11 มิถุนายน 2555

“รักสร้างภาพ…แบบนี้ต้องขยาย”

ข้อคิดเพื่อครอบครัว “รักสร้างภาพ…แบบนี้ต้องขยาย
เมื่อวันเสาร์ที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญไปให้โอวาทในงานแต่งงานของพี่น้องใน คริสตจักรแห่งพระบัญชาคู่หนึ่ง  ในครั้งนี้ผมจึงขอนำคำให้โอวาทงานแต่งงานเพื่อเป็นข้อคิดสำหรับครอบครัวและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตได้เช่นกัน  
ความรักเป็นสิ่งที่สวยงามและสดใส ถ้าให้ความหมายของความว่ารักอย่างถูกต้อง

ผมได้รู้จักกับเจ้าบ่าวและเจ้าสาว เจ้าบ่าวเป็นที่รักยิ่งสำหรับพี่น้องในคริสตจักรเพราะเป็นช่างภาพประจำคริสตจักร ส่วนเจ้าสาวก็สวย น่ารัก ระดับนางแบบ เจ้าบ่าวสายตาแหลมเลือกเจ้าสาวมาเป็นคู่ชีวิต
ตัวอย่างเรื่อง ภาพแห่งแรงบันดาลใจ
ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ นักธุรกิจหนุ่มท่านหนึ่งได้เผชิญวิกฤตการณ์นี้ แต่การผ่านไปได้ด้วยการประสบความสำเร็จ จึงถูกเชิญมาออกรายการโทรทัศน์แห่งหนึ่ง นักธุรกิจหนุ่มผู้นี้ได้แบ่งปันเคล็ดลับความสำเร็จอย่างหนึ่ง นั่นก็คือ การเก็บรูปภาพงานแต่งงานไว้ในกระเป๋าใส่สตางค์อยู่เสมอ เมื่อเผชิญปัญหาก็จะหยิบขึ้นมาดูทุกทั้ง เขาก็สามารถฝ่าฟันปัญหาไปได้
หลังจากให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ก็ขับรถเดินทางกลับบ้าน ภรรยาได้ชมรายการโทรทัศน์นี้อยู่ที่บ้าน เมื่อสามีกลับมาถึงบ้าน จึงเดินไปต้อนรับ และกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า
“ที่รัก ฉันภูมิใจในตัวของที่รักมากเลย ที่ได้เก็บรูปงานแต่งงานของเราไว้ในกระเป๋าสตางค์ คงจะเป็นรูปภาพแห่งแรงบันดาลใจใช่ไหม ทำให้ฝ่าฟันอุปสรรคไปได้…”
สามีตอบกลับไปทันควันว่า “ใช่จ๊ะที่รัก สำหรับฉันแล้ว งานแต่งานระหว่างเราเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด เมื่อมองภาพนี้ทีไรแล้ว สถานการณ์อื่นๆกลายเป็นสิ่งเล็กน้อยไปเลย เมื่อเทียบกับการแต่งงานของเรา”
ภาพงานแต่งงานจะเป็นแรงบันดาลใจเสมอ แต่คู่สมรสที่ผมไปให้โอวาทคงไม่เป็นเช่นตัวอย่างข้างต้นนี้ ผมเชื่อว่าภาพงานแต่งงานของคู่นี้จะเป็นแรงบันดาลใจในทางบวกให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคไปได้ เพราะคู่นี้แต่งงานด้วยความรักและความรักนี้แหละจะเป็นภาพแห่งแรงบันดาลใจที่ทั้งสองท่านนี้
ความรักจึงเป็นการสร้างภาพที่ทั้งสองคนจะเป็นผู้ออกแบบและจัดฉากด้วยกัน การสร้างภาพอาจจะเป็นคำให้ความหมายแง่ลบ ทั้งนี้เพราะมาจากท่าทีไม่ถูกต้อง ผู้สร้างภาพแสดงออกมาโดยไม่มาจากความเป็นตัวตนที่แท้จริง แต่หากมาจากความรักที่อยู่ภายในควารักนี้เองจะสร้างภาพในชีวิตให้สวยงามและสามารถขยายผลแห่งความรักออกไป   ในวันนี้ผมขอให้ข้อคิดเพื่อครอบครัวด้วยหลักการแห่งพระวจนะพระเจ้าในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ให้ชื่อหัวข้อว่า “รักสร้างภาพ…แบบนี้ต้องขยาย
ผมขอให้คำว่า “ภาพ” ต่อท้ายสิ่งที่เป็นข้อคิดในสร้างครอบครัว 3 ประการดังนี้ครับ

