18 ธันวาคม 2555

ประจักษ์รักอัศจรรย์วันคริสต์มาส

ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เป็นช่วงเวลาแห่งความสุข มีการประดับประดาด้วยแสงสีไฟและกล่องของขวัญต่างๆ ตามสถานที่ต่างๆ เป็นเทศกาลที่ครอบครัวได้ใช้เวลารับประทานอาหารร่วมกันและซื้อของขวัญมอบให้แก่กันและกัน
สำหรับผมแล้ว เทศกาลคริสต์มาสเป็นเทศกาลที่มีความหมายสำหรับชีวิต แม้ว่าในวันที่ 25 ธ.ค.จะไม่ได้เป็นวันประสูติที่แท้จริงของพระเยซูคริสต์ เป็นเพียงการจัดเทศกาลเพื่อรำลึกถึงการประสูติ ซึ่งพวกคนโรมันที่กลับใจมาเชื่อในพระคริสต์ได้จัดขึ้นเพื่อทดแทนการไปบูชาสุริยเทพ (สามารถอ่านประวัติความเป็นมาของคริสต์มาสได้ในบทความเรื่อง ความเข้าใจและหลักปฏิบัติในเทศกาลคริสต์มาส)

เทศกาลคริสต์เป็นเทศกาลที่ผู้คนจำนวนมากเปิดใจเรื่องพระเยซูคริสต์ ทำให้มีโอกาสได้ยินข่าวประเสริฐเรื่องพระคริสต์มาตายไถ่บาปบนไม้กางเขน
เทศกาลคริสต์มาสเป็นเทศกาลแห่งการให้ของขวัญเพราะพระเยซูคริสต์เป็นของขวัญอันล้ำค่าที่พระเจ้าประทานให้กับโลกนี้เพื่อให้ผู้คนได้รับชีวิตนิรันดร์(ยน.3:16)
ผู้ที่ได้รับของขวัญนี้ชีวิตของเขาจะไม่เหมือนเดิม แต่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างอัศจรรย์ ขอยกตัวอย่างเช่น
จอห์น นิวตัน(John Newton) ผู้ซึ่งครั้งหนึ่งดำเนินชีวิตเป็นกัปตันเรือค้าทาส แต่เมื่อเขาได้มารู้จักพระคุณของพระเจ้า ชีวิตของเขาได้เปลี่ยนไป
ในปี ค.ศ.1764 เขาได้รับใช้พระเจ้าในฐานะศิษยาภิบาลของคริสตจักรประจำชาติอังกฤษที่ได้รับการแต่งตั้ง เขามีชื่อเสียงในฐานะผู้ประพันธ์บทเพลงนมัสการพระเจ้าที่เป็นอมตะหลายเพลง เพลงหนึ่งที่เราคุ้นเคยคือ “พระคุณพระเจ้า” (Amazing Grace)
หากปราศจากพระเจ้า จอห์น นิวตัน ก็คงจบชีวิตลงแบบสิ้นหวังและอาจทิ้งชื่อของเขาไว้บนโลกนี้ในฐานะกัปตันเรือค้าทาสผู้ไร้เมตตาธรรม แต่เพราะมีพระเจ้า แม้เขาอาจมิได้มีเงินทองร่ำรวยมั่งคั่งเหมือนขณะที่เขาค้าทาส แต่ชื่อเสียงของเขาที่ทิ้งไว้บนโลกนี้หลังจากที่เขาจากไปเมื่อปี 1807 นั้น ได้บันทึกถึงเรื่องราวแห่งเกียรติและศักดิ์ศรีที่ได้รับเสียงสรรเสริญจากคริสเตียนและคนต่างๆ ทั่วโลก 
พระคุณของพระเจ้าเป็นสิ่งที่อัศจรรย์สำหรับชีวิตของท่าน ที่ท่านได้รับความรักของพระเยซูคริสต์ ชีวิตจึงเปลี่ยนไป และท่านได้มอบความรักของพระองค์ออกไปสู่คนทั่วโลกผ่านบทเพลงและคำเทศนา
เมื่อพูดถึงความรัก หลายคนอาจจะนึกถึงเทศกาลวันวาเลนไทน์ แต่ในความจริงแล้ว ในเทศกาลคริสต์มาสก็เป็นเทศกาลแห่งความรัก ที่เป็นความรักที่พระเจ้าไม่ได้เม้มเก็บเอาไว้แต่พระองค์สำแดงความรักกับเรา ทำให้เราได้ประจักษ์ในรักของพระองค์
ในครั้งนี้ ผมขออัญเชิญพระวจนะของพระเจ้าจากพระธรรมจดหมายของอัครสาวกยอห์น

1ยอห์น 4:9 -10
9 โดยข้อนี้ความรักของพระเจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่เราทั้งหลาย คือพระเจ้าทรงใช้พระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลก เพื่อเราทั้งหลายจะได้ดำรงชีวิตโดยพระบุตร
10 ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มา ทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา  
พระวจนะตอนนี้กล่าวถึงความรักของพระเจ้าที่พระองค์ทรงสำแดงให้เราประจักษ์ชัดได้ผ่านการมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข และนำมาซึ่งการลบล้างความบาปผิดในชีวิตของเรา  ทำให้เราซาบซึ้งในพระคุณความรักของพระเจ้า จากพระธรรมตอนนี้ เราสามารถประจักษ์ในความรักของพระคริสต์  

คำว่า“ประจักษ์ นั้นให้ความหมายถึง การประกาศ การแสดงให้รู้  การปรากฏชัด
แจ้ง

ความรักของพระเจ้าสำแดงออกโดยการที่พระเจ้ามาบังเกิดเป็นมนุษย์และมาตายเพื่อ
ไถ่บาปให้กับเรา  หลายคนที่เป็นมนุษย์อยากจะเป็นพระเจ้า แต่พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้า
ที่ลงมาเป็นมนุษย์ เรื่องของพระเยซูคริสต์จึงเป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นเรื่องของความรักที่
เราสามารถสัมผัสได้ด้วยความเข้าใจไม่ใช่เพียงแค่ความรู้ในด้านศาสนา

ศาสนาเป็นวีธีการที่จะพาคนไปหาพระเจ้า แต่พระเยซูคริสต์เป็นพระเจ้าที่มาหามนุษย์
ศาสนาเป็นความรู้ แต่พระคริสต์เป็นความเข้าใจที่สัมผัสได้เมื่อเราเปิดใจ
ความรู้คือประสบการณ์ของคนอื่นที่เราสามารถเรียนรู้ได้ แต่ความเข้าใจมากกว่าความรู้เพราะความเข้าใจเป็นเรื่องของประสบการณ์ของเราที่เข้าใจเอง ไม่ใช่ความรู้จากหัวสมอง (Head)แต่เป็นการสัมผัสด้วยหัวใจ(Heart)

อัครสาวกยอห์นได้เขียนอธิบายไว้ดังนี้ ใน ข้อที่ 9 ตอนปลายกล่าวว่า “...เพื่อเราทั้งหลายจะได้ดำเนินชีวิตโดยพระบุตร” คือดำเนินชีวิตโดยเรียนรู้จากพระองค์ พึ่งพากำลังที่มาจากพระเจ้าในการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ อย่างถูกต้อง และเป็นคนใหม่ที่ชอบธรรมแล้วผ่านความเชื่อในการหลั่งโลหิตของพระเยซูเพื่อไถ่บาปเรา เราสามารถเรียนรู้จักและทำความเข้าใจความรักของพระคริสต์ได้ดังนี้

1.รักที่เสียสละ (ข้อ 9) 

พระวจนะกล่าวว่า “โดยข้อนี้ความรักของพระเจ้าก็เป็นที่ประจักษ์แก่เราทั้งหลาย คือพระเจ้าทรงใช้พระบุตรองค์เดียวของพระองค์เข้ามาในโลก เพื่อเราทั้งหลายจะได้ดำรงชีวิตโดยพระบุตร” พระวจนะกล่าวถึงพระเยซูคริสต์ว่าทรงเป็น “พระบุตรของพระเจ้า” แท้จริงพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า ทรงเป็นแหล่งแห่งชีวิตและมีฤทธิ์อำนาจอยู่เหนือสรรพสิ่ง แต่กลับมิได้ทรงถือว่าสภาพพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่ต้องยึดถือ (ฟป.2:6-7) พระองค์ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ในสภาพของเนื้อหนัง เพื่อเป็นแบบอย่างแก่เราในการดำเนินชีวิตติดตามพระเจ้า รวมทั้งมอบชีวิตของพระองค์เองเป็นค่าไถ่บาปแก่เรา (มก.10:45) เพื่อคนที่วางใจในพระองค์จะได้รับชีวิตใหม่ เปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนพระเยซูคริสต์มากยิ่งขึ้น และฟื้นขึ้นจากความตายไปอยู่ร่วมกับพระองค์บนแผ่นดินสวรรค์ ดังที่พระวจนะในข้อ 9 ตอนปลายกล่าวว่า “...เพื่อเราทั้งหลายจะได้ดำรงชีวิตโดยพระบุตร” ความรักของพระเยซูคริสต์จึงเป็นความรักที่เสียสละ หากเราซาบซึ้งในความรักที่เสียสละของพระองค์ เราเองก็จะดำเนินชีวิตที่ยินดีเสียสละเพื่อเห็นแก่ผู้อื่น นำคนกลับมาพบพระคุณความรักของพระเจ้า เหมือนที่พระคริสต์ได้นำคนมากหลายกลับมาหาพระบิดา

2.รักที่ลบล้างความผิด (ข้อ 10) 

พระวจนะกล่าวว่า “ความรักที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ มิใช่ที่เรารักพระเจ้า แต่ที่พระองค์ทรงรักเรา และทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาทรงเป็นผู้ลบล้างพระอาชญาที่ตกกับเราทั้งหลายเพราะบาปของเรา” แท้จริงมนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป และเพราะบาปของเราทั้งหลายเป็นเหตุให้เราสมควรรับการลงโทษ แต่เพราะความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเรา พระองค์จึงทรงประทานพระคริสต์ในสภาพของเนื้อหนังมาเพื่อรับการปรับโทษบาปแทนเราบนไม้กางเขน (รม.8:3) ความรักของพระเยซูคริสต์จึงเป็นการให้อภัยที่ปราศจากเงื่อนไข โดยไม่ขึ้นอยู่กับความดีที่เราทำ แต่โดยพระคุณที่เราได้รับแม้เราไม่สมควรจะได้

คอร์รี่ เทน บูม (Corrie Ten Boom) นักศาสนศาสตร์และนักเขียนชาวเนเธอร์แลนด์เชื้อสายยิวเป็นผู้เขียนหนังสือ The Hiding Place กล่าวว่า "การให้อภัยเป็นกุญแจสำคัญที่ไขประตูแห่งความแค้นและกุญแจมือของความเกลียดชัง เป็นอำนาจที่จะหักโซ่ตรวนของความขมขื่นและห่วงโซ่ของความเห็นแก่ตัว "ในวันนี้มีใครบ้างที่คุณต้องการให้อภัย?
ทำไมเธอถึงกล่าวอย่างนั้นได้ เพราะเธอเคยมีประสบการณ์แห่งการให้อภัยที่ยิ่งใหญ่ดังเช่นพระคริสต์ได้ให้อภัยความบาปของเธอ
เมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ครอบครัวของเธอเป็นส่วนหนึ่งที่รอดตายจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว(Holocaust)พี่สาวของเธอต้องตายโดยการทำทารุณกรรมโดยทหารนาซีผู้หนึ่ง และเธอจำคนนั้นได้อย่างไม่มีวันลืมเพราะความเครียดแค้น  จนวันหนึ่งเธอได้ต้อนรับพระเยซูคริสต์ เธอได้ซาบซึ้งถึงความรักของพระองค์ที่มาตายไถ่บาปและให้อภัยความบาปของเธอ เธอได้ถวายชีวิตเพื่อการรับใช้พระองค์โดยการเดินทางไปเทศนาประกาศข่าวประเสริฐทั่วโลก
จนวันหนึ่งเธอได้นำผู้คนรับเชื่อในพระเยซูคริสต์ และมีชายคนหนึ่งออกมารับเชื่อพระเยซูคริสต์ ผู้ชายคนนั้นคือทหารนาซีคนนั้นที่ทำให้พี่สาวของเธอต้องตาย แต่เธอได้ตัดสินใจให้อภัยชายผู้นั้นเพราะเธอได้ประจักษ์ถึงความรักของพระคริสต์ เพราะความรักลบล้างความผิดมากมายได้ (1ปต.4:8)
การให้อภัยเป็นกุญแจสำคัญที่ไขประตูแห่งความแค้นและกุญแจมือของความเกลียดชังในชีวิตของเธอ...
เธอได้กล่าวไว้อย่างน่าฟัง และทำให้เราเข้าใจถึงสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงในเทศกาลคริสต์มาส ดังนี้
ยน.3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

แรงจูงใจที่ดีเลิศ คือ พระเจ้าทรงรักโลก
ของขวัญที่ดีเลิศ คือ พระเจ้าทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์
เงื่อนไขเดียวที่จำเป็น คือ การเชื่อวางใจในพระองค์
รางวัลแห่งการเชื่อวางใจนั้น คือ เราจะได้รับชีวิตนิรันดร์

เทศกาลคริสต์จึงเป็นเทศกาลแห่งการให้ ที่เป็นความสุขของผู้ให้ ทำให้เกิดรอยยิ้มของผู้รับ
เพราะพระเยซูคริสต์สอนเราทั้งหลายไว้ว่า "การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ"
กจ. 20:35 …ระลึกถึงพระวาทะของพระเยซูเจ้า ซึ่งพระองค์ตรัสว่า "การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ"
ความรักที่ลบล้างความผิดบาปได้ เมื่อเรากลับมาเชื่อวางใจและรับการอภัยจากพระเจ้าผ่านความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระองค์ก็จะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น (1 ยน.1:9) และกลับมามีความสัมพันธ์สนิทแนบแน่นกับพระองค์ทุกวันเรื่อยไป คริสต์มาสจึงเป็นวันของเราทุกคน เพราะความรักของพระเจ้า และความบาปของเราทุกคนเป็นเหตุให้พระเยซูเสด็จมาในโลกนี้
ขอบคุณสำหรับความรักของพระเจ้าที่ทำให้เราประจักษ์ในความรักอัศจรรย์ของพระองค์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น