ชีวิตที่ส่องสว่าง

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ในเดือนพฤษภาคมนี้เป็นช่วงเวลาแห่งการพักสงบจากการงานและฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า มีหลายๆคริสตจักรได้จัดค่ายประจำปี และมีการจัดสัมมนาเกือบตลอดทั้งเดือน นับว่าเป็นสิ่งที่ดีที่แต่ละคริสตจักรกำลังเตรียมคนเพื่อทำการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้า

ผมเองได้ไปร่วมค่ายของคริสตจักรแห่งพระบัญชาที่จ.นครนายก ในหัวข้อปีนี้คือ ชีวิตในพระสิริ (Abiding in the Glory)ถือว่าเป็นภาคต่อจากค่ายปีที่แล้ว คือ อาณาจักรแห่งพระสิริ เพราะเป็นการดำเนินชีวิตในพระสิริในระดับปัจเจกบุคคลที่แต่คนต้องเข้าสนิท(Abiding)กับการทรงสถิตของพระเจ้า เพื่อรับการรื้อฟื้นในพระสิริ และก้าวต่อไปในการรับใช้ในพระสิริ

หลังจากผมได้กลับจากค่ายที่จ.นครนายก ผมได้ใช้โอกาสลาพักร้อนไปเยี่ยมบ้านพ่อตาแม่ยาย ที่จ.สงขลา และเป็นโอกาสอันดีที่จะไปเยี่ยมพี่น้องที่คริสตจักรแห่งพระบัญชาหาดใหญ่
ผมได้อธิษฐานต่อพระเจ้าในการจะนำสิ่งใดไปแบ่งปันในวันอาทิตย์ และพี่น้องจากโคราชได้ส่งข้อมูลคำเผยพระวจนะของดร.ชัค เพียร์ส มาให้ในเรื่องชั่วโมงแห่งการสาธิตและแสดงวิธีการ
(สามารถอ่านได้ที่ http://pattamarot.blogspot.com/2011/05/blog-post.html )

เมื่อเรารับพระสิริของพระเจ้ามาแล้ว เราก็จะต้องลุกขึ้นฉายแสงแห่งพระสิริของพระเจ้าออกไป(อสย.61:1-2) ชีวิตของเราจึงต้องส่องสว่างความดีงาม ความชอบธรรมและถ้อยคำแห่งความจริงของพระเจ้าออกไป เพราะเราเป็นลูกของความสว่างที่ต้องมีชีวิตที่ส่องสว่างในโลกที่เต็มไปด้วยความมืดมิดที่ปกคลุม ผมขอแบ่งปันจากพระธรรมเอเฟซัส บทที่ 5:8-14 มาให้ทุกท่านดังต่อไปนี้ครับ

8 เพราะว่าเมื่อก่อนท่านเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างแล้วในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง 9 (ด้วยว่าผลของความสว่างนั้น คือความดีทุกอย่างและความชอบธรรมทั้งมวลและความจริงทั้งสิ้น) 10 ท่านจงพิสูจน์ดูว่า ทำประการใดจึงจะเป็นที่ชอบพระทัยองค์พระผู้เป็นเจ้า 11 และอย่าเข้าส่วนกับกิจการของความมืดอันไร้ผล แต่จงเผยกิจการนั้นให้ปรากฏดีกว่า 12 เพราะว่าแม้แต่จะพูดถึงการเหล่านั้น ซึ่งพวกเขากระทำในที่ลับก็ยังเป็นที่น่าละอาย 13 แต่เมื่อสิ่งสารพัดที่ได้แสดงเปิดเผยออกโดยความสว่าง สิ่งนั้นก็ปรากฏแจ้ง เพราะว่าทุกๆสิ่งที่ปรากฏแจ้ง ก็คือความสว่าง 14 เหตุฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า นี่แน่ะคนที่หลับอยู่ จงตื่นขึ้น และจงฟื้นขึ้นมาจากความตาย และพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่ท่าน
ผมประทับใจคำพูดของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากได้กล่าวไว้ว่า “ชีวิตที่อยู่เพื่อผู้อื่นเท่านั้น เป็นชีวิตที่มีคุณค่า“ Only a life lived for others is a life worth while”
สะท้อนให้เห็นว่า ชีวิตที่เรามีอยู่นั้น จะมีคุณค่าจริงแท้ก็ต่อเมื่อมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น ไม่เพียงแต่อยู่เพื่อความต้องการของตนเอง เรียกว่า อัตตา แต่ต้องมีจิตสารณะที่ได้รับมาก็เพื่อให้ออกไป

