22 เมษายน 2560

ปัสกา : ความปรารถนาของพระคริสต์(Passion of the Christ)

ผ่านช่วงเวลาสำคัญสำหรับเทศกาลที่สำคัญคือ เทศกาลปัสกา(Passover) ปี 5777 ในช่วงวันที่ 10-18 เมษายน 2017 ไปแล้ว ปัสกาเป็นเทศกาลที่ชาวอิสราเอลจะรับประทานขนมปังไร้เชื้อและผักขมเพื่อระลึกถึงความขมขื่นใจในการเป็นทาสและพระยาห์เวห์ทรงนำพวกเขาออกจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ไปสู่ความเป็นไทในดินแดนแห่งใหม่ตามเป้าประสงค์ของพระองค์
คำว่า "ปัสกา"หรือ เพซัค (Pesach-פֶּסַח)ภาษาฮีบรู แปลว่า ผ่านเว้น (Passover) จากเหตุการณ์ในพระธรรมอพยพบทที่ 12  พระเจ้าผ่านไปและเขาไม่ถูกทูตแห่งความตายจัดการ เพราะพวกเขานำเลือดแกะมาทาที่วงกบประตูนั้นจะเป็นหมายสำคัญ นอกจากนี้ยังหมายความว่า "ยืนตระหง่านปกป้อง" พระยาห์เวห์ทรงยืนตระหง่านปกป้องพวกเขาในทุกสถานการณ์ที่ยากลำบากในชีวิต  แม้เวลาจะผ่านมาหลายพันปี แต่อิสราเอลยังถือรักษาเทศกาลนี้อย่างมั่นคงเพราะเป็นกฎถาวรและเป็นการนัดหมายสำหรับคนของพระยาห์เวห์
อพยพ 12:14 “วันนี้​จะ​เป็น​วันที่​ระลึก​สำหรับ​เจ้า ให้​เจ้า​ทั้ง​หลาย​ถือ​ไว้​เป็น​เทศกาล​แด่​พระ​เจ้า​ชั่ว​ชาติ​พันธุ์​ของ​เจ้า เจ้า​จง​ฉลอง​เทศกาล​นี้​และ​ถือ​เป็น​กฎ​ถาวร​
เทศกาลปัสกาไม่ถือเฉพาะคนยิวเท่านั้น แม้แต่คนต่างชาติอย่างเรา พระยาห์เวห์ทรงอนุญาตให้ทำได้  
กันดารวิถี 9:14 "ถ้า​คน‍ต่าง‍ด้าว​ที่​มา​อาศัย​อยู่​ท่าม‍กลาง​เจ้า‍ทั้ง‍หลาย​จะ​ถือ​เทศ‌กาล​ปัส‌กา​แด่​พระ‍ยาห์‌เวห์ ก็​ให้​เขา​ถือ​ตาม​กฎ‍เกณฑ์​และ​กฎ‍หมาย​ของ​เทศ‌กาล​ปัส‌กา เจ้า​จง​มี​กฎ‍เกณฑ์​อย่าง​เดียว‍กัน​...
การฉลองเทศกาลปัสกาจึงมีความหมายสำหรับคริสตชนเช่นเดียวกัน เทศกาลปัสกาเป็นภาพเงาเล็งถึงพระเยซูคริสต์ที่ทรงเป็นแกะปัสกาที่ถูกนำไปฆ่าที่ไม้กางเขน และทรงเป็นขึ้นมาจากความตายเป็นผลแรก  
พระเยซูคริสต์ทรงก้าวออกจากหลุมฝังศพและประกาศก้องให้โลกได้รู้ว่า  “พระองค์ทรงมีชัยเหนือความบาปความตาย” (1โครินธ์ 15:16-22)
ปัสกาจึงเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นมีชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยความหวังใจในพระสัญญาของพระยาห์เวห์ 
อิสยาห์ 43:19ดู​เถิด เรา​กำลัง​กระทำ​สิ่ง​ใหม่ งอก​ขึ้น​มา​แล้ว... 
หากไม่ก้าวข้าม(Passover)ก็คงต้องยอมตายเปล่า(Pass away) เหมือนเหตุการณ์ที่ชนชาติอิสราเอลเดินทางออกจากอิยิปต์และกองทัพของอียิปต์กำลังไล่มาจนสุดทาง อุปสรรคขวางหน้าคือ ทะเลแดง สิ่งอัศจรรย์คือ พระยาห์เวห์ทรงเปิดหนทางออกให้อิสราเอลข้ามผ่านไปได้ (อพยพ 14) เมื่อพระยาห์เวห์ทรงนำคนของพระองค์ พระองค์จะพาเราไปสู่จุดหมายคือเป้าประสงค์ลิขิตของพระองค์ในชีวิตของเราแต่ละคน ในบางครั้งเราพบกับอุปสรรคปัญหา  เราอาจจะมองไม่เห็นทาง หนทางอาจจะตัน แต่ในพระยาห์เวห์ทรงมีหนทางเสมอ
 "เพียงเพราะเรามองไม่เห็นทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ทรงประทานหนทาง" เมื่อเราร้องทูลต่อพระเจ้าพระองค์จะทรงเปิดหนทางให้ "
ในเทศกาลนี้ ให้เราร่วมฉลองด้วยชัยชนะในสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงทำให้สำเร็จแล้วที่บนไม้กางเขน จงอย่าจมปลักอยู่กับสิ่งแง่ลบแง่ร้ายหรือคำโกหกของศัตรู แต่ให้เราป่าวประกาศถ้อยคำแห่งความจริง เพราะความจริงจะทำให้เราเป็นไท อย่าตกอยู่ในความเป็นทาสแห่งความกลัว 
บิล จอห์นสัน(Bill Johnson) ศบ.คริสตจักรเบธเอล กล่าวว่า "ความกลัวเป็นเหมือนอากาศที่ให้นรกมันหายใจ แต่ความเชื่อเป็นเหมือนลมหายใจของสวรรค์"  (Fear is like oxygen for hell but faith is like oxygen for heaven.)
ดังนั้นให้เราคงจดจ่ออยู่ในสิ่งที่พระยาห์เวห์กำลังตรัสกับเรา มีทางออกของปัญหาในท่ามกลางเหตุการณ์ที่ยากลำบากเสมอ   
ช่วงเทศกาลปัสกาจะมีการปลดปล่อยสิ่งใหม่ๆออกมาจากฟ้าสวรรค์ ที่ซึ่งจะทำให้แผนการต่างๆ ที่มาจากศัตรู ต้อง เคลื่อนผ่านเราไป ในขณะที่พระยาห์เวห์ทรงปลดปล่อยพระพรต่างๆออกมาจากฟ้าสวรรค์ จงคาดหวังการทะลุทะลวงที่สำคัญที่เราจะผ่านอุปสรรคต่างๆ เพื่อเป็นอุปกรณ์ที่จะยกชีวิตของเราไปสู่ระดับใหม่ที่สูงขึ้น  นี่เป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้น เพราะว่าเรากำลังเริ่มต้นที่จะเห็นการเคลื่อนออกไปเพื่อจะเข้าสู่เส้นชัยด้วยชัยชนะร่วมกับพระองค์