1.ความรักสร้าง…เอกภาพ
ปฐมกาล 2:23-24
23 ชายจึงว่า "นี่แหละกระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเรา จะต้องเรียกว่าหญิง จะต้องเรียกว่า ชายา เพราะชายานี้ออกมาจากชาย" เพราะหญิงนี้ออกมาจากชาย"
24 เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน
25 ทั้งผู้ชายและภรรยาของเขาเปลือยกายอยู่และไม่อายกัน
ความรักสร้างความเป็นเอกภาพ เป็นเอกภาพท่ามกลางความหลากหลายในสไตล์ที่แตกต่างกัน เรีบกว่า "Unity in diversity"
แม้ว่าจะมีความแตกต่างแต่การแตกต่างไม่ใช่แตกแยก แต่เป็นการเสริมสร้าง ที่ต้องปรับเข้าหากัน เพื่อรักษาความเป็นเอกภาพไว้ในครอบครัว 
การมาใช้ชีวิตครอบครัว เป็นการชายและหญิงทำพันธสัญญาต่อกันที่ยิ่งกว่าเป็นการ"ปรองดอง"แต่เป็นการเกี่ยวดอง  ดั่งทองเนื้อเดียวกัน
ดังนั้นต้องรักษาความเป็นเอกภาพ ไม่ใช่อยากอยู่เป็นเอกเทศเหมือนตอนเป็นโสด
การแต่งงานหลายคนบอกว่าเป็น "การติดคุก" แต่เป็นการติดคุกบนสวรรค์ แม้ว่าจะไปไหนไม่ได้แต่ก็อยู่รอดปลอดภัย
คน 2 คนมาอยู่ด้วยกัน จากพื้นภูมิที่แตกต่างกัน ต้องปรับตัวเข้าหากันใช้ความพยายามสูง
พระธรรมปฐมกาลบทที่ 2 ให้หลักการคือ การผูกพันกันเป็นเนื้อเดียวกันและไม่อายต่อกันและกันในการเปิดเผยชีวิตซึ่งกันและกัน
23 ชายจึงว่า "นี่แหละกระดูกจากกระดูกของเรา เนื้อจากเนื้อของเรา จะต้องเรียกว่าหญิง จะต้องเรียกว่า ชายา เพราะชายานี้ออกมาจากชาย" เพราะหญิงนี้ออกมาจากชาย"
24 เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน
25 ทั้งผู้ชายและภรรยาของเขาเปลือยกายอยู่และไม่อายกัน
ครอบครัวจะต้องผูกพันกันเป็นเนื้อเดียวกัน และคำว่า “เปลือยกาย” หมายถึง ไม่มีอะไรปกปิดเป็นความลับต่อกัน ต้องพูดคุยสื่อสารกันเพื่อจะดำเนินชีวิตไปด้วยกัน
อาโมส 3:3 "สองคนจะเดินไปด้วยกันได้หรือ นอกจากทั้งสองจะได้ตกลงกันไว้ก่อน
ครอบครัวต้องมีการกำหนดข้อตกลงและต้องรักษาไว้ให้ได้ มีการปรึกษาและตัดสินใจร่วมกัน
หลักการของพระคัมภีร์ให้หลักการของความเป็นเอกภาพ โดยเอกภาพเป็นพระพรที่ไหลมาจากหลักการเรื่องสิทธิอำนาจ
สดุดี 133:1-3
1 ดูเถิด ซึ่งพี่น้องอาศัยอยู่ด้วยกันเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ก็เป็นการดี และน่าชื่นใจมากสักเท่าใด
2 เหมือนน้ำมันประเสริฐอยู่บนศีรษะไหลอาบลงมาบนหนวดเครา บนหนวดเคราของอาโรน ไหลอาบลงมาบนคอเสื้อของท่าน
3 เหมือนน้ำค้างของภูเขาเฮอร์โมน ซึ่งตกลงบนเทือกเขาศิโยน เพราะว่าพระเจ้าทรงบังคับบัญชาพระพรที่นั่น คือชีวิตจำเริญเป็นนิตย์
