11 สิงหาคม 2558

มีชีวิตในหัวใจพระบิดา มรณาในอ้อมอกสวรรค์

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน บทความในครั้งนี้ ผมขอแบ่งปันจากสิ่งที่ผมได้ไปเทศนาในพิธีไว้อาลัยพี่น้องท่านหนึ่งซึ่งจากไปอยู่กับพระเจ้าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 


ข้อจารึกบนหลุมฝังศพของชาวไอริช (an Irish headstone)

“Death leaves a heartache no one can heal, 
Love leaves a memory no one can steal

"ความตายได้ทิ้งความเจ็บปวดไว้     ที่ไม่มีใครอาจเยียวยา
ความรักได้ทิ้งความทรงจำไว้         ที่ไม่ใครอาจลักพา " 

นี่เป็นข้อคิดสำหรับการตายก็ดีกว่าการเจ็บป่วยในร่างกายที่ทรมาณ และความจายก็ทำให้ต้องเสียใจในความคิดถึงและมันเป็นความทรงจำที่ดีที่ไม่มีวันจะลืมเลือน  

สำหรับคริสเตียน ความตายไม่ใช่สิ่งที่ทำให้มีความเสียใจเพราะเรารู้ถึงบั้นปลายชีวิตของผู้ตายว่าเป็นเพียงผู้ล่วงหลับไปในพระคุณอบอ่นในอ้อมกอดของพระบิดา  แต่อาจจะมีความอาลัยและเสียดายโอกาสที่จะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันในโลกนี้หมดแล้ว แต่ในโลกหน้าจะอยู่ด้วยกันนิรันดร์

ผมขอนำข้อคิดจากคำอุปมาของพระเยซูคริสต์ในพระธรรมลูกา 2 เรื่องด้วยกันคือ ในบทที่ 15:10-24  เรื่องบุตรน้อยหลงหาย ซึ่งเป็นการมีชีวิตที่ได้กลับมาสู่บ้านของพระบิดา และในบทที่ 16:19-31 เป็นเรื่องของเศรษฐีและลาซารัส ที่เมื่อตายไปแล้วมีบั้นปลายที่ต่างกัน คนหนึ่งไปอยู่นรกบึงไฟ อีกคนหนึ่งไปอยู่ในอ้อมอกของสวรรค์ (อ้อมอกอับราฮัม)  ซึ่งผมขอตั้งชื่อบทความนี้ไว้ว่า 
"มีชีวิตในหัวใจพระบิดา   มรณาในอ้อมอกสวรรค์ (อ้อมอกอับราฮัม) 

ผมขอเริ่มต้นจากบทที่ 16 ก่อนเพราะเป็นเรื่องของบั้นปลายของการตายที่แตกต่างกัน 

จากคำอุปมาของพระเยซูคริสต์เรื่อง “เศรษฐีกับลาซารัส”
พระธรรมลูกา 16:19-31 (ฉบับมาตรฐาน 2011)
19 “มีเศรษฐีคนหนึ่งนุ่งห่มผ้าสีม่วงและผ้าป่านเนื้อดี อยู่อย่างรื่นเริงฟุ่มเฟือยทุกๆ วัน     
20 ​และมีคนยากจนคนหนึ่งชื่อลาซารัส เป็นแผลทั้งตัว นอนอยู่ที่ประตูรั้วบ้านของเศรษฐี
21 ​เขาอยากจะกินเศษอาหารที่ตกจากโต๊ะของเศรษฐีคนนั้น แม้สุนัขก็มาเลียแผลของเขา
22 ​ต่อมาคนยากจนนั้นตาย และพวกทูตสวรรค์นำเขาไปอยู่กับอับราฮัม ส่วนเศรษฐีคนนั้นก็ตายด้วย และถูกฝังไว้
23 ​และเมื่อเขาเป็นทุกข์ทรมานอยู่ในแดนคนตาย เขาแหงนหน้าดู เห็นอับราฮัมอยู่แต่ไกล และลาซารัสก็อยู่กับท่าน
24 ​เศรษฐีจึงร้องว่าอับราฮัมบิดาเจ้าข้า ขอเมตตาข้าพเจ้าเถิด ขอใช้ลาซารัสมา เพื่อเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของข้าพเจ้าให้เย็น เพราะข้าพเจ้าต้องทุกข์ระทมอยู่ในเปลวไฟนี้
25 ​แต่อับราฮัมตอบว่า ลูกเอ๋ย เจ้าจงระลึกว่าเมื่อเจ้ายังมีชีวิตอยู่ เจ้าได้สิ่งที่ดีสำหรับตัว และลาซารัสได้แต่สิ่งเลว เวลานี้เขาได้รับการปลอบโยนแล้ว แต่เจ้าได้รับแต่ความทุกข์ระทม
26 ​ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างเรากับพวกเจ้าก็มีเหวใหญ่ตั้งขวางอยู่ เพื่อว่าถ้าใครอยากจะข้ามจากที่นี่ไปถึงพวกเจ้าก็ทำไม่ได้ หรือถ้าจะข้ามจากที่นั่นมาถึงเราก็ทำไม่ได้
27 ​เศรษฐีคนนั้นจึงกล่าวว่าถ้าอย่างนั้น บิดาเจ้าข้า ขอท่านใช้ลาซารัสไปที่บ้านบิดาของข้าพเจ้า   
28 ​เพราะว่าข้าพเจ้ามีน้องชายห้าคน ให้ลาซารัสไปเตือนพวกเขา เพื่อไม่ให้เขาต้องมาอยู่ในที่ทุกข์ทรมานแห่งนี้
29 ​แต่อับราฮัมตอบว่าเขามีโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะแล้ว ให้พวกเขาฟังคนเหล่านั้นเถิด
30 ​เศรษฐีคนนั้นจึงกล่าวว่าไม่ได้ อับราฮัมบิดาเจ้าข้า แต่ถ้ามีใครสักคนหนึ่งจากพวกคนตายไปหาพวกเขา เขาคงจะกลับใจใหม่
31 ​อับราฮัมจึงตอบเขาว่าถ้าพวกเขาไม่ฟังโมเสสและพวกผู้เผยพระวจนะ แม้จะมีใครเป็นขึ้นมาจากตาย เขาก็ยังจะไม่เชื่อ’ ”