บทความครั้งนี้ ผมขอเขียนในส่วนที่แตกต่างออกไปจากปีก่อนๆ   (ผู้อ่านสามารถติดตามอ่านบทความเกี่ยวกับเทศกาลปัสกาได้ที่ link นี้ รวมบทความเทศกาลปัสกา(Passover)  
บทความปัสกาในครั้งนี้ ผมเขียนถึงเหตุการณ์ในช่วง Passion week คือ ช่วงสัปดาห์แห่งการทนทุกข์ของพระเยซูคริสต์ที่ถูกตรึงบนไม้กางเขนและทรงฟื้นชึ้นจากความตายในช่วงปัสกา 
เริ่มต้นจากการที่พระเยซูคริสต์ทรงลูกลาเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มเพื่อร่วมฉลองปัสกา(ยอห์น 12:12-17,มัทธิว 21:1-14) การที่พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาที่กรุงเยรูซาเล็ม เป็นไปตามเป้าประสงค์ของพระบิดา ตามคำเผยพระวจนะ เศคาริยาห์  9:9  (สามารถอ่านบทความเรื่อง  การเดินทางสู่เป้าประสงค์เพื่อปัสกา ) 
เมื่อพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาที่กรุงเยรูซาเล็ม คนยิวหลายคนมั่นใจว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ที่เขารอครอบคือ  พระเมสสิยาห์(Messiah)  เพราะพวกเขาเห็นการอัศจรรย์ที่พระองค์ทำและพวกเขาคิดว่าพระเยซูคริสต์สามารถนำการปลดปล่อยจากการเป็นทาสของโรมัน  พวกเขาร้องว่า โฮซันนา ซึ่งภาษาเดิมหมายความว่า ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดเถิด” “ขอทรงโปรดให้รอดเดี๋ยวนี้เถิด ถึงแม้ว่า​พระ​เยซูคริสต์ทรง​กระทำ​หมาย​สำคัญ​หลาย​ประการ  คนยิวและพวกฟาริสี​ก็​ยัง​ไม่​วางใจ​ใน​พระ​องค์​ทั้งนี้เพื่อสำเร็จตามคำเผยพระวจนะของอิสยาห์ (อิสยาห์ 6:9,53:1)
พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาในเทศกาลปัสกา และทรงมาเพื่อชำระพระวิหารของพระบิดา  
มัทธิว 21:12-13 
 ​12​ พระ​เยซู​เสด็จ​เข้า​ไป​ใน​บริเวณ​พระ​วิหาร​ของ​พระ​เจ้า ทรง​ขับ​ไล่​พวก​ซื้อ​ขาย​ใน​บริเวณ​พระ​วิหาร​นั้น ทรง​คว่ำ​โต๊ะ​คน​รับ​แลก​เงิน และ​ทรง​คว่ำ​ม้า​นั่ง​ของ​คนขาย​นกพิราบ 
13 พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ทั้ง​หลาย​ว่า “มี​พระ​วจนะ​เขียน​ไว้​ว่า นิเวศ​ของ​เรา​เขา​จะ​เรียก​ว่า​เป็น​นิเวศ​อธิษฐาน ​ ​แต่​พวก​ท่าน​มา​ทำ​ให้​เป็น​ถ้ำ​ของ​พวก​โจร​”  
สาเหตุที่พระเยซูทำเช่นนี้เพราะเทศกาลปัสกา  เทศกาลนี้คนยิวจะกินขนมปังปิ้งไร้เชื้อ (Matzah)และกินผักรสขม เพื่อระลึกถึงความขมขื่นใจที่เป็นทาสในอียิปต์ นอกจากนี้จะมีการกำจัดเชื้อเก่าๆที่ได้รับอิทธิพลจากอียิปต์ พวกเขาจะชำระเชื้อในบ้านให้ปราศจากเชื้อที่ไม่ดี
1. พระเยซูคริสต์ต้องการให้พระวิหารเป็นนิเวศแห่งการอธิษฐานโดยชำระให้พ้นจากเชื้อของพวกฟาริสีและเฮโรด 
2. พระเยซูคริสต์ต้องการชี้ให้เห็นว่า การถวายบูชาด้วยสัตว์ไม่ช่วยไถ่บาปและทำให้มนุษย์คืนดีกับพระเจ้า”  จึงทรงขับไล่พวกค้าขายสัตวบูชาออกจากพระวิหาร 
 ในพระธรรม 1 โครินธ์ 5:7-8 อัครทูตเปาโลได้อธิบายภาพนี้ให้คริสตจักรที่เมืองโครินธ์โดยยกตัวอย่างจากเทศกาลปัสกาของชาวยิวและการรับประทานขนมปังไร้เชื้อ(อพย.12:1-28,13:6-8) เพื่อให้ตระหนักว่าผู้เชื่อต้องชำระเชื้อเก่าด้วยความเชื่อใหม่ที่ได้รับการไถ่แล้วจากพระเยซูคริสต์
