28 พฤษภาคม 2553

สัมพันธภาพกับพระวิญญาณบริสุทธิ์

สัมพันธภาพกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ (The Fellowship with the Holy Spirit)

2 โครินธ์ 13;14 ขอให้พระคุณของพระเยซูคริสตเจ้า ความรักแห่งพระเจ้า และความสนิทสนมซึ่งมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ จงดำรงอยู่กับท่านทั้งหลายเถิด

2 Corinthians 13:14 The grace of the Lord Jesus Christ, and the love of God, and the communion of the Holy Ghost, be with you all. Amen.


สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ ความสนิทสนมระหว่างเรากับพระเจ้า ซึ่งเกิดขึ้นจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในชีวิตของเรา

•ทุก ๆ สิ่งที่เปาโลขอในข้อนี้ (ทั้งพระคุณ ความรัก และความสนิทสนม) นำเราไปสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้า
พระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์เป็นบุคคล และปรารถนาความสัมพันธ์กับเรา
•พระเยซูคริสต์นำพระคุณ พระบิดานำความรัก ทั้งพระคุณและความรักนั้น มาจากพระเจ้า

เอเฟซัส 2:8 ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายรอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวเราทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้


•โดยพระคุณจึงนำเราเข้าสู่ความสัมพันธ์กับพระเจ้า และโดยความรักกระทำให้ความสัมพันธ์นั้นสดใหม่ สดชื่นมีชีวิตชีวา
•ส่วนบทบาทของพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นน่าสนใจมาก ทรงกระทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า(ทั้งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณเอง) นั้นสนิทแนบแน่น
•ด้วยเหตุที่พระวิญญาณสามารถนำเราเข้าสู่ความเข้าใจที่ลึกซึ้งในพระคุณ และความรักของ พระเจ้า เราจึงควรมีชีวิตที่สนิทสนมกับพระวิญญาณ และโดยพระวิญญาณ เราจะได้รับการเปิดเผยความล้ำลึกของพระเจ้า

ยอห์น 16:15 ทุกสิ่งที่พระบิดาทรงมีนั้นเป็นของเรา เหตุฉะนั้นเราจึงกล่าวว่า พระวิญญาณทรงเอาสิ่งซึ่งเป็นของเรานั้น มาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย

1โครินธ์ 2:12 เราทั้งหลายไม่ได้รับวิญญาณของโลก แต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า เพื่อเราทั้งหลายจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่เรา


•พระวิญญาณเป็นพระเจ้าผู้ทรงเปิดเผยให้เราล่วงรู้สิ่งต่าง ๆ รวมถึงตัวตนของเรา อนาคตของเรา สิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา
•ดังนั้น วันนี้ หากใครมีปัญหาสิ่งใด อยากได้รับคำตอบ ถามมนุษย์อาจจะได้คำตอบผิดบ้างถูกบ้าง แต่ถ้าจะให้ดี กลับไปถามพระวิญญาณซึ่งอยู่ในชีวิตของเรา นะครับ ท่านจะได้คำตอบ เมื่อมีความสัมพันธ์กับพระองค์ จนรู้ว่านี่คือ เสียงพระองค์ ไม่ใช่เสียงของเราแน่นอน
• คนแรกที่เราควรถามคือ พระวิญญาณของพระเจ้า เราทุกคนควรฝึกฟังเสียงพระเจ้าด้วยตัวเอง

•ในภาษากรีก คำว่าสนิทสนม หรือ Fellowship นี้มาจากคำว่า Koinonia แปลได้ว่า การมีส่วนร่วม (communion) การติดต่อสื่อสาร ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด (communication) ความสนิทสนม (intimacy ) การเข้าไปเชื่อม มีส่วนร่วมด้วย (Joint participation)

•จากคำว่า Koinonia ในภาคปฏิบัติเราสามารถสนิทสนมกับพระองค์ได้อย่างน่าอัศจรรย์ดังนี้

1เข้าร่วม เชื่อมต่อกับพระองค์ อย่างกระตือรือร้น (Active participation)

•การสนิทสนมกับพระวิญญาณนั้น ไม่ใช่ที่เรียกว่า One- way traffic
•แต่มันเป็นการเข้าไปแบ่งปันต่อกัน ถึง ความตั้งใจของเรา ความรู้สึกของเรา ความรู้ของเรา
•เราเข้าไปแบ่งปันให้พระองค์ฟังถึงสิ่งที่เป็นเรา สิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เรามี สิ่งที่เราเข้าใจหรือรู้เกี่ยวกับพระองค์
•เราคงจำได้ดีถึงสิ่งที่พระเยซูคริสต์บอกเกี่ยวกับพระวิญญาณว่า

ยอห์น 16:13-14
13 เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ แต่พระองค์จะตรัส สิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น
14 พระองค์จะทรงให้เราได้รับเกียรติ เพราะว่าพระองค์จะทรงเอาสิ่งที่เป็นของเรามาสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย


•เมื่อเปรียบเทียบสิ่งที่เรารู้ กับสิ่งที่พระองค์รู้นั้น เทียบกันไม่ได้เลย พระองค์ยิ่งใหญ่กว่าเรามาก พระวิญญาณทรงสัพพัญญู

•พระองค์เข้าถึงพระทัยของพระบิดา อะไรก็ตามที่พระบิดาพูด พระวิญญาณ ทรงได้ยิน และทรงนำมาเปิดเผยแก่เรา
•นั่นหมายความว่า เมื่อเราเข้าไปเชื่อมสนิทกับพระองค์ เราก็จะสามารถล่วงรู้ทันที ว่าพระบิดาผู้ทรงนั่งบนบัลลังค์ในสวงสวรรค์นั้นกำลังคิดอะไร พระองค์จะทรงกระทำสิ่งใด

•พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงเตรียมใจของเรา เพื่อพร้อมรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
•นั่นหมายถึง เราสามารถคาดการณ์ล่วงหน้า และสามารถเตรียมจิตใจเราพร้อมรับอนาคตที่จะเกิดขึ้นได้
•โดยพระวิญญาณ เราก็จะเป็นดังอุปกรณ์ที่ถูกเตรียมไว้อย่างดี ให้พร้อมรับสถานการณ์ที่ท้าทายใจได้
•การเข้าเชื่อมต่อกับพระวิญญาณนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก อยู่ที่ใจปรารถนาของเราเป็นสำคัญ

•เราสามารถบอกพระเจ้าให้รับรู้ถึงความปรารถนา ความต้องการในจิตใจส่วนลึกของเรา
•ความสัมพันธ์นี้จะไม่ใช่ความสัมพันธ์แบบเผด็จการ ไม่ใช่การพูดอยู่คนเดียว
•เราควรเชื้อเชิญพระองค์เข้ามาในชีวิตของเรา สนิทสนมในความสัมพันธ์

2 ให้พระองค์เป็นหุ้นส่วนในชีวิต (Partnership)

•ความสัมพันธ์กับพระวิญญาณเป็นเหมือนกับการเข้าหุ้นส่วน หรือ เป็นเหมือนคู่สมรสที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน
•การเข้าหุ้นส่วนให้ภาพการทำธุรกิจ หุ้นส่วนจะต้องนั่งลงคิดยุทธศาสตร์ร่วมกัน แบ่งปันต่อกันถึงความสำเร็จ หรือความล้มเหลว

•เมื่อเราได้เป็นหุ้นส่วนกับพระเจ้า พระองค์ก็เป็นเหมือนหุ้นส่วนใหญ่ หรือหุ้นส่วนที่อาวุโสกว่ามีอิทธิพลมากกว่า แต่ก็มีเราร่วมเป็นทีมด้วย พระองค์เป็นเจ้านาย ส่วนเราเป็นูน้อง เพราะพระองค์นั่งหัวโต๊ะ มีบทบาทในที่ประชุมมากกว่า
•พระองค์ฉลาดกว่า มียุทธศาสตร์ที่ Perfect มีวิธีการนำที่เยี่ยมยอดกว่า ด้วยเหตุนี้ เราจึงยอมให้พระองค์นำเราอย่างมียุทธศาสตร์ มีแผน และมีเป้าประสงค์อย่างชัดเจน
•เราควรจะติดตามและเชื่อฟังพระองค์ และรอบคอบที่จะทำตามแผนของพระองค์

•ในฐานะหุ้นส่วนเราก็ควรจะแบ่งปัน ร่วมด้วยในชัยชนะของพระองค์ และพระองค์ก็ไม่เคยผิดพลาดล้มเหลว
•ดังนั้นการเป็นหุ้นส่วนกับพระวิญญาณ จึงไม่มีคำว่า ล้มเหลว หรือขาดทุน

•เมื่อเราเชื่อฟังหุ้นส่วนใหญ่ เราก็จะได้เห็นว่า ชีวิตของเราเติบโตเป็นไปตามที่สวรรค์ตั้งใจให้เป็น กำไลชีวิตเป็นของเรา

•พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้กระทำให้ถ้อยคำในพระวจนะที่เป็นตัวอักษรที่เขียนขึ้นนั้น สำเร็จเป็นจริง ในภาคปฏิบัติ
•หุ้นส่วนของพระองค์ในทุกระดับ จะได้รับการป้อนข้อมูล คำชี้แนะ และการให้ทิศทางก่อนการตัดสินใจ (นั่นหมายถึง เราซึ่งเป็นหุ้นส่วนระดับต่าง ๆ ของพระองค์ต้องตัดสินใจเอง อยู่ที่ว่าใครจะตัดสินใจตามการชี้แนะของพระองค์หรือไม่