อุปมาเรื่องนี้ต่อจากอุปมาเรื่อง "คน​ต้น​เรือน(คนรับใช้)​ที่ไม่สัตย์ซื่อ"  ซึ่งพระเยซูคริสต์ต้องการสอนว่า  ผู้ที่ประสงค์จะได้ชีวิตนิรันดร์จะต้องเตรียมพร้อมเสมอในการักษาชีวิตอย่างสัตย์ซื่อ  ไม่เป็นเหมือนกับชาวโลกที่พยายามทุกวิถีทางที่จะหามาให้ได้ซึ่งทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก การรักษาชีวิตในความชอบธรรมไม่ใช่นับถือศาสนาเพียงเปลือกนอกแบบนักการศาสนา เช่น ฟาริสีที่ดูหมิ่นและเยาะเย้ยคำสอนของพระองค์
15 แต่พระองค์ตรัสกับพวกเขาว่า  พวกท่านทำทีดูเป็นคนชอบธรรมต่อหน้ามนุษย์ แต่พระเจ้าทรงทราบจิตใจของท่าน เพราะว่าสิ่งที่มีคุณค่าสูงในหมู่มนุษย์ก็เป็นที่เกลียดชังในสายพระเนตรของพระเจ้า   
16 “มีเพียงธรรมบัญญัติ(Torah)และผู้เผยพระวจนะ จนกระทั่งยอห์นมาปรากฏ ตั้งแต่นั้นมาเขาประกาศข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า และทุกคนก็พยายามแย่งชิงกันเข้าไปในแผ่นดินนั้น 
อุปมาเรื่อง "เศรษฐีและลาซารัส"
17   ถึงกระนั้น ฟ้าและดินจะล่วงไปก็ยังง่ายกว่าขีด ขีดหนึ่งในธรรมบัญญัติหลุดหายไป

อุปมาเรื่อง "เศรษฐีและลาซารัส"  กล่าวถึงคน 2 คนที่มีสภาพที่แตกต่างกัน คนหนึ่งเป็นเศรษฐี อีกคนหนึ่งเป็นยาจก  เศรษฐีมีทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกที่เขาปรารถนา  และดูเหมือนว่าเขามีความสุข แต่ที่หน้าประตูบ้านของเศรษฐีนั้นมีขอทาน ที่ชื่อว่า "ลาซารัส"  ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล   แต่หลังจากที่ทั้ง 2 คนตายไป  สภาพกลับเปลี่ยนใหม่

เศรษฐีนั้นได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอันมาก  ส่วนลาซารัสได้รับความสุขตลอดทั้งชั่วชีวิตนิรันดรในอ้อมอกของอับราฮัม  เศรษฐีได้วอนขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครที่จะสามารถช่วยเหลือเศรษฐีคนนั้นได้ 

