21 มิถุนายน 2559

เศบูลุน-เรือสำเภามุ่งสู่จุดหมาย

หาก "เรือ"จอดอยู่ที่ท่าเรือเฉยๆ มันคงจะไม่เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่อย่างที่ควรจะเป็น เพราะ"เรือ"ถูกสร้างมาเพื่อที่ออกเดินทางไปสู่จุดหมายปลายทาง

(หากเป็นบ้านเรา เรือที่จอดอยู่กับที่ คงนำไปตั้งไว้ที่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือแล้ว)


ผมกำลังกล่าวถึงเผ่าหนึ่งใน 12 เผ่าของอิสราเอล นั่นคือ "เผ่าเศบูลุน"(Zebulun) ซึ่งเป็นเผ่าประจำเดือนสิวัน หรือ สิวาน (Sivan)(ช่วงวันที่ 7 มิ.ย.-6 ก.ค.2016)


เดือนนี้มีเทศกาลที่สำคัญ คือ เทศกาลเพ็นเทคอสต์(Pentecost) (ปี 2016 ตรงกับวันที่11-13 มิ.ย.) หรือ เรียกตามภาษาฮีบรู คือ เทศกาลสัปดาห์(ชาวูโอ็ท-Shavuot) หมายถึง 7 สัปดาห์เพราะนับได้ 7 สัปดาห์ (49 วัน)หลังจากเทศกาลปัสกา(Passover) เทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่ระลึกถึงพันธสัญญาของพระยาห์เวห์ 

ในพันธสัญญาเดิมเมื่อคนอิสราเอลเดินทางมาถึงภูเขาซีนาย พวกเขาได้รับพันธสัญญาจากพระยาห์เวห์ พระองค์ได้ประทานพระบัญญัติ 10 ประการ 

ในยุคของคริสตจักรคือยุคพันธสัญญาใหม่  พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จเหนือสาวกที่ห้องชั้นบนในกรุงเยรูซาเล็ม(กจ.2) ในเทศกาลเพ็นเทคอสต์(Pentecost) (Pentecost หมายถึง 50 วัน)

(สามารถอ่านบทความเรื่อง "Pentecost เทศกาลแห่งพันธสัญญา" ได้ที่ link ไว้ครับ)

เดือน "สิวัน"(Sivan) เดือนที่ 8 ตามปฏิทินแบบราชการ (Civil calendar)และเป็นเดือนที่ 3 ตามปฏิทินฮีบรูแบบศาสน(Ecclesiastical Calendar)  คำว่า "สิวัน" หมายถึง ฤดูกาล(Season) ,เวลา(Time)
เป็นช่วงเวลาสำคัญใน 3 เดือนแรกของวงจรเวลาแห่งพระพรของพระยาห์เวห์

เดือนสิวันเป็นเดือนที่พระราชกฤษฎีกาของกษัตริย์อาหสุเอรัสได้ป่าวประกาศออกไป ทำให้คนยิวมีชัยชนะเหนือศัตรูที่จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์(เอสเธอร์ 8:9)  

เดือนสิวันเป็นเดือนแห่ง"เผ่าเศบูลุน"(Zebulun) ซึ่งเป็นเผ่า 3 เผ่าแรกที่เคลื่อนไปข้างหน้าชนชาติอิสราเอล นั่นคือ ยูดาห์ อิสสาคาร์และเศบูลุน 

(เราได้เรียนรู้ในเรื่องของ สิงห์เผ่ายูดาห์ และ เผ่าอิสสาคาร์ ลาที่มีกำลังกล้าหาญ ไปแล้ว สามารถอ่านบทความที่เคยเขียนไว้ได้ตาม Link ครับ )

สัญลักษณ์ประจำ"เผ่าเศบูลุน"(Zebulun) คือ รูปเรือสำเภา(ship) เพราะอัตลักษณ์ของพวกเขาคือ 

เผ่าแห่งนักธุรกิจ  พระเจ้าทรงมีเป้าหมายให้พวกเขาไปสู่ความรุ่งเรือง  ตามถ้อยคำที่มาสู่เผ่าเศบูลุน 



 คำอวยพรของยาโคบที่มีต่อเศบูลุน  

ปฐมากาล 49:13 "...เศบูลุน จะอาศัยอยู่ที่ท่าเรือริมทะเล เขาจะเป็นท่าจอดเรือ เขตแดนของเขาจะต่อกันกับเมืองไซดอน..."

คำอวยพรของโมเสสแก่เผ่าเศบูลุน


เฉลยธรรมบัญญัติ  33:18-19 "...เศบูลุนเอ๋ย จงปีติร่าเริงเมื่อท่านออกไป และอิสสาคาร์เอ๋ย จงปีติร่าเริงในเต็นท์ของตน เขาจะเรียกชนชาติทั้งหลายมาที่ภูเขาและถวายเครื่องสัตวบูชาอันถูกต้องที่นั่น เพราะเขาจะดูดความอุดมจากทะเล และได้ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทราย

จากการอ่านพระคำทั้ง 2 ตอนนี้เราจะเห็นถึงความชัดเจนในอัตลักษณ์(Identity)และเป้าประสงค์ลิขิต(Destiny) ที่พระยาห์เวห์มีในชีวิตของเขา นั่นคือ พวกเขาเป็นดั่ง "เรือสำเภาที่มุ่งสู่จุดหมาย"

ไม่ใช่เรือที่จอดไว้ที่ท่าเรือเท่านั่น พวกเขาต้องออกไปล่าขุมสมบัติ แต่พวกเขาไม่ใช่เรือโจรสลัดนะครับ พวกเขาเป็นเรือสำเภาที่ออกไปทำการค้า


Zebulun
เรามาทำความรู้จักเผ่าเศบูลุนด้วยกันในครั้งนี้

เผ่าเศบูลุน เป็น 1 ในบรรดา 12 เผ่าของอิสราเอล ตามบันทึกในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ในหมวดพระธรรมเบญจบรรณ(Torah)  เศบูลุน ซึ่งเป็นบุตรชายคนที่ 10 ของยาโคบ (อิสราเอลที่เกิดกับ

นางเลอาห์ ภรรยาคนแรกของยาโคบ โดยเศบูลุนนั้น เป็นบุตรชายคนที่ 6 ที่นางเลอาห์มีให้แก่ยาโคบ

ปฐมกาล 30:20  นางจีงได้กล่าวว่า "บัดนี้สามีคงจะให้เกียรติข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ให้บุตรชายแก่เขาหกคนแล้วเศบูลุน จึงมาจากคำภาษาฮีบรู ที่ออกเสียงว่า ศาบัล ซึ่งแปลว่า ให้เกียรติ 

นางเลอาห์ตั้งชื่อลูกด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจว่าทำไมผัวไม่รัก อยากที่จะให้ผัวคือยาโคบรักและให้เกียรติเธอบ้าง เพราะเธอมีลูกชายให้กับยาโคบมาแล้วถึง 6 คนนั่นคือ รูเบน,สิเมโอน,เลวี, ยูดาห์,อิสสาคาร์และเศบูลุน ชื่อแต่ละคนก็สะท้อนความคิดของเธอ ดังนี้ (ผมขอตั้งเป็นชื่อภาษาไทยเผื่อให้จำได้ง่ายๆครับ)

1.รูเบน(Reuben) ลูกชายคนโต ชื่อหมายความว่า "บุตรชาย" หรือ "สมชาย" จะบอกว่ายาโคบว่าเธอมีลูกชายให้แล้วนะ รู้ยัง เพราะการมีลูกชายจะทำให้ยาโคบรักเธอ แต่ยาโคบรักนางราเชล 

