Acts 4:1-13_เผชิญการต่อต้านข่าวประเสริฐ

ศึกษาพระธรรมกิจการของอัครทูต
คริสตจักร “ต้นแบบ” ตามพระบัญชา
กิจการของอัครทูต 4:1-13
1 ขณะที่เปโตรกับยอห์นยังกล่าวแก่คนทั้งปวงอยู่ ปุโรหิตทั้งหลายกับนายทหารรักษาพระวิหาร และพวกสะดูสีมาหา
2 ด้วยเขางุ่นง่านใจเพราะท่านทั้งสองได้สั่งสอนและประกาศแก่คนทั้งหลาย ถึงเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตาย โดยอ้างการคืนพระชนม์ของพระเยซู
3 เขาจึงจับท่านทั้งสองจำไว้ในคุกจนวันรุ่งขึ้น เพราะว่าเย็นแล้ว
4 แต่คนเป็นอันมากที่ได้ฟังคำสอนนั้นก็เชื่อ จำนวนผู้ชายจึงเพิ่มขึ้นจนนับได้ประมาณห้าพันคน
5 ครั้นรุ่งขึ้นพวกผู้ครอบครองกับพวกผู้ใหญ่ และพวกธรรมาจารย์ได้ประชุมกันในกรุงเยรูซาเล็ม
6 ทั้งอันนาสมหาปุโรหิตและคายาฟาส ยอห์นอเล็กซานเดอร์ กับคนอื่นๆที่เป็นญาติของมหาปุโรหิตนั้นด้วย
7 เมื่อเขาให้เปโตรและยอห์นยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาแล้ว จึงถามว่า "ท่านทั้งสองได้ทำการนี้โดยฤทธิ์หรือในนามของผู้ใด"
8 ขณะนั้นเปโตรประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์กล่าวแก่เขาว่า "ดูก่อน ท่านผู้ครอบครองพลเมืองและพวกผู้ใหญ่ทั้งหลาย
9 ถ้าท่านทั้งหลายจะถามข้าพเจ้าในวันนี้ ถึงการกุศลซึ่งได้ทำแก่คนป่วยนี้ว่า เขาหายเป็นปกติโดยเหตุอันใดแล้ว
10 ก็ให้ท่านทั้งหลายกับบรรดาชนอิสราเอลทราบเถิดว่า โดยพระนามของพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ตรึงไว้ที่กางเขน และซึ่งพระเจ้าได้ทรงโปรดให้คืนพระชนม์ โดยพระองค์นั้นแหละชายคนนี้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าท่าน จึงได้หายโรคเป็นปกติ
11 พระองค์เป็น ศิลา ที่ท่านทั้งหลายผู้เป็น ช่างก่อได้ทอดทิ้ง ซึ่งได้เป็นศิลามุมเอกแล้ว
12 ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า"
13 เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น และรู้ว่าท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ ก็ประหลาดใจ แล้วสำนึกว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู

อารัมภบท
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน เราได้ศึกษาพระธรรมกิจการฯด้วยกันอย่างต่อเนื่อง ในครั้งนี้เป็นตอนที่ 10แล้ว โดยในครั้งนี้มีสาระที่สำคัญของเหตุการณ์ นั่นคือ การเผชิญการต่อต้านข่าวประเสริฐ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่มีการข่มเหงผู้เชื่อในเวลาต่อมา ในครั้งนี้เราจะมาพิจารณาด้วยกันถึงสาเหตุของการต่อต้านและการเผชิญการต่อต้านข่าวประเสริฐว่าจะตอบสนองอย่างไร
1.ข้อสังเกตเพื่อใคร่ครวญ
ในขณะที่เปโตรประกาศข่าวประเสริฐเรื่องพระคริสต์ให้แก่คนยิวที่มายืนห้อมล้อมด้วยความสนอกสนใจว่า เกิดอะไรขึ้นกับชายที่เป็นง่อยแต่กำเนิด ข่าวนี้ได้แพร่สะพัดออกไปทั่ว และสถานที่ที่พระเจ้าทรงทำการอัศจรรย์รักษาชายที่เป็นง่อยแต่กำเนิดผ่านมือของเปโตรกับยอห์นั้น ก็เป็นบริเวณพระวิหาร ซึ่งเป็นช่วงเวลาอธิษฐานที่มีผู้คนเดินทางมายังพระวิหาร
