12 ธันวาคม 2555

ฝันไปกับพระเจ้า(Dream with God)

สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน ในเดือนธันวาคมเป็นเดือนสุดท้ายปี เวลามันช่างผ่านไปเร็วจริงๆราวกับเราฝันไป
เมื่อต้นปี 2012 ประเทศไทยของเราได้ผ่านวิกฤตการณ์น้ำท่วมไป และมีการรื้อฟื้นสิ่งต่างๆ ในปลายปีนี้ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆ เริ่มกลับสู่สภาพดี และปีนี้ก็ไม่มีเหตุการณ์น้ำท่วมอีกดังปีที่แล้ว เรียกว่าปีนี้ รัฐบาล "เอาอยู่"จริงๆ สิ่งที่เราคนไทยทุกคนอยากเห็นคือการสมัครสมานสามัคคีกันเพื่อพัฒนาประเทศกันต่อไป เพราะประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น สิงคโปร์ มาเลเซียและเวียดนาม พวกเขาพัฒนาหนีเราไปเริ่มไกลแล้ว หากประเทศไทยเรายังมัวมาแต่แบ่งฝั่งแบ่งฝ่าย ใส่เสื้อต่างสี หรือโจมตีว่าร้ายกัน ว่าคนนั้นเป็นขี้ข้าคนโน้น เป็นพวกไพร่ หรือ คนนี้ฝักใฝ่พรรคใดเป็นพิเศษ
ผมในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ขอหนุนใจว่า "เราไม่ได้มีพวกไพร่เพราะเราเป็นพวกไพร่ฟ้าของในหลวง เราไม่เป็นขี้ข้าใครหรือฝักใฝ่พรรคใด มีพรรคเดียวในใจคือ จงรัก"ภักดี"ต่อพระมหากษัตริย์  ไม่แบ่งสี มีสีเดียวคือ ศีรษะนี้ขอนบนอบต่อพระเจ้าอยู่หัว"
หวังว่าสิ่งที่เราอยากเห็นประเทศของเราเจริญก้าวหน้ามีความสามัคคีคงจะไม่ใช่เพียงฝันกลางวันแต่เป็นฝันที่เป็นจริง 

เมื่อกล่าวถึงการรื้อฟื้น ผมเชื่อว่าเมื่อมีการรื้อฟื้อสิ่งที่จะตามมาคือการฟื้นฟูและเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี ดังพระวจนะที่กล่าวไว้ใน สดุดี 126:1-6

1 เมื่อพระเจ้าทรงให้ศิโยนกลับสู่สภาพดี เราก็เป็นเหมือนคนที่ฝันไป
2 ปากของเราได้หัวเราะเต็มที่ และลิ้นของเราได้เปล่งเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน แล้วเขาได้พูดกันท่ามกลางประชาชาติว่า "พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เขา"
3 พระเจ้าทรงกระทำการมโหฬารให้เรา เรามีความยินดี
4 ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายกลับสู่สภาพดี อย่างทางน้ำไหลที่ในเนเกบ
5 ขอให้บรรดาผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา ได้เกี่ยวด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน
6 ผู้ที่ร้องไห้ออกไป หอบหิ้วเมล็ดพืชเพื่อจะหว่าน จะกลับบ้าน ด้วยเสียงโห่ร้องอย่างชื่นบาน นำฟ่อนข้าวของตนมาด้วย  
ดังนั้นผมเชื่อว่าเมื่อมีการรื้อฟื้นสิ่งต่างๆ พระเจ้าจะทำให้เกิดการฟื้นฟู โดยในปี 2013 จะเป็นการเปิดประตูสู่การฟื้นฟูในประเทศไทย จึงเป็นโอกาสที่ดีในช่วงปลายปี เป็นเวลาที่เราแต่ละคนจะได้อธิษฐานเผื่อรับการสำแดงจากพระเจ้า เพื่อเป็นทิศทางในการดำเนินชีวิตในปีข้างหน้านี้