ข้อสังเกต คือ เศรษฐีคนนั้น  พระเยซูคริสต์เจ้าไม่ได้บอกว่าเขาชื่ออะไร  แต่ตรงกันข้าม พระองค์บอกเราว่า ขอทานนั้นชื่อลาซารัส คล้ายๆ กับว่าพระองค์สนใจต่อคนจนมากกว่าคนรวย  ทั้งนี้ก็เพราะว่า ตามธรรมดาคนเรามักจะจำชื่อคนรวยหรือเศรษฐีกันได้ง่ายๆ  ส่วนคนจนนั้นไม่มีใครสนใจจำชื่อของเขา 

สำหรับพระเป็นเจ้าไม่ใช่เช่นนั้น  พระองค์ทรงสนพระทัยต่อคนจนหรือผู้ที่ถูกทอดทิ้ง  คนยากจนผู้หนึ่งชื่อ “ลาซารัส” (คนละคนกับ  “ลาซารัส”  น้องชายของมารีย์ มารธาที่เบธานี ยน.11) เป็นภาษาฮีบรูมาจากคำว่า “เอลีอาซาร์” ซึ่งหมายความว่า God  is  helper (El-God) ( `azar  to surround,protect )   พระเจ้าคือพระผู้ทรงช่วยเหลือหรือพระเป็นเจ้าเป็นองค์อุปถัมภ์ของข้าพเจ้า 

ดังนั้นชื่อของลาซารัส จึงมิใช่เป็นแค่ชื่อของชายผู้ยากจน, แต่เป็นชายยากจนที่เชื่อและวางใจในพระเจ้า  นี่จึงน่าจะเป็นเหตุผลที่บอกได้ว่า ท่านอยู่ในสวนสวรรค์พร้อมกับอับราฮัม ก็เพราะความเชื่อและความใจในพระเจ้า ท่านได้เข้าสวรรค์มิใช่เพราะท่านยากจนแต่เพราะ ท่านเป็นผู้เชื่อและวางใจในพระเจ้า 

แต่ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง (When the day is come)   วันที่ทั้ง2 คนต้องตาย ลาซารัสได้รับการช่วยเขาให้พ้นจากสภาพที่น่าสังเวช  หลังจากได้สู้ทนมาด้วยความยากลำบากและด้วยความพากเพียร  ในขณะที่เขามีชีวิตอยู่ไม่มีใครเหลียวแลเขา  เมื่อเขาจากไปก็คงไม่มีใครไว้ทุกข์ให้  ทูตสวรรค์นำเขาไปอยู่ในอ้อมอกของอับบราฮัม    ในฐานะที่เขาเป็นบุตรของอับราฮัมต้นตระกูลชาวยิว  ลาซารัสได้รับการต้อนรับและทูตสวรรค์ได้พาเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของอับราฮัม

เศรษฐีคนนั้นก็ตายเช่นเดียวกัน ญาติพี่น้องของเขาคงจัดงานศพให้อย่างใหญ่โต แต่เมื่อเขาตายไปเขากลับลงไปยังนรกบึงไฟ  เมื่อเขาแหงนหน้าขึ้น มองเห็นอับราฮัมแต่ไกล และเห็นลาซารัสอยู่ในอ้อมอก  เศรษฐีได้รับอนุญาตให้เห็นความสุขซึ่งเขาได้สูญเสียไปเพราะความโง่เขลาของเขา  เขาด้รับความทุกข์ทรมาน   เขาจึงร้องขอต่ออับราฮัมว่า  "ข้าแต่บิดาอับราฮัม"    อับราฮัมเป็นบิดาของชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  ชาวยิวทุกคนมีความภาคภูมิใจมากในต้นตระกูลของเขา เแต่น่าเสียดายที่ชาติยิวมีความไว้วางใจต่ออับราฮัมในฐานะที่เขาเป็นผู้สืบตระกูลมาจากอับราฮัมมากเกินไป  และหลายๆ คนไม่ได้สนใจที่จะเลียนแบบความเชื่อของท่าน ( มธ 3:9,ยน 8:39-41,รม 2:17-29)

มธ. 3:9 ​อย่าทึกทักว่าตัวเองมีอับราฮัมเป็นบรรพบุรุษ​​ เพราะข้าพเจ้าบอกพวกท่านว่าพระเจ้าทรงสามารถให้บุตรแก่อับราฮัมจากก้อนหินเหล่านี้ได้

ยน. 8:39 พวกเขาทูลตอบพระองค์ว่าอับราฮัมเป็นบิดาของเรา” ​พระเยซูตรัสกับเขาว่าถ้าพวกท่านเป็นลูกของอับราฮัมแล้ว ท่านก็จะทำในสิ่งที่อับราฮัมทำ