พระธรรมเอเฟซัสในตอนนี้ อัครทูตเปาโลได้พยายามอธิบายและสอนชาวเอเฟซัสให้มีชีวิตอยู่ในพระคริสต์ซึ่งเป็น "ชีวิตที่ส่องสว่าง"

"ชีวิตที่ส่องสว่าง" นี้เอง จึงเป็นชีวิตที่มีคุณค่าเพราะมีส่วนเข้าไปทำให้ชีวิตของผู้ที่อยู่ในความมืดได้รับความสว่างด้วย

อัครทูตเปาโลได้ห้ามผู้เชื่อชาวเอเฟซัสไม่ให้มีส่วนร่วมในความผิดบาป ทั้งนี้เพราะถึงแม้พวกเขาเคยเป็นความมืด แต่เดี๋ยวนี้เป็นความสว่างแล้ว จึงควรดำเนินชีวิตตามความสว่าง

ในข้อ 8 บอกว่า “เพราะว่าเมื่อก่อนท่าน “เป็นความมืด” ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าโลกที่อยู่ล้อมรอบพวกเขามืด แต่หมายถึงชีวิตของพวกเขาเองต่างหากที่เป็นความมืด เป็นชีวิตที่อยู่ในความบาป
ในพระคัมภีร์ใหม่มักจะเปรียบเทียบความสว่างกับความมืดว่าเป็นสภาพหรือสถานการณ์ 2 อย่างที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นั่นคือ พระเจ้าเป็นความสว่าง (1 ยน.1:5) แต่มนุษย์ซึ่งอยู่ในสภาพบาปเป็นความมืด (ยน.3:20) แต่โดยพระคุณของพระเจ้าเป็นเหตุให้ความสว่างเข้ามาในจิตใจ (2 คร.4:6) ทำให้พวกเราได้รับความรอด กลายเป็น คริสเตียนและเป็นความสว่าง (กจ.26:18, คส.1:13, 1 ปต.2:9)

เมื่อเราเป็นความสว่าง เราต้องดำเนินชีวิตที่ส่องสว่าง คือ ดำเนินชีวิตในความสว่างและอยู่ห่างจากความมืด

อาณาจักรโลกนี้ มีสองอาณาจักร คือ อาณาจักรความมืดกับอาณาจักรแห่งความสว่าง เป้าหมายปลายก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ก่อนที่เราจะรู้จักพระเจ้านั้น เราต่างก็อยู่ในโลกแห่งความมืด ซึ่งเป็นโลกแห่งความบาป อันจะนำเราไปสู่ความพินาศ แต่เพราะเห็นพระคุณของพระเจ้า พระองค์ได้ทรงวายพระชนม์ของพระองค์ที่ไม้กางเขน เพื่อเปิดทางให้เราทั้งหลายได้กลับมาสู่อาณาจักรของพระเจ้า ซึ่งเป็นอาณาจักรแห่งความสว่าง เป็นอาณาจักรแห่งความชอบธรรม อันจะนำไปสู่ชีวิตนิรันดร์
เมื่อพระเจ้าได้จ่ายค่าไถ่เราทั้งหลายให้ได้กลับมาในความสว่าง เป็นค่าไถ่ที่มีราคาที่นับค่าไม่ได้ ไม่มีเงินตราใดๆ ในโลกนี้จะเทียบค่าได้ พระองค์ไถ่ด้วยชีวิตของพระองค์
1 คร.6:20 พระเจ้าได้ทรงซื้อท่านไว้แล้ว ด้วยราคาสูง เหตุฉะนั้น ท่านจงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของท่านเถิด
เมื่อพระองค์ไถ่เราทั้งหลายแล้ว เมื่อเรามาหาพระองค์ เราทั้งหลายได้กลายเป็นคนชอบธรรม และพระองค์ปรารถนาให้เราทั้งหลายดำเนินชีวิตอยู่ในความสว่าง และเป็นการสมควรยิ่งนัก ที่เราจะต้องดำเนินชีวิตในความสว่าง
  1. ดำเนินชีวิตในความสว่าง
พระคัมภีร์กล่าวไว้ในข้อ 6ข ว่า “จงดำเนินชีวิตอย่างลูกของความสว่าง” ชีวิตที่ดำเนินในความสว่างมีลักษณะอย่างไรบ้าง คือ