2.สิเมโอน(Simeon) ชื่อหมายความว่า "รับฟัง" หรือ เด็กชาย"สดับฟัง" เพื่อสำนึกถึงการที่พระยาห์เวห์ทรงสดับรับฟังเสียงคำอธิษฐานของเธอ ทำให้เธอได้มีบุตรคนที่สองกับยาโคบ

3.เลวี(Levi)  ชื่อหมายความว่า "สนิทสนม" หรือ เด็กชาย"สนิทใจ" เหตุที่เธอตั้งชื่อบุตรเช่นนี้เพราะต้องการให้สามีสนิทสนมกับเธอบ้าง

4.ยูดาห์(Judah) ชื่อหมายความว่า "การยกมือขึ้น สรรเสริญ" หรือ เด็กชาย "สรรเสริญ" เป็นการแสดงถึงการขอบพระคุณพระยาห์เวห์ที่ทรงประทานบุตรให้กับเธออีก

5.อิสสาคาร์(Issachar) ชื่อหมายความว่า "สินจ้าง"(hire) หรือ เด็กชาย "สินชัย" นางเลอาห์ จึงตั้งชื่อลูกว่า อิสสาคาร์  หมายถึง  "สินจ้าง"(hire) ค้าจ้างที่ได้ให้ผลดูดาอิมกับนางราเชลเพื่อได้หลับนอนกับยาโคบ 

6.เศบูลุน(Zebulun) ชื่อหมายความว่า "การให้เกียรติ" หรือ เด็กชาย "สมเกียรติ"

จะเห็นได้ว่าแม้ว่า นางเลอาห์จะมีลูกชายถึง 6 คนให้กับยาโคบแต่สิ่งที่นางไม่ได้รับคือ ความสนใจและความรักที่สามีควรจะมีต่อภรรยา ไม่ว่าจะมี เด็กชาย สมชาย,สดับฟัง,สนิทใจ,สรรเสริญ,สินชัยและเด็กชายสมเกียรติ แต่ยาโคบก็ยังมีความรักต่อนางราเชลไม่เปลี่ยนแปลง

แม้ว่าครอบครัวของเศบูลุนจะเป็นเช่นไร แต่เป้าประสงค์ลิขิตที่พระยาห์เวห์ทรงมีในชีวิตของเขา พระองค์ทรงกระทำให้สำเร็จ เศบูลุนมีการเจิมไปสู่ความรุ่งเรือง
เฉลยธรรมบัญญัติ  33:18-19
"...เศบูลุนเอ๋ย จงปีติร่าเริงเมื่อท่านออกไป และอิสสาคาร์เอ๋ย จงปีติร่าเริงในเต็นท์ของตน เขาจะเรียกชนชาติทั้งหลายมาที่ภูเขาและถวายเครื่องสัตวบูชาอันถูกต้องที่นั่น พราะเขาจะดูดความอุดมจากทะเล และได้ขุมทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทราย"   

เรือสำเภาที่มุ่งสู่จุดหมาย

การเจิมของเผ่าอิสสาคาร์และเศบูลุนทำงานร่วมกัน โมเสสอวยพรเผ่าเศบูลุนและอิสสาคาร์พร้อมกัน เพราะทั้ง 2 เผ่า มีแม่คนเดียวกัน คือ นางเลอาห์  และมีอาชีพเป็นพ่อค้าเหมือนกัน 

คำว่า "ดูดความอุดมจากทะเล" หมายความว่า เผ่าทั้ง 2 เผ่าทำการเกษตรและค้าขายทางทะเล 

การเจิมของเผ่าอิสสาคาร์เป็นความเข้าใจ(Understanding) พวกเขาอยู่ในเต็นเพื่อศึกษาพระวจนะของพระยาห์เวห์ เพื่อทราบวาาระเวลาของพระองค์  


ส่วนการเจิมของเผ่าเศบูลุนเป็นการยอมรับ(Acknowledgement)ความจริงใจ(sincerely) ที่เดินไปร่วมกันตามการทรงนำของพระเจ้า  
พวกเขาเป็นนักธุรกิจและเป็นนักถวายที่สำคัญ พวกเขาเป็นผู้สนับสนุนกองกำลังของอิสราเอล  เพราะเขานำสิ่งต่างๆมาถวายเพื่อสร้างพลับพลาที่ประทับของพระยาห์เวห์  

นอกจากนี้พวกเขามีความสัตยซื่อในการดำเนินชีวิต เผ่าเศบูลุนเป็นเผ่านักรบที่ไม่ได้เป็นคน “สองจิตสองใจ(double minded) ร่วมต่อสู้กับกษัตริย์ดาวิด(1 พศด.12:33) นี่คือ ความสัตย์ซื่อที่เป็นเหตุให้พระเจ้าอวยพระพรเพราะเขามีใจเดียว ไม่ลังเล เขาจึงได้รับการจัดสรรจัดเตรียมเสบียงอาหารต่างๆ มาเลี้ยงฉลองในงานเลี้ยงเชิญดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์ที่เมืองเฮโบรนอีกด้วย

สิ่งที่เราเรียนรู้จากเผ่าเศบูลุน คือ  เราต้องไม่ยอมให้ค่านิยมของโลกมาทำลายความเชื่อในพระเจ้าของเรา(โรม12:2) และดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อและทำส่วนของเราอย่างเต็มที่ เพื่อรับพระพรและความโปรดปรานในความชอบธรรม(ยากอบ4:4-6)

แม้ว่าพวกเขาจะมีความจำกัดแต่พระยาห์เวห์ทรงขยายขอบเขตความจำกัดในชีวิตของเขาให้มากขึ้น 

จากคำเผยพระวจนะนั้นเผ่าเศบูลุนจะมั่งคั่งผ่านการค้าขายทางทะเล   แต่ปัญหาก็คือดินแดนของเผ่าเศบูลุนไม่ติดกับทะเล  แต่พระยาห์เวห์ได้ขยายขอบเขตให้แก่เผ่าเศบูลุนผ่านทางดินแดนของเผ่านัฟทาลี(มัทธิว 4:13) 

ดังนั้นเมื่อพระเจ้าทรงมีเป้าประสงค์ในชีวิตของเราจะไม่มีสิ่งใดที่จำกัด เราต้องอธิษฐานขอให้พระองค์ขยายขอบเขตชีวิตเราให้มากขึ้น

ดั่งเช่นคำอธิษฐานของยาเบส  1 พงศาวดดาร 4:10 ยา​เบส​ทูล​พระ​เจ้า​ของ​อิสราเอล​ว่าขอ​พระ​องค์​ทรง​อวย​พระ​พร​แก่​ข้า​พระ​องค์ และ​ขยาย​เขต​แดน​ของ​ข้า​พระ​องค์  

สิ่งที่เราเรียนรู้จากชีวิตของยาเบสและเศบูลุนคือ ยาเบส ชื่อของเขาแปลว่า เจ็บปวด แต่เขาไม่ยอมให้สิ่งนี้มาขัดขวางชีวิตของเขา เขาขอการอวยพรและการขยายชีวิตของเขาออกไปเพื่อรับพระพร

เศบูลุนก็เช่นเดียวกัน  แม้เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมครอบครัวที่แม่ของเขาคือเลอาห์ไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่ได้รับเกียรติ แต่เศบูลุนไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อม ครอบครัว แต่เขาสัตย์ซื่อดำเนินชีวิตตามถ้อยคำแห่งการอวยพรและเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะสำเร็จ


พวกเขาเป็นเรือสำเภาที่มุ่งสู่จุดหมาย ไม่ยอมให้เป็นเรือที่ยอมแน่นิ่งอยู่บนท่าเรือ และไม่ยอมให้ความเชื่อค่านิยมของโลกทำให้เรืออับปาง เรือต้องอยู่บนน้้ำไม่ใช่กระแสสังคมที่เป็นน้ำที่สาดเข้ามาในเรือจนทำให้เรือจมลงไปและอับปาง