ท่ามกลางผู้คนที่สนใจในเหตุการณ์นั้นนั่นเอง ได้มีบรรยากาศของการต่อต้านขัดขวางเกิดขึ้นข้อ 1,2,5 และ 6 ได้บรรยายให้เราเห็น สาเหตุของการขัดขวางอย่างชัดเจน นั่นคือ "การต่อต้านความจริงเรื่องพระคริสต์" เราจะเห็นได้ว่าพวกที่เป็นปุโรหิต ฟาริสี ธรรมาจารย์ผู้ที่เคร่งครัดในธรรมบัญญัติ แต่มีวิญญาณศาสนาที่ครอบงำ มีความรู้สึกโกรธจนระงับความโกรธไม่ได้ พระธรรมตอนนี้ในข้อ 2 ใช้คำว่า “งุ่นง่านใจ” ความหมายในภาษาเดิมให้ความรู้สึกที่ปนกันระหว่างความขุ่นเคืองใจ กับ ความโกรธความรู้สึกขุ่นเคืองใจระคนกับโกรธนี้ ไม่ได้มาจากสาเหตุเพราะอัครทูตปโตรกับอัครทูตยอห์นสร้างความวุ่นวายในที่สาธารณะอย่างเปิดเผย ทหารรักษาพระวิหารไม่ได้งุ่นง่านใจเพราะทั้งสองทำลายความเป็นระเบียบเรียบร้อยของพระวิหารแต่เหตุใหญ่ที่สุด ก็เพราะคำสั่งสอนของอัครทูตเปโตรที่กล่าวอยู่ในขณะนั้น
พวกเขารู้สึกคำสั่งสอนของเปโตรว่า กำลังก่อกวนและคัดค้านอำนาจของพวกเขากับสิ่งที่พวกเขาเชื่อ โดยเฉพาะเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตายที่อ้างถึงการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์พวกเขารู้สึกเจ็บปวดและทนไม่ได้ ที่เห็นฝูงชนสนอกสนใจฟังข่าวประเสริฐที่ประกาศ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาทนไม่ได้ที่เห็นคนพากันกลับใจมาหาพระเจ้าผ่านการประกาศข่าวประเสริฐของอัครทูตเปโตรถึง 3 พันคน(กจ.2:41) เรื่องหลักเป็นเรื่องที่พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย !นี่คือ ประเด็นหลักที่ทำให้กลุ่มคนเหล่านั้น รู้สึกงุ่นง่านใจ ขุ่นเคืองใจระคนโกรธ ไม่เพียงเพราะพวกเขาไม่เชื่อเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตาย แต่พวกเขายังต่อต้านความจริงที่พระคริสต์ทรงฟื้นคืนพระชนม์ เขาไม่อาจรับฟังความจริงเรื่องนี้ที่ว่า พระคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว! คนกลุ่มนี้งุ่นง่านใจ และ คงรู้สึกเหนื่อยใจจริง ๆ เพราะคงคิดว่าสามารถจัดการหัวหน้าใหญ่สุดได้แล้ว คือ พระคริสต์ ในวันที่จับพระองค์ตรึง เพราะเมื่อพระคริสต์ยังทรงดำเนินอยู่ในโลกนี้ พวกเขาก็ตั้งป้อต่อสู้ ขัดขวางพระองค์เสมอมา พวกมหาปุโรหิตและฟาริสีเรียกประชุมสมาชิกสภาเพื่อหาทางกำจัดพระองค์ เมื่อจับพระเยวูคริสต์ตรึงไปแล้วนึกว่าจะสงบเงียบ ปิดปากพวกคริสเตียนไม่ให้เราเรื่องข่าวประเสริฐได้ แต่มันไม่ได้ผล เพราะข่าวประเสริฐยิ่งแพร่กระจายออกไป จึงหาเรื่องจับกุมตัว

ข้อ 3 บรรยายต่อไปว่า เขาจึงจับท่านทั้งสองจำไว้ในคุกจนวันรุ่งขึ้น เพราะว่าเย็นแล้ว
ในที่สุดพวกเขาก็ตัดสินใจจับเปโตรกับยอห์นไว้ในคุก โดยคิดว่า เป็นวิธีการควบคุมไม่ให้ข่าวประเสริฐถูกประกาศแพร่หลายต่อไปและเหตุผลที่พวกเขาจับคือ "การประกาศข่าวประเสริฐเกินเวลา" เนื่องจากตามธรรมเนียมสมัยนั้น ประตูพระวิหารจะปิดเวลาประมาณ 4 โมงเย็น
