมพันธ์กับพระองค์
แม้ในโลกนี้เราอาจจะถูกปฎิเสธในความสัมพันธ์ เราอาจจะไม่หล่อหรือสวยเลือกได้ มีใครมาปิดไฟไล่เรา เหมือนรายการเกมโชว์ "Take me out" แต่พระองค์จะมา "Take me up" รับเราไปแผ่นดินของพระองค์บนสวรรค์
พระเจ้าไม่เคยปฎิเสธชนชาติของพระองค์ เราเป็นที่รักของพระเจ้า คริสตจักรจึงเป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ที่องค์เจ้าบ่าวจะมารับเราไปในงานสมรสพระเมษโปดก

งานแต่งงานในโลกนี้ที่คงอยู่เพียงชั่วชีวิตของเรา เจ้าสาวทุกคนยังพยายามสุดความสามารถที่จะให้งานแต่งงานของตนสมบูรณ์แบบ เราในฐานะเจ้าสาวของพระคริสต์ ยิ่งต้องเตรียมตัวเราให้มากกว่า เพื่อพร้อมสำหรับการแต่งงานที่จะคงอยู่ตลอดนิรันดร์กาล


เจ้าสาวของพระคริสต์คือคริสตจักร
ต่างพร้อมพรักงามผ่องแผ้ววิสุทธา
กระทำความชอบธรรมต่อโลกหล้า
เมื่อพระคริสต์เสด็จมาทรงชื่นชม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การเห็นต่างในวิถีแบบอาณาจักร

การเห็นต่างในวิถีแบบอาณาจักร โดย  Haiyong Kavilar             ในบทความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงว่า ในการขับเคลื่อนแบบอัครทูตหรือแบบอาณาจ...