เอกภาพมาจากสิทธิอำนาจ ผู้ชายต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำและผู้หญิงต้องทำหน้าที่เป็นสนับสนุนเชื่อฟัง
เอเฟซัส 5:22-25
22 ฝ่ายภรรยา จงยอมฟังสามีของตน เหมือนยอมฟังองค์พระผู้เป็นเจ้า
23 เพราะว่าสามีเป็นศีรษะของภรรยา เหมือนพระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของคริสตจักร ซึ่งเป็นพระกายของพระองค์ และพระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของคริสตจักร
24 คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น
25 ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร
สามีต้องรักภรรยา สามีเป็นผู้นำครอบครัว ภรรยาต้องเชื่อฟังสามีและสนับสนุน ดังหลักการพระคัมภีร์  ไม่อย่างนั้นจะผิดหลักการ บางครอบครัวภรรยาเป็นนำเป็นคนตัดสินใจ เหมือนการขับรถที่ขับแล้วผิดบทบาท  ไปไหนก็ติดขัดเหมือนขับรถใส่เกียร์มัว=กลัวเมีย
สามีบางท่านเกรงใจภรรยาจึงมีบทท่องใจเพื่อเชียร์เมีย ดังนี้
รักเมียต้องส่งเสีย อย่าให้เมียต้องสงสัยรักเมียต้องส่งเสริม อย่าให้เมียต้องสับสน
รักเมียต้องสื่อสาร อย่าให้เมียต้องเสี่ยมสอน
เหมือนผมก็ทำหน้าที่เป็นผู้นำเหมือนคนที่ขับรถ ภรรยาบอกว่า เค้ามี “แฟนขับ” คือ ผมเป็นคนขับ ส่วนผมเลยบอกไปว่า ผมมี “เมียเก็บ” คือ เมียคอยเก็บเงินออมไว้ นี่คือการแบ่งบทบาทตามความเหมาะสมด้วยการตกลงกันด้วยความรักในครอบครัว
ทั้งนี้ต้องมาจากการตกลงวางบทบาทให้เหมาะสม และช่วยกันตัดสินใจในเรื่องต่างๆภายในครอบครัวเพื่อรักษาควาามเป็นเอกภาพ เพราะเอกภาพนำมาซึ่งพระพรจากพระเจ้า
การรักษาความเป็นเอกภาพไว้ในครอบครัว ต้องใช้ความรัก เพราะความรักลบล้างความผิดมากมายได้ สามีภรรยาต้องให้อภัยกันและกัน ด้วยใจที่รักเพื่อรักษาความเป็นเอกภาพในครอบครัวไว้ได้
พิธีแต่งงาน การแต่งงานของชาวยิวคือพันธสัญญาตามกฎข้อบังคับทีสำคัญยิ่งระหว่างคนสองคนสองเพศต่อหน้าสักขีพยาน สิ่งสำคัญยิ่งในพิธีนี้คือการที่เจ้าบ่าวจะต้องมอบของมีค่าแก่เจ้าสาวโดยปกติแล้วจะเป็นแหวนกับเปล่งวาจาว่า เธอเป็นของฉันเพราะแหวนนี้ตามกฎของโมเสสและอิสราเอล หลังจากนั้นเจ้าบ่าวและเจ้าสาวจะร่วมกันดื่มไวน์แก้วเดียวกัน เจ้าสาวจะมอบเอกสารการสมรสแก่เจ้าบ่าว นั่นเป็นการแสดงถึงพันธสัญญาที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ในครอบครัว เป็นความรักแท้ที่ปรารถนา 
ความ"รักแท้"ก็เป็นเหมือน"รักแร้" ที่ต้องดูแลและรักษา  ไม่เช่นนั้นจะส่งกลิ่นไม่พึ่งประสงค์ออกไป ยกแขนขวาดมแล้วหงาย ยกแขนซ้ายดมแล้วสลบ