1.1 ดำเนินอยู่ในความดีของพระเจ้า(9)...คือความดีทุกอย่าง...

พระวจนะของพระเจ้าได้กล่าวต่อไปว่า ผลของความสว่าง คือความดี ทุกอย่าง
ฉะนั้นลูกแห่งความสว่างจะสำแดงความดีออกมา อันเป็นผลมาจากการรับพระคุณพระเจ้า
เราทำดี ไม่ใช่เพราะทำความดีเพื่อรับความรอดเนื่องจากเรารอดด้วยพระคุณเพราะเหตุแห่งความเชื่อ
เราไม่ได้ทำความดีเพื่อรับความรอดแต่เรารอดแล้วจึงสำแดงความดีงามของพระเจ้าในชีวิต (อฟ.2:8-10) เราเป็นคนดี แต่เพราะพระเจ้าสร้างใจของเราใหม่ให้เป็นคนดี เราจึงกระทำดี

2 คร.5:17 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆ ก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น

เป็นกระบวนการที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิต จิตวิญญาณบังเกิดใหม่ และจิตใจเปลี่ยนแปลง เป็นการเปลี่ยนถ่ายจากสิ่งเก่าไปสู่สิ่งใหม่ (Transformation) ไม่ใช่รถยนต์ที่เปลี่ยนร่างกลายเป็นหุ่นแบบหนัง Transformers แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่ร่วมมือกับพระเจ้าจากการเปลี่ยนแปลงจิตใจและอุปนิสัยจะเปลี่ยนใหม่(รม.12:1-2) ไม่ใช่เป็นผลจากการกระทำ Input process output แต่เป็นผลที่สำแดงออกมา เมื่อผู้บังเกิดใหม่โดยพระวิญญาณจะสำแดงผลพระวิญญาณ
(กท.5:22-23)

นี่เป็นตรรกะ (Logic ) ที่ธรรมดามากว่า “ข้างในใจเป็นอย่างไร สิ่งที่แสดงออกก็ย่อมเป็นอย่างนั้น” จะเป็นอย่างอื่นไม่ได้

พระเยซูคริสต์ยังได้กล่าวในพระธรรมลูกา ซึ่งพระองค์ได้สอนสาวกของพระองค์และประชาชน และสิ่งหนึ่งที่พระองค์กล่าวสั่งสอนอย่างชัดเจน คือ (ลก.6:43-45)

เมื่อพระเจ้าเป็นพระเจ้าแห่งความชอบธรรม และชีวิตของเราอยู่ในพระเจ้า เราจึงต้องมีแต่สิ่งดีออกมาจากชีวิตของเราเท่านั้น พระประสงค์ในการทรงสร้างชีวิตมนุษย์มานั้น ก็เพื่อประกอบการดี (อฟ.2:10) เพราะว่าเราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์ เพื่อให้ประกอบการดี ซึ่งพระเจ้าได้ทรงดำริไว้ล่วงหน้าเพื่อให้เรากระทำ

พระเจ้าสร้างเรามาเพื่อประกอบการดี มิใช่กระทำ การร้าย หรือให้กระทำตามใจเรา แม้ว่าเราไม่ได้ทำความดีเพื่อรับความรอดแต่เราได้รับความรอดด้วยพระคุณเพราะความเชื่อ

ลก.6:33 ถ้าท่านทั้งหลายทำดีแก่ผู้ที่ทำดีแก่ท่าน จะทรงนับว่าเป็นคุณอะไรแก่ท่าน เพราะว่าคนบาปก็กระทำเหมือนกัน