•ให้เราจำไว้ว่า ประตู officeของพระองค์เปิดอยู่เสมอ


•ไม่เพียงแค่เราร่วมในชัยชนะและความสำเร็จของพระองค์ แต่พระองค์ยังสร้างเราขึ้นตามผลแห่งการที่เราเชื่อฟังคำแนะนำของพระองค์
•พระองค์ยังอยู่ร่วมในความล้มเหลวของเรา และท้าทายเราให้กล้าเผชิญหน้ากับสถานการณ์ในชีวิตจริงของเรา

โรม 8:26 ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณก็ทรงช่วยเราเมื่อเราอ่อนกำลังด้วย เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ

•พระองค์ทรงเล้าโลมใจเรา และนำความชื่นชมยินดีมาถึง ท่ามกลางเวลาแห่งความโศกเศร้า
•ในการสนิทสนม เข้าร่วมกับพระวิญญาณนั้น ทุกสิ่งจะดำเนินไปด้วยกันอย่างดี ทั้งนี้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่รักพระองค์ (ซึ่งกล่าวไว้ในพระธรรม โรม บทที่ 8 ทั้งบท)

3.เคลื่อนไปด้วยกันกับพระองค์ (Transportation)

•การสนิทสนมกับพระวิญญาณอีกภาพหนึ่งก็คือ การเคลื่อนไปกับพระวิญญาณ (moving together with)
•นี่เป็นภาพเหมือนกับการขนส่ง เรารู้ใช่ไหมว่า ความก้าวหน้าของเมืองดูได้จากระบบการขนส่ง

•ชาวอียิปต์ มีการผสมผสานการเดินทางทั้งทางบกและทางน้ำ ส่วนชาวโรมันก็ก่อสร้างถนนหนทางมากมาย สังคมสมัยใหม่ เห็นความสำคัญของการขนส่ง และพัฒนาการขนส่งให้เจริญอย่างดีเยี่ยม
•เช่นเดียวกันกับเรื่องจิตวิญญาณในการสนิทสนมกับพระวิญญาณบริสุทธิ์
•เรารู้ใช่ไหมว่า พระวิญญาณ ได้ขนส่ง หรือนำเอาสิ่งที่เราร้องทูลออกจากใจของเรา ไปถึงพระทัยของพระบิดา

โรม 8:26 …. เพราะเราไม่รู้ว่าเราควรจะอธิษฐานขอสิ่งใดอย่างไร แต่พระวิญญาณทรงช่วยขอแทนเรา ในเมื่อเราคร่ำครวญอธิษฐานไม่เป็นคำ


•บางทีเราก็ไม่รู้ว่าเราจะขอสิ่งใด อย่างไร เพื่อให้ได้รับคำตอบ
•แต่พระวิญญาณทรงเข้าใจในความปรารถนาของเราในคำอธิษฐานนั้น แม้มันอาจจะเป็นความปรารถนาที่ลึกซึ้งเกินกว่าที่จะพูดออกมาเป็นคำพูดได้หมดสิ้น
•ระบบการขนส่งของพระวิญญาณ ตัวอย่างเช่น การพูดภาษาพระวิญญาณ ซึ่งเป็นของประทานที่มหัศจรรย์แก่ทุกคนที่ได้บัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระวิญญาณได้ประทานแก่เราเพื่อสื่อสารกับองค์พระผู้เป็นเจ้า และเราสามารถสื่อสารกับพระเจ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้ภาษาสวรรค์ที่พระเจ้าให้แก่เรา

•นี่เป็นของประทานที่พระเจ้าให้อย่างเป็นส่วนตัวมาก เป็นภาษาอธิษฐานที่ให้เพื่อสื่อสารต่อพระองค์อย่างเฉพาะเจาะจง
•โดยการพูดภาษาพระวิญญาณบ่อย ๆ อย่างตั้งใจ เป็นช่องทางที่พระเจ้าช่วยให้เราเติบโตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ พระเจ้าเองจะเป็นผู้สอนเราอย่างลับเฉพาะบุคคล ซึ่งเรารับได้โดยความเชื่อ
• พระเจ้าให้เราเพื่อเราจะพูด สื่อสาร (ไม่ใช่เราเพียงแต่รู้ว่าพระเจ้าให้ แต่ไม่ใช้ไม่พูด ) ให้เราได้พูดภาษาพระวิญญาณมากขึ้น ภาษาพระวิญญาณเป็นภาษาที่พระเจ้าให้แก่เรา และช่วยเติมเต็มจิตวิญญาณแก่เรา
•พระวจนะกล่าวว่า พระวิญญาณจะหลั่งไหลจากใจของผู้ที่แสวงหานั้น

ยอห์น 7:38 ผู้ที่วางใจในเราตามที่มีคำเขียนไว้แล้วว่า "แม่น้ำที่มีน้ำธำรงชีวิต จะไหลออกมาจากภายในผู้นั้น"

•โดยให้ภาพของพระวิญญาณเป็นดังน้ำไหล ที่ธำรงชีวิต นั่นหมายถึง ชีวิตที่ไม่มีพระวิญญาณ ก็เหมือนกับชีวิตที่ขาดน้ำ แห้งเหี่ยว เฉา และทรุดโทรมไป

•ในภาษาอังกฤษฉบับแปลขยายความ(AMP :AMPLIFIED BIBLE) ใช้ว่า From his innermost being will flow rivers of living water.

•นั่นคือ มรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือ จิตวิญญาณภายในได้สัมผัสกับพระวิญญาณบริสุทธิ์

• วันนี้สิ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของเรา ไม่ใช่สิ่งมีค่าของโลก แต่คือ การที่จิตวิญญาณภายในได้สัมผัสกับพระวิญญาณ และได้ดำเนินเคลื่อนไปกับพระองค์ เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม เอเมนไหมครับ...

25 พฤษภาคม 2553

ของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ (Spiritual Gifts)

ทำความเข้าใจเรื่องของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์

เมื่อเรามารู้จักพระเจ้า พระองค์ได้ประทานของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่ผู้เชื่อทุกคนอย่างน้อยคนละ 1 อย่าง เพื่อเราจะใช้ของประทานเหล่านั้นในการเสริมสร้างชีวิตกันและกัน ดังนั้นเราควรทำความเข้าใจในเรื่องนี้และสำรวจดูของประทานในชีวิตของเราและใช้อย่างเต็มกำลังเพื่อเสริมสร้างคริสตจักรของพระองค์ให้จำเริญขึ้น

1.พระเจ้าเป็นผู้ริเริ่มและกำหนดของประทานแก่ผู้เชื่อแต่ละคน

1 คร.12:8 พระเจ้าทรงโปรดประทานโดยทางพระวิญญาณ ให้คนหนึ่งมีถ้อยคำประกอบด้วยสติปัญญา และให้อีกคนหนึ่งมีถ้อยคำอันประกอบด้วยความรู้ แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน

•พระคัมภีร์ตอนนี้กล่าวให้เราเข้าใจว่า พระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ของประทานเหล่านี้จึงเป็นของพระเจ้า มิใช่ของมนุษย์ และของประทานเหล่านี้มิได้เกิดจากความปรารถนาของมนุษย์คนใดคนหนึ่ง
•ของประทานจึงมิได้มีไว้เพื่อโอ้อวดกัน แต่เพื่อให้เราได้ใช้ตามน้ำพระทัยพระเจ้า
•1 คร.7:7 กล่าวว่าพระเจ้าเป็นผู้กำหนดของประทานให้แก่แต่ละคนอย่างเฉพาะเจาะจง อย่างน้อยคนละหนึ่งอย่างตามชอบพระทัยพระองค์ (1 คร.12:11)
•หากเรารู้ว่า เรามีของประทานอย่างใด เราควรตระหนักว่าพระเจ้าเป็นเจ้าของของประทานนั้น และใช้โดยตั้งใจถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าเสมอ

2. ของประทานมีความหลากหลายแตกต่างเพื่อเสริมสร้างกัน

1 คร.12:4 ของประทานนั้นมีต่างๆ กัน…

•จากพระคัมภีร์ข้อนี้ทำให้เรารู้ว่าของประทานนั้นมีหลากหลาย ดังตัวอย่างใน
1 คร.8-10

พระเจ้าทรงโปรดประทานโดยทางพระวิญญาณ ให้คนหนึ่งมีถ้อยคำประกอบด้วยสติปัญญา และให้อีกคนหนึ่งมีถ้อยคำอันประกอบด้วยความรู้ แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน และให้อีกคนหนึ่งมีความเชื่อ แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน และให้อีกคนหนึ่งมีความสามารถรักษาคนป่วยได้ แต่เป็นพระวิญญาณองค์เดียวกัน และให้อีกคนหนึ่งทำการอิทธิฤทธิ์ต่างๆ และให้อีกคนหนึ่งเผยพระวจนะได้ และให้อีกคนหนึ่งรู้จักสังเกตวิญญาณต่างๆ และให้อีกคนหนึ่งพูดภาษาแปลกๆ และให้อีกคนหนึ่งแปลภาษานั้นๆ ได้