2.ความรักสร้าง…สัมพันธภาพ
เพลงซาโลมอน 8:6-7
6 จงแนบดิฉันไว้ให้เป็นเนื้อเดียวดุจดวงตราแขวนอยู่ที่ใจของเธอ ประดุจดวงตราบนแขนของเธอ เพราะความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย ความรักรุนแรงก็ดุเดือดเหมือนแดนคนตาย และประกายแห่งความรักรุนแรงนั้นก็คือประกายเพลิงคือประกายเพลิงที่แสนรุนแรง
7 น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดเสียได้ หรืออุทกธารทั้งหลายไม่อาจท่วมความรักให้สำลักตายเสียได้ แม้ว่าคนใดจะเอาทรัพย์สมบัติในเหย้าเรือนของตนทั้งสิ้นมาแลกกับความรักนั้น คนนั้นคงได้รับความหมิ่นประมาทจากคนทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง
คำว่า “รัก” เป็นการกล่าวคำที่เรียบง่าย ใครๆก็พูดได้ แต่ทำตามสิ่งที่พูดยาก และรักษาความรักไว้เป็นสิ่งที่ยากที่สุด เพราะการกล่าวคำว่า รัก นั้นใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่ต้องพิสูจน์รักด้วยการใช้เวลาตลอดทั้งชีวิต อย่ากล่าวคำว่ารักแบบ "มักง่าย" แต่ต้องรักมาจากการกระทำไม่เพียงแค่คำพูด
1ยอห์น 3:18 ลูกทั้งหลายเอ๋ย อย่าให้เรารักกันด้วยคำพูดและด้วยปากเท่านั้น แต่จงรักกันด้วยการกระทำและด้วยความจริง
การตีความ (Interpretation) จากพระธรรมบทเพลงซาโลมอนบทที่ 8นี้
ส่วนแรกเป็นคำขอร้องของฝ่ายหญิงหรือผู้เป็นเจ้าสาว บทเพลงซาโลมอน สามารถตีความในมุมความรัก(Romantic)ระหว่างเจ้าสาว คือ คริสตจักร กับเจ้าบ่าวคือ พระเยซูคริสต์ หรืออีกมุมมองคือความรักแบบรักใคร่หนุ่มสาว(Erotic) ใช้เพื่อสอนครอบครัว
ส่วนที่ 2 เป็นการอธิบายถึง “พลังอำนาจแห่งรัก” ว่ามีฤทธิ์อำนาจมากมายขนาดไหน โดยเปรียบเทียบ(Comparative) กับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบข้าง เช่นความตาย เปลวเพลิง หรือ สิ่งของที่มีคุณค่าต่างๆในโลกนี้
เราสามารถศึกษาเพื่อประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์สำหรับชีวิตปัจจุบันได้
เพลงซาโลมอน 8:6 จงแนบดิฉันไว้ให้เป็นเนื้อเดียวดุจดวงตราแขวนอยู่ที่ใจของเธอ ประดุจดวงตราบนแขนของเธอ…
ในพระคัมภีร์ฉบับเดิมแปลว่า “ดวงตรา” (seal) คำว่า “ดวงตรา” หรือตราประทับ ในภาษาอังกฤษใช้หลายคำ seal, stamp, mark, brand, badge, insignia