รม. 2:17 แต่ถ้าท่านเรียกตัวเองว่ายิวและพึ่งธรรมบัญญัติ และอวดว่าตนมีความสัมพันธ์พิเศษกับพระเจ้า
เศรษฐีคนนี้ร้องขอต่ออับราฮัมและเรียกท่านว่าเป็น บิดากรุณาส่งลาซารัสให้ใช้ปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นให้ลูกสดชื่นขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเมื่อมีชีวิตเขาไม่เคยช่วยเหลือลาซารัสเลย 

ยิ่งกว่านั้น ยังมีเหวใหญ่ขวางอยู่ระหว่างเราทั้งสอง  เศรษฐีไม่ได้ขอร้องให้พระเป็นเจ้าเปลี่ยนแปลงคำตัดสิน  สิ่งที่เขาขอร้องคือความบรรเทาจากการทรมาน 
เศรษฐีจึงขอเพิ่มเติมอีกว่า  ให้ส่งลาซารัสไปยังบ้านบิดาของเขา เพื่อช่วยพี่น้อง 5 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลก  แต่อับราฮัมได้ปฏิเสธคำขอร้องของเขาอีกครั้งหนึ่ง 
จากคำอุปมาตอนนี้ได้เปิดเผยให้เราเห็นความจริงเกี่ยวกับความตายและชีวิตหลังความดังต่อไปนี้ 

1. ความตายเป็นความเสมอภาคของมนุษย์  

ทธ. 6:7 “ เพราะว่าเราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกฉันใด  เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้ฉันนั้น 

จากคำอุปมาที่พระเยซูทรงยกมาทำให้เห็นสถานภาพของชาย 2 คน ที่แตกต่างกัน  เศรษฐีมีทุกอย่างในโลกนี้ที่เขาต้องการ ดำเนินชีวิตอย่างหรูหราสนุกสนานฟุ่มเฟือย แต่ว่าฐานะความเป็นอยู่ของเขาก็ไม่สามารถยับยั้งความตายจากเขาได้  ในทางตรงกันข้ามลาซารัสเป็นคนยากจนเป็นขอทาน มีชีวิตอย่างรันทด และแล้ววันหนึ่งเขาก็ได้ตายไปเช่นกัน เราจะเห็นว่าเศรษฐีแม้จะมีทรัพย์สมบัติมากมาย เมื่อตายจากโลกนี้ไปก็ไม่สามารถนำอะไรติดตัวไปได้แม้แต่อย่างเดียว เช่นเดียวกับลาซารัสที่แม้จะไม่มีอะไรเลยในโลกนี้ ก็ไม่มีอะไรเมื่อเขาตายไป นับว่าเป็นความเสมอภาคที่มนุษย์ทุกคนได้รับ 

2.  ความตายเป็นการสิ้นสุดของสภาพของมนุษย์ฝ่ายเนื้อหนัง เพื่อรับกายใหม่ฝ่ายวิญญาณ

เราจะเห็นว่าทั้ง 2 ถูกนำไปอยู่ในสถานที่ซึ่งถูกจัดเตรียมไว้  พระคัมภีร์บอกว่าเศรษฐีถูกนำไปยังสถานที่ที่ทุกข์ทรมาน  ส่วนลาซารัสถูกนำไปสู่สถานที่สุขสำราญคือ "อ้อมอกของอับราฮัม" นั่นคือ สวรรค์ 

คนทั้งสองไม่สามารถที่จะไปไหนมาไหนตามใจชอบอีกต่อไป เศรษฐีต้องอยู่ในสถานที่ทุกข์ทรมาน ไม่สามารถออกจากที่นั่นไปหาลาซารัส หรือแม้แต่ขอให้ลาซารัสมาเยี่ยมเขาก็ไม่ได้ ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าเสรีภาพได้สิ้นสุดลงแล้ว

พระคัมภีร์ได้สอนว่าเมื่อคนนึ่งคนใดได้ตายจากโลกนี้เขาจะถูกนำไปยังสถานที่ซึ่งพระเจ้าได้จัดเตรียมไว้สำหรับแต่ละคนตามที่เขาได้เลือกไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่  เมื่อดวงวิญญาณของมนุษย์ได้หลุดลอยออกจากร่างไปแล้ว ก็ไม่สามารถจะกลับมาเข้าฝันหรือมาบอกให้กับคนที่มีชีวิตอยู่ว่าเขาไปอยู่ที่ไหนอย่างไร 

