ความแตกต่างระหว่าง พระเมตตา กับ พระคุณ

บทความเรื่อง ความแตกต่างระหว่าง พระเมตตา กับ พระคุณ
โดย Haiyong Kavilar
เรื่องเล่าจากเอเบอร์เล
ฮาร์โรล เอเบอร์เล (Harold Eberle) ได้กล่าวเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างพระเมตตากับพระคุณไว้ว่า สมมติว่าคุณกำลังขับรถ แต่คุณขับเร็วเกินกำหนดของกฏหมาย แล้วตำรวจมาจับกุมคุณ คุณก็อาจขอความเมตตาต่อตำรวจเพื่อไม่ให้ออกใบสั่งกับคุณ ถ้าตำรวจตัดสินใจปล่อยคุณไปโดยไม่เอาผิด สิ่งที่คุณได้รับจากตำรวจคือ “พระเมตตา” นั่นคือคุณไม่ได้รับในสิ่งที่คุณสมควรได้รับ แต่เอาใหม่ สมมติถ้าตำรวจไม่เพียงแต่ไม่เอาผิดคุณ แต่ยังมอบเงินให้กับคุณฟรีๆถึง 1 ล้านบาท แล้วพูดกับคุณอีกว่า “ขอให้มีความสุขนะ” สิ่งที่คุณได้รับเพิ่มนี้คือ “พระคุณ” ซึ่งคือคุณได้รับในสิ่งที่คุณไม่สมควรได้รับ ซึ่งแตกต่างจากพระเมตตาที่เป็นการไม่ได้รับในสิ่งที่คุณสมควรได้รับ

พระเมตตา -> ไม่ได้รับในสิ่งที่สมควรได้รับ
พระคุณ -> ได้รับในสิ่งที่ไม่สมควรได้รับ

พระเมตตาเกี่ยวกับพระโลหิต
ในหนังสือโรมบทที่ 5 ได้กล่าวว่าผู้เชื่อได้รอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าและได้รับการชำระให้ชอบธรรมโดยพระโลหิต สิ่งที่ผู้เชื่อได้รับผ่านพระโลหิตนี้นับเป็นพระเมตตา เนื่องด้วยพระโลหิตของพระคริสต์ พระเจ้าก็ทรงละเว้นโทษของผู้เชื่อ โดยพระโลหิต ผู้เชื่อจึงไม่ได้รับโทษที่สมควรจะได้รับ

พระคุณเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์
สิ่งที่พระเจ้าประทานให้ผู้เชื่อ ไม่เพียงแต่เป็นพระเมตตาที่ไม่เอาผิดผู้เชื่อเท่านั้น ทว่าพระเจ้ายังประทานพระคุณให้กับผู้เชื่อแถมเป็นพิเศษด้วย ในหนังสือโรมบทที่ 6-8 เป็นบริบทของพระคุณที่ต่อยอดมาจากโรมบทที่ 5 อันเป็นบริบทของพระเมตตา ในบริบทแห่งพระคุณนี้ เปาโลได้อธิบายว่า โดยกำลังของเนื้อหนัง เปาโลก็มิอาจที่จะบรรลุพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเขาได้ แต่โดยพระคุณของพระเจ้า เปาโลกลับมีพลังที่จะบรรลุสู่พระประสงค์ของพระเจ้าได้ ซึ่งในช่วงท้ายของบริบทแห่งพระคุณนี้ (โรม 8) เปาโลได้กล่าวถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงกล่าวได้ว่าพระคุณเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระวิญญาณ ซึ่งต่างจากพระเมตตาที่เกี่ยวข้องกับพระโลหิต

เข้าใจพระคุณจากมุมมองเรื่องของประทาน
รากศัพท์ของคำว่าพระคุณคือคำว่า Charis ส่วนรากศัพท์ของคำว่าของประทานคือคำว่า Charisma เห็นได้ว่ารากศัพท์ของคำว่าพระคุณกับของประทานมีความใกล้เคียงกันมาก โดยทั่วไปแล้ว ของประทานมักจะมีความหมายถึง ความสามารถพิเศษจากพระวิญญาณที่ทำให้ผู้เชื่อทำกิจบางอย่างได้ (เช่น การรักษาโรค หรือการเผยพระวจนะ) ส่วนพระคุณก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คล้ายกับของประทาน นิยามของพระคุณจึงมีความใกล้เคียงกับนิยามของของประทาน จึงกล่าวได้ว่า พระคุณคือ ความสามารถพิเศษจากพระวิญญาณที่ทำให้ผู้เชื่อได้บรรลุถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเขา

พระประสงค์ของพระเจ้าก็มีอยู่หลายด้าน ด้านหนึ่งก็อาจเป็นการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็อาจหมายถึงการทำให้การทรงเรียกสำเร็จ แต่ไม่ว่าจะเป็นพระประสงค์ด้านความบริสุทธิ์หรือพระประสงค์ด้านการทรงเรียก โดยกำลังของเนื้อหนัง ผู้เชื่อก็มิอาจบรรลุพระประสงค์เหล่านี้ได้ สิ่งสำคัญที่มนุษย์จำต้องมีเพื่อบรรลุพระประสงค์ก็คือ พระคุณ

พระคุณนับเป็นสิ่งที่ก้าวไปไกลกว่าพระเมตตา พระเมตตาทำให้ผู้เชื่อไม่ได้รับโทษที่สมควรได้รับ แต่พระคุณ (สิ่งที่ผู้เชื่อได้รับโดยที่ผู้เชื่อไม่สมควรได้รับ) ทำให้ผู้เชื่อสามารถบรรลุพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเขาได้ พระคุณคือพลังหรือความสามารถพิเศษจากพระวิญญาณที่ทำให้ผู้เชื่อสามารถพิชิตการทรงเรียกได้

วิธีรับพระคุณเกี่ยวกับความเชื่อ
พระคุณเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้เชื่อก้าวหน้าสู่พระประสงค์ของพระเจ้า การรับพระคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การทรงเรียกของผู้เชื่อพุ่งทะยานไป ทว่าก่อนที่ผู้เชื่อจะเต็มล้นในพระคุณ ผู้เชื่อควรตระหนักว่า พระคุณคือสิ่งที่พระเจ้าให้เราแม้เราจะไม่สมควรได้รับ ต่อให้ผู้เชื่อทำผิดมากขนาดไหน ต่อให้ผู้เชื่อกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายมามากขนาดไหนก็ตาม ผู้เชื่อก็สามารถรับพระคุณได้

(กาลาเทีย 3:2,5) ข้าพเจ้าใคร่รู้ข้อเดียวจากท่านว่า ท่านได้รับพระวิญญาณโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ หรือได้รับโดยความเชื่อตามที่ได้ฟัง? ... พระองค์ผู้ประทานพระวิญญาณแก่ท่านทั้งหลาย และทรงสำแดงฤทธานุภาพท่ามกลางพวกท่าน ทรงทำเช่นนั้นโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ หรือโดยความเชื่อของพวกท่านตามที่ได้ฟัง?

ในข้อพระคัมภีร์นี้ เปาโลต้องการสื่อสารว่า การที่ผู้เชื่อในกาลาเทียได้รับพระวิญญาณนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประพฤติตามธรรมบัญญัติหรือการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ต่างๆ แต่ผู้เชื่อในกาลาเทียได้รับพระวิญญาณก็เนื่องโดยความเชื่อ กล่าวได้ว่า “ความเชื่อ” นับเป็นช่องทางหลักที่ทำให้ชาวกาลาเทียได้รับพระวิญญาณ สำหรับพระคุณก็เช่นเดียวกับ ผู้เชื่อไม่ได้รับพระคุณผ่านทางการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ และผู้เชื่อก็ไม่ได้รับพระคุณผ่านทางการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ แต่ผู้เชื่อได้รับพระคุณก็โดยความเชื่อ ทั้งนี้เพราะช่องทางหลักที่ผู้เชื่อได้รับพระคุณก็คือความเชื่อ หากจะเปรียบพระคุณเป็นของขวัญ ความเชื่อก็เปรียบดั่งมือที่ยื่นรับกล่องของขวัญ

เมื่อผู้เชื่อเข้าใจว่า พระคุณมิได้มาโดยการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์แต่ได้มาโดยความเชื่อ ขั้นตอนต่อมาของการรับพระคุณคือ “การอธิษฐานขอ” จากพระเจ้า ผู้เชื่อสามารถทูลขอพระคุณจากพระเจ้าได้ทุกเวลาโดยไม่จำเป็นรอให้ตนเองต้องบริสุทธิ์ 100% ก่อน แม้ในเวลาที่ผู้เชื่อรู้สึกว่าตนไม่พร้อม ผู้เชื่อก็สามารถทูลขอพระคุณจากพระเจ้าได้ เพราะเงื่อนไขของการรับพระคุณไม่ได้อยู่ที่ความพร้อมหรือความบริสุทธิ์ แต่อยู่ที่ความเชื่อ

โดยพระคุณที่ได้รับจากพระเจ้านี้ จะทำให้ผู้เชื่อมีพลังที่จะบรรลุถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเขา เคล็ดลับสำคัญสู่การบรรลุพระประสงค์(ไม่ว่าจะเป็นด้านความบริสุทธิ์หรือด้านการทรงเรียก) ก็คือพระคุณ ในจดหมายฝากแทบทุกฉบับของเปาโลก็มักจะอวยพรผู้อ่านว่า “ขอพระคุณจงมีแด่ท่านทั้งหลายเถิด”
โอ ขอให้พวกเรามีความเชื่อและทูลขอพระคุณจากพระเจ้าทุกวันเถิด !

หนังสือแนะนำเพิ่มเติม
Grace the Power to Reign เขียนโดย Harold Eberle
Understanding the Whole Bible เขียนโดย Jonathan Welton

ความคิดเห็น