เรือสำเภาที่ยึดสมอไม่ให้อับปาง

อัครทูตเปาโลได้เขียนจดหมายถึงทิโมธี และเตือนพี่น้องในคริสตจักรให้ระมัดระวังค่านิยมโลก คำสอนที่ผิด และยึดความเชื่อไว้ไม่ให้ความเชื่ออับปางลงไป   


1 ทิโมธี 1:19 จง​ยึด​ความ​เชื่อ​ไว้ และ​มี​จิตสำนึก​ว่า​ตน​ชอบ ซึ่ง​ข้อ​นี้​บาง​คน​ได้​ละ​ทิ้ง​เสีย ความ​เชื่อ​ของ​เขา​จึง​อับปาง​ลง​

สิ่งที่เป็นข้อเตือนใจสำหรับผู้ที่เป็นักธุรกิจเพื่อพระเจ้า เป็นดั่งเช่นเผ่าเศบูลุนคือ ต้องไม่รับค่านิยมของโลกเข้ามาในชีวิต ต้องระลึกถึงว่าเงินที่หามาได้ มาจากการอวยพรของพระเจ้า และต้องเตือนใจตลอดเวลาในการทำงานว่า ให้เป็นเรือที่มีจุดหมายเพื่อเป้าประสงค์ของพระเจ้า ไม่เช่นนั้น เรือนั้นอาจจะเป็นเรือโจรสลัด สะสมทรัพย์สมบัติที่หามาได้เพื่อตนเอง 

ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เรือของเผ่าเศบูลุนเหมือนเรือที่เจอมรสุมเศรษฐกิจ แต่ขอให้พระเจ้าทรงเป็นความหวัง เป็นดั่งสมอที่ยึดเรือไว้เพื่อผ่านคลื่นลม 

ฮีบรู 6:19 ความ​หวัง​ที่​เรา​ยึด​นั้น​เป็น​เสมือน​สมอ​ที่​แน่​และ​มั่นคง​ของ​จิตใจ ...


เรือสำเภานำข่าวประเสริฐออกไปทั่วโลก



เรื่องราวของเผ่าเศบูลุน ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกประการ นั่นคือ พวกเขาเป็นเผ่าที่ได้รับข่าวประเสริฐและส่งมิชชั่นนารีออกไปสู่ปลายแผ่นดิน

ในสมัยก่อนนั้นดินแดนของเผ่าเศบูลุนและนัทาลี(กาลิลี) เป็นเขตแดนที่เป็นที่ดูหมิ่น เหยียดหยาม  คนยิวจากยูเดียเรียกบริเวณนี้ว่า เป็น กาลิลีของพวกนอกรีต  ดินแดนที่อยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งความตาย"

แต่ถ้อยคำเผยพระวจนะจากอิสยาห์ กล่าวไว้ว่า นี่คือดินแดนแห่งความรุ่งโรจน์ 

อิสยาห์ 9:1-2   
1 แต่กระนั้นแผ่นดินนั้นซึ่งอยู่ในความแสนระทมจะไม่กลัดกลุ้ม ในกาลก่อนพระองค์ทรงนำแคว้นเศบูลุนและแคว้นนัฟทาลีมาสู่ความดูหมิ่น แต่ในกาลภายหลังพระองค์จะทรงกระทำให้หนทางข้างทะเล แคว้นฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างโน้น คือ กาลิลีแห่งบรรดาประชาชาติ ให้เจ็บปวดทรมานอย่างมาก 
2 ชนชาติที่ดำเนินในความมืดได้เห็นความสว่างยิ่งใหญ่แล้ว บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินแห่งเงามัจจุราช สว่างได้ส่องมาบนเขา

คำเผยพระวจนะของอิสยาห์ก็ได้สำเร็จเป็นจริงในสมัยของพระเยซูคริสต์ 
มัทธิว 4:12-16
12 ครั้น​พระ​เยซู​ทรง​ทราบ​ข่าว​ว่า​ยอห์น​ถูก​จำ​ไว้​แล้ว​ ​พระ​องค์​ก็​เสด็จ​ไป​ยัง​แคว้น​กาลิลี​ 
13 แล้ว​ย้าย​ที่​ประทับ​จากเมือง​นาซาเร็ธ​ไป​ที่​เมือง​คาเปอร​นาอุม ซึ่ง​อยู่​ริม​ทะเลสาบ​ที่​เขต​เผ่า​เศบู​ลุน​และนัฟ​ทา​ลี​
14 เพื่อ​จะ​สำเร็จ​ตาม​พระ​วจนะ ซึ่ง​ตรัส​ไว้​โดย​อิสยาห์​ผู้เผย​พระ​วจนะ​ว่า   
15 แคว้น​เศบู​ลุน​และ​แคว้น​นัฟ​ทา​ลี  ทาง​ข้าง​ทะเล​ฟาก​แม่น้ำ​จอร์แดน​ข้าง​โน้น คือ​กาลิลี แห่ง​บรรดา​ประชาชาติ    
16 ประชาชน​ผู้​นั่ง​อยู่​ใน​ความ​มืด  ได้​เห็น​ความ​สว่าง​ยิ่งใหญ่  และ​ผู้​ที่​นั่ง​อยู่​ใน​แดน​และ​เงา​แห่ง​ความ​ตาย  ​ก็​มี​ความ​สว่าง​ขึ้น​ส่อง​ถึง​เขา​แล้ว”   

เผ่าเศบูลุนเป็นเผ่าที่ได้ยินข่าวประเสริฐครั้งแรกของโลก 

เมื่อพระเยซูคริสต์ดำเนินไปตามชายฝั่งทะเลสาบกาลิลี ทรงเรียกเปโตร ยากอบ และยอห์น และสาวกคนอื่นๆ  มาเป็น “ผู้จับคนดั่งจับปลา” และเป็นผู้ได้ชื่อว่า "ชาวประมงผู้คว่ำโลก"(ลูกา 5:1-11)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในเขตแดนของเผ่า​เศบู​ลุน​และนัฟ​ทา​ลี​   เมืองนาซาเร็ธเป็นเมืองที่พระเยซูคริสต์ทรงเติบโตขึ้น  คาเปอรนาอูม เป็นเมืองศูนย์กลางในการทำพันธกิจของพระองค์  ทั้ง 2 เมืองอยู่ในเขตแดนของเผ่าเศบูลุน

พระเยซูทรงเทศนาบนเรือในทะเลกาลิลี  ทรงส่งสาวกของพระองค์ออกไปทั่วโลก

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรในเดือนนี้เป็นเดือนแห่งเผ่าเศบูลุน-เรือสำเภาที่มุ่งสู่จุดหมาย ขอพระองค์ทรงเป็นกัปตันเรือ พระวิญญาณทรงเป็นลมที่พาเรือไป และพระวจนะของพระองค์ทรงเป็นแผนที่ที่เราทุกคนจะไปสู่เป้าประสงค์ของพระองค์ 