ตามที่พระคัมภีร์สอนเรื่องการทรงเจ้าเข้าฝันหรือการเรียกวิญญาณของผู้ที่ตายแล้ว เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ แต่ในกรณีที่มีการเรียกวิญญาณของผู้ที่จากไปและมีการกลับมาบอกเรื่องต่าง ๆนั้น พระคัมภีร์สอนว่านั้นไม่ใช่ดวงวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว แต่เป็นวิญญาณที่ครอบครองโลกนี้  หรือวิญญาณคุ้นเคย (familiar spirit) ที่สามารถใช้ร่างของคนทรงมาสื่อสารกับวิญญาณได้  

    (ประเด็นนี้ผมขอไม่อธิบาย เพราะเป็นเรื่องทางศาสนศาสตร์ ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดในพื้นที่นี้)  

     อฟ. 2: 2  ครั้งเมื่อก่อนท่านเคยประพฤติในการบาปนั้นตามวิถีของโลก  ตามเจ้าแห่งย่านอากาศ  คือวิญญาณที่ครอบครองอยู่ในคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อฟัง” 
    
      เรื่องเศรษฐีกับลาซารัสเป็นเรื่องจริงที่พระเยซูได้เปิดเผยให้เราทราบเกี่ยวกับสถานภาพของคนที่ตายแล้ว เราจะเห็นว่าเขาหมดเสรีภาพในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เศรษฐีร้องขอความเมตตาจากอับราฮัม ขอให้ลาซารัสเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของเขา แต่อับราฮัมตอบว่าไม่ได้ และเศรษฐีร้องขอให้ลาซารัสไปบอกพี่น้องของตนที่มีอยู่อีก 5 คนให้เขาเชื่อในพระเจ้า เพื่อเขาจะไม่ได้มาทางนี้ แต่อับราฮัมตอบว่า ไม่ได้ 
     
    ในพระคัมภีร์ภาษาฮีบรู คำที่ใช้ในการอธิบายแดนผู้ตายคือ “Sheol” ซึ่งหมายความถึง สถานที่ของคนตายหรือ สถานที่ของจิตวิญญาณหรือวิญญาณที่ออกมาจากร่างกายแล้ว
    
     ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ คำที่ใช้ในความหมายถึงนรกนั่น ภาษากรีกใช้คำว่า “Hades” ซึ่งหมายถึง สถานที่ของคนตายเช่นกัน สำหรับข้อพระคัมภีร์อื่นๆในพันธสัญญาใหม่นั้น มีการระบุว่า Sheol และ Hades นั้นคือสถานที่ชั่วคราว ที่ซึ่งวิญญาณถูกพักไว้เพื่อรอการเสด็จกลับมาและการพิพากษาโลกครั้งสุดท้าย ในพระคัมภีร์วิวรณ์ 20:11-15 ได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนของทั้งสองสิ่งคือ นรก (ทะเลสาบเพลิง) คือสถานที่สุดท้ายและชั่วนิรันดร์ของผู้ที่ได้รับการตัดสินว่าเป็นผู้หลงหาย ในขณะที่ Hades หมายถึงสถานที่พักชั่วคราว ดังนั้นจึงตอบได้ว่า พระเยซูไม่ได้เสด็จลงไปที่ นรกเพราะ นรกเป็นเรื่องของอนาคต และจะเกิดขึ้นหลังจากการพิพากษาโลกบนพระที่นั่งใหญ่สีขาวเท่านั้น (วว. 20:11-15)  
      “Sheol” และ “Hades” จึงเป็นเรื่องของสองสถานที่ (มธ. 11:23; 16:18; ลก.10:15; 16:23; และกจ.2:27-31) คือระหว่างเป็นที่อยู่ของผู้ที่ได้รับความรอด และที่ของผู้หลงหาย สถานที่ของผู้ได้รับความรอดนั้น เรียกว่า สวรรค์หรือ อ้อมอกของอับราฮัม(Paradise)  สถานที่ของผู้ที่ได้รับความรอด และผู้หลงหายนั้น ถูกกั้นแยกโดย เหวใหญ่ลึกกั้นขวางอยู่” (ลก.16:26)   
    
     3. ความตายเป็นการสิ้นสุดของโอกาส  

     เมื่อมีบุคคลที่รักตายจากไป บุคคลที่ใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ สามีภรรยา หรือลูกๆของผู้ที่จากไปก็อยากจะทำทุกสิ่งเพื่อช่วยให้ผู้ที่จากไปสู่สุขคติ  แต่ความตายคือจุดสิ้นสุดของโอกาสต่างๆ พระเจ้าให้มนุษย์แต่ละคนเกิดมาครั้งเดียว เราแต่ละคนมีโอกาสที่จะตัดสินใจเลือกที่ไปสำหรับชีวิตในโลกหน้าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เท่านั้น  