ซึ่งเมื่อประตูพระวิหารปิดพวกเจ้าหน้าที่ยิวถือว่าหมดเวลาการทำงาน และจะไม่มีการทำกิจกรรมใด ๆ อีก ดังนั้นพวกเขาจึงต้องจับเปโตรและยอห์นขังไว้ก่อนเพื่อจะพิจารณาความในวันรุ่งขึ้น
เกิดอะไรขึ้นเมื่อเปโตรและยอห์นถูกจับกุมขังไว้ในคุก เพื่อรอการพิจารณาในวันรุ่งขึ้น

ข้อ 4 แต่คนเป็นอันมากที่ได้ฟังคำสอนนั้นก็เชื่อ จำนวนผู้ชายจึงเพิ่มขึ้นจนนับได้ประมาณห้าพันคน
เราเห็นชัดเจนว่า แม้มีความพยายามกีดกัน กักกัน เพื่อให้เปโตรกับยอห์นประกาศข่าวประเสริฐ ก็กีดกันได้เพียงแต่ตัวของท่านทั้งสองได้เท่านั้น ไม่อาจกีดกั้นฤทธานุภาพแห่งข่าวประเสริฐได้ ข้อ 4 บอกว่า ขณะที่ทั้งสองถูกจำกัดเสรีภาพ ข่าวประเสริฐของพระเจ้าได้มีชัย
เพราะคนที่ได้ฟังการประกาศข่าวประเสริฐของเปโตรนั้นได้เชื่อ นับจำนวนผู้ชายเพิ่มขึ้นจนนับได้ห้าพันคน นี่คือ ผลที่เกิดขึ้นตามมา ไม่มีใครอาจสามารถปิดประตูข่าวประเสริฐได้ ถ้าพระเจ้าเป็นผู้เปิด แม้ดูเหมือนว่า คนของพระเจ้าถูกจำกัดเสรีภาพเสียแล้ว แต่พระเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ ข่าวประเสริฐของพระองค์เต็มด้วยฤทธานุภาพทำงานในใจของคนให้ตอบสนองข่าวประเสริฐนั้นได้ ข้อคิดที่เราได้รับคือ การต่อต้านเรื่องข่าวประเสริฐ เกิดขึ้นในทุกยุคสมัย เราจะต้องทำความเข้าใจ และการเผชิญหน้าความจริงนี้ เราจะมาดูว่าเราจะเผชิญหน้ากับการต่อต้านข่าวประเสริฐได้อย่างไร

2.ข้อคิดสะกิดใจ
7 เมื่อเขาให้เปโตรและยอห์นยืนอยู่ท่ามกลางพวกเขาแล้ว จึงถามว่า "ท่านทั้งสองได้ทำการนี้โดยฤทธิ์หรือในนามของผู้ใด"
8 ขณะนั้นเปโตรประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์กล่าวแก่เขาว่า "ดูก่อน ท่านผู้ครอบครองพลเมืองและพวกผู้ใหญ่ทั้งหลาย
9 ถ้าท่านทั้งหลายจะถามข้าพเจ้าในวันนี้ ถึงการกุศลซึ่งได้ทำแก่คนป่วยนี้ว่า เขาหายเป็นปกติโดยเหตุอันใดแล้ว
10 ก็ให้ท่านทั้งหลายกับบรรดาชนอิสราเอลทราบเถิดว่า โดยพระนามของพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ตรึงไว้ที่กางเขน และซึ่งพระเจ้าได้ทรงโปรดให้คืนพระชนม์ โดยพระองค์นั้นแหละชายคนนี้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าท่าน จึงได้หายโรคเป็นปกติ
11 พระองค์เป็น ศิลา ที่ท่านทั้งหลายผู้เป็น ช่างก่อได้ทอดทิ้ง ซึ่งได้เป็นศิลามุมเอกแล้ว
12 ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรดให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า"
13 เมื่อเขาเห็นความกล้าหาญของเปโตรกับยอห์น และรู้ว่าท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ ก็ประหลาดใจ แล้วสำนึกว่าคนทั้งสองเคยอยู่กับพระเยซู

ท่ามกลางสภาที่ไตร่สวนเอาความผิดอัครทูตเปโตรและอัครทูตยอห์น คำถามแรกที่ถูกซักฟอก คือ “ท่านทั้งสองได้การนี้โดยฤทธิ์หรือในนามของผู้ใด”
คำถามนี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ถามประจักษ์แก่สายตาของตนเองว่า ชายผู้เป็นง่อยแต่กำเนิดเดินได้แล้ว ! เป็นคำถามที่บ่งบอกให้รู้ว่า ผู้ถามไม่ปฏิเสธว่าการอัศจรรย์นั้นเกิดขึ้นจริง !แต่ใครเป็น
ผู้ทำ!