สำหรับการสำแดงของพระเจ้ามีหลากหลายรูปแบบ ทั้งทางความฝัน นิมิต และการเผยพระวจนะ
กิจการของอัครทูต 2:17-19
17 "พระเจ้าตรัสว่าในวาระสุดท้าย เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราโปรดประทานแก่มนุษย์ทั้งปวง บุตราบุตรีของท่านทั้งหลายจะกล่าวคำพยากรณ์ คนหนุ่มของท่านจะเห็นนิมิต และคนแก่จะฝันเห็น
18 ในคราวนั้น เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราบนทาสทาสีของเรา และคนเหล่านั้นจะกล่าวคำพยากรณ์
19 เราจะสำแดงการอัศจรรย์ในอากาศเบื้องบน และนิมิตที่แผ่นดินเบื้องล่าง เป็นเลือด ไฟ และไอควัน  

ถ้อยคำจากพระวจนะตอนนี้เป็นการอ้างอิงจากคำเผยพระวจนะของโยเอล(ยอล.2:28-29) ในวาระสุดท้ายการเทลงมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ทำให้เหล่าสาวกทั้งหลายจะได้รับการสำแดงจากพระเจ้าเพื่อออกไปกล่าวถ้อยคำเชิงการเผยพระวจนะออกไป หลายคนที่เป็นหนุ่มสาวเริ่มเห็นนิมิต คนบางคนไม่จำเป็นต้องเป็นคนชราก็สามารถฝันได้
เราต้องเข้าใจการรับการสำแดงจากพระเจ้ามีวิธีการดังต่อไปนี้  
ความฝัน คือ การสำแดงของพระเจ้าเมื่อเราหลับสนิท
การเห็นนิมิต คือ การสำแดงของพระเจ้าเมื่อเราตื่นอยู่
การเข้าสู่ภวังค์ คือ การสำแดงของพระเจ้าเมื่อเราอยู่ระหว่างครึ่งหลับ ครึ่งตื่น
ภวังค์ (อ่านว่าพะ-วัง ไม่ใช่พะวง เพราะพะวงคือการนอนไม่หลับ) สำหรับคริสตชนอย่างเรา คงไม่มีอะไรต้องพะวงเพราะเราวางใจในพระเจ้าจะหลับสบาย(สดด.127:2)  

ในวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจและร่วมฝันไปกับพระเจ้าด้วยกัน

ความฝันเป็นภาษาแห่งอารมณ์และเต็มไปด้วยสัญลักษณ์  เราต้องเรียนรู้ที่จะแปลความจากพระคัมภีร์ก่อนแล้วจึงแปลความจากชีวิตของเรา คำอธิบายง่าย ๆ ของความฝันในพระคัมภีร์ที่จะทำให้เข้าใจก็คือว่า พระคัมภีร์นั้นเต็มไปด้วยภาพและองค์ประกอบที่เป็นสัญลักษณ์ จุดสำคัญอันหนึ่งที่ควรจำไว้ในการพยายามเข้าใจภาษาความฝันก็คือ พระเจ้าใช้ภาษาสัญลักษณ์อย่างสอดคล้องกันตลอด และความสอดคล้องในสัญลักษณ์ก็จะยังคงเป็นจริงในชีวิตของเรา  โดยทั่วไป สัญลักษณ์ทางพระคัมภีร์สามารถแบ่งได้เป็น 7 ประเภทด้วยกัน

1.การกระทำเชิงสัญลักษณ์ ในเอเฟซัส 2:4-6 อัครทูตเปาโลได้กล่าวว่า “พระเจ้า...กระทำให้เรามีชีวิตอยู่กับพระคริสต์...และให้เราเป็นขึ้นมา (Raise us up) กับพระองค์ และให้เรานั่งในสวรรคสถานกับพระเยซูคริสต์” 
ทั้ง2การกระทำเชิงสัญลักษณ์ – ยกขึ้น (Raising) และ นั่งลง (Seating)
นี้ได้บรรยายสิ่งที่พระเจ้าทำให้กับเราในฝ่ายวิญญาณโดยผ่านพระเยซูคริสต์
“ยกขึ้น” เล็งถึงการฟื้นขึ้นจากความตาย และ “นั่งลง” เล็งถึงที่แห่งการปกครอง
ในฐานะที่เป็นคริสเตียน เราถูก “ยกขึ้น” สู่ชีวิตใหม่ในพระคริสต์ และ นั่งข้าง ๆ พระองค์เพื่อปกครองร่วมกับพระองค์

2.สีเชิงสัญลักษณ์ ในความฝันเชิงเผยพระวจนะ สีที่เจาะจงมักจะบ่งชี้ถึงสิ่งที่เจาะจง สิ่งนี้เป็นจริงโดยเฉพาะกับผู้ทำนาย เราจะพิจารณาอย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้นในเรื่องสัญลักษณ์ของสีหลังจากนี้อีกสักหน่อย

