20 กุมภาพันธ์ 2554

ข้อคิดครอบครัว“เชื่อฟังด้วยใจภักดิ์ รักด้วยสุดใจ”

เมื่อวันเสาร์ที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปให้โอวาทคู่แต่งงาน วันนี้จึงขอนำมาแบ่งปันเป็นข้อคิดสำหรับครอบครัวทุกครอบครัว โดยเฉพาะในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เดือนแห่งความรัก 365 วันในหนึ่งปี ขอให้เป็นวัน Valentine ทุกวันในครอบครัวครับ

ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามที่พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ชายและหญิงให้รักกัน เป็นคู่อุปถัมภ์กันเป็นครอบครัว

ผมขออนุญาตเปรียบเทียบความรักเหมือนไข่ ที่มีคุณประโยชน์แต่บางครั้งความรักก็มีความเปราะบาง เหมือนเปลือกไข่ ต้องรักษาความรักเหมือนดูไข่ในหิน ที่ต้องรักษาความรักให้คงอยู่ได้นานเท่านาน

ไม่เป็นรักลวงหลอก เหมือนไข่ต้ม ไข่ตุ๋น แต่เป็นความรักแบบไข่เจียว คือ คนที่ถูกเจียว คือ คนเดียวที่ถูกใจ

กด Like ให้ใน facebook ความรักที่มาถึงจุดบรรจบคือการแต่งงาน คู่บ่าวสาวต้องคัดเลือกสรรมาอย่างดี เหมือนดังเลือกคัดเกรดไข่ ไม่ใช่ชั่งขายรวมกันเป็นกิโล ในงานแต่งงานคู่บ่าวสาวเข้ามาเกี่ยวดองกันเหมือนไข่เค็มที่ต้องใช้เวลาในการซึมซาบความรักที่ออสโมซิส (osmosis)เข้ามาในเนื้อไข่

งานแต่งงานทำให้ทั้งสองจึงเป็นครอบครัวเดียวกัน ดังไข่ลูกเขย และไข่ดาว เจ้าสาวและเจ้าบ่าว

ในครั้งนี้ขอนำหลักการจากพระคัมภีร์พระธรรมเอเฟซัสบทที่ 5 ข้อ 22-33 มาหนุนใจ

พระธรรมตอนนี้ เปาโลสอนชาวเอเฟซัสให้ดำเนินชีวิตอย่างถวายเกียรติพระเจ้า เมื่อกลับใจมาเป็นคริสเตียนแล้ว พวกเขาต้องดำเนินชีวิตใหม่ ซึ่งไม่เพียงกลับมามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้า แต่พวกเขาต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันและกันด้วย พระวจนะตอนนี้บอกเราถึงสัมพันธภาพใหม่ในพระคริสต์ที่ ในภาพของครอบครัวคือสามีและภรรยา ดังนั้นสามีและภรรยาควรปฏิบัติต่อกันตามหลักการนี้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเราสามารถเรียนรู้ได้ดังนี้

“เชื่อฟังด้วยใจภักดิ์ รักด้วยสุดใจ”

ในหลักการนี้ให้บทบาทในครอบครัวที่ทั้งภรรยาและสามีควรจะต้องทำคือ

1.ภรรยา:เชื่อฟัง(สามี)ด้วยใจภักดิ์(Wife:Submit your husband with loyalty)(22-24)

พระวจนะบอกกับภรรยาว่า จงยอมฟังสามีของตน ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Submit

yourselves unto your own husbands” ซึ่งให้ความหมายถึง การยอมจำนน หรือนบนอบ

เป็นรูปประโยคเป็นประโยคคำสั่ง อันแสดงว่า เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งสำหรับภรรยาที่ควรทำตาม หากไม่ทำตามย่อมก่อให้เกิดผลเสียหายตามมา· พี่น้องที่รัก จากสถิติพบว่า หนึ่งในปัจจัยที่ก่อให้เกิดการหย่าร้าง หรือการล้มเหลวในชีวิตคู่ คือ การไม่ยอมฟังกันและกัน

บางครอบครัว เมื่อสามีพูด ภรรยาเถียง บางคู่ภรรยาบ่นต่อว่าสามีเป็นชั่วโมง ๆ บางทีด่าไปถึงบุพการี หรือแม้กระทั่งเมื่อภรรยาพูด สามีเถียง สลับกันเถียงไปมา โดยไม่มีใครยอมฟังใคร