1 โครินธ์ 5:7-8  จง​ชำระ​เชื้อ​เก่า​เสีย เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​เป็น​แป้ง​ดิบ​ก้อน​ใหม่ ดังเช่น​ที่​ท่าน​เป็น​พวก​ไร้​เชื้อ เพราะ​พระ​คริสต์​ผู้​ทรง​เป็นปัสกา​ของ​เรา​ถูก​ถวาย​บูชา​แล้ว​ 8 เพราะ​ฉะนั้น​ให้​เรา​ถือปัสกา​นั้น ไม่ใช่​ด้วย​เชื้อ​เก่า​ซึ่ง​เป็น​เชื้อ​ของ​ความ​ชั่ว​และ​ความ​เลว แต่​ด้วย​ขนม​ปัง​ที่​ไม่​มี​เชื้อ​​ คือ​ความ​จริงใจ​และ​สัจจะ 
ในพระธรรมยอห์น บทที่ 13 ได้บรรยายถึงพระเยซูคริสต์ทรงมาเพื่อล้างเท้าสาวกเพื่อชำระพวกเขาให้พ้นจากมลทิน (ยอห์น 13:10 ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “คน​ที่​อาบน้ำ​แล้ว​ไม่​จำเป็นต้อง​ชำระ​กาย​อีก ล้าง​แต่​เท้า​เท่านั้น เพราะ​สะอาด​หมด​ทั้งตัว​แล้ว พวก​ท่าน​ก็​สะอาด​แล้ว​แต่​ไม่ใช่​ทุก​คน”)
นอกจากนี้การที่พระเยซูคริสต์เข้าไปในพระวิหารในเทศกาลปัสกา เพื่อจะพยากรณ์ล่วงหน้าว่าพระองค์จะถูกตรึงกางเขนและตายไป 3 วันและจะทรงฟื้นขึ้นใหม่  
(ยอห์น 2:19 ​พระ​เยซู​จึง​ตรัส​ตอบ​พวก​เขา​ว่า “ถ้า​ทำลาย​วิหาร​นี้ เรา​จะ​สร้าง​ขึ้น​ภาย​ใน​สาม​วัน”​​​​)
ก่อนที่พระเยซูจะถูกจับไปตรึงที่กางเขนในเทศกาลปัสกา มีการรับประทานขนมปังไร้เชื่อและพระเยซูคริสต์ทรงตั้งพิธีมหาสนิทขึ้นเพื่อให้ระลึกสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อเรา (ลูกา 22:14-17)  
หลังอาหารค่ำมื้อสุดท้าย(Last Supper) พระเยซูคริสต์ทรงสนทนาและอธิษฐานร่วมกับอัครสาวก  แล้วพากันลงมาจากห้องชั้นบน(upper room)  
พระเยซูทรงข้ามห้วยขิดโรน (Kidron) สถานที่ซึงเป็นที่รองรับเลือดแกะที่ไหลตามรางมาจากแท่นบูชาในพระวิหาร  พระองค์ทรงไปยังสวนต้นมะกอกเทศ (ยอห์น 18:2)  แห่งหนึ่งชื่อ "เกทเสมนี"(Gethsemane)  หมายถึง การบีบคั้นเอาน้ำมันมะกอก(oil press) เป็นช่วงเวลาที่บีบคั้นความรู้สึก พระเยซูทรงไปอธิษฐาน ณ สถานที่นี้ พระองค์ทรงอธิษฐานจนกระทั่งเหงื่อไหลออกมาเป็นเลือด(ลูกา 22:44)  
สภาวะการณ์แบบนี้ ดร. วิลเลียม ดี. เอดเวิร์ด (William D. Edwards) เสนอแนวคิดไว้ใน On the Physical Death of Jesus Christว่า ความกดดันและมีความตรึงเครียดมากเป็นเหตุให้เส้นเลือดฝอยปริแตกได้เมื่อเส้นเลือดฝอยแตก ก็อาจจะมีเลือดออกมาปนกับเหงื่อ  พระเยซูคริสต์ทรงซบพระพักตร์ลงถึงดิน อธิษฐานว่า  "โอ พระบิดา(Abba)ของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์"  (มัทธิว 26:39)  
คำอธิษฐานนี้สะท้อนถึงความเครียดและความกลัวที่พระเยซูทรงเผชิญในความเป็นมนุษย์ของพระองค์  พระเยซูทรงกลัว มิใช่เพราะความตายที่จะต้องเผชิญ เพราะพระองค์ทรงต้องเผชิญกับความตายเพื่อจะรับแบกความบาป แบกรับการพิพากษาของคนทั้งโลกออกไป พระองค์ทรงเต็มพระทัย ทรงอาสาสมัครใจที่จะตายเพื่อมนุษยชาติ  แต่การที่จะถูกตัดขาดจากพระบิดาหรืออับบา (คำพูดที่มาจากความความสัมผัสอันสนิทสนมกับพระบิดา) เป็นสิ่งที่พระองค์ทรงกลัว 
สิ่งที่พระเยซูรับนั้นก็เพื่อทำให้เราได้ชนะเหนือความเครียดโดยพระองค์ได้แบกความทุกข์ใจ ความเครียดเพื่อเราจะได้รับสันติสุขผ่านทางพระองค์

