18 พฤษภาคม 2559

เผ่าอิสสาคาร์ - ลาที่มีกำลังกล้าหาญ


สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน  ขอต้อนรับเข้าสู่เดือนอิยาร์ (Iyar) ซึ่งเป็นเดือนที่ 8 ตามปฏิทินแบบราชการ (Civil calendar)และ เป็นเดือนที่ 2 ในวงจรแห่งการไถ่ตามปฏิทินแบบศาสนา(Ecclesiastical calendar) เดือนนี้เป็นแห่งตัวอักษรฮีบรู คือ ตัวอักษร ו "วาว์ฟ"(Vav) เป็นภาพของหลักหมุด จึงเป็นเดือนแห่งการเชื่อมต่อ(Connecting pin) เชื่อมต่อจากเดือนที่แล้ว  คือ เดือนนิสาน(Nisan) เดือนแห่งสิงห์เผ่ายูดาห์  และเดือนที่จะมาถึงคือเดือนสิวัน(Sivan) เดือนแห่งเผ่าเศบูลุน นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อระหว่างเทศกาลสำคัญ 2 เทศกาลหลักคือ เทศกาลปัสกา(Pesach-Passover) และเทศกาลสัปดาห์(Shavuot) หรือเทศกาลเพ็นเทคอสต์(Pentecost

(เดือนนิสาน เป็นเดือนแห่งสิงห์เผ่ายูดาห์ สามารถเข้าไปอ่านบทความ เรื่อง  สิงห์แห่งเผ่ายูดาห์ (Lion of Judah) ได้ตาม link)


เดือนนี้เกี่ยวข้องกับ เผ่าอิสสาคาร์(Issachar)  เมื่อเราศึกษาพื้นภูมิของเผ่าอิสสาคาร์ จะพบว่า อิสสาคาร์ เป็นบุตรชายคนที่ ของยาโคบ และเป็นบุตรคนที่ ของนางเลอาห์ ภรรยาคนแรก
ปฐมกาล 30:14-18
14 ในฤดูเกี่ยวข้าวสาลี รูเบนออกไปที่นาพบต้นดูดาอิมจึงก็ผลมาให้เลอาห์มารดาของเขา ราเชลจึงพูดกับเลอาห์ว่าขอผลดูดาอิมของลูกชายพี่ให้ฉันบ้าง
15 เลอาห์ตอบว่าที่น้องแย่งสามีของฉันไปแล้วนั้นยังน้อยไปหรือ? จึงจะมาเอาผลดูดาอิมของลูกชายฉันด้วยราเชลตอบว่าอาอย่างนี้ ยาโคบจะไปนอนกับพี่คืนนี้เพื่อแลกกับผลดูดาอิมของลูกชายพี่
16 ครั้นยาโคบกลับมาจากนาเวลาเย็น เลอาห์ก็ออกไปหาบอกว่าเข้ามาหาฉันเถิด พราะฉันให้ผลดูดาอิมของลูกชายฉันเป็นสินจ้างท่านแล้วคืนวันนั้นยาโคบก็นอนกับนาง
17 พระเจ้าทรงฟังเลอาห์ นางก็ตั้งครรภ์ และให้บุตรชายคนที่ห้าแก่ยาโคบ 
18 ฝ่ายเลอาห์ว่า “​พระเจ้าประทานสินจ้างนั้นให้แก่ฉัน เพราะฉันยกหญิงคนใช้ให้สามีนางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า อิสสาคาร์

จากเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ จะเห็นได้ว่า นางราเชลภรรยาคนที่ 2 ของยาโคบ ยอมให้สามีของตนเองไปหลับนอนกับนางเลอาห์ โดยเพื่อแลกกับ "ผลดูดาอิม"(dudaim) ภาษาอังกฤษคือ "mandrake" แมนเดร็ก หรือบางที เรียกว่า  'apple of Sodom'  หรือ  "Satan's apple"

ความเชื่อของคนในแถบอาหรับ เชื่อว่า มันคือ"ยาปลุกเซ็กซ์" ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศสำหรับผู้ชายและสำหรับผู้หญิงทำให้มีลูกง่าย  

ในช่วงเวลานั้นนางราเชลไม่มีลูกจึงอยากที่จะมีลูกบ้าง เพราะเห็นพี่สาวมีลูกตั้งหลายคน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของนางราเชล เริ่มสั่นคลอนในการไว้วางใจพระเจ้า แต่กลับหันไปพึ่งพา "ยาปลุกเซ็กซ์" 

นางเลอาห์ จึงตั้งชื่อลูกว่า อิสสาคาร์  หมายถึง  "สินจ้าง"(hire) (ภาษฮีบรู คือ ซาคาร) ค้าจ้างที่ได้หลับนอนกับยาโคบ  

พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกเรื่องราวหลังจากนั้นของอิสสาคาร์มากนัก เราแทบจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของอิสสาคาร์  แต่สิ่งที่เรารู้ก็คือว่า ลูกหลานของอิสสาคาร์นั้น มีความสามารถพิเศษ ดังในพระธรรม 1 พงศวดาร 12:32 บันทึกไว้ว่า  จากเผ่าอิสสาคาร์ มีผู้รู้กาละ ทราบว่าอิสราเอลควรทำประการใด ….​ 

เผ่าอิสสาคาร์ได้รับจากการเจิม พวกเขาเป็นผู้ที่รู้กาลเวลาของพระเจ้า  เพราะของประทานที่อิสสาคาร์ได้รับนี้ พระเจ้าจึงทรงวางพวกเขาไว้ในตำแหน่งยุทธศาสตร์  

อิสสาคาร์เป็นเผ่าลำดับที่ 2 ในกระบวนแถวกองทัพของอิสราเอล  ถูกจัดกลุ่มแถวหน้า เข้ากับเผ่ายูดาห์ และเศบูลุน  เมื่ออิสสคาร์ได้รับการสำแดงจากพระเจ้าให้เคลื่อนไปข้างหน้า กองทัพของอิสราเอลก็เคลื่อนไปตามการทรงนำของพระเจ้า 

แม้ว่าชีวิตของอิสสาคาร์ เขาจะเกิดมาเป็นเช่นไร แต่พระเจ้าทรงมีแผนการที่ดีและทรงมีเป้าประสงค์ลิขิตสำหรับชีวิตของเขา เพราะคำอวยพรของยาโคบพ่อของเขาและโมเสส  กำหนดอัตลักษณ์ประจำเผ่าอิสสาคาร์ 


คำอวยพรของโมเสสแก่เผ่าอิสสาคาร์และเผ่าเศบูลุน

เฉลยธรรมบัญญัติ 33:18-19 “ท่านกล่าว‍ถึงเศ‌บู‌ลุนว่า “เศ‌บู‌ลุนเอ๋ย จงยินดีเมื่อท่านออกไป และอิส‌สา‌คาร์เอ๋ย จงยินดีในเต็นท์ของตน เขาจะเรียกชน‍ชาติทั้ง‍หลายมาที่ภูเขา และถวายเครื่อง‍บูชาอันชอบ‍ธรรมที่‍นั่น เพราะเขาจะได้ดูด‍ซับความอุดมจากทะเล และได้ขุม‍ทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทราย” 

สิ่งที่เรียนรู้คือ การทำงานร่วมกันของ 2 เผ่า อิสสาคาร์จะอยู่ในเต็นท์เพื่อศึกษาพระคำของพระยาห์เวห์ เพื่อรับการสำแดงความล้ำลึกและเขาจะบอกกับเศบูลุนเพื่อจะออกไปลงทุนทำการค้า และผลที่ได้รับคือการอวยพรจากสิ่งที่เกินธรรมดา


คำอวยพรของยาโคบพ่อของอิสสาคาร์
ปฐมกาล 49:14-15
14​ ฝ่ายอิสสาคาร์เป็นตัวลามีกำลังมาก (a strong ass) หมอบลงกลางอานสองข้างของมัน
15 ​เขาเห็นว่าที่พักดี และแผ่นดินสบาย จึงย่อบ่าของเขาลงรับไว้ กลายเป็นทาสแรงงาน

(หมายเหตุ คำว่า "ass" ในพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษฉบับ KJV หมายถึง ลา (Donkey) กรุณาอย่าแปลเป็นอย่างอื่นนะครับ :)

ลา : ผู้มีกำลังและกล้าหาญมาก

สัญลักษณ์ของเผ่าอิสสาคาร์ จะเป็นรูป ลา ที่มีกำลังมาก (strong ass) ที่แบกภาระบนอาน 2 ข้าง   นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์รูป ดวงอาทิตย์ และ ดวงจันทร์สื่อความหมายถึงความเข้าใจในเวลาและฤดูกาลนั่นเอง

ดังนั้น เผ่าอิสสาคาร์ คือ ลาที่มีกำลังกล้าหาญที่พร้อมจะยอมเป็นทาสรับใช้แบกภาระหนักให้กับผู้อื่น!

เมื่อเรานึกถึงลา เราอาจจะคิดว่า เผ่าอิสสาคาร์เฉื่อยชา และเกียจคร้าน  หรือดูโง่เขลาดูเหมือนลาโง่ในนิทาน แต่มันไม่ใช่สำหรับเผ่าอิสสาคาร์    อิสสาคาร์เป็นเผ่าที่มีกำลังกล้าหาญ   
ในบทเพลงของเดโบราห์  อิสสาคาร์ได้รับการยกย่องในเรื่องของความกล้าหาญ  

1 พงศาวดาร  7:5 ญาติ​พี่​น้อง​ของ​เขา​ซึ่ง​เป็น​คน​ใน​บรรดา​ตระกูล​ของ​อิสสา​คาร์ มี​หมด​ด้วย​กัน​เป็น​ทแกล้ว​ทหารแปด​หมื่น​เจ็ด​พัน​คน ขึ้น​ทะเบียน​ไว้​ใน​สำมะโนครัว​เชื้อ​สาย​