และท้ายที่สุด ก็มาถึงคำว่า สุดที่จะทน จึงแยกทางกันไป ทิ้งไว้แต่ปัญหาให้ลูกที่ต้องรับผลจากการกระทำของบิดามารดามากที่สุด นี่คือผลจากการไม่ยอมฟังกันและกัน

การที่พระเจ้าบอกให้ภรรยายอมฟังสามีนั้น ไม่ได้หมายความว่า พระเจ้ามองคุณค่าของภรรยาด้อยกว่าสามี หรือมองว่าผู้หญิงด้อยกว่าผู้ชาย แท้จริงพระเจ้าให้คุณค่ากับทุกคนเท่าเทียมกัน

แต่ในความเท่าเทียมไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องลุกขึ้นมานำ

เรื่องสามีภรรยา ไม่ได้เป็นเรื่องว่าใครเหนือกว่าใคร แต่เป็นเรื่องของการทำตามบทบาทที่พระเจ้าให้ไว้ในชีวิตแต่ละคน

สำหรับในครอบครัว พระเจ้าให้บทบาทผู้ชายเป็นผู้นำ และให้บทบาทผู้หญิงเป็นผู้อุปถัมภ์

ปฐก.2:18 พระเจ้าตรัสว่า "ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียวเราจะสร้างคู่อุปถัมภ์ที่สมกับเขาขึ้น"

คำว่า อุปถัมภ์ คือ ผู้ช่วยเหลือ เพื่อก้าวกันไปในทางที่สูงขึ้น เจริญขึ้น

การพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายถึง ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง แต่ควรเป็นเท้าที่ก้าวไปเพื่อส่งเสริมให้เท้าทั้งหมดเดินไปได้อย่างดี ภรรยาจึงควรที่จะเชื่อฟังสามี

1.1 ยอมฟังเหมือนฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า (ข้อ 22-23, 32-33) As you submit to the Lord

พระวจนะบอกว่า ฝ่ายภรรยา จงยอมฟังสามีของตนเหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่า สามี เป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร การยอมฟังมิได้หมายถึงพระเจ้าสร้างผู้หญิงให้ด้อยกว่าผู้ชาย แต่เป็นเรื่องของบทบาทที่แต่ละฝ่ายต้องตระหนักและกระทำตามบทบาทอย่างถูกต้องเพื่อทำให้ครอบครัวเกิดสันติสุข

1.2 ยอมฟังในสิ่งชอบธรรมทุกประการ (ข้อ 24) Submit to your husband in everything

พระวจนะบอกว่า คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์เพราะพระคริสต์นำด้วยความรัก ความชอบธรรมทุกประการ

ดังนั้นเมื่อสามีมีความรัก ความชอบธรรม ภรรยาก็ควรเชื่อฟังทุกประการเช่นกัน อย่างไรก็ตาม มนุษย์เป็นคนบาปย่อมมีความบกพร่อง ภรรยาจึงต้องพิจารณาว่า สามีนำในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการพระวจนะหรือไม่ หากไม่ขัดกับหลักการในพระวจนะก็ควรเชื่อฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข

พระวจนะของพระเจ้าบอกว่า ภรรยาควรยอมฟังสามีทุกประการ เหมือนกับที่คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์

คำว่า ยอมฟัง ในข้อนี้ ภาษากรีกใช้คำว่า “hupotasso” (ฮูโพทาสโซ) หมายถึง นอบน้อม เชื่อฟัง อยู่ใต้บังคับบัญชา

สิ่งหนึ่งที่เราต้องพิจารณาคือ คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ เพราะ พระคริสต์นำคริสตจักรไปในทางชอบธรรม

ริสตจักรมีหน้าที่ที่จะต้องเชื่อฟังพระคริสต์ฉันใด ภรรยาควรยอมเชื่อฟังสามีทุกประการฉันนั้น นั่นคือ ตราบใดที่สามีดำเนินชีวิตในทางชอบธรรม ไม่ได้บอกให้ภรรยาทำผิดหลักการของพระเจ้าและน้ำพระทัยของพระองค์ ภรรยาต้องเชื่อฟังและทำตาม เป็นผู้สนับสนุนที่ดีของสามีเสมอ