•ของประทานมีความหลากหลาย เปรียบเหมือนกับอวัยวะในร่างกายที่มีความแตกต่างกันไป และมีหน้าที่แตกต่างกัน
•ความแตกต่างนี้ มิได้มีไว้เพื่อเปรียบเทียบกัน แต่มีไว้เพื่อเสริมสร้างกัน ความแตกต่างมิได้ทำให้คุณค่าแตกต่างกัน เพราะไม่ว่าของประทานจะเป็นสิ่งใด แต่เราได้รับจากพระเจ้าองค์เดียวกัน และของประทานทุกอย่างล้วนมีคุณค่าเหมือนกันในสายพระเนตรของพระเจ้า พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงเรื่องคุณค่านี้ไว้ โดยใช้ภาพอวัยวะมาเปรียบเทียบให้เราเข้าใจ (1 คร.12:14-27)
•ฉะนั้น ในการรับใช้พระเจ้าร่วมกัน เราควรมีความคิดต่อความแตกต่างของของประทานอย่างถูกต้อง ไม่คิดเปรียบเทียบอย่างผิดๆ ไม่มีการแก่งแย่งชิงดีกัน ไม่มีความคิดอิจฉากันหรือดูถูกดูแคลนกัน (1 คร.12:25)

3.ของประทานไม่ได้มีเพื่อตนเอง แต่มีเพื่อเสริมสร้างพระกาย

1 คร.12: 7 การสำแดงของพระวิญญาณนั้นมีแก่ทุกคนเพื่อประโยชน์ร่วมกัน

•จุดประสงค์ที่พระเจ้าประทานของประทานแก่ผู้เชื่อก็เพื่อให้ใช้เป็นประโยชน์ร่วมกัน เพื่อให้ผู้เชื่อแต่ละคนมีส่วนเสริมสร้างคริสตจักรให้จำเริญขึ้นตามน้ำพระทัยพระเจ้า ของประทานเหล่านี้มิได้ประทานให้เพื่อนำมาหาผลประโยชน์ใส่ตัว แต่เพื่อเสริมสร้างพี่น้องคนอื่นๆ ในพระกายของพระคริสต์ (1 คร.14:12)
•เราจึงควรสำรวจดูว่า ของประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ในชีวิตของเราคืออะไร เพื่อเราจะใช้ของประทานนั้นในการมีส่วนในงานของพระเจ้าอย่างเต็มกำลัง ดังที่ 1 ปต.4:10 กล่าวว่า ตามซึ่งทุกคนได้รับของประทานที่ทรงประทานให้แล้ว ก็ให้ใช้ของประทานนั้นเพื่อประโยชน์แก่กันและกัน เป็นผู้รับมอบฉันทะที่ดี ที่แจกและสำแดงพระคุณนานาประการของพระเจ้า
•พระเจ้าปรารถนาให้เราใช้ของประทานด้วยมีแรงจูงใจที่ถูกต้อง และในวันสุดท้าย เราจะต้องกล่าวรายงานต่อพระเจ้า (รม.14:10-11; 2 คร.5:9-10) วันนี้ เราได้ใช้ของประทานด้วยแรงจูงใจที่ถูกต้องหรือไม่

4.การใช้ของประทานต้องใช้อย่างเป็นเอกภาพ

1 คร.12:4 …แต่มีพระวิญญาณองค์เดียวกัน…

•ถึงแม้ว่าของประทานจะมีหลายอย่าง และมีความแตกต่างกัน แต่ว่าทุกของประทานนั้นมาจากพระวิญญาณองค์เดียวกัน

•ในทำนองเดียวกัน แม้ว่าอวัยวะในร่างกายจะมีความแตกต่างและหลากหลายก็ตาม แต่ร่างกายนั้นก็เป็นร่างกายเดียวกันและทำงานร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพได้ ไม่ขัดแย้งกันและไม่ก่อให้เกิดความสับสน วุ่นวาย
•พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าแห่งเอกภาพ และมีระบบระเบียบ ฉะนั้น สิ่งใดที่มาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ ย่อมไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ขัดแย้งกันแต่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อเสริมสร้างซึ่งกัน และพระวิญญาณองค์เดียวกันนี้เองจะทำให้เราทั้งหลายมีความเป็นเอกภาพ เราจึงต้องใช้ของประทานที่ได้รับมานี้โดยให้พระวิญญาณของพระเจ้าเป็นผู้ควบคุม ไม่ใช่ด้วยความรู้สึกนึกคิดหรือความสามารถของตัวเราเอง

•เราทุกคนซึ่งเป็นผู้รับใช้ของพระเยซูคริสต์ อาจจะมีความแตกต่างกัน เช่น ต่างความคิด ต่างความเข้าใจ ต่างความสามารถ แต่เราสามารถรับใช้พระเจ้าร่วมกันได้อย่างดีเพราะเราอยู่ภายใต้การนำของพระวิญญาณองค์เดียวกัน เราจึงควรพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เสมอในการใช้ของประทานในคริสตจักร

22 พฤษภาคม 2553

วันเพ็นเทคอสต์ เปิดพระพรจากสวรรค์ ปลดปล่อยชีวิตใหม่

เนื่องจากในวันที่ 23 พ.ค.2010 นี้เป็นวัน “เพ็นเทคอสต์" (Pentecost) ซึ่งอีกวันหนึ่งที่สำคัญต่อคริสตชนคือเป็นวันที่ระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมา ตามพระสัญญาของพระเจ้าในสมัยอัครทูต (กิจการฯ บทที่ 2)และเป็นวันสถาปนาคริสตจักรอย่างเป็นทางการ


ในพันธสัญญาเดิม “เพ็นเทคอสต์” เป็นงานฉลองประจำปีที่ต่อจากเทศกาลผลแรก หรือวันที่ 50 นับจากวันปัสกา(Passover) (เทียบกับปัจจุบันก็คือ วันอีสเตอร์(Easter)วันฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซู ที่จริงแล้วใช้คำว่า ปัสกา น่าจะเหมาะสมมากกว่า เพราะEaster เป็นชื่อเทพเจ้าฤดูใบไม้ผลิของพวก Anglo xagon ปัสกาเป็นการระลึกถึงการที่พระเจ้าปลดปล่อยชนชาติอิสราเอลพ้นจากการเป็นทาสในอียิปต์)

เทศกาล “เพ็นเทคอสต์” เทศกาลหรือเทศกาลสัปดาห์ เป็น 1 ใน 3 เทศกาลสำคัญของคนยิว เป็นเทศกาลขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพืชผลที่เกี่ยวเก็บได้ ภาษาฮีบรู การเฉลิมฉลองนี้เรียกว่า Shavuot (ชาวูโอต) ซึ่งหมายถึง การเลี้ยงเฉลิมฉลองในเทศกาลสัปดาห์ (Feast of weeks)


ในพระคัมภีร์ใหม่ เรียกใหม่ว่า เพ็นเทคอสต์ ซึ่งเป็นคำในภาษากรีก (Ancient Greek: πεντηκοστή [ἡμέρα], pentekostē [hēmera],หมายถึง 50

เพ็นเทคอสต์ จึงเป็นเวลาแห่งการมอบถวายแด่พระเจ้า ที่พระองค์ทรงอวยพระพรจากฟ้าสวรรค์มาถึงชีวิตของเรา

เพ็นเทคอสต์ เป็นวันที่พระเจ้าเปิดฟ้าสวรรค์ เพื่อสำแดงพระวจนะของพระองค์

เมื่อคนอิสราเอล ออกจากอียิปต์ พระเจ้าไม่ได้นำพวกเขามุ่งไปยังดินแดนพันธสัญญา โดยตรง แต่พระองค์มีบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญที่ต้องการสื่อสารให้พวกเขารู้ และเข้าใจ พระองค์นำพวกเขามุ่งไปยังทางใต้ของ Sinai Peninsula ไปยังภูเขาโฮเรบ หรือ ซีนาย
ห้าสิบวันหลังเทศกาลปัสกาที่เขาออกจากอียิปต์ พระเจ้านำโมเสสให้ขึ้นไปที่ยอดภูเขา ที่นั่นฟ้าสวรรค์เปิดออก และพระเจ้าให้ โทราห์ แก่เขา (กล่าวไว้ในอพยพ 19-20) เพื่อเป็นถ้อยคำของพระองค์แก่ชนชาติอิสราเอล
ดังนั้นช่วงวันเพ็นเทคอสต์ เราควรจะอุทิศตนเพื่อศึกษาและใคร่ครวญพระวจนะ

ในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่ได้บันทึกถึงเหตุการณ์ที่พระเยซูคริสต์เปิดขึ้นมาจากความตายในช่วงเทสกาลปัสกาและอยู่กับสาวกอีก 40 วัน และก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จขึ้นสวรรค์พระองคืให้สาวกไปรอคอยที่เยรูซาเล็มและหลังจากนั้นพระวิญญาณก็เสด็จมา(กิจการฯ บทที่ 2) นับแล้วก็ 50 วันหลังจากปัสกาพอดี
(ในปีนี้มีเทศกาลปัสกาหรือเรียกแบบทั่วไปคืออีสเตอร์ เมื่อ 4เม.ย.ดังนั้นปีนี้ก็ตรงกับวันที่ 23 พ.ค.)

ในวันเพ็นเทคอสต์ เป็นช่วงเวลาแห่งการเทลงมาของพระวิญญาณ พวกสาวกถูกปกคลุมด้วยฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า และเต็มด้วยของประทานฝายวิญญาณ การเจิมของพระเจ้าทำให้พวกเขารักษาคนป่วยหาย คนอยู่ในพันธนาการได้รับการปลดปล่อย และพระกิตติคุณของพระเจ้าถูกประกาศออกไป และกระทำให้โลกเปลี่ยนแปลง

ฉะนั้นในวันเพ็นเทคอสต์ เราในฐานะคริสตชนจึงควรเข้ามาแสวงหาความสดใหม่ในพระวิญญาณ รับประสบการณ์แห่งพระวิญญาณมากยิ่งขึ้น รับประสบการณ์แห่งการอวยพรจากพระวิญญาณ รับไฟของพระเจ้าเพื่อเสริมกำลัง และปลดปล่อยของประทานในการรับใช้พระองค์ สรรเสริญขอบคุณพระเจ้าที่พระองค์ปลดปล่อยฤทธิ์อำนาจของพระองค์บนแผ่นดินโลก

ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ

กิจการของอัครทูต 1:8 แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก"

20 พฤษภาคม 2553

พลิกฟื้นชุมชน พลิกวิกฤตเป็นโอกาสการอวยพระพรของพระเจ้า

พลิกฟื้นชุมชน พลิกวิกฤตเป็นโอกาส การอวยพระพรของพระเจ้า
(Transformation : turning the crisis as an opportunity for receiving blesses.)