นอกจากนี้คนจากเผ่าอิสสาคาร์ก็ยังเป็นผู้ที่เต็มใจอาสาตัวต่อสู้เพื่อดาวิด อีกด้วย

1 พงศาวดาร 12: 32 จาก​เผ่า​อิสสา​คาร์ มี​ผู้รู้​กา​ละ ทราบ​ว่า​อิสราเอล​ควร​ทำ​ประการ​ใด มี​หัวหน้า​สอง​ร้อย​คน และ​ญาติ​ของ​เขา​ทั้งสิ้น​อยู่​ใต้​บังคับ​บัญชา​ของ​เขา

น่าสังเกตว่า เมื่อพูดถึงเผ่าอิสสาคาร์ มีการกล่าวถึงคนที่เป็นหัวหน้าที่เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งมีจำนวนถึง 200 คน  เผ่าอิสสาคาร์ เป็นเผ่าที่เคลื่อนในการเปิดเผยสำแดงจากพระเจ้า  

ความหมายในพระคัมภีร์ ลา เป็นสัญลักษณ์ของความสงบ(peace) ตรงกันข้ามกับ ม้า จะเล็งถึงสงคราม(war)

Deborah
แม้ว่าพวกเขาจะ "รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด"  ยามอิสราเอลมีภัยมาเยือนคนแห่งเผ่าอิสสาคาร์ก็มีความกล้าหาญจะไม่นิ่งเฉยแต่จะลุกขึ้นต่อสู้กับศัตรู แม้ว่าจะเป็นผู้หญิงก็ตาม หัวใจของเธอก็มีความกล้าหาญไม่แพ้ผู้ชาย ดังเช่น เดโบราห์ นักรบสาวผู้ห้าวหาญ  (ผู้วินิจฉัยบทที่ 4)

ในช่วงยุคสมัยของเดโบราห์นั้น แผ่นดินอิสราเอลมีปัญหา มีศัตรูที่เข้ามากดขี่ข่มเหง นั่นคือ  สิเสรา ชายผู้เป็นมือขวาของผู้ก่อการร้ายชาวคานาอัน เขามีรถรบเหล็ก ถึง 900 คัน  อิสราเอลตกอยู่ในวงจรของการถูกกดขี่อยู่ถึง  20 ปี กลุ่มคนของสิเสราท่องไปทั่วแผ่นดินเพื่อปล้นสะดม หลายคนถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหด และผู้คนก็เริ่มต้นร้องเรียกหาพระเจ้า  

เดโบราห์เรียกบาราคให้เข้ามานำกองทัพลุกขึ้นสู้ศัตรู    พระเจ้าทรงร่วมรบกับพวกเขา  ดวงดาวในท้องฟ้า และพลังแห่งธรรมชาติ หันเข้าสู้สิเสรา มีพายุที่เกิดขึ้นฉับพลันเข้ากระหน่ำในสมรภูมิรบ น้ำท่วม และรถรบ 900 คันของสิเสรา ติดหล่มโคลน กองกำลังของสิเสราแตกพ่าย  สิเสราหนีเอาชีวิตรอด 

สิเสราหนีเข้าไปยังเต็นท์ของหญิงคนหนึ่ง ชื่อว่า ยาเอล เพื่อขอซ่อนตัว   เธอพาสิเสราเข้ามาในเต็นท์ของเธอ เธอหาอะไรให้เขาดื่ม และหาที่ให้เขานอน แต่ในขณะที่สิเสราหลับอยู่นั้น ยาเอลเอาค้อนออกมา และดึงหมุดเต็นท์ออกมาตอกลงที่ศีรษะของเขา    20 ปี แห่งการกดขี่ได้สิ้นสุดลง

เดโบราห์ทำให้เราเห็นภาพที่ดีของเผ่าอิสสาคาร์  เดโบราห์เป็นผู้เผยพระวจนะ เธอเข้าใจวาระและรู้ว่าอิสราเอลควรทำประการใด เธอเต็มใจที่จะออกไปด้วยพละกำลังเพื่อขับไล่ศัตรู เดโบราห์มีการเจิมของเผ่าอิสสาคาร์   

เรื่องราวของเดโบราห์ และยาเอลที่มีใจกล้าหาญ จึงเป็นถ้อยคำที่เรานำมาอธิษฐานในเดือนนี้เชื่อว่า หมุดเต็นท์(vav)เป็นอาวุธจัดการศัตรู คือสิเสรา (วนฉ.4:21)นี่เป็นการพิพากษาของพระเจ้าที่จัดการเหนือศัตรูฝ่ายวิญญาณในชีวิตของเรา 

