20 สิงหาคม 2553

เปลี่ยนมุมมองความคิด : ชีวิตสดใหม่ การรับใช้สดใส



ผมได้ใคร่ครวญคิดถึงตั้งแต่ต้นปี จนถึงปัจจุบัน มีหลายสิ่งที่พระเจ้าได้เข้ามาปลี่ยนแปลงมุมมองใหม่ จึงได้มีเรียบเรียงเขียนให้อ่านดังนี้ครับ

มุมมองความคิดส่งผลต่อการกระทำอย่างยิ่ง คิดอย่างไรก็จะทำอย่างนั้น เมื่อก่อนนั้นความคิดของเรามีมุมมองที่แคบ ไม่เปิดกว้างในการทรงนำของพระเจ้าในการดำเนินชีวิต มุมมองแคบแบบเดิมของชีวิตเราเป็นแบบใดและมุมมองใหม่ที่พระเจ้าทรงให้กับเรา เป็นอย่างไร หากทราบแล้วเปลี่ยนดังนี้


มุมมองเดิม : ชีวิตถูกกดเพราะกฎนำชีวิต


เมื่อก่อนนั้นเราจะใช้ความพยายามมากในการดำเนินชีวิตตามกฎระเบียบ เพราะคิดว่าต้องรักษาชีวิตให้ดีไม่มีที่ติได้ สิ่งที่เราทำคือสิ่งที่เราท่อง นั่นคือ “จง…” “อย่า…” “ทำ…” “ต้อง…” “ห้าม…” ดำเนินชีวิตแบบทหารเกณฑ์
ดำเนินตามกฎเกณฑ์ รอรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา

สถานภาพเป็นเสมือนลูกจ้างชั่วคราว ที่ทำงานตามหน้าที่โดยปราศจากเป้าหมาย ไม่เคยรู้อนาคต ข้างหน้าและไม่เคยให้ความมั่นใจในอนาคตให้กับใครได้
แม้แต่การเข้ามแสวงหาพระเจ้าก็ยังเป็นรูปแบบศาสนาพิธี มี Script ทุกเรื่อง เข้าหาพระเจ้าแบบพาตัวเราเองไป เข้าใจว่าเรา ต้องทำดีจึงจะได้รับพระพร พระเจ้าจึงจะพอพระทัย ทำงานเพื่อจะได้รับผลตอบแทนเป็นพระพรจากพระเจ้า
ส่งผลในชีวิตคือการอยู่ในลู่และกรอบ ไม่มีขอบเขตให้เดินออกไปมากนัก

มุมมองใหม่ : ได้รับการยกชูเพราะรู้พระทัยพระเจ้า

ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงให้มุมมองใหม่ เพราะเป็น Full Timeทำงานเต็มเวลา ที่ถวายตัวพระเจ้าแบบเต็มใจ (Full heart)

ผมประทับใจในมุมมองของผู้นำคือท่านอาจารย์นิมิตและอาจารย์อ้อย ระเบียบ ได้กล่าวไว้ว่า “Staff อยู่ใกล้ที่สุด และต้องได้รับก่อน ได้รับการเรียนรู้ผ่านการได้ยินนิมิตนั้น พวกเราจะต้องผ่านการฝึกฝน ( Training) ในทั้งวิชาบังคับ (การศึกษาพระคัมภีร์) และวิชาเลือก พัฒนาจนไปถึงจุดที่พระวิญญาณเป็น Trainer ส่วนตัว จนกลายเป็นต้นแบบในการที่คนเห็นว่าพระเจ้ากำลังทำอะไร Staff ต้องตอบได้ว่าอะไรที่เปลี่ยนไปจากอดีต / Staff ต้องจำให้ได้ว่าเราได้รับการ Train ในเรื่องอะไรบ้าง เพื่อไปเป็นพระพรต่อคริสตจักรอื่นๆ ด้วย”

นี่คือการเปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่และสถานภาพใหม่ด้วย

จากทหารเกณฑ์ดำเนินตามกฎเกณฑ์ กลายเป็นทหารของพระคริสต์ดำเนินชีวิตอยู่ในเสรีภาพ

ชีวิตไม่ถูกกดแต่ได้รับการยกชูเพราะรู้พระทัยพระเจ้า ว่าพระองค์ทรงมีแผนการที่ดีกับเราเสมอ

เยเรมีย์ 29:11 พระเจ้าตรัสว่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า

จากสถานภาพลูกจ้างชั่วคราว พระองค์ยกชูให้เราเป็นลูกพระเจ้าชั่วนิรันดร์

ยอห์น 1:12 แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า

ขอบพระคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงรักเราเสมอ แม้เราเป็นเช่นไร พระองค์รักเราในความเป็นเราไม่ใช่ในสิ่งที่เราทำ แม้เราไม่ได้ทำสิ่งใดให้พระองค์ แต่พระองค์ทรงรักเพราะเราเป็นลูกไม่ใช่ลูกจ้าง

เป็นผู้รับใช้ไม่ใช่ผู้รับจ้าง หลักประกันการทำงานคือแผนการอนาคตแห่งสวัสดิภาพที่พระองค์เตรียมไว้ตามน้ำพระทัยของพระองค์

พระเจ้าเปิดเผยอนาคตให้รู้น้ำพระทัยของพระองค์ รวมถึงอนาคตของแกะที่พระเจ้าเปิดเผยให้เห็น

มุมมองเดิม : ชีวิตตกขอบเพราะถูกตีกรอบชีวิต

สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะคริสตชนสนใจเอาแต่ทำงานรับใช้ จนไม่ได้สนใจในสิ่งรอบตัว ทั้งชีวิตครอบครัวและอนาคตในชีวิต เรามีปรัชญาที่ว่า “จงแสวงหาพระเจ้าก่อน สิ่งใด” จนเราไม่ได้ทำส่วนของเราอย่างเต็มที่ในเรื่องต่างๆ

บางท่านขัดสน เป็นคนไม่ค่อยมีเงิน อย่างยากลำบาก เก็บเงินไม่ค่อยได้ ไม่มีเวลากับครอบครัว ไม่เข้าใจเรื่องของความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ เรียกว่าไม่เข้าเทียมแอกกับคนไม่เชื่อ เลยแบกแอกไว้คนเดียวไม่ได้มีใครมาแบ่งเบา

ไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลก มุ่งแต่ทางธรรม ทำตนเป็นผู้ทรงศีล อยู่อย่างสันโดษ อยู่บนสันเขา ไม่เข้าใจชีวิตในวิถีทางของโลก

พวกเราเลยมีชีวิตที่ตกขอบเพราะตีกรอบชีวิตอยู่ในแวดวงสังคมที่แคบ ไม่ได้เปิดตัวสู่สังคมภายนอก แท้จริงแล้วพระเจ้าให้เราอยู่ในโลกเพื่อมีอิทธิพลต่อโลกได้รู้จักความรักของพระเจ้า

เราต้องอยู่ในโลกแต่ไม่ให้อิทธิพลของโลกมาครอบนำชีวิตของเราไปผิดทางจากทางพระเจ้า

ในอดีตนั้นแม้ว่าเราจะได้มีส่วนเข้าไปทำงานพัฒนาสังคม แต่ก็เป็นเพียงการทำงานฉาบฉวยไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพราะไม่ใช่มาจากความเป็นตัวตนของเรา เราจึงไม่เข้าใจและเข้าถึงสังคมได้อย่างที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราเป็น

การทำงานพัฒนาสังคมที่ผ่านมาจึงทำเพื่อสร้างภาพให้ดูดี ทำดีเพื่อเอาหน้า ทำงานเพื่อเอาใจแต่ไม่เอาจริง

อีกมุมมองเดิมที่พวกเรามีคือ ชีวิตโดดเดี่ยวเพราะไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร

เมื่อก่อนผมไม่ค่อยมีเพื่อนต่างคริสตจักร เนื่องจากพวกเราเก็บตัว เพราะถูกเก็บกด มีความภาคภูมิใจในองค์กร แข่งขันเพื่อความเป็นที่สุดของที่สุด

การเป็นที่สุดทำให้เกิดการแข่งขันในแต่ละคริสตจักร แทนที่จะร่วมกันรับใช้ เลยการเป็นแย่งกับรับใช้ หากเราช่วยกันแต่ละคริสตจักร งานของพระองค์คงไปได้ไกลมากกว่านี้

ไปคนเดียวไปได้เร็วแต่ไม่ไกล ไปด้วยกันไปได้ไกล และไปถึงเส้นชัย

มุมมองใหม่ : ชีวิตดีรอบคอบเพราะกรอบพระวจนะ


มัทธิว 5:48 เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับหลายเดือนที่ผ่านมา ที่พระองค์ทรงสอนให้เรามีมุมมองที่รอบคอบและสมดุลมากขึ้นในการดำเนินชีวิตกับพระองค์
เมื่อเราเริ่มต้นคริสตจักร เรามีเป้าประสงค์ 12 ประการ ที่เป็นพระบัญชาที่ทำให้คริสตจักรแห่งพระบัญชาขับเคลื่อนไป
เรามีเป้าประสงค์ที่จะเป็นคริสตจักรที่ส่งเสริมสนับสนุนให้นิมิตของสมาชิกแต่ละคนสำเร็จ

โรม 8: 28 เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตาม พระประสงค์ของพระองค์

1เปโตร 2:9 แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์


คริสตจักของเรา ทำตามพระบัญชาในเรื่องส่งเสริมสนับสนุนให้นิมิตของสมาชิกแต่ละคนสำเร็จตามการทรงเรียกของพระเจ้า เราจึงต้องเป็นคนที่เกิดผลดีในทุกด้าน ไม่ใช่แค่การรับใช้เท่านั้น แต่ต้องดีรอบคอบ ครบถ้วนสมดุลในทุกด้านชีวิต

ขอบพระคุณพระเจ้าเรามีเวลาในการดูแลครอบครัวมากขึ้น มีเสรีภาพในการทำงานไม่จำเป็นต้องตอกบัตรทำงาน แต่เราต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า ต่อเพื่อนผู้รับใช้ต่อคริสตจักร

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับคำพยานชีวิตที่มาแบ่งปันทุกสัปดาห์ ในโครงการ “หนึ่งพันคำพยานเพื่อพระเจ้า” บางท่านมาเป็นพยานว่า เขาได้ครอบครัวกลับคืนมา

เราได้ปรับโครงสร้างอภิบาลและโครงสร้างเวลาให้เหมาะสมกับความสมดุลในชีวิตของคริสตสมาชิกมากขึ้น ตามเป้าประสงค์ของพระเจ้าในคริสตจักรของเราคือ คริสตจักรที่มีสุขภาพแข็งแรงในทุกด้าน ทั้งจิตวิญญาณ จิตใจ และร่างกาย

เรามีเป้าประสงค์ที่จะเป็น “คริสตจักรที่สร้างอาณาจักรของพระเจ้า
มัทธิว 6:10 ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก

คริสตจักรแห่งพระบัญชา นำอาณาจักรพระเจ้าบนแผ่นดินโลก เป็นความตั้งใจในชีวิตของเรา
เรามีเป้าประสงค์ที่จะเป็น”คริสตจักรที่ประสานพระกายเป็นหนึ่งเดียว” เป็นผู้ทำสะพานเชื่อมความสัมพันธกับคริสตจักรต่างๆ (Bridge builder)

เอเฟซัส 4:16 คือเนื่องจากพระองค์นั้น ร่างกายทั้งสิ้นที่ติดต่อสนิทและประสานกันโดยทุกๆข้อต่อ ที่ทรงประทานได้จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก เมื่ออวัยวะทุกอย่างทำงานตามความเหมาะสมแล้ว

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพี่น้องคริสตจักรต่างๆ ที่ได้มีส่วนมาช่วยเหลือเรา และยืนเคียงข้างเราเสมอในยามที่เราเผชิญปัญหา ขอบคุณสำหรับทุกคำอธิษฐานเผื่อ คำเผยพระวจนะที่มาถึงเรา

ขอบคุณสำหรับคำสอนที่ดียอดเยี่ยมที่มาเป็นวิทยากรสอนในค่ายอาณาจักรแห่งพระสิริที่ผ่านมาทำให้เราเข้าใจในการฟังเสียงของพระเจ้า เข้าใจเรื่องการเยียวยาปลดปล่อยชีวิตภายใน(Inner healing)

กำแพงแห่งความอคติได้ถูกทำลายลงแล้ว วันนี้เราไม่เดินเดียวดาย แต่มีพี่น้องในพระกายที่ไปด้วยกันเสมอ

เอเฟซัส 2:14 … เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง

วันนี้ชีวิตของเราจึงไม่ตกขอบแต่ดีรอบคอบเหมือนพระองค์เพราะพระวจนะของพระองค์ล้อมกรอบความคิดของเราให้มีมุมมองใหม่ ชีวิตของเราจึงเปลี่ยนแปลงใหม่

มุมมองเดิม : ชีวิตไม่สงบเพราะไม่พบพระเจ้า

น่าแปลกใจมากทีเดียว เราชาวเลวีคนที่อยู่ในพระนิเวศ แต่เป็นคนอยู่ใกล้แต่กลับไกลห่างในความสัมพันธ์กับพระเจ้า เรามีมุมมองแบบเดิม ชีวิตเก่าของเราจึงเป็นแบบนี้

ตีความพระวจนะบนพื้นฐานของกายภาพ บนตัวหนังสือเป็นพวกพิสูจน์อักษร แต่ไม่ยอมให้พระวจนะพิสูจน์ตรวจชันสูตรใจ

ใช้หลักการตามความคิดของตัวเอง สร้างหลักการขึ้นมาเอง เรียกง่ายๆว่า “ตู่”

เป็นคนไม่มีหลักการ จึงทำตัวหลักลอย

ทำตนเป็นคนรอบรู้เป็น Guru ที่รู้ทุกเรื่อง แต่ยกเว้นเรื่องจริง !

พบพระเจ้าแบบไม่ลึกซึ้ง เพราะกระวนกระวายต่อหลายสิ่งไม่เคยรู้ว่าจิตวิญญาณของเราสามารถพูดกับพระเจ้าได้ด้วย

เราฟังเสียงพระเจ้าได้น้อยมาก ฟังเสียงมนุษย์โดยเฉพาะผู้นำมากกว่าเป็นพวกว่านอนสอนง่ายฝ่ายวิญญาณ ตอบสนองทันทีที่สั่ง เชื่อฟังแม้ไม่เข้าใจ
เป็นลูกน้องที่ทำงานได้เข้าตานาย โดยเฉพาะสุดยอด บอสใหญ่ที่ชอบเอาแต่ใจ มีคำขวัญในการเชียร์นาย ดังนี้ว่า “ได้ครับพี่ ดีครับท่าน ทันครับผม เหมาะสมกับเจ้านาย ทำให้ได้ (can do)ครับผู้นำ ”

มุมมองแบบนี้มีจึงทำให้มีแต่ “งานเข้า” ชีวิตมีแต่งาน ทำแต่งาน
รูปแบบการรับใช้จึงเป็นสูตรตายตัว คือ ประกาศ ติดตามผล สร้างสาวก เชื่อฟังโดยอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจ เน้นเป้าหมายมากกว่าวิธีการ
บางท่านทำงานหนักเหนื่อยทุกวันตลอดทั้งอาทิตย์ เหนื่อยกับการดูแลคน กับการทำโปรแกรม เหนื่อยรับใช้ตามรูปแบบเดิม
วันศุกร์งานเข้า วันเสาร์งานหนัก วันอาทิตย์งานหลัก ขอพักงานวันจันทร์
ไปคริสตจักรในวันอาทิตย์แทนที่จะได้พักสงบในพระเจ้า แต่ต้องทำงานหนัก เมื่อกลับถึงบ้านไปเข้าห้องนอนก็กระโดดพุ่งราวบนเตียงเพื่อ “พักสลบ”

มุมมองแบบเดิมทำให้ชีวิตไม่สงบเพราะไม่พบพระเจ้า ติดยึดรูปแบบแต่ไม่ติดสนิทกับต้นแบบ
คนที่เราควรสนใจคือเจ้านายที่ที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นจอมเจ้านายที่แท้จริงบนสวรรค์คือพระเจ้า

พระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นต้นแบบแห่งการรับใช้ของเรา พระองค์ปรารถนาให้เราหายเหนื่อย เป็นสุข ไม่อยากให้ทุกข์ใจเมื่อทำงาน

มัทธิว 11:28-30
28 บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข
29 จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก
30 ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา"


การทำงานจึงไม่ควรจะเป็นภาระหนักแต่ต้องมาจากภาระใจที่เราเข้าใจแลติดสนิทในพระเจ้า

มุมมองใหม่ : นิ่งสงบสยบความวุ่นวาย

พระเจ้าได้มาสอนคริสตจักรของเราให้วางใจในพระองค์ ในทุกสถานการณ์ในชีวิต
ในบางครั้งพระเจ้าได้ใช้สถานการณ์มาเป็นอุปกรณ์สอนเราให้เราวางใจในพระเจ้า
บางครั้งเราเจอสถานการณ์ทำให้เราสับสนวุ่นวาย ทำอะไรไม่ถูก ไม่สามารถเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังได้

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พระเจ้าได้สอนให้เราเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับคริสตจักรของเรา และสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น
คำเผยพระวจนะจากผู้นำหลายๆท่านและนักอธิษฐานวิงวอน (Intercessor) เป็นเสมือนเสียงเป่าเตือนจากคนยามที่ตื่นอยู่ให้เราเฝ้าระวังและดำเนินชีวิตตื่นตัวเสมอในสงครามฝ่ายวิญญาณ

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับคริสตจักรของเรา ทีมีการเริ่มต้นทำนิเวศอธิษฐาน ทำให้เราได้เข้าเฝ้าพระเจ้า ทำให้จิตใจเราสามารถนิ่งสงบในทุกสถานการณ์
การนิ่งสงบสยบความวุ่นวาย เหมือนดังบทเพลง Still ของ Hillsong คือ

When the oceans rise and thunders roar… I will be still and know You are God
เมื่อพายุพัดมาและฟ้าคำราม …ข้าจะนิ่งอยู่ ไว้ใจพระองค์


ให้เราเข้ามาพักสงบและรับกำลังจากพระองค์ในการเผชิญสิ่งต่างๆได้
เข้ามาแสวหาพระเจ้า เข้าไปติดสนิทเบื้องบนเกิดผลเบื้องล่าง
พระเจ้าให้เราติดสนิทกับพระองค์และชีวิตของเราจะเกิดผลดี

วันนี้เราจึงสนุกกับการทำงาน มีสันติสุข ตื่นเต้นในบรรยากาศฝ่ายวิญญาณ หิวกระหายรอพระเจ้านำให้ทำในรูปแบบใหม่ๆ

ขอบพระคุณพระเจ้า

06 สิงหาคม 2553

ความรัก “ตัวแม่”

(ลงข่าวคริสตชน วันที่ 6 สิงหาคม 2010)


เมื่อถึงเดือนสิงหาคม เทศกาลหนึ่งที่เป็นวัฒนธรรมอันดีงามของคนไทยคือ “เทศกาลวันแม่
ซึ่งเป็นเทศกาลวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงพสกนิกรนี้เอง จึงทาให้ปวงอาณาประชาราษฎร์ ร่วมกับรัฐบาล ถือเอาวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ 12 สิงหาคม เป็น วันแม่แห่งชาติ มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมา

เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเป็นพระมารดาที่ครบถ้วนในคุณลักษณะที่ดีเด่นทั้งหลายทั้งปวง ประชาชนชาวไทยจึงเทิดทูนพระองค์ท่าน เปรียบเสมือนเป็น "พระแม่หลวงของปวงชน"

ในปีนี้ทางรัฐบาลได้จัดงานมหกรรม “ร้อยใจ ร้อยมาลัย ร้อยล้านดวงใจ เทิดไท้ราชินี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระราชินี มีกิจกรรมต่างๆมากมายในทุกจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นการแสดงเทิดทูนพระคุณแม่, การประกวดภาพถ่ายและอื่นๆ อีกมากมาย และเพื่อระลึกถึงพระคุณของแม่

สิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ที่พบเห็นได้คือ ดอกมะลิ และเสื้อสีฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าประทับใจที่หลายคนคงอดไม่ได้ที่จะมีรอยยิ้มและความปลาบปลื้มใจที่ได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินของแม่




ในปีนี้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานคำขวัญเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ ซึ่งมีใจความสำคัญดังนี้

"แผ่นดินนี้ แม่ของลูก ใช้ปลูกข้าว กี่แสนก้าว ที่เดินซ้ำ ย่ำหว่านไถ
บำรุงดิน จนอุดม สมดังใจ หวังนาไทย เป็นของไทย ไปนิรันดร์"


ทั้งนี้เพื่อให้ปวงชนคนไทยมีความรักในพื้นแผ่นดินไทย และช่วยกันอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นมรดกให้กับลูกหลานต่อไป

เมื่อกล่าวถึงคำว่า “แม่” เราจะนึกถึง ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีความสำคัญที่สุดในชีวิตเรา ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในร่างกายของเรา ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในจิตวิญญาณของเรา ผู้หญิงที่เราเรียกเธอว่า "แม่"

คำว่า “แม่” เป็นคำที่ให้ความหมายถึง ผู้ให้กำเนิดของสิ่งมีชีวิต ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะพระเจ้าทรงเป็นผู้ออกแบบให้สิ่งมีชีวิต ได้ถือกำเนิดเกิดจาก “ตัวแม่”

แม่คนแรกของโลก คือ “เอวา” ที่ชื่อของนาง มีความหมายว่า มีชีวิตอยู่ เพราะเธอจะเป็นต้นกำเนิดของมนุษย์และแผนการแห่งการไถ่บาปของมนุษย์มาจากพงศ์พันธ์ของผู้หญิง (ปฐก 3:15, 20)

ปฐมกาล 3:20 ชายนั้นเรียกภรรยาของตนว่าเอวา {ศัพท์นี้เหมือนคำที่แปลว่า มีชีวิตอยู่} เพราะนางเป็นมารดาของปวงชนที่มีชีวิต

Genesis 3:20 (kjv) And Adam called his wife's name Eve; because she was the mother of all living.



ดังนั้นแม่จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนพระลักษณะของความเป็นผู้สร้างของพระเจ้า ที่พระองค์ทรงใส่ความรักและสัญชาตญาณให้การเป็นผู้เลี้ยงให้กับแม่

เมื่อผู้ที่เป็นแม่ได้ให้กำเนิดลูกน้อยออกมา แม่จะเป็นผู้ที่ให้ความรักและเลี้ยงดูลูกจนเติบโต ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความรักของแม่ที่มีให้กับลูกๆทุกคน

คุณแม่ของผมก็เช่นเดียวกัน ท่านได้เลี้ยงดูผมมาอย่างดี จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แม้ว่าจะแต่งงานไปแล้ว แต่ในความรู้สึกของคุณแม่ เราก็ยังเป็นเด็กเสมอที่ท่านคอยห่วงใยอยู่เสมอ



ความรักที่ท่านมีต่อผม ตั้งแต่เกิดมาเป็นอย่างไร เวลาผ่านไป ความรักที่ท่านมีก็ยังมั่นคงอยู่เสมอ และผมก็เชื่อว่าทุกๆท่านก็คงคิดเช่นนั้นว่าสิ่งที่เราสามารถตอบแทนท่านได้ คือบอกคำว่า “รักแม่” และพยายามรักแม่ให้เทียบเท่ากับที่ท่านรักเราก็คงจะเพียงพอ แม้อาจจะเทียบไม่ได้ก็ตาม


คำว่า “แม่” เป็นคำที่ให้ความหมายถึง ผู้ให้กำเนิด เมื่อนำไปสนธิกับคำอื่นๆจะได้คำที่เกิดขึ้นใหม่

คำว่า “แม่” นั้นสะท้อนถึงลักษณะของแม่แบบต่างๆ

วันนี้จึงขอนิยามให้ความหมายของคำว่า "แม่" ในแบบต่างๆ ตามความหมายจากพจนานุกรมศัพท์เฉพาะ ฉบับราชกิจถวายเกียรติพระเจ้า ดังต่อไปนี้ครับ


“แม่สี” คือ กลุ่มสีซึ่งสามารถผสมออกมาเป็นสีอื่น ๆ ได้ทุกสี มี 5 สี คือ แดง เขียว (คราม) เหลือง ดำ ขาว เรียกว่า “เบญจรงค์” สีที่นำมาผสมกันแล้วทำให้เกิดสีใหม่มากมายหลายสี
ชีวิตของแม่ก็เช่นเดียวกัน แม่คือ “จิตรกร” ผู้แต่งแต้มสีสันชีวิตอนาคตของเรา แม่เป็นต้นกำเนิดให้ความคิดสร้างสรรค์ แม่จะเป็นนักประดิษฐสิ่งต่างๆ เพื่อนำมาสร้างจินตนาการให้ลูก ของเล่นชิ้นแรกของลูกมักจะมาจากความคิดสร้างสรรค์จากของแม่ ที่แม่จะทำให้ลูกเล่น

“แม่แบบ” คือ แบบที่ใช้ในการสร้างสิ่งก่อสร้างต่างๆ
แม่คือ “วิศวกร” ที่วางแบบ Plan สร้างชีวิตของลูก ชีวิตของแม่เป็นแบบอย่างแห่งแรงบันดาลใจของลูกเสมอ ชีวิตของแม่เป็นอย่างไรจะส่งผลต่อชีวิตของลูกให้เดินตาม

“แม่แรง” คือ เครื่องสําหรับดีดงัดหรือยกของหนัก, โดยปริยายหมายถึงคนที่เป็นกําลังสําคัญในการงาน เป็นเครื่องผ่อนแรงจากเครื่องมือเล็กก็สามารถยกของที่มีน้ำหนักที่มากกว่าได้

แม่ คือ “กรรมกร” ที่ยอมรับแบกภาระของลูก เมื่อใดที่ลูกเจ็บ แม่เจ็บยิ่งกว่า เมื่อลูกมีปัญหา แม่ห่วงยิ่งกว่าห่วงตัวแม่เอง ชีวิตของแม่เป็นแม่แรงที่คอยผ่อนหนักเป็นเบา มีความเข้าใจในความเป็นเรา และเป็นเครื่องเสริมแรงให้เราทำสิ่งต่างๆ ที่ยิ่งใหญ่ได้ แม่เป็นแม่แรงที่ยกชูชีวิตของลูกขึ้น ด้วยหนึ่งสมองและสองมือแม่นี้ที่สร้างชีวิตของลูก

“แม่พิมพ์” คือ สิ่งที่เป็นต้นแบบ เช่น แม่พิมพ์ตัวหนังสือ, โดยปริยายหมายถึงครูอาจารย์ซึ่งถือว่าเป็นแบบอย่างความประพฤติของศิษย์

แม่ คือ “ครูคนแรก” ที่สอนเราถึงวิธีการดำเนินชีวิตในโลกนี้ ผู้สอนเราให้รู้จักแยกแยะระหว่าง “ความดี” และ “ความเลว” “ความเหมาะสม” กับ “ความไม่เหมาะสม” “ประโยชน์” กับ “โทษ” ของสิ่งต่าง ๆ ว่ากันว่าตัวกำหนดรูปแบบของลูกๆ และตัวกำหนดอนาคตของพวกเขา นั่นคือ แม่

นโปเลียน โบนาปาร์ต นักรบผู้ยิ่งใหญ่ของฝรั่งเศส กล่าวว่า “อนาคตแห่งความสำเร็จของเด็กคนหนึ่ง คือ งานของแม่ของตน”

“แม่เหล็ก” คือ แร่หรือโลหะที่มีสมบัติดูดเหล็กได้ สิ่งที่ทำให้เกิดพลังในการดึงดูดและเป็นต้นกำเนิดของพลังงาน เช่น แม่เหล็กไฟฟ้า
แม่เป็น “แม่เหล็ก” ที่ลูกอยากอยู่ใกล้เพราะพลังความรักที่ดึงดูดอยู่ในสนามแม่เหล็กแห่งความห่วงใยที่ความเข้าใจเป็นสื่อของแรงโน้มถ่วงให้เข้าหา
แม่เป็น “นักสร้างแรงบันดาลใจ” ผู้ทำให้ความฝันใฝ่ของเราเป็นความจริง แม่เป็นผู้ขับเคลื่อนด้วยพลังงานความรักที่ยิ่งใหญ่

“แม่ทัพ” คือ นายทัพ, ผู้ทำหน้าที่คุมกองทัพ, ผู้นำของกองทัพทหาร แม่ทำหน้าที่เป็น “ทหาร” ผู้ทำหน้าที่ปกป้องภยันตรายให้เรา ตั้งแต่เราอยู่ในครรภ์ช่วยตัวเองไม่ได้จนกระทั่งเติบใหญ่ สมบูรณ์ และแข็งแรง

แม่เป็นเสธ.ที่ปรึกษา ผู้ส่งกองกำลังแห่งชัยชนะมาหนุนใจ นำการปลดปล่อย เยียวยา ในสภาวะปัญหาสมรภูมิชีวิต เมื่อเราพลาดพลั้ง แม่จะเป็นกองกำลังสนับสนุน เข้ากระชับพื้นที่ให้คลายเหงาเศร้าโศก

“แม่งาน” คือ หัวหน้าผู้รับผิดชอบในงานบางอย่างอย่างครบถ้วน แม่เป็นแม่งานในทุกงานที่เกี่ยวกับลูก ทั้งเป็น “แม่ครัว” ทำอาหาร เป็น “แม่บ้าน” ดูแลจัดการงานในบ้านอย่างดี

นั่นเป็นส่วนหนึ่งของคำจำกัดความนิยามของคำว่า "แม่" ที่แม้จะบรรยายอย่างไรก็ไม่สามารถสรรคำให้ครบถ้วนกระบวนความ นิยามนั้นก็ขึ้นอยู่กับลูกแต่ละคนที่กล่าวถึงแม่ของตน

ในปัจจุบัน มีคำศัพท์ใหม่ คือคำว่า “ตัวแม่” เป็นคำที่มีความหมายว่า คนที่มีเชิงเหนือชั้น ทำอะไรก็มักจะดีกว่าคนอื่น มีความโดดเด่น หรือได้เปรียบ หรือหากทำแล้วเป็นต้นแบบ มีคนทำตาม เรียกว่าเป็นต้นกำเนิดของสิ่งนั้นๆ ถือว่าเป็น “ตัวแม่”

ในหนังสือพระคริสตธรรมคัมภีร์ ได้กล่าวถึง สตรีที่สมควรรับการสรรเสริญ เพราะเธอมีคุณสมบัติที่ดีจากพระธรรมสุภาษิต บทที่ 31

สุภาษิต 31:30 เสน่ห์เป็นของหลอกลวง และความงามก็เปล่าประโยชน์แต่สตรียำเกรงพระเจ้า สมควรได้รับคำสรรเสริญ

ในวันนี้ผมจึงขอกล่าวสรรเสริญถึงผู้หญิงที่ชื่อของเธอถูกบันทึกในหนังสือพระคริสตธรรมคัมภีร์ ที่เป็น “ตัวแม่” ที่ได้รับแม่แบบความรักแท้ของพระเจ้าและถ่ายทอดมายังลูกของเธอ ดังต่อไปนี้


1. แม่ที่อบรมลูกในทางพระเจ้า - ยูนีส

ยูนีสเป็นแม่ของทิโมธี พระคัมภีร์กล่าวถึงทิโมธีว่าเป็นผู้ที่มีความเชื่ออย่างจริงใจเหมือนกับยายและแม่ของเขา (2ทธ.1:5)และเป็นบุคคลที่ได้เรียนรู้พระวจนะพระเจ้ามาตั้งแต่เด็กจนมีความเชื่อที่มั่นคง (2 ทธ.3:14-15) สะท้อนให้เห็นถึงแบบอย่างในการเป็นแม่ที่อบรมลูกในทางพระเจ้าของยูนีส จนมีผลทำให้ทิโมธี กลายเป็นผู้รับใช้พระเจ้าที่เข้มแข็งและเป็นที่ไว้วางใจของเปาโลในการดูแลคริสตจักรต่อจากท่านได้
แม่ที่ดีควรให้เวลาในการอบรมสั่งสอนลูกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสอนพระวจนะและนำลูกให้อยู่ในทางของพระเจ้า

2. แม่ที่ส่งเสริมลูกในทางพระเจ้า - ฮันนาห์

ฮันนาห์เป็นแม่ของซามูเอล เธอมีความโดดเด่นในด้านการส่งเสริมลูกในทางของพระเจ้า คือได้มอบถวายซามูเอลไว้แด่พระเจ้า และพาซามูเอลเข้าไปในพระวิหารตั้งแต่เด็ก(1ซมอ.1:26-28) จนเมื่อเติบโตขึ้น ซามูเอลได้กลายเป็นผู้เผยพระวจนะที่ยิ่งใหญ่และมีผลมากต่อชนชาติอิสราเอล ตลอดจนผู้เชื่อในปัจจุบัน

แม่ที่ดีจึงควรส่งเสริมลูกในทางพระเจ้า ไม่เพียงให้ลูกเรียนรู้พระวจนะ แต่ส่งเสริมให้ลูกประพฤติตามพระวจนะนั้นด้วย

3. แม่ที่เป็นแบบอย่างในทางพระเจ้า - สะโลเม

สะโลเมเป็นแม่ของยอห์นและยากอบบุตรเศเบดี อัครสาวกคนสำคัญของพระเยซูคริสต์ เธอมีความรักที่มั่นคงต่อพระคริสต์ และเป็นแบบอย่างแก่คนทั้งหลายในการติดตามพระเจ้า (มก.15: 40, 16:1) ยอห์นและยากอบก็เป็นผู้ที่ติดตามพระเจ้าอย่างเหนียวแน่นตลอดชีวิตของพวกเขาเช่นเดียวกัน ลูกจึงไม่เพียงเรียนรู้จากสิ่งที่แม่พร่ำสอน แต่ยังเรียนรู้จากสิ่งที่แม่เป็นด้วย ชีวิตของเธอจึงดังกว่าคำสอนที่เธอกล่าว

ดังนั้นแม่ที่ดีจึงควรเป็นแบบอย่างแก่ลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบบอย่างในทางของพระเจ้า เพื่อจะนำทั้งครอบครัวให้เดินไปกับพระเจ้าด้วยกันอย่างมั่นคงได้

แม่ที่ดีเช่นนี้ พระวจนะกล่าวว่า “...(เธอ) สมควรได้รับการสรรเสริญ...” (สภษ.31: 10-30)

เธอทั้งสามคนนี้จึงเป็นแบบอย่างที่ดีของผู้เป็นแม่เรียกได้ว่าเป็น “ความรักตัวแม่” ที่น่าเลียนแบบและยกให้เป็นแม่ตัวอย่างใน “ทำเนียบแม่ดีเด่น” จากพระคัมภีร์

นอกจากนี้ยังมีคุณแม่หลายคนที่ไม่ได้กล่าวมาหรือเราไม่ทราบซื่ออย่างชัดเจนที่บันทึกไว้ แต่เราก็ได้เห็นถึงความรักที่แม่มีต่อลูก แม้ลูกจะเป็นอย่างไร แม้ก็ยังรักลูกเสมอ


ในปัจจุบันเราก็ยังพบเห็นคุณแม่หลายคนที่เป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม แม้ลูกจะเป็นอย่างไร ไม่ว่าลูกสาวจะเป็น Art ตัวแม่ ก็คือคือผู้หญิงเอาแต่ใจตัวเอง หรือลูกชายเจ้าอารมณ์ตัวพ่อ ช่างหงุดหงิดหรือฉุนเฉียว แต่เราก็จะเห็นถึงความรักของแม่ที่มีความอดทนนานและกระทำคุณสิ่งที่ดีให้กับลูก

ในวันแม่ปีนี้ก็ขอหนุนใจในฐานะลูกคนหนึ่งของคุณแม่ ว่าแท้จริงแล้ววันแม่ไม่ได้มีแค่วันเดียวในหนึ่งปี แต่ 365 วันนั้นเราคนจะเป็นลูกที่ดีของแม่ ควรจะทำให้ทุกวันเป็นวันของแม่ ด้วยการเป็นลูกที่ดี

พระคัมภีร์ได้สอนคริสตชนไว้ในพระธรรมเอเฟซัส 6:1-3 ว่า
1 ฝ่ายบุตรจงนบนอบเชื่อฟังบิดามารดาของตนในองค์ พระผู้เป็นเจ้า เพราะกระทำอย่างนั้นเป็นการถูก
2 จงให้เกียรติแก่บิดามารดาของเจ้า นี่เป็นพระบัญญัติ ข้อแรกที่มีพระสัญญาไว้ด้วย
3 เพื่อเจ้าจะไปดีมาดีและมีอายุยืนนานที่แผ่นดินโลก


คือการให้ลูกนบนอบเชื่อฟัง ให้เกี่ยรติพ่อแม่ และพระพรจะตกถึงชีวิตคือจะไปดีมาดีและมีอายุยืนนานที่แผ่นดินโลก

นอกจากนี้คือ การทดแทนพระคุณของท่าน เมื่อเรามีโอกาส เพราะการที่เราไม่ดูแลพ่อแม่ เราแย่ยิ่งกว่าคนที่ไม่เชื่อพระเจ้าเสียอีก เรียกว่า “เลวได้โล่” ขอยกนิ้วให้เลยว่า “แย่จริงๆ” เป็นการทำบาปบริสุทธิ์ ที่ไม่มีความดีเจือปนเลย

1ทิโมธี 5:8 ถ้าแม้ผู้ใดไม่เลี้ยงดูวงศ์ญาติของตน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในบ้านเรือนของตน ผู้นั้นก็ได้ปฏิเสธพระศาสนาเสียแล้ว และชั่วยิ่งกว่าคนที่ไม่ได้เชื่อเสียอีก

สำหรับในวันแม่ ขอหนุนใจให้ใช้เวลาสำแดงความรักกับแม่ในการมอบสิ่งเล็กๆที่ยิ่งใหญ่คือการบอกรักแม่ ไปใช้เวลากับคุณแม่ เพราะบางครั้งเราก็ละเลยผู้หญิงที่รักเรามากที่สุดคนหนึ่งคือ “แม่” อย่าทำในสิ่งที่แม่ต้องหนักใจ จนคุณแม่ขอร้อง หรือ "คุณแม่ไม่ปลื้ม"

“อย่าเอาแต่ทำงานสนใจแต่เจ้านาย แต่ไม่ใส่ใจในแม่ ผู้เป็นเจ้าชีวิตของเรา”
“อย่าเอาเวลาไปออกเดท กับแม่คุณ(ทูลหัว) … แต่เลื่อนนัดรับประทานอาหารกับคุณแม่
อาจจะพบความผิดหวัง รักเธอแล้ว ท้อแท้ รักแม่แน่นอนกว่า It’s all right ใช่เลย”

ขอจบด้วยบทกลอนส่งท้าย เป็นกลอนสะท้อนถึงความรักแท้ของแม่ คือความรักที่เป็นกำลังให้แก่เราเสมอ เป็นรักที่ไม่เสแสร้ง และทำทุกๆ อย่างเพื่อลูกได้ ลูกจึงซาบซึ้งใจในพระคุณความรักของแม่ และไม่ลืมที่จะจดจำคำสั่งสอนที่แม่มีต่อเรา

(ที่มา http://poem.kajeab.com/view.php?id=43451)

กลอน “ความรักของแม่”

รักของแม่รักนี้ที่ยิ่งใหญ่ รักที่ทำให้จิตใจเราเข้มแข็ง

รักที่ทำให้เราสู้ยามหมดแรง รักที่ไม่เสแสร้งแกล้งลองใจ

รักของใครก็ไม่เท่ารักของแม่ รักจริงแท้แน่นอนและอ่อนไหว

เป็นรักที่ทำให้ลูกนั้นสุขใจ รักไม่คลายคือรักแท้ของแม่เรา

แม้เหน็ดเหนื่อยมากมายจะไม่หวั่น ใครจะมาหยามหยันก็ช่างเขา

ขอแค่มีรักแท้จากแม่เรา ใจที่เศร้าก็สู้ได้ไม่อายคน

รักของแม่รักนี้ช่างดีนัก แม้เจ็บหนักยืนสู้ได้จะไม่บ่น

คำสอนแม่ที่บอกให้อดทน อย่าลืมตนสักวันคงได้ดี

ถึงวันนี้ที่ลูกนั้นสุขนัก เพราะลูกมีรักแท้จากแม่นี้

ลูกไม่ลืมคำสั่งสอนที่ดีดี รักคุณแม่คนนี้ที่หนึ่งเลย...


วันแม่ในปีนี้ ให้เราทำสิ่งดีเพื่อแม่ของเรา ร้อยรัก ร้อยมาลัย ร้อยดวงใจมอบให้แม่ ส่งต่อความรักแท้มอบแด่ “ตัวแม่”ของความรัก

03 สิงหาคม 2553

ประวัติ "วันแม่แห่งชาติ"

(“ที่มาของวันแม่” ข้อมูลจาก www.wikipedia.org)


แอนนา เอ็ม.จาร์วิส (Anna Marie Jarvis)
คุณครูชาวอเมริกันแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย ได้ใช้ความพยายามร่วม 2 ปี เพื่อเรียกร้องให้มี “วันแม่” ขึ้นอย่างเป็นทางการ
โดยในปี ค.ศ.1914 ประธานาธิบดี โทมัส วู้ดโรว์ วิลสัน (Thomas Woodrow Wilson)
ได้มีคำสั่งให้ถือเอาวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็น “วันแม่แห่งชาติ”

ดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือ “ดอกคาร์เนชั่น” เป็นสัญลักษณ์วันแม่ โดยมี 2 แบบ
คือ ถ้าแม่มีชีวิตอยู่ ให้ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีขาว



สำหรับในประเทศไทยมีการจัดงานวันแม่ครั้งแรก โดยกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ที่สวนอัมพร แต่เนื่องจากช่วงดังกล่าวเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ต้องงดไปจัดในปีต่อไป

จนเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 คณะรัฐมนตรีสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้มีประกาศรับรองให้วันที่ 15 เมษายนของทุกๆ ปี เป็นวันแม่ โดยเรียกว่า “วันแม่ของชาติ” และมอบหมายให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นผู้จัดงานเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 เป็นครั้งแรก

ต่อมาถึง พ.ศ.2519 (ค.ศ.1976) ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือเอา

วันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม “เป็นวันแม่แห่งชาติ” เริ่มในปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

วันแม่แห่งชาติ เป็นวันที่ทางราชการกำหนดในวันที่12 สิงหาคม ของทุกปี และถือว่าเป็นวันสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย และกำหนดให้ใช้ “ดอกมะลิ” เป็นดอกไม้สัญลักษณ์วันแม่



(ข้อมูลจาก www.educatepark.com)

ทำไมจึงใช้ดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่

การที่ใช้ “ดอกมะลิ” เป็นสัญลักษณ์วันแม่ ก็เพราะ ดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมที่หอมไปไกลและหอมได้นาน ผลิดอกได้ทั้งปี อีกทั้งยังนำไปปรุงเป็นเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้ด้วย

ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้งที่แม่มีต่อลูก เป็นความรักที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาที่ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีพิษมีภัย มีแต่ความชุ่มชื่นใจดั่งความหอมของดอกมะลิ

จะเห็นได้ว่าบุคคลที่เป็นแม่ นั้นสมควรที่จะเทิดทูนและให้เกียรติโดยมีการตั้งวันขึ้นมาเพื่อเป็นที่ระลึกถึงในคุณความดีที่ท่านได้ทำ นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลคุณแม่ดีเด่นเพื่อเป็นการเทิดทูนและให้เกียรติ

มีหน่วยงานต่าง ๆ มากมาย พยายามที่จะพิจารณาให้รางวัลแก่แม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์ในด้านต่าง ๆ
เช่น สภาสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เป็นหน่วยงานของรัฐที่ได้พิจารณารางวัล แม่ดีเด่นแห่งชาติมาทุกปี โดยมีรางวัลที่มอบให้เช่น

1.แม่ของผู้ทำประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ
2.แม่ผู้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม
3.แม่ผู้มีความมานะอดทนขยันหมั่นเพียร
4.แม่ผู้มีใจเสียสละ

27 กรกฎาคม 2553

จากเพื่อนถึง "เพื่อนบ้าน"

(ลงข่าวคริสตชน วันที่ 28ก.ค.2010)

ในช่วงเดือนก.ค.ได้ชื่อว่าเป็น "เดือนแห่งมิตรภาพ" ของความเป็น "เพื่อน" เนื่องจากเป็นช่วงเปิดเทอม มีบรรยากาศการรับน้องของนักศึกษาใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัย ร้านอาหารต่างๆก็ขายดิบขายดี เพราะมีการสังสรรค์กัน เป็นบรรยากาศที่มีรอยยิ้ม

ผมคิดว่า คนเรา "รักกัน"ดีกว่า"เกลียดกัน" เห็นคน "ดีกัน" ก็ดีกว่า "ตีกัน" แต่ไม่ค่อยสบายใจนักในเรื่องของ"นักเรียน"ที่บางครั้งทำตัวเป็น"นักเลง" เที่ยวไล่ตีกันตามสถานที่ต่างๆ เพื่อประกาศักดาของสถาบันและสืบสานตำนานความแค้นจากรุ่นถึงรุ่น

น่าแปลกใจที่ทำไมรุ่นน้องที่เข้ามาเรียนในสถาบันจะต้องเชื่อฟังรุ่นพี่ ที่รับน้องแบบผิดๆ เช่น พารุ่นน้องไปดื่มเหล้า และพาไปตีรันฟันแทง กับสถาบันคู่อริ มีหลายสิ่งดีๆ ที่น่าจะส่งเสริมในการรับน้องอย่างสร้างสรรค์ เช่น พาไปค่ายอาสาพัฒนาทำประโยชน์เพื่อสังคม หรือจะไปปลูกป่า ลดโลกร้อน แถมยังช่วยลดความใจร้อนของวัยรุ่น วัยที่มีพลังเหลือน่าจะนำพลังนี้มาสร้างสรรค์สังคม ในฐานะเป็นปัญญาชน ก็ขอให้มีสติ คิดก่อนจะทำสิ่งใด เรื่อง"คบเพื่อน" ในทางที่ถูก เพราะ "คบคนพาล พาลก็พาไปหาผิด คบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล"



ในครั้งนี้ในฐานะ"เพื่อน"คนหนึ่ง แม้จะต่างวัย หรือ ต่างกันในเรื่องต่างๆ แต่ก็เป็นความแตกต่างที่ไม่ใช่แตกแยก แต่เป็นแตกต่างเพื่อเสริมสร้าง จึงขอแบ่งปันข้อคิดเรื่องเพื่อน

มีจดหมายถึงเพื่อน ฉบับหนึ่ง ได้ส่งถึงเพื่อน เพื่อตักเตือนให้คิด ไม่หลงผิดไปกับการรักเงิน จนเสียคน ดังนี้


ถึงเพื่อนรัก

ฉันเห็นว่านายทำงานหนักมาก เพื่ออยากได้เงินจนไม่ค่อยได้ใส่ใจเรื่องต่างๆ อยากจะบอกกับนายว่า

เงินอาจจะซื้อบ้านหลังใหญ่ได้ แต่ไม่สามารถซื้อความสุขในบ้านได้ เพราะความสุขมาจากทุกคนในบ้านร่วมกันทำให้เกิด

เงินอาจจะซื้อหนังสือตำราได้ แต่ไม่สามารถซื้อความรู้ไม่ได้ เพราะความรู้ต้องศึกษาค้นคว้าเอง

เงินอาจจะซื้อตำแหน่งใหญ่โตได้ แต่ไม่สามารถซื้อการยอมรับ เพราะการยอมรับมาจากชีวิตที่น่านับถือ

เงินอาจจะซื้อยารักษาโรคได้ แต่ไม่สามารถซื้อชีวิตได้ เพราะทุกคนต้องความถึงซึ่งความตาย

แม้ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ เห็นไหมว่า "เงิน " ไม่สามารถซื้อทุกสิ่งได้ บางครั้ง เงิน กลับทำให้เสียทุกสิ่งได้

ดังเช่น เสียสุขภาพเนื่องจากไม่มีเวลาพักผ่อน เสียคนที่รักไปเพราะไม่มีเวลาให้ เสียคนเนื่องจากหลงผิด เสียเพื่อนและอาจจะ

เสียใจเพราะเสียเวลาชีวิตไปให้กับสิ่งที่ไม่มีชีวิตที่เรียกว่า "เงิน"

ฉันไม่อยากให้นายเสียใจและเสียทุกสิ่งไปกับเงิน


ดังนั้นโปรดส่งเงินให้ฉันเถอะ ฉันยอมเสียสละเพื่อนาย เพื่อนรัก...


เป็นซะงั้น เพื่อนคนนี้ สำหรับคริสตชนนั้นการมีเพื่อนเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะเพื่อนเป็นผู้ส่งเสริมและสนับสนุนเราในทางที่ถูกต้อง แต่ก็จะมีเพื่อนบางประเภท ที่เราไม่ควรไปคบหาสมาคมด้วย ในพระวจนะของพระเจ้าได้กล่าวถึงคำว่า " เพื่อน" ไว้มากมายขอนำมาClassifiedจำแนกประเภทไว้ดังนี้

"เพื่อนผิวเผินชั่วคราว" VS "เพื่อนสนิท"

เพื่อนผิวเผิน เพื่อนประเภทนี้ เชื่อว่าทุกคนมีเยอะมากๆ เพื่อนประเภทนี้มักจะเจอตอนช่วงโมงเร่งด่วน (Rush Hour) เช่นรีบไปเรียน รีบไปทำงาน รีบไปขึ้นรถไฟฟ้ามาหานะเธอ เจอกันมักจะเจอคำถามว่า "ไปไหน ??" ไม่ทราบว่าอยากจะรู้ไปทำไม คนไทยก็มักจะตอบกลับไปเข้าทำนอง ถาม "ไปไหนมา" ตอบ "สามวาสองศอก"

เพื่อนแบบนี้คบกันพอขำๆ เจอกันประจำใน Hi5 facebook หรือ เกม Online ในสังคมยุคใหม่มีเพื่อนแบบนี้เยอะ แต่บางทีเราต้องระมัดระวัง เพราะบางครั้งดูหน้าไม่รู้ใจ ไม่รู้จักเธอ ไม่รู้จักฉัน กลุ่มคนที่ไม่หวังดีก็ใช้ช่องทางนี้แสวงหาผลประโยชน์
ดังนั้นเด็กเยาวชนที่มีเพื่อนใน Internet ผู้ปกครองต้องคอยให้คำแนะนำ

เพื่อนสนิท ที่คบอย่าง "สนิทใจ"เพราะมีความเชื่อแบบเดียวกันและมีความเข้าใจ
สุภาษิต 18:24 มีเพื่อนที่แสร้งทำเป็นเพื่อน แต่มีมิตรบางคนที่ใกล้ชิดยิ่งกว่าพี่น้อง

พระคัมภีร์ให้เรามีความผูกพันกันโดยเฉพาะเพื่อนพี่น้องในความเชื่อเดียวกัน เพราะจะส่งเสริมกันในทางพระเจ้า มีสิ่งใดก็จะคอยช่วยเหลือกันและกัน


เพื่อนที่ชอบเชียร์ให้เสียคน VS เพื่อนช่วยขัดเกลาชีวิต

ในสังคมปัจจุบันเพื่อนๆที่เข้ามาในชีวิตของเรามีมากมาย บางครั้งต้องเลือกคบให้เหมาะสม เพราะเพื่อนบางคนชอบเชียร์ให้เสียคน เช่น ชวนไปดื่มเหล้าเมามาย หรือ พาไปเล่นการพนันขันต่อ

เพื่อนที่ดีไม่ควรตามใจเพื่อน ไม่เห็นผิดเป็นชอบ แต่ต้องช่วยกันหนุนใจตักเตือนเมื่อผิด

เพื่อนช่วยขัดเกลาชีวิต ช่วยให้เราเปลี่ยนแปลงชีวิต ส่งเสริมเพื่อนในทางที่ถูกที่ควรจะทำ

สุภาษิต 27:17 เหล็กลับเหล็กได้ คนหนึ่งก็ลับเพื่อนของตนได้


เพื่อนเทียม VS เพื่อนแท้
สุภาษิต 17:17 มิตรสหายก็มีความรักอยู่ทุกเวลา และพี่น้องก็เกิดมาเพื่อช่วยกันยามทุกข์ยาก

เพื่อนแท้จะแตกต่างจากเพื่อนเทียม ที่เราไม่ควรเทียมแอก เข้าไปยุ่งเกี่ยวส่งอิทธิพลที่ไม่ดีกับเรา เพราะจะหวังแต่ผลประโยชน์จากเรา เมื่อไม่ได้ผลประโยชน์ก็จะจากไปดังกลอนสอนใจ บทหนึ่งว่า
"เมื่อมั่งมี มิตรมากมาย มุ่งมามอง เมื่อมัวหมอง มิตรมุงมอง เหมือนหมูหมา
เมื่อไม่มี มิตรมากมาย ไม่มองมา เหมือนหมูหมา มิตรไม่มา เมื่อไม่มี"


สุภาษิต 19:4 ทรัพย์ศฤงคารเพิ่มเพื่อนเป็นอันมาก แต่คนยากจนก็ถูกเพื่อนของเขาร้างไป

เพื่อนทียมแบบนี้คบกันพอขำๆ เมื่อถึงเวลาที่ยากลำบากก็จากไป แต่เพื่อนแท้จะอยู่เคียงข้างเราเสมอ

เพื่อนเทียมจะไม่เห็นคุณร้องไห้ เพื่อนแท้มีหัวไหล่ไว้คอยซับน้ำตาให้
เพื่อนเทียมถือขวดไวน์ติดตัวมางานปาร์ตี้ของคุณ เพื่อนแท้จะมาแต่หัววันเพื่อช่วยเตรียมงาน
เพื่อนเทียมคาดหวังให้คุณเคียงข้างเขาเสมอ เพื่อนแท้คาดหวังที่จะอยู่เคียงข้างคุณ ตลอดไป

เพื่อนแท้จะเป็นเพื่อนร่วมทางของคุณ และจะบอกคุณว่า You'll never walk alone. "คุณจะไม่เดินเดียวดาย"
ปัญญาจารย์ 4:9 -10
9 สองคนดีกว่าคนเดียว เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี
10 ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น แต่วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียวเมื่อเขาล้มลง และไม่มีผู้อื่นพะยุงยกเขาให้ลุกขึ้น


สิ่งที่สำคัญของคริสตชนคือ เรามีพระเยซู ผู้เป็นพระสหายเลิศในชีวิตของเรา



พระองค์เป็นเพื่อนสนิท เมื่อเราใกล้ชิดจะได้รับสิ่งดีในชีวิต ติดสนิทเบื้องบน เกิดผลเบื้องล่าง เพราะทรงเป็นเถาองุ่นและเราเป็นแขนง
ยอห์น 15:5 เราเป็นเถาองุ่น ท่านทั้งหลายเป็นแขนง ผู้ที่เข้าสนิทอยู่ในเราและเราเข้าสนิทอยู่ในเขา ผู้นั้นก็จะเกิดผลมาก เพราะถ้าแยกจากเราแล้วท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย

พระเยซูทรงเป็นเพื่อนที่รู้ใจ เข้าใจในความอ่อนแอของเรา แต่ไม่เข้าข้างเราเมื่อเราทำผิด และสามารถช่วยเหลือเราได้เมื่อเราต้องการ

ฮีบรู 4:14-16
14 เหตุฉะนั้น เมื่อเรามีมหาปุโรหิตผู้เป็นใหญ่ที่ผ่านฟ้าสวรรค์เข้าไปถึงพระเจ้าแล้ว คือพระเยซูพระบุตรของพระเจ้า ขอให้เราทั้งหลายมั่นคงในพระศาสนาของเรา
15 เพราะว่า เรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ได้ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป
16 ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลาย จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ


พระเยซูเป็นเพื่อนแท้ แม้ชีวิตก็ตายแทนได้

ยอห์น 15:13 ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน

พระองค์สำแดงความรักแก่เราแม้เราเป็นคนบาปแต่พระเยซูคริสต์ได้สิ้นพระชนม์เพื่อลบล้างความผิดแทนเรา

โรม 5:8 แต่พระเจ้าทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือขณะที่เรายังเป็นคนบาปอยู่นั้น พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา

พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างในความรักแบบไม่มีเงื่อนไข(Agape)และสอนด้วยเราด้วยอุปมาเรื่องชาวสะมาเรีย(ลูกา 10)
เป็นแบบอย่างในความรักแบบไม่มีเงื่อนไข ไม่ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ ศาสนา สถานภาพ รักแม้ศัตรู



พระองค์ให้พระบัญญัติแก่เราคือ รักพระเจ้าสุดใจ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
ลูกา 10:27 ..."จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

เมื่อเรารับความรักของพระเยซูคริสต์ก็จงส่งความรักไปหาเพื่อนบ้าน และเป็นเพื่อนกับเขา

เพราะ “เพื่อน” คือบุคคลที่...
คอยเตือนยามเพื่อนพลั้ง คอยฟังยามเพื่อนขอ
คอยรอยามเพื่อนสาย คอยพายยามเพื่อนพัก
คอยทักยามเพื่อนทุกข์ คอยปลุกยามเพื่อนท้อ
คอยง้อยามเพื่อนงอน คอยสอนยามเพื่อนผิด
คอยสะกิดยามเพื่อนเผลอ คอยเจอยามเพื่อนหา
คอยลายามเพื่อนกลับ คอยปรับยามเพื่อนเปลี่ยน
คอยเรียนยามเพื่อนเที่ยว คอยเคี่ยวยามเพื่อนเล่น
คอยเย็นยามเพื่อนร้อน คอยวิงวอนยามเพื่อนเศร้า
คอยเฝ้ายามเพื่อนฟุบ คอยอุบยามเพื่อนปิด
คอยคิดยามเพื่อนถาม คอยปรามยามเพื่อนหลง
คอยปลงยามเพื่อนแกล้ง คอยแบ่งยามเพื่อนหมด
คอยอดยามเพื่อนทาน คอยคานยามเพื่อนล้ม
คอยชมยามเพื่อนชนะ คอยสละยามเพื่อนชอบ


เพื่อนแท้เป็นของขวัญอันล้ำค่าที่พระเจ้าประทานให้เราแต่ละคน
มิตรภาพและการมีเพื่อนนั้น เป็นเหมือนปัจจัยสำคัญพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ได้ เป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงชีวิตให้เกิดความหวังและกำลังใจในการต่อสู้อุปสรรคปัญหา

บ้านของคุณจะปลอดภัย แม้ไม่มีรั้ว เพราะเพื่อนบ้านจะเป็นรั้วให้คุณ รับความรักพระเจ้าอย่าลืมส่งต่อให้เพื่อนบ้านนะครับ

ด้วยรักจากเพื่อนถึงเพื่อนบ้าน



19 กรกฎาคม 2553

บทสรุปส่งท้าย Bye Bye World cup 2010

(ลงข่าวคริสตชน วันที่ 22 ก.ค.2010)

สวัสดีครับพี่น้องที่รักทุกท่าน เป็นอย่างไรกันบ้างครับ มหกรรมลูกหนังระดับโลก World Cup 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ ได้รูดม่านปิดฉากไปแล้ว ท่ามกลางรอยยิ้มและความประทับใจไม่รู้ลืม

ตลอด 1 เดือน เหมือนชมละครผ่านจอ TV ที่มีหลายรสชาติทั้ง ActionและDrama แบบมีเศร้าเคราเสียงหัวเราะ

แต่ละวันมีกันให้ชมวันละ 3 คู่เหมือนหนังเรื่อง Twilight รอบค่ำ หกโมงเย็น,รอบดึก 3 ทุ่ม จนถึง New Moon ดวงจันทร์วันใหม่ และรอบสุดท้าย ตีหนึ่งครึ่ง เรียกว่ารอบ "Eclipse เปลี่ยนรัตติกาลให้เป็นปรากฎการณ์ "


หลายคนแปลสภาพอิดโรยเหมือน Vampire ตาโบ๋ว บางคนขอบตาดำ เหมือนหลินปิง หมาแพนดี้ หมีแพนด้า เนื่องจากอดนอนเพื่อดูทีมรักลงแข่ง อย่างไรจบฟุตบอลโลกก็กลับมาสนใจสุขภาพและพักผ่อนให้เพียงพอนะครับ


ต้องขอแสดงความยินดีกับพลพรรคนักเตะจากแดนกระทิงดุ Spain ที่เถลิงชัยคว้าแชมป์ฟุตบอล World cup มาครองเป็นสมัยแรก ได้ดาวสีทองมาประทับที่ชุดแข่ง 1 ดวง ลบคำสบประมาทในฟุตบอลโลกหลายครั้งที่ว่า "หมูสนามจริง สิงห์รอบคัดเลือก"



ในครั้งนี้ผมขอนำข้อคิดต่างๆ มาแบ่งปันต่อจากครั้งที่แล้ว ถือเป็นบทสรุปส่งท้าย World Cup 2010 ครับ

(ต้องขอบคุณ ข้อมูลจาก http://www.fifa.com และwww.dailynews.com ที่ได้นำมาเขียนบทความครั้งนี้)


"เวทีบรรเลงเพลงแข้ง AF สู่ The Stars"

AF-African Fantasy สีสันจินตนาการสุดบรรยาย สไตล์แอฟริกัน



นับตั้งแต่พิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา ฟุตบอลโลกครั้งนี้ดำเนินไปด้วยความราบรื่นในเรื่องการจัดการแข่งขัน ตลอด 1 เดือนเต็มๆ

หากจะว่าไปแล้ว ศึกฟุตบอลโลก 2010 ครั้งนี้ ถือเป็นฟุตบอลโลกที่มีสีสันมากที่สุดครั้งหนึ่งเลยก็ว่าได้
ตั้งแต่เรื่องของเพลงประจำการแข่งขัน หลังจาก “Waving Flag” เสรีภาพดุจดังธงชัยที่ปลิวไหว ของ K'naan, เพลง Oh!Africa ของ Akon

แต่เมื่อถึงช่วงการแข่งขัน เพลง “Waka Waka This time for Africa” ซึ่งขับขานโดย Shakira นักร้องสาว ชาว Colombian กลายเป็นเพลงที่ฮอตฮิตติดชาร์ต และกลายเป็น Ringtone ยอดนิยม

สีสันที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในศึกฟุตบอลโลกครั้งนี้ ยังมีเรื่องของ “วูวูเซลา” นอกจากสีสันของมันแล้วยังแสบสันต์ เพราะเสียงแตรพลาสติกที่ส่งเสียงดังดุจแมลงหวี่รบกวนโสตประสาทแฟนบอลทั้งในสนามและที่นั่งชมเกมหน้าจอทีวีมาตลอด
แต่ในที่สุดแล้วมันกลับกลายเป็นสินค้า OTOP ของที่ระลึกยอดนิยมที่ใครก็ตามที่เดินทางไปชมเกมถึงแอฟริกาใต้ ต้องซื้อหามาฝาก เพื่อนฝูงคนสนิทกันคนละอันสองอัน

ในพิธีปิดครั้งนี้ ท่าน Nelson Mandela อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ และรัฐบุรุษได้ให้เกียรติเดินมาทางเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีปิดการแข่งขัน ฟุตบอลโลก 2010 ที่สนาม Soccer city นคร Johannesburg และโบกมือทักทายแฟนบอล รวมทั้งที่รับชมการถ่ายทอดสดทั่วโลก




โดยเจ้าภาพ แอฟริกาใต้ ได้จัดพิธีปิดประกอบแสง-สี-เสียง อย่างสวยงาม ผสมผสานการแสดงด้านวัฒนธรรมของประเทศ สร้างความประทับใจคนทั่วโลก และมี Shakira นักร้องสาวขึ้นมาร้องเพลงปิดพิธีมหกรรม ฟุตบอลโลก
ก่อนที่ Fabio Cannavaro) กัปตันทีมชาติ Italy ชุดแชมป์โลกปี 2006 จะเดินทางมาพร้อมถ้วยฟีฟ่า เวิลด์คัพ เพื่อส่งมอบถ้วยให้กับแชมป์หน้าใหม่ หลังจบเกมนัดชิงชนะเลิศ



ขอปรบมือในความสร้างสรรค์และมิตรภาพที่ไร้พรมแดนในเกมแข่งขัน ป้ายคำว่า "Say No To Racism" ที่รณรงค์ต่อต้านการเหยียดสีผิวถูกนำมาติดในทุกสนามแข่ง ต่อไปการเหยียดสีผิวเหล่านี้จะถูกเตะออกไปจากสนามฟุตบอลและสถานที่ต่างๆ

The Stars:สตาร์ดับ กับ สตาร์ดัง

ในฟุตบอลโลกครั้งนี้มีสตาร์ดังแต่เป็นสตาร์ดับที่อับแสง และมีแสงเรืองรองของสตาร์ดังที่แจ้งเกิด

สตาร์ดับอับแสง

เหล่าดาวดังที่ดับอับแสงหลายคนไม่ว่าจะเป็น Messi,Rooney,Torres, ตัวเต็งดาวซัลโวต่างๆ หาฟอร์มเด่นเช่นการเล่นในสโมสรไม่เจอ ยิงไม่ได้กันสักประตูเดียว

แม้นักฟุตบอลค่าตัวแพงที่สุดในโลกอย่าง C.Ronaldo ยังสับขาไม่ออก แถมหลอกคนดูตามตั้งนาน ความลับถูกแฉในบอลโลก ว่า "แอบไปมีเมีย มีลูกแล้ว" งานนี้ต้องไปเลี้ยงลูกจริงๆแล้ว

"ความดังไม่คงที่ ความดีคงทน" ความดีทำยาก เห็นผลช้า แต่คงงทนอยู่นาน คริสเตียนรักษาสิ่งดีไว้จะเห็นผลที่ได้ทำนะครับ

กาลาเทีย 6:9 อย่าให้เราเมื่อยล้าในการทำดี เพราะว่าถ้าเราไม่ท้อใจแล้ว เราก็จะเกี่ยวเก็บในเวลาอันสมควร




"สตาร์ดังแจ้งเกิด"

ส่วนสตาร์ดังที่แจ้งเกิดครั้งนี้ คือ เจ้าของรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมประจำฟุตบอลโลกครั้งนี้ เจ้าของหมายเลข 13 "Thomas Muller" ของ Germany และยังคว้ารางวัล รองเท้าทองคำ ดาวซัลโวฟุตบอลโลกครั้งนี้ ด้วยจำนวน 5 ประตู (แม้จำนวนเท่ากับคนอื่นๆ แต่ จ่ายมากกว่าคนอื่น) เรียกว่าควบ 2รางวัลเลย



นักฟุตบอลยอดเยี่ยม รางวัลลูกบอลทองคำ คือ Diego Forlan กองหน้าชาว Uruguay ที่เล่นได้เด่น ยิงประตูไป 5 ประตูแต่ละลูกสวยๆทั้งนั้น ขอยกนิ้วให้ว่าสุดยอดจริงๆ

รางวัลอื่นๆ ของการแข่งขันนี้ มีดังนี้
(http://www.fifa.com/worldcup/awards/index.html)

รางวัลทีมที่เล่นได้ขาวสะอาดที่สุด (Fair play) คือ ทีม Spain เพราะมีแค่ 8 ใบเหลือง ไม่มีใครได้ใบแดงเลย แม้แต่นัดชิง
Xavi Alonzo ถูก Nigel De Jong ของ Holland กระโดดกังฟูถีบที่ยอดออก ยังเฉยไม่มีโกรธ ทีมอะไรใจแบบ Agape
รักไม่มีเงื่อนไข



รางวัลถุงมือทองคำ ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยม ได้แก่ Iker Casillas กัปตันทีมชาติ Spain คนนี้นอกจากจะป้องกันประตูยอดเยี่ยมแล้ว ยังแสดงบท "รักจริงผ่านจอ" เพราะขณะให้สัมภาษณ์กับนักข่าวสาว Sara Carbonero พี่ท่าน เล่นบทพระเอกจูบแฟน ออกอากาศไปทั่วโลก...หวานซะไม่มี (ติด rate น.ผู้ปกครองต้องให้คำแนะนำเยาวชน)

สำหรับทีมยอดเยี่ยมของ FIFA ที่ให้คะแนนจากการ Vote มีดังนี้ (แต่น่าแปลกที่ Muller กลับไม่ติด) ระบบ4-4-2

ผู้รักษาประตู (Goal Keeper)I.Casillas(Esp)

กองหลัง(Defender): Maicon (Bra) - S.Ramos - C.Puyol(Esp)- P.Lahm(Ger)

กองกลาง(Midfielder): W.Snaijder(Ned)-Xavi(Esp)-B.Schweeinsteiger(Ger) - A.Iniesta(Esp)

กองหน้า(Forward): D.Forlan(Uruguay) - D.Villa(Esp)

สำหรับผู้จัดการทีมยอดเยี่ยม แน่นอนครับต้องเป็นกุนซือแชมป์โลก Vicente DEL BOSQUE

นี่ถ้าเกิดรวมทีมกันได้จริง คงไม่มีทีมไหนสู้ได้ต้องส่งไปแข่งกับทีม Avatar ซะล่ะมั้ง

The Trainers ปั้นฝันสนั่นแข้ง



สำหรับผู้ที่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของทีมแชมป์โลก Spain คือ Vicente DEL BOSQUE กุนซือที่มากไปด้วยประสบการณ์ และเป็นผู้ที่นำความสำเร็จสมัยอยู่สโมสร Real Madrid
ที่มีนโยบายสร้างเด็กท้องถิ่น ปั้นทีมเยาวชนของมาดริดจนประสบความสำเร็จ นักฟุตบอลของสเปนหลายๆคนได้ดี สมัยที่เดลบอสเก้ คุมทีมอยู่

หลังจากที่ เดลบอสเก้ไป ทีมก็ประสบความล้มเหลวเพราะนักเตะ Superstar จากต่างชาติเข้ามาในยุคทีมแห่งเทพจักรวาล (Galaxicos)ที่ทำลายเอกลักษณ์ของความเป็นทีม นั่นคือ "Teamwork"

นโนบายการทำทีมของเดลบอสเก้ คือ "บอลระบบ เล่นเป็นทีม" จะเห็นได้ว่าทั้งประตู กองหลัง กองกลาง และกองหน้าของสเปน ช่วยกันเล่นได้ดีมาก ไม่แปลกใจที่ติดทีมยอดเยี่ยมของ FIFA หลายตำแหน่ง

การทำงานเป็นทีมจึงมีความสำคัญและทำให้ประสบความสำเร็จ จะเห็นได้ว่าสตาร์ดังในฟุตบอลโลกครั้งนี้ กลายเป็นสตาร์ดับ เพราะเน้าแต่การเล่นคนเดียว One Man Show สุดท้ายก็ไปไม่ไรอด เพราะฟุตบอลสมัยใหม่ ใช้ระบบทีม และพละกำลังจากการมุ่งมั่นฝึกซ้อมถึงจะประสบความสำเร็จ

ปัญญาจารย์ 4:10-12
10 ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง อีกคนหนึ่งจะได้พะยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น แต่วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียวเมื่อเขาล้มลง และไม่มีผู้อื่นพะยุงยกเขาให้ลุกขึ้น...
12 แม้คนหนึ่งสู้คนเดียวได้ สองคนคงสู้เขาได้แน่ เชือกสามเกลียวจะขาดง่ายก็หามิได้


นอกจากนั้น The Trainers ที่น่าประทับก็มีหลายคนเช่น Oscar Tabarez กุนซือของทีม Uruguay เมื่อก่อนนั้นเป็นทีม Hardcore จอมโหด แต่ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ เล่นได้ดีและมีสีสันน่าติดตามทีมหนึ่งเลย รวมถึงการเข้าถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย กลับบ้านอย่าง Hero แล้ว

คนต่อไปคือ Bert Van Marwijk ของทีมอัศวินสีส้ม Holland ทำให้ทีมของเขาเป็นทีมที่น่าเกรงขามชนะรวดตั้งแต่รอบคัดเลือกจนถึงนัดชิง 14 นัด แต่มาพ่าย Spain ได้แค่รองแชมป์โลก Holland ก็ยังเป็นทีม "เพื่อนเจ้าบ่าว" ต่อไป เพราะชิงชนะเลิศมาแล้ว 3 ครั้งแต่ได้แค่ชิงทุกครั้ง หวังว่าต่อไปคงไม่เป็น "นายแม้น ที่แห้วอีก"

คนต่อไปอยากชมเชยกุนซือของ 2 ทีมเอเชีย คือ Takeshi Okada ของญี่ปุ่น และ HUH Jung Moo ของเกาหลีใต้ที่พัฒนาทีมจากเอเชียได้เทียบชั้นไม่น้อยหน้านานาประเทศต่างๆ

แต่เรื่องทางการเมือง 2 เกาหลี่ ก็ยัง "ไม่กินเส้น"กัน กลายเป็น เกาเหลาของเกาหลีทั้งเหนือใต้ ก็ยังไม่มีท่าทางปรองดองกันได้ เฮ้อ! Nobody ซา ราง แฮ โย 사랑해요 รักกันไม่ได้เลยนะ

ทีมน้องใหม่ร้ายสุดๆ น่าชมเชย ไม่ว่าจะเป็น New Zealand ที่เป็นทีมเดียวในฟุตบอลโลกครั้งนี้ที่ไม่แพ้ใคร แต่เสมอทั้ง 3 นัดได้แค่ 3 แต้ม ทำได้ดีแล้วแต่ยังดีไม่พอจะเข้ารอบ
Slovakia ที่พลิกตำนานโค่นแชมป์เก่า Italy เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย สุดยอดจริงๆ ต้องขอชม

คำทำนายสะท้านโลก 2010 โดย นอสตราดาหมึก Paul




แม้ว่า Guru ผู้รู้ ผู้พยากรณ์หลายคนยังมีพลาด ไม่ว่าจะเป็นหมอดูทัก จะฟันธงผิด แม้หมอชิดจะ Confirm และถูก Cancel

แต่มีดาวจรัสแสงแห่งวงการทายผลบอลตัวใหม่ คือ "เจ้าหมึกยักษ์ Paul" เนื่องจากสถิติการทายผลของมัน Clean Sheet 8 นัด ไม่มีพลาด ถูกทุกครั้ง 100 %

ผู้คนทั้งโลกต่างรู้จักเจ้าหมึกยักษ์ นามว่า "พอล"ถือกำเนิดที่อังกฤษแต่ไปอาศัยอยู่ที่สวนน้ำเมือง โอเบอร์เฮาเซน ฝั่งตะวันตกของเยอรมนี จนตอนนี้สร้างชื่อสะท้านสะเทือนในTwitter และ Facebook

พอลกลายเป็นปรากฏการณ์ในโลก Online ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ และตอนนี้เป็นหัวข้อที่ผู้คนในเว็บไซต์พูดถึงมากที่สุด ในประโยคว่า "Paul The Octopus" ติดหัวข้อ Top Ten เลยทีเดียว

แม้จะเป็นสัตว์ที่น่ารัก แต่เป็นสิ่งน่าชังของนักพนันที่ผิดหวัง เพราะมีหลายคนจ้องจะเอาชิวิตมัน โดยเฉพาะแฟนบอลชาวเยอรมันและฮอลแลนด์ สงสัยต้องไปลั้ภัยทางการเมืองที่สเปนแล้วนะเจ้าพอล

ข้อคิดคือ "บางครั้งคนเราก็ไม่ยอมรับความเป็นจริง ความจริงเป็นสิ่งที่ไม่วันตาย วันหนึ่งต้องถูกนำขึ้นมาตีแผ่ แต่คนพูดความจริง อาจจะตายได้ ดังนั้นต้องพูดความจริงด้วยใจรัก พูดถูกที่ ถูกเวลา และที่สำคัญ คือ ถูกคนด้วยนะครับ"

สำหรับเราชาวคริสตชน อนาคตของเรา คงไม่ได้แขวนไว้กับหนวดของหมึกยักษ์ แต่ฝากไว้กับพระเจ้าผู้จะเตรียมทางเราไปสู่ความสำเร็วในชีวิต เมื่อเราแสวงหาเราจะพบคำตอบจากพระองค์ ฟังเสียงของพระเจ้าก็ดีกว่าฟังสิ่งใดๆ ที่อาจจะทำให้ชีวิตผิดทางได้

เยเรมีย์ 33:3 จงทูลเรา และเราจะตอบเจ้า และจะบอกสิ่งที่ใหญ่ยิ่งและที่ซ่อนอยู่ ซึ่งเจ้าไม่รู้นั้นให้แก่เจ้า

และฝากไว้สำหรับคริสตชนทุกคน ว่าการพนันบอล นั้นเป็นมะเร็งร้ายของวงการฟุตบอล เพราะการรักเงินเป็นเหตุสำหรับความชั่วทั้งปวง

1ทิโมธี 6:10 ด้วยว่าการรักเงินทองนั้นเป็นมูลรากแห่งความชั่วทั้งมวล และเพราะความโลภนี่แหละ จึงทำให้บางคนห่างไกลจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์


อย่าเสียอนาคต เสียคน เสียเพื่อน และเสียชีวิตฝ่ายวิญญาณให้กับ สิ่งที่ไม่มีชีวิต ที่เรียกว่า "เงิน"

ขอให้เราดูบอลแบบเป็นศิลปะ เพื่อความสนุกสนาน และนำวิธีการเล่นต่างๆ มาปรับใช้ในการเล่นบอลของเราอย่างมีศาสตร์ และที่สำคัญเชียร์บอลอย่างมีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัยกัน ไม่แชว เยาะเย้ยคนที่แพ้ เราจะมีความสุขในการดูและเล่นกีฬาฟุตบอล




สำหรับฟุตบอลโลกครั้งนี้ จบแล้ว คงต้อง Bye Bye South Africa เจอกันอีก 4 ปีข้างหน้า ที่ Brazil 2014

ฟุตบอลโลกผ่านไป กลับมาสู่ชีวิตของเรา ครึ่งแรกของปี 2010เหลือเวลาครึ่งหลัง ปี 2010 ที่เราจะต้องตั้งใจดำเนินชีวิตให้ดีที่สุด

พระคัมภีร์ให้เราเป็นนักกีฬาที่แข่งขันตามกติกา และฝึกฝนตนเอง แข่งขันกับตนเองทำให้ดีที่สุด เพื่อรับรางวัลของพระคริสต์

1โครินธ์ 9:25-27
25 ฝ่ายนักกีฬาทุกคนก็เคร่งครัดในระเบียบ เขากระทำอย่างนั้นเพื่อจะได้มงกุฎใบไม้ซึ่งร่วงโรยได้ แต่เรากระทำเพื่อจะได้มงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรยเลย
26 ส่วนข้าพเจ้าวิ่งแข่งโดยมีเป้าหมาย ข้าพเจ้ามิได้ต่อสู้อย่างนักมวยที่ชกลม
27 แต่ข้าพเจ้าก็ทุบตีร่างกายให้มันแข็งจนอยู่มือ เพราะเกรงว่าเมื่อข้าพเจ้าได้ประกาศข่าวประเสริฐแก่คนอื่นแล้ว ตัวข้าพเจ้าเองจะเป็นคนที่ใช้การไม่ได้



หวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ้นปี 2010 เราจะได้ฉลองชัยในความสำเร็จด้วยกันครับ ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ

14 กรกฎาคม 2553

ขายตรง SMEs (อย่า) “ดีแตก”

(ลงข่าวคริสตชน วันที่ 15 ก.ค.2010)



สวัสดีครับพี่น้องที่รักยิ่งในพระคริสต์ ในปัจจุบันนี้สภาวะเศรษฐกิจมีการแข่งขันทางธุรกิจกันสูงขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป การทำธุรกิจปัจจุบัน ต้องเอาใจผู้บริโภค เรียกว่า “ลูกค้าเป็นใหญ่” ซึ่งเป็นผลดีสำหรับผู้บริโภคอย่างเรา มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ

เริ่มจาก “ร้านขายของชำ” หรืออีกชื่อว่า “ร้านโชว์ห่วย” ลูกค้าต้องยืนอยู่หน้าร้าน เอาอะไรก็บอกคนขาย เดี๋ยวหยิบให้ ป้ายราคาก็ไม่ติดไว้ สั่งยี่ห้อหนึ่งก็ส่งอีกยี่ห้อหนึ่งให้ แต่มีจุดดีคือเซ็นเชื่อลงบัญชีไว้ก่อนได้ สงสัยนี่คงจะเป็นต้นกำเนิดของการรูดบัตรเครดิต

ต่อมาพัฒนาเป็น “ร้านสะดวกซื้อ” เปิดตลอด 24 ชม. มีของขาย 108 อย่างทั้งใช้ประจำวันให้ลูกค้าเดินเลือกได้ และของรับประทาน หิวเมื่อไหร่ก็แวะมา ร้านแบบนี้เป็นขวัญใจ พี่น้องในคริสตจักร หลังใช้ของประทานในรอบนมัสการ เลิกรอบก็ไปแสวงหาของรับประทาน มาเติมเต็มพลังงานที่ขาดหายไปกับการนมัสการและฟังเทศนา

คริสเตียนบางท่าน รวมทั้งผมก็ชอบไป “วัด” แต่เป็น “วัดโลแตะ แวะโลตัส(Lotus)” หรือไปซื้อของที่ “วัตสัน ช็อบ (Watsons Shop)” ร้านสะดวกซื้อส่วนตัวที่สะดวกใจ

ต่อมาพัฒนาเป็นการขายแบบส่งตรงถึงบ้านลูกค้า เรียกว่า “Delivery”

ปัจจุบันก็เป็น “ร้านค้า Online “สั่งซื้อของ ทาง Internet รับซื้อและส่งให้โดยตรงเรียกว่าสะดวกมากขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้ขายต้องการเอาใจ โดยเข้าถึงลูกค้า แทนที่จะรอคอยลูกค้ามาหา ทำให้เกิดการทำธุรกิจที่เรียกว่า “ขายตรง (Direct Sale)”

ทำความเข้าใจกับธุรกิจแบบนี้(อ้างอิงจาก http://th.wikipedia.org/wiki/ธุรกิจขายตรง)

ธุรกิจขายตรง ตามความหมายก็คือ การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการนำเสนอขายต่อผู้บริโภคโดยตรง ณ ที่อยู่อาศัยหรือสถานที่ทำงานของผู้บริโภคหรือของผู้อื่น หรือสถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ประกอบการค้าเป็นปกติธุระ โดยผ่านตัวแทนขายตรงหรือผู้จำหน่ายอิสระชั้นเดียวหรือหลายชั้น โดยแบ่งออกเป็น 2ประเภทคือ

1.ขายตรงแบบชั้นเดียว ก็คือ การขายผ่านตัวแทนจำหน่ายต่อผู้บริโภคโดยตรง ได้รับผลกำไรจากการขายปลีกให้กับลูกค้าเพียงชั้นเดียวเท่านั้น
2.ธุรกิจขายตรงแบบหลายชั้น (MLM :Multi- Level Marketing ) เป็นการขายต่อๆกันเป็นเครือข่ายหลายชั้น ผู้ขายเป็นนักขายอิสระ ไม่ใช่ลูกจ้างของบริษัท มีหลายแบบได้แก่ แบบ binary,
แบบ Universal, แบบ Stair step , แบบ Matrix โดยนักขายสามารถสร้างรายได้จากการทำงาน 2 วิธีรวมกัน คือ

1.ผลกำไรจากการขายปลีก ซึ่งเป็นผลต่างระหว่างต้นทุนสินค้าที่ซื้อมาจากบริษัทกับราคาขายปลีกที่ได้ขายสินค้าหรือบริการให้กับผู้บริโภค

2.คอมมิชชั่นหรือส่วนลดตามระดับยอดขายของสินค้าหรือบริการที่มีการสั่งซื้อ (เพื่อบริโภคหรือเพื่อขายให้กับผู้ขายคนอื่นต่อๆไป) จากผู้ขายที่ได้ชักชวนเข้ามาสมัครร่วมธุรกิจในทีมขาย หรือที่เรียกว่า "สปอนเซอร์" ในระดับเป็นชั้นต่อๆไป

จะเห็นได้ว่า หลักการของระบบการตลาดหลายชั้นคือ การที่นักขายได้รับผลตอบแทนทั้งจากที่ตนเองขายปลีก และผลตอบแทนจากการขายซึ่งเกิดขึ้นเมื่อนักขายในกลุ่มของตนชวนมาร่วมกันขาย จนมียอดขายรวมเป็นก้อนใหญ่
จากปัจจัยดังกล่าวทำให้เกิดโอกาสในการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องและไม่มีขีดจำกัด ซึ่งเกิดจากการสปอนเซอร์หรือชักชวนผู้อื่นมาเข้าร่วมธุรกิจอันทำให้ระบบการตลาดหลายชั้นเป็นระบบที่มีศักยภาพสูงสุดในธุรกิจขายตรงปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีธุรกิจอีกแบบคือ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs (Small and Medium Enterprises) เรียกว่า “กองทัพเล็กเคลื่อนที่เร็ว เข้าถึงตัวลูกค้าได้ง่ายมากกว่า LE (large enterprise) ”
SMEs จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดี โดยเฉพาะในสภาวะเศรษฐกิจถดถอยมีอัตราการจ้างงานลดลง นอกจากนี้หากทำได้ดี SME ก็อาจกลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนและกลายเป็นวิสาหกิจขนาดใหญ่ไปได้ หรือ LE (large enterprise)
SMEs จะประสบความสำเร็จคือต้องตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้ เรียกว่า “ตีโจทย์ให้แตก” จึงมีคำเรียกติดปากในปัจจุบัน ว่า “SME ตีแตก”

การทำธุรกิจขายตรง (Direct Sale) และ SMEs มีการเจริญเติบโตและเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ทั้งใน TV Internet หรือ ตามตลาดนัดเปิดท้ายรถขายของต่างๆ

เมื่อก่อนนั้น ผมอยากจะซื้อสินค้าพวกนี้ต้องติดต่อหาผู้เป็นตัวแทน แต่ปัจจุบันผมเจอแต่คนขายเต็มไปหมดเลย เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ส่งผลต่อเรื่องปากท้องของผู้คน ทำให้ต้องหาอาชีพเสริม(Sideline) เพิ่มเติมอาชีพหลัก ลำพังทำงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือนรายได้อาจจะไม่เพียงพอ

บางท่านไม่อยากเป็นลูกจ้างใครก็อยากเป็นเจ้าของกิจการจะมีธุรกิจเล็กๆเป็นของตนเอง เช่น ร้านกาแฟสด ร้านขายเสื้อผ้า หรือเปิดท้ายขายของตามตลาดนัดต่างๆ

บางท่านไม่มีทุนมากก็มาทำงานประเภทขายตรง เพราะมีความเป็นอิสระ ทำงานร่วมกับงานประจำได้ เป็นอาชีพเสริม เช่น ขายอาหารเพื่อสุขภาพ ขายประกัน เป็นต้น เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แถมเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวอีกทาง

บางท่านถึงขนาดลาออกจากงานประจำ มาทำธุรกิจนี้แบบเต็มเวลาเลยทีเดียว เนื่องจากรายได้ดีมากกว่า

ในมุมมองของผม คิดว่าอาชีพเหล่านี้เป็นอาชีพที่ดี สุจริตดีกว่าไปทำอาชีพที่ไม่สุจริตและขัดต่อหลักจริยธรรมคริสเตียน เช่น เล่นการพนัน ขายหวย รับซื้อ-ขายของผิดกฎหมาย สิ่งเสพติด ของมึนเมา สิ่งที่ทำให้เกิดผลเสียต่อสังคม สิ่งเหล่านี้ไม่ส่งเสริมให้คริสเตียนประกอบอาชีพเหล่านี้

แต่สิ่งที่สำคัญคือ ธุรกิจขายตรงและ SMEs เป็นสิ่งที่ดี ต้องรักษาสิ่งที่ดีไว้ อย่าทำให้ “ดีแตก”

ธุรกิจขายตรงและ SMEs เริ่มเข้ามาในคริสตจักรมากขึ้น จนปัจจุบันคริสตจักรเริ่มกลายเป็น “Church Bazaar” คริสตจักรตลาดนัดวันอาทิตย์ เปิดท้ายขายของกันเลยทีเดียว

นอกจากนี้ในระหว่างสัปดาห์กลุ่มสามัคคีธรรม กลายเป็น “กลุ่ม SALE” แทนที่จะเป็น “กลุ่ม Cell” ที่เสริมสร้างชีวิตฝ่ายวิญญาณ “กลุ่ม Care” ที่เป็นกลุ่มแคร์ดูแลเอาใจใส่กัน กลับกลายเป็น “กลุ่ม Share” ที่แชร์แบ่งปันวิธีการขายของและแบ่งปันหุ้นส่วนธุรกิจกัน

บรรยากาศการรับใช้กลายเป็นบรรยากาศการค้า ลูกแกะฝ่ายวิญญาณกลายเป็นลูกค้าสายตรง ทำหน้าที่เป็นดาวราย ขายของให้เรา
พี่น้องที่รักครับ เราคงไม่อยากเห็นบรรยากาศแบบนี้เกิดขึ้นในพระนิเวศของพระเจ้า ซึ่งเป็นนิเวศแห่งการอธิษฐานใช่ไหมครับ


นิเวศอธิษฐานไม่ใช่ร้านโชว์ห่วย !

มัทธิว 21:12-13
12 พระเยซูจึงเสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหารของพระเจ้า ทรงขับไล่บรรดาผู้ซื้อขายในบริเวณพระวิหารนั้น และคว่ำโต๊ะผู้รับแลกเงิน กับทั้งคว่ำม้านั่งผู้ขายนกพิราบเสีย
13 พระองค์ตรัสกับเขาว่า "มีพระวจนะเขียนไว้ว่า นิเวศของเราเขาจะเรียกว่า เป็นนิเวศอธิษฐาน แต่เจ้าทั้งหลายมากระทำให้เป็น ถ้ำของพวกโจร



ในพระธรรมตอนนี้ พระเยซูต่อสู้กับปัญหาของพระวิหารในสมัยนั้น คือ ผู้คนใช้พระวิหารเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง แทนที่จะเป็นสถานที่ผู้คนมาอธิษฐานแสวงหาพระเจ้า

พระเยซูไม่ได้ต่อต้านสินค้า แต่พระเยซูจัดการกับท่าทีไม่ถูกต้อง คือ พวกเขาเป็นโจรที่ปล้นศรัทธา ความน่าเลื่อมใสของพระนิเวศ หาผลประโยชน์เข้าหาตนเอง

เรื่องของศาสนาและเรื่องฝ่ายวิญญาณเป็นเรื่องใจศรัทธาของคน เวลาเมื่อผู้คนมาทำศาสนกิจ พิธีกรรมต่างๆ มักจะมีกลุ่มศาสนาเชิงพานิชย์ มาแสวงหาผลประโยชน์จากใจศรัทธาของผู้คน

ดังนั้นสถานที่ทางศาสนาจึงไม่ใช่ที่จะมาหาผลประโยชน์ทั้งทางการเมืองและการค้าขาย

ในความคิดของผม คิดว่า “คริสตจักรไม่ได้ต่อต้านการทำธุรกิจและตัวสินค้า แต่ต้องมาจากท่าทีที่ถูกต้อง”

ดังนั้นคริสตจักรจึง มีร้านค้าขายสินค้า อาหาร มีมุมต่างๆเพื่อให้บริการสมาชิก และตอบสนองความต้องการของสมาชิกทั้งด้านร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ

ในฐานะของผมที่เป็นสมาชิกคนหนึ่งในคริสตจักร เมื่อเรามาคริสตจักร เราต้องการที่จะมาอธิษฐาน นมัสการพระเจ้า ฟังเทศนาและสามัคคีธรรมกับพี่น้อง สิ่งเหล่านี้หากเปรียบเทียบเชิงธุรกิจ ถือว่าเป็นสินค้าและบริการหลัก กิจกรรมอื่นๆ ถือว่าเป็นการจัด Promotion ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามใจสมัคร ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นของแถม ที่ไม่ได้ตั้งใจซื้อแต่ได้รับ หรือสินค้าขายคั้นเวลา

ในสมัยเด็กๆ ไปดูหนังกลางแปลง ดูได้กลางเรื่อง มักจะได้พบสถานการณ์ “หนังขาด” ฉายต่อ ต้องรอการแก้ไข ก็จะมีการขายยา หรือสินค้าต่างๆ มาขายคั่นเวลา

แท้จริงแล้วเป็นแผนการของคนฉายหนังต้องการขายของ อย่างนี้เป็นท่าทีที่ไม่ถูกต้อง เรียกว่า “เจตนาเคลือบแฝง” ไม่ขายตรงๆ แต่เป็นการหลอกขาย

เรื่องฝ่ายวิญญาณสะดุด เพราะหยุดไปขายตรง

ธุรกิจ SMEs และการขายตรงได้มาเกี่ยวข้องในชีวิตคริสเตียนของเรา หากพิจารณาจากรูปแบบระบบขายตรงหลายชั้นแล้ว มันก็คือระบบเครือข่าย (MLM) ที่มีการหาสมาชิกต่อไปเรื่อยๆ มีการรวมกลุ่มย่อย เพื่อสร้างเสริมกำลังใจ เสริมวิธีการขาย ถ่ายทอดประสบการณ์
เป็นระบบที่คล้ายกับระบบการประกาศติดตามผล ระบบกลุ่ม Cell ของคริสเตียนเลยครับ แต่ต่างกันตรงธุรกิจขายตรงมีวัตถุประสงค์คือ เพิ่มจำนวนเพื่อผลประโยชน์ต่อตนเอง

แต่คริสเตียนมีวัตถุประสงค์ คือ เพิ่มจำนวนเพื่อผลประโยชน์ต่ออาณาจักรพระเจ้า เพื่อให้ผู้คนมารับพระคุณความรักของพระเจ้า ทำให้พระมหาบัญชาสำเร็จ (มธ.28:19-20)

จากที่ผมพิจารณามานี้ รูปแบบมัน "ใกล้เคียง"กันมาก ทั้งวิธีการ ไปจนผลประโยชน์หรือเป้าหมาย แตกต่างตรงท่าทีของผลประโยชน์ที่แตกต่างกันว่าทำเพื่อใครเพื่อตนเองหรืออาณาจักรพระเจ้า

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกใจที่ ทำให้ "ธุรกิจขายตรง" เข้ามาสู่กลุ่มคริสเตียนในคริสตจักรได้อย่างง่ายดาย เนื่องจากมีความคล้ายในวิธีการซึ่งคริสเตียนคุ้นเคยอยู่แล้ว

วัตถุประสงค์ที่ผู้ทำธุรกิจขายตรงมักจะชวนเพื่อนๆ คริสเตียนมาทำด้วยกัน ก็คือ
1. เพื่อมีรายได้พอเพียงหาเลี้ยงชีพตนเอง
2. เพื่อจะได้มีเวลาไปรับใช้พระเจ้ามากขึ้น เพราะไม่ต้องทำงานตามเวลาประจำที่สำนักงาน
3. เป็นการดีที่ได้แนะนำให้เพื่อนๆ ได้ใช้สินค้าดีๆ
4. เป็นการช่วยให้เพื่อนที่ตกงานอยู่ หรือ ต้องการเปลี่ยนงาน
5. เป็นนักธุรกิจเพื่อพระเจ้า หาทุนสร้างพระนิเวศ

จากนั้นใช้บทเรียนต่างๆ ที่เคยเรียนมาประยุกต์ใช้ในการชักชวน สร้างสัมพันธ์ ประกาศโดยการเป็นพยานชีวิตของตนเองจากการขาย พาไปฟังคำบรรยายพิเศษที่สำนักงาน และนำรับเชื่อ…

จากนั้นติดตามผล ลูกค้าสายตรง สร้างสาวก ฝึกฝนจนชำนาญ ถ่ายทอดต่อไปได้ วิธีการและรูปแบบคล้ายกันมาก ฉะนั้นจึงต้องระมัดระวังเรื่องท่าทีในใจให้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิม

เส้นทางเศรษฐีใหม่หรือเศรษฐีหนุ่ม?

มัทธิว 19:17-24 …
22 เมื่อคนหนุ่มได้ยินถ้อยคำนั้นก็ออกไปเป็นทุกข์ เพราะเขามีทรัพย์สิ่งของเป็นอันมาก
23 พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ก็ยาก
24 เราบอกท่านทั้งหลายอีกว่า ตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า"


การทำธุรกิจ SMEs และขายตรงเป็นสิ่งที่เป็นช่องทางการทำเงินที่เหมาะกับยุคเศรษฐกิจปัจจุบัน
เนื่องจากใช้ทุนไม่เยอะและมีช่องทางหลากหลายในการขายสินค้าในปัจจุบัน
หากตั้งใจทำงานและขยันจะเห็นผลที่ได้ลงทุนลงแรงไป บางท่านกลายเป็นเศรษฐีใหม่เพราะการทำธุรกิจนี้ ซึ่งเป็นที่น่าชื่นชมในความขยันและตั้งใจทำงาน

สุภาษิต 10:4 มือที่หย่อนเป็นเหตุให้เกิดความยากจน แต่มือที่ขยันขันแข็งกระทำให้มั่งคั่ง

แต่สิ่งที่อยากเตือนใจคือ เราสามารถเป็นเศรษฐีใหม่ได้แต่อย่าเป็นเหมือนเศรษฐีหนุ่มเพราะเขาสนใจในทรัพย์สิ่งของมากจนไม่กล้าตัดสินใจติดตามพระเยซูคริสต์

เงินนั้นเป็นทาสที่ดีแต่เป็นนายที่แย่ เรารับเงินได้แต่อย่ารับใช้เงิน เงินอยู่ในมือเราไม่ใช่สิ่งที่ผิดแต่อย่าให้เงินอยู่ในใจเรา เพราะจะทำให้เรามีใจรักเงิน การรักเงินนำมาซึ่งรากฐานของความชั่วทั้งปวง

1ทิโมธี 6:10 ด้วยว่าการรักเงินทองนั้นเป็นมูลรากแห่งความชั่วทั้งมวล และเพราะความโลภนี่แหละ จึงทำให้บางคนห่างไกลจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์



Salesman ขายฝัน ฝันดีหรือฝันร้าย?

ยุทธวิธีหนึ่งที่นักการขาย(Salesman) ใช้คือการชักชวนลูกค้าให้ฝัน ทุกคนมีสิทธ์ที่จะฝันแต่จะทำให้ฝันเป็นจริงได้อย่างไร บางคนฝันอยากมีบ้านหลังโต บางคนฝันอยากรวย บางคนฝันอยากไปเที่ยวรอบโลก บางคนฝันอยากเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในชีวิต

วิธีการหนึ่งที่เป็นการสร้างแรงจูงใจในการขายคือ การไต่ระดับ (Stair step) ทำให้ได้รับการยกย่องยกระดับขึ้นเมื่อทำผลงานที่ดี ทำให้หลายคนอยากจะยกระดับตนเองให้สูงขึ้น จึงต้องขยันมากขึ้น หารายได้ หาลูกหาทีมงานมาช่วย เพื่อทำให้ความฝันเป็นจริง ทุกคืนหลับก็จะฝันเห็นภาพและเผยคำว่า

“อยากเป็น อยากได้ อยากมี ต้องมีให้ได้ ไม่ได้ไม่มี ต้องมีให้ได้”

ปัญญาจารย์ 5:10-12
10 คนรักเงินย่อมไม่อิ่มเงิน และคนรักสมบัติไม่รู้จักอิ่มกำไร นี่ก็อนิจจังด้วย
11 เมื่อของดีเพิ่มพูนขึ้น คนกินก็มีคับคั่งขึ้น คนที่เป็นเจ้าของทรัพย์จะได้ประโยชน์อะไร นอกจากจะได้ชมเล่นเป็นขวัญตาเท่านั้น
12 การหลับของกรรมกรก็ผาสุกไม่ว่าเขาจะได้กินน้อยหรือได้กินมาก แต่ความอิ่มท้องของคนมั่งมีก็ไม่ช่วยเขาให้หลับ


ในความเป็นจริง เรื่องจริงก็ต่างกับความฝัน ฝันไม่เคยทำให้ใครต้องเจ็บช้ำใจ แต่ความเป็นจริงเหมือนฝันร้ายที่กลายเป็นจริง และทำให้เจ็บปวดใจเพราะคร่ำเครียด กับเรื่องยอดขายตามเป้าหมาย
ทำให้เสียสติ แถมเสียสตางค์ที่ลงทุนไป ให้อารมณ์เสีย เสียศูนย์ขาดความสมดุลในฝ่ายวิญญาณ ส่งผลต่อพฤติกรรมคือ “คริสตจักรไม่แล กลุ่มแคร์ไม่เข้า พระเจ้าไม่สนใจ” บางคนตัดพ้อต่อพระเจ้าว่า “พระเจ้าไม่เข้าใจ พระองค์ไม่ Sensitive”
“ขอพระเจ้าทรงช่วยลูกด้วย หากขายได้รวยจะมาช่วยถวายให้คริสตจักร”



ขายฝันแบบนี้ฝันดีหรือฝันร้าย? หวังในสิ่งผิด จึงผิดหวัง


สินค้าไม่มั่นคง "มาเร็ว เกมเร็ว ไปเร็ว" ไม่รับประกันความเสี่ยง

ข้อควรระวังอย่างหนึ่งถึงอาชีพขายตรงและธุรกิจ SMEs คือ การลงทุน ขึ้นชื่อว่าการลงทุนย่อมมีความเสี่ยง ดังนั้นต้องใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ ควรใช้พระวิญญาณฯในการตัดสินใจด้วยจะดีมาก

เนื่องจากยุคปัจจุบันนี้ ต้องพิจารณาในเรื่องกระแสสังคม ต้องวิจัยทำการตลาด รวมถึงต้องคิดพิจารณเรื่องทำเลสถานที่ตั้งขายสินค้าให้เหมาะสม ซึ่งผู้ที่จะทำธุรกิจด้านนี้ต้องศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ

เท่าที่ผมได้ไปพูดคุยกับพี่น้องในคริสตจักรที่ทำธุรกิจนี้ ผมประทับใจในชีวิตที่สามารถแบ่งเวลาในการทำธุรกิจ การรับใช้ได้อย่างเหมาะสม และงานก็ไม่มีผลกระทบทำให้เกิดปัญหาในคริสตจักร แต่ละท่าน มีข้อแนะนำที่น่าสนใจ และผมได้เรียบเรียงไว้ดังนี้

1. การขายที่ดี ต้องรับมา ขายไป ทำให้ทุนไม่จม เพราะบางคนซื้อของสะสมไว้ทำให้ระบายขายของไม่ออกส่งผลเสียในการทำงาน

2. ต้องพิจารณาปัจจัยรอบด้าน ที่ประกอบกัน ทั้งทำเล ความร่วมสมัยของสินค้า มีสินค้าหลักและสินค้ารอง ไม่ลงทุนอย่างเดียว ต้องกระจายความสี่ยง

3. กระแสสังคมในปัจจุบัน คือ “รักง่าย หน่ายเร็ว มีทางเลือกหลากหลาย”ผู้ที่ทำธุรกิจนี้ต้องศึกษาข้อมูลอย่างเข้าถึงลูกค้าอย่างเข้าใจ

สิ่งที่สำคัญ คือ ต้องรักษาความสมดุลในการทำธุรกิจและการดำเนินชีวิตติดตามพระเจ้า แสวงหาพระเจ้าก่อน และพระองค์ทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงให้ (มธ.6:33) มีที่ปรึกษามากก็ทำให้ชีวิตปลอดภัย และยอมให้พระเจ้าทรงเป็นส่วนหนึ่งในการงานทุกเรื่อง


สดุดี 16:7-9
7 ข้าพเจ้าสรรเสริญพระเจ้า ผู้ประทานคำปรึกษาแก่ข้าพเจ้า เออ ในกลางคืนจิตใจของข้าพเจ้าเตือนสอนข้าพเจ้า
8 ข้าพเจ้าตั้งพระเจ้าไว้ตรงหน้าข้าพเจ้าเสมอ เพราะพระองค์ประทับทางเบื้องขวาของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงไม่หวั่นไหว
9 เพราะฉะนั้นจิตใจข้าพเจ้าจึงยินดีและจิตวิญญาณก็ปรีดา ร่างกายของข้าพเจ้าก็อาศัยอยู่อย่างปลอดภัยด้วย



ขอบพระคุณพระเจ้าที่พระองค์ได้รับประกันความมั่นใจให้กับเรา วันนี้เราเข้ามาทำประกันชีวิตไว้กับบริษัท เมืองสวรรค์ ประกันชีวิตนิรันดร์ (มหาชน) ไม่จำกัด

เงื่อนไขในการทำกรมธรรม์ คือ เชื่อวางใจ เชื่อเดียวนี้ รับประกันทันที ฟรีตลอดชีพ



นั่นเป็นสิ่งที่ผมได้เขียนมาเป็นมุมมองในฐานะของผู้ขาย หากท่านใดที่สนใจจะประกอบอาชีพเหล่านี้ ขอให้พิจารณาให้เหมาะสม สำหรับในมุมมองของผู้บริโภคมีความคิดอย่างไร เรามาพิจารณาด้วยกัน

เพื่อนหาย เพราะขายของเพื่อน

สิ่งนี้เป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นในคริสตจักร เมื่อมีพี่น้องที่ทำธุรกิจขายตรงเข้ามาในวงสนทนาของพี่น้องในคริสตจักร สิ่งที่เกิดขึ้น คือ “วงแตก” และ”แยกวง” สาเหตุที่เป็นอย่างนั้น คือ ไม่สามารถแยกแยะได้ว่า จะมาไม้ไหน ? จะมาหา หรือ จะมาขายของ ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ปัญหาที่ผมเรียบเรียงมาได้จากการพูดคุยกับพี่น้องในคริสตจักร คือ

1. “มาคริสตจักรเพื่อแสวงหาพระเจ้า หรือแสวงหากำไร”

ตามที่กล่าวมาคือ คริสตจักรไม่ได้ต่อต้านสินค้าและการขาย แต่เป็นห่วงเรื่องท่าที ดังนั้นในคริสตจักรจึงไม่ใช่ที่มาแสวงหาผลประโยชน์ เพื่อตนเอง แต่เป็นที่เอื้อสาธารณะประโยชน์สำหรับทุกคน
ผู้นำในคริสตจักรทำหน้าที่ในการเทศนา ไม่ได้มาเป็นเจ้าหน้าที่เทศกิจ คอยจัดระเบียบการค้าขาย
หากจะมีการติอต่อทำธุรกิจก็ขอให้ทำอย่างเหมาะสมและต้องเคารพในสิทธิของแต่ละบุคคลในการเลือกตัดสินใจ ไม่ควรใช้ระบบสิทธิอำนาจ ทำให้เกิดการเกรงใจ ซื้อขายกันด้วยความเกรงใจแต่ด้วยความสมัครใจ

ในกรณีที่พี่น้องขายของอย่างเดียวกัน แต่มาคนละเจ้า จะเลือกซึ้อของใครก็จะลำบากใจ กลายเป็นใช้สองมาตรฐาน เลือกที่รัก มักที่ชังในการตัดสินใจเลือก ส่งผลต่อความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน
ปัญหาที่คริสตสมาชิกประสบคือ เวลาไปร่วมกิจกรรมระหว่างสัปดาห์ ผู้นำกลุ่ม Cell ได้ใช้การประชุมเพื่อขายของ กลุ่ม Cell กลายเป็นกลุ่ม Sale ขายของ
ดังนั้นผู้นำกลุ่มจึงต้องคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกลุ่มสามัคคีธรรม ไม่ได้เป็นที่ “ฉายหนังเพื่อขายยา” แต่เป็นที่สำหรับการสามัคคีธรรมเพื่อเสริมสร้างชีวิตในฝ่ายวิญญาณ


2. “ลูกแกะกลายเป็นลูกค้า เพื่อนร่วมงานกลายเป็นเพื่อนร่วมหุ้น”

สถานภาพเปลี่ยนความสัมพันธ์ก็เปลี่ยน สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดช่องว่าง แม้จะมาร่วมรับพิธีมหาสนิท แต่ก็ไม่สนิทใจกัน เนื่องจากผลประโยชน์เป็นพื้นฐานความสัมพันธ์ บางกลุ่มมีความตั้งใจดี แต่ท่าทีไม่ถูกต้อง เริ่มชักชวนกันมาทำธุรกิจ SMEsร่วมกัน ช่วยกันลงขัน เพื่อลงทุน ร่วมหุ้นในการค้าขาย

ผลสุดท้ายเกิดปัญหา มองหน้ากันไม่ติด เมื่อธุรกิจล้มเหลว ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่เชื่อมต่อกัน
เป็นหนี้สินกัน เสียทั้งเงินและเสียทางเพื่อนและเสียความรู้สึกดีๆ ที่มีต่อกัน


3. “ชีวิตไม่พอเพียง เพราะอยู่ไม่เพียงพอ”

สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาคือความต้องการที่ไม่พอ อยากมี อยากได้ และอยากเป็น บางท่านซื้อของเพื่อต้องการทำยอดให้ถึงเป้า หรือเพื่อเก็งกำไรเพื่อขายต่อ แต่ขายไม่ได้ทำให้เงินจม เพราะลงทุนไปเยอะ

บางคนซื้อของใช้ที่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นเนื่องจากลดราคาหรือต้องการของแถม

บางท่านซื้อยาหลายขนาน รับประทานอาหารเสริมสุขภาพ หลายชนิดจนเกินความจำเป็น

แท้จริงอาหารเสริมไม่ใช่อาหารหลัก เรารับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย และพักผ่อนให้พอเพียงก็เพียงพอแล้ว และที่สำคัญคือ ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี (สุภาษิต 17:22)

ดังนั้นผมขอสรุปจบท้ายว่า โดยขออัญเชิญแนวทาง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางเพื่อแก้ไขวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจ มีหลักพิจารณา ดังนี้

(อ้างอิงจาก http://th.wikipedia.org/wiki/ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง)

1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ

2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับของความพอเพียงนั้นจะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้องตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้น ๆ อย่างรอบคอบ

3. การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นโดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตทั้งใกล้และไกล

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เราในฐานะคริสตชน คนของพระเจ้า ไม่ว่าเราจะทำสิ่งใดประกอบวิชาอาชีพอะไร ขอคิดสิ่งที่ดี ทำในสิ่งที่ดี และจะเกิดผลที่ดีในทุกสิ่ง เป็นคริสเตียนที่ดีในสังคมเพื่อสะท้อนความดีรอบคอบของพระเจ้า

มัทธิว 5:48 เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ

เป็นคริสเตียนที่ดี รักษาสิ่งที่ดีไว้ อย่าให้ “ดีแตก”

10 กรกฎาคม 2553

ป้ายบอกทางชีวิต

บทความหมวด:คิดนอกกรอบ
ลงข่าวคริสตชน 11 ก.ค.2010
(http://groups.google.com/group/christianthai/browse_frm/thread/2ca6b9c858562bae?hl=en)

สวัสดีครับพี่น้องที่น่ารักทุกท่าน ผมเป็นคนหนึ่งที่ใช้รถใช้ถนน และต้องเดินทางบ่อยๆ ช่วงนี้หน้าฝน ฝนตกหนักและทำให้ถนนลื่นต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถมากขึ้น หวังว่าพี่น้องที่ใช้รถจะขับด้วยความระมัดระวังมากขึ้นกว่าปกติ
แม้ว่าเรามีพระเจ้าและพระองค์ให้เรามีทูตสวรรค์ประจำตัวคอยปกป้องเราแต่เราต้องคำนึงถึงความปลอดภัยมาก่อน(Safety First) อย่าขับเร็วเกินไป มีข้อคิดเตือนใจดังนี้ว่า
ขับความเร็วไม่เกิน 80กม./ชม. ทูตสวรรค์รายล้อมอยู่รอบตัวเรา
ขับความเร็วเกิน 80กม./ชม. ทูตสวรรค์คอยมองดูอยู่ห่างๆ
ขับความเร็วเกิน 100 กม./ชม.ทูตสวรรค์ไปรอเราอยู่บนสวรรค์


ผมได้ขับรถได้เห็นป้ายจราจรต่างๆ หากเราทุกคนขับรถถูกกฎช่วยลดอุบัติเหตุ การจราจรคงไม่จราจลเหมือนทุกวันนี้ ขับรถดีมีน้ำใจก็คงจะสบายใจทั้งผู้ขับและผู้ใช้ถนนด้วยเช่นกัน

หากเปรียบเทียบชีวิตของเราเป็นการเดินทาง เราทุกคนคงปรารถนาที่จะไปให้ถึงซึ่งจุดหมาย ป้ายบอกทางชีวิต เมื่อเผชิญสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่สำคัญที่ผู้เดินทาง เพื่อนำทาง และเป็นสัญญาณเตือนให้ระวัง เพื่อเดินทางไปสู่จุดหมายโดยสวัสดิภาพ

ดังนั้นพระวจนะของพระเจ้าจึงเปรียบเสมือนแผนที่บอกทาง และพระวิญญาณเปรียบเสมือนผู้นำทาง (Navigator)ที่ส่งสัญญาณ GPS (God Provides Salvation) เชื่อมต่อจากพระบิดาบนสวรรค์นำทางสู่ความรอด

ดังนั้นเราต้องเริ่มให้ถูกทาง ไปกับคนที่ถูกต้อง และจะพบหนทางแห่งความจริง นำไปสู่ชีวิตนิรันดร์

ยอห์น 14:6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา"


เราจึงพร้อมจะเดินทางชีวิตไปกับพระองค์ มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
สำรวจชีวิตก่อนออกเดินทาง


อย่าเพิ่งรีบเดินทาง ไปเร็วอาจจะไปไม่ถึง ต้องดูกาลเวลาที่เหมาะสมด้วยสัญญาณไฟจราจรก่อน



ไฟแดง หยุดตรวจสำรวจชีวิตก่อนเดินทาง ตั้งสติก่อนสตาร์ท เพื่อไม่ผิดพลาด สำรวจชีวิตฝ่ายวิญญาณ อะไรบ้าง

ตรวจตราเติมน้ำมันแห่งการเจิม เป็นเชื้อเพลิงการเดินทางชีวิต
ตรวจเช็คลมยาง เติมลมพระวิญญาณฯให้เต็ม เพื่อการขับเคลื่อนที่นุ่มนวลและปลอดภัย (ยอห์น 3:8)
ตรวจเช็ดหม้อน้ำ เติมน้ำแห่งชีวิตธำรงอยู่อย่างเต็มล้น ไม่ให้เหือดแห้ง เครื่องยนต์ชีวิตจะได้ไม่พัง (ยอห์น 7:38)
ตรวจเช็คแบตเตอร๊่ ชาร์จไฟไว้เสมอไม่ดับพระวิญญาณ (1เธสะโลนิกา 5:19)ไม่อย่างนั้น "ไฟแบตหมดรถไม่ไป"
ทิ้งสิ่งที่ถ่วงรถ คือบาป การเดินทางชีวิตจึงมีอุปสรรค จะได้ไปได้เร็วมากขึ้นและประหยัดพลังงาน
ฮีบรู 12:1 ...ก็ขอให้เราละทิ้งทุกอย่างที่ถ่วงอยู่ และบาปที่เกาะแน่น ขอให้เราวิ่งแข่งด้วยความเพียรพยายาม ตามที่ได้กำหนดไว้สำหรับเรา

ก่อนออกเดินทางอย่าลืมคาดความจริงเป็นเข็มขัดนิรภัย (safety belt) (เอเฟซัส 6:14)
ที่สำคัญอย่าลืมพาเพื่อนร่วมทางไปด้วย เพื่อคอยช่วยเหลือกัน ไปคนเดียวไปได้เร็วแต่ไม่ไกล ไปด้วยกันไปถึงจุดหมาย

ไฟเหลือง เฝ้าระวังรักษาใจก่อนเดินทางชีวิต
สุภาษิต 4:23 จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้านเพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ

ไฟเขียว ไปตามทางอย่างมั่นใจ และมั่นคง
สดุดี 119:33 ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสอนทางกฎเกณฑ์ของพระองค์แก่ข้าพระองค์ และข้าพระองค์จะรักษาทางนั้นไว้จนสุดปลาย

ป้ายบอกทางชีวิต ใคร่ครวญคิดก่อนตัดสินใจในทุกสถานการณ์


"ทางแคบ นำสู่ชีวิต ทางที่คิดว่าถูกกลับผิด"
มัทธิว 7:13-15
13 "จงเข้าไปทางประตูแคบ เพราะว่าประตูใหญ่ และทางกว้างซึ่งนำไปถึงความพินาศ และคนที่เข้าไปทางนั้นมีมาก
14 เพราะว่าประตูซึ่งนำไปถึงชีวิตนั้นก็คับและทางก็แคบ ผู้ที่หาพบก็มีน้อย





"ถึงทางแยก ต้องตัดสินใจ เลือกทางวางใจ พระเจ้า และทางเราจะไปทางอย่างราบรื่น"

มาถึงจุดนี้ต้องมีพระวจนะในการตัดสินใจ ยอมให้พระเจ้านำทางไปสู่ความจริงอย่างถูกต้องและราบรื่น
สุภาษิต 3:5-6
5 จงวางใจในพระเจ้าด้วยสุดใจของเจ้า และอย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง
6 จงยอมรับรู้พระองค์ในทุกทางของเจ้า และพระองค์จะทรงกระทำให้วิถีของเจ้าราบรื่น




"ห้าม U-Turn เดินทางไปให้ถึงฝัน ไม่หันหลังกลับ"
มุ่งหน้าอย่างแน่วแน่ ท้อแต่ไม่ถอย ล้มแต่ไม่เลิก หนทางชีวิตติดตามพระคริสต์ไม่คิดหันหลังกลับ

ลูกา 9:62 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ผู้ใดเอามือจับคันไถแล้ว หันหน้ากลับเสีย ผู้นั้นก็ไม่สมควรกับแผ่นดินของพระเจ้า"

"พบทางตัน ทุกหนทางปัญหาก็มีทางออกเสมอ"








"อย่ามัวแต่วนเวียนปรักปรำกับความผิด แต่จงคิดหาทางออกของปัญหา"
สุภาษิต 16:1-3
1 แผนงานของดวงความคิดเป็นของมนุษย์ แต่คำตอบของลิ้นมาจากพระเจ้า
2 ทางทั้งสิ้นของมนุษย์ก็บริสุทธิ์ในสายตาของเขาแต่พระเจ้าทรงชั่งจิตใจ
3 จงมอบงานของเจ้าไว้กับพระเจ้า และแผนงานของเจ้าจะได้รับการสถาปนาไว้


"อย่าปล่อยให้มารแทรกแซงความคิด"



เขตห้ามมารแทรกแซง ขอน้อมนำความคิดไว้ใต้พระคริสต์ด้วยการเชื่อฟังและชีวิตจะมีสันติสุข
2โครินธ์ 10:4-5
4 เพราะว่าศาสตราวุธของเราไม่เป็นฝ่ายโลกียวิสัย แต่มีฤทธิ์เดชจากพระเจ้า อาจทำลายป้อมได้
5 คือทำลายความคิดที่มีเหตุผลจอมปลอม และทิฐิมานะทุกประการที่ตั้งตัวขึ้นขัดขวางความรู้ของพระเจ้า และน้อมนำความคิดทุกประการให้เข้าอยู่ใต้บังคับจนถึงรับฟังพระคริสต์



"เหนื่อยนักก็พักใจไว้กับพระคริสต์"
ฟิลิปปี 4:4-7
4 จงชื่นชมยินดีในองค์พระผู้เป็นเจ้าทุกเวลา ข้าพเจ้าขอย้ำอีกครั้งว่า จงชื่นชมยินดีเถิด
5 จงให้จิตใจที่อ่อนสุภาพของท่านประจักษ์แก่คนทั้งปวง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ใกล้แล้ว
6 อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน การวิงวอน กับการขอบพระคุณ
7 แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์


อย่าขับรถจนเหนื่อยล้าต้องพักรถ พักการเดินทางชีวิต พักสงบในพระองค์ ระวังอย่าฝืนขับจน "หลับในฝ่ายวิญญาณ"

(spiritual slumber)หลักการของพระเจ้าในชีวิตคือให้เราตื่นตัวเสมอ และมีเวลาพักสงบวางใจในพระองค์
พระองค์จึงกำหนดการหยุดพักไว้เพื่อเราจะเข้ามาแสวงหาพระองค์

เดินหน้าสู่จุดหมาย มีวิสัยทัศน์ที่ไกลและไปให้ถึง

เดินทางอย่างมีจุดหมาย วิ่งแข่งอย่างมีเป้า แข่งขันเพื่อได้รับรางวัล

1โครินธ์ 9:25-26
25 ฝ่ายนักกีฬาทุกคนก็เคร่งครัดในระเบียบ เขากระทำอย่างนั้นเพื่อจะได้มงกุฎใบไม้ซึ่งร่วงโรยได้ แต่เรากระทำเพื่อจะได้มงกุฎที่ไม่มีวันร่วงโรยเลย
26 ส่วนข้าพเจ้าวิ่งแข่งโดยมีเป้าหมาย ข้าพเจ้ามิได้ต่อสู้อย่างนักมวยที่ชกลม


ดังนั้นการเดินทางชีวิตของเราจะผิดพลาด ไปตามแผนการแต่ขอให้พระเจ้าทรงเป็นผู้นำทางไปสู่หนทางของเราทุกก้าวเดิน

แม้แผนการไม่เป็นไปดังใจหมาย แม้ความหวังสูญสลายมลายสิ้น
แต่ฉันยังวางใจฝากชีวิน พระเจ้านำหน้าทุกถิ่นที่ก้าวไป

ป้ายบอกทางชีวิต เป็นสิ่งเราควรตระหนักในทุกสถานการณ์ชีวิต ขอให้เราหยุดคิด เอาใจใส่ไม่ละเลย ป้ายเตือน และไปตามทางที่ป้ายบอก เพื่อพบทางที่เหมาะสมในชีวิตของเรา ขอพระเจ้าให้เราไปสู่จุดหมาย และเดินทางชีวิตโดยสวัสดิภาพ

Bon Voyage.