(กจ.4:15-16)...แต่เมื่อสั่งให้เปโตรกับยอห์นออกไปจากที่ประชุมแล้วเขาจึงปรึกษากันว่า "เราจะทำอย่างไรกับคนทั้งสองนี้ เพราะการที่เขาได้กระทำหมายสำคัญอันเด่นคนทั้งปวงที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มก็รู้กันแล้วและเราปฏิเสธไม่ได้
และการที่ถามว่า “ได้ทำการนี้โดยฤทธิ์หรือในนามของผู้ใด” นั้นเป็นคำถามที่ต้องการบอกว่า ใครให้สิทธิอำนาจมาให้ทำเช่นนี้
พระเยซูก็เคยถูกตั้งคำถามแบบเดียวกันนี้เช่นกัน ใน
มธ.21:23 เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหาร ในเวลาที่ทรงสั่งสอนอยู่พวกมหาปุโรหิตและพวกผู้ใหญ่ของประชาชนมาหาพระองค์ ทูลถามว่า "ท่านมีสิทธิอันใดจึงได้ทำเช่นนี้ ใครให้สิทธิแก่ท่าน"
ไม่ว่าคำถามที่เปโตรและยอห์นได้หรือที่พระเยซูได้รับ ต่างเป็นคำถามที่ส่อถึงความตั้งใจขัดขวางและต่อต้านสิทธิอำนาจที่มาจากสวรรค์
ในขณะนั้นเอง เมื่อเปโตรเผชิญกับคำถามที่ปราศจากความจริงใจและต้องต่อสู้ขัดขวางนั้นเอง
ข้อ 8 ...ขณะนั้นเปโตรประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์กล่าวแก่เขาว่า "ดูก่อนท่านผู้ครอบครองพลเมืองและพวกผู้ใหญ่ทั้งหลาย
พระสัญญาของพระเยซูใน มธ.10:19-20 นั้น ได้เป็นจริงในเหตุการณ์
19 แต่เมื่อเขาอายัดท่านไว้นั้นอย่าเป็นกังวลว่าจะพูดอย่างไร เพราะเมื่อถึงเวลาคำที่ท่านจะพูดนั้น พระเจ้าจะทรงประทานแก่ท่านในเวลานั้น
20 เพราะว่าผู้ที่พูดมิใช่ตัวท่านเอง แต่เป็นพระวิญญาณแห่งพระบิดาของท่านผู้ตรัสทางท่าน

นี่เป็นวิธีการเผชิญการต่อต้านเพราะ “เปโตรประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์”
พระวิญญาณบริสุทธิ์นี่เอง ที่ทรงเป็นผู้นำท่านให้เข้าใจความจริงทั้งมวล และเป็นผู้ช่วยให้ท่านพ้นจากความกลัว
ก่อนหน้านี้ เปโตรไม่ได้มีความกล้าหาญอย่างนี้
ลก.22:54-62 ได้บันทึกเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เปโตรจะได้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่า ท่านหวาดกลัวเกินกว่าที่จะสามารถยอมรับว่าเคยอยู่กับพระเยซูมาก่อน ในขณะที่พระเยซูถูกไตร่สวนเพื่อนำไปสู่การประหาร นั่นคือประสบการณ์ที่ล้มเหลวของเปโตร ก่อนที่ท่านจะได้รับพระวิญญาณแต่ในเหตุการณ์ กิจการ 4 ในตอนนี้ เปโตรได้เป็นคนใหม่แล้ว
ประสบการณ์ที่ห้องชั้นบนในวันเพ็นเทคอสต์ได้ทำให้ท่านมีความกล้าหาญ
ขณะที่เปโตรยืนอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองขณะนั้น ท่านมีความพร้อม ไม่เพียงแต่พร้อมด้วยชีวิตที่เดินกับพระเจ้า เห็นได้จากการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จมาสวมทับให้เต็มล้น