(บทความนี้ลงในข่าวคริสตชน วันที่ 25 มิ.ย.2010)
http://groups.google.com/group/christianthai/browse_frm/thread/15e7816e7f778fed#

จากเหตุการณ์บ้านเมืองไทยของเราในปัจจุบันที่เกิดเหตุวินาศกรรม ทั้งเหตุไฟไหม้อาคารห้างสรรพสินค้า ธนาคารและสถานที่ราชการหลายแห่ง นำมาซึ่งการสูญสียทั้งทรัพย์สิน และขวัญกำลังใจในการดำเนินชีวิต

ผู้คนอยู่ในสถาวะโศกเศร้า “เราจะอยู่กันอย่างไร” เป็นประโยคที่ถูกตามกัน อาคารสถานที่อาจจะพอซ่อมสร้างใหม่ได้ แต่สภวะทาง จิตใจต้องใช้ระยะเวลาในการเยียวยา นานพอสมควร สภาพบ้านเมืองของเราอยู่ในสภาวะวิกฤตการณ์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ผมในฐานะของคริสตชนคนไทยคนหนึ่ง ขอเสนอความคิดเห็นว่า เราน่าจะใช้โอกาสนี้พลิกฟื้นชุมชน โดยเริ่มต้นจากชุมชนใกล้ตัว ทั้งครอบครัว โรงเรียนและชุมชนศาสนา

การรื้อฟื้นจริยธรรมต้องเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อการเยียวยารักษาประเทศไทยจะเกิดขึ้น

ผมเชื่อว่าเมื่อเราลุกขึ้นช่วยกันพลิกฟื้นชุมชน จะเห็นสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นและเมื่อเราช่วยกันร้องทูลอธิษฐานอย่างวิงวอน องค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงสดับฟัง และพระองค์จะให้อภัยแก่บาปของเราและจะรักษาแผ่นดินของเราให้หาย ให้คืนกลับสู่สภาพดี

หนังสือ หนึ่งในพระวิญญาณเพื่อการพลิกฟื้นชุมชนของ รูธ รุยบอล (Root Ruibal) ได้เขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองคาลี เมืองที่เต็มไปด้วยความบาปของประเทศโคลัมเบีย และบทบาทของคริสเตียนที่นั่น ที่ได้ลุกขึ้นเอาจริงเอาจังในการอธิษฐานเผื่อเมือง

เธอกล่าวว่า “เมืองคาลีตกอยู่ในสภาพที่สิ้นหวัง เป็นที่รู้จักดีว่าเมืองคาลีมีขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งเป็นหนึ่งในขบวนการอาชญากรรมที่เป็นระบบที่สุดในโลก เนื่องจากการฆาตกรรม การลักพาตัว การทรมาน และอื่น ๆ ตอนแรกดูเหมือนไม่มีใครสนใจความเป็นไปของเมือง ความเจริญทางวัตถุทำให้พวกเขาไม่เห็นสภาพที่แท้จริงของเมือง แต่ต่อมามันกลายเป็นความวิตกทางสังคมที่มากและเพิ่มขึ้น”

นี่จึงเป็นสาเหตุให้กลุ่มคริสเตียนเริ่มต้นจับกลุ่มกันติดตามความเป็นไปของเมือง พวกเขากล่าวว่า “เมืองของเราจะพินาศฝ่ายวิญญาณหากไม่มีการแทรกแซงที่รุนแรง”

กลุ่มศิษยาภิบาลจากที่ต่าง ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ค่อยได้พบปะกัน ได้เริ่มต้นพูดคุยกันถึงปัญหาของเมือง และเริ่มมีการจัดการอธิษฐานเพื่อเมืองอย่างแท้จริงพวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าจะทรงเคลื่อนไหวในเมือง ดังนั้นจึงมีการจัดอธิษฐานโต้รุ่งหลายต่อหลายครั้ง
พวกเขาอธิษฐานเพื่อต่อต้านความบาปทุกรูปแบบ ทั้งอธิษฐานต่อต้านการฉ้อโกง อธิษฐานขอการยุติความรุนแรง อธิษฐานเผื่อปัญหายาเสพติดให้หมดไป

จากการอธิษฐานเล็ก ๆ กลายเป็นการรวมพลังที่ยิ่งใหญ่ ทุกคนกลับไปด้วยภาระใจว่า จะลุกขึ้นปกป้องเมืองคาลีและยังมีการแยกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ และอธิษฐานตามที่สำคัญทั่วเมือง

รูธ รุยบอล กล่าวว่า “เมื่อคนแห่งความเชื่อเพียงไม่กี่คนพบกัน เพื่ออธิษฐานเผื่อชุมชนก็จะมีฤทธิ์เดช อย่าดูหมิ่นวันเล็กน้อย เมื่อพระเจ้าทรงเริ่มตอบคำอธิษฐานเหล่านั้น คนอื่นจะถูกดึงดูดเข้ามา คนเพียงสองคนหรือสามคนร่วมใจกันอธิษฐานและอดอาหารก็เพียงพอที่จะจุดไฟ และการพลิกฟื้นเมืองคาลีก็ได้ค่อย ๆ เกิดขึ้น เมื่อทุกคนลุกขึ้นเพื่อเมืองอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน


นี่เป็นตัวอย่างของคริสเตียนในเมืองคาลี ประเทศโคลัมเบีย ที่มีใจปรารถนาจะมีส่วนช่วยกันพลิกฟื้นเมืองให้บริสุทธิ์ เป็นเมืองที่น่าอยู่และสงบสุข

ในพระวจนะของพระเจ้าในหนังสือพงศวารบันทึกไว้ว่า

2 พศด.7:14-15
14 ถ้าประชากรของเราผู้ซึ่งเขาเรียกกันโดยชื่อของเรานั้นจะถ่อมตัวลง และอธิษฐานและ
แสวงหาหน้าของเรา และหันเสียจากทางชั่วของเขา เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่
บาปของเขาและจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย
15 และตาของเราจะลืมอยู่และหูของเราจะฟังคำอธิษฐานซึ่งเขาทั้งหลายอธิษฐาน ณ สถานที่นี้


พระธรรมตอนนี้ เป็นพระสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้แก่ซาโลมอนว่า หากชนอิสราเอลกระทำความผิดบาป การพิพากษาลงโทษของพระเจ้าก็จะมาถึงชุมชนของเขา ไม่ว่าจะเป็นการกันดารอาหาร โรคระบาด หรือแมลงศัตรูพืชระบาด อันเป็นสภาพของความสูญเสีย และเสียหายต่อทั้งแผ่นดินอิสราเอล แต่หากประชาชนหันหลังกลับจากบาปและกลับมาแสวงหาพระเจ้า พระองค์จะทรงรักษาแผ่นดินให้หาย และนำการอวยพรของพระเจ้ากลับคืนมา จากพระธรรมตอนนี้ เราสามารถเห็นถึงวิถีของการพลิกฟื้นชุมชน ให้พ้นจากสภาพความผิดบาป ความเสื่อมโทรม กลับมาเป็นชุมชนที่บริสุทธิ์และเต็มเปี่ยมด้วยการอวยพรของพระเจ้า อันเป็นน้ำพระทัยที่พระเจ้ามีต่อชีวิตของเราได้ ดังนี้

หนทางสู่การพลิกฟื้นชุมชน (The ways to transform the community)

เราจะนำการพลิกฟื้นมาสู่ชุมชนที่เราอยู่ได้อย่างไร

1. การพลิกฟื้นชุมชนเริ่มต้นที่คนของพระเจ้า (ข้อ 14) (Transformation starts from the people of God)

พระวจนะกล่าวว่า “ถ้าประชากรของเราผู้ซึ่งเขาเรียกกันโดยชื่อของเรานั้นจะถ่อมตัวลง และอธิษฐานและแสวงหาหน้าของเรา และหันเสียจากทางชั่วของเขา เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่บาปของเขา และจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย”

การพลิกฟื้นชุมชนต้องเริ่มต้นที่คนของพระเจ้า เนื่องจากสภาพความเสื่อมโทรมทั้งทางวัตถุ และทางจริยธรรมในสังคมนั้น ล้วนเกิดจากความผิดบาป และพระเจ้าไม่สามารถอวยพรชุมชนนั้นได้ คนของพระเจ้าจึงจำเป็นต้องนำความชอบธรรมของพระเจ้าลงมา โดยการถ่อมตัวลงอธิษฐานแสวงหาพระเจ้า และหันเสียจากความบาป ลุกขึ้นทำการดีเพื่อสังคมและคนรอบข้าง ดังที่พระเจ้าทรงตั้งเราไว้ให้เป็นเกลือและแสงสว่าง เริ่มต้นจากตัวเราเอง จนสามารถส่งอิทธิพลที่ดีต่อคนทั้งสังคมได้

ทุกคนในชุมชนต้องมีส่วนช่วยกัน (ข้อ 15) Everyone in the community must participate