พระธรรมฮีบรู 5:7 บรรยายเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า  “ฝ่ายพระเยซู ขณะเมื่อพระองค์ดำรงอยู่ในเนื้อหนังนั้น พระองค์ได้ถวายคำอธิษฐาน และทูลวิงวอนด้วยทรงกันแสงมากมายและน้ำพระเนตรไหล ต่อพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยพระองค์ให้พ้นจากความตายได้ และพระเจ้าได้ทรงสดับเพราะพระองค์นั้นได้ยำเกรง” 
เมื่อปีที่แล้วผมเดินทางไปประเทศอิสราเอล ผมได้เห็นข้อความจากพระะธรรรมตอนนี้ได้จารึกเป็นภาษาละตินไว้บน  โบสถ์แห่งประชาชาติ (Church of All Nations) หรือ Basilica of Agony ออกแบบโดย อันโตนิโอ บาร์ลุซซี (Antonio Barluzzi) สถาปนิกชาวอิตาลี ในตัวโบสถ์มีก้อนหินขนาดใหญ่ที่เชื่อว่าเป็นจุดที่พระเยซูทรงคุกเข่าอธิษฐานก่อนถูกทหารโรมันจับตัว พระเยซูคริสต์ไม่หลบหนีพร้อมยอมให้ยูดาส (Judas)ผู้ทรยศมาจุบพระองค์เพื่อให้ทหารโรมันจับกุมพระองค์ เหล่าอัครสาวกหนีเอาตัวรอดหมด(มัทธิว 26:46-56)   แม้แต่อัครสาวกอย่างเปโตรก็ยังปฏิเสธว่าไม่รู้จักพระองค์ต่อหน้าผู้อื่น 3 ครั้งตามสิ่งที่พระเยซูคริสต์ทรงทำนายไว้(มัทธิว 26:69-75)  ลานบริเวณนี้ปัจจุบันเป็นโบสถ์ St.Peter in Gallicantu สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์นี้ (จากบทความเรื่อง บันทึกการเดินทางอิสราเอล(7))
ทหารโรมันนำพระองค์ไปที่บ้านมหาปุโรหิตคายาฟาส(Caiaphas)(มัทธิว 26:57) สถานที่นี้เองพระเยซูคริสต์ทรงถูกโยนลงไปในหลุมใส่ขยะ พระองค์ถูกทิ้งไว้เดียวดาย ไม่มีใครอยู่เคียงข้าง
พระเยซูคริสต์ทรงอยู่อย่างลำพังและเดียวดาย ถ้อยคำจากบทเพลงสดุดี 88:3-7 ได้เผยพระวจนะไว้ดังนี้
3​เพราะ​จิตใจ​ของ​ข้า​พระ​องค์​ลำบาก​เต็ม​ที ​และ​ชีวิต​ของ​ข้า​พระ​องค์​เข้า​ใกล้​แดน​คน​ตาย 
4 ​ข้า​พระ​องค์​ถูก​นับ​เข้า​กับ​บรรดา​ผู้​ที่​ลง​ไป​ยัง​หลุม​มรณา ​ข้า​พระ​องค์​เป็น​เหมือน​ชาย​ที่​ไม่​มี​กำลัง 
5 ​เหมือน​คน​ที่​เขา​ทิ้ง​ไว้​ท่ามกลาง​คน​ตาย ​เหมือน​คน​ถูก​ฆ่า​ที่​นอน​อยู่​ใน​หลุม​ศพ ที่​พระ​องค์​มิได้​ทรง​ระลึก​ถึง​อีก ​เพราะ​เขา​ทั้ง​หลาย​ถูก​พราก​จาก​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์ 
6 ​พระ​องค์​ทรง​วาง​ข้า​พระ​องค์​ไว้​ที่​ก้น​บึ้ง​ของ​หลุม​มรณา ​ใน​แดน​ที่​มืด​และ​ลึก 
7 ​พระ​พิโรธ​ของ​พระ​องค์​อยู่​บน​ข้า​พระ​องค์ ​และ​พระ​องค์​ทรง​โถม​ทับ​ข้า​พระ​องค์​ด้วย​คลื่น​ใหญ่​ทั้งสิ้น​ของ​พระ​องค์ 
ผมเคยไปสถานที่ตรงนี้ จดจำช่วงบรรยากาศนั้นได้ สัมผัสได้ถึงความปรารถนาของพระคริสต์อันแรงกล้าที่ยอมทนทุกข์เพื่อเราทั้งหลาย ความเศร้าโศกที่พระองค์รับเพื่อจะนำการปลอมประโลมใจมาสู่ชีวิตเรา