ในภาษาไทย “ตรา” หมายถึงเครื่องหมายทำเป็นสัญลักษณ์ เช่น ตราแผ่นดิน, เครื่องหมายทำเป็นเครื่องประดับ (ตราสาร คือ หนังสือสำคัญซึ่งเป็นเอกสารแสดงสิทธิต่างๆ เช่นตั๋วเงิน โฉนดที่ดิน เป็นต้น)
ความรักของพระเจ้าเป็นตราประทับด้วยพระวิญญาณแห่งพระสัญญาของพระเจ้า เป็นพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงทำกับคริสตจักร
เอเฟซัส 4:30 และอย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูกประทับตราหมายท่านไว้ เพื่อวันที่จะทรงไถ่ให้รอด
ในพระคัมภีร์ตอนนี้ หญิงสาวได้ร้องขอเป็นสมบัติที่ล้ำค่าของคนรักคือเจ้าบ่าว ให้ประทับตราลงที่ “ดวงใจ” หมายถึงให้ฝ่ายชายมีอิทธิพลทางด้านความคิด จิตใจและจิตวิญญาณของเธอ
ประทับตราลงที่ “แขน” ของเธอ หมายถึงให้เจ้าบ่าวมีอำนาจ เหนือการกระทำทุกอย่างของเธอ เรื่องนี้เป็นภาพเล็งถึงพระเยซูผู้เป็นเจ้าบ่าว กับคริสตจักรผู้เป็นเจ้าสาว ซึ่งเป็นการยอมจำนนของคริสตจักรอย่างสิ้นเชิงเพื่อให้พระเยซูคริสต์ครอบครองและชำระชีวิตให้บริสุทธิ์เป็นเจ้าสาวที่ไร้ตำหนิริ้วรอย
พระคัมภีร์สอนเราว่า ทันทีใครคนหนึ่งคนใดรับเชื่อในพระคริสต์ พระองค์ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้เข้ามาอยู่ในจิตใจและวิญญาณ เป็นตราประทับว่า เราเป็นสมบัติอันล้ำค่าของพระองค์แต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น จงให้พระเยซูมีอิทธิพลเหนือจิตวิญญาณและการกระทำของเราเสมอ
ดังนั้นแหวนแต่งงานที่คู่สมรสสวมให้กันในวันแต่งงานจึงเป็นการผูกพันในสัมพันธภาพที่ลึกซึ้งในทางบริสุทธิ์เพราะทำงานทองคำอันเป็นแร่ธาตุบริสุทธิ์และเป็นแหวนที่เชื่อมกันสนิทไม่มีจุดสิ้นสุด จึงเป็นความสัมพันธภาพที่ไม่มีวันสิ้นสุด ยกเว้นความตายมาพรากไป หรือวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จกลับมารับเราทั้งหลายไปสวรรค์
มีผู้กล่าวว่า รักไม่ได้สะกดด้วย LOVE เท่านั้นแต่ต้องสะกดด้วย TIME คือครอบครัวต้องมีกิจกรรมที่ไม่ใช้เวลาด้วยกัน เช่นทำกับข้าวรับประทานด้วยกัน ทำความสะอาดบ้านร่วมกัน หรือไปท่องเที่ยวด้วยกัน เป็นต้น
เพราะคำว่า "ไม่มีเวลา" เป็นข้ออ้างในการเลิกรากัน สิ่งที่สำคัญในการใช้เวลาในครอบครัวคือการให้เวลากับครอบครัวอย้่างเหมาะสม คุณภาพสำคัญมากกว่าปริมาณเวลา