นั่นคือ ไม่เพียงแต่พร้อมด้วยข้อมูลที่ไม่ใช่เพียงสาระที่อยู่ในสมอง แต่พร้อมมาจากชีวิตที่เดินกับพระเจ้า ชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณ(อฟ.6:18) บอกด้วยไวยากรณ์ที่แสดงถึงความต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุดว่า “จงประกอบด้วยพระวิญญาณ” หมายความว่า เต็มล้นแล้วเต็มล้นอีก การโต้เถียงไม่ได้เป็นคำตอบ การโต้เถียงไม่ได้เป็นสิ่งที่ช่วยคนให้เปิดใจรับฟัง ดังนั้น เราควรอธิบายเมื่อมีคนถามเราถึงเหตุที่มาที่ไปของการมา ยอมรับพระเยซูว่าเป็นพระเจ้า ด้วยใจที่สุภาพ ด้วยความถ่อมใจ นั่นคือ สิ่งที่พระวจนะพระเจ้าได้บอกไว้ นั่นคือส่วนของเรา
แต่ในส่วนของพระเจ้านั้น พระเยซูได้ตรัสสัญญาไว้ใน ลก. 21:15ด้วยว่าเราจะให้ปากและปัญญาแก่ท่าน ซึ่งศัตรูทั้งหลายของท่านจะต่อต้านและคัดค้านไม่ได้
นี่คือ พระสัญญาที่ทำให้เราอุ่นใจ ทำให้เราไม่ต้องกังวลใจหากสถานการณ์ที่คับขันเช่นนั้นมาถึงพระวิญญาณ เป็นผู้ทำให้เรามีถ้อยคำที่กอปรด้วยปัญญาและฤทธิ์เดชนั่นคือ การเผชิญการขัดขวางประเสริฐ

นอกจากการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณฯในการเผชิญการต่อต้านแล้ว เราต้องกล่าวความจริงอย่างครอบถ้วนด้วยใจที่กล้าหาญ
ในข้อ 9-12 คือ เนื้อหาสาระที่เป็นถ้อยคำของอัครทูตเปโตรที่ได้ตอบคำถามของ คนเหล่านั้น ที่ตั้งป้อมต่อสู้ขัดขวาง
ท่านไม่ได้พยายามหลบหลีกคำถามที่ถูกซักฟอกนี้ หรือ พยายามหาอุบายตอบโต้ แต่พูดความจริง แม้ว่าการพูดความจริงนี้หมายถึงการนำอันตรายมาสู่ชีวิตของท่านก็ตาม แม้เป็นการพูดความจริงต่อหน้ากลุ่มคนที่มีอำนาจจัดการเอาเรื่องท่านได้ แต่ท่านเลือกที่จะพูดความจริงอย่างเปิดเผย อย่างชัดเจน ถือว่า นี่คือโอกาสที่คนเหล่านั้นเปิดโอกาสให้พูด ท่านฉวยโอกาสนี้ทันที เปโตรประกาศข่าวประเสริฐเกี่ยวกับพระคริสต์อย่างชัดเจนอย่างตรงไปตรงมา อย่างเปิดเผย ดังนี้
10 ก็ให้ท่านทั้งหลายกับบรรดาชนอิสราเอลทราบเถิดว่า โดยพระนามของพระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ตรึงไว้ที่กางเขน และซึ่งพระเจ้าได้ทรงโปรดให้คืนพระชนม์ โดยพระองค์นั้นแหละชายคนนี้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าท่าน จึงได้หายโรคเป็นปกติ
11 พระองค์เป็น ศิลา ที่ท่านทั้งหลายผู้เป็น ช่างก่อได้ทอดทิ้ง ซึ่งได้เป็นศิลามุมเอกแล้ว
12 ในผู้อื่นความรอดไม่มีเลย ด้วยว่านามอื่นซึ่งให้เราทั้งหลายรอดได้ ไม่ทรงโปรด
ให้มีในท่ามกลางมนุษย์ทั่วใต้ฟ้า"
ความจริงเกี่ยวกับพระคริสต์ว่า “พระคริสต์ทรงฤทธานุภาพ” อัครทูตเปโตรไม่ได้อวดว่า เพราะท่านมีฤทธิ์เกินมนุษย์ทั่วไป ชายคนนี้จึงหายโรค แต่กล่าวชัดเจนว่า พระคริสต์ทำให้ชายผู้นี้ที่ยืนต่อหน้าท่านหายโรค อัครทูต