วันรุ่งขึ้นที่ผ่านค่ำคืนอันเดียวดายพวก​หัวหน้า​ปุโรหิต​จับพระเยซูคริสต์นำไปไต่สวนที่​ศาลาป​รี​โท​เรียม( Praetorium) เพื่อให้ปิลาต(Pilate) ผู้สำเร็จราชการของโรมันตัดสินคดี(มัทธิว 27)  ข้อกล่าวหาคือ "พระเยซู ชาวนาซาเร็ธ กษัตริย์ของชาวยิว(Iesus Nazarenus Rex Iudaeorum-INRI) เท่ากับว่าตั้งตนเป็นกบฏต่อโรมัน!

แม้วา​ใน​ช่วง​เทศกาลปัสกาจะมี​ธรรม​เนียม​ที่​เจ้า​เมือง​จะ​ปล่อย​นักโทษ​คน​หนึ่ง​ตาม​ที่​ฝูง​ชน​ต้อง​การได้(มธ. 27:15) แต่คนยิวเลือกที่จะปล่อยนักโทษอย่างบารับบัส พวกคนยิวตะโกนให้นำพระองค์ไปตรึงกางเขนและสุดท้ายแม้ว่า ปิลาตจะไม่เห็นว่าพระเยซูมีความผิดประการใดแต่ท่านต้องการจะเอาใจคนยิว  ปิลาตจึงออกคำสั่งว่า  “เอาไปตรึงที่กางเขน” (Ibis ad crucem) 

พระเยซูถูกจับให้แบกกางเขนและให้เดินเท้าไปตามถนนที่ชื่อว่า  เวียโดโลโรซา (Via Dolorosa) หมายถึง เส้นทางแห่งความเศร้าโศก (Way of Sorrow) เป็นเส้นทางที่พระเยซูคริสต์ ไปสู่เนินเขาที่ชื่อว่า โกลโกธา  (Golgotha) แปลว่า​ กะโหลก​ศีรษะ (ปัจจุบันเป็นโบสถ์แห่งศาสนาคริสต์(Church of The Holy Sepulcher) 

ณ ที่ไม้กางเขน เราสามารถสัมผัสถึงความปรารถนาของพระคริสต์(Passion of the Christ) พระองค์ทรงต้องการทำสิ่งนี้เพื่อไถ่บาปและนำเราทั้งหลายผ่านเว้น(Passover)จากความตายไปสู่ชีวิตนิรันดร์