ถ้าเราทำดีให้แก่คนที่ทำดีต่อเรา ไม่มีประโยชน์อะไร นั่นไม่ใช่เรียกว่าทำดีที่แท้จริง เพราะว่าคนบาป คนทั้งโลกนี้เขาก็ทำกัน

ความดีของเราเทียบกับความดีงาม(พระสิริ)ของพระเจ้า จะหม่นไปเหมือนเสื้อสีขาวตัวเก่าแม้จะขาวแต่ไปเทียบกับเสื้อสีขาวจะหม่น ความดีของเราจึงเปรียบเทียบกลายเป็นผ้าขี้ริ้ว ไม่ใช่ไม่มีค่าแต่อวดอ้างไม่ได้

ฉะนั้น ในชีวิตคริสเตียนของเราต้องทำดีเสมอ ในบางสถานการณ์ เช่น เราเจอคนรถน้ำมันหมด เจอรถเสีย เราควรมีน้ำใจช่วยเหลือ หากเราเจอคนถูกรถชน เราสามารถทำดีได้โดยพาเขาไปส่งโรงพยาบาล และหากคนบาดเจ็บเป็นคนยากคนจน และเรามีมากกว่า เราอาจเป็นพระพรจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้เขาตามกำลัง แต่ขณะเดียวกัน พระเจ้าก็สอนให้เรามีสติปัญญา เราก็ต้องมีสติปัญญา เราจะได้ไม่ถูกหลอก และตั้งใจทำดีจริงต่อคนทั้งปวงด้วย คือ ทุกคนที่อยู่ในสังคม ทุกคนที่อยู่ในโลกนี้
พระเยซูคริสต์สอนเราทั้งหลายบอกว่า
มธ.5:13-17
13 "ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ 14 "ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้ 15 เมื่อจุดตะเกียงแล้วไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น 16 ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์ 17 "อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ
พระเยซูคริสต์สอนเราทั้งหลายว่า เราต้องเป็นเกลือแห่งแผ่นดินโลก การเป็นเกลือนั้นไม่ใช่อยู่ในขวด ที่ไม่ต้องปฏิสัมพันธ์กับคนในโลกนี้ แต่การเป็นเกลือต้องทำหน้าที่ของการเป็นเกลือ คือ ต้องแทรกเข้าไปในเนื้อ เพื่อรักษาเนื้อไม่ให้เน่าเสีย แต่ไม่ใช่เราจะต้องเป็นเหมือนเขา แต่เราต้องรักษาคุณสมบัติแห่งการเป็นเกลือไว้ คือ รักษาความเค็มหรือความดีไว้ แล้วเข้าไปมีส่วนในสังคมให้มากที่สุด เพื่อจะทำดี ช่วยเหลือคนให้มากที่สุด

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มักจะกล่าวกับตัวเขาเองเสมอว่า “ข้าพเจ้าเตือนสติตัวเองวันละหลายร้อยครั้งว่า “ชีวิตด้านในและด้านนอกของข้าพเจ้าอยู่กับการทุ่มเทให้คนอื่นๆ และข้าพเจ้าจะตอบแทนให้มากพอๆ กับที่ข้าพเจ้าได้รับมา”

1.2 ดำเนินอยู่ในความชอบธรรมของพระเจ้า(9) ...และความชอบธรรมทั้งมวล…

ความชอบธรรม เป็นลักษณะของความบริสุทธิ์หมดจด โปร่งใส ถูกต้อง ไม่กระทำผิด คิดคดใดๆ เลย สะอาดไร้ริ้วรอย ไร้ที่ติ
เมื่อเราเป็นลูกของพระเจ้า พระเจ้าได้สวมสภาพใหม่ เป็นสภาพแห่งความชอบธรรมให้กับเรา ฉะนั้นชีวิตที่จะส่องสว่าง ต้องส่องความชอบธรรม บริสุทธิ์ ยุติธรรมต่อคนทั้งปวง
อฟ.4:24 และให้ท่านสวมสภาพใหม่ ซึ่งทรงสร้างขึ้นใหม่ตามแบบอย่างของพระเจ้า ในความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง
ชีวิตที่อยู่ในพระเจ้า จึงต้องเป็นชีวิตที่ชอบธรรม พระเจ้าทรงกำชับคนของพระองค์ให้ดำเนินชีวิตด้วยความชอบธรรม ยุติธรรม รักความถูกต้อง (ฉธบ.16:19) ท่านอย่ากระทำให้เสียความยุติธรรม อย่าลำเอียง อย่ารับสินบน เพราะว่าสินบนทำให้ตาของคนมีปัญญามืดมัวไป และกลับคดีของคนชอบธรรมเสีย
พระวจนะของพระเจ้าสอนตลอดเรื่อยมาให้รักษาความยุติธรรม ไม่ลำเอียง ไม่ให้รับสินบน ไม่ให้คอรัปชั่น เพราะว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ตาของคนมีปัญญามืดมัวไป

ฉะนั้นในชีวิตคริสเตียน ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร อยู่กับใคร แม้งานที่เราทำ จะมีคนเห็นหรือไม่ก็ตาม เราจะเป็นคนที่ไว้วางใจได้ของเจ้านาย และของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะเป็นที่ไว้วางใจได้สำหรับพระเจ้า กิจการงานทุกอย่างของเรา ต้องมีความชอบธรรมเสมอ เพราะ พระเจ้ารักกิจการที่ชอบธรรม (สดด.11:7) ชีวิตที่ชอบธรรมมีคุณค่ายิ่งในสายพระเนตรพระเจ้า มีค่าที่นับได้ในแผ่นดินสวรรค์ ชีวิตในโลกนี้เราจึงต้องไม่ให้สิ่งใดมาแลกชีวิตแห่งความชอบธรรมได้

พระเยซูคริสต์ได้สอนเราทั้งหลายในการดำเนินชีวิตท่ามกลางโลกมืด โลกที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลอุบาย แต่เราอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านี้ แต่เรายังต้องสามารถทวนกระแสแห่งความไม่ชอบธรรม และยังสามารถยืนหยัดในความชอบธรรมได้

มธ.10:16 "ดูเถิด เราใช้พวกท่านไปดุจแกะอยู่ท่ามกลางหมาป่า เหตุฉะนั้นจงฉลาดเหมือนงู และไม่มีภัยเหมือนนกพิราบ

เราอยู่ท่ามกลางกระแสของระบบโลกนี้ เราต้องไม่ไหลตามกระแสแห่งระบบของโลกนี้ เราจึงเปรียบเสมือนเรือที่อยู่บนน้ำที่เป็นกระแสแห่งระบบของโลกนี้ ไม่ใช่ให้น้ำมาอยู่บนเรือทำให้เรืออับปางลงได้

1ทิโมธี 1:19 จงยึดความเชื่อไว้ และมีจิตสำนึกว่าตนชอบ ซึ่งข้อนี้บางคนได้ละทิ้งเสีย ความเชื่อของเขาจึงอับปางลง

ฉะนั้นเราจึงต้องดำเนินชีวิตทุกช่วงเวลานาที ทุกเหตุการณ์ ทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ใดๆ ก็ตามเราต้องรักษาชีวิตที่ชอบธรรม บริสุทธิ์ และยุติธรรมไว้เสมอ

1.3 ดำเนินอยู่ในความจริงของพระเจ้า(9)..และความจริงทั้งสิ้น

ชีวิตที่ดำเนินในความจริง ต้องดำเนินตามพระวจนะของพระเจ้า แม้ว่าจะมีการทดลอง การล่อลวงใดๆ เราต้องยืนหยัดในความจริงของพระเจ้า ชีวิตที่เดินอยู่ในความจริง ต้องเป็นชีวิตที่สามารถรักษาทางของพระเจ้าได้ แม้ว่าจะเผชิญสิ่งใด เราก็ไม่หันไปทางซ้าย หรือทางขวา แต่จะเดินตรงตามพระมรรคาของพระเจ้าได้ จะไม่เข้าหุ้นส่วนกับ ทุกกิจการที่เป็นความมืดใดๆ(1ยน.1:6)
ชีวิตที่อยู่ในความจริง ต้องเป็นชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้า
ไม่เพียงแต่ที่เราเดินอยู่ในความจริง แม้เผชิญสิ่งใด หรือมีชีวิตที่สัมพันธ์สนิทกับพระเจ้า แต่ชีวิตที่อยู่ในความจริงต้องเป็นชีวิตที่ปรารถนาให้ผู้ที่ดำเนินในความมืดได้รู้จักความจริงที่เที่ยงแท้ด้วย คือ ความจริงเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์ โดยฉายส่องแสงสว่างแห่งความจริงออกไป
อสย.60:1 จงลุกขึ้น ฉายแสง เพราะว่าความสว่างของเจ้ามาแล้ว และพระสิริของพระเจ้าขึ้นมาเหนือเจ้า

ถึงเวลาออกไปทำความดีงาม ประกาศความชอบธรรม และสำแดงความจริง

ฉะนั้นเราจึงต้องสื่อสารความจริงของพระเจ้าไปยังทุกคน เราต้องส่องสว่าง ไม่ใช่เอาความจริงซ่อนไว้ เหมือนกับเอาถังครอบความสว่างไว้

มธ.5:15-16 เมื่อจุดตะเกียงแล้วไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์

เราจึงต้องประกาศข่าวประเสริฐ ประกาศความจริงของพระเจ้าให้คนทั้งปวงได้รู้

ชีวิตที่ส่องสว่างไม่เพียงดำเนินในความสว่าง แต่ต้องอยู่ห่างไกลจากความมืด

2.อยู่ห่างไกลจากความมืด (10-14)

คำว่า "อย่าเข้าส่วน" ในภาษากรีกคำนี้เป็นคำเดียวกันกับที่ใช้ในความหมายของการสามัคคีธรรมของคริสเตียน (กจ.2:42, ฟป.1:5) หมายถึง การมีส่วนร่วมกับคนอื่น ซึ่งเป็นการมีหุ้นส่วนร่วมกันระหว่าง 2 คนขึ้นไปในกิจกรรม หรือความสนใจที่เป็นของส่วนรวม หรือ การผูกพันชีวิต

ซึ่งเปาโลได้สอนชาวโครินธ์ ถึงการไม่เข้าหุ้นส่วนกับกิจกรรมความมืด โดยไม่ให้เราเข้าเทียมแอกด้วย
(2 คร.6:14) อัครทูตเปาโลให้หลักการไว้ว่า เราจะไม่เทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ หรือกิจการของคนอธรรม นั่นหมายความว่า เราจะต้องไม่เป็นส่วนหนึ่งของกิจการที่มีความอธรรม ในความมืด หรือไปทำสิ่งที่เป็นความอสัตย์อธรรม

เปรียบภาพให้เห็นว่า ความสว่างกับความมืด ทั้งสองสิ่งนี้ไม่มีทางจะไปด้วยกัน เหมือนน้ำกับน้ำมัน
เข้าด้วยกันไม่ได้

ชีวิตในพระคริสต์กับชีวิตโลกแห่งความบาปก็เป็นเช่นนั้น เราต้องดำเนินชีวิตโดยไม่มีส่วนในการอธรรมใดๆ
การไม่เข้าส่วน ไม่ได้หมายถึง ให้เราเลิกติดต่อกับผู้ที่อยู่ในอาณาจักรแห่งความมืด เราสามารถติดต่อกับเขาได้ เพื่อจุดประสงค์คือ การเป็นเกลือและแสงสว่างเพื่อนำเขามาพบพระคุณพระเจ้า

คริสเตียนไม่ใช่คนที่อยู่นอกโลก ลงยังดำเนินชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ ซึ่งมีทั้งคนที่ดำเนินในความสว่าง และความมืด แต่เราต้องอยู่อย่างรู้เท่าทัน ไม่ไปผูกพันชีวิต แม้จะต้องเข้าไปรู้จักคนที่อยู่ในความมืดเพื่อนำเขามาพบพระเจ้า แต่ไม่ใช่เป็นการผูกพันร่วมชีวิต จนทำให้เขามีอิทธิพลชีวิตเหนือเรา เช่น ส่งทอดความคิดผิดๆ ทำให้เราไม่ได้เดินตามความจริงของพระเจ้า

มธ.10:16 "ดูเถิด เราใช้พวกท่านไปดุจแกะอยู่ท่ามกลางหมาป่า เหตุฉะนั้นจงฉลาดเหมือนงู และไม่มีภัยเหมือนนกพิราบ

ถ้าพระองค์ใช้เรา นั่นหมายความว่า พระองค์รู้ว่า เราจะสามารถเผชิญ ยืนหยัดในความจริงได้อย่างมีสติปัญญา ที่ยังคงรักษาความชอบธรรมได้ ไม่ว่าจะอยู่ท่ามกลางสังคมที่คอรัปชั่น แต่เรายังรักษาความสัตย์ซื่อและยังอยู่กับเขาได้ และยังช่วยให้สังคม จิตใจของคนสูงขึ้นได้

พระวจนะของพระเจ้ายังกล่าวต่อไปว่า แต่จะเผยกิจการนั้นให้ปรากฏดีกว่า นั่นหมายความว่า ชีวิตคริสเตียนต้องโปร่งใส จนสามารถเห็นได้ถึงท่าที ความคิดจิตใจของเราว่า ทุกสิ่งที่เรากระทำนั้น บริสุทธิ์ หมดจด ชอบธรรม ไม่มีความคิดชั่วร้ายแฝงเร้นอยู่

คำว่า เผย มาจากภาษากรีกว่า el- eng-kho แปลว่า การตักเตือน การพิสูจน์ให้เห็นว่าผิด

ในข้อ 11 อัครทูตเปาโลต้องการเตือนชาวเอเฟซัสให้เปิดเผยสิ่งที่ผิด การเปิดเผยนี้ไม่ใช่แค่การเปิดเผยเฉย ๆ แต่จะนำไปถึงความรอดด้วย

ชีวิตที่ส่องสว่าง เราไม่สามารถทำด้วยชีวิตของเราเท่านั้น แต่เราต้องร่วมกันส่องแสง เป็นแสงสว่างที่มีพลังมากพอที่จะให้เห็นความจริง ความชอบธรรมและอธรรม จนสามารถแยกให้เห็นอย่างชัดเจนได้ว่า คนของพระเจ้ากับกิจการในโลกเป็นอย่างไร เหมือนกับเราได้นำไฟฉายส่องไปในอากาศ เราจะเห็นฝุ่นละอองในอากาศ นั่นเป็นการเปิดเผยความจริงที่ทำให้มองเห็นได้

ภารกิจแห่งการส่องสว่างนี้ เป็นภารกิจที่ใหญ่ยิ่งนัก ที่เราไม่สามารถกระทำได้ด้วยตนเราคนเดียว เพราะตัวเราคนเดียวก็เหมือนกันดวงไฟเล็กๆ ดวงเดียวก็แสงสว่างไม่พอ แต่เราต้องร่วมกันฉายแสงแห่ง พระสิริของพระเจ้าร่วมกันให้แต่ละดวงคือชีวิตของเราแต่ละคนมีความสว่างมากพอ ยิ่งเมื่อรวมกันจนกลายเป็นแสงสว่างที่มีอิทธิพลจนคนเมืองนี้ จนกระทั่งคนในโลกก็เห็นได้
เมื่อนั้น คนทั้งหลายเราจะเห็นความยิ่งใหญ่ ความชอบธรรมของ พระเจ้า และเราจะสรรเสริญพระเจ้าที่เราทั้งหลายเชื่อ

ตัวอย่างชีวิต ดาเนียล (ดนล.6:25-27) ดาเนียลเป็นแบบอย่างให้เราทั้งหลายรู้ว่า เราต้องไม่เข้าหุ้นส่วนในกิจการของความมืด แต่เราสามารถยืนอย่างสง่างามในท่ามกลางสังคมแห่งความมืดได้ แต่ทำให้คนทั้งหลายที่อยู่ในความมืดได้เห็นความสว่างในพระเจ้า จนคนทั้งประชาชาติ อดไม่ได้ที่จะต้องสรรเสริญ ยำเกรงพระนามพระเจ้า

เราได้เห็นประวัติศาสตร์ว่า มีแบบอย่างที่มนุษย์สามารถทำได้ ในยุคนี้ เรายิ่งสามารถทำได้ยิ่งกว่า เพราะว่าเราได้เห็นแบบอย่าง เราได้เรียนรู้ เราได้ต่อยอดจากคนรุ่นก่อนอีกด้วย

ทุกสิ่งที่พระเจ้าบัญชาให้เราทั้งหลายทำนั้น พี่น้องที่รักยิ่ง เราจะสามารถทำได้ ไม่มีสิ่งใดยากเกินไป
ชีวิตที่ส่องแสงสว่าง ที่เรามาร่วมกัน เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ให้เราสามารถส่งผ่านพระสิริพระเจ้าผ่านท่ามกลางชีวิตของเราทั้งหลาย กลายเป็นแสงสว่างเจิดจ้า ที่ไม่ใช่เพียงรอบตัวเราทั้งหลาย แต่สามารถเห็นได้จนสุดปลายแผ่นดินโลกนี้ ทั้งประชาชาติจะเห็นความจริงในพระเจ้าได้
บทสรุป (จากหนังสือมานาประจำวัน ฉบับเดือนกย.-พ.ย.2004)


ฟริตซ์ ไครสเลอร์ (1875-1962) เป็นนักไวโอลินชื่อก้องโลก เขาทำรายได้มหาศาลจากคอนเสิร์ต และบทประพันธ์ แต่ก็บริจาคเงินเหล่านั้นไปเกือบหมด ดังนั้น เมื่อเขาพบไวโอลินที่งดงามระหว่าง การเดินทางครั้งหนึ่ง เขาจึงมีเงินไม่พอซื้อ หลังจากนั้น เมื่อเขาเก็บเงินได้มากพอ เขาจึงกลับไปที่ร้าน เพื่อจะซื้อเครื่องดนตรีสวยงามชิ้นนั้น แต่น่าเศร้าที่มันถูกขายให้กับนักสะสมไปแล้ว
ไครสเลอร์จึงเดินทางไปที่บ้านของเจ้าของคนใหม่ และขอซื้อไวโอลินนั้น แต่นักสะสมตอบว่า มันเป็นสมบัติล้ำค่าของเขาแล้ว และเขาจะไม่ขายมัน ไครสเลอร์กำลังจะกลับด้วยความผิดหวัง เมื่อความคิดหนึ่งแวบขึ้นมา เขาขอร้องว่า “ให้ผมเล่นมันสักครั้ง ก่อนที่มันจะถูกเก็บไว้เงียบ ๆ ตลอดไปได้ไหมครับ”

เขาได้รับอนุญาตและปรมาจารย์ท่านนี้ก็ได้สะกดทั้งห้องนั้นด้วยเสียงดนตรีอันไพเราะจับหัวใจ จนนักสะสมรู้สึกซาบซึ้งถึงเบื้องลึก เขาจึงกล่าวว่า
“ผมไม่มีสิทธิ์จะเก็บสิ่งนี้ไว้ มันเป็นของคุณแล้ว คุณไครสเลอร์ จงนำมันออกไปสู่โลก ให้ผู้คนได้ฟังมันเถอะ”

เช่นเดียวกัน สำหรับคนบาปที่ได้รับการช่วยให้รอดด้วยพระเมตตาจนมีชีวิตที่อยู่ในความสว่างแล้ว เราไม่มีสิทธิ์ที่จะเก็บความสว่างนั้นไว้กับตัว แต่เราจะต้องนำมันออกไปสู่โลก ดังที่พระเจ้ากล่าวไว้ใน อสย.60:1 ว่า “จงลุกขึ้นฉายแสง” จงส่องความสว่างออกไปเพื่อด้วยความสว่างนั้น เราจะทำให้คนได้รับความรอดและสิ่งดีอย่างมากมาย

ขอหนุนใจให้เราร่วมใจกันสุดกำลังของเรา ที่จะส่องแสงสว่างแห่งความชอบธรรมของพระเจ้าให้คนทั้งโลกได้เห็น เอเมนไหมครับ...

ลงข่าวคริสตชน วันที่ 11 พ.ค.2011,ลง web.คริสตจักรวังธรรม
วันที่ 11 พ.ค.2011,
ลงบทความของคลื่น trueloveradio 89.5 MHz,
,ลง web.cbnsiam.com

ความคิดเห็น