20 สิงหาคม 2553

เปลี่ยนมุมมองความคิด : ชีวิตสดใหม่ การรับใช้สดใส



ผมได้ใคร่ครวญคิดถึงตั้งแต่ต้นปี จนถึงปัจจุบัน มีหลายสิ่งที่พระเจ้าได้เข้ามาปลี่ยนแปลงมุมมองใหม่ จึงได้มีเรียบเรียงเขียนให้อ่านดังนี้ครับ

มุมมองความคิดส่งผลต่อการกระทำอย่างยิ่ง คิดอย่างไรก็จะทำอย่างนั้น เมื่อก่อนนั้นความคิดของเรามีมุมมองที่แคบ ไม่เปิดกว้างในการทรงนำของพระเจ้าในการดำเนินชีวิต มุมมองแคบแบบเดิมของชีวิตเราเป็นแบบใดและมุมมองใหม่ที่พระเจ้าทรงให้กับเรา เป็นอย่างไร หากทราบแล้วเปลี่ยนดังนี้


มุมมองเดิม : ชีวิตถูกกดเพราะกฎนำชีวิต


เมื่อก่อนนั้นเราจะใช้ความพยายามมากในการดำเนินชีวิตตามกฎระเบียบ เพราะคิดว่าต้องรักษาชีวิตให้ดีไม่มีที่ติได้ สิ่งที่เราทำคือสิ่งที่เราท่อง นั่นคือ “จง…” “อย่า…” “ทำ…” “ต้อง…” “ห้าม…” ดำเนินชีวิตแบบทหารเกณฑ์
ดำเนินตามกฎเกณฑ์ รอรับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา

สถานภาพเป็นเสมือนลูกจ้างชั่วคราว ที่ทำงานตามหน้าที่โดยปราศจากเป้าหมาย ไม่เคยรู้อนาคต ข้างหน้าและไม่เคยให้ความมั่นใจในอนาคตให้กับใครได้
แม้แต่การเข้ามแสวงหาพระเจ้าก็ยังเป็นรูปแบบศาสนาพิธี มี Script ทุกเรื่อง เข้าหาพระเจ้าแบบพาตัวเราเองไป เข้าใจว่าเรา ต้องทำดีจึงจะได้รับพระพร พระเจ้าจึงจะพอพระทัย ทำงานเพื่อจะได้รับผลตอบแทนเป็นพระพรจากพระเจ้า
ส่งผลในชีวิตคือการอยู่ในลู่และกรอบ ไม่มีขอบเขตให้เดินออกไปมากนัก

มุมมองใหม่ : ได้รับการยกชูเพราะรู้พระทัยพระเจ้า

ขอบพระคุณพระเจ้าที่ทรงให้มุมมองใหม่ เพราะเป็น Full Timeทำงานเต็มเวลา ที่ถวายตัวพระเจ้าแบบเต็มใจ (Full heart)

ผมประทับใจในมุมมองของผู้นำคือท่านอาจารย์นิมิตและอาจารย์อ้อย ระเบียบ ได้กล่าวไว้ว่า “Staff อยู่ใกล้ที่สุด และต้องได้รับก่อน ได้รับการเรียนรู้ผ่านการได้ยินนิมิตนั้น พวกเราจะต้องผ่านการฝึกฝน ( Training) ในทั้งวิชาบังคับ (การศึกษาพระคัมภีร์) และวิชาเลือก พัฒนาจนไปถึงจุดที่พระวิญญาณเป็น Trainer ส่วนตัว จนกลายเป็นต้นแบบในการที่คนเห็นว่าพระเจ้ากำลังทำอะไร Staff ต้องตอบได้ว่าอะไรที่เปลี่ยนไปจากอดีต / Staff ต้องจำให้ได้ว่าเราได้รับการ Train ในเรื่องอะไรบ้าง เพื่อไปเป็นพระพรต่อคริสตจักรอื่นๆ ด้วย”

นี่คือการเปลี่ยนมุมมองความคิดใหม่และสถานภาพใหม่ด้วย

จากทหารเกณฑ์ดำเนินตามกฎเกณฑ์ กลายเป็นทหารของพระคริสต์ดำเนินชีวิตอยู่ในเสรีภาพ

ชีวิตไม่ถูกกดแต่ได้รับการยกชูเพราะรู้พระทัยพระเจ้า ว่าพระองค์ทรงมีแผนการที่ดีกับเราเสมอ

เยเรมีย์ 29:11 พระเจ้าตรัสว่า เพราะเรารู้แผนงานที่เรามีไว้สำหรับเจ้า เป็นแผนงานเพื่อสวัสดิภาพ ไม่ใช่เพื่อทุกขภาพ เพื่อจะให้อนาคตและความหวังใจแก่เจ้า

จากสถานภาพลูกจ้างชั่วคราว พระองค์ยกชูให้เราเป็นลูกพระเจ้าชั่วนิรันดร์

ยอห์น 1:12 แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรงประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า

ขอบพระคุณพระเจ้าที่พระองค์ทรงรักเราเสมอ แม้เราเป็นเช่นไร พระองค์รักเราในความเป็นเราไม่ใช่ในสิ่งที่เราทำ แม้เราไม่ได้ทำสิ่งใดให้พระองค์ แต่พระองค์ทรงรักเพราะเราเป็นลูกไม่ใช่ลูกจ้าง

เป็นผู้รับใช้ไม่ใช่ผู้รับจ้าง หลักประกันการทำงานคือแผนการอนาคตแห่งสวัสดิภาพที่พระองค์เตรียมไว้ตามน้ำพระทัยของพระองค์

พระเจ้าเปิดเผยอนาคตให้รู้น้ำพระทัยของพระองค์ รวมถึงอนาคตของแกะที่พระเจ้าเปิดเผยให้เห็น

มุมมองเดิม : ชีวิตตกขอบเพราะถูกตีกรอบชีวิต

สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะคริสตชนสนใจเอาแต่ทำงานรับใช้ จนไม่ได้สนใจในสิ่งรอบตัว ทั้งชีวิตครอบครัวและอนาคตในชีวิต เรามีปรัชญาที่ว่า “จงแสวงหาพระเจ้าก่อน สิ่งใด” จนเราไม่ได้ทำส่วนของเราอย่างเต็มที่ในเรื่องต่างๆ

บางท่านขัดสน เป็นคนไม่ค่อยมีเงิน อย่างยากลำบาก เก็บเงินไม่ค่อยได้ ไม่มีเวลากับครอบครัว ไม่เข้าใจเรื่องของความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ เรียกว่าไม่เข้าเทียมแอกกับคนไม่เชื่อ เลยแบกแอกไว้คนเดียวไม่ได้มีใครมาแบ่งเบา

ไม่ยุ่งเกี่ยวกับทางโลก มุ่งแต่ทางธรรม ทำตนเป็นผู้ทรงศีล อยู่อย่างสันโดษ อยู่บนสันเขา ไม่เข้าใจชีวิตในวิถีทางของโลก

พวกเราเลยมีชีวิตที่ตกขอบเพราะตีกรอบชีวิตอยู่ในแวดวงสังคมที่แคบ ไม่ได้เปิดตัวสู่สังคมภายนอก แท้จริงแล้วพระเจ้าให้เราอยู่ในโลกเพื่อมีอิทธิพลต่อโลกได้รู้จักความรักของพระเจ้า

เราต้องอยู่ในโลกแต่ไม่ให้อิทธิพลของโลกมาครอบนำชีวิตของเราไปผิดทางจากทางพระเจ้า

ในอดีตนั้นแม้ว่าเราจะได้มีส่วนเข้าไปทำงานพัฒนาสังคม แต่ก็เป็นเพียงการทำงานฉาบฉวยไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง เพราะไม่ใช่มาจากความเป็นตัวตนของเรา เราจึงไม่เข้าใจและเข้าถึงสังคมได้อย่างที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราเป็น

การทำงานพัฒนาสังคมที่ผ่านมาจึงทำเพื่อสร้างภาพให้ดูดี ทำดีเพื่อเอาหน้า ทำงานเพื่อเอาใจแต่ไม่เอาจริง

อีกมุมมองเดิมที่พวกเรามีคือ ชีวิตโดดเดี่ยวเพราะไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร

เมื่อก่อนผมไม่ค่อยมีเพื่อนต่างคริสตจักร เนื่องจากพวกเราเก็บตัว เพราะถูกเก็บกด มีความภาคภูมิใจในองค์กร แข่งขันเพื่อความเป็นที่สุดของที่สุด

การเป็นที่สุดทำให้เกิดการแข่งขันในแต่ละคริสตจักร แทนที่จะร่วมกันรับใช้ เลยการเป็นแย่งกับรับใช้ หากเราช่วยกันแต่ละคริสตจักร งานของพระองค์คงไปได้ไกลมากกว่านี้

ไปคนเดียวไปได้เร็วแต่ไม่ไกล ไปด้วยกันไปได้ไกล และไปถึงเส้นชัย

มุมมองใหม่ : ชีวิตดีรอบคอบเพราะกรอบพระวจนะ


มัทธิว 5:48 เหตุฉะนี้ท่านทั้งหลายจงเป็นคนดีรอบคอบ เหมือนอย่างพระบิดาของท่าน ผู้ทรงสถิตในสวรรค์เป็นผู้ดีรอบคอบ

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับหลายเดือนที่ผ่านมา ที่พระองค์ทรงสอนให้เรามีมุมมองที่รอบคอบและสมดุลมากขึ้นในการดำเนินชีวิตกับพระองค์
เมื่อเราเริ่มต้นคริสตจักร เรามีเป้าประสงค์ 12 ประการ ที่เป็นพระบัญชาที่ทำให้คริสตจักรแห่งพระบัญชาขับเคลื่อนไป
เรามีเป้าประสงค์ที่จะเป็นคริสตจักรที่ส่งเสริมสนับสนุนให้นิมิตของสมาชิกแต่ละคนสำเร็จ

โรม 8: 28 เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตาม พระประสงค์ของพระองค์

1เปโตร 2:9 แต่ท่านทั้งหลายเป็นชาติที่พระองค์ทรงเลือกไว้แล้ว เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติของพระเจ้าโดยเฉพาะ เพื่อให้ท่านทั้งหลายประกาศพระบารมีของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์


คริสตจักของเรา ทำตามพระบัญชาในเรื่องส่งเสริมสนับสนุนให้นิมิตของสมาชิกแต่ละคนสำเร็จตามการทรงเรียกของพระเจ้า เราจึงต้องเป็นคนที่เกิดผลดีในทุกด้าน ไม่ใช่แค่การรับใช้เท่านั้น แต่ต้องดีรอบคอบ ครบถ้วนสมดุลในทุกด้านชีวิต

ขอบพระคุณพระเจ้าเรามีเวลาในการดูแลครอบครัวมากขึ้น มีเสรีภาพในการทำงานไม่จำเป็นต้องตอกบัตรทำงาน แต่เราต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า ต่อเพื่อนผู้รับใช้ต่อคริสตจักร

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับคำพยานชีวิตที่มาแบ่งปันทุกสัปดาห์ ในโครงการ “หนึ่งพันคำพยานเพื่อพระเจ้า” บางท่านมาเป็นพยานว่า เขาได้ครอบครัวกลับคืนมา

เราได้ปรับโครงสร้างอภิบาลและโครงสร้างเวลาให้เหมาะสมกับความสมดุลในชีวิตของคริสตสมาชิกมากขึ้น ตามเป้าประสงค์ของพระเจ้าในคริสตจักรของเราคือ คริสตจักรที่มีสุขภาพแข็งแรงในทุกด้าน ทั้งจิตวิญญาณ จิตใจ และร่างกาย

เรามีเป้าประสงค์ที่จะเป็น “คริสตจักรที่สร้างอาณาจักรของพระเจ้า
มัทธิว 6:10 ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก

คริสตจักรแห่งพระบัญชา นำอาณาจักรพระเจ้าบนแผ่นดินโลก เป็นความตั้งใจในชีวิตของเรา
เรามีเป้าประสงค์ที่จะเป็น”คริสตจักรที่ประสานพระกายเป็นหนึ่งเดียว” เป็นผู้ทำสะพานเชื่อมความสัมพันธกับคริสตจักรต่างๆ (Bridge builder)

เอเฟซัส 4:16 คือเนื่องจากพระองค์นั้น ร่างกายทั้งสิ้นที่ติดต่อสนิทและประสานกันโดยทุกๆข้อต่อ ที่ทรงประทานได้จำเริญเติบโตขึ้นด้วยความรัก เมื่ออวัยวะทุกอย่างทำงานตามความเหมาะสมแล้ว

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับพี่น้องคริสตจักรต่างๆ ที่ได้มีส่วนมาช่วยเหลือเรา และยืนเคียงข้างเราเสมอในยามที่เราเผชิญปัญหา ขอบคุณสำหรับทุกคำอธิษฐานเผื่อ คำเผยพระวจนะที่มาถึงเรา

ขอบคุณสำหรับคำสอนที่ดียอดเยี่ยมที่มาเป็นวิทยากรสอนในค่ายอาณาจักรแห่งพระสิริที่ผ่านมาทำให้เราเข้าใจในการฟังเสียงของพระเจ้า เข้าใจเรื่องการเยียวยาปลดปล่อยชีวิตภายใน(Inner healing)

กำแพงแห่งความอคติได้ถูกทำลายลงแล้ว วันนี้เราไม่เดินเดียวดาย แต่มีพี่น้องในพระกายที่ไปด้วยกันเสมอ

เอเฟซัส 2:14 … เป็นผู้ทรงกระทำให้ทั้งสองฝ่ายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และทรงรื้อกำแพงที่กั้นระหว่างสองฝ่ายลง

วันนี้ชีวิตของเราจึงไม่ตกขอบแต่ดีรอบคอบเหมือนพระองค์เพราะพระวจนะของพระองค์ล้อมกรอบความคิดของเราให้มีมุมมองใหม่ ชีวิตของเราจึงเปลี่ยนแปลงใหม่

มุมมองเดิม : ชีวิตไม่สงบเพราะไม่พบพระเจ้า

น่าแปลกใจมากทีเดียว เราชาวเลวีคนที่อยู่ในพระนิเวศ แต่เป็นคนอยู่ใกล้แต่กลับไกลห่างในความสัมพันธ์กับพระเจ้า เรามีมุมมองแบบเดิม ชีวิตเก่าของเราจึงเป็นแบบนี้

ตีความพระวจนะบนพื้นฐานของกายภาพ บนตัวหนังสือเป็นพวกพิสูจน์อักษร แต่ไม่ยอมให้พระวจนะพิสูจน์ตรวจชันสูตรใจ

ใช้หลักการตามความคิดของตัวเอง สร้างหลักการขึ้นมาเอง เรียกง่ายๆว่า “ตู่”

เป็นคนไม่มีหลักการ จึงทำตัวหลักลอย

ทำตนเป็นคนรอบรู้เป็น Guru ที่รู้ทุกเรื่อง แต่ยกเว้นเรื่องจริง !

พบพระเจ้าแบบไม่ลึกซึ้ง เพราะกระวนกระวายต่อหลายสิ่งไม่เคยรู้ว่าจิตวิญญาณของเราสามารถพูดกับพระเจ้าได้ด้วย

เราฟังเสียงพระเจ้าได้น้อยมาก ฟังเสียงมนุษย์โดยเฉพาะผู้นำมากกว่าเป็นพวกว่านอนสอนง่ายฝ่ายวิญญาณ ตอบสนองทันทีที่สั่ง เชื่อฟังแม้ไม่เข้าใจ
เป็นลูกน้องที่ทำงานได้เข้าตานาย โดยเฉพาะสุดยอด บอสใหญ่ที่ชอบเอาแต่ใจ มีคำขวัญในการเชียร์นาย ดังนี้ว่า “ได้ครับพี่ ดีครับท่าน ทันครับผม เหมาะสมกับเจ้านาย ทำให้ได้ (can do)ครับผู้นำ ”

มุมมองแบบนี้มีจึงทำให้มีแต่ “งานเข้า” ชีวิตมีแต่งาน ทำแต่งาน
รูปแบบการรับใช้จึงเป็นสูตรตายตัว คือ ประกาศ ติดตามผล สร้างสาวก เชื่อฟังโดยอยู่ภายใต้สิทธิอำนาจ เน้นเป้าหมายมากกว่าวิธีการ
บางท่านทำงานหนักเหนื่อยทุกวันตลอดทั้งอาทิตย์ เหนื่อยกับการดูแลคน กับการทำโปรแกรม เหนื่อยรับใช้ตามรูปแบบเดิม
วันศุกร์งานเข้า วันเสาร์งานหนัก วันอาทิตย์งานหลัก ขอพักงานวันจันทร์
ไปคริสตจักรในวันอาทิตย์แทนที่จะได้พักสงบในพระเจ้า แต่ต้องทำงานหนัก เมื่อกลับถึงบ้านไปเข้าห้องนอนก็กระโดดพุ่งราวบนเตียงเพื่อ “พักสลบ”

มุมมองแบบเดิมทำให้ชีวิตไม่สงบเพราะไม่พบพระเจ้า ติดยึดรูปแบบแต่ไม่ติดสนิทกับต้นแบบ
คนที่เราควรสนใจคือเจ้านายที่ที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นจอมเจ้านายที่แท้จริงบนสวรรค์คือพระเจ้า

พระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นต้นแบบแห่งการรับใช้ของเรา พระองค์ปรารถนาให้เราหายเหนื่อย เป็นสุข ไม่อยากให้ทุกข์ใจเมื่อทำงาน

มัทธิว 11:28-30
28 บรรดาผู้ทำงานเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก จงมาหาเรา และเราจะให้ท่านทั้งหลาย หายเหนื่อยเป็นสุข
29 จงเอาแอกของเราแบกไว้ แล้วเรียนจากเรา เพราะว่าเราสุภาพและใจอ่อนน้อม และจิตใจท่านทั้งหลายจะได้พัก
30 ด้วยว่าแอกของเราก็พอเหมาะ และภาระของเราก็เบา"


การทำงานจึงไม่ควรจะเป็นภาระหนักแต่ต้องมาจากภาระใจที่เราเข้าใจแลติดสนิทในพระเจ้า

มุมมองใหม่ : นิ่งสงบสยบความวุ่นวาย

พระเจ้าได้มาสอนคริสตจักรของเราให้วางใจในพระองค์ ในทุกสถานการณ์ในชีวิต
ในบางครั้งพระเจ้าได้ใช้สถานการณ์มาเป็นอุปกรณ์สอนเราให้เราวางใจในพระเจ้า
บางครั้งเราเจอสถานการณ์ทำให้เราสับสนวุ่นวาย ทำอะไรไม่ถูก ไม่สามารถเรียงลำดับความสำคัญก่อนหลังได้

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พระเจ้าได้สอนให้เราเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับคริสตจักรของเรา และสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น
คำเผยพระวจนะจากผู้นำหลายๆท่านและนักอธิษฐานวิงวอน (Intercessor) เป็นเสมือนเสียงเป่าเตือนจากคนยามที่ตื่นอยู่ให้เราเฝ้าระวังและดำเนินชีวิตตื่นตัวเสมอในสงครามฝ่ายวิญญาณ

ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับคริสตจักรของเรา ทีมีการเริ่มต้นทำนิเวศอธิษฐาน ทำให้เราได้เข้าเฝ้าพระเจ้า ทำให้จิตใจเราสามารถนิ่งสงบในทุกสถานการณ์
การนิ่งสงบสยบความวุ่นวาย เหมือนดังบทเพลง Still ของ Hillsong คือ

When the oceans rise and thunders roar… I will be still and know You are God
เมื่อพายุพัดมาและฟ้าคำราม …ข้าจะนิ่งอยู่ ไว้ใจพระองค์


ให้เราเข้ามาพักสงบและรับกำลังจากพระองค์ในการเผชิญสิ่งต่างๆได้
เข้ามาแสวหาพระเจ้า เข้าไปติดสนิทเบื้องบนเกิดผลเบื้องล่าง
พระเจ้าให้เราติดสนิทกับพระองค์และชีวิตของเราจะเกิดผลดี

วันนี้เราจึงสนุกกับการทำงาน มีสันติสุข ตื่นเต้นในบรรยากาศฝ่ายวิญญาณ หิวกระหายรอพระเจ้านำให้ทำในรูปแบบใหม่ๆ

ขอบพระคุณพระเจ้า

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การเห็นต่างในวิถีแบบอาณาจักร

การเห็นต่างในวิถีแบบอาณาจักร โดย  Haiyong Kavilar             ในบทความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงว่า ในการขับเคลื่อนแบบอัครทูตหรือแบบอาณาจ...