3.สัตว์เชิงสัญลักษณ์  2 ตัวอย่างที่เพียงพอที่จะอธิบายสิ่งนี้คือ “พญานาคใหญ่ซึ่งเป็นงูดึกดำบรรพ์ ที่เขาเรียกกันว่ามารและซาตาน ผู้ล่อลวงมนุษย์ทั้งโลกก็ถูกผลักทิ้งลงไป พญานาคและบริวารของมันถูกผลักทิ้งลงไปในแผ่นดินโลก” (วว 12.9) สัตว์เชิงสัญลักษณ์ 2 ตัวที่นี่คือ พญานาค และ งูดึกดำบรรพ์ ถูกใช้เพื่อแทนซาตาน “และข้าพเจ้าเห็นผีโสโครกสามตนรูปร่างคล้ายกบ ออกมาจากปากพญานาค ออกจากปากสัตว์ร้ายนั้น และออกจากปากคนที่ปลอมตัวเป็นผู้เผยพระวจนะ ด้วยว่าผีเหล่านั้นเป็นผีร้าย...” (วว 16:13-14ก) ในตัวอย่างนี้ ยอหน์ใช้ กบ เป็นสัตว์สัญลักษณ์ของผีโสโครก

4.ทิศทางเชิงสัญลักษณ์ ตัวอย่างเช่นทิศทาง “ขึ้น(up)” โดยปกติก็จะหมายถึง ไปยังพระเจ้า หรือ ไปยังความชอบธรรม ในขณะที่ “ลง(down)” มีความหมายตรงกันข้าม “ฝ่ายเจ้าเมืองคาเปอรนาอุม เจ้าจะถูกยกขึ้นเทียมฟ้าหรือ มิได้ เจ้าจะต้องลงไปถึงแดนคนตายต่างหาก” (ลก 10:15) ในปฐมกาล 12:10 อับราม ลงไปยังอียิปต์ (ห่างจากแผ่นดินที่พระเจ้าเรียกให้เขาไป) เพื่อหนีจากการกันดารอาหาร ในปฐมกาล 13:1 บอกว่า เขาขึ้นจากอียิปต์ กลับไปยังบ้านของเขา

5.ชื่อเชิงสัญลักษณ์ ลักษณะสามัญอย่างหนึ่งของชื่อในพระคัมภีร์ก็คือ  มักจะสะท้อนลักษณะของคนๆนั้น “ขอเจ้านายของดิฉันอย่าได้เอาความกับนาบาลชายสามหาวคนนี้เลย คือนาบาล เพราะเขาเป็นอย่างที่ชื่อของเขาบอก นาบาลเป็นชื่อของเขา และความโง่เขลาก็อยู่กับเขา แต่ดิฉันผู้รับใช้ของท่านหาได้เห็นพวกคนหนุ่มของเจ้านายซึ่งท่านได้ใช้ไปนั้นไม่” (1ซมอ 25:25) นี่คือภรรยาของนาบาล เธอชื่อ อาบีกายิล ซึ่งพูดกับดาวิดเกี่ยวกับสามีของเธอ และเธอก็คงจะรู้ว่าชื่อ “นาบาล” ตามตัวอักษรหมายถึง คนโง่ โดยการกระทำที่โง่และไม่เกรงใจของเขาต่อดาวิดและคนของดาวิด นาบาลก็ได้ดำเนินชีวิตตามที่ชื่อเขาเป็น

6.ตัวเลขเชิงสัญลักษณ์ ตัวเลขมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ตลอดเล่มพระคัมภีร์ มนุษย์ถูกสร้างขึ้นในวันที่ 6 และพระเจ้าเสร็จงานของพระองค์และพักผ่อนในวันที่ 7 ตัวเลขเหล่านี้รวมถึงการแปลความหมายจะสอดคล้องกันตลอดเล่มพระคัมภีร์ เราจะสำรวจตัวเลขเชิงสัญลักษณ์แบบใกล้ชิดยิ่งขึ้นหลังจากนี้