ลา : ยอมเป็นทาสรับใช้ แบกรับภาระผู้อื่น

ภาพของลาในพระคัมภีร์ให้ภาพของความถ่อมใจ เหมือนดั่งพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์ทรงถ่อมพระทัยมาเพื่อปรนนิบัติและนำความทุกข์ยากออกจากชีวิตของเรา ด้วยการไถ่
มาระโก 10:45 พราะว่าบุตรมนุษย์ไม่ได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อจะปรนนิบัติคนอื่น และให้  ชีวิตของท่านเป็นค่าไถ่คนจำนวนมาก"
ผู้เผยพระวจนเศคารียาห์  กล่าวไว้ในพระธรรมเศคารียาห์ 9:9   ว่า "ธิดา​แห่งศิ​โยน​เอ๋ย จง​ร่า​เริง​อย่าง​ยิ่ง​เถิด โอ บุตรี​แห่ง​เยรูซาเล็ม​เอ๋ย จง​โห่​ร้อง ดู​เถิด กษัตริย์​ของ​เธอ​เสด็จ​มา​หา​เธอ ทรง​ความ​ยุติธรรม​และ​ความ​รอด ​พระ​องค์​ทรง​อ่อน​สุภาพ​และ​ทรง​ลา ทรง​ลูก​ลา"

ถ้อยคำเผยพรวจนะนี้สำเร็จในสมัยของพระเยซูคริสต์ ในพระธรรมมัทธิว 21:5,9 พระเยซูทรงเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มและทรงขี่ลา และประชาชนโห่ร้องต้อนรับพระองค์อย่างจอมกษัตรา 

ฝ่าย​ฝูง​ชน​ซึ่ง​เดิน​ไป​ข้างหน้า กับ​ผู้​ที่​ตามมา​ข้าง​หลัง ​ก็​พร้อม​กัน​โห่​ร้อง​ว่า “โฮซันนา​ แก่​ราช​โอรส​ของ​ดาวิด ขอ​ให้​ท่าน​ผู้​ที่​เสด็จ​มา​ใน​พระ​นาม​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ทรง​พระ​เจริญ โฮซันนา ใน​ที่​สูงสุด”

ภาพของลาจากเผ่าอิสสาคาร์ (มันคือรถ It's a car) ลาจึงกลายเป็นรถ ซึ่งเป็นพาหนะนำกษัตริย์เข้ากรุงเยรูซาเล็มดั่งเช่น กษํตริย์โซโลมอนทรงขี่ลาในวันที่ขึ้นครองราชย์สมบัติ  ลานั้นเป็นลาที่เคยเป็นของกษัตริย์ดาวิดผู้บิดามาก่อน (1 พกษ. 1:33-44)  กษัตริย์เยฮูได้ขี่ลาเข้าไปในดินแดนสะมาเรีย (ซึ่งชาวสะมาเรียถือว่าเป็นเยรูซาเล็มของเขา)  เพื่อทำลายวิหารของพระบาอัล (2 พกษ. 9:11-10:28)  

นี่คือลา ภาพที่เล็งถึงความถ่อมใจ และเป็นพาหนะของกษัตริย์ 

นอกจากนี้ ลา ยังให้ภาพถึงการแบกเอาภาระหนักออกไป คนในสมัยก่อนจะใช้ลาเพื่อเป็นพาหนะในการขนของ ลาแม้จะตัวเล็กแต่มันเป็นสัตว์ที่มีกำลังมาก  

สิ่งที่น่าสนใจจากพระธรรมตอนนี้คือ พระเยซูทรงประทับบนลา 2 ตัวคือ แม่ลา(ass)และลูกลา(foal) 

มัทธิว  21:5-8 
5 จง​บอก​ชาวศิ​โยน​ว่า กษัตริย์​ของ​ท่าน​เสด็จ​มา​หา​ท่าน โดย​พระ​ทัย​อ่อน​สุภาพ ทรง​ลา(ass) ทรง​ลูก​ลา (foal)
6 สาวก​ทั้ง​สอง​คน​นั้น ​ก็​ไป​ทำ​ตาม​พระ​เยซู​ตรัส​สั่ง​
7 จึง​จูง​แม่​ลา​กับ​ลูก​ของ​มัน​มา และ​เอา​เสื้อผ้า​ของ​ตน​ปู​บน​หลัง แล้ว​พระ​องค์​ได้​ทรง​ลา​นั้น​
8 ฝูง​ชน​เป็น​อัน​มาก ได้​เอา​เสื้อผ้า​ของ​ตน​ปู​ตาม​ถนน​หนทาง บาง​คน​ก็​ตัด​กิ่ง​ไม้​มา​ปู​ตาม​ถนน​


พระเยซูไม่ได้ทรงขี่ลาทีเดียว 2 ตัวแต่เมื่อเราศึกษาในประวัติศาสตร์เราจะพบว่า พระองค์ทรงขี่แม่ลาก่อนและทรงขี่ลูกลาเข้าเมือง

ในตอนแรก พระเยซูเจ้าทรงขี่แม่ลาก่อนเมื่ออยู่ห่างกรุงเยรูซาเล็มเพราะ มีเนินเขาและภูเขา  และเมื่อใกล้เมือง พระองค์จึงเปลี่ยนมาขี่ลูกลาเพื่อเข้าเมือง  (ลูกลานี้ไม่ใช่ลูกลาตัวเล็กๆ แต่เป็นลูกลาที่โตแล้ว  แต่ยังไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน)  