ดังนั้นบั้นปลายคือตวามตาย เราจะต้องพบเจอ เป็นที่สุดท้ายก่อนจะสิ้นสภาพความเป็นมนุษย์และเป็นโอกาสสุดท้ายของการใช้โอกาส อยากจะบอกรัก อยากจะกอดคนที่เรารัก เราต้องทำเมื่อเขามีชีวิตอยู่ และสิ่งสำคัญคือ การต้องเล่าเรื่องข่าวประเสริฐแห่งความรอดทางพระคริสต์ เพื่อคนให้คนที่เรารักได้โอกาสในการกลับใจ มาหาพระเจ้า ก่อนที่โอกาสของชีวิตจะหมดไปด้วยความตาย 

ขอบพระคุณพระเจ้า วันนี้คือวันที่หนึ่งที่เราจะนับถอยหลังจนถึงวันสุดท้าย

อุปมาเรื่องเศรษฐีกับลาซารัสเป็นข้อคิดกับเราในการเรื่องเป้าหมายสุดท้ายของชีวิต เชื่อว่า เราทุกคนต้องการที่จะมรณาในอ้อมอกสวรรค์  แบบลาซารัส  
แต่ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่เราจะเราจะใช้ชีวิตอย่างไร พระเยซูคริสต์ได้กล่าวเป็นคำอุปมา ในเรื่อง "บุตรน้อยหลงหาย (Prodigal Son)"  เพื่อให้เราอยู่ในหัวใจพระบิดา   กลับมาสู่อ้อมอกของพระองค์ดังนี้

ลูกา 15:10-24
10 ​ในทำนองเดียวกัน เราบอกท่านทั้งหลายว่า จะมีความชื่นชมยินดีท่ามกลางพวกทูตสวรรค์ของพระเจ้าเรื่องคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่
11 ​พระเยซูตรัสว่าชายคนหนึ่งมีบุตรสองคน
12 ​บุตรคนเล็กพูดกับบิดาว่าพ่อ ขอแบ่งทรัพย์สินส่วนที่ตกเป็นของลูกให้ลูกด้วยบิดาจึงแบ่งสมบัติให้แก่บุตรทั้งสอง
13 ​ต่อมาไม่กี่วัน บุตรคนเล็กนั้นก็รวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างแล้วเดินทางไปยังเมืองไกล และผลาญทรัพย์สินของตนที่นั่นด้วยการใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือย
14 ​เมื่อใช้จ่ายจนหมดสิ้นทุกอย่างแล้วก็เกิดกันดารอาหารอย่างรุนแรงทั่วเมืองนั้น เขาจึงเริ่มขาดแคลน
15 ​เขาไปอาศัยอยู่กับชาวเมืองนั้นคนหนึ่ง และคนนั้นก็ใช้เขาไปเลี้ยงหมูที่ทุ่งนา
16 ​เขาอยากจะอิ่มท้องด้วยฝักถั่วที่หมูกินนั้น แต่ไม่มีใครให้อะไรเขาเลย
17 ​เมื่อเขาสำนึกตัวได้ จึงพูดว่า ลูกจ้างของพ่อไม่ว่าจะมีมากสักแค่ไหนก็ยังมีอาหารเหลือเฟือ แต่ข้ากลับต้องมาอดตายที่นี่
18 ​ข้าน่าจะลุกขึ้นไปหาพ่อ และพูดกับท่านว่าพ่อ ลูกผิดต่อสวรรค์และผิดต่อท่านด้วย
19 ​ไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของพ่ออีกต่อไป ขอโปรดให้ลูกอยู่ในฐานะของลูกจ้างคนหนึ่งของท่านเถิด” ’
20 ​แล้วเขาก็ลุกขึ้นไปหาบิดา แต่เมื่อเขายังอยู่แต่ไกล บิดาก็เห็นเขาและมีใจสงสาร จึงวิ่งออกไปกอดคอและจูบแก้มของเขา
21 ​บุตรคนนั้นจึงกล่าวกับบิดาว่าพ่อ ลูกผิดต่อสวรรค์และผิดต่อท่านด้วย ไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของพ่ออีกต่อไป
22 ​แต่บิดาสั่งพวกบ่าวของตนว่า จงรีบไปเอาเสื้อที่ดีที่สุดออกมาสวมให้เขา เอาแหวนมาสวมที่นิ้วมือ และเอารองเท้ามาสวมให้ด้วย
23 ​และจงไปเอาลูกวัวตัวที่อ้วนพีมาฆ่าเลี้ยงกันเพื่อความรื่นเริง
24 ​เพราะว่าลูกของเราคนนี้ตายแล้วแต่กลับเป็นขึ้นอีก หายไปแล้วแต่ได้พบกันอีกพวกเขาต่างก็มีความรื่นเริง