ในกรณีที่ภรรยามีสามีที่มิได้เชื่อพระเจ้า ภรรยาก็ต้องยอมเชื่อฟังในสิ่งที่ดีงาม สิ่งที่ชอบธรรม สิ่งที่ไม่ขัดกับหลักการของพระเจ้าทุกประการ ภรรยาควรประพฤติในสิ่งที่ดีงาม เพราะการกระทำเช่นนี้อาจมีส่วนช่วยสามีให้มารู้จักพระคุณความรักของพระเจ้าได้

1 ปต.3:1-2

1 ฝ่ายท่านทั้งหลายที่เป็นภรรยาก็เช่นกัน จงเชื่อฟังสามีของท่าน เพื่อว่าแม้สามีบางคนจะไม่เชื่อฟัง

พระวจนะของพระเจ้า แต่ความประพฤติของภรรยาก็อาจจะจูงใจเขาได้ โดยไม่ต้องพูดเลยสักคำเดียว

2 คือเมื่อเขาได้เห็นการประพฤติที่นอบน้อมและดีงามของท่านทั้งหลาย ผู้เป็นภรรยา

นั่นเป็นบทบาทของผู้ที่เป็นภรรยา ส่วนบทบาทของสามี คือ รักภรรยาด้วยสุดใจ

2. สามี: รัก (ภรรยา) ด้วยสุดใจ Husband: Love (your wife) wholeheartedly

พระวจนะบอกในข้อ 25 ว่า ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน

คำว่า รัก ในที่นี้เปาโลใช้คำในภาษากรีกว่า agapao “อากาเป้โอ ซึ่งชี้ไปถึงความรักอันสูงส่งของพระเจ้า เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข และเป็นความรักแบบที่แสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดเสมอให้แก่คนที่เรารักนั้น

ดังนั้น เราอาจจะกล่าวคำว่า"รัก"ได้ในเวลาไม่กี่วินาที แต่ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตในการพิสูจน์คำว่า"รัก" จากชีวิต

คำกล่าวในพันธสัญญาในงานแต่งงานที่ว่า "จะรักกันไปจนถึงซึ่งความตายที่มาแยกจากกัน" (Love Till death do us part) เป็นคำที่มีตวามหมายกล่าวมาจากใจคู่บ่าวสาวในวันแต่งงาน

เคยบอกว่ารักอย่างไร ก็ให้รักมากมาย มากๆๆ ทุกวัน แบบเพลง

Loving You Too Much So Much Very Much Right Now ...

ไม่ใช่เพียงแค่ตอนนี้ แต่ตลอดไป Now and forever

สามีต้องรักภรรยา อย่าทำให้เสียใจ ไม่ให้น้ำตาออกจาก her eyes

ความรักเช่นนี้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจ ไม่ใช่ความรู้สึกอย่างเดียว ต่างจากความรักแบบ เอรอส ซึ่งเป็นความรักในทางอารมณ์ทางเพศ และต่างจากความรักแบบ ฟิเลโอ ซึ่งเป็นความรักแบบเพื่อน หรือเป็นมิตรกัน

แม้ในการแต่งงานจะมีความรักทั้งสองแบบนี้รวมอยู่ด้วย แต่เปาโลได้ยกความรักของสามีที่มีต่อภรรยาขึ้นไปถึงระดับของความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อมนุษย์

พระคัมภีร์ข้อนี้ชี้ให้เห็นว่าพระเจ้ามีน้ำพระทัยให้สามีรักภรรยาในแบบของพระเจ้า คือ รักอย่างไม่มีเงื่อนไข ความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด ความรักที่ปรารถนาจะมอบสิ่งดีที่สุดให้กับภรรยาของตนเสมอ

ไม่ว่าภรรยาจะเป็นอย่างไร ก็ยังรักภรรยา ไม่ว่าภรรยาจะรูปร่างเปลี่ยนไปหรือไม่หลังแต่งงาน ก็ยังรักภรรยา พระเจ้าทรงสอนสามีให้รักภรรรยาอย่างไรบ้าง ดังต่อไปนี้

2.1 รักเหมือนที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร (ข้อ 25-27) As Christ loves His church

พระวจนะกล่าวว่า ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร พระคริสต์ทรงรักคริสตจักรมากจนสามารถ ประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร ทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์ มีสง่าราศี ไม่มีตำหนิริ้วรอยหรือมลทินใดๆ สามีก็ควรรักภรรยาเช่นนี้ คือมีใจเสียสละเพื่อภรรยา และสนับสนุนภรรยาให้มีชีวิตที่จำเริญขึ้นในพระคริสต์