ความหมายที่ซ่อนอยู่ในเรื่องนี้ นั่นคือ   แม่ลาและลูกลาหมายถึง  ประชาชน 2 กลุ่ม 

กลุ่มแรกคือ ชาวยิว(Jew)ที่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของโมเสส  นั่นคือ แม่ลา  

กลุ่มที่ 2 คือ ชาวต่างชาติ(Gentile)  ซึ่งไม่ได้ถือตามพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า  นั่นคือ ลูกลา  

แม่ลาหมายถึงชาวอิสราเอลที่ปฏิบัติธรรมบัญญัติของโมเสส   อัครทูตเปโตรได้อธิบายธรรมบัญญัติของโมเสสว่า เป็นแอก...ซึ่งบรรพบุรุษของเราหรือเราเองก็ไม่สามารถแบกไว้ได้”(กจ. 15:10)

ลูกลา หมายถึง คนต่างชาติ  เป็นชนชาติใหม่และไม่เคยถือธรรมบัญญัติ ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะนำมาเป็นแอก แต่พระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงลาเข้ามาปกครองจิตใจ พระองค์นำการปลดแอกของธรรมบัญญติที่ปรับโทษนี้ออกไปแล้ว  เรียนรู้จักพระองค์และรับแอกคือกางเขนของพระองค์แบกแทน 
มัทธิว 11:28-30 
28​ บรรดา​ผู้​เหน็ด​เหนื่อย​และ​แบก​ภาระ​หนัก จง​มา​หา​เรา และ​เรา​จะ​ให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​หยุด​พัก
29 ​จง​เอา​แอก​ของ​เรา​แบก​ไว้ แล้ว​เรียน​จาก​เรา เพราะ​ว่า​เรา​สุภาพ​อ่อนโยน​และ​ใจ​อ่อน​น้อม และ​จิตใจ​ของ​พวก​ท่าน​จะ​ได้​หยุด​พัก​
30 ​ด้วย​ว่า​แอก​ของ​เรา​ก็​พอเหมาะ และ​ภาระ​ของ​เรา​ก็​เบา”

มาระโก 8:34-35 ​
34พระ​องค์​จึง​ทรง​เรียก​ฝูง​ชน​กับ​พวก​สาวก​ให้​เข้า​มา แล้ว​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “ถ้า​ใคร​ต้อง​การ​จะ​ตาม​เรา​มา ให้​คน​นั้น​ปฏิเสธ​ตนเอง รับ​กางเขน​ของ​ตน​แบก​และ​ตาม​เรา​มา

35 ​เพราะ​ว่า​ใคร​ต้อง​การ​จะ​เอา​ชีวิต​รอด คน​นั้น​จะ​เสียชีวิต แต่​ใคร​ยอม​เสียชีวิต​เพราะ​เห็น​แก่​เรา​และ​ข่าว​ประเสริฐ คน​นั้น​จะ​ได้​ชีวิต​รอด


ภาพที่พระเยซูคริสต์ทรงลาเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ได้ให้หมายสำคัญและบอกความจริงแก่เรา พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงปกครองจิตใจของเราด้วยความรัก พระองค์จะทรงประทานสันติสุขให้ พระองค์พร้อมที่จะแบกภาระอันหนักของเราทั้งหลาย ความทุกข์ ความกังวล ความเจ็บป่วย ความบาป ความท้อแท้ ความผิดบาป ออกไปดั่งพระวจนะที่ว่า 


สดุดี 55:22 ​จง​มอบ​ภาระ​ของ​ท่าน​ไว้​กับ​พระ​ยาห์เวห์ และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ค้ำ​จุน​ท่าน ​พระ​องค์​จะ​ไม่​ทรง​ยอม​ให้ คน​ชอบธรรม​คลอน​แคลน​เลย

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรตลอดเดือนอิยาร์นี้ ให้เป็นเดือนแห่งการเจิมแบบเผ่าอิสสาคาร์ ที่เราจะรู้วาระเวลาและเชื่อมต่อกับช่วงเวลาแห่งพระพรของพระองค์ได้ 
ให้เราเรียนรู้ที่จะถ่อมใจ ยอมเป็นทาสแบบลาที่มีกำลังมาก แต่กล้าหาญแบบเผ่าอิสสาคาร์ 

อย่าให้เราเป็นเหมือนบาลาอัม (กดว.22:22-24:25 ) ผู้เผยพระวจนะจากเมโสโปเตเมีย ผู้เห็นแก่เงินทอง ถูกจ้างวานให้ไปแช่งสาปชนชาติอิสราเอล  พระเจ้าจึงทรงใช้ "ลา" เพื่อมากล่าวตักเตือน 