ข้อคิดจากอุปมาเรื่อง "บุตรน้อยหลงหาย (Prodigal Son)" 
(ผมขอสรุปจากหนังสือเรื่อง "อ้อมกอดพระบิดา" Experiencing Father's Embrace  เขียนโดยแจ็ค ฟรอสท์(Jack Frost

ความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกเป็นภาพสะท้อนว่าพระบิดาในสวรรค์เป็นพระบิดาที่ฟุ่มเฟือย พจนานุกรมฉบับเว๊บสเตอร์    คำว่าฟุ่มเฟือย” หรือ  Prodigal  หมายถึง ผู้ที่ให้ด้วยใจกว้างขวาง,ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย คำอุปมาของพระเยซูคริสต์ในพระธรรมลูกา บทที่ 15 ใช้คำว่า บุตรน้อยผู้ฟุ่มเฟือย (Prodigal Son) (ในภาษาไทยใช้คำว่า บุตรน้อยหลงหาย)

        หลักศาสนามักจะยกขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นความล้มเหลวและความผิดบาปของลูกมากกว่าจะเน้นถึงความรัก ความสัมพันธ์ของพระบิดาที่ทรงนำการกลับคืนดีระหว่างพระองค์กับลูกๆ ของพระองค์  แม้ว่าบุตรน้อยหลงหายจะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยแต่ก็มาจากมรดกที่ได้รับจากบิดาที่มีความเมตตา และยกโทษให้อภัยลูกเสมอ (คนที่เป็นเศรษฐีที่แท้จริงคือพระบิดา ไม่ใช่เศรษฐีที่ทำกับลาซารัส)
          ตามธรรมเนียม มรดกของลูกชายจะยังไม่ตกเป็นของเขาจนกว่าพ่อจะเสียชีวิต (ลูกา 15:12) การขอแบ่งมรดกเป็นการอกตัญญูอย่างร้ายแรง บัญญัติของคนยิวสมัยนั้น ผู้ที่ไม่ให้เกียรติบิดามารดาจะถูกขว้างด้วยก้อนหินจนตาย แต่ผู้ที่เป็นพ่อยกโทษให้อภัยและยกมรดกให้บุตรคนนั้นอย่างไม่โกรธเคือง

เรียกร้องสิทธิในมรดกของพระเจ้า

          ในช่วงปีค.ศ.1980-1990 คริสเตียนจำนวนมากเริ่มตีคุณค่าของพระคุณ เป็นมรดกที่เขาสมควรได้รับเพราะการกระทำของพวกเขา พระเจ้าต้องอวยพรให้เขาได้รับการรักษา อวยพรความมั่งคั่ง แต่ไม่ได้ติดตามทางแห่งความรักของพระบิดา ทำให้เขาพลาดพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การมีความสัมพันธ์สนิทกับพระองค์ ดั่งบุตรน้อยหลงหายได้รับมรดกแต่ห่างไกลความสัมพันธ์กับบิดา (ลูกา 15:13)  เราจะต้องค้นหาในชีวิตของเราว่า เราต้องการทำอะไรด้วยตัวเราเอง ต้องการกำหนดชีวิตตามวิธีการของเราเอง เราจะเริ่มห่างไกลจากอ้อมกอดของพระบิดา ไม่ช้าเราจะเสพการอวยพรของพระเจ้าที่พระองค์ให้เราจากความโลภของเราจนหมด
          ในปี 1998 ริค นอร์ท ประธานกลุ่มพรอมมิส คีพเปอร์ (Promise Keeper) ได้ทำวิจัยและพบว่า 62% ของคริสเตียนผู้ชายยอมรับว่ามีปัญหาความบาปทางเพศ เนื่องจากให้คุณค่าความต้องการของตนเองมากกว่าความรักของพระบิดา จึงทำให้เขาไม่ได้รับความรักมาเติมเต็ม เหมือนดั่งบุตรน้อยหลงหายที่พบว่าชีวิตขัดสนเมื่อห่างไกลจากบิดา (ลูกา 15:14)

ชีวิตในเล้าหมู  (ลูกา 15:15-16)
          ผลลัพธ์ของบุตรน้อยหลงหาย คือ ชีวิตที่ตกต่ำ สิ่งที่เขาโหยหาและเป็นสิ่งเดียวที่มีความจำเป็นและความต้องการในชีวิตได้รับการตอบสนองอย่างที่สุดคือ กลับสู่อ้อมกอดพระบิดา