2.2 รักเหมือนเป็นกายเดียวกัน (ข้อ 28-31) As one flesh

พระวจนะกล่าวว่า สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง โดยธรรมชาติแล้ว ไม่มีผู้ใดจะเกลียดชังเนื้อหนังตนเอง มีแต่เลี้ยงดูและทะนุถนอม สามีก็ควรทำสิ่งนี้แก่ภรรยาของตน เหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร สามีควรเลียนแบบการเลี้ยงดูของพระเจ้า โดยเลี้ยงดูภรรยาไม่ให้ขัดสนทั้งในฝ่ายร่างกาย ฝ่ายจิตใจ และฝ่ายวิญญาณ

คำว่า ไปผูกพันอยู่กับภรรยา มาจากภาษากรีกคำว่า “proskollao” (โปร-สโกลลาโอ) หมายถึง ผูกพันด้วยการสมรส เป็นภาพของการติดกันอย่างกับกาว เกาะกันติดสนิท นั่นคือ สามีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับภรรยาจนแยกไม่ออกเป็นเสมือนกายเดียวกัน

ปฐก.2:24 เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน

พระคัมภีร์บอกว่าสามีและภรรยาเป็นเนื้อเดียวกัน ดังนั้น เมื่อสามีรักร่างกายของตนเองอย่างไร ก็ควรจะรักกายของภรรยาอย่างนั้นด้วย การรักภรรยาเหมือนอย่างรักกายของตนนั้น แสดงออกอย่างไร พระคัมภีร์ตอนนี้บอกไว้ 2 ประการ คือ

ประการแรก เลี้ยงดู

คำว่า เลี้ยงดู มาจากภาษากรีกคำว่า “ektrepho” (เอ็กเทรโฟ) หมายถึง บำรุงเลี้ยง ให้เติบโตขึ้น สามีต้องบำรุงเลี้ยงภรรยาของตน เหมือนอย่างที่ตนบำรุงเลี้ยงร่างกายของตนเอง

สามีต้องเลี้ยงดูภรรยา สามีต้องเป็นคนหลักในการจัดสรรสิ่งจำเป็นสำหรับครอบครัว

แม้ว่าในสังคมปัจจุบัน สามีภรรยาจำเป็นต้องช่วยกันทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว แต่ไม่ได้หมายความว่า สามีจะผลักภาระของการดูแลจัดสรรสำหรับครอบครัวให้กับภรรยา

สามีควรเลี้ยงดูภรรยาอย่างไร

ในข้อ 29 ตอนท้ายบอกว่า มีแต่เลี้ยงดู... เหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร

สามีควรเลียนแบบพระคริสต์ในการเลี้ยงดูคริสตจักรของพระองค์

มีข้อพระคัมภีร์มากมายที่บอกว่าพระเจ้าทรงเลี้ยงดูประชากรของพระองค์ เช่น

ฉธบ.8:16 ผู้ทรงเลี้ยงท่านทั้งหลายด้วยมานาในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งปู่ย่าตายายของท่านไม่ทราบ เพื่อว่าพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจและทดลองท่าน เพื่อกระทำให้เกิดประโยชน์แก่ท่านในบั้นปลาย

สดด.23:1 พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้าดุจเลี้ยงแกะ ข้าพเจ้าจะไม่ขัดสน

สามีควรเลียนแบบการเลี้ยงดูของพระเจ้า โดยเลี้ยงดูภรรยาไม่ให้ขัดสนทั้งในฝ่ายร่างกาย ฝ่ายจิตใจ และฝ่ายวิญญาณ

สามีไม่เพียงเลี้ยงดูภรรยาด้านร่างกายเท่านั้น แต่สามีควรจะเลี้ยงดูจิตใจของภรรยาด้วย

สามีจะเลี้ยงดูจิตใจของภรรยาได้อย่างไร ก็โดยการทำให้ภรรยามีความมั่นใจในความรักที่สามีมีต่อภรรยาอยู่เสมอ ทั้งโดยคำพูดและการกระทำ เช่น หมั่นพูดคำว่า รัก ต่อภรรยาบ่อย ๆ และแสดงออกถึงความรักเป็นการกระทำ เช่น รับฟังภาระปัญหาของภรรยา หรือการแสดงการเห็นคุณค่าวันสำคัญต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันครบรอบแต่งงาน เป็นต้น