บาลาอัมจึงรู้สึกสำนึกตัว เขาจึงเปลี่ยนคำแช่งสาปให้เป็นคำอวยแก่ชนชาติอิสราเอล 

ขอพระเจ้าอวยพระพร ลาที ไม่ใช่ลาก่อน พบกันใหม่ในเดือนหน้าคือ เดือนสิวัน(Sivanเดือนแห่งเผ่าเศบูลุน นะครับ 

10 พฤษภาคม 2559

วันประกาศเป็นประเทศของอิสราเอล

ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ.1948 ประเทศอิสราเอล (State of Israel) ประกาศอิสรภาพ โดยชาวยิวจากทั่วโลกได้สถาปนาประเทศใหม่สำหรับชาวยิวขึ้นในดินแดนปาเลสไตน์ เพื่อรวบรวมชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกมาอยู่รวมกันในดินแดนพันธสัญญาที่พวกเขาเชื่อว่าพระยาห์เวห์ทรงประทานให้ สำเร็จตามถ้อยคำการเผยพระวจนะ
โดยมี เดวิด เบน-กูเรียน (David Ben-Gurion) เป็นประธานาธิบดีคนแรก
ปัจจุบันอิสราเอลปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา ถือเป็นรัฐยิว มีประชากรประมาณ 7.1 ล้านคน มีพื้นที่ทั้งหมด 22,145 ตารางกิโลเมตร

สิ่งเหล่านี้เป็นประวัติศาสตร์ที่เราได้เห็นถึงพระเมตตากรุณาของพระยาห์เวห์ที่มีต่อชนชาติของพระองค์แม้พวกเขาจะมีเวลาแห่งการหลงหาย แต่พระองค์ทรงรักพวกเขา และเมื่อพวกเขากลับใจใหม่หันเสียจากความบาป พระองค์ทรงฟื้นฟูชีวิตของพวกเขา
การกลับมารวมเป็นประเทศอีกครั้งใน ปีค.ศ. 1948 เป็นการสำเร็จตามถ้อยคำเผยพระวจนะที่กล่าวในพระคัมภีร์ ดังต่อไปนี้

1. อิสราเอลกลับสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา 
สำเร็จตามคำเผยพระวจนะของเอเสเคียล
เอเศเคียล 36:24 “เพราะว่าเราจะเอาเจ้าออกมาจากท่ามกลาง ประชาชาติและรวบรวมเจ้ามาจากทุกประเทศ และนำเจ้าเข้ามาในแผ่นดินของเจ้าเอง”

2. การรื้อฟื้นภาษาฮีบรู
ศตวรรษที่ 2 ชาวยิวใช้ภาษาอาราเมคเป็นภาษาพูดแทนภาษาฮีบรู แต่ยังคงใช้ภาษาฮีบรูเป็นภาษาเขียน มีการรื้อฟื้นภาษาฮีบรูในปี ค.ศ. 1881 - 1922 ต่อมาภาษาฮีบรูกลายเป็นภาษาราชการของปาเลสไตน์ภายใต้การปกครองของอังกฤษตั้งแต่ ปี 1921 คู่กับภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับและกลายเป็นภาษาราชการของอิสราเอลตั้งแต่ ปี 1948 สำเร็จตามคำเผยพระวจนะของอิสยาห์ เศฟันยาห์

อิสยาห์ 19:18 “ในวันนั้นห้าเมืองในแผ่นดินอียิปต์ซึ่งพูดภาษาของคานาอัน และสาบานต่อพระเจ้าจอมโยธา เมืองหนึ่งเขาเรียกเมืองอาทิตย์”
เศฟันยาห์ 3:9 เออ ในคราวนั้น เราจะเปลี่ยนริมฝีปากของชนชาติทั้งหลาย ให้เป็นริมฝีปากบริสุทธิ์ เพื่อว่าทุกคนจะร้องทูลออกพระนามพระเจ้า และปรนนิบัติพระองค์เป็นใจเดียวกัน

3.การซื้อที่ดินและกลับคืนสู่การเป็นประเทศอิสราเอล
ในช่วง ปี ค.ศ. 1882 -1940 ชาวยิวจากทั่วโลกเริ่มซื้อที่ดินในดินแดนพันธสัญญาโดยซื้อจากอียิปต์ แม้ว่าที่ดินนั้นเป็นทะเลทราย ซื้อที่ดินเมืองเบนยามิน ซื้อที่ดินรอบเมืองยูดาห์ เยรูซาเล็ม พื้นที่เป็นภูเขาซื้อที่ดิน เซเฟลาห์ ที่ราบต่ำติดทะเล ซื้อที่ดิน เนเกบ ทะเลทรายตอนใต้ มีเนื้อที่ 12,000 กิโมเมตร ทิศตะวันตกติดทะเลซีนาย สำเร็จตามคำเผยพระวจนะของเยเรมีย์
เยเรมีย์ 32:44 “ ที่นานั้นจะซื้อกันด้วยเงิน ใบโฉนดก็จะต้องลงนามและประทับตรา และลงนามพยาน ที่ในแผ่นดินของเบนยามิน ในที่ต่างๆ แถบกรุงเยรูซาเล็ม และในหัวเมืองยูดาห์ ในหัวเมืองแถบแดนเมืองเทือกเขา ในหัวเมืองแถบเนินเชเฟลาห์และในหัวเมืองแถบเนเกบ เพราะเราจะให้เขาทั้งหลายกลับสู่สภาพเดิม” พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ”
ชาโลม! อิสราเอล