ตั้งแต่เช้าวันพุธก่อนวันพฤหัสบดีซึ่งเป็นวันสะบาโตของสัปดาห์พิเศษในเทศกาลปัสกา(Passover) จนถึงเวลาประมาณเที่ยงวัน ​เกิด​ความ​มืด​มัว​ทั่ว​แผ่นดิน ​จนถึง​บ่าย​สาม​โมง
พระเยซูคริสต์ทรงร้องออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “เอ​ลี เอ​ลี ลา​มา​สะบัก​ธานี” “​พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ ​พระ​เจ้า​ของ​ข้า​พระ​องค์ ทำไม​พระ​องค์​ทรง​ทอดทิ้ง​ข้า​พระ​องค์​เสีย?”​(มัทธิว 27:46) 
พระองค์ทรงระบายความรู้สึกของพระองค์ที่ถูกพระเจ้าทอดทิ้ง เมื่อพระเจ้าทรงนำความบาปของโลกนี้ไว้บนกายของพระองค์และเพราะความบาปทำให้พระเจ้าผู้บริสุทธิ์ต้องหันหนีจากพระเยซูและนี่เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้คำพยากรณ์ที่มีในพระธรรมสดุดี 22สำเร็จ 
พระเยซูคริสต์ทรงตรัสอีกว่า "โอพระบิดาเจ้าขอโปรดอภัยโทษเขาเพราะว่าเขาไม่รู้ว่าเขาทำอะไร" (ลูกา 23:34)
พระองค์ทรงประกาศการให้อภัยคนเหล่านั้นที่ตรึงพระเยซูที่บนกางเขน เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสสิยาห์ พระเยซูจึงต้องอธิษฐานเผื่อพวกเขาในขณะที่พวกเขาเยาะเย้ย ล้อเลียนพระองค์ และนี่เป็นภาพของพระคุณของพระเจ้าที่ไม่มีขีดจำกัด แก่ทุกคนในโลกนี้
ผลจากการที่พระเยซูคริสต์ต้องรับความเจ็บปวดและถูกตัดขาดจากพระเจ้าโดยการรับความบาปของเราไปไว้ที่กายของพระองค์ ด้วยเหตุนี้เมื่อเราสารภาพบาปและขอการยกโทษเรามั่นใจว่าพระองค์ทรงกระทำสำเร็จแล้ว เราจะได้รับการอภัยจากบาป  

พระเยซูคริสต์ตรัสกับโจรคนหนึ่งที่ถูกตรึงบนไม้กางเขนร่วมกับพระองค์แต่คนนี้เชื่อว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ พระองค์จึงตรัสว่า  "เราบอกความจริงแก่เจ้าว่า วันนี้เจ้าจะอยู่กับเราในเมืองบรมสุขเกษม" (ลูกา 23:43)

ผลคือพระเยซูทรงให้ความมั่นใจกับเราเช่นเดียวกันว่าเมื่อเราตายไปแล้ว เราจะได้อยู่กับพระองค์บนสวรรค์แน่นอนเพราะว่าเขามีความเชื่อในพระเยซูและรู้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ใด

พระองค์ตรัวต่อไปว่า "พระบิดาเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝากวิญญาณจิตของข้าพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์" (ลูกา 23:46)
พระเยซูคริสต์ทรงมอบจิตวิญญาณของพระองค์ไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดา เป็นการบอกว่าพระองค์กำลังจะตายและพระเจ้าทรงยอมรับเครื่องถวายบูชาของพระองค์แล้ว 


พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์ ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ" (ฮีบรู 9:14)

และพระเยซูคริสต์ทรงตรัสคำว่า  "สำเร็จแล้ว" (ยอห์น 19:30) ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ ประโยคนี้เป็นประโยคแห่งประวัติศาสตร์โลก  ซึ่งแสดงว่าการทนทุกข์ของพระองค์จบลงแล้ว และงานทั้งสิ้นที่พระบิดาทรงมอบให้พระองค์ทรงกระทำเสร็จสิ้นลงแล้ว   หนี้ความบาปทั้งสิ้นได้รับการจ่ายราคาแล้ว โดยพระชนม์ของพระองค์

พระเยซูคริสต์สิ้นพระชนม์เวลาบ่ายสามโมง พวกเขาได้นำพระศพของพระเยซูคริสต์ไปไว้ในอุโมงค์ก่อนตะวันตกดินเพราะว่าในโทราห์บอกว่าจะต้องฝังคนตายให้เสร็จก่อนดวงอาทิตย์จะตกดินเพราะพวกเขาจะไม่บริสุทธิ์พอสำหรับสะบาโตที่จะมาถึง
เฉลยธรรมบัญญัติ 21:22-23 
22 “ถ้า​คน​ใด​ทำ​ความ​ผิด​ซึ่ง​มี​โทษ​ถึง​ตาย และ​เขา​ถูก​ประหาร​ชีวิต และ​ท่าน​แขวน​เขา​ไว้​ที่​ต้นไม้
23 ​ห้าม​ปล่อย​ให้​ศพ​ของ​เขา​ค้าง​อยู่​ที่​ต้นไม้ ท่าน​จง​ฝัง​เขา​เสีย​ใน​วัน​เดียว​กัน​นั้น เพราะ​ผู้​ที่​ต้อง​ถูก​แขวน​ไว้​บน​ต้นไม้​ก็​ถูก​สาปแช่ง​โดย​พระ​เจ้า​ ท่าน​อย่า​ทำ​ให้​แผ่นดิน​ของ​ท่าน​ซึ่ง​พระ​ยาห์เวห์​พระ​เจ้า​ของ​ท่าน​ประทาน​แก่​ท่าน​เป็น​มรดก​นั้น​เป็น​มลทิน
 