นอกจากสามีจะเลี้ยงดูภรรยาด้านร่างกาย จิตใจแล้ว สามีก็ควรจะเลี้ยงดูภรรยาด้านจิตวิญญาณด้วย

สามีต้องนำภรรยาให้มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าและเรียนรู้หลักการของพระเจ้าอยู่เสมอ เพราะฉะนั้น สามีจึงต้องสร้างบรรยากาศในบ้านให้เป็นบรรยากาศฝ่ายวิญญาณในบ้านให้มีการอธิษฐาน การนมัสการ การอ่านพระคัมภีร์ร่วมกันทุก ๆ วัน

ประการที่ 2 คือ ทะนุถนอม

สามีมีหน้าที่ทะนุถนอมภรรยาของตน เหมือนอย่างที่ตนทะนุถนอมร่างกายของตนเอง

คำว่า ทะนุถนอม มาจากภาษากรีกคำว่า “thalpo” (thal'-po) ซึ่งเป็นคำเดียวกับคำว่า เลี้ยงดูลูกของตน ใน 1 ธส.2:7

ให้ความรู้สึกถึงการเอาใจใส่ดูแลทะนุถนอม ให้ความอบอุ่น เป็นภาพของนกที่ กางปีกออกกกลูกด้วยขนของมัน ในที่นี้หมายถึงการทะนุถนอมด้วยความรักที่อ่อนโยน

สามีควรทะนุถนอมภรรยาอย่างไร

ในข้อ 29 ตอนท้ายบอกว่า ทะนุถนอม เหมือนพระคริสต์ทรงกระทำแก่คริสตจักร

สามีควรเลียนแบบพระคริสต์ในการทะนุถนอมคริสตจักรของพระองค์

พระเยซูคริสต์ทรงทะนุถนอมคริสตจักรของพระองค์ ด้วยการให้ความรักความอบอุ่น การปกป้องคุ้มครองให้ปลอดภัย

สามีก็ควรจะทะนุถนอมภรรยาด้วยการปกป้องดูแลทั้งด้าน ร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณด้วยเหมือนกัน

สามีต้องให้ความอบอุ่นใจแก่ภรรยา ไม่ทำให้ภรรยาอยู่ในสภาพที่วิตกกังวล หวาดกลัวอยู่ตลอดเวลา

พระเจ้าทรงตั้งสถาบันครอบครัวมาให้กับมนุษย์โดยการจัดสรรของพระองค์

ปฐมกาล 2:21-23
21 แล้วพระเจ้าจึงทรงกระทำให้ชายนั้นหลับสนิท ขณะที่เขาหลับสนิทอยู่ พระองค์ทรงชักกระดูกซี่โครงอันหนึ่งของเขาออกมา แล้วทำให้เนื้อติดกันเข้าแทนกระดูกอย่างเดิม
22 ส่วนกระดูกซี่โครงที่พระเจ้าได้ทรงชักออกจากชายนั้น พระองค์ทรงสร้างให้เป็นหญิง แล้วทรงนำมาให้ชายนั้น
23 ชายจึงว่า "นี่แหละกระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเรา จะต้องเรียกว่าหญิง { ชายา เพราะชายานี้ออกมาจากชาย" เพราะหญิงนี้ออกมาจากชาย")

พระจ้าไม่ได้หักกระดูกจากศรีษะผู้ชาย เพื่อให้ผู้หญิงเป็นผู้นำ แต่ให้เป็นคู่คิดคู๋อุปถัมภ์สนับสนุน

พระเจ้าไม่ได้หักกระดูกจากเท้าของผู้ชาย เพื่อให้ผู้หญิงต่ำกว่าผู้ชาย แต่ให้เป็นคู่เคียงเดินเคียงข้างด้วยกัน

แต่พระเจ้าหักกระดูกจากซี่โครงผู้ชาย เพื่อให้ผู้หญิงจะอยู่ในร่มปีกรับการปกป้องจากผู้ชาย ขอให้คู่รักทั้งสองโอบกอดไปด้วยกันในทุกสถานการณ์

ขอพระเจ้าทรงเป็นศูนย์กลางในครอบครัวเสมอ ความรักของพระองค์จะนำมาซึ่งความสมบูรณ์

..................


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น