พระวจนะกล่าวว่า “...ซึ่งเขาทั้งหลายอธิษฐาน ณ สถานที่นี้” เห็นได้ว่า ไม่เพียงแต่ผู้เชื่อเพียงคนเดียว แต่ทุกคนในชุมชนมีส่วนช่วยกันในการพลิกฟื้นชุมชน แม้ว่าการริเริ่มอาจจะเริ่มที่คนหนึ่งคน แต่หากจะทำให้การพลิกฟื้นชุมชนมีพลังต้องเกิดจากการร่วมแรงร่วมใจของทุกคนในสังคม โดยหนุนใจกันและกันให้มากขึ้นในการมาอธิษฐานเผื่อชุมชนที่เราอยู่ สารภาพบาปเผื่อชุมชน และร่วมแรงร่วมใจทำสิ่งดีที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนในภาคปฏิบัติ

เราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมกัน ในบทบาทที่เราเป็นอยู่ ทำในสิ่งที่เราเป็นให้ดีที่สุด เมื่อทุกคนทำบทบาทของเราเราก็จะเป็นเหมือนฟันเฟืองที่เป็นกลไกลขับเคลื่อนการทำงานของเครื่องจักรให้ทำงานต่อไปได้ หากส่วนหนึ่งหยุดทำงาน เครื่องจักรก็จะรับผลกระทบไปด้วย

จอร์จ วอลตัน ลูคาส จูเนียร์ (George Walton Lucas, Jr.) เป็นผู้กำกับภาพยนตร์
ผู้อำนวยการสร้าง ผู้เขียนบทภาพยนตร์ ชาวอเมริกัน มีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ชุดไตรภาคสตาร์ วอร์ส และอินเดียน่า โจนส์
ได้กล่าวว่า “ผมไม่เสียใจกับสิ่งที่ผมทำลงไป แต่เสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ทำมากกว่า”
“I regret not things I have done; only those I have yet to do”


บางครั้งเราจะเป็นคนที่เสียใจเสมอเมื่อเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นไปแล้วเราจะต้องเสียใจที่เราไม่ได้ทำในสิ่งที่เราตั้งใจจะทำ มันสายเกินไปที่จะพูดอย่างนั้น

2.พระเจ้าทรงเป็นคำตอบของการพลิกฟื้นชุมชน (ข้อ 14ค) (God is the answer of transformation.)

เมื่อเราทำในส่วนของเราอย่างเต็มที่ด้วยหัวใจปรารถนาการพลิกฟื้นชุมชนแล้ว พระเจ้าตรัสว่า “...เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่บาปของเขา และจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย”

พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงพระสัญญาของพระเจ้าที่จะฟัง ให้อภัยและรักษาแผ่นดินให้หาย พระเจ้าจะนำการพลิกฟื้นชุมชน
การพลิกฟื้นชุมชนของพระเจ้าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เสียหายให้กลับเป็นดี

คำว่า “รักษาให้หาย” ในภาษาเดิมมาจากคำว่า “รา-ฟา” ให้ความหมายถึง การเยียวยารักษา การซ่อมแซมให้กลับดีดังเดิม เราทั้งหลายกล่าวพระนามของพระเจ้าว่า “พระเยโฮวาห์ ราฟา พระผู้เป็นแพทย์ที่ประเสริฐ” และพระองค์ทรงนำการเกิดผลที่ดีมาสู่ชุมชน

ถ้าคนลุกขึ้นกลับใจ ไม่ดำเนินในความบาป ในความอธรรม พระเจ้าจะช่วยให้สังคมนั้น ชุมชนนั้น กลับมาดำเนินชีวิตที่ดีดังเดิมได้

“ทำให้ดีดังเดิม” มีหมายความว่า เป็นครอบครัว เป็นชุมชน เป็นสังคมที่สงบสุขได้

ชุมชนจะทวีความสงบสุขได้มากขึ้นเพียงไร อยู่ที่ว่าคนกลับใจจากบาปมากเท่าไร

ดังนั้น ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียน เริ่มต้นที่เราสิครับที่จะลุกขึ้นฉายแสง นำความสว่างไปถึงชีวิตของผู้คน ดังที่พระวจนะในพระธรรม อิสยาห์บทที่ 60 บอกว่า “จงลุกขึ้นฉายแสง” นำสัจธรรมของพระเยซูคริสต์ไปนั่งในหัวใจของทุกคน ทั้งโดยทางตรง คือ การประกาศข่าวประเสริฐ และโดยทางอ้อม คือ การเป็นเกลือและแสงสว่าง ทำดีเพื่อสังคม
ทุกสิ่งเป็นไปได้ ถ้าเรามีความมุ่งมั่นที่จะทำมัน

อับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincoln) กล่าวว่า “เมื่อแน่ใจว่ายืนถูกที่แล้ว ยืนให้มั่น”
“Be sure you put feet is the right place, then stand firm”


วันนี้ขอให้เรารักษาความมุ่งมั่นของเราไว้ สิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้จะเป็นไปได้ ด้วยมือของเราที่นำการเปลี่ยนแปลง พลิกฟื้นชุมชน พลิกวิกฤตสู่โอกาสแห่งการอวยพระพรของพระเจ้า

พระเจ้าจะอวยพรความตั้งใจของเรา และจะนำชุมชนกลับคืนสู่สภาพดี คือเป็นชุมชนที่มีจริยธรรมดีงาม สงบสุข มีการเกิดผล และเจริญรุ่งเรือง
………………………………………………………………………

19 พฤษภาคม 2553

ประสบการณ์การล้มในพระวิญญาณ

(จากข้อเขียนของ Bill Jackson)

เมื่อมีการทรงสถิตของพระเจ้าในที่ประชุม ประสบการณ์หนึ่งที่เรามักจะพบกับการล้มพระวิญญาณในที่ประชุม เราเห็นบางคนล้มลงนอนกับพื้น เขาเหล่านั้นนอนนานพอสมควรกว่าที่จะลุกขึ้นมาได้ หากเราศึกษาพระคัมภีร์จะเห็นได้จากพระคำหลายตอน

เราเห็นในพงศาวดารว่า “ ปุโรหิตยืนปรนนิบัติไม่ได้ ” เพราะว่าพระสิริของพระเจ้าเต็มพระนิเวศของพระเจ้า ( 2พศด 5:14 , 1พกษ 8:1 ) คำว่า “ ยืน ” ในภาษาฮีบรูใช้คำว่า “Amad” แปลว่า “ ลุกขึ้นยืน” ถ้าเขาไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้ มีบางอย่างเกิดขึ้นกับพวกเขา แน่นอนว่าพระสิริของพระเจ้าทำให้เขาเหล่านั้นล้มลง และลุกขึ้นไม่ได้ มีตัวอย่างในพระคัมภีร์เดิมและใหม่ คนที่มีประสบการณ์กับพระเจ้าในการสถิตอยู่ของพระเจ้าได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าแต่ละคนจะล้มลง และลุกขึ้นไม่ได้

มีคนที่ขัดแย้งว่า จากพระคัมภีร์ เมื่อคนหนึ่งล้มเมื่อเขาได้สัมผัสกับพระสิริ การสถิตอยู่ของพระเจ้าหรือเมื่อได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้านั้น เขากราบลงด้วยความเคารพและยำเกรงพระเจ้า ถูกต้องในบางกรณี แต่ไม่ใช่ทุกกรณี โดยเฉพาะดูใน 2พศด 5: 14, ดนล.10:8-10 หรือเอเสเคียลผู้เผยพระวจนะล้มลงหลายครั้ง เมื่อท่านอยู่ในบริเวณของพระสิริของพระเจ้า อสค. 1:28, 3: 23 ในอสค. 44:4 ( I face down ) รากศัพท์ของภาษาฮีบรู คำว่า “ล้ม ” “ fall ” หรือ “ cast down ” ในที่นี้คือ “ Naphal ” คือการล้มที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจหรือคาดคิด ในพระคัมภีร์หลายตอนที่คนของพระเจ้าล้มลงนั้นเป็นการตอบสนองทางร่างกายต่อการสำแดงหรือการสถิตอยู่ของพระเจ้า

1. ปรากฏการณ์ที่ชัดมากที่สุดในการประชุมของเราคือ การล้มลงมักจะเรียกว่า “การพักผ่อนในพระวิญญาณ” จะยังคงมีสติแต่ติดต่อพระเจ้า พวกเขาจะรู้สึกหมดเรี่ยวแรงและไม่สามารถจะทำอะไรได้นอกจากพักผ่อนกับพระเจ้า

2. พระคัมภีร์ประกอบ
ปฐก 15: 12 อับรามก็หลับสนิทเวลานั้น ความกลัว และ ความมืดอย่างยิ่ง ก็มาทับถมอับราม.

And when the sun was going down, a deep sleep fell upon Abram; and, lo, an horror of great darkness fell upon him

ตามอักษรแล้วควรจะแปลว่า “การหลับสนิทหล่นใส่อับราม” คำฮีบรู radam หมายถึงการอยู่ในการหลับสนิทเป็นคำเดียวใช้เมื่อพระเจ้าทรงกระทำให้อาดับหลับเมื่อพระองค์ทรงสร้างเอวา (ปฐก. 2:21)

2พศด. 5:13-14 ในบริบทที่ว่า ปุโรหิตในพระนิเวศนมัสการและสรรเสริญพระเจ้าทันใดนั้น “พระนิเวศของพระเจ้าก็มีเมฆ เต็มไปหมด จนปุโรหิตจะยืนปรนนิบัติไม่ได้ ด้วยเหตุเมฆนั้น เพราะพระสิริของพระเจ้าเต็มพระนิเวศของพระเจ้า”

นี่เป็นพระคัมภีร์ที่น่าสนใจ ไม่ได้บอกว่า ปุโรหิตล้มลงแต่บอกว่า ภายใต้พระสิริของพระเจ้า พวกเขาไม่สามารถเคลื่อนไหว ไม่สามารถทำหน้าที่ สิ่งที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับคำฮีบรูที่แปลว่า “พระสิริ” (kabod) ซึ่งหมายถึงสิ่งที่หนัก ปรากฏการณ์การล้มลงหน้าพระพักตร์พระเจ้าอาจจะเข้าใจได้ว่าเป็นการถูกบังคับโดยน้ำหนักของพระเจ้าทำให้พวกเขาต้องล้มลง

ดนล. 8:17 “ท่าน (กาเบรียล) จึงมาใกล้... ข้าพเจ้าก็ตกใจซบหน้าลงถึงดิน
ดนล.10: 9 ในการพบทูตสวรรค์อีกครั้งหนึ่ง ดาเนียลกล่าวว่า “เมื่อข้าพเจ้าได้ยินเสียงถ้อยคำนั้น ข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงสลบอยู่ หน้าของข้าพเจ้าฟุบกับดิน


กจ.9: 4 เซาโลจึงล้มลงถึงดิน และได้ยินพระสุรเสียงตรัสมาว่า “เซาโล เซาโลเอ๋ย เจ้าข่มเหงเราทำไม”
กจ.10: 10 ก็หิวกระหายจะรับประทาน แต่ในระหว่างที่เขายังจัดอาหารอยู่ เปโตรก็เข้าสู่ภวังค์


2คร. 12: 1-4 ข้าพเจ้าจำจะต้องอวด ถึงแม้จะไม่มีประโยชน์อะไร แต่ข้าพเจ้าจะเล่าต่อไปถึง่ นิมิตและการสำแดงซึ่งมาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าได้รู้จักชายคนหนึ่ง ผู้เลื่อมใสในพระคริสต์ สิบสี่ ปี มา แล้ว เขา ถูกรับ ขึ้น ไป ยัง สวรรค์ ชั้น ที่ สาม (แต่ จะ ไป ทั้ง กาย หรือ ไป โดย ไม่ มี กาย ข้าพเจ้า ไม่ รู้ พระเจ้า ทรง ทราบ)... ข้าพเจ้าทราบ (แต่จะไปทั้งกายหรือไม่มีกายข้าพเจ้าไม่รู้พระเจ้าทรงทราบ) ว่าคนนั้นถูกรับขึ้นไปยังเมืองบรมสุขเกษม... และได้ยินวาจาซึ่งจะพูดเป็นคำไม่ได้และมนุษย์จะออกเสียงก็ต้องห้าม..


ตอนนี้ไม่ได้บอกว่า ท่านล้มลงแต่ประสบการณ์นี้ไม่ได้เป็นการฝันซึ่งเกิดขึ้นเมื่อหลับ แต่ว่าเป็นนิมิตหรือการสำแดงนี่แสดงว่าท่านตื่นอยู่เมื่อมีการสำแดงนี้ ท่านอยู่ในลักษณะอยู่ในภวังค์ อาจจะอยู่ในท่านอน

3.ประวัติศาสตร์

ก. Jonathan Edwards: ผู้นำและนักศาสนศาสตร์เอกของการฟื้นฟู The Great Awakening ในสหรัฐ (1725-1760)
กล่าวไว้ในข้อเขียนของท่าน Account of the Revival of Religion in Northampton 1740-1742

ความรักต่อพระเจ้าของหลายคนได้เพิ่มมากขึ้นเกินกว่าที่พวกเขาเคยมีมาก่อน และในบางครั้งมีบางคนที่นอนอยู่ในลักษณะภวังค์ นอนนิ่งไม่เคลื่อนไหวเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ประสาทสัมผัสไม่ทำงาน แต่ในขณะเดียวกัน มีมโนภาพอย่างมาก เหมือนหนึ่งพวกเขาได้ไปสวรรค์และเห็นนิมิตของสิ่งที่มีสง่าราศีและน่าชื่นชมมาก บ่อยครั้งที่จะเห็นการร้อง เป็นลม การกระตุก และอื่น ๆ เกิดพร้อมความทุกข์ใจอีก ทั้งการยกย่องและชื่นชมยินดี ไม่ใช่เรื่องปกติสำหรับที่นี่ที่จะมีการประชุมทั้งคืน หรือเป็นปกติที่จะดำเนินไปจนดึกมาก แต่สิ่งนี้เกิดขึ้นบ่อยมากมีหลายคนที่ได้รับผลกระทบ และร่างกายของพวกเขาถูกครอบงำ จนไม่สามารถกลับบ้านได้ แต่จำเป็นต้องอยู่ตรงนั้นตลอดคืน

ข.Charles Finney (1792-1875) เป็นนักเทศน์ฟื้นฟูที่มีฤทธิ์อำนาจมากที่สุดคนหนึ่งตั้งแต่สมัยการปฏิรูป

ในชนบทแห่งหนึ่งชื่อเมืองโสโดม ในรัฐนิวยอร์ค Finney ได้บรรยายถึงสภาพของเมืองโสโดม ก่อนที่ถูกพระเจ้าทำลาย “ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ไปได้ไม่ถึง 15 นาที ก็มีความสงบที่น่าเกรงขามมา อยู่เหนือพวกเขา ผู้ฟังเริ่มล้มจากเก้าอี้ไปทุกทิศทุกทาง และร้องขอความเมตตา ถ้าข้าพเจ้ามีดาบอยู่ในมือแต่ละข้าง ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถฟันพวกเขาให้ล้มลงได้เร็วเพียงนี้ ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาทีหลังจากที่พวกเขาตกใจ เกือบทั้งที่ประชุม ถ้าไม่คุกเข่าก็นอนราบอยู่ ทุกคนที่ยังพูดได้ก็อธิษฐาน ทุกคน” ภาพเดียวกันนี้มีให้เห็นในหลาย ๆ ที่

4. สรุป

จากข้อมูลในพระคัมภีร์ สิ่งที่เราพบอยู่นี้ มีทั้งที่เหมือนและไม่เหมือน เราเห็นชัดจากพระคัมภีร์ว่า เมื่อมีการสำแดงของการสถิตของพระเจ้า บางครั้งจะมีการล้มลง สาเหตุของการล้มในพระคัมภีร์นั้นมีแตกต่างกันไป ตั้งแต่การที่พระเจ้าทำให้มนุษย์หลับเพื่อจุดประสงค์เจาะจง ไปจนถึงล้มลงด้วยความกลัวในความบริสุทธิ์ ( Holy fear) การล้มที่เกือบจะเป็นการบังคับให้นอนเนื่องจากความเย่อหยิ่งและกบฏของมนุษย์

น่าสนใจ ที่หลายครั้งในพระคัมภีร์เป็นการล้มลงหน้าซบลง ตัวอย่างจาก Edwards และ Finney ดูเหมือนจะสนับสนุนรูปแบบที่หลากหลาย ในบันทึกของ Edwards ผู้ถูกครอบงำ ( overcome ) โดยการสถิตอยู่ของพระเจ้า แต่ของ Finney นั้นการล้มเกิดขึ้นจากความกลัวในความบริสุทธิ์ การล้มลงแบบที่เราพบอยู่เดี๋ยวนี้ ดูเหมือนเป็นแบบที่พระเจ้าทรงให้มนุษย์หลับเพื่อพระองค์ทำการบางอย่าง พักผ่อนหรือการรักษามากกว่าเป็นความโศกเศร้าในขณะที่บางคนล้มคว่ำหน้านั้น ปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ล้มไปข้างหลัง Francis McNutt ( Overcome by the Spirit )เข้าใจว่า การล้มส่วนใหญ่ไปข้างหลังนั้นเกิดจากการรู้สึกถึงน้ำหนักของพระสิริของพระเจ้า ( kabod :Weight)

18 พฤษภาคม 2553

ประสบการณ์พระวิญญาณมีไว้เพื่ออะไร

(จากข้อเขียนของ Bill Jackson)

1.เพื่อแสดงว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ที่นั่น

ในอพยพ 33: 14-16 ฝ่ายพระองค์ตรัสว่า "เราเองจะไปกับเจ้า” พระสัญญาว่าพระเจ้าจะสถิตอยู่ด้วยนั้นเป็นสิ่งที่ชี้ชัดว่าเป็นประชากรของพระเจ้า “จะทำอย่างไรจะทราบได้ว่า ข้าพระองค์และประชากรของพระองค์เป็นที่โปรดปรานของพระองค์ก็เมื่อพระองค์เสด็จ ขึ้นไปกับพวกข้าพระองค์ด้วยมิใช่หรือ ดังนี้ ข้าพระองค์และประชากรของพระองค์จึงแตกต่างกับชนชาติอื่น ๆ ทั่วพื้นแผ่นดินโลก

การสถิตอยู่ของพระวิญญาณในคริสเตียนและในคริสตจักรตั้งแต่กิจการบทที่ 2 พระเยซูตรัสกับสาวกของพระองค์ถึงพระวิญญาณว่า “พระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ในท่าน”บางครั้งพระเจ้าทรงอนุญาตให้เราเห็นการสถิตอยู่ของพระองค์เพื่อเสริมสร้างความเชื่อและสำแดงสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำอยู่ พระเจ้าทรงอนุญาตให้การสถิตอยู่ของพระเจ้าปรากฏออกมา ปรากฏการณ์อาจจะเรียกว่า เป็นหมายสำคัญการพยากรณ์ เช่นเดียวกับที่เอเสเคียลและเยเรมีย์เป็นหมายสำคัญเน้นไปยังพระเจ้า


สำหรับผู้ที่ได้รับใช้โดยหมายสำคัญเหล่านี้ได้สังเกตว่า ปรากฏการณ์แต่ละอย่างจะบ่งบอกถึงสิ่งที่แตกต่างกัน

1. การสั่นบางอย่างจะมาก่อนการกล่าวคำพยากรณ์
2. การสั่นบางอย่างหมายถึงการได้รับฤทธิ์เดช
3. การเคลื่อนไหวของร่างกายบางอย่างแสดงว่ามีวิญญาณชั่วอยู่

2.เพื่อปลุกเราให้ตื่นขึ้น
อฟ.5: 14 เหตุฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า นี่แน่ะคนที่หลับอยู่ จงตื่นขึ้น และฟื้นขึ้นมาจากความตายและพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่ท่าน

3. เพื่อให้เราถ่อมลง
เมื่อ Randy Clack ถามพระเจ้าว่า ทำไมท่านจึงเป็นผู้ที่นำการฟื้นฟูมาที่เมื่องโตรอนโต พระเจ้าตรัสตอบว่าพระองค์มองหาผู้ที่พร้อมจะดู โง่เขลาในสายตาของคนทั่วไปเพื่อยกชูพระนามของพระองค์ สำคัญอยู่ที่การควบคุม พระเจ้าทรงต้องการทราบว่ามีใครในบรรดาคนของพระองค์ที่เต็มใจจะดูโง่เพื่อสง่าราศีของพระองค์

4.เพื่อเจิมเรา
การประกอบพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำได้อีก และเราได้รับคำสั่งให้มีประสบการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง อฟ. 5:18 แต่จงประกอบด้วยพระวิญญาณ พระเจ้าทรงไว้ซึ่งอธิปไตยในการประทานความสามารถในการทำอัศจรรย์ต่าง ๆ

Charles Finney

พระวิญญาณเสด็จมาเหนือข้าพเจ้า ในแบบที่เหมือนกับผ่านตัวข้าพเจ้าทั้งร่างกายและวิญญาณ ข้าพเจ้าสามารถรู้สึกได้ เหมือนกับเป็นคลื่น ไฟฟ้า ผ่านตัวข้าพเจ้าหลายๆระลอก ความจริงเหมือนกับมาเป็นคลื่น เป็นคลื่นเหลวของความรักซึ่งข้าพเจ้าไม่สามารถ บรรยายเป็นแบบอื่นได้ เหมือนเป็นลมหายใจที่มาจากพระองค์เอง ข้าพเจ้ายังจำได้อย่างแม่นยำว่า ข้าพเจ้าเหมือนถูกกระพือด้วยปีกขนาดยักษ์ ไม่มีคำบรรยายความรักอันอัศจรรย์ซึ่งได้เข้ามาในใจของข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าร้องไห้เสียงดังด้วยความยินดีและด้วยความรัก และข้าพเจ้าพูดออกมาเป็นคำที่ไม่สามารถพูดได้ออกมาจากใจ คลื่นนี้ได้เข้ามาในข้าพเจ้าระลอกแล้วระลอกเล่า จนกระทั่งข้าพเจ้าต้องร้องว่า “ข้าพเจ้าคงจะตายถ้าคลื่นเข้ามาในข้าพเจ้าต่อไป องค์พระผู้เป้นเจ้า ข้าพเจ้าทนไม่ได้อีกแล้ว “ถึงกระนั้น ข้าพเจ้าก็ไม่กลัวความตาย

Finney มีประสบการณ์การสำแดงอันยอดเยี่ยมโดยพระวิญญาณต่อไปสักพักหนึ่ง คลื่นของฤทธิ์เดชของพระวิญญาณไหลเข้ามาในตัวท่าน ผ่านตัวท่าน เร้าทุกอณูในร่างกายของท่าน
5. เพื่อดึงให้ความสำคัญต่อสิ่งต่าง ๆ มีความสอดคล้องกับของพระเจ้า
5.1 หมายสำคัญเป็นเครื่องชี้ ไม่ใช่เป้าหมาย เป้าหมายของเราคือเปลื่ยนแปลงให้เหมือนกับพระฉายของพระคริสต์ ( โรม 8:29 )

5.2 ในฐานะคริสตจักร เราได้รับการทรงเรียกให้นำพระกิตติคุณไปยังทุกประเทศแล้วที่สุดปลายจะมาถึง

( มธ. 2:14 ) เมื่อพระวิญญาณเสด็จด้วยฤทธิ์เดช พระองค์เสด็จมาเพื่อทำให้เราเหมือนกับพระคริสต์ รักษาเราให้หายและให้ฤทธิ์เดชแก่เรา ตามบทบาทให้หน้าที่ของเรา พระองค์ทรงต้องการผล ไม่ใช่ปรากฏการณ์

5.3 ถ้าพระเจ้าทรงเลือกที่จะทรงทำการของพระองค์โดยไม่มีปรากฏการณ์ภายนอกอะไร นั่นก็เป็นสิทธิของพระองค์เอง ขณะเดียวกันไม่มีประโยชน์อะไรที่จะสั่นหรือล้มลง ถ้าหากว่าไม่ได้มีผลที่ยาวนาน ในที่สุด สิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการก็คือ หัวใจทีเต็มใจและถ่อม พระองค์ทรงเลือกว่าจะชำระ รักษาหรือประทานฤทธิ์เดชอย่างไร

5.4 Jonathan Edwards
ไม่ควรจะตัดสินว่าดีหรือไม่ดีบนพื้นฐานของอาการภายนอก เพราะพระคัมภีร์ไม่ได้ให้หลักเกณฑ์เช่นนั้น

5.5 John White กล่าวว่า
อาการภายนอกซึ่งอาจจะเป็นพระพร ไม่ได้เป็นหลักประกันอะไร ผลนั้นขึ้นอยู่กับการติดต่อกันอย่างลึกลับระหว่างพระเจ้ากับจิตวิญญาณของเรา การล้มลงหรือการสั่นของคุณอาจจะเป็นการแสดงออกที่แท้ถึงการที่พระวิญญาณประทับอยู่เหนือคุณ แต่พระวิญญาณจะไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรแก่คุณ ถ้าหากว่าคุณไม่ได้ให้พระเจ้าทรงทำสิ่งที่พระองค์ทรงต้องการ ในขณะที่คนอื่นที่ไม่ได้สั่นหรือล้มลงได้รับประโยชน์อย่างมาก

5.6 ลก. 10 : 20 แต่ว่าอย่าเปรมปรีดิ์ในสิ่งนี้ คือพวกผีอยู่ใต้บังคับของพวกท่าน แต่จงเปรมปรีดิ์เพราะชื่อของท่านจดได้ในสวรรค์ ผู้เขียนพระคัมภีร์ใหม่เห็นพ้องกันว่า ความสัมพันธ์กับพระเยซูสำคัญกว่าการสำแดงภายนอก

6.จะแน่ใจได้อย่างไรว่ามาจากพระเจ้า
6.1 สาเหตุอาจจะมาจาก

1.คนทำเอง ( เป็นผลทางจิตวิทยา )
2.นักเทศน์ทำให้เกิดขึ้น ( สะกดจิต )
3.มารทำให้เกิด
4.พระเจ้าทำให้เกิด
5.หลายสาเหตุร่วมกัน

6.2 คำเตือนจากพระคัมภีร์

มธ.24: 24 ด้วยว่าจะมีพระคริสต์เทียมเท็จและผู้พยากรณ์เทียมเท็จเกิดขึ้นหลายคน และจะทำหมายสำคัญอันใหญ่และการมหัศจรรย์ ถ้าเป็นไปได้จะล่อลวงแม้ผู้ที่ทรงเลือกสรรให้หลง

2คร.11: 14 การกระทำเช่นนั้น ไม่แปลกประหลาดเลย ถึงซาตานเองก็ยังปลอมตัวเป็นฑูตแห่งความสว่างได้

1ยน.4: 1 ท่านที่รักทั้งหลาย อย่าเชื่อวิญญาณเสียทุก ๆ วิญญาณ แต่จงพิสูจน์นั้น ๆ ว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่ เพราะว่ามีผู้พยากรณ์เท็จเป็นอันมากจาริกไปในโลก

6.3 ข้อพระคัมภีร์สำหรับการวินิจฉัย

1. ลก 11: 9-12 เราบอกท่านทั้งหลายว่า จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วจะเปิดให้แก่ท่าน
เพราะว่าทุกคนที่ขอก็จะได้ ทุกคนที่แสวงหาก็จะพบ และทุกคนที่เคาะก็จะเปิดให้เขามีผู้ใดในพวกท่านที่เป็นบิดา ถ้าบุตรขอขนมปังจะเอาก้อนหินให้เขาหรือ หรือถ้าขอปลาจะเอางูให้เขาแทนปลาหรือ หรือถ้าเขาขอไข่จะเอาแมงป่องให้เขาหรือ

2. 1ยน.4: 2-3 โดยข้อนี้ท่านทั้งหลายก็จะรู้จักพระวิญญาณของพระเจ้า คือวิญญาณทั้งปวงที่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ วิญญาณนั้นก็มาจากพระเจ้า และวิญญาณทั้งปวงที่ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมนุษย์ วิญญาณนั้นก็ไม่ได้มาจากพระเจ้า วิญญาณนั้นแหละเป็นปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ยินว่าจะมา และบัดนี้ก็อยู่ในโลกแล้ว ถ้าหากผู้นั้นอธิษฐานยกย่องพระเยซู พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป้นผู้ที่ทรงเสด็จมาตอบคำอธิษฐานของเขา ซาตานจ้องการกล่าวหยาบช้าต่อพระนามพระเยซู ไม่ใช่กล่าวยกย่อง

3. การสังเกตวิญญาณเป็นของประทานของพระวิญญาณอย่างหนึ่ง
1คร.12: 10 และให้อีกคนหนึ่งทำการอัศจรรย์ต่างๆ และให้อีกคนหนึ่งพยากรณ์ได้ และให้อีกคนหนึ่งรู้จักสังเกตวิญญาณต่างๆ และให้อีกคนหนึ่งพูดภาษาต่างๆ และให้อีกคนหนึ่งแปลภาษานั้นๆได้

ก. เราได้เห็นแล้วว่าเมื่อเราอธิษฐานและขอจากพระเจ้า พระวิญญาณจะเสด็จมาตามที่เราได้อธิษฐาน
ข. การสำแดงนี้เป็นมาจากพระเจ้าหรือไม่ให้ดูที่ผล เช่น มีสิ่งที่เรียกว่าเป็นการเผชิญสงครามฝ่ายวิญญาณหรือไม่ เช่น ความสว่างได้ส่องเข้ามาในความมืดหรือไม่ มีการสารภาพบาปหรือไม่ มีการปลดปล่อยจากอำนาจของวิญญาณชั่วหรือไม่
ค. พิจารณาตัวผู้ที่มีการสำแดง ในกรณีเช่นนี้ ต้องให้ศิษยาภิบาลเข้ามาช่วยด้วย

4. 1คร.14: 40 แต่จงปฏิบัติทุกสิ่งตามระเบียบวินัยเถิด

นี่เป็นหลักเกณฑ์ของการนำที่ประชุม “ทุกสิ่ง” ที่เปาโลกล่าวถึง คือการใช้ของประทานของพระวิญญาณในที่ประชุมโดยทั่วไปอาจจะวุ่นวายในบางครั้ง พิจารณาวิธีการนำที่ประชุม ผู้นำถ่อมใจหรือไม่ ยกย่องพระเยซูหรือไม่ รักษาระเบียบในการให้ใช้ของประทานหรือ ถ้าเป็นและบรรยากาศมีสันติสุข ไม่เป็นเนื้อหนังหรือเร้า แสดงว่าพระวิญญาณเป็นผู้ทำงานเพื่อเสริมสร้างคริสตจักร ไม่ใช่วิญญาณชั่ว

5. มธ.12: 33 จงกระทำให้ต้นไม้ดีแล้วผลของต้นไม้นั้นดี หรือกระทำให้ต้นไม้เลวแล้วผลของต้นไม้นั้นเลว เพราะเราจะรู้จักต้นไม้ด้วยผลของมัน

กท. 5:22 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้นคือ ความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความเชื่อ

ก.ถ้าผลระยะยาวคือผลของพระวิญญาณ แสดงว่า มาจากพระเจ้า
ข.ลักษณะของพระคริสต์ คือเป้าหมายของคริสตจักร

โรม 8:29 เพราะว่าผู้หนึ่งผู้ใดที่พระองค์ได้ทรงทราบอยู่แล้ว ผู้นั้นพระองค์ได้ทรงตั้งไว้ให้เป็นตามลักษณะพระฉายแห่งพระบุตรของพระองค์ เพื่อพระบุตรนั้นจะได้เป็นบุตรหัวปีท่ามกลางพวกพี่น้องเป็นอันมาก

6.4 สรุปแนวทางในการพิจารณา

1.ถ้าคนที่รับการอธิษฐาน ขอพระเจ้าเขาจะได้พระเจ้า
2.ถ้าคนที่อธิษฐานขอพระเจ้าและยกย่องพระคริสต์ พระวิญญาณจะเสด็จมาเป็นการตอบคำอธิษฐานของเขา
3.ท่านขอของประทานสังเกตวิญญาณหรือไม่
4.ผู้นำถ่อมและยกย่องพระคริสต์หรือไม่ บรรยากาศมีสันติสุข แม้ว่ามีเสียงดังหรือไม่ ถ้าใช่แสดงว่าพระวิญญาณทรงสถิตอยู่
5.มีผลที่ดีหรือไม่ ถ้าใช่แสดงว่ามาจากพระเจ้า

………………………………..

เข้าใจประสบการณ์พระวิญญาณ

ผมได้เข้าไปศึกษาบทเรียนของ Bill Jackson ซึ่งลงใน www.james7.org มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ จึงได้รวบรวมและสรุปมาให้ดังนี้ครับ

ทำความเข้าใจประสบการณ์พระวิญญาณ

ก. ก่อนอื่นต้องกล่าวว่าเป็นสิ่งที่ปกติและจำเป็นในการที่จะพิจารณาประสบการณ์ของคริสเตียนโดยดูจากพระคัมภีร์ และไม่ผิดอะไรที่บอกรับว่าสิ่งเหล่านี้ดู “เพี้ยน” ตราบเท่าที่ไม่ได้พิพากษาเร็วเกินไป

เมื่อเปาโลไปที่เมืองเบโรอา หนังสือกิจการกล่าวว่า ชาวเมืองนี้มีจิตใจสูงกว่าชาวยิวอื่นที่เปาโลพบในเมืองกรีซ เพราะว่า “พวกเขาค้นดูพระคัมภีร์ทุกวัน หวังจะรู้ว่าสิ่งที่เปาโลกล่าวนั้นเป็นความจริงหรือไม่” (17: 11)

ข. เมื่อเราถามว่า “ถูกต้องตามพระคัมภีร์หรือไม่” เราอาจจะมองหาสิ่งที่เรียกกันทั่วไปว่า “proof text” ซึ่งหมายถึงพระคัมภีร์ตอนที่ถ้าดูตามบริบทแล้วจะสามารถสนับสนุนสิ่งที่เราเชื่อได้ เพื่อจะให้มั่นใจว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ถูกต้องตามพระคัมภีร์หรือไม่ เราต้องวางหลักเกณฑ์พื้นฐานเพื่อให้การตีความได้อย่างถูกต้อง

1 มีหัวข้อในหลักข้อเชื่อพื้นฐาน 3 หัวข้อในพระคัมภีร์

ก. ศาสนศาสตร์คริสเตียน ( คริสเตียนเชื่ออะไร )
ข. จริยธรรมคริสเตียน ( คริสเตียนควรจะประพฤติอย่างไร )
ค. ประสบการณ์และการปฏิบัติของคริสเตียน ( คริสเตียนทำอะไร )

2 เราสามารถเรียกพระคัมภีร์ข้อหนึ่งหรือตอนหนึ่งว่าเป็น “Proof text” ได้ เมื่อผู้เขียนกล่าวอย่างชัดเจนถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงต้องการให้เราเชื่อ กระทำหรือปฏิบัติ ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้จัดว่าเป็น “ลำดับแรก” ( primary)

2.1 มีความเชื่อ พฤติกรรม และการปฏิบัติมากที่ไม่ได้สอนอย่างชัดเจนแต่ว่าเป็นโดยนัย ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้จัดว่าเป็น “ลำดับสอง” (secondary)ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่สำคัญ แต่ว่าไม่มีข้อที่ชัดเจนเท่านั้นยกตัวอย่างเรื่อง การให้บัพติศมา พระคัมภีร์กล่าวอย่างชัดเจนว่า คริสเตียนต้องรับบัพติศมา มีพระคัมภีร์ “ ลำดับแรก” ที่กล่าวเช่นนี้ (มธ. 28:19)

2.2เราจะบัพติศมาอย่างไรนั้นไม่ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน นี่เป็นเหตุให้มีกลุ่มต่าง ๆ ที่บัพติศมาด้วยวิธีที่แตกต่างกันอย่างไรก็ตาม มีพระคัมภีร์ตอนที่ชัดเจนที่ชี้ให้เห็นว่า โดยปกติ คริสตจักรในยุคแรกจะจุ่มมิดในน้ำ

แม้แต่คำว่า “บัพติศมา” แปลว่าจุ่มนี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าเป็นวิธีที่คริสตจักรจะต้องทำตลอดไป แต่ว่าเป็นการกล่าวเป็นนัย อย่างที่สุดนี้ชี้ให้เห็นว่าได้ทำกันอย่างไร รูปแบบของการบัพติศมาเป็นลำดับสอง ไม่ใช่เป็นลำดับแรก

3 เมื่อพิจารณาเรื่องปรากฏการณ์ที่เหนือธรรมชาติ เรากำลังพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติของคริสเตียน
4 แม้ว่ามีพระคัมภีร์ “ลำดับแรก” ที่เกี่ยวกับการสำแดงการพยากรณ์ แต่ไม่มีพระคัมภีร์ “ลำดับแรก” ที่กล่าวอย่างชัดเจนว่าคริสเตียนต้องล้มลง สั่นหรือดูเหมือนเมามายในขณะที่พระเจ้าทรงเยี่ยมเยียนเขา

5 อย่างไรก็ตามมีพระคัมภีร์ “ลำดับสอง” (ลำดับสองไม่ได้หมายความว่าไม่ถูกต้องหรือไม่สำคัญ) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองของบางคนเมื่อพระเจ้าทรงเยี่ยมเยียน เราจะพิจารณาข้อเหล่านี้บางตอนซึ่งเกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์เฉพาะนั้น ๆ

6 ได้มีตัวอย่างจำนวนมากของปรากฏการณ์อย่างเดียวกันในประวัติศาสตร์คริสตจักรโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการฟื้นฟูเราจะพิจารณาด้วยอย่างคร่าว ๆ

……………….