รู้สำนึก

          เมื่อบุตรน้อยรู้สึกว่ามาถึงจุดตกต่ำที่สุดอยู่ในคอกหมูแห่งความอับอายและหมดหวัง ทำให้เริ่มรู้สำนึกและต้องการกลับบ้าน (ลูกา 15:17-19)  การกลับใจใหม่ที่แท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงทั้งความคิด จิตใจและความประพฤติ (ลูกา 15:20) พระเจ้าพระบิดาทรงยกโทษและพร้อมจะไปหาด้วยความรัก (2 ทิโมธี 2:13, เยเรมีย์ 31:3) พระบิดาของเราเป็นพระบิดาที่ฟุ่มเฟือยที่ให้ความรักแก่เราอย่างสุรุยสุร่าย พร้อมที่จะพระพรมาถึงเราแม้เราไม่สมคารที่จะได้รับ (ลูกา 15:21-24)
พ่อให้การต้อนรับอย่างวิเศษ สวมเสื้อที่ดีที่สุด สวมแหวนที่เป็นสัญลักษณ์ของทายาท และสวมรองเท้าแห่งสิทธิของลูกเท่านั้น พ่อยิ่งกว่าดีใจที่ลูกที่หลงหายกลับคืนมา
ใบมะเดื่อแห่งความอับอาย

          ลูกของพระเจ้าจำนวนมากมีชีวิตอยู่ภายใต้แอกของการปรักปรำจากความบาปในอดีตที่เขากระทำ  ซึ่งเป็นวงจรที่เริ่มตั้งแต่บาปครั้งแรกที่สวนเอเดน เกิดความอับอาย ความกลัว คือ การซ่อนตัวจากพระเจ้า (ปฐก.3:7-10) ความอับอาย คือใบมะเดื่อที่นำมาปิดซ่อนความเปลือยเปล่าของเขาไว้ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ไม่มั่นคง รู้สึกผิด อ้างว้าง แยกตัว วิตกและความล้มเหลว มาจากผลของความบาปที่เป็นวงจรอุบาทว์ทำให้เกิดการล้มเหลวไปเรื่อยๆ
          แต่หากเราหันหัวใจของเรากลับมาสู่บ้านของพระบิดา  พระองค์จะต้อนรับเรา เปลี่ยนใบมะเดื่อแห่งความอับอายให้เป็นอาภรณ์แห่งความชอบธรรม และใส่แหวนให้เราเพื่อให้เรากลับคืนสถานภาพของการเป็นบุตรอย่างสมบูรณ์

ขั้นตอน 6 ประการสู่การสัมพันธ์สนิทกับพระบิดา

สำนึกตัว   หากว่าคุณต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว คุณก็เป็นบุตรของพระบิดา แม้ว่าคุณจะอยู่ในคอกหมูแห่งมลทินและความบาป จงสำนึกว่าพระบิดาทรงรักคุณและรอคอยอย่างจดจ่อต่อการกลับบ้านของคุณ

สารภาพบาปของคุณ   เปลี่ยนทัศนคติจากรักตัวเองมาเป็นความถ่อมใจ (มัทธิว 18:4) หากไม่ถ่อมใจ การกลับบ้านจะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อเราถ่อมใจลงในการสารภาพบาปเราจะได้รับการยกขึ้นต่อหน้าพระบิดา
ยกโทษให้กับคุณพ่อ (หรือคุณแม่) ผู้ให้กำเนิดคุณ ในสิ่งที่ท่านได้ทำให้คุณเจ็บปวดหรือเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาในอดีต  คุณพ่อคุณแม่ผู้ให้กำเนิดคุณเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชน ท่านมีแนวโน้มจะทำผิดพลาดส่งผลต่อมุมมองพระบิดาของคุณ  พระบิดาทรงรักและให้อภัย คุณจะต้องปลดปล่อยตัวเองจากอดีต เพื่อมีความสัมพันธ์กับความสนิทสนมกับพระบิดา

มองดูบ้านพระบิดาว่าเป็นแหล่งความรักของคุณ  

คาดหวังอ้อมของพระบิดา  เปิดแขนเพื่อรับการสวมกอดจากพระบิดากลับมาหาพระองค์
กลับคืนมายังบ้านของพระบิดา   วิญญาณของการเป็นบุตรจะปลดปล่อยคุณให้บังเกิดใหม่ (โรม 8:15) พระบิดาจะเอาใบมะเดื่อของคุณออกและสวมความรักของพระองค์เพื่อปกคลุมคุณ (1 เปโตร 4:8)

ฟังเสียงพระบิดากระซิบข้างหูว่าลูกรัก พ่อรักลูก กลับมาหาพ่อนะ ทุกอย่างจะเรียบร้อย

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรให้เรามีชีวิตในหัวใจพระบิดา และเมื่อมรณาในอ้อมอกสวรรค์ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น