3.ความรักสร้าง…พลานุภาพ
พลังอำนาจที่ไม่ใช่การทำลาย แต่เป็นพลังแห่งความสร้างสรรค์
เพลงซาโลมอน 8:6-7
6 จงแนบดิฉันไว้ให้เป็นเนื้อเดียวดุจดวงตราแขวนอยู่ที่ใจของเธอ ประดุจดวงตราบนแขนของเธอ เพราะความรักนั้นเข้มแข็งอย่างความตาย ความรักรุนแรงก็ดุเดือดเหมือนแดนคนตาย และประกายแห่งความรักรุนแรงนั้นก็คือประกายเพลิงคือประกายเพลิงที่แสนรุนแรง
7 น้ำมากหลายไม่อาจดับความรักให้มอดเสียได้ หรืออุทกธารทั้งหลายไม่อาจท่วมความรักให้สำลักตายเสียได้ แม้ว่าคนใดจะเอาทรัพย์สมบัติในเหย้าเรือนของตนทั้งสิ้นมาแลกกับความรักนั้น คนนั้นคงได้รับความหมิ่นประมาทจากคนทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง


หลักการจากพระธรรมตอนนี้คือ ความรักเป็นสิ่งที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ดังนี้
1.พลังความรักเหนือความตาย
2.พลังความรักเหนือเปลวเพลิง
3.พลังความรักเหนือสิ่งของที่มีคุณค่าใดๆ
ความรักในภาษากรีกที่ใช้ในการเขียนพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่นั้น คือคำว่า รักแบบ“อากาเป้” (agape)ไม่ใช่เป้ อารัก หมายถึงความรักที่แท้จริงซึ่งมาจากพระเจ้า เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข  แม้เราทำบาป พระเจ้ายังรักเราและมาตายเพื่อเราที่กางเขน
ยอห์น 3:16-17
16“พระเจ้าทรงรักโลกนี้ คือได้ประทานพระบุตร(พระเยซู)องค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
17 เพราะพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก ไม่ใช่เพื่อพิพากษาโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น”
ในพระธรรม 1โครินธ์13:1-13อธิบายไว้ว่า ความรักเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ มากกว่าของประทาน ความรู้ ความสามารถ การเสียสละใดๆ หากปราศจากความรักก็ไร้ประโยชน์
ความรักไม่ใช่ของประทาน เพราะหากเป็นของประทานบางคนจะมีความรัก บางคนจะไม่มี แต่ความรักเป็นผลพระวิญญาณที่อยู่ในลักษณะชีวิตของผู้เชื่อทุกคน (กท.5:22-23) ที่ต้องสำแดงออกไปให้กับผู้อื่น
ในพระธรรมบทเพลงซาโลมอนบทที่ 8 บอกว่า ความรักเหมือนความตายตรงที่มีพลังอำนาจเหนือสิ่งมีชีวิต สำหรับคริสเตียนมันเป็นสิ่งที่หอมหวนและเป็นความชื่นชมยินดี ที่เราจะได้พักสงบสุขอยู่กับพระเจ้า เป็นการย้ายสถานที่อยู่คือจากบ้านที่อยู่ในโลกนี้ไปสู่บ้านของพระเจ้า บนแผ่นดินสวรรค์
พระเยซูทรงสอนเรื่องของสามีภรรยาว่า “เมื่อเดิมสร้างโลกนั้น พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์เป็นชายและหญิง เพราะเหตุนี้ ผู้ชายจึงต้องละบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้ออันเดียวกัน เขาจะไม่เป็นสองอีกต่อไป…เพราะฉะนั้นสิ่งที่พระเจ้าทรงผูกพันกันแล้ว อย่าให้มนุษย์พรากออกจากกันเลย” (มก.10:6-7) ดังนั้น ความตายกับความรักเหมือนกันคือเป็นสิ่งถาวรและน่าหวงแหนยิ่งนัก!
ครอบครัวต้องให้ความรักต่อกัน และเพิ่มพูนความรักขึ้นและส่งต่อออกไปขยายความรักออกไป  ดังไฟที่จุดบนเทียนเล่มหนึ่งแล้วจุดต่อไปยังเทียนเล่มต่อไป เพื่อให้เกิดความสว่างต่อไป  “เปลวเพลิง แห่งความรักนั้นรุนแรงเหมือนประกายไฟ”
คำว่า “ไฟรัก” คนทั่วไปจะมีมุมมองความคิดในแง่ของไฟของตัณหาราคะ แต่คำว่า ความรักเป็นเหมือนไฟในพระวจนะของพระเจ้าตอนนี้ มีความหมายในทางบวกคือ
1) ในความรักนั้นมีความร้อนแรงอยู่เสมอ 
2) เป็นความรักที่เสมอต้นเสมอปลาย นับวันจะร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนดังโยนฟืนเข้าใส่เตาไฟ
3) ในความรักนั้นมีความบริสุทธิ์ ไม่ชื่นชมเมื่อทำผิด เหมือนการใช้ไฟในการแยกสิ่งที่เป็นขี้แร่ออกจากทองคำ
ดังนั้นในวันนี้ครอบครัวต้องให้ความรักต่อกันเป็นการให้ความรักสร้างภาพที่ต้องขยายให้มองได้ชัดเจน  ความรักสร้าง…เอกภาพ ความรักสร้าง…สัมพันธภาพ และความรักสร้าง…พลานุภาพ ขอพระเจ้าอวยพรครอบครัวให้รักกันอยู่กันไปจนเข้าสู่วัยชราภาพ...


ขอมอบบทเพลง "รักแท้" ให้กับทุกครอบครัวครับ

1 ความคิดเห็น:

  1. ความคิดเห็นนี้ถูกลบโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก

    ตอบลบ