20 เมษายน 2559

ความหมาย 3 มิติเกี่ยวกับเทศกาลปัสกา(Three Dimensional Meaning of Passover)

สุขสันต์ในเทศกาลปัสกา(Passover : Pesach) เทศกาลที่ระลึกถึงการไถ่จากการเป็นทาสในอียิปต์ของคนอิสราเอล ซึ่งมีความหมายสำหรับคริสตชนอย่างเราเช่นเดียวกับ เพราะทุกเทศกาลเป็นการนัดหมายของพระเจ้า(Divine Appointment)เพื่อจะพบปะและนำการอวยพรมาสู่คนของพระองค์

ทศกาลปัสกา เล็งถึง พระเยซูคริสต์ หรือ พระเยชูวาห์ ทรงเป็นพระเมสิยาห์ที่ลงมาช่วยไถ่คนของพระองค์  ทรงเป็นแกะปัสกาที่ถูกฆ่าบนกางเขน และทรงชำระบาปของเราโดยพันธสัญญาแห่งพระโลหิตเปรียบเสมือนเลือดของแกะปัสกาที่ถูกฆ่าและคนอิสราเอลได้นำมาทาที่วงกบประตู เพื่อให้ทูตแห่งความตายผ่านเขาไป  คนอิสราเอลจึงได้ออกจากความเป็นทาสในอียิปต์ และเช่นเดียวกัน เราทุกคนที่เชื่อในพันธสัญญาแห่งพระโลหิตของพระองค์ก็ได้รับความรอดจากความบาปและความตายเช่นกัน
Asher Intrater

บทความครั้งนี้ ผมขออธิบายความหมาย 3 มิติเกี่ยวกับเทศกาลปัสกาโดยเรียบเรียงจากบทความเรื่อง Three Dimensional Meaning of Passover ของ อาเชอร์ อินเทรเตอร์(Asher Intrater) มีหัวเรื่องดังต่อไปนี้







1. การอพยพออกจากอียิปต์ (Exodus from Egypt)
เรื่องราวของเทศกาลปัสกาและการอพยพจากอียิปต์  เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญซึ่งได้บันทึกไว้ในธรรมบัญญัติ(Law)และหนังสือผู้เผยพระวจนะ(Prophets)  เป็นเหตุการณ์ที่พระเจ้าผู้ทรงสร้างกัลปจักรวาลได้เข้ามาแทรกแซงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเพื่อที่จะช่วยเหลือคนของพระองค์ที่ถูกกดขี่ข่มเหง  และนำความยุติธรรมเข้าสู่ทางสังคม  พระองค์ทรงสถาปนากฎหมายศีลธรรมสากล และคนอิสราเอลได้รับการเลือกสรรจากประชาชาติของโลก (จากผู้ที่พระองค์ทรงสร้าง ทั้งชาวยิวและชาวต่างชาติ) พวกเขาเป็นประชากรที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้ให้เป็น "ประชากรของพระองค์"(chosen people)   