7.วัตถุเชิงสัญลักษณ์ “ฝ่ายเราบอกท่านว่าท่านคือเปโตร และบนศิลานี้ เราจะสร้างคริสตจักรของเราไว้ และพลังแห่งความตาย (gates of Hades) จะมีชัยต่อคริสตจักรนั้นหามิได้” (มธ.16:18) ในข้อนี้พระเยซูใช้วัตถุเชิงสัญลักษณ์ 2 อย่างคือ ศิลาซึ่งเล็งเห็นเปโตร (หรือบางทีอาจหมายถึงพระองค์เอง ซึ่งเป็นการเล่นคำ) และประตู (gate) ซึ่งเล็งถึงทางเข้าสู่อาณาจักรแห่งความมืด ศิลาซึ่งหมายถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นความเข้าใจปกติในพระคัมภีร์ (สดด.18:2 และ 1คร.10:4) สิ่งของอื่น ๆ ที่ถูกใช้ปกติในทางคล้ายๆกัน โล่ห์ ชาม พิณ เทียน ฯลฯ

(ข้อมูลอ้างอิง จาก หนังสือ The Seer - The Prophetic Power of Visions, Dreams, and Open Heavens by James W. Goll)

เมื่อเราทำความเข้าใจในเรื่องความฝันแล้ว ต้องทำความเข้าใจเรื่องสีเชิงสัญลักษณ์ในความฝันเชิงเผยพระวจนะจะต้องมีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด สีค่อนข้างเป็นสัญลักษณ์ระดับสูงในพระคัมภีร์ สีที่เจาะจงจะหมายถึงสิ่งที่เจาะจงหรือคุณภาพหรือลักษณะ ต่อไปนี้จะพูดถึงหลายๆสีที่มีความหมายทั่วๆไป 

1.อำพัน หมายถึง พระสิริหรือการทรงสถิตของพระเจ้า “ดูเถิด เมื่อข้าพเจ้ามองดู ลมพายุก็พัดมาจากทางเหนือ มีเมฆก้อนใหญ่ที่มีความสว่างอยู่รอบ และมีไฟลุกวาบออกมาอยู่เสมอ ท่ามกลางไฟนั้นดูประหนึ่งทองสัมฤทธิ์ที่แวบวาบ” (อสค.1:4) อำพันไม่ใช่ทองแต่สุกสว่างกว่า สีเหมือนไฟ ที่กำลังลุก ซึ่งเป็นสีที่เหมาะสมสำหรับแทนพระสิริของพระเจ้า

2.ดำ หมายถึงความบาป ความตาย หรือการกันดารอาหาร “เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่สามนั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้ยินสัตว์ตัวที่สามร้องว่า “มาเถอะ” แล้วข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด ม้าดำตัวหนึ่งเข้ามา และท่านที่ขี่ม้านั้นถือตราชู แล้วข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียง เหมือนกับว่าดังออกมาจากท่ามกลางสัตว์ทั้งสี่นั้นว่า “ข้าวสาลีราคาทะนานละหนึ่งเดนาริอันข้าวบารลีสามทะนานต่อหนึ่งเดนาริอัน แต่เจ้าอย่าทำอันตรายแก่น้ำมันและน้ำองุ่น” (วว.6:5-6)

3.น้ำเงิน หมายถึง สวรรค์หรือพระวิญญาณบริสุทธิ์  “จงพูดกับคนอิสราเอลและสั่งเขาให้ทำพู่ที่มุมชายเสื้อ ตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเขา ให้เอาด้ายสีฟ้าติดพู่ที่มุมทุกมุม” (กดว.15:38) สีน้ำเงินยังถูกแปลว่าพระสัญญาของพระเจ้าหรือกิจพยากรณ์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์

4.แดงเข้มหรือเลือดหมู หมายถึงการไถ่ การเสียสละ “พระเจ้าตรัสว่า “มาเถิด ให้เราสู้ความกัน ถึงบาปของเจ้าเหมือนสีแดงเข้ม ก็จะขาวอย่างหิมะ ถึงมันจะแดงอย่างผ้าแดง ก็จะกลายเป็นอย่างขนแกะ” (อสย.1:18)

5.ม่วง หมายถึง สถานะกษัตริย์ ราชวงศ์ “และพวกทหารก็เอาหนามสานเป็นมงกุฎสวมพระเศียรของพระองค์ และให้พระองค์สวมเสื้อสีม่วง” (ยน.19.2)