วันนั้นเป็นวันเตรียมก่อนวันสะบาโต
พวกยิวจึงขอให้ปีลาตทุบขาของผู้ที่ถูกตรึงให้หัก และให้เอาศพไปเสีย เพื่อไม่ให้ศพค้างอยู่ที่กางเขนในวันสะบาโต (เพราะวันสะบาโตนั้นเป็นวันใหญ่) 
ยอห์น 19:31-37
32 ​ดังนั้น พวก​ทหาร​จึง​มา​ทุบ​ขา​ของ​คน​แรก​และ​ขา​ของ​อีก​คน​ที่​ถูก​ตรึง​อยู่​กับ​พระ​องค์
33 ​แต่​เมื่อ​มาถึง​พระ​เยซู​และ​เห็น​ว่า ​พระ​องค์​สิ้น​พระ​ชนม์​แล้ว พวก​เขา​จึง​ไม่ได้​ทุบ​ขา​ของ​พระ​องค์
34 ​แต่​ทหาร​คน​หนึ่ง​เอา​ทวน​แทง​ที่​สีข้าง​ของ​พระ​องค์ และ​โลหิต​กับ​น้ำ​ก็​ไหล​ออกมา​ทันที
35 ​คน​นั้น​ที่​เห็น​ก็​เป็น​พยาน และ​คำ​พยาน​ของ​เขา​ก็​เป็น​ความ​จริง และ​เขา​ก็​รู้​ว่า​เขา​พูด​ความ​จริง เพื่อ​พวก​ท่าน​จะ​ได้​เชื่อ
36 ​เพราะ​สิ่ง​เหล่า​นี้​เกิดขึ้น​เพื่อให้​เป็น​จริง​ตาม​ข้อ​พระ​คัมภีร์​ที่ว่า “​พระ​อัฐิ ​ของ​พระ​องค์​จะ​ไม่​หัก​สัก​ชิ้น​เดียว”​​​(สำเร็จตามคำเผยพระวจนะ สดุดี 34:20)
37 ​และ​มี​ข้อ​พระ​คัมภีร์​อีก​ข้อ​หนึ่ง​ว่า “พวก​เขา​จะ​มองดู​พระ​องค์​ผู้​ที่​เขา​แทง” ​​
สำเร็จตามคำเผยพระวจนะ เศคาริยาห์ 12:10 “และเราจะเทวิญญาณแห่งความเมตตาเอ็นดูและการวิงวอนบนราชวงศ์ดาวิดและชาวเยรูซาเล็ม ดังนั้นเมื่อเขาทั้งหลายมองดูเรา ผู้ซึ่งเขาเองได้แทงเขาจะไว้ทุกข์เพื่อท่าน เหมือนคนไว้ทุกข์เพื่อบุตรคนเดียวของตน และร้องไห้อย่างขมขื่นเพื่อท่าน เหมือนอย่างคนร้องไห้เพื่อบุตรหัวปีของตน

การที่ทหารเอาทวนแทงที่สีข้างพระเยซูคริสต์(ยอห์น 19:34) พระโลหิตหลั่งออก เล็งถึงชนะความบาดเจ็บโดยความสัมพันธ์ ทำให้เราได้กลับมาคืนดีในความสัมพันธ์กับพระเจ้า

ดังนั้นโดยสรุปคือพระเยซูคริสต์ ถูกตรึงและสิ้นพระชนม์ในวันพุธที่ 14 เดือนนิสาน ซึ่งเป็นวันก่อนวันสะบาโตวันแรกของสัปดาห์ (คืนวันพุธเป็นคืนแรกที่พระศพของพระคริสต์อยู่ในอุโมงค์)

วันพฤหัสบดี ที่ 15 เดือนนิสาน วันนี้เป็นสะบาโตสูงประจำปีเป็นวันแรกของเทศกาลกินขนมปังไร้เชื้อ พวกทหารโรมัน เขาทำอุโมค์ให้มั่นคงประทับตราไว้ที่หินและวางยามประจำอยู่ วันนี้จะไม่มีชาวยิวจะไม่ไปทำอะไรเนื่องจากพักสงบในวันสะบาโตแรกในเทศกาลปัสกา 

วันศุกร์ที่ 16 เดือนนิสาน 

มาระโก 16:1 ครั้นวันสะบาโตล่วงไปแล้ว มารีย์ชาวมักดาลา มารีย์มารดาของยากอบและนางสะโลเม ซื้อเครื่องหอมมาเพื่อจะไปชโลมพระศพของพระองค์

ลูกา  23:56 พวกเธอก็กลับไปจัดแจงเครื่องหอมกับน้ำมันหอม ในวันสะบาโตนั้นพวกเธอก็หยุดการไว้ตามพระบัญญัติ(สะบาโตประจำสัปดาห์) 