ติดตามตอนต่อไปนะครับ เดือนทัมมุส เดือนแห่งเผ่ารูเบน

06 มิถุนายน 2559

Pentecost เทศกาลแห่งพันธสัญญา

ช่วงวันที่ 5-7เดือนสิวัน (ปี 2016 ตรงกับวันที่11-13 มิ.ย.)ชาวยิวมีการฉลองเทศกาลสัปดาห์(Shavuot:ชาวูโอ๊ท)หรือPentecost(แปลว่า 50)
ในพันธสัญญาเดิม(OT)เป็นการฉลอง7 สัปดาห์หลังจากเทศกาลปัสกา(Pesach) ที่พวกเขาออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ ตลอดช่วงเวลาในถิ่นทุรกันดารพระยาห์เวห์ทรงจัดเตรียมมานาจำนวน 1 หม้อโอเมอร์ให้กับพวกเขาในแต่ละวัน จึงมีการนับโอเมอร์ในแต่ละวันจากเทศกาลปัสกาถึงเทศกาลสัปดาห์ได้ 49 วัน(7 สัปดาห์) เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งพระพร
เทศกาลนี้พระยาห์เวห์ทรงประทานพระบัญญัติ10 ประการจารึกบนแผ่นศิลา(Luchot)บนภูเขาซีนาย เป็นพันธสัญญารักนิรันดร์ของพระยาห์เวห์ที่ทรงทำกับชนชาติอิสราเอล
เทศกาลนี้พวกเขาได้นำผลแรกที่เพิ่มพูนจากเทศกาลปัสกาคือนำขนมปัง 2 ก้อนมาถวายซึ่งทำจากข้าวสาลีที่พวกเขาปลูกได้เอง มานาก็หมดไปเพราะนั่นเป็นเพียงอาหารชั่วคราว หลังจากนั้นไปพวกเขาได้กินพืชผลที่พวกเขาได้ปลูกในดินแดนใหม่ไม่ใช่ดินแดนทาสในอียิปต์
พวกเขาจึงได้เก็บหม้อมานา ศิลาพระบัญญัติ และไม้เท้าอาโรนไว้ในหีบพันธสัญญาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในเทศกาลนี้
ในพันธสัญญาใหม่(NT) พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนในเทศกาลปัสกา หลังจากนั้น 3 วันทรงฟื้นจากความตาย ทรงอยู่กับพวกสาวกอีก 40 วัน เพื่อทรงสอนเรื่องอาณาจักรสวรรค์
ในวันที่พระเยซูทรงเสด็จขึ้นสวรรค์ ทรงกำชับว่าให้รอคอยการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ.1:8)
และในวันที่ 50 หลังจากปัสกาในเทศกาลเพ็นทอสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จมาเหนือสาวก 120 คนที่เฝ้าอธิษฐานรอคอยที่ห้องชั้นบน กรุงเยรูซาเล็ม(กจ.2) เป็นการเริ่มต้นเกิดคริสตจักรอย่างเป็นทางการ และข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรสวรรค์ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก
นี่คือการเชื่อมระหว่าง 2 สิ่งคือพันธัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ คือแผ่นศิลา 2 แผ่น ซึ่งเป็นพันธสัญญาแห่งรักนิรันดร์ ระหว่างพระยาห์เวห์กับคนของพระองค์
ขนมปัง 2 ก้อนคือ คนยิวกับคนต่างชาติเชื่อมกันเป็นคนใหม่คนเดียวกัน ผ่านทางในพระเยซูคริสต์(อฟ.2:15) ทรงเป็นอาหารแห่งชีวิต(bread of life) พระบัญญัติ 2 ข้อใหญ่คือจงรักพระเจ้าด้วยสุดใจและจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเองได้รวมเป็นหนึ่งผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในเรา
พระองค์ทรงประทานพระบัญญัติใหม่คือพระบัญญัติแห่งรัก ที่ไม่ได้จารึกบนแผ่นศิลาแต่จารึกในหัวใจ(2คร.3:3) ความรู้อาจจะเพิ่มรอยหยักที่หัวสมอง แต่ความรักของพระองค์เป็นรอยสลักจารึกในใจว่าเราเป็นของพระองค์ เพราะพระวิญญาณเป็นเสมือนแหวนหมั้นคริสตจักรไว้เพื่อรอคอยองค์เจ้าบ่าว ในวันสมรสของพระเมษโปดกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามพระสัญญา

04 มิถุนายน 2559

รวบรวมบทความ เทศกาล Pentecost

เนื่องในเทศกาล  Pentecost หรือ Shavuot ที่จะถึงในช่วงวันที่ 12-13 มิ.ย.2016

ผมได้รวบรวมบทความ เทศกาล Pentecost  ที่เคยเขียนไว้ สามารถเข้าไปอ่านได้ตาม link ได้นะครับ 




ลมปราณ พระวิญญาณของพระเจ้า


วันเพ็นเทคอสต์ เปิดพระพรจากสวรรค์ ปลดปล่อยชีวิตใหม่
จุดไฟแห่งการฟื้นฟู 

ส่งต่อไฟแห่งการฟื้นฟู

เพ็นเทคอสต์ : วาระเวลาแห่งจัดเตรียมเพื่อการฟื้นฟู 

"เราจะขจัดความมืดที่ปกคลุมแผนการของเราสำหรับชีวิตของเจ้าออกไป” (I'm Removing the Darkness Covering up My Plan for Your Life! )

"เราจะขจัดความมืดที่ปกคลุมแผนการของเราสำหรับชีวิตของเจ้าออกไป” 
(I'm Removing the Darkness Covering up My Plan for Your Life! )
คำเผยพระวจนะของดร.ชัค เพียร์ซ (Chuck Pierce) วันที่ 3/6/2016
"นี่คือช่วงเวลาที่เรากำลังเปิดหัวใจและจิตวิญญาณของเจ้าในรูปแบบใหม่ เราจะขจัดความมืดที่ปรากฏอยู่นี้ เราจะขจัดความมืดที่ปกคลุมแผนการของเราสำหรับชีวิตของเจ้าออกไป เรากำลังจะเข้ามาฉายส่องความสว่างของเราในหัวใจของเจ้าในรูปแบบใหม่ สิ่งที่เจ้าไม่สามารถมองเห็นในฤดูกาลที่ผ่านมา เจ้าจะได้เห็นในฤดูกาลนี้ เราจะเข้ามาในห้วงความคิดของเจ้า เมื่อเจ้ารู้สึกว่าอนาคตของเจ้ามืดมนและหดหู่ใจ เราจะเข้ามาทำลายอำนาจของความเศร้าโศกและการปรับโทษเจ้าและจะทำลายอำนาจของความสิ้นหวังออกจากเจ้า
นี่คือความสุขใหม่ที่กำลังผุดขึ้นมาภายในตัวของเจ้า ความสุขนี้จะผุดขึ้นมาเป็นฟองดังเช่นน้ำพุที่ไหลออกมาและฟองของมันจะทำปฏิกิริยาเปอร์ออกไซด์ (peroxide) เพื่อจะชำระล้างความสงสัย ความไม่เชื่อ และความสิ้นหวังที่ฉุดรั้งเจ้าให้ท้อถอยออกไป

จากถ้อยคำเผยพระวจนะของดร.ชัค เพียร์ซ ผมขออธิษฐานป่าวประกาศดังนี้ 
ขอความสว่างของพระยาห์เวห์ขจัดความมืดที่ปกคลุมแผนการของพระองค์ในชีวิตของเรา  และน้ำพุแห่งชีวิตชำระความผิดหวังและความโศกเศร้าให้ออกไป

“เพราะน้ำ‍พุแห่งชีวิตอยู่กับพระ‍องค์ เราเห็นความสว่างโดยความสว่างของพระ‍องค์”  สดุดี 36:9 

I'm Removing the Darkness Covering up My Plan for Your Life!
“This is a time that I am opening hearts and spirits in a new way. I’m removing the darkness that has been there. I’m removing the darkness that has covered up My plan for your life. I am coming to shine My light in your heart in a new way. What you could not see in the past season, you’re going to see in this season. I am coming! Where you thought your future was bleak and dismal, I’m coming to break the power of gloom and doom off of you, and to break the power of hopelessness off of you. There’s a new joy that is going to spring up on the inside of you.
That joy is going to bubble up like a fountain, and it is going to bubble up just like peroxide bubbles up. This joy is going to bubble up, and it’s going to wash out the doubt, the unbelief, and the hopelessness that has held you back."


18 พฤษภาคม 2559

เผ่าอิสสาคาร์ - ลาที่มีกำลังกล้าหาญ


สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน  ขอต้อนรับเข้าสู่เดือนอิยาร์ (Iyar) ซึ่งเป็นเดือนที่ 8 ตามปฏิทินแบบราชการ (Civil calendar)และ เป็นเดือนที่ 2 ในวงจรแห่งการไถ่ตามปฏิทินแบบศาสนา(Ecclesiastical calendar) เดือนนี้เป็นแห่งตัวอักษรฮีบรู คือ ตัวอักษร ו "วาว์ฟ"(Vav) เป็นภาพของหลักหมุด จึงเป็นเดือนแห่งการเชื่อมต่อ(Connecting pin) เชื่อมต่อจากเดือนที่แล้ว  คือ เดือนนิสาน(Nisan) เดือนแห่งสิงห์เผ่ายูดาห์  และเดือนที่จะมาถึงคือเดือนสิวัน(Sivan) เดือนแห่งเผ่าเศบูลุน นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อระหว่างเทศกาลสำคัญ 2 เทศกาลหลักคือ เทศกาลปัสกา(Pesach-Passover) และเทศกาลสัปดาห์(Shavuot) หรือเทศกาลเพ็นเทคอสต์(Pentecost

(เดือนนิสาน เป็นเดือนแห่งสิงห์เผ่ายูดาห์ สามารถเข้าไปอ่านบทความ เรื่อง  สิงห์แห่งเผ่ายูดาห์ (Lion of Judah) ได้ตาม link)


เดือนนี้เกี่ยวข้องกับ เผ่าอิสสาคาร์(Issachar)  เมื่อเราศึกษาพื้นภูมิของเผ่าอิสสาคาร์ จะพบว่า อิสสาคาร์ เป็นบุตรชายคนที่ ของยาโคบ และเป็นบุตรคนที่ ของนางเลอาห์ ภรรยาคนแรก
ปฐมกาล 30:14-18
14 ในฤดูเกี่ยวข้าวสาลี รูเบนออกไปที่นาพบต้นดูดาอิมจึงก็ผลมาให้เลอาห์มารดาของเขา ราเชลจึงพูดกับเลอาห์ว่าขอผลดูดาอิมของลูกชายพี่ให้ฉันบ้าง
15 เลอาห์ตอบว่าที่น้องแย่งสามีของฉันไปแล้วนั้นยังน้อยไปหรือ? จึงจะมาเอาผลดูดาอิมของลูกชายฉันด้วยราเชลตอบว่าอาอย่างนี้ ยาโคบจะไปนอนกับพี่คืนนี้เพื่อแลกกับผลดูดาอิมของลูกชายพี่
16 ครั้นยาโคบกลับมาจากนาเวลาเย็น เลอาห์ก็ออกไปหาบอกว่าเข้ามาหาฉันเถิด พราะฉันให้ผลดูดาอิมของลูกชายฉันเป็นสินจ้างท่านแล้วคืนวันนั้นยาโคบก็นอนกับนาง
17 พระเจ้าทรงฟังเลอาห์ นางก็ตั้งครรภ์ และให้บุตรชายคนที่ห้าแก่ยาโคบ 
18 ฝ่ายเลอาห์ว่า “​พระเจ้าประทานสินจ้างนั้นให้แก่ฉัน เพราะฉันยกหญิงคนใช้ให้สามีนางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่า อิสสาคาร์

จากเหตุการณ์ที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ จะเห็นได้ว่า นางราเชลภรรยาคนที่ 2 ของยาโคบ ยอมให้สามีของตนเองไปหลับนอนกับนางเลอาห์ โดยเพื่อแลกกับ "ผลดูดาอิม"(dudaim) ภาษาอังกฤษคือ "mandrake" แมนเดร็ก หรือบางที เรียกว่า  'apple of Sodom'  หรือ  "Satan's apple"

ความเชื่อของคนในแถบอาหรับ เชื่อว่า มันคือ"ยาปลุกเซ็กซ์" ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศสำหรับผู้ชายและสำหรับผู้หญิงทำให้มีลูกง่าย  

ในช่วงเวลานั้นนางราเชลไม่มีลูกจึงอยากที่จะมีลูกบ้าง เพราะเห็นพี่สาวมีลูกตั้งหลายคน แสดงให้เห็นถึงความเชื่อของนางราเชล เริ่มสั่นคลอนในการไว้วางใจพระเจ้า แต่กลับหันไปพึ่งพา "ยาปลุกเซ็กซ์" 

นางเลอาห์ จึงตั้งชื่อลูกว่า อิสสาคาร์  หมายถึง  "สินจ้าง"(hire) (ภาษฮีบรู คือ ซาคาร) ค้าจ้างที่ได้หลับนอนกับยาโคบ  

พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกเรื่องราวหลังจากนั้นของอิสสาคาร์มากนัก เราแทบจะไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของอิสสาคาร์  แต่สิ่งที่เรารู้ก็คือว่า ลูกหลานของอิสสาคาร์นั้น มีความสามารถพิเศษ ดังในพระธรรม 1 พงศวดาร 12:32 บันทึกไว้ว่า  จากเผ่าอิสสาคาร์ มีผู้รู้กาละ ทราบว่าอิสราเอลควรทำประการใด ….​ 

เผ่าอิสสาคาร์ได้รับจากการเจิม พวกเขาเป็นผู้ที่รู้กาลเวลาของพระเจ้า  เพราะของประทานที่อิสสาคาร์ได้รับนี้ พระเจ้าจึงทรงวางพวกเขาไว้ในตำแหน่งยุทธศาสตร์  

อิสสาคาร์เป็นเผ่าลำดับที่ 2 ในกระบวนแถวกองทัพของอิสราเอล  ถูกจัดกลุ่มแถวหน้า เข้ากับเผ่ายูดาห์ และเศบูลุน  เมื่ออิสสคาร์ได้รับการสำแดงจากพระเจ้าให้เคลื่อนไปข้างหน้า กองทัพของอิสราเอลก็เคลื่อนไปตามการทรงนำของพระเจ้า 

แม้ว่าชีวิตของอิสสาคาร์ เขาจะเกิดมาเป็นเช่นไร แต่พระเจ้าทรงมีแผนการที่ดีและทรงมีเป้าประสงค์ลิขิตสำหรับชีวิตของเขา เพราะคำอวยพรของยาโคบพ่อของเขาและโมเสส  กำหนดอัตลักษณ์ประจำเผ่าอิสสาคาร์ 


คำอวยพรของโมเสสแก่เผ่าอิสสาคาร์และเผ่าเศบูลุน

เฉลยธรรมบัญญัติ 33:18-19 “ท่านกล่าว‍ถึงเศ‌บู‌ลุนว่า “เศ‌บู‌ลุนเอ๋ย จงยินดีเมื่อท่านออกไป และอิส‌สา‌คาร์เอ๋ย จงยินดีในเต็นท์ของตน เขาจะเรียกชน‍ชาติทั้ง‍หลายมาที่ภูเขา และถวายเครื่อง‍บูชาอันชอบ‍ธรรมที่‍นั่น เพราะเขาจะได้ดูด‍ซับความอุดมจากทะเล และได้ขุม‍ทรัพย์ที่ซ่อนอยู่ในทราย” 

สิ่งที่เรียนรู้คือ การทำงานร่วมกันของ 2 เผ่า อิสสาคาร์จะอยู่ในเต็นท์เพื่อศึกษาพระคำของพระยาห์เวห์ เพื่อรับการสำแดงความล้ำลึกและเขาจะบอกกับเศบูลุนเพื่อจะออกไปลงทุนทำการค้า และผลที่ได้รับคือการอวยพรจากสิ่งที่เกินธรรมดา


คำอวยพรของยาโคบพ่อของอิสสาคาร์
ปฐมกาล 49:14-15
14​ ฝ่ายอิสสาคาร์เป็นตัวลามีกำลังมาก (a strong ass) หมอบลงกลางอานสองข้างของมัน
15 ​เขาเห็นว่าที่พักดี และแผ่นดินสบาย จึงย่อบ่าของเขาลงรับไว้ กลายเป็นทาสแรงงาน

(หมายเหตุ คำว่า "ass" ในพระคัมภีร์ภาษาอังกฤษฉบับ KJV หมายถึง ลา (Donkey) กรุณาอย่าแปลเป็นอย่างอื่นนะครับ :)

ลา : ผู้มีกำลังและกล้าหาญมาก

สัญลักษณ์ของเผ่าอิสสาคาร์ จะเป็นรูป ลา ที่มีกำลังมาก (strong ass) ที่แบกภาระบนอาน 2 ข้าง   นอกจากนี้ยังมีสัญลักษณ์รูป ดวงอาทิตย์ และ ดวงจันทร์สื่อความหมายถึงความเข้าใจในเวลาและฤดูกาลนั่นเอง

ดังนั้น เผ่าอิสสาคาร์ คือ ลาที่มีกำลังกล้าหาญที่พร้อมจะยอมเป็นทาสรับใช้แบกภาระหนักให้กับผู้อื่น!

เมื่อเรานึกถึงลา เราอาจจะคิดว่า เผ่าอิสสาคาร์เฉื่อยชา และเกียจคร้าน  หรือดูโง่เขลาดูเหมือนลาโง่ในนิทาน แต่มันไม่ใช่สำหรับเผ่าอิสสาคาร์    อิสสาคาร์เป็นเผ่าที่มีกำลังกล้าหาญ   
ในบทเพลงของเดโบราห์  อิสสาคาร์ได้รับการยกย่องในเรื่องของความกล้าหาญ  

1 พงศาวดาร  7:5 ญาติ​พี่​น้อง​ของ​เขา​ซึ่ง​เป็น​คน​ใน​บรรดา​ตระกูล​ของ​อิสสา​คาร์ มี​หมด​ด้วย​กัน​เป็น​ทแกล้ว​ทหารแปด​หมื่น​เจ็ด​พัน​คน ขึ้น​ทะเบียน​ไว้​ใน​สำมะโนครัว​เชื้อ​สาย​

นอกจากนี้คนจากเผ่าอิสสาคาร์ก็ยังเป็นผู้ที่เต็มใจอาสาตัวต่อสู้เพื่อดาวิด อีกด้วย

1 พงศาวดาร 12: 32 จาก​เผ่า​อิสสา​คาร์ มี​ผู้รู้​กา​ละ ทราบ​ว่า​อิสราเอล​ควร​ทำ​ประการ​ใด มี​หัวหน้า​สอง​ร้อย​คน และ​ญาติ​ของ​เขา​ทั้งสิ้น​อยู่​ใต้​บังคับ​บัญชา​ของ​เขา

น่าสังเกตว่า เมื่อพูดถึงเผ่าอิสสาคาร์ มีการกล่าวถึงคนที่เป็นหัวหน้าที่เข้ามาร่วมด้วย ซึ่งมีจำนวนถึง 200 คน  เผ่าอิสสาคาร์ เป็นเผ่าที่เคลื่อนในการเปิดเผยสำแดงจากพระเจ้า  

ความหมายในพระคัมภีร์ ลา เป็นสัญลักษณ์ของความสงบ(peace) ตรงกันข้ามกับ ม้า จะเล็งถึงสงคราม(war)

Deborah
แม้ว่าพวกเขาจะ "รักสงบแต่ถึงรบไม่ขลาด"  ยามอิสราเอลมีภัยมาเยือนคนแห่งเผ่าอิสสาคาร์ก็มีความกล้าหาญจะไม่นิ่งเฉยแต่จะลุกขึ้นต่อสู้กับศัตรู แม้ว่าจะเป็นผู้หญิงก็ตาม หัวใจของเธอก็มีความกล้าหาญไม่แพ้ผู้ชาย ดังเช่น เดโบราห์ นักรบสาวผู้ห้าวหาญ  (ผู้วินิจฉัยบทที่ 4)

ในช่วงยุคสมัยของเดโบราห์นั้น แผ่นดินอิสราเอลมีปัญหา มีศัตรูที่เข้ามากดขี่ข่มเหง นั่นคือ  สิเสรา ชายผู้เป็นมือขวาของผู้ก่อการร้ายชาวคานาอัน เขามีรถรบเหล็ก ถึง 900 คัน  อิสราเอลตกอยู่ในวงจรของการถูกกดขี่อยู่ถึง  20 ปี กลุ่มคนของสิเสราท่องไปทั่วแผ่นดินเพื่อปล้นสะดม หลายคนถูกฆ่าอย่างเหี้ยมโหด และผู้คนก็เริ่มต้นร้องเรียกหาพระเจ้า  

เดโบราห์เรียกบาราคให้เข้ามานำกองทัพลุกขึ้นสู้ศัตรู    พระเจ้าทรงร่วมรบกับพวกเขา  ดวงดาวในท้องฟ้า และพลังแห่งธรรมชาติ หันเข้าสู้สิเสรา มีพายุที่เกิดขึ้นฉับพลันเข้ากระหน่ำในสมรภูมิรบ น้ำท่วม และรถรบ 900 คันของสิเสรา ติดหล่มโคลน กองกำลังของสิเสราแตกพ่าย  สิเสราหนีเอาชีวิตรอด 

สิเสราหนีเข้าไปยังเต็นท์ของหญิงคนหนึ่ง ชื่อว่า ยาเอล เพื่อขอซ่อนตัว   เธอพาสิเสราเข้ามาในเต็นท์ของเธอ เธอหาอะไรให้เขาดื่ม และหาที่ให้เขานอน แต่ในขณะที่สิเสราหลับอยู่นั้น ยาเอลเอาค้อนออกมา และดึงหมุดเต็นท์ออกมาตอกลงที่ศีรษะของเขา    20 ปี แห่งการกดขี่ได้สิ้นสุดลง

เดโบราห์ทำให้เราเห็นภาพที่ดีของเผ่าอิสสาคาร์  เดโบราห์เป็นผู้เผยพระวจนะ เธอเข้าใจวาระและรู้ว่าอิสราเอลควรทำประการใด เธอเต็มใจที่จะออกไปด้วยพละกำลังเพื่อขับไล่ศัตรู เดโบราห์มีการเจิมของเผ่าอิสสาคาร์   

เรื่องราวของเดโบราห์ และยาเอลที่มีใจกล้าหาญ จึงเป็นถ้อยคำที่เรานำมาอธิษฐานในเดือนนี้เชื่อว่า หมุดเต็นท์(vav)เป็นอาวุธจัดการศัตรู คือสิเสรา (วนฉ.4:21)นี่เป็นการพิพากษาของพระเจ้าที่จัดการเหนือศัตรูฝ่ายวิญญาณในชีวิตของเรา 

ลา : ยอมเป็นทาสรับใช้ แบกรับภาระผู้อื่น

ภาพของลาในพระคัมภีร์ให้ภาพของความถ่อมใจ เหมือนดั่งพระเยซูคริสต์ ที่พระองค์ทรงถ่อมพระทัยมาเพื่อปรนนิบัติและนำความทุกข์ยากออกจากชีวิตของเรา ด้วยการไถ่
มาระโก 10:45 พราะว่าบุตรมนุษย์ไม่ได้มาเพื่อรับการปรนนิบัติ แต่มาเพื่อจะปรนนิบัติคนอื่น และให้  ชีวิตของท่านเป็นค่าไถ่คนจำนวนมาก"
ผู้เผยพระวจนเศคารียาห์  กล่าวไว้ในพระธรรมเศคารียาห์ 9:9   ว่า "ธิดา​แห่งศิ​โยน​เอ๋ย จง​ร่า​เริง​อย่าง​ยิ่ง​เถิด โอ บุตรี​แห่ง​เยรูซาเล็ม​เอ๋ย จง​โห่​ร้อง ดู​เถิด กษัตริย์​ของ​เธอ​เสด็จ​มา​หา​เธอ ทรง​ความ​ยุติธรรม​และ​ความ​รอด ​พระ​องค์​ทรง​อ่อน​สุภาพ​และ​ทรง​ลา ทรง​ลูก​ลา"

ถ้อยคำเผยพรวจนะนี้สำเร็จในสมัยของพระเยซูคริสต์ ในพระธรรมมัทธิว 21:5,9 พระเยซูทรงเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มและทรงขี่ลา และประชาชนโห่ร้องต้อนรับพระองค์อย่างจอมกษัตรา 

ฝ่าย​ฝูง​ชน​ซึ่ง​เดิน​ไป​ข้างหน้า กับ​ผู้​ที่​ตามมา​ข้าง​หลัง ​ก็​พร้อม​กัน​โห่​ร้อง​ว่า “โฮซันนา​ แก่​ราช​โอรส​ของ​ดาวิด ขอ​ให้​ท่าน​ผู้​ที่​เสด็จ​มา​ใน​พระ​นาม​ของ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า ทรง​พระ​เจริญ โฮซันนา ใน​ที่​สูงสุด”

ภาพของลาจากเผ่าอิสสาคาร์ (มันคือรถ It's a car) ลาจึงกลายเป็นรถ ซึ่งเป็นพาหนะนำกษัตริย์เข้ากรุงเยรูซาเล็มดั่งเช่น กษํตริย์โซโลมอนทรงขี่ลาในวันที่ขึ้นครองราชย์สมบัติ  ลานั้นเป็นลาที่เคยเป็นของกษัตริย์ดาวิดผู้บิดามาก่อน (1 พกษ. 1:33-44)  กษัตริย์เยฮูได้ขี่ลาเข้าไปในดินแดนสะมาเรีย (ซึ่งชาวสะมาเรียถือว่าเป็นเยรูซาเล็มของเขา)  เพื่อทำลายวิหารของพระบาอัล (2 พกษ. 9:11-10:28)  

นี่คือลา ภาพที่เล็งถึงความถ่อมใจ และเป็นพาหนะของกษัตริย์ 

นอกจากนี้ ลา ยังให้ภาพถึงการแบกเอาภาระหนักออกไป คนในสมัยก่อนจะใช้ลาเพื่อเป็นพาหนะในการขนของ ลาแม้จะตัวเล็กแต่มันเป็นสัตว์ที่มีกำลังมาก  

สิ่งที่น่าสนใจจากพระธรรมตอนนี้คือ พระเยซูทรงประทับบนลา 2 ตัวคือ แม่ลา(ass)และลูกลา(foal) 

มัทธิว  21:5-8 
5 จง​บอก​ชาวศิ​โยน​ว่า กษัตริย์​ของ​ท่าน​เสด็จ​มา​หา​ท่าน โดย​พระ​ทัย​อ่อน​สุภาพ ทรง​ลา(ass) ทรง​ลูก​ลา (foal)
6 สาวก​ทั้ง​สอง​คน​นั้น ​ก็​ไป​ทำ​ตาม​พระ​เยซู​ตรัส​สั่ง​
7 จึง​จูง​แม่​ลา​กับ​ลูก​ของ​มัน​มา และ​เอา​เสื้อผ้า​ของ​ตน​ปู​บน​หลัง แล้ว​พระ​องค์​ได้​ทรง​ลา​นั้น​
8 ฝูง​ชน​เป็น​อัน​มาก ได้​เอา​เสื้อผ้า​ของ​ตน​ปู​ตาม​ถนน​หนทาง บาง​คน​ก็​ตัด​กิ่ง​ไม้​มา​ปู​ตาม​ถนน​


พระเยซูไม่ได้ทรงขี่ลาทีเดียว 2 ตัวแต่เมื่อเราศึกษาในประวัติศาสตร์เราจะพบว่า พระองค์ทรงขี่แม่ลาก่อนและทรงขี่ลูกลาเข้าเมือง

ในตอนแรก พระเยซูเจ้าทรงขี่แม่ลาก่อนเมื่ออยู่ห่างกรุงเยรูซาเล็มเพราะ มีเนินเขาและภูเขา  และเมื่อใกล้เมือง พระองค์จึงเปลี่ยนมาขี่ลูกลาเพื่อเข้าเมือง  (ลูกลานี้ไม่ใช่ลูกลาตัวเล็กๆ แต่เป็นลูกลาที่โตแล้ว  แต่ยังไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน)  

ความหมายที่ซ่อนอยู่ในเรื่องนี้ นั่นคือ   แม่ลาและลูกลาหมายถึง  ประชาชน 2 กลุ่ม 

กลุ่มแรกคือ ชาวยิว(Jew)ที่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของโมเสส  นั่นคือ แม่ลา  

กลุ่มที่ 2 คือ ชาวต่างชาติ(Gentile)  ซึ่งไม่ได้ถือตามพระบัญญัติของพระเป็นเจ้า  นั่นคือ ลูกลา  

แม่ลาหมายถึงชาวอิสราเอลที่ปฏิบัติธรรมบัญญัติของโมเสส   อัครทูตเปโตรได้อธิบายธรรมบัญญัติของโมเสสว่า เป็นแอก...ซึ่งบรรพบุรุษของเราหรือเราเองก็ไม่สามารถแบกไว้ได้”(กจ. 15:10)

ลูกลา หมายถึง คนต่างชาติ  เป็นชนชาติใหม่และไม่เคยถือธรรมบัญญัติ ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะนำมาเป็นแอก แต่พระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงลาเข้ามาปกครองจิตใจ พระองค์นำการปลดแอกของธรรมบัญญติที่ปรับโทษนี้ออกไปแล้ว  เรียนรู้จักพระองค์และรับแอกคือกางเขนของพระองค์แบกแทน 
มัทธิว 11:28-30 
28​ บรรดา​ผู้​เหน็ด​เหนื่อย​และ​แบก​ภาระ​หนัก จง​มา​หา​เรา และ​เรา​จะ​ให้​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​หยุด​พัก
29 ​จง​เอา​แอก​ของ​เรา​แบก​ไว้ แล้ว​เรียน​จาก​เรา เพราะ​ว่า​เรา​สุภาพ​อ่อนโยน​และ​ใจ​อ่อน​น้อม และ​จิตใจ​ของ​พวก​ท่าน​จะ​ได้​หยุด​พัก​
30 ​ด้วย​ว่า​แอก​ของ​เรา​ก็​พอเหมาะ และ​ภาระ​ของ​เรา​ก็​เบา”

มาระโก 8:34-35 ​
34พระ​องค์​จึง​ทรง​เรียก​ฝูง​ชน​กับ​พวก​สาวก​ให้​เข้า​มา แล้ว​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “ถ้า​ใคร​ต้อง​การ​จะ​ตาม​เรา​มา ให้​คน​นั้น​ปฏิเสธ​ตนเอง รับ​กางเขน​ของ​ตน​แบก​และ​ตาม​เรา​มา

35 ​เพราะ​ว่า​ใคร​ต้อง​การ​จะ​เอา​ชีวิต​รอด คน​นั้น​จะ​เสียชีวิต แต่​ใคร​ยอม​เสียชีวิต​เพราะ​เห็น​แก่​เรา​และ​ข่าว​ประเสริฐ คน​นั้น​จะ​ได้​ชีวิต​รอด


ภาพที่พระเยซูคริสต์ทรงลาเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็ม พระองค์ได้ให้หมายสำคัญและบอกความจริงแก่เรา พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ ทรงปกครองจิตใจของเราด้วยความรัก พระองค์จะทรงประทานสันติสุขให้ พระองค์พร้อมที่จะแบกภาระอันหนักของเราทั้งหลาย ความทุกข์ ความกังวล ความเจ็บป่วย ความบาป ความท้อแท้ ความผิดบาป ออกไปดั่งพระวจนะที่ว่า 


สดุดี 55:22 ​จง​มอบ​ภาระ​ของ​ท่าน​ไว้​กับ​พระ​ยาห์เวห์ และ​พระ​องค์​จะ​ทรง​ค้ำ​จุน​ท่าน ​พระ​องค์​จะ​ไม่​ทรง​ยอม​ให้ คน​ชอบธรรม​คลอน​แคลน​เลย

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรตลอดเดือนอิยาร์นี้ ให้เป็นเดือนแห่งการเจิมแบบเผ่าอิสสาคาร์ ที่เราจะรู้วาระเวลาและเชื่อมต่อกับช่วงเวลาแห่งพระพรของพระองค์ได้ 
ให้เราเรียนรู้ที่จะถ่อมใจ ยอมเป็นทาสแบบลาที่มีกำลังมาก แต่กล้าหาญแบบเผ่าอิสสาคาร์ 

อย่าให้เราเป็นเหมือนบาลาอัม (กดว.22:22-24:25 ) ผู้เผยพระวจนะจากเมโสโปเตเมีย ผู้เห็นแก่เงินทอง ถูกจ้างวานให้ไปแช่งสาปชนชาติอิสราเอล  พระเจ้าจึงทรงใช้ "ลา" เพื่อมากล่าวตักเตือน 

บาลาอัมจึงรู้สึกสำนึกตัว เขาจึงเปลี่ยนคำแช่งสาปให้เป็นคำอวยแก่ชนชาติอิสราเอล 

ขอพระเจ้าอวยพระพร ลาที ไม่ใช่ลาก่อน พบกันใหม่ในเดือนหน้าคือ เดือนสิวัน(Sivanเดือนแห่งเผ่าเศบูลุน นะครับ 

10 พฤษภาคม 2559

วันประกาศเป็นประเทศของอิสราเอล

ในวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ.1948 ประเทศอิสราเอล (State of Israel) ประกาศอิสรภาพ โดยชาวยิวจากทั่วโลกได้สถาปนาประเทศใหม่สำหรับชาวยิวขึ้นในดินแดนปาเลสไตน์ เพื่อรวบรวมชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกมาอยู่รวมกันในดินแดนพันธสัญญาที่พวกเขาเชื่อว่าพระยาห์เวห์ทรงประทานให้ สำเร็จตามถ้อยคำการเผยพระวจนะ
โดยมี เดวิด เบน-กูเรียน (David Ben-Gurion) เป็นประธานาธิบดีคนแรก
ปัจจุบันอิสราเอลปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แบบรัฐสภา ถือเป็นรัฐยิว มีประชากรประมาณ 7.1 ล้านคน มีพื้นที่ทั้งหมด 22,145 ตารางกิโลเมตร

สิ่งเหล่านี้เป็นประวัติศาสตร์ที่เราได้เห็นถึงพระเมตตากรุณาของพระยาห์เวห์ที่มีต่อชนชาติของพระองค์แม้พวกเขาจะมีเวลาแห่งการหลงหาย แต่พระองค์ทรงรักพวกเขา และเมื่อพวกเขากลับใจใหม่หันเสียจากความบาป พระองค์ทรงฟื้นฟูชีวิตของพวกเขา
การกลับมารวมเป็นประเทศอีกครั้งใน ปีค.ศ. 1948 เป็นการสำเร็จตามถ้อยคำเผยพระวจนะที่กล่าวในพระคัมภีร์ ดังต่อไปนี้

1. อิสราเอลกลับสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา 
สำเร็จตามคำเผยพระวจนะของเอเสเคียล
เอเศเคียล 36:24 “เพราะว่าเราจะเอาเจ้าออกมาจากท่ามกลาง ประชาชาติและรวบรวมเจ้ามาจากทุกประเทศ และนำเจ้าเข้ามาในแผ่นดินของเจ้าเอง”

2. การรื้อฟื้นภาษาฮีบรู
ศตวรรษที่ 2 ชาวยิวใช้ภาษาอาราเมคเป็นภาษาพูดแทนภาษาฮีบรู แต่ยังคงใช้ภาษาฮีบรูเป็นภาษาเขียน มีการรื้อฟื้นภาษาฮีบรูในปี ค.ศ. 1881 - 1922 ต่อมาภาษาฮีบรูกลายเป็นภาษาราชการของปาเลสไตน์ภายใต้การปกครองของอังกฤษตั้งแต่ ปี 1921 คู่กับภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับและกลายเป็นภาษาราชการของอิสราเอลตั้งแต่ ปี 1948 สำเร็จตามคำเผยพระวจนะของอิสยาห์ เศฟันยาห์

อิสยาห์ 19:18 “ในวันนั้นห้าเมืองในแผ่นดินอียิปต์ซึ่งพูดภาษาของคานาอัน และสาบานต่อพระเจ้าจอมโยธา เมืองหนึ่งเขาเรียกเมืองอาทิตย์”
เศฟันยาห์ 3:9 เออ ในคราวนั้น เราจะเปลี่ยนริมฝีปากของชนชาติทั้งหลาย ให้เป็นริมฝีปากบริสุทธิ์ เพื่อว่าทุกคนจะร้องทูลออกพระนามพระเจ้า และปรนนิบัติพระองค์เป็นใจเดียวกัน

3.การซื้อที่ดินและกลับคืนสู่การเป็นประเทศอิสราเอล
ในช่วง ปี ค.ศ. 1882 -1940 ชาวยิวจากทั่วโลกเริ่มซื้อที่ดินในดินแดนพันธสัญญาโดยซื้อจากอียิปต์ แม้ว่าที่ดินนั้นเป็นทะเลทราย ซื้อที่ดินเมืองเบนยามิน ซื้อที่ดินรอบเมืองยูดาห์ เยรูซาเล็ม พื้นที่เป็นภูเขาซื้อที่ดิน เซเฟลาห์ ที่ราบต่ำติดทะเล ซื้อที่ดิน เนเกบ ทะเลทรายตอนใต้ มีเนื้อที่ 12,000 กิโมเมตร ทิศตะวันตกติดทะเลซีนาย สำเร็จตามคำเผยพระวจนะของเยเรมีย์
เยเรมีย์ 32:44 “ ที่นานั้นจะซื้อกันด้วยเงิน ใบโฉนดก็จะต้องลงนามและประทับตรา และลงนามพยาน ที่ในแผ่นดินของเบนยามิน ในที่ต่างๆ แถบกรุงเยรูซาเล็ม และในหัวเมืองยูดาห์ ในหัวเมืองแถบแดนเมืองเทือกเขา ในหัวเมืองแถบเนินเชเฟลาห์และในหัวเมืองแถบเนเกบ เพราะเราจะให้เขาทั้งหลายกลับสู่สภาพเดิม” พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ”
ชาโลม! อิสราเอล