6.แดง หมายถึง การหลั่งโลหิต สงคราม “และมีม้าอีกตัวหนึ่งเข้ามาเป็นม้าสีแดงสด ผู้ที่ขี่ม้าตัวนี้ได้รับพระราชานุญาตให้นำสันติสุขไปจากแผ่นดินโลก เพื่อให้คนทั้งปวงรบราฆ่าฟันกัน และท่านผู้นี้ได้รับพระราชทานดาบใหญ่เล่มหนึ่ง” (วว.6:4)

7.ขาว หมายถึง ความบริสุทธิ์ แสงสว่าง ความขอบธรรม “ข้าพเจ้าก็แลเห็น และดูเถิด มีม้าขาวตัวหนึ่งออกมา และท่านที่ขี่ม้านั้นถือธนู และได้รับพระราชทานมงกุฎ แล้วท่านก็ขี่ม้าออกไปอย่างมีชัย และเพื่อได้ชัยชนะ” (วว.6:2)

8.เขียว หมายถึง ชีวิต คนเลวี การอธิฐานวิงวอน “คนที่วางใจในพระเจ้าย่อมได้รับพระพร คือผู้ที่ความวางใจของเขาอยู่ในพระเจ้า เขาเป็นเหมือนต้นไม้ที่ปลูกไว้ริมน้ำซึ่งหยั่งรากของมันออกไปข้างลำน้ำ เมื่อแดดส่องมาถึงก็ไม่กลัวเพราะใบของมันคงเขียวอยู่เสมอและไม่กระวนกระวายในปีที่แห้งแล้งเพราะมันไม่หยุดที่จะออกผล” (ยรม.17:7-8)

จุดตระหนักที่ควรจดจำ การรับความเข้าใจและการเปิดเผยสำแดง ตราบเท่าที่มันมาจากแหล่งที่ถูกต้อง จงจำไว้ว่าความฝันและนิมิตสามารถเกิดขึ้นได้จาก 3 แหล่งคือ มาร , มนุษย์ (คือความคิดและวิญญาณของมนุษย์)และพระวิญญาณบริสุทธิ์   เราต้องสามารถแยกแยะว่ามาจากแห่งไหน ด้วยเหตุนี้ของประทานการสังเกตวิญญาณรวมถึงการฝึกฝนในการใช้ของประทานนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การให้ความสนใจอย่างระมัดระวังต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัว ฉธบ 13:1-5 ได้เตือนผู้ที่จะรับหรือแบ่งปันการเปิดเผยสำแดงทางนิมิต ประเด็นหลัก – ความฝันและนิมิตนั้นยอดเยี่ยม แต่ชีวิตของเราเป็นมากกว่าแค่ความฝันและนิมิต ชีวิตของเราอยู่ในองค์เจ้านายของเรา คือพระเยซูคริสต์ คนบางคนอาจจะเปิดเผยข้อมูลที่จริงและแม่นยำ แต่ก็ยังคงเป็นเครื่องมืออันหลอกลวงของศัตรูที่จะล่อลวงเราและพาเราออกห่างจากพระคริสต์   หากมีการฝันเป็นตัวเลขในความฝันเชิงเผยพระวจนะจะต้องมีการตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพราะคนไทยจะฝันเป็นตัวเลขบ่อยๆแต่คงไม่ได้ตีความตัวเลขไปซื้อหวย

ตัวเลขเป็นสัญลักษณ์ระดับสูงในพระคัมภีร์ และรวมถึงในความฝันเชิงเผยพระวจนะ ซึ่งต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการตีความ สำหรับการตีความตัวเลขเชิงสัญลักษณ์ซึ่งจะช่วยป้องกันการผิดพลาดหรือเกินความเป็นจริง
ตัวเลข 1-13 ส่วนมากมีความหมายฝ่ายวิญญาณ จำนวนเท่าของตัวเลขเหล่านี้โดยปกติให้ความหมายเดียวกันแต่ให้ความเข้มข้นขึ้น เช่น เลข 100 จะมีความหมายเดียวกันกับเลข 10 (กฎหมายหรือการปกครอง ดูด้านล่าง) แต่มีความหนักแน่นขึ้นเป็นทวีคูณ การใช้ตัวเลขครั้งแรกในพระคัมภีร์นำมาซึ่งความหมายฝ่ายวิญญาณ ตัวเลขควรถูกแปลความอย่างสอดคล้องกันตลอดเล่มพระคัมภีร์ พระเจ้านั้นทรงเสมอต้นเสมอปลาย ตัวเลขในปฐมการมีความหมายอย่างไร ก็มีความหมายอย่างนั้นตลอดจนถึงวิวรณ์ ความหมายฝ่ายวิญญาณไม่ได้ถูกแสดงให้เห็นเสมอไป อาจถูกปิดหรือซ่อนไว้หรือสามารถเห็นได้โดยการเปรียบเทียบกับพระธรรมตอนอื่นๆ โดยทั่วๆไปตัวเลขมีความหมายได้ทั้งดีและชั่ว จริงและเท็จ ของพระเจ้าและของซาตาน