พระเจ้าทรงสำแดงพระองค์เอง(อพย.3:15) ในพระนามว่า  “เรา​เป็น​ผู้​ซึ่ง​เรา​เป็น” หรือ พระยาห์เวห์ มาจากตัวอักษรฮีบรู 4 ตัวคือ คือ  יהוה (Yod Hei Vav Hei) หรือ YHVH  พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าที่ความบริสุทธ์ มีความเมตตาและทรงมีพันธสัญญานิรันดร์กับคนของพระองค์   พระองค์ทรงกำหนดระบบปุโรหิต(priesthood)ในเรื่องการถวายเครื่องบูชาเพื่อชำระมลทินบาปโดยโลหิต (atonement by blood sacrifice)  การอพยพได้สำเร็จหลังจากประวัติศาสตร์ 400 ปีแห่งการเป็นทาสในอียิปต์หลังจากยุคสมัยของอัครปิตา(patriarchs) 
พันธสัญญาของพระยาห์เวห์ได้เริ่มต้นจากครอบครัวอับราฮัม ครอบครัวเดียวจนเกิดการเจริญเติบโตมากกว่า 2 ล้านคนในช่วงเวลาของโมเสส
พระเจ้าทรงเลือกฤดูกาลแห่งการไถ่ของเทศกาลปัสกา โดยเลือกวันที่ดวงจันทร์เต็มดวงครั้งแรกในช่วงต้นของฤดูใบไม้ผลิ(Spring)   (เริ่มต้นในเย็นวันที่ 14 เดือนนิสาน) - เพื่อการเปิดเผยเวลาแห่งการไถ่โดยพระองค์ (อพย.12:1-13)
2.พระราชกิจแห่งการไถ่ของพระเยชูวาห์ (Gospel of Yeshua)
ชาวอิสราเอลได้รับผ่านเว้น(Pass over)ให้พ้นจากทูตแห่งความตายในอียิปต์โดยความเชื่อที่พวกเขาได้นำเลือดของลูกแกะไปทาไว้ที่วงกบของประตู  ด้วยเลือดของลูกแกะนี่เองทำให้พวกเขาได้รับการไถ่  หากปราศจากโลหิตพวกเขาก็จะไม่ได้รับการไถ่ ชีวิตและความตายขึ้นอยู่กับเลือดของลูกแกะ 
เมื่อพวกเขาได้รับพระบัญญัติ(Torah)ที่ภูเขาซีนาย  พระยาห์เวห์ทรงสถาปนาระเบียบเรื่องการการถวายเครื่องบูชาเพื่อชำระมลทินบาปโดยโลหิตที่มีการถวายทุกวัน  ในแง่มุมของความเชื่อโบราณของคนอิสราเอล  ทุกคนเชื่อในเรื่องการประทับตราด้วยพันธสัญญาแห่งโลหิต (covenant sealed by blood)
เช่นเดียวกับคนอิสราเอลโบราณ เลือดของลูกแกะเป็นสัญลักษณ์แห่งการไถ่ (symbolically redeemed) และเพื่อมวลมนุษยชาติจะได้รับการไถ่จากบาปชั่วนิรันดร์จึงต้องการการไถ่ด้วยพระโลหิตของพระเมษโปดก(blood of The Lamb) 
Dan Juste
ใจความสำคัญของการไถ่ด้วยเลือดไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง แต่มันก็ได้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้วผ่านทางพระราชกิจแห่งการไถ่ของพระเยชูวาห์ (พระเยซูในภาษาฮีบรูโดยพระโลหิตของพระองค์ทำให้เราได้รับการลบมลทินบาป  และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ทำให้เรามีชีวิตนิรันดร์  สำหรับเราทุกคนไม่ว่าเราจะเป็นใคร เราสามารถได้รับการลบมลทินบาปและได้รับชีวิตนิรันดร์โดยพระองค์
3.มุมมองในเรื่องยุคสุดท้าย (End Times Paradigm)
ความหมายของเทศกาลปัสกาอีกมิติหนึ่ง คือ  "การไถ่บาปครั้งสุดท้ายจะเป็นเช่นเดียวกับไถ่บาปครั้งแรก" (The last redemption will be like the first redemption)  รับบีได้กล่าวไว้  
ซึ่งหมายความว่าการเสด็จมาอย่างเต็มล้นด้วยพระสิริของพระคริสต์ เพื่อจะสถาปนาการปกครองแห่งอาณาจักรบนแผ่นดินโลกจะคล้ายกับเหตุการณ์การอพยพออกจากอียิปต์
แดน จัสเตอร์ (Dan Juster)ได้เขียนเชิงเปรียบเทียบ  (parallel)ไว้ในหนังสือของเขา คือ "วิวรณ์ : กุญแจสำคัญของปัสกา" (Revelation : the Passover Key)
ภาพของกษัตริย์ฟาโรห์แห่งอียิปต์เป็นภาพเงาของปฏิปักษ์ของพระคริสต์(Antichrist) ที่ยังไม่มาถึง
การกดขี่ข่มเหงจะมีความคล้ายคลึงกัน  ภัยพิบัติ (plagues) ที่จะเกิดขึ้นในโลกจะเป็นเหมือนเช่นการพิพากษาของพระยาห์เวห์ต่อความชั่วร้าย  เพื่อกระตุ้นให้คนของพระองค์กลับใจจากความชั่วร้าย
ในช่วงเวลายากลำบาก ผู้เชื่อที่แท้จริงจะได้รับการปกป้องดั่งเช่นอิสราเอลได้รับที่โกเชน(Goshen) และผู้ที่จะเป็นพยานของพระยาห์เวห์ด้วยฤทธิ์อำนาจและพระคุณ ที่จะถูกส่งมาในช่วงเวลาดั่งกล่าวจะเป็นเช่นโมเสสและอาโรน ที่ออกไปพูดกับกษัตริย์ฟาโรห์แห่งอียิปต์ให้ปลดปล่อยประชากรของพระยาห์เวห์  และในตอนท้ายสุดจะมีการปลดปล่อยอย่างฉับพลันดั่งเช่นคนอิสราเอลได้รับชัยชนะที่ทะเลแดง
ในช่วงเทศกาลปัสกานี้ขอหนุนใจให้เรารับการชำระชีวิตจากพระยาห์เวห์และเตรียมหัวใจของเรา  สำหรับทุกเป้าประสงค์ลิขิตของพระองค์ ตามคำเผยพระวจนะที่จะเกิดขึ้นเป็นจริงในช่วงเวลานี้

ขอบคุณข้อมูลจาก http://reviveisrael.org