ตรงนี้ให้เห็นว่ามีวันสะบาโต 2วันและวันเตรียมวันสะบาโตที่ 2 ตรงกับวันเสาร์ โดยเริ่มในเย็นวันศุกร์(วันศุกรนี้เป็นคืนที 3 ที่พระเยซูคริสต์อยู่ในอุโมงค์ฝังศพ)

วันเสาร์ที่ 17 เดือนนิสาน 
พระเยซูคริสต์ฟื้นขึ้นมาวันเสาร์วันสะบาโตของประจำสัปดาห์ (Shabbat)เพราะว่าพระเยซูเป็นพระเจ้าของวันสะบาโต  มัทธิว 12:8 "เพราะว่าบุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นใหญ่เหนือวันสะบาโต" 

สิ่งนี้ได้สำเร็จตามคำพยากรณ์ของพระคริสต์เรื่องหมายสำคัญของโยนาห์ในท้องปลา 3 วัน 3คืน 

มัทธิว 12:39-40  
39 พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า "คนชาติชั่วและเล่นชู้แสวงหาหมายสำคัญ และจะไม่ทรงโปรดให้หมายสำคัญแก่เขา เว้นไว้แต่หมายสำคัญของโยนาห์ศาสดาพยากรณ์
40 ด้วยว่า `โยนาห์ได้อยู่ในท้องปลาวาฬสามวันสามคืน' ฉันใด บุตรมนุษย์จะอยู่ในท้องแผ่นดินสามวันสามคืนฉันนั้น 

มัทธิว  17:23 และเขาทั้งหลายจะประหารชีวิตท่านเสีย ในวันที่สามท่านจะกลับฟื้นขึ้นมาใหม่

วันอาทิตย์ที่ 18 เดือนนิสาน หลังจากวันสะบาโตไปแล้ว เป็นวันที่สาวกพบอุโมงค์ที่ว่างเปล่า
มารีย์ชาวมักดาลามาตอนเช้ามืดวันอาทิตย์แต่พระเยซูคริสต์ฟื้นขึ้นมาก่อนแล้วใน(ยอห์น.20:1-2) วันสะบาโตสูงจบแล้วพวกหญิงนั้นออกไปซื้อเครื่องหอมมาเพื่อจะไปชโลมพระศพของพระองค์ ในวันอาทิตย์เป็นวันที่พระเยซูคริสต์ไปปรากฏกับสาวกที่เอมมาอูส
เหล่าอัครสาวกที่เดินไปกับพระเยซูบนถนนที่จะไปสู่เอ็มมาอูส ซึ่งเป็น “วันเดียวกัน”กับวันที่พระองค์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ขึ้นมา (ลูกา 24:13) ซึ่งเหล่าอัครสาวกนั้นจำพระเยซูไม่ได้ และได้บอกท่านถึงเรื่องการตรึงพระเยซูบนไม้กางเขน (ข้อ 24:20) และพูดว่า “วันนี้เป็นวันที่สามตั้งแต่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น” (ข้อ 24:21)

เมื่อเราได้ลำดับเหตุการณ์จากการบันทึกของอัครสาวกผู้เขียนพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม เราจะสัมผัสถึงความปรารถนาของพระเยซูคริสต์ที่ได้มาตายบนไม้กางเขนเพื่อเราทุกคน การตายของพระองค์ไม่ใช่อุบัติเหตุแต่เป็นแผนการของพระเจ้า และทุกสิ่งเป็นไปตามถ้อยคำเผยพรวจนะที่ทำนายล่วงหน้าไว้ทุกประการ 

พระเยซูคริสต์จึงเป็นแกะปัสกา และมาเพื่อทำให้ทุกคำแช่งสาบ ความตาย ถูกทำให้ผ่านเว้นไป และผู้ที่เชื่อในพระองค์จะได้รับชีวิตนิรันดร์ตามพระสัญญา (ยอห์น 3:16)

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายและสอนเหล่าสาวกถึงเรื่องแผ่นดินสวรรค์ จนกระทั่งพระองค์เสด็จขึ้นสวรรค์ ทรงกำชับให้รอคอยพระสัญญาของพระองค์คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะเสด็จมาในเทศกาลเพ็นเทคอสต์ (กิจการฯ 1:8) 

 หลังจากปัสกาไป 50 วันเป็นเทศกาลเพ็นเทคอสต์ หรือเทศกาลสัปดาห์ (ชาวูโอต-Shavuot)  ในปี 2017 จะเริ่มในช่วงเย็น วันที่ 30 พ.ค.-เย็น 1  มิ..   2017เป็นเทศกาลที่พระวิญญาณเสด็จมาเหนือผู้เชื่อ(กจ.2เป็นเทศกาลฉลองพระบัญญัติ 10 ประการที่พระเจ้ามอบให้ที่ภูเขาซีนาย 

สรรเสริญพระเจ้า ผู้ทรงเสด็จมาอยู่ในชีวิตของผู้เชื่ออย่างเรา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น