เปโตรยกข้อความนี้มาจาก สดด. 118:22 ซึ่งในสมัยพระคัมภีร์เดิมกล่าวถึงพระเจ้าว่า พระองค์เป็นพระศิลา หมายถึงเป็นที่ปกป้องให้พ้นอันตราย
ส่วน “ศิลามุมเอก” นั้น วิธีสร้างตึกโบราณนั้น จะนำหินก้อนหนึ่งแกะสลักให้ได้รูปแล้วว่าไว้เป็นศิลาหัวมุมในรากฐานของตึก เป็นหลักของตึกนั้น ศิลามุมเอกนั้น หมายถึงพระคริสต์(อฟ.2:20) (รม. 9:30-32 อธิบายความจริงนี้อย่างชัดเจนโดยอัครทูตเปาโลว่า พระคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก ที่คนยิวปฏิเสธไม่ยอมรับว่า ได้กลายเป็นเหตุให้พวกเขาต้องสะดุด
พระเจ้ามีพระประสงค์อันดีเลิศต่อคนยิว ซึ่งเป็น ชนชาติที่พระองค์ทรงเลือกสรร
ข้อนี้บอกว่า พวกเขาใฝ่หาความชอบธรรมตามบัญญัติ แต่ไม่ได้บรรลุตามบัญญัตินั้น เพราะไม่ได้แสวงหาด้วยความเชื่อ แต่เพราะแสวงหาด้วย การประพฤติ ซึ่งไม่มีใครสามารถเป็นคนชอบธรรมด้วยการประพฤติได้เลย โดยความเชื่อในพระคริสต์เท่านั้น ที่ทำให้เราถูกนับว่าเป็น
ดังนั้น เมื่อพวกยิวปฏิเสธพระคริสต์ผู้เป็นศิลามุมเอก แทนที่จะยอมรับพระองค์ให้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นผู้ประทานความชอบธรรมให้
พระคริสต์ผู้เป็นศิลามุมเอกนั้น แทนที่จะทำให้ได้รับการช่วยเหลือไม่ต้องได้รับความอับอาย เขากลับสะดุดศิลานั้น และรับความอับอาย
รม. 9:33 ดังที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่าจงดูเถิดเราได้วางศิลาก้อนหนึ่งไว้ในศิโยน ซึ่งจะทำให้สะดุดและหินก้อนหนึ่งซึ่งจะทำให้ล้ม แต่ผู้ที่เชื่อในพระองค์จะไม่ได้รับความอับอาย
นี่คือ ความหมายที่เปโตรได้กล่าวกับบรรดาพวกผู้ใหญ่ของคนยิว และ นักการศาสนาที่ไตร่สวนท่านอยู่ ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว พวกเขาก็ได้ยินข้อความนี้มาก่อนแล้วจากพระโอษฐ์ของพระเยซู ซึ่งในครั้งนั้น ทำให้พวกเขาไม่พอใจพระองค์อย่างยิ่ง(มธ. 21:42-46)
42 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ท่านทั้งหลายยังไม่ได้อ่านในพระคัมภีร์หรือ ซึ่งว่า ศิลาซึ่งช่างก่อได้ทอดทิ้งเสีย ยังได้เป็นศิลามุมเอกแล้ว การนี้เป็นมาจากพระเจ้า เป็นการมหัศจรรย์ประจักษ์ตาเรา
43 เหตุฉะนั้นเราบอกท่านว่า แผ่นดินของพระเจ้าจะต้องเอาไปจากท่าน ยกให้แก่ชนชาติหนึ่งซึ่งจะกระทำให้ผลเจริญสมกับแผ่นดินนั้น"
44 "ผู้ใดล้มทับศิลานี้ ผู้นั้นจะต้องแตกหักไป แต่ศิลานั้นจะตกทับผู้ใด ผู้นั้นจะแหลกละเอียดไป"
45 ครั้นพวกมหาปุโรหิตกับพวกฟาริสีได้ยินคำเปรียบเหล่านั้น ก็หยั่งรู้ว่าพระองค์ตรัสเล็งถึงพวกเขา
46 เขาอยากจะจับพระองค์ แต่กลัวประชาชน เพราะประชาชนนับถือพระองค์ว่า เป็นผู้เผยพระวจนะ
ดังนั้น ความจริงนี้ที่อัครทูตเปโตรกล่าวจึงเป็นดั่งหนามที่ยอกใจพวกเขายิ่งนัก เพราะเคยฟังมาแล้ว และเจ็บปวดมาแล้ว แต่ไม่กลับใจ วันนี้เลยต้องมาฟังอีกรอบ
เปโตรกล้าหาญมากที่กล่าวข้อความนี้ซ้ำอีกครั้ง แม้รู้ว่าครั้งหนึ่งพระเยซูเคยตรัสกับคนกลุ่มนี้ และทำให้พวกเขาเดือดดาลมาก อัครทูตเปโตรเผชิญการต่อต้านในการประกาศข่าวประเสริฐโดยพูดความจริงอย่างครบถ้วน แม้ว่าความจริงนั้นอาจหมายถึงอันตรายถึงชีวิต
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อจะให้เขาเข้าใจถึงความรอด ว่ามีทางเดียวคือทางพระเยซูคริสต์(กจ.4:12)

ในวันนี้เราจึงต้องตั้งคำถามในชีวิตของเราว่า หากเราเผชิญสถานการที่ถูกต่อต้าน การประกาศข่าวประเสริฐ เราจะตอบสนองอย่างไร และมีสิ่งใดที่เป็นความจริงของข่าวประเสริฐที่เราจะต้องยึดมั่นไว้ และกล่าวออกไปอย่างมั่นใจ?
3.ข้อสรุปเพื่อการประยุกต์ใช้
ผมขอสรุปหลักการไว้ดังนี้ คือ
เรื่องการต่อต้านเป็นสิ่งที่เกิดกับผู้เชื่อทุกยุคทุกสมัย เราสามารถเผชิญได้โดยการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณ และเราประกาศข่าวประเสริฐในเรื่องความจริงของพระคริสต์ ที่พระองค์ฟื้นขึ้นจากความตาย มีฤทธานุภาพ ทรงเป็นศิลามุมเอกในชีวิตและเป็นความรอดของเรา
ผมขอปิดท้ายด้วยตัวอย่างชีวิตของยูเซเบียส (eusebius)
ครั้งหนึ่งเมื่อจักรพรรดิวาเลนได้ส่งทูตไปเจรจา เพื่อเกลี้ยกล่อมนักประวัติศาสตร์คริสเตียนชื่อ “ยูเซเบียส” ให้เปลี่ยนศาสนามาเข้ากับพวกเขา โดยได้มีสาส์นอันสุภาพไปถึงเขาพร้อมกับให้สัญญาแก่ยูเบียสที่จะให้ประโยชน์มากมายมหาศาล หากท่านปฎิเสธพระคริสต์ แต่ยูเซเบียสผู้ซึ่งเชื่อให้พระเจ้าตอบปฎิเสธข้อเสนอของจักรพรรดิ์
เมื่อได้ยินดังนั้นจักรพรรดิจึงขู่ว่า จะใช้กำลังยึดทรัพย์สินทั้งหมดของยูเบียส จะทรมานเขา จะเนรเทศท่านออกจากประเทศ และจะฆ่าท่านเสีย
แต่คริสเตียนผู้กล้าหาญผู้นี้ได้ตอบว่า
...ข้าพระองค์ไม่จำเป็นต้องกลัวถูกริบทรัพย์ เพราะข้าพระองค์ไม่มี สิ่งใดต้องสูญเสีย
...ข้าพระองค์ไม่กลัวถูกเนรเทศ เพราะสวรรค์นั้นเป็นประเทศของ ข้าพระองค์
...ข้าพระองค์ไม่กลัวถูกทรมาน เพราะร่างกายข้าพระองค์ถูกทำลาย ได้แค่ครั้งเดียว
...และข้าพระองค์ไม่กลัวความตาย เพราะความตายเป็นหนทางเดียวที่จะนำข้าพระองค์ออกจากความบาป และความเศร้าเสียใจไปสู่เสรีภาพ



สรรเสริญพระเจ้า เมื่อเราดำเนินในความจริงของพระเจ้า เราจะได้พบกับเสรีภาพในพระองค์ !

พบกันใหม่ สัปดาห์หน้า...

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น