07 มีนาคม 2560

เทคนิคการทำอัศจรรย์ของพระเยซู

เทคนิคการทำอัศจรรย์ของพระเยซู  โดย  Haiyong Kavilar

ที่มาของภาพ https://www.pinterest.com/sabrinarhockey6/jesus-wins/
ทำไมพระเยซูถึงไม่รู้วันที่พระองค์จะเสด็จมา
มีข้อพระคัมภีร์ข้อหนึ่งที่สร้างความงุนงงให้กับเพื่อนๆบางท่านก็คือ

(มาระโก 13:32) แต่​ไม่​มี​ใคร​รู้​เรื่อง​วัน​หรือ​เวลา​นั้น แม้​แต่​พวก​ทูต​ใน​ฟ้า​สวรรค์​หรือ​พระ​บุตร มี​แต่​พระ​บิดา​เท่า​นั้น

ในบริบทของข้อพระคัมภีร์นี้ได้กล่าวถึงการเสด็จมาของพระบุตร ทว่าตัวพระบุตรเองกลับไม่รู้วันที่พระองค์จะเสด็จมา โดยมีแต่พระบิดาเท่านั้นที่รู้ ข้อพระคัมภีร์นี้ดูเหมือนจะขัดกับอัตลักษณ์แห่งความเป็นพระเจ้าของพระเยซู เพราะถ้าพระเยซูเป็นพระเจ้าจริง พระองค์ก็ควรจะรู้ทุกสิ่งและทรงฤทธิ์ทุกอย่าง ทั้งนี้ในแวดวงศาสนศาสตร์ได้อธิบายเกียวกับข้อพระคัมภีร์นี้อยู่ 4 แนวคิด คือ

แนวคิดแรก บางเรื่องเป็นความล้ำลึกที่มนุษย์ไม่อาจรู้ได้

แนวคิดนี้อธิบายว่า บางเรื่องในพระคัมภีร์หรือบางเรื่องที่เกี่ยวกับพระเจ้าเป็นสิ่งล้ำลึกที่สมองมนุษย์ไม่อาจจะเข้าใจได้ บางครั้งเมื่อนักวิชาการไม่สามารถอธิบายในบางเรื่อง นักวิชาการก็มักจะวางเรื่องนั้นไว้ในหมวดของความล้ำลึกที่มนุษย์ไม่อาจเข้าใจได่ อย่างไรก็ตามจากการค้นคว้าของผม เรื่องที่พระเยซูไม่รู้ถึงวันที่พระองค์เสด็จมานั้น สามารถหาคำตอบได้ และเป็นคำตอบที่ยังคงสนับสนุนความเป็นพระเจ้าและความเป็นมนุษย์ของพระเยซู

แนวคิดที่สอง พระเยซูเป็นเพียงมนุษย์เท่านั้น

แนวคิดนี้อธิบายว่าพระเยซูไม่ได้เป็นพระเจ้าเป็นแต่เพียงมนุษย์เท่านั้น ทว่าแนวคิดนี้ขัดกับข้อพระคัมภีร์ข้ออื่นๆที่แสดงถึงความเป็นพระเจ้าของพระเยซู เช่น ใน (ยอห์น 1:1,14) (โรม 9:5) (1 ยอห์น 20)

(ยอห์น 1:1,14) ใน​ปฐม​กาล​พระ​วาทะ​ทรง​ดำรง​อยู่ และ​พระ​วาทะ​ทรง​อยู่​กับ​พระ​เจ้า และ​พระ​วาทะ​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า, พระ​วาทะ​ทรง​เกิด​เป็น​มนุษย์​และ​ทรง​อยู่​ท่าม​กลาง​เรา

แนวคิดที่สาม บ้างใช้ความเป็นมนุษย์,บ้างใช้ความเป็นพระเจ้า

แนวคิดนี้อธิบายว่า ในเวลาที่พระเยซูทำการอัศจรรย์หรือรักษาโรค พระเยซูทรงใช้ความเป็นพระเจ้า แต่เวลาที่พระเยซูทรงหิวหรือเหนื่อยหรือหลับ พระเยซูทรงใช้ความเป็นมนุษย์ กล่าวคือพระเยซูใช้ความเป็นพระเจ้ากับความเป็นมนุษย์สลับไปมา นี่หมายความว่าตอนที่พระองค์ตรัสเกี่ยวกับวันที่พระองค์เสด็จกลับมา พระองค์ทรงใช้ความเป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงไม่รู้วันที่พระองค์เสด็จกลับมา อย่างไรก็ตามผมไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้นัก แนวคิดที่ผมรู้สึกว่ามีเหตุผลมากที่สุดคือแนวคิดที่สี่ซึ่งจะกล่าวต่อไป

แนวคิดที่สี่ วาระพิเศษแห่ง 33 ปีครึ่ง

ในด้านประวัติศาสตร์ เวลาที่พระบุตรออกจากครรภ์นางมารีย์จวบจนตายที่กางเขนนั้น กินเวลา 33 ปีครึ่ง ซึ่งในช่วง 33 ปีครึ่งนี้เป็นวาระพิเศษของพระบุตรที่แตกต่างจากเวลาทั่วๆไป

แนวคิดนี้อธิบายว่า พระบุตรทรงเป็นพระเจ้าที่ดำรงอยู่แล้วตั้งแต่แรก (ไม่มีใครสร้างพระองค์) ทรงดำรงอยู่กับพระบิดาตั้งแต่ต้น ทว่าในช่วง 33 ปีครึ่งนี้ พระบุตรทรงอยู่ในวาระพิเศษ อันเป็นวาระที่พระองค์ถอดพลานุภาพของความเป็นพระเจ้าและดำรงชีวิตเหมือนกับมนุษย์ทั่วไป ในช่วง 33 ปีครึ่ง พระองค์ทรงถอดความสามารถในการรู้ทุกสิ่ง พระองค์ถอดความสามารถด้านฤทธานุภาพทุกอย่าง พระองค์ถอดความสามารถในการอยู่ทุกที่ในเวลาเดียวกัน ในช่วง 33 ปีครึ่งนี้ พระองค์ไม่ได้รู้ทุกสิ่ง และพระองค์อยู่ได้แค่ที่เดียวในเวลาเดียว (ไม่ได้อยู่หลายๆที่พร้อมกันเหมือนพระวิญญาณบริสุทธิ์) อย่างไรก็ตามในช่วง 33 ปีครึ่งนี้ พระองค์ยังคงมีฐานันดรแห่งความเป็นพระเจ้าอยู่ เพื่อที่จะให้เพื่อนๆเข้าใจยิ่งขึ้น ผมจึงขอเล่าอุปมาเรื่องหนึ่ง

อุปมาบริษัททำแว่นตา

มีบริษัททำแว่นตาแห่งหนึ่งประกาศรับสมัครตำแหน่งผู้จัดการ โดยมีที่ว่างสำหรับตำแหน่งนี้แค่คนเดียว เมื่อประกาศนี้กระจายออกไป ปรากฏว่ามีผู้มาสมัครเป็นพันคน โดยหนึ่งในผู้สมัครพันคนนี้เป็นลูกชายของผู้ก่อตั้งบริษัทด้วย แต่ตัวลูกชายของผู้ก่อตั้งบริษัทมาสมัครในฐานะผู้สมัครทั่วๆไปเท่านั้นโดยไม่ได้ใช้เส้นสายอะไรเลย และแล้วการสอบแข่งขันเพื่อรับตำแหน่งผู้จัดการก็เกิดขึ้น การสอบแข่งขันนี้มีทั้งสอบข้อเขียนและสอบสัมภาษณ์ การสอบนี้ยากมากเพราะรับคนเข้าทำงานแค่คนเดียว อย่างไรก็ตามลูกชายของผู้ก่อตั้งบริษัทก็สอบแข่งขันด้วยความสุจริตโดยไม่ได้ใช้เส้นสายหรือใช้พลานุภาพของการเป็นลูกผู้ก่อตั้งบริษัทเลย เขาสอบแข่งขันเหมือนกับผู้สมัครทั่วๆไป สุดท้ายผลการสอบแข่งขันก็เสร็จสิ้น ซึ่งผู้ที่ได้รับคัดเลือกมาเป็นผู้จัดการก็คือลูกชายของผู้ก่อตั้งบริษัทนั่นเอง ซึ่งเขาได้รับคัดเลือกโดยไม่ได้ใช้กลโกงอะไรเลย เขาได้รับการคัดเลือกโดยความสามารถของเขาล้วนๆ

สำหรับลูกชายของผู้ก่อตั้งบริษัทในช่วงสอบคัดเลือกนั้น เขาได้ถอดพลานุภาพของการเป็นลูกผู้ก่อตั้งบริษัท แต่เขาก็ยังคงมีฐานันดรของการเป็นลูกผู้ก่อตั้งบริษัทอยู่ สำหรับพระเยซูก็เช่นกัน ในช่วง 33 ปีครึ่งนั้น พระองค์ได้ถอดพลานุภาพของความเป็นพระเจ้าและดำรงชีวิตเหมือนกับมนุษย์ทั่วๆไป แต่พระองค์ก็ยังคงมีฐานันดรของความเป็นพระเจ้าอยู่

ใน (ฟิลิปปี 2:5-8) ได้กล่าวถึง วาระพิเศษช่วง 33 ปีครี่งไว้ว่า

(ฟิลิปปี 2:5-8) จง​มี​จิต​ใจ​เช่น​นี้​ใน​พวก​ท่าน​เหมือน​อย่าง​ที่​มี​ใน​พระ​เยซู​คริสต์ ผู้​ทรง​สภาพ​เป็น​พระ​เจ้า ไม่​ทรง​ถือ​ว่า​ความ​ทัด​เทียม​กับ​พระ​เจ้า​เป็น​สิ่ง​ที่​จะ​ต้อง​ยึด​ไว้ แต่​ทรง​สละ​พระ​องค์​เอง​และ​ทรง​รับ​สภาพ​ทาส ทรง​ถือ​กำ​เนิด​เป็น​มนุษย์ และ​ทรง​ปรา​กฏ​อยู่​ใน​สภาพ​มนุษย์ พระ​องค์​ทรง​ถ่อม​พระ​องค์​ลง ทรง​ยอม​เชื่อ​ฟัง​จน​ถึง​ความ​มร​ณา กระ​ทั่ง​มร​ณา​บน​กาง​เขน

คำว่า สละพระองค์เอง นี้ในภาษากรีกมาจากคำว่า Kenos ซึ่งมีความหมายว่า ถอด นั่นคือในช่วงที่พระองค์มาบังเกิดเป็นมนุษย์จวบจนตายที่กางเขน พระองค์ทรงถอดพลานุภาพของความเป็นพระเจ้าไว้ นี่หมายความว่าเมื่อพระเยซูคลอดออกมาจากครรภ์นางมารีย์ พระเยซูต้องเรียนภาษาฮีบรูจากพ่อแม่ พระองค์ต้องกินข้าวและนอนหลับเหมือนมนุษย์ทั่วไป พระองค์ต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆจากอาจารย์และคนรอบข้าง ใน (ลูกา 2:52) ได้เขียนไว้ว่า

(ลูกา 2:52) พระ​เยซู​เจริญ​ขึ้น​ใน​ด้าน​สติ​ปัญ​ญา​และ​ด้าน​ร่าง​กาย เป็น​ที่​ชอบ​ต่อ​พระ​พักตร์​พระ​เจ้า​และ​ต่อ​หน้า​คน​ทั้ง​หลาย​ด้วย

ในช่วง 33 ปีครึ่ง พระเยซูต้องเจริญเติบโตขึ้นในด้านสติปัญญา ซึ่งหมายความว่าในวาระพิเศษแห่ง 33 ปีครึ่งนี้ พระองค์มิได้ทรงรู้ทุกสิ่งเหมือนพระบิดา ด้วยเหตุนี้ เมื่อพระเยซูได้กล่าวถึงวันที่พระองค์จะเสด็จมาใน (มาระโก 13:32) พระองค์จึงไม่รู้ถึงวันที่พระองค์จะเสด็จมา มีเพียงแต่พระบิดาเท่านั้นที่รู้ อย่างไรก็ตามหลังจากที่พระเยซูเป็นขึ้น ใน (กิจการ 1:7) พระเยซูได้ตรัสกับเหล่าสาวกโดยตรัสราวกับว่าพระองค์รู้แล้วว่าพระองค์จะเสด็จมาเมื่อไร นี่หมายความว่าเมื่อพระบุตรตายบนกางเขน พลานุภาพของความเป็นพระเจ้าได้กลับมาสู่พระบุตรอีกครั้งหนึ่ง ปัจจุบันนี้พระเยซูจึงรู้เหมือนดั่งที่พระบิดารู้และสถิตอยู่ทุกที่ทุกเวลาเหมือนกับพระวิญญาณบริสุทธิ์

ที่มาแห่งฤทธิ์เดชของพระเยซู

ในช่วง 33 ปีครึ่ง ถ้าพระเยซูไม่ได้ใช้พลานุภาพของความเป็นพระเจ้า แล้วพระเยซูทรงทำการอัศจรรย์และรักษาโรคได้อย่างไร? พระคัมภีร์ได้ให้คำตอบว่าพระเยซูไม่ได้ใช้พลานุภาพของความเป็นพระเจ้าในการรักษาโรค แต่พระองค์ใช้ความเป็นมนุษย์โดยพึ่งพาฤทธิ์เดชจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ในการรักษาโรค

(กิจการ 10:38) คือ​เรื่อง​ที่​ว่า​พระ​เจ้า​ทรง​เจิม​พระ​เยซู​ชาว​นา​ซา​เร็ธด้วย​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์​และ​ด้วย​ฤท​ธา​นุ​ภาพอย่าง​ไร และ​เรื่อง​ที่​ว่า​พระ​เยซู​เสด็จ​ไป​ทำ​คุณ​ประ​โยชน์​และ​รัก​ษา​คน​ทั้งหลาย​ที่​ถูก​มาร​เบียด​เบียน​อย่างไร เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​สถิต​อยู่​กับ​พระ​องค์

(มัทธิว 12:28) แต่​ถ้า​เรา​ขับ​ผี​ออก​โดย​พระ​วิญ​ญาณ​ของ​พระ​เจ้า แผ่น​ดิน​ของ​พระ​เจ้า​ก็​มา​ถึง​พวก​ท่าน​แล้ว

(ลก. 4:18) พระ​วิญ​ญาณ​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้าสถิต​กับ​ข้าพ​เจ้า เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ทรง​เจิม​ตั้ง​ข้าพ​เจ้า​ไว้ เพื่อ​นำ​ข่าว​ดี​มา​ยัง​คน​ยาก​จน พระ​องค์​ทรง​ใช้​ข้าพ​เจ้า​มา​ประ​กาศ​อิสร​ภาพ​แก่​พวก​เชลย ประ​กาศ​แก่​คน​ตา​บอด​ว่า​จะ​ได้​เห็น​อีก ปล่อย​ผู้​ถูก​บีบ​บัง​คับ​ให้​เป็น​อิสระ

ข้อพระคัมภีร์เหล่านี้บอกชัดเจนว่า การอัศจรรย์ที่พระเยซูทำนั้น มีเบื้องหลังอยู่ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ใช่พลานุภาพของความเป็นพระเจ้าพระบุตร

ผู้เชื่อทำการอัศจรรย์ได้เหมือนที่พระเยซูทำ

ถ้าเพื่อนๆเชื่อว่า พระเยซูทำการอัศจรรย์โดยใช้ความเป็นพระเจ้า เพื่อนๆก็มีแนวโน้มที่จะมองว่าตัวเองทำการอัศจรรย์ไม่ได้ เพราะตัวเองไม่ใช่พระเจ้า แต่ถ้าเพื่อนๆเชื่อว่า พระเยซูทำการอัศจรรย์โดยใช้ความเป็นมนุษย์ที่พึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อนๆก็มีแนวโน้มที่จะมองว่าตัวเองก็ทำการอัศจรรย์ได้เช่นกัน เพราะถ้าพระเยซูทำการอัศจรรย์โดยพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อนๆก็สามารถทำการอัศจรรย์ได้โดยพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ แท้จริงพระเยซูได้กล่าวว่า ผู้เชื่อจะทำการอัศจรรย์ได้ยิ่งกว่าที่พระเยซูทรงกระทำเสียอีก

(ยอห์น 14:12) “เรา​[พระเยซู]บอก​ความ​จริง​กับ​พวก​ท่าน​ว่า คน​ที่​วาง​ใจ​ใน​เรา​จะ​ทำ​กิจ​การ​ที่​เรา​ทำ​นั้น​ด้วย และ​เขา​จะ​ทำ​กิจ​ที่​ยิ่ง​ใหญ่​กว่า​นั้น​อีก เพราะ​ว่า​เรา​จะ​ไป​หา​พระ​บิดา​ของ​เรา

บริบทของ (ยอห์น 14:12) คือคำตรัสของพระเยซูเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะถูกประทานให้กับผู้เชื่อ และโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์นี้ ผู้เชื่อจะสามารถทำกิจเหมือนอย่างที่พระเยซูทรงทำได้ เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นเบื้องหลังของการอัศจรรย์และฤทธานุภาพต่างๆที่พระเยซูทรงทำ

แนะนำหนังสือเพิ่มเติม

1. ตื่นตะลึงเสียงพระเจ้า เขียนโดย แจ็ค เดียร์
2. ยุทธาธิษฐาน เขียนโดย ซี ปีเตอร์ แวกเนอร์
3. This Changes Everything เขียนโดย C. Peter Wagner


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น