แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คริสตจักร “ต้นแบบ” ตามพระบัญชา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คริสตจักร “ต้นแบบ” ตามพระบัญชา แสดงบทความทั้งหมด

30 กรกฎาคม 2555

Acts 6:1-7_จัดระบบบริหารเคลื่อนตามพระวิญญาณ

ศึกษาพระธรรมกิจการของอัครทูต
คริสตจักร "ต้นแบบ"ตามพระบัญชา
กิจการของอัครทูต 6:1-7
1 ในคราวนั้นเมื่อศิษย์กำลังทวีมากขึ้น พวกนิยมกรีกบ่นติเตียนพวกฮีบรูว่า ในการแจกทานทุกๆวันนั้นเขาเว้นไม่ได้แจกให้พวกแม่ม่ายชาวกรีก
2 ฝ่ายอัครทูตทั้งสิบสองคนจึงเรียกบรรดาศิษย์ให้ประชุมกัน แล้วกล่าวว่า "ซึ่งเราจะละเลยพระวจนะของพระเจ้า มัวไปแจกอาหารก็หาควรไม่
3 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงเลือกเจ็ดคนในพวกท่าน ที่มีชื่อเสียงดีประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และสติปัญญา เราจะตั้งเขาให้ดูแลการงานนี้
4 ฝ่ายพวกเราจะขะมักเขม้นอธิษฐาน และรับใช้พระเจ้าในพันธกิจแห่งพระวจนะเสมอไป"
5 คนทั้งหลายเห็นชอบกับคำนี้ จึงเลือกสเทเฟนผู้ประกอบด้วยความเชื่อและพระวิญญาณบริสุทธิ์ กับฟีลิป โปรโครัส นิคาโนร์ ทิโมน ปารเมนัส และนิโคเลาส์ชาวเมืองอันทิโอกซึ่งเป็นผู้เข้าจารีตฝ่ายศาสนายิว
6 คนทั้งเจ็ดนี้เขาให้มายืนต่อหน้าพวกอัครทูต แล้วพวกอัครทูตก็อธิษฐานและวางมือบนเขา
7 การประกาศพระวจนะของพระเจ้าได้เจริญขึ้น และจำพวกศิษย์ก็ทวีขึ้นเป็นอันมากในกรุงเยรูซาเล็ม และพวกปุโรหิตเป็นอันมากก็ได้เชื่อในพระศาสนา

อารัมภบท
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในครั้งนี้เราได้กลับมาศึกษาพระธรรมกิจการฯร่วมกัน เมื่อคริสตจักรมีการเจริญเติบโตอย่างมาก ขณะเดียวกันก็มีปัญหาเกิดขึ้นเช่นกัน  เนื่องจากในคริสตจักรสมัยแรกรับใช้ด้วยการพึ่งพาพระเจ้า และรับการเต็มล้นด้วยฤทธิ์เดชพระวิญญาณทำให้สามารถขับเคลื่อนคริสตจักรให้เติบโตทั้งคุณภาพและปริมาณ คือ เมื่อศิษย์กำลังทวีมากขึ้น ทำให้การแจกอาหารไม่ทั่วถึง นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องมีการบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหา ในพระธรรมตอนนี้เราจึงได้เห็น “ต้นแบบ” ของการจัดระบบบริหารของคริสตจักร   การจัดระบบบริหารจึงเป็นการเคลื่อนตามการทรงนำของพระวิญญาณ สิ่งที่เราเห็นตามมา คือ การรับใช้ที่มีชีวิตชีวา และเห็นถึงการเกิดผลอย่างมากมาย เราจะมาศึกษาร่วมกัน

1.ข้อสังเกตเพื่อใคร่ครวญ
ข้อสังเกตจากพระธรรมตอนนี้ในการจัดระบบบริหารในคริสตจักรสมัยแรก นั่นคือต้องมีการประชุมประเมินสถานการณ์ และมีการจัดเรียงลำดับความสำคัญ(Priority)ของงานที่ทำ ในข้อ 1-4 อัครทูตได้จัดเรียงลำดับความสำคัญของงานคือ งานหลักคืออธิษฐาน และรับใช้พระเจ้าในพันธกิจแห่งพระวจนะ เป็นบทบาทโดยตรงของอัครทูต แต่งานแจกอาหารก็ไม่ควรที่จะละเลย ทางออกของการแก้ไขปัญหาคือการกระจายงาน โดยมอบหมายงานให้ผู้อื่นช่วยทำ คือ วางคนให้เหมาะสมกับงาน (Put the right man on the right job)ในข้อ 5 คนทั้งหลายเห็นชอบกับคำนี้ จึงเลือกสเทเฟนผู้ประกอบด้วยความเชื่อและพระวิญญาณบริสุทธิ์ กับฟีลิป โปรโครัส นิคาโนร์ ทิโมน ปารเมนัส และนิโคเลาส์ชาวเมืองอันทิโอกซึ่งเป็นผู้เข้าจารีตฝ่ายศาสนายิว อัครทูตได้เลือกทีมงาน 7 คน เรียกว่าเป็นดัง Dream team ในฝ่ายวิญญาณเข้ามามีส่วนร่วมรับใช้พระเจ้าโดยการดูแลแจกอาหารให้คนทั่วไป
การคัดเลือกบุคคลที่มาทำหน้าที่บริหารการแจกทานครั้งนี้ คุณสมบัติคือ ผู้ประกอบด้วยความเชื่อและพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่ได้เลือกตามผู้ที่มีความรู้ความสามารถเป็นหลัก จะเห็นได้ว่าการคัดเลือกบุคคลมาร่วมรับใช้กับคณะอัครทูต คุณสมบัติสำคัญคือคนที่มีชีวิตที่ดี และประกอบด้วยพระวิญญาณฯ เหมือนดังในการคัดเลือกอัครทูตที่มาทำหน้าที่แทนยูดาส ในพระธรรมกิจการฯบทที่ 1 ตามที่เราได้พิจารณากันไปแล้ว ในบทความ(Acts 2:1-21_คริสตจักรที่ “ทำตาม”พระบัญชา) 

2.ข้อคิดสะกิดใจ
ใน กจ.6:1-6 คณะอัครทูตได้แต่งตั้ง “คณะเจ็ดคน” ขึ้นเป็นคณะกรรมการเฉพาะกิจ ทำงานเฉพาะทางคือการแจกทาน เรียกว่า มัคนายก (deacon) การจัดระบบบริหารคริสตจักรต้องเลือกบุคคลที่เหมาะสม เพราะต้องเลือกจากผู้ที่มีหัวใจปรนนิบัติ คำว่า "มัคนายก" (Deacon-เดคอน)หากพิจารณาจากรากศัพท์ภาษากรีก คือคำว่า diakonos(διάκονος)-ไดโคนอส ให้ความหมายคือ ผู้รับใช้(servant)

ฉะนั้นท่าทีเป็นผู้รับใช้ ปรนนิบัติ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการเลือกคนที่มาทำหน้าที่นี้
ในเวลานั้นการแจกทานให้แก่ผู้เชื่อไม่ทั่วถึงโดยไม่ได้แจกให้พวกแม่ม่ายชาวกรีก การแต่งตั้งคณะเจ็ดคนจึงเป็นความคิดริเริ่มของผู้นำในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยได้แต่งตั้งผู้เชื่อที่ชื่อเสียงดี มีลักษณะชีวิตที่ดีและมีความสามารถให้รับผิดชอบการแจกทาน มัคนายกจึงมีหน้าที่ทำภารกิจงานตามที่ได้รับมอบหมายจากอัครทูตและอยู่ใต้สิทธิอำนาจของอัครทูต และสิทธิอำนาจนั้นเกิดจากการได้รับมอบหมายงานเจาะจง
กจ.6:3 เหตุฉะนั้นพี่น้องทั้งหลายจงเลือกเจ็ดคนในพวกท่าน ที่มีชื่อเสียงดีประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และสติปัญญา เราจะตั้งเขาให้ดูแลการงานนี้
กจ.6:6 คนทั้งเจ็ดนี้เขาให้มายืนต่อหน้าพวกอัครทูต แล้วพวกอัครทูตก็อธิษฐานและวางมือบนเขา
จะเห็นได้ว่าพระเจ้าเป็นผู้แต่งตั้งผู้นำในคริสตจักรเพื่อทำหน้าที่ปกครองดูแลคริสตจักร และผู้นำในคริสตจักรเป็นผู้แต่งตั้งมัคนายกให้ทำหน้าที่ในภารกิจงานที่เจาะจงตามที่ได้รับมอบหมายในฐานะผู้ช่วยและเป็นทีมงานร่วมรับใช้ ตัวอย่างของการจัดระเบียบเหล่าสาวกเจ็ดสิบคนและหน้าที่ของเขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ไม่มีกฎแต่มีความรัก ไม่มีหลักบริหารแต่เคลื่อนตามพระวิญญาณ”
ในการรับใช้ของอัครสาวก พวกเขาตระหนักว่าต้องพึ่งพาฤทธิ์เดชของพระวิญญาณอย่างมาก โดยสะท้อนผ่านคำพูดใน กจ.6:4ก เริ่มต้นว่า “ ฝ่ายพวกเราจะขะมักเขม้นอธิษฐาน...”  ความกระตือรือร้นเป็นสิ่งสำคัญมากและเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นชีวิต ที่มีพระเจ้าอยู่ภายใน หากเรามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าเราจะแสดงความตื่นเต้นกระตือรือร้นในพระองค์ คำว่า “ขะมักเขม้น” คำนี้แสดงให้เห็นถึงการมีความพากเพียรอุตสาหะ ในลักษณะที่ยึดมั่นถือมั่น เอาจริงเอาจัง หิวกระหาย  นี่คือ ลักษณะวิถีการดำเนินชีวิตของคริสตจักรสมัยแรกที่ยังคงเหนียวแน่น เอาจริงเอาจังในความเชื่อ มีชีวิตแห่งการอธิษฐานอย่างกระตือรือร้น 
“การอธิษฐาน” คือ การพูดคุยสนทนากับพระเจ้าอย่างมีความหมาย ไม่ใช่เป็นการพร่ำบ่น หรือ พูดวนเวียนไปมาโดยปราศจากความหมายแต่แสวงหาคำตอบจากพระเจ้าอย่างเจาะจง พระเจ้าทรงเป็นคำตอบที่เมื่อพบทางตัน พระองค์จะประทานทางออกเสมอในทุกทาง 
การจัดการบริหารจึงเป็นสิ่งที่ช่วยคริสตจักรในการขับเคลื่อนตามการทรงนำของพระวิญญาณ ทั้งนี้เพราะหากไม่จัดารบริหารให้ดีทรัพยากรที่มีความจำกัดก็จะไม่พอเพียง หรือการใช้ของประทานในคริสตจักร หากไม่มีการจัดระบบบริหารก็จเกิดความสับสนวุ่นวาย แต่พระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าแห่งการวุ่นวาย (1คร.14:33)จัดระบบบริหารการใช้ของประทานเพื่อปฏิบัติทุกสิ่งตามระเบียบวินัย (1คร.14:40)
พระเยซูคริสต์เป็นต้นแบบของการบริหารจัดการ เช่นในกรณีการเลี้ยงคน 5,000 คน ด้วยขนมปัง 5 ก้อนและปลา 2 ตัว แม้ทรัพยากรจำกัดแต่พระเยซูทรงไม่จำกัดแต่พระองค์ทรงทำการอัศจรรย์ โดยจักระบบการนั่งของสาวกให้นั่งเป็นหมู่ เพื่อรับอาหารและแบ่งปันอย่างครบถ้วน
มก.6:38-42 38 พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "พวกท่านมีขนมปังอยู่กี่ก้อน ไปดูซิ" เมื่อรู้แล้วเขาจึงทูลว่า "มีขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัว" 39 พระองค์จึงตรัสสั่งคนทั้งปวง ให้นั่งรวมกันที่หญ้าสดเป็นหมู่ๆ 40 ประชาชนก็ได้นั่งรวมกันเป็นหมู่ๆ หมู่ละร้อยคนบ้าง ห้าสิบบ้าง 41 เมื่อพระองค์ทรงรับขนมปังห้าก้อนกับปลาสองตัวนั้นแล้ว ก็แหงนพระพักตร์ดูฟ้าสวรรค์ ถวายคำสาธุการแล้วหักขนมปังนั้นให้เหล่าสาวก ให้เขาแจกแก่คนทั้งปวง และปลาสองตัวนั้น พระองค์ทรงแบ่งให้ทั่วกันด้วย 42 เขาได้กินอิ่มทุกคน
ข้อคิดคือ การจัดระบบบริหารต้องเอื้ออำนวยให้พระวิญญาณทรงเคลื่อนไหวด้วย ไม่ใช่บริหารคริสตจักรตามหลักบริหารแบบ MBA จนติดยึดรูปแบบตายตัว ผู้นำคริสตจักรควรมีการจัดระบบบริหารและเคลื่อนไปตามการทรงนำของพระเจ้า เป็นผู้นำที่เอื้ออำนวยความสะดวก (facilitator) ให้พระวิญญาณฯเคลื่อนไหว โปรดดำเนินสะดวกในคริสตจักรท้องถิ่นนั้นๆ
ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า หลายคริสตจักรมีการบริหารคริสตจักรแบบมีคณะผู้ปกครอง แต่ได้รับคัดเลือกมาจากนักธุรกิจหรือผู้บริหารองค์กรภายนอกคริสตจักร ทำให้บางครั้งคณะผู้ปกครองใช้หลัการบริหารแบบความรู้ด้านธุรกิจมาบริหารคริสตจักร จึงไม่ได้มีการบริหารที่เอื้ออำนวยให้พระวิญญาณนเคลื่อนไหวในคริสตจักร หรือบางครั้งใช้อำนาจมาแทรกแซงการทำงานของศิษยาภิบาลในคริสตจักรนั้นๆ ทำให้คริสตจักรไม่ได้เกิดผลเท่าที่ควร
หากเราดูผลของการจัดระบบบริหารตามการทรงนำของพระวิญญาณ เราเห็นได้ว่าคริสตจักรเกิดผลมาก
กจ.6:7 การประกาศพระวจนะของพระเจ้าได้เจริญขึ้น และจำพวกศิษย์ก็ทวีขึ้นเป็นอันมากในกรุงเยรูซาเล็ม และพวกปุโรหิตเป็นอันมากก็ได้เชื่อในพระศาสนา
คำถามใคร่ครวญ : เรามีการบริหารจัดการกับทรัพยากรในชีวิตของเราอย่างไรให้เหมาะสม และให้พระวิญาณทรงนำหรือไม่ในการจัดการบริหาร ?

3.ข้อสรุปเพื่อการประยุกต์ใช้
สำหรับข้อสรุปเพื่อการประยุกต์ใช้คือ เราได้เห็นต้นแบบของพระเยซูคริสต์ที่พระองค์จัดระบบการแจกอาหาร และเห็นได้ว่าเมื่อสาวกหยิบยื่นขนมปังและปลาให้กับพระเยซูก็เห็นการอัศจรรยืเกิดขึ้น
เมื่อเราบริหารจัดการเราควรจะมอบทรัพยากรที่เรามีทุกอย่างให้พระเจ้าทรงนำในการจัดการและเราจะเห็นการอัศจรรย์ให้เกิดผลมากขึ้น กว่าความคิดที่จำกัดของเรา เพราะพระเจ้าไม่จำกัดเราจึงอย่าเอาความจำกัดของเรามาจำกัดพระเจ้าที่ไม่จำกัด
จากพระธรรมตอนนี้ เราได้เรียนรู้ในเรื่องการจัดลำดับความสำคัญของงาน และเลือกคนให้เหมาะสมกับงาน และที่สำคัญคือต้องจัดระบบบริหารเคลื่อนตามการทรงนำของพระวิญญาณ

ขอพระเจ้าอวยพระพร พบกันใหม่โอกาสหน้า

12 กรกฎาคม 2555

Acts 5:27-42_คริสตจักรที่ตอบสนองการข่มเหง

ศึกษาพระธรรมกิจการของอัครทูต
คริสตจักร "ต้นแบบ"ตามพระบัญชา
กิจการของอัครทูต 5:27-42
27 เมื่อเขาได้พาพวกอัครทูตมาแล้วก็ให้ยืนหน้าสภามหาปุโรหิตประจำการจึงถามว่า
28 "เราได้กำชับพวกเจ้าอย่างแข็งแรงมิให้สอนออกชื่อนี้ ก็นี่แน่ะ เจ้าได้ให้คำสอน
ของเจ้าแพร่ไปทั่วกรุงเยรูซาเล็ม และปรารถนาให้ความผิดเนื่องด้วยความตายของผู้นั้นตกอยู่กับเรา"
29 ฝ่ายเปโตรกับอัครทูตอื่นๆตอบว่า "ข้าพเจ้าจำต้องเชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์
30 พระเยซูซึ่งท่านทั้งหลายได้ฆ่าเสียโดยแขวนไว้ที่ต้นไม้นั้น พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษ
ของเราได้ทรงบันดาลให้เป็นขึ้นมาใหม่
31 พระเจ้าได้ทรงตั้งพระองค์ไว้ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ ให้เป็นองค์พระผู้นำ
และองค์พระผู้ช่วยให้รอดเพื่อจะให้ชนอิสราเอลกลับใจใหม่ แล้วจะทรงโปรดยกความบาปผิดของเขา
32 เราทั้งหลายจึงเป็นพยานถึงเรื่องเหล่านี้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระเจ้าได้
ทรงประทานให้ทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์นั้น ก็เป็นพยานด้วย"
33 เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินอย่างนี้โทโสก็พลุ่งขึ้น คิดกันว่าจะฆ่าพวกอัครทูตเสีย
34 แต่คนหนึ่งชื่อกามาลิเอลเป็นพวกฟาริสีและเป็นบาเรียน เป็นที่นับถือของประชาชนได้ยืนขึ้นในสภา แล้วสั่งให้พาพวกอัครทูตออกไปเสียภายนอกครู่หนึ่ง
35 ท่านจึงได้กล่าวแก่เขาว่า "ท่านชนชาติอิสราเอล ซึ่งท่านหวังจะทำแก่คนเหล่านี้
จงระวังตัวให้ดี
36 เมื่อคราวก่อนมีคนหนึ่งชื่อธุดาสอวดตัวว่าเป็นผู้วิเศษมีผู้คนติดตามประมาณสี่ร้อย
แต่ธุดาสถูกฆ่าเสีย คนที่เป็นพรรคพวกก็กระจัดกระจายสาปสูญไป
37 ภายหลังผู้นี้มีอีกคนหนึ่งชื่อยูดาสเป็นชาวกาลิลี ได้ปรากฏขึ้นในคราวจดบัญชีสำมะโนครัว และได้เกลี้ยกล่อมผู้คนให้ติดตามตัวไป ผู้นั้นก็พินาศด้วย คนที่เป็นพรรคพวกก็กระจัดกระจายไป
38 ในกรณีนี้ข้าพเจ้าจึงว่าแก่ท่านทั้งหลายว่าจงปล่อยคนเหล่านี้ไปตามเรื่อง อย่าทำอะไรแก่เขาเลยเพราะว่าถ้าความคิดหรือกิจการนี้มาจากมนุษย์ก็จะล้มละลายไปเอง
39 แต่ถ้ามาจากพระเจ้า ท่านทั้งหลายจะทำลายเสียก็ไม่ได้ เกลือกว่าท่านกลับจะเป็นผู้สู้รบกับพระเจ้า"
40 เขาทั้งหลายจึงยอมฟังกามาลิเอล และเมื่อได้เรียกพวกอัครทูตเข้ามาแล้ว จึงเฆี่ยนและกำชับไม่ให้ออกพระนามของพระเยซู แล้วก็ปล่อยไป
41 พวกอัครทูตจึงออกไปให้พ้นหน้าสภาด้วยความยินดี ที่เห็นว่าตนสมจะได้รับ
การหลู่เกียรติเพราะพระนามนั้น
42 ที่ในบริเวณพระวิหารและตามบ้านเรือน เขาได้สั่งสอนและประกาศข่าวประเสริฐ
ทุกๆวันมิได้ขาดว่าพระเยซูทรงเป็นพระคริสต์


อารัมภบท
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ในครั้งนี้เราได้กลับมาศึกษาพระธรรมกิจการฯร่วมกัน เหตุการณ์ตอนนี้เป็นการเผชิญการข่มเหงอีกครั้งของคริสตจักรสมัยแรก พระเจ้าทรงมีคำสั่งมาถึงอัครทูตอย่างชัดเจนว่า เมื่อออกจากคุกแล้วให้ออกไปประกาศเรื่องราวชีวิตใหม่ที่บริเวณพระวิหาร ซึ่งบรรดาอัครทูตได้เชื่อฟังทำตามพระบัญชาโดยไม่หวั่นเกรงต่อคำสั่งห้ามของสภาสูงของยิว จากเหตุการณ์การข่มเหงครั้งก่อนนั้น นำมาซึ่งความนิยมชมชอบ ประชาชนยอมรับนับถืออัครทูต เพราะสิ่งดีที่อัครทูตได้ทำ จนกระทั่งนายทหารรักษาพระวิหารกับพวกเจ้าพนักงานไม่กล้าแตะต้องอัครทูตอย่างไม่สมควร เช่นจะเอาก้อนหินขว้าง
ข้อ 26 บอกเช่นนั้นว่า แล้วนายทหารรักษาพระวิหารกับพวกเจ้าพนักงาน จึงได้ไปพา
พวกอัครทูตมาโดยดี เพราะกลัวว่าคนทั้งปวงจะเอาหินขว้าง
สำหรับครั้งนี้ เราจะพิจารณาร่วมกันว่าอัครทูต ตอบสนองอย่างไรเมื่อเผชิญการข่มเหง พระธรรมตอนนี้ได้บรรยายให้เห็นถึงลักษณะการตอบสนองของอัครทูตให้เรามาพิจารณาร่วมกัน


1.ข้อสังเกตเพื่อใคร่ครวญ
สิ่งที่เป็นการตอบสนองการข่มเหงของพวกอัครทูตนั่นคือการเชื่อฟังที่ชัดเจนคือ"เชื่อฟังพระเจ้ายิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์ " (ข้อ 29)นี่คือจุดยืนที่ชัดเจนเมื่อเผชิญการข่มเหง
ก่อนหน้านี้ใน กจ.4:19 เปโตรได้แสดงจุดยืนในทำนองเดียวกันนี้ เมื่อถูกห้ามปรามไม่ให้สื่อสารเรื่องราวของพระคริสต์
กจ.4:19ฝ่ายเปโตรกับยอห์นตอบเขาว่า "จำเพาะพระพักตร์พระเจ้าข้าพเจ้า ควรจะเชื่อฟังท่านหรือควรจะเชื่อฟังพระเจ้าขอท่านทั้งหลายพิจารณาดู"
นี่คือจุดยืนของอัครทูตที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง แม้ต้องเผชิญการข่มเหง ครั้งแล้วครั้งเล่า
การยืนหยัดเชื่อฟังพระเจ้าท่ามกลางสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้ แสดงถึงความกล้าหาญที่ไม่หวั่นเกรงต่อภัยที่อาจมาถึงตัว เพราะอัครทูตเพิ่งถูกจำจอง และเพิ่งได้รับการปล่อยตัวออกมาอย่างอัศจรรย์โดยพระหัตถ์พระเจ้า อัครทูตไม่กลัวสิ่งอาจเกิดขึ้นภายหน้าต่อไปเมื่อเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้าแทนการเชื่อฟังมนุษย์ คือ "คำสั่งของสภาแซนเฮดดรินที่สั่งห้ามไม่ให้ออกพระนามของพระคริสต์"
การไม่เชื่อฟังพระเจ้าไม่ได้มาจากท่าทีที่กระด้างกระเดื่องต่อกฏหมายบ้านเมือง ยกเว้นแต่กฏหมายหรือคำสั่งที่มาถึงนั้น ขัดแย้งกับพระวจนะของพระเจ้า อัครทูตทราบดีว่า พระบัญชาของพระเยซูคริสต์เป็นคำสั่งที่สำคัญ ที่ควรจะเชื่อฟัง พระบัญชาของพระเจ้าให้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระคุณความรักของพระเจ้า การช่วยเหลือและพระเมตตาของพระเจ้าที่มาถึงมนุษย์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าที่รับสภาพมาบังเกิดเป็นมนุษย์ แต่คำสั่งของสภาแซนเฮดดรินสั่งไม่ให้เอ่ยพระนามของพระเยซูคริสต์
แท้จริงแล้วพระวจนะพระเจ้าได้ให้หลักการเกี่ยวกับเชื่อฟังผู้ปกครอง บ้านเมืองไว้อย่างชัดเจน
ทต.3:1 จงเตือนเขาให้นอบน้อมต่อเจ้าบ้านผ่านเมือง ให้เชื่อฟังและพร้อมที่จะปฏิบัติงานสัมมาอาชีพใดๆ
คริสเตียนจึงเป็นพลเมืองที่ดีของทุกสังคมที่เราเป็นสมาชิกอยู่แผ่นดินใดมีคริสเตียนที่เดินกับพระเจ้าอย่างแท้จริง แผ่นดินนั้นย่อมเปี่ยมด้วยสันติสุข เพราะเรารักความสันติ เพราะพระเจ้าเป็นแหล่งแห่งสันติสุขตราบที่คำสั่งนั้นไม่ขัดแย้งต่อหลักการของพระเจ้าเรายินดีปฏิบัติตาม เราควรจะเคารพต่อกฎหมาย ยกเว้นแต่กฏหมายที่ขัดต่อหลักการพระเจ้าและศีลธรรมอันดีของคริสเตียน
อัครทูตยืนหยัดในการกล่าวความจริง (ข้อ30-32)
30 พระเยซูซึ่งท่านทั้งหลายได้ฆ่าเสียโดยแขวนไว้ที่ต้นไม้นั้น พระเจ้าแห่งบรรพบุรุษ
ของเราได้ทรงบันดาลให้เป็นขึ้นมาใหม่
31 พระเจ้าได้ทรงตั้งพระองค์ไว้ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ ให้เป็นองค์พระผู้นำและองค์พระผู้ช่วยให้รอดเพื่อจะให้ชนอิสราเอลกลับใจใหม่ แล้วจะทรงโปรดยกความบาปผิดของเขา
32 เราทั้งหลายจึงเป็นพยานถึงเรื่องเหล่านี้ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระเจ้าได้
ทรงประทานให้ทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์นั้น ก็เป็นพยานด้วย"
เราเห็นได้อย่างชัดเจนถึงการมีจุดยืนของอัครทูต ในขณะที่ถูกสั่งห้าม ไม่ให้ออกพระนามของพระคริสต์ ไม่เพียงแต่ยืนหยัดโดยบอกว่า ขอเลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่า ยังฉวยโอกาสในขณะที่ถูกไต่สวนอยู่นั้น กล่าวความจริงเรื่องพระคริสต์ โดยไม่เกรงกลัวว่าจะมีภัยมาถึงตัวเหมือนที่ผ่าน ๆ มา เนื้อหาสาระที่อัครทูตกล่าวนั้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระคริสต์ (ข้อ30-32) เป็นการดีได้โอกาสนำเสนอความจริงที่ทำให้ที่ประชุมสภาสูงของยิว ได้เห็นทันทีว่า บรรดาอัครทูตไม่ได้เทศนาสั่งสอนเรื่องพระอื่น เนื่องจากได้กล่าวอ้างถึงพระเจ้าของบรรพบุรุษของคนยิวว่า พระองค์เป็น ผู้ทำให้พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตาย
ไม่เพียงเท่านั้น อัครทูตยังเปิดเผยให้เห็นความจริงอย่างชัดเจนว่า พระเยซูทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดเดียวและเป็นผู้นำให้พวกเขากลับใจ มาหาพระเจ้า
อัครทูตตระหนักดีว่า นี่คือความจริงที่ท่านจำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้า ท่านไม่อาจนิ่งเงียบ
ท่านยืนหยัดบอกเล่าความจริงว่า การที่พระเจ้าทำให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายที่พวกเขาเป็นผู้อายัดพระองค์เข้าสู่ความตายนั้น เป็นการอัศจรรย์อย่างแท้จริง และเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ไม่เพียงเท่านั้น ท่านยังขยายความจริงเกี่ยวกับพระคริสต์ว่า พระเยซูทรงได้รับการยกขึ้นสูง(31)
คำว่า “ตั้งพระองค์ไว้ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระเจ้า” แสดงถึง สิทธิอำนาจของพระเยซูคริสต์ที่อยู่เหนือทุกสิ่ง
พระเยซูทรงเป็นองค์พระเป็นเจ้า นี่คือความจริงที่โลกจะต้องประจักษ์แจ้ง
วันนั้นเมื่อพระเยซูถูกจับอายัดที่กางเขน ศัตรูคิดว่าพระเยซูพ่ายแพ้แล้วแต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ วันที่สามพระเยซูทรงชัยชนะเหนือความตาย และจากนั้นเสด็จขึ้นสู่สวรรค์
อฟ.1:22 พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์ และได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร
ขอให้เรามั่นใจและไว้วางใจในพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเป็นประมุขเหนือเรา เพราะพระองค์ทรงไว้ซึ่งสิทธิอำนาจสูงสุด
วันนี้เราเป็นผู้มีชัยชนะแล้วร่วมกับพระองค์ ขอให้เรารับชัยชนะนั้นไว้ด้วยความเชื่อและไว้วางใจ ขอให้เราดำเนินชีวิตอย่างผู้มีชัยชนะ
อัครทูตชี้ให้เห็นอย่างเจาะจงว่า พระเยซูคริสต์ทรงได้รับการกำหนดมาเพื่อชนอิสราเอลโดยแท้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้กลับใจใหม่ และรับการยกโทษบาป (31)
นี่เป็นการกล่าวอย่างตรงประเด็น และตรงไปตรงมา อย่างไม่กลัวโทษทัณฑ์
ลองคิดดูว่าอัครทูตกำลังพูดกับผู้นำของคนยิวซึ่งมีอำนาจอยู่ในมือพร้อมที่จะจัดการกับอัครทูตอย่างไรก็ได้
อัครทูตบอกว่าพระเยซูเป็นผู้ที่พระเจ้าซึ่งพวกเขาเชื่อถือนั้นแต่งตั้งให้เป็นผู้นำและเป็นพระผู้ช่วยให้รอดหรือพระมาซีฮาห์ที่พวกเขารอคอย และเป็นผู้มีอำนาจในการยกบาปผิดของพวกเขาได้ ! การกล่าวตรงประเด็นเช่นนี้ เป็นการเท้าทายสภาแซนเฮดดรินอย่างมาก
อัครทูตกล่าวสรุปลงท้ายใน ข้อ 32 เป็นการยืนยันว่า นี่แหละคือเหตุผลที่บรรดาอัครทูตเป็นพยานถึงเรื่องเหล่านี้(32)
นั่นคือไม่เพียงแต่บรรดาอัครทูตเท่านั้นที่มีภารกิจนี้ พระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงประทานให้ทุกคนที่เชื่อฟังพระองค์นั้น ก็เป็นพยานด้วย
หมายความว่า ภารกิจแห่งการสื่อข่าวสารความจริงเรื่องพระเยซูคริสต์นั้นไม่ได้เป็นของบรรดาอัครทูตเท่านั้น แต่ของทุกคนที่เชื่อฟังพระเจ้า !
นี่จึงเป็นภารกิจของเราทั้งหลายทุกคนด้วย !


2.ข้อคิดสะกิดใจ
เมื่อมหาปุโรหิตไต่สวนบรรดาอัครทูตว่าเพราะเหตุไรจึงไม่ทำตามที่กำชับไม่ให้ออกไปกล่าวพระนามของพระคริสต์
อัครทูตได้ตอบกลับไปอย่างชัดเจนว่าพวกเขาจำเป็นต้องเชื่อฟังพระเจ้า ยิ่งกว่าเชื่อฟังมนุษย์ คำกล่าวของอัครทูตนั้น ทำให้คนในสภาแซนเฮดดรินไม่พอใจอย่างมาก จนถึงกับคิดจะฆ่าพวกอัครทูตเลย
ข้อ 33 เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินอย่างนี้โทโสก็พลุ่งขึ้น คิดกันว่าจะฆ่าพวกอัครทูตเสีย
ข้อคิดที่ได้รับคือ ในสถานการณ์ที่คับขันนั้น พระเจ้าทรงอยู่ด้วยกับคนของพระองค์ที่ยืนหยัดเชื่อฟังพระเจ้าและยืนหยัดในการกล่าวความจริงของพระเจ้า
ผลของการเชื่อฟังและยืนหยัดในการกล่าวความจริงของพระเจ้า อยู่ในข้อ 34-40 นั่นคือ “ความจริงได้รับ การรับรอง” เพราะผ่านการทดสอบ
พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมทางออก พระเจ้าได้จัดเตรียมการช่วยเหลือมาให้อีกครั้งหนึ่ง
ท่ามกลางสมาชิกในสภาแซนเฮดดรินนั่นเอง
พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้มีคนหนึ่งชื่อ “กามาลิเอล”ท่านเป็นบุคคลที่สำคัญท่ามกลางชนชั้นนำของยิว เป็นพวกฟาริสี และเป็นบาเรียน และเป็นคนที่ประชาชนคนยิวยอมรับนับถือ
พระเจ้าทรงใช้ชายผู้นี้แหละ ทำให้ความจริงได้รับการรับรอง ท่านผู้นี้เป็นอาจารย์ของเซาโลซึ่งต่อมาได้กลายเป็นอัครทูตเปาโล(กจ.2:23"ข้าพเจ้าเป็นยิว เกิดในเมืองทาร์ซัสแคว้นซีลีเซีย แต่ได้เติบโตขึ้นในเมืองนี้ และได้เล่าเรียนกับท่านอาจารย์กามาลิเอล ตามธรรมบัญญัติของบรรพบุรุษของเราโดยถี่ถ้วนทุกประการ จึงมีใจร้อนรนในการปรนนิบัติพระเจ้า เหมือนอย่างท่านทั้งหลายทุกวันนี้)ท่านกามาลิเอลได้กลายเป็นแนวร่วมกับบรรดาอัครทูตโดยไม่รู้ตัว แม้ว่าเขา ไม่ได้ยอมรับหรือเห็นด้วยกับคำสอนของอัครทูตก็ตาม
กามาลิเอลได้ลุกขึ้นกล่าวคัดค้านการกระทำของสมาชิกสภา โดยให้คนพาพวกอัครทูตออกไปข้างนอกก่อนสักครู่หนึ่งข้อ (34)
หลังจากที่อัครทูตถูกพาตัวออกไปแล้ว กามาลิเอลจึงได้กล่าวชี้แจง เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยที่จะทำอะไรกับอัครทูต ณ เวลานี้ โดยยกตัวอย่าง 2 เหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนที่เป็นความผิดพลาด คือพูดถึง 2บุคคล (2ดาส)นั่นคือธุดาสและยูดาส(มีลูกมีหลานกรุณาอย่าตั้งชื่อนี้) เป็นเหตุการณ์ปรากฏใน ข้อ 35-36 ท่านได้อ้างถึงชายคนหนึ่งที่อวดตัวว่าเป็นผู้วิเศษ ชื่อ "ธุดาส" ปรากฏว่ามีคนติดตามชายผู้นี้ไป แต่ในที่สุดชายผู้นี้ได้ถูกฆ่า คนที่ติดตาม ทั้งสี่ร้อยก็กระจัดกระจายไป
เหตุการณ์ที่สอง ปรากฏใน ข้อ 37 ภายหลังผู้นี้มีอีกคนหนึ่งชื่อยูดาสเป็นชาวกาลิลี ได้ปรากฏขึ้นในคราว  เหตุการณ์ที่สอง คือชายอีกคนชื่อ "ยูดาส"เป็นชาวกาลิลีได้เกลี้ยกล่อมให้คนติดตามตัวเองไป ปรากฏว่าต่อมาชายผู้นี้ก็ถูกฆ่าตาย คนที่เป็นพรรคพวกก็กระจัดกระจายไป
ท่านยกเหตุการณ์สองเหตุการณ์นี้ขึ้นมาเพื่อสรุปใน ข้อ 38-39
38 ในกรณีนี้ข้าพเจ้าจึงว่าแก่ท่านทั้งหลายว่าจงปล่อยคนเหล่านี้ไปตามเรื่อง อย่าทำอะไรแก่เขาเลยเพราะว่าถ้าความคิดหรือกิจการนี้มาจากมนุษย์ก็จะล้มละลายไปเองพระเจ้าทรงใช้ชายผู้นี้แหละ ทำให้ความจริงได้รับการรับรอง

39 แต่ถ้ามาจากพระเจ้า ท่านทั้งหลายจะทำลายเสียก็ไม่ได้ เกลือกว่าท่านกลับจะเป็นผู้สู้รบกับพระเจ้า"
นี่เป็นคำกล่าวที่ลึกซึ้งมาก แสดงให้เห็นถึงความเชื่อในพระเจ้าของ กามาลิเอลว่า พระเจ้าทรงควบคุมอยู่เหนือทุกสถานการณ์ ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นต่อสู้แทนพระเจ้าจงปล่อยคนเหล่านี้ไปตามเรื่อง อย่าทำอะไรเขาเลย กามาลิเอลบอกว่า อย่าเอาเรื่องเอาราวกับอัครทูตอีกต่อไปเลย ให้เรื่องนี้จบ เพราะหากการนี้มาจากมนุษย์ ก็จะล้มละลายไปเอง
หมายความว่า หากอัครทูตสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อหลอกลวงคน การนั้น จะล้มเหลวจะไม่สำเร็จ พระเจ้าจะไม่รับรอง
หากการนี้มาจากพระเจ้า กามาลิเอลชี้ให้เห็นความจริง 2 ประการคือ
ประการแรก จะไม่มีใครทำลายสิ่งที่มาจากพระเจ้า
ประการที่สอง หากลงมือต่อสู้การที่มาจากพระเจ้าจะกลายเป็น การสู้รบกับพระเจ้า
ความคิดอันเฉียบคมและมีสติปัญญาของกามาลิเอลนี้ ให้ข้อคิดที่ดีแก่เราที่เราจะไม่ด่วนตัดสินหรือจัดการกับเรื่องใด ๆ หรือกับใคร เพราะพระเจ้าทรงควบคุมอยู่เหนือทุกสิ่ง
ถ้าต่อสู้งานพระเจ้า เท่ากับเป็นการต่อสู้พระเจ้า
ถ้าต่อสู้คนของพระเจ้า ก็เท่ากับต่อสู้กับพระเจ้า
ไม่เพียงแต่บรรดาอัครทูตจะตอบสนองเมื่อได้รับการช่วยกู้จากการข่มเหงโดย “เชื่อฟังพระเจ้า” แล้ว
ข้อ 41 ..พวกอัครทูตจึงออกไปให้พ้นหน้าสภาด้วยความยินดี ที่เห็นว่าตนสมจะได้รับการหลู่เกียรติเพราะพระนามนั้น
นั่นคือการตอบสนองเมื่อได้รับการช่วยกู้จากการข่มเหง คือ “ตอบสนองด้วยความยินดี”
เมื่อพวกอัครทูตได้รับอิสรภาพ พวกเขามีความยินดี ความยินดีนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะได้รับอิสรภาพแล้ว แต่เพราะเห็นว่าตนสมจะได้รับการหลู่เกียรติเพราะพระนามนั้น
ทำไมอัครทูตถึงมีความยินดี? เพราะพวกเขาถือว่าเป็นสิทธิพิเศษจริง ๆ ที่ได้เผชิญอย่างพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา พวกเขาต้องถูกเฆี่ยน พวกเขาต้องถูกประจาน ซึ่งนี่คือสิ่งที่พระเยซู ถูกปฏิบัติอย่างนั้นเช่นกัน
เราทั้งหลายซึ่งเป็นคนของพระเจ้าก็ควรมีท่าทีเช่นนั้นเหมือนกันหากต้องเผชิญกับการหลู่เกียรติเพราะพระนามของพระคริสต์
อัครทูตเปโตร ผ่านประสบการณ์แห่งการทุกข์ยากเพื่อพระคริสต์ จึงเขียนจดหมายถึงธรรมิกชนในจดหมายฝาก 1ปต. 4:13 ว่าแต่ว่าท่านทั้งหลายจงชื่นชมยินดี ในการที่ท่านได้มีส่วนร่วมในความทุกข์ยากของพระคริสต์ เพื่อว่าเมื่อพระสิริของพระเจ้าปรากฏขึ้น ท่านทั้งหลายก็จะได้ชื่นชมยินดีเป็นอันมากด้วย
ให้ยินดีเถิดหากต้องรับความทุกข์ หากต้องรับการหลู่เกียรติเพราะ พระนามของพระเจ้า  เพราะว่าวันสุดท้ายเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา ความยินดีนั้นจะยิ่งเพิ่มพูนเป็นอย่างมากด้วย !
ยากอบก็เช่นกัน ท่านได้ผ่านประสบการณ์แห่งความปีติยินดีที่ได้ เผชิญกับความทุกข์ยากเพราะพระนามของพระเจ้า จึงเขียนจดหมายบอกพี่น้องใน ยก.1:2 ดูก่อนพี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อท่านทั้งหลายประสบความทุกข์ยากลำบากต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดี


คริสเตียนไม่ใช่พวกที่ชอบซาดิสต์ Sadismนิยมความรุนแรง ชอบความทุกข์ หรือชอบการทรมานตัวเอง แต่หากความทุกข์นั้นเพราะพระนามพระเจ้า เรา ถือว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดี
เมื่อเผชิญกับความทุกข์ยากเพราะพระนามของพระคริสต์ อัครทูตยินดีเพราะรู้ว่าทั้งสิ้นอยู่ในแผนการของพระเจ้า ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
เพราะก่อนหน้านี้เมื่อพระเยซูคริสต์ยังทรงดำเนินอยู่ท่ามกลางพวกเขา ในโลกนี้พระองค์ได้บอกไว้แล้วเขาต้องได้รับสิ่งใดบ้าง มธ.5:11-12
11 "เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหง และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข

12 จงชื่นชมยินดี เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงผู้เผยพระวจนะ ทั้งหลาย ที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน
ไม่เพียงแต่ตอบสนองด้วย “การเชื่อฟัง” และด้วย “ความยินดี” เมื่อได้รับการช่วยกู้จากข่มเหง ท่าทีคนของพระเจ้าที่ถือว่าการทนทุกข์เพื่อพระคริสต์ไม่ใช่สิ่งที่ เลวร้ายเสียทีเดียว แต่เป็นเกียรติ เพราะมีความหวังใจในพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่
คำถามที่เราต้องมาสอบถามตนเองในฐานะว่าเราเป็นคริสเตียน คือเมื่อเราเผชิญการข่มเหงเราจะตอบสนองอย่างไร ? และมีท่าทีอย่างไรเมืื่อเผชิญการข่มเหง?


3.ข้อสรุปเพื่อการประยุกต์ใช้
จากเหตุการณ์การข่มเหงในคริสตจักรสมัยแรกทำให้เกิดการฟื้นฟูอย่างมาก และผู้เชื่อได้กระจัดกระจายไปประกาศข่าวประเสริฐทั่วโลก การข่มเหงจึงไม่ได้เป็นอุปสรรคแต่เป็นอุปกรณ์ที่พระเจ้าใช้ในการทดสอบใจของคริสเตียน ว่าจะมีการตอบสนองอย่างไร เมื่อเราตอบสนองอย่างถูกต้อง เลือกเชื่อฟังพระเจ้ามากกว่ามนุษย์ และมีท่าทีแห่งความยินดี สิ่งที่เราจะได้รับคือการช่วยเหลือจากพระเจ้า ดังเหตุการณ์ตอนนี้พระเจ้าใช้บุคคลที่เป็นผู้ที่อยู่ในฐานะสูงในสังคมอย่างอาจารย์กามาลิเอล ช่วยปกป้องอัครทูต ดังนั้นในพระเจ้าแล้ว แม้ในทางตัน พระองค์จะประทานทางออกในทุกปัญหาเสมอ


ขอพระเจ้าอวยพระพร ในโอกาสหน้าเราจะมาศึกษาต่อในบทที่ 6 ซึ่งเป็นเรื่องของต้นแบบแห่งการบริหารของคริสตจักรในสมัยแรก สามารถติดตามได้ครับ

07 มิถุนายน 2555

Acts 5:17-26_คริสตจักรที่เผชิญการข่มเหง

ศึกษาพระธรรมกิจการของอัครทูต
คริสตจักร "ต้นแบบ"ตามพระบัญชา
กิจการของอัครทูต 5:17-26
17 ฝ่ายมหาปุโรหิตและพรรคพวกของท่านคือพวกสะดูสี มีความอิจฉาอย่างยิ่ง
18 จึงได้จับพวกอัครทูตจำไว้ในคุกหลวง
19 แต่ในเวลากลางคืนทูตองค์หนึ่งของพระเจ้า ได้มาเปิดประตูคุก พาพวกอัครทูตออกไป บอกว่า
20 "จงไปยืนในบริเวณพระวิหาร ประกาศบรรดาข้อความแห่งชีวิตใหม่นี้ให้ประชาชนฟัง"
21 เมื่ออัครทูตได้ยินอย่างนั้น พอรุ่งเช้าก็เข้าไปสั่งสอนในบริเวณพระวิหารต่อไป ฝ่ายมหาปุโรหิตประจำการกับพรรคพวกของท่าน ได้เรียกประชุมคือพฤฒสภาทั้งหมดของชนอิสราเอล แล้วใช้คนไปที่คุกให้พาอัครทูตออกมา
22 เจ้าพนักงานก็ไปแต่ไม่พบพวกอัครทูตในคุก จึงกลับมารายงานว่า
23 "ข้าพเจ้าทั้งหลายเห็นคุกปิดอยู่มั่นคงและคนเฝ้าก็ยืนอยู่ที่ประตู ครั้นเปิดประตูเข้าไปก็ไม่เห็นผู้ใดอยู่ข้างใน"
24 เมื่อนายทหารรักษาพระวิหารกับพวกมหาปุโรหิตได้ยินคำเหล่านี้ ก็ฉงนสนเท่ห์ในเรื่องของอัครทูตว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
25 มีคนหนึ่งมาบอกเขาว่า "นี่แน่ะ คนเหล่านั้นซึ่งท่านทั้งหลายได้จำไว้ในคุก กำลังยืนสั่งสอนคนทั้งปวงอยู่ในบริเวณพระวิหาร"
26 แล้วนายทหารรักษาพระวิหารกับพวกเจ้าพนักงาน จึงได้ไปพาพวกอัครทูตมาโดยดี เพราะกลัวว่าคนทั้งปวงจะเอาหินขว้าง


อารัมภบท
เราได้ศึกษาพระธรรมกิจการฯ มาจนถึงในบทที่ 5:12-16 เมื่ออัครทูตได้ทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์อย่างมากมาย จนกระทั่งเป็นที่โจษขาน ผู้คนรอบ ๆ กรุงเยรูซาเล็ม พากันนำคนเจ็บ คนป่วยมาหาอัครทูตด้วยความคาดหวังว่า คนเจ็บคนป่วยเหล่านั้น จะได้รับการช่วยเหลือให้ความป่วยไข้รับการรักษาให้หาย และความคาดหวังนั้นได้รับสมความปรารถนา ซึ่งส่งผลให้มีคนมาเข้าพวกกับอัครทูตมากว่าแต่ก่อน ทำให้เป็นที่อิจฉาของพวกบรรดานักการศาสนาในสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นพวกฟาริสี สะดูสี เรียกว่า "พวกมีสี"ทั้งหลาย
ฟาริสี คือ กลุ่มนักการศาสนาที่เคร่งครัดในกฎระเบียบที่บรรพบุรุษถ่ายทอด เป็นกลุ่มคนที่อุทิศตัวอย่างจริงจังให้กับลัทธิยูดาห์ของยิว บางคนเชื่อว่าฟาริสีมีต้นกำเนิดย้อนไปตั้งแต่สมัยเอสรา
สะดูสี เป็นกลุ่มผู้เคร่งในศาสนาซึ่งมักอยู่ในกลุ่มคนที่มีสถานะทางสังคมชั้นสูงของยิว มีความเชื่อต่างกับฟาริสีในเรื่องการเป็นขึ้นจากความตาย กล่าวคือ สะดูสีจะไม่เชื่อเรื่องชีวิตหลังความตาย ขณะที่ฟาริสีเชื่อว่ามีจริง
เวลาจดจำคือ คำว่า ฟา=ฟื้น สะดู=สิ้น ทำให้เราสามารถแยกแยะว่าต่างกันอย่างไร
นอกจากนี้ยังมี คนหลักที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการรวมตัวกันต่อสู้พวกอัครทูต ที่เอ่ยถึง ณ ที่นี้ คือ “มหาปุโรหิต” ซึ่งเป็นหัวหน้าสูงสุดของสภาแซนเฮดดริน ซึ่ง คาดว่าน่าจะเป็น “คายาฟาส”(ยน.11:49-50) ด้วยเหตุที่คายาฟาสเป็นมหาปุโรหิตจึงดำรงตำแหน่งเป็นประธานของสภาแซนเฮดดรินนี้ เขาจึงเป็นคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญที่ตัดสินให้พระเยซูคริสต์ถูกตรึงที่กางเขน จากความอิจฉานี่เองทำให้พวกคนเหล่านี้ข่มเหงพวกสาวกของพระเยซูคริสต์ 
นี่เป็นสิ่งที่คริสตจักรในสมัยกิจการฯเผชิญคือการข่มเหง เราได้มีโอกาสศึกษามาแล้วในเรื่องการขัดขวางข่าวประเสริฐในกจ.4 แต่ในบทที่5เป็นการยกระดับของการขัดขวางเป็นการข่มเหงโดยมีการจับกุมตัวอัครทูตไปขังในคุก  ในวันนี้เราจะมีศึกษาต้นแบบของคริสตจักรที่เผชิญการข่มเหงและพวกเขาตอบสนองสถานการณ