12 มกราคม 2559

15 วิธีการที่ผู้ที่บาดเจ็บจะไปทำร้ายผู้อื่น (15 Ways Hurting People Hurt People)


บทความนี้เรียบเรียงมาจากบทความเรื่อง  "15 Ways Hurting People Hurt People" 

เขียนโดย บิชอป โจเซฟ แม็ทเทอรา (Bishop Joseph Mattera)  แปลโดย อ.จิตพร จริยพฤทธิพงศ์ (อ.จอย)


เราต้องทำลายวงจรการทำร้ายจิตใจผู้อื่น เพราะคนๆ นั้นเป็นผู้ที่เคยโดนคนอื่นทำร้ายจิตใจมาก่อน ดังนั้นเขาจึงไปทำแบบเดียวกันกับคนอื่นเสียเอง
ภาษิตเก่าแก่บทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “คนที่ทำร้ายจิตใจคนอื่น คือคนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจมาก่อน”

คนที่จิตใจบาดเจ็บมีแนวโน้มที่จะสร้างความเจ็บปวดและความทุกข์ทรมานให้คนอื่น ยกตัวอย่าง คนจำนวนมากที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ จะกลายเป็นคนที่ใช้อำนาจในทางที่ผิดกับผู้อื่น คนที่ทุกข์ทรมานใจเพราะพ่อแม่ติดเหล้ามักจะทำให้ครอบครัวในอนาคตของตนเองต้องทุกข์ทรมานใจเพราะจะเมาเหล้าจนครองสติไม่อยู่และไม่สนใจใยดีต่ออะไร

จนกว่า เรา (คริสตจักร) จะสร้างเสริมและตกแต่งทุกด้านของชีวิตสมาชิก อย่างที่กล่าวไว้ใน 
1 เธสะโลนิกา 5:23 “และขอให้องค์พระเจ้าแห่งสันติสุขทรงตั้งท่านเป็นคนบริสุทธิ์หมดจด และข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้าให้ทรงรักษาทั้งวิญญาณ จิตใจและร่างกายของท่านไว้ให้ปราศจากการติเตียน จนถึงวันที่พระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราเสด็จมา” 

ให้เรียบร้อย หาไม่แล้ว สมาชิกในคริสตจักรของเราก็จะมีแต่คนที่เก่งเรื่องจิตวิญญาณ แต่ทำตัวเหมือนเด็กทารกเจ้าอารมณ์ พูดอีกอย่างหนึ่งคือ คริสตจักรไม่สามารถสร้างสมาชิกให้มีแค่จิตวิญญาณที่ดีและฤทธิ์อำนาจฝ่ายวิญญาณ แต่จะต้องสร้างสมาชิกให้มีจิตใจและอารมณ์ที่อยู่ในสภาพที่ดีด้วย
Bishop Joseph Mattera

ลักษณะทั่วไป 15 ประการต่อไปนี้ คือสิ่งที่ ‘คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ’ จะแสดงออกให้เห็นเมื่อคบหาสมาคมกับผู้อื่น

1.คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ มักจะระบายความโกรธในใจกับครอบครัว และคนใกล้ตัว  (Hurt people often transfer their inner anger onto their family and close friends)

คนรอบตัวจะกลายเป็นที่รองรับอาการโมโหร้ายและจะโดนตะคอกใส่

2.คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ จะตีความหมายทุกคำที่คนอื่นพูดกับเขาผ่านความเจ็บปวดในชีวิตของเขา (Hurt people interpret every word spoken to them through the prism of their pain)
เพราะความเจ็บปวดนี้เองคำพูดธรรมดามักถูกตีความหมายแบบผิดๆ ให้กลายเป็นเรื่องแง่ลบสำหรับเขา ดังนั้นเขาจะเป็นคนที่อ่อนไหวอย่างสุดโต่ง และพฤติกรรมที่แสดงออกมาก็สะท้อนถึงความเจ็บปวดนี้แทนที่จะสะท้อนถึงความเป็นจริง

3. คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจจะตีความหมายทุกการกระทำผ่านความเจ็บปวดในชีวิตของเขา (Hurt people interpret every action through the prism of their pain)

ความเจ็บปวดทางอารมณ์นี้ทำให้เขาระแวงเวลาใครจะทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับเขาว่า เป็นแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้อง หรือเป็นความตั้งใจชั่วๆ

4.คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจแสดงให้เห็นว่าตนเองคือ “เหยื่อ” และ มี“วิญญาณของการตกเป็นเหยื่อ” ติดตัว (Hurt people often portray themselves as victims and carry a "victim spirit)

"บ่อยครั้งที่ ‘คนที่เคยโดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ’ จะป่าวร้องเรื่องการเหยียดเชื้อชาติ, การกีดกันเพศ, การเลือกปฏิบัติต่อพวกรักร่วมเพศ หรือมักใช้คำประเภท “ไม่เป็นธรรม” “ไม่ยุติธรรม” เพื่ออธิบายถึงวิธีที่คนอื่นปฏิบัติต่อตนเองแม้มันจะไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็ตาม ผมไม่ได้กำลังบอกว่า การเหยียดเชื้อชาติหรือการกีดกันทางเพศไม่ได้เกิดขึ้นจริง แต่ผมกำลังยกตัวอย่างเท่านั้น ‘คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ’ จะรู้สึกลำบากใจในการคบหาเพื่อนเพราะไม่ไว้ใจใคร และมีมีวิญญาณขี้ระแวงติดตัว

5.คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ มักจะทำตัวหมางเมินกับผู้อื่น (Hurt people often alienate others and wonder why no one is there for them)

แล้วคิดแต่ว่า ทำไมไม่มีใครอยู่เคียงข้างเขาเลย หลายครั้งเขาจะทำร้ายจิตใจคนที่เขารักและต้องการมากที่สุดอย่างไม่หยุดหย่อนด้วยพฤติกรรมที่ทำลายตัวเองของเขา

6. ‘คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ มีวุฒิภาวะด้านอารมณ์เท่ากับอายุขณะนั้นที่เขาโดนทำร้าย (ในกรณีที่เรื่องนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขหรือจัดการ) (Hurt people have the emotional maturity of the age they received their (un-dealt with) hurt)

ยกตัวอย่าง หากเด็กผู้หญิงถูกผู้ชายล่วงละเมิดทางเพศขณะที่เธอมีอายุ 12 ปี การเติบโตด้านอารมณ์ของเธอจะหยุดอยู่แค่นั้น นอกเสียจากว่า เธอจะยกโทษ หรือยกบาปผิดให้ผู้ชายคนนั้น และยอมให้พระเยซูคริสต์รักษาเยียวยาหัวใจของเธอ และบรรเทาความหวาดกลัวของเธอในด้านนั้นของชีวิตเธอ (เรื่องเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย) แม้เวลาที่เธอโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เธออาจยังมีวุฒิภาวะด้านอารมณ์เท่ากับเด็กผู้หญิงอายุ 12 ปีได้

7. คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ มักจะรู้สึกผิดหวังและหดหู่ใจ เพราะความเจ็บปวดในอดีตจะย้อนกลับมาหาจิตสำนึกในปัจจุบันอย่างไม่หยุดหย่อน
(Hurt people are often frustrated and depressed because past pain continually spills over into their present consciousness)
หลายครั้งเขาอาจไม่รู้ตัวว่าทำไมตนเองจึงรู้สึกผิดหวังและหดหู่ใจอย่างต่อเนื่อง นี่ก็เป็นเพราะเขาได้รับมือกับความเจ็บปวดด้วยการหันไปสนใจเรื่องอื่นๆ แทนที่ แล้วปล่อยเวลาให้เนิ่นนานไปโดยไม่ได้จัดการกับเรื่องนี้

8.คนที่โดคนอื่นทำร้ายจิตใจ มักจะระเบิดอารมณ์ออกมาอย่างไม่เหมาะสม เมื่อมี ‘คำพูด’ ‘การกระทำ’ หรือ ‘สถานการณ์’ ที่ไป “จุดชนวน” และ “แตะโดน” แผลในอดีตเข้าให้
(Hurt people often erupt with inappropriate emotion because particular words, actions, or circumstances "touch" and "trigger" past woundedness)

ผมเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีคนตอบโต้แบบแย่ๆ ต่อคำพูดของผม และการกระทำบางอย่างที่เกิดขึ้น แม้ผมจะตกใจและคิดว่า การตอบโต้นี้มาแบบแปลกๆ แต่มันเป็นการตอบโต้ของคนที่ได้สั่งสมความเจ็บปวด ความเจ็บใจมานานนับแรมปี มันจึงได้ผุดขึ้นมาในหลายๆ สถานการณ์
ผมเองก็เคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่ผมรู้สึกเจ็บปวด ทุกข์ใจ หรือที่ผมตอบโต้กับบางอย่างเพราะมันไปแตะเรื่องในชีวิตที่ผมกำลังจัดการอยู่เพราะบาดแผลที่เกิดขึ้นในอดีตของผม ในสถานการณ์เหล่านั้น ผมพยายามใช้เหตุผลให้มากที่สุด และอธิษฐานมากๆ พร้อมกับทบทวนความคิดและความรู้สึกของตัวเอง เพื่อผมจะไม่พูดหรือทำอะไรที่จะเป็นที่เสียหายต่อผู้อื่นหรือตนเอง

9.คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ มักจะใช้เวลาให้หมดไปกับทำตัวให้ยุ่งๆ เข้าไว้ ต้องทำงานตลอดเวลา ต้องมีผลงาน และต้องทำงานให้สำเร็จ เพื่อเป็นการชดเชยกับการที่เขาไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง (Hurt people often occupy themselves with busyness, work, performance, and/or accomplishments as a way of compensating for low self-esteem)

หลายครั้ง ผู้ที่ทำงานของพระเจ้าไม่ได้มีแรงจูงใจเพราะความรักที่มีต่อพระเยซูคริสต์ แต่มีแรงผลักดันในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่ศิษยาภิบาลและผู้ที่ทำงานของพระเจ้าจะไม่ถูกขับเคลื่อนด้วยความต้องการที่จะประสบความสำเร็จ แต่ได้รับการทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์
ผู้ที่ทำงานของพระเจ้าไม่ควรหมกมุ่นอยู่กับการทำให้มีงานนั้นงานนี้เกิดขึ้น เขาหรือเธอควรดำเนินชีวิตด้วยความซื่อสัตย์ ความถ่อมใจ และยอมให้พระเจ้าเปิดประตู และประทานที่ยืนในการรับใช้ตามที่ได้รับมอบหมายสำหรับชีวิตและงานรับใช้

10.คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ มักหาทางเยียวยาตัวเองโดยหันเข้าหาความบันเทิงอย่างระเบิดเถิดเทิง ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด เหล้า หนังสือโป๊ เพศสัมพันธ์ หรืองานอดิเรก เพื่อลืมความเจ็บปวดและหันหนีจากความเป็นจริง(Hurt people often attempt to medicate themselves with excessive entertainment, drugs, alcohol, pornography, sexual relationships, or hobbies as a way to forget their pain and run from reality)
จนกว่าคริสตจักรจะเรียนรู้ที่จะจัดการและให้ความสำคัญกับการที่สมาชิกมีอารมณ์และสุขภาพจิตที่ดี คริสตจักรก็จะมีแต่คริสเตียนครึ่งคนที่อธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ แต่ไม่พบกับชัยชนะในชีวิต เพราะเขาไม่ได้เผชิญหน้าอย่างกล้าหาญกับอาการบาดเจ็บในจิตใจของตนเอง

11. คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ เรียนที่จะปรับตัวให้ชินกับ “ตัวตนแบบหลอกๆ” หรือ “ด้านมืด” ของตัวเอง ซึ่งนำไปสู่การหลอกลวงและปราศจากความซื่อสัตย์ (Hurt people have learned to accommodate their private "false self" or "dark side" which causes them to be duplicitous and lack integrity)

หลายครั้ง ‘ชีวิตภายใน’ จะแตกต่างจาก ‘ชีวิตภายนอก’ ซึ่งจะนำไปสู่การเสแสร้ง ความรู้สึกผิดอย่างแรง การถูกประณามและความหดหู่ใจ

12. คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ’ มักจะหมกมุ่นอยู่กับตัวเอง อยู่กับความเจ็บปวดของตัวเองและไม่รู้ตัวเลยว่า กำลังทำร้ายผู้อื่นอยู่(Hurt people are often self-absorbed with their own pain and are unaware that they are hurting other people)

เขามักไม่ไวต่อความรู้สึกของผู้อื่นเพราะความเจ็บปวดทางอารมณ์เป็นตัวจำกัดไม่ให้เข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น และไม่เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง

ผมเจอสถานการณ์แบบนี้ด้วยตัวเองหลายครั้งเมื่อมีคนทำร้ายจิตใจผม แต่ก็ยังมาคบหากับผมอยู่ โดยที่ไม่เคยขอโทษผมเลย นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาไม่รู้เลยว่ากำลังทำร้ายจิตใจผมอยู่

13.คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ  หวั่นไหวง่ายต่อคำโกหกหลอกลวงของวิญญาณชั่ว
(Hurt people are susceptible to demonic deception)
ผมเชื่อว่า ความแตกแยกในคริสตจักรส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากธรรมิกชนที่ไม่มีสุขภาพจิตที่ดี และได้หยิบยื่นความเจ็บปวดในชีวิตของตนเองให้ผู้อื่น ซาตานทำงานในความมืดและในความโกหกหลอกลวง และมันจะคอยอยู่ห่างไกลความสว่าง ‘คนที่โดนอื่นทำร้ายจิตใจ’ มักมีรูปแบบนิสัยที่ทำลายล้างที่กระทำในที่มืด ดั้งนั้นความคิดของเขาจึงกลายเป็นพื้นที่ให้ซาตานเข้ามาทำงานและเข้ามาโกหกหลอกลวง

14. หลายครั้งพระเจ้าจงใจอนุญาตให้ความเจ็บปวดเผยตัวเองออกมา เพื่อ ‘คนที่โดนทำร้ายจิตใจ’ จะเผชิญหน้ากับความเป็นจริง (God often purposely surfaces pain so hurt people can face reality)

ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในชีวิตสมรส หรือความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนในที่ทำงาน พระเจ้าอนุญาตให้ความขัดแย้งเกิดขึ้นมากมาย เพราะทรงต้องการหยุดยั้งไม่ให้บาดแผลในชีวิตของเราที่กำลังติดเชื้ออยู่นี้ลุกลามต่อไปอีก แต่ทรงต้องการให้เราหายดี
คริสเตียนต่อสู้กับมารอยู่บ่อยๆ แล้วโทษมารเรื่องความขัดแย้งที่เกิดขึ้น โดยที่แท้จริงแล้ว พระเจ้ามักจะอนุญาตให้เกิดความขัดแย้งขึ้น เพื่อเราจะได้รับแรงจูงใจที่จะล้วงลึกลงไปในชีวิตของตนเอง และจัดการกับรากเหง้าของปัญหาในด้านความคิดที่ทำลายล้างและรูปแบบนิสัยที่ทำลายล้างของเราเอง
พระเจ้าต้องการเปลี่ยนแปลงเราให้เป็นเหมือนพระบุตรที่รักของพระองค์มากขึ้น (โรม 8:29) ซึ่งการเป็นเหมือนพระบุตรนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเราศึกษาพระคัมภีร์ อธิษฐาน หรือในเวลาที่เรารุ่งเรือง แต่ในเวลาที่เราตกอยู่ในสภาพเจ็บปวด ในเวลาที่เราต้องเผชิญกับสิ่งที่ทำร้ายจิตใจเรามาเป็นเวลานานแรมปี
ผมสังเกตว่าหลายครั้ง อาการบาดเจ็บจะเริ่มปรากฏให้เห็นเมื่อผู้คนย่างเข้าสู่อายุ 30 ต้นๆ และ 30 ตอนปลาย นี่อาจเป็นเพราะในช่วงเวลานั้น เขาโตพอที่จะเข้าใจประสบการณ์ที่ผ่านมาว่ามันมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น และมันก็ยังไม่สายเกินไปที่จะไถ่ถอนความเจ็บปวด รื้อฟื้นความสัมพันธ์และตั้งเป้าหมายชีวิตใหม่อย่างดีที่สุด น้อยครั้งนักที่ คนๆ หนึ่งจะสามารถหรือตั้งใจจะจัดการและเผชิญหน้ากับความเจ็บปวดเมื่อย่างเข้าวัยเกษียณ (60 ปีหรือมากกว่า) คนส่วนใหญ่ในวัยขนาดนี้ได้กลายเป็นคนที่ชอบถากถางและเหน็บแนบคนอื่น ใจแข็ง และ/หรือรู้สึกหดหู่ใจ กลายเป็นคนสิ้นหวังแม้พระเจ้าจะสามารถช่วยเขาได้ไม่ว่าจะอายุเท่าใดก็ตาม

15.คนที่โดนคนอื่นทำร้ายจิตใจ’ ต้องยกโทษ... ต้องยกบาปผิดให้ผู้อื่น เพื่อจะได้รับการปลดปล่อยและฟื้นฟูกลับสู่เสรีภาพ(Hurt people need to forgive to be released and restored to freedom)

ยอห์น 20:23 กล่าวว่า “ถ้าท่านจะยกความผิดบาปของผู้ใด ความผิดบาปนั้นก็จะถูกยกเสีย และถ้าท่านจะให้ความผิดบาปติดอยู่กับผู้ใด ความผิดบาปก็จะติดอยู่กับผู้นั้น” 

อ.จิตพร จริยพฤทธิพงศ์ (อ.จอย)
เราต้องยกบาปผิดของผู้อื่น เพื่อเราจะได้รับการปลดปล่อย นั่นหมายความว่า ถ้าเราไม่ยกบาปผิดให้ผู้อื่น สภาพของการตกเป็นเหยื่อของเรานั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของเราไป ยกตัวอย่าง ถ้าพ่อติดเหล้า ลูกก็จะติดเหล้าหากลูกไม่ยกโทษ ไม่ยกบาปผิดและปลดปล่อยผู้เป็นพ่อ
แน่ทีเดียว สภาพยุ่งเหยิงของชีวิตเราสามารถกลายเป็นคำหนุนใจและข้อคิดอันล้ำค่าสำหรับผู้อื่นได้

ข่าวดีก็คือพระโลหิตของพระคริสต์  ทำให้เราทุกคนสามารถได้รับการเยียวยาและได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระจากความบาดเจ็บ เมื่อเราได้รับการปลดปล่อยเราก็สามารถจะไปหนุนใจและช่วยเหลือผู้อื่นให้เขาได้รับสิ่งนี้จากพระเจ้าได้  

2 โครินธ์ 1: 4 พระ‍องค์​ผู้​ทรง​หนุน‍ใจ​เรา​ใน​ความ​ยาก‍ลำ‌บาก​ทั้ง‍หมด​ของ​เรา เพื่อ​เรา​จะ​สามารถ​หนุน‍ใจ​คน​ทั้ง‍หลาย ที่​มี​ความ​ยาก‍ลำ‌บาก​อย่าง​ใด​อย่าง​หนึ่ง​ได้​ด้วย​การ​หนุน‍ใจ ซึ่ง​เรา​เอง​ได้​รับ​จาก​พระ‍เจ้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การเห็นต่างในวิถีแบบอาณาจักร

การเห็นต่างในวิถีแบบอาณาจักร โดย  Haiyong Kavilar             ในบทความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงว่า ในการขับเคลื่อนแบบอัครทูตหรือแบบอาณาจ...