พิจารณาความหมายเชิงสัญลักษณ์ของแต่ละตัวเลขด้วยกัน

เลข 1 หมายถึงพระเจ้า การเริ่มต้น (ปฐก.1:1)

เลข 2 หมายถึงพยาน คำพยาน (ฉธบ.17:6) “ในธรรมบัญญัติของท่านก็มีคำเขียนไว้ว่า คำพยานของสองคนก็เป็นที่เชื่อถือได้” (ยน.8:17)

เลข 3 หมายถึงพระเจ้า ความครบถ้วนสมบูรณ์ของพระเจ้า ตรีเอกานุภาพ (มธ 28:19-20)

เลข 4 หมายถึงโลก สิ่งทรงสร้าง ลม ฤดู (1คร 15:39),(อสค 37:9)

เลข 5 หมายถึงกางเขน พระคุณ การไถ่ เลขนี้สามารถหมายถึงของประทานพันธกรทั้ง 5 ได้ด้วย (อฟ 4:11-13)

เลข 6 หมายถึงมนุษย์ สัตว์ร้าย ซาตาน ตัวเลขของสัตว์ร้ายในวิวรณ์คือ 666 (วว.13:18) ดังที่มีกล่าวไว้แต่ก่อนว่ามนุษย์ถูกสร้างในวันที่ 6 แห่งการทรงสร้าง (ปฐก.1:26-31)

เลข 7 หมายถึงความสมบูรณ์ ความครบถ้วน พระเจ้าทรงเสร็จสิ้นงานทรงสร้างครบสมบูรณ์ในวันที่ 7 และทรงหยุดพัก (ปฐก.2:1-2)

เลข 8 หมายถึงการเริ่มต้นใหม่ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพันธสัญญาของพระเจ้าต่ออิสราเอล ชายทุกคนจะต้องเข้าสุหนัตเมื่อมีอายุ 8 วัน (ปฐก.17:10-12,1ปต.3.20)

เลข 9 หมายถึงการเสร็จสิ้น ความไพบูลย์ ใน กท.5:22-23 แสดงผลพระวิญญาณ 9 ประการ

เลข 10 หมายถึงกฎหมาย การปกครอง ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของเลขนี้คือพระบัญญัติ 10 ประการในบทที่ 20 ของหนังสืออพยพ

เลข 11 หมายถึงการไร้ระเบียบ การไร้กฎหมาย ปฏิปักษ์พระคริสต์ (ดนล 7:24-26)

เลข 12 หมายถึงการปกครองของพระเจ้า ความครบสมบูรณ์ในเชิงอัครทูต (Apostolic fullness) อิสราเอลมี 12 เผ่า (อพย.28.21) และพระเยซูเลือกสาวก 12 คน (มธ 10.2-4)

เลข 13 หมายถึงการกบฏ หลงหาย ละทิ้งความเชื่อ (ปฐก 14:4) ข้อนี้ปรากฏเป็นครั้งแรกในพระคัมภีร์เกี่ยวกับเลข 13 ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานสำหรับการตีความเลขนี้

นี่คือสิ่งที่เป็นความฝันที่เป็นการสำแดงของพระเจ้า ที่เราจะร่วมฝันไปกับพระองค์ด้วยกัน เพราะชีวิตเราต้องมีความฝันเพื่อเราจะไปตามการทรงนำของพระองค์
ดังคำกล่าวที่ว่า "ฝัน "ดีกว่า "ฝืน" เพราะ "ฝัน" เป็นแรงผลักดันด้วยความเต็มใจ แต่"ฝืน"เป็นแรงกดดันด้วยความฝืนใจ ฝันให้ไกลแล้วไปให้ถึง ดีกว่าดึงดันฝืนใจ คงจะไปได้ไม่ไกล
ขอพระเจ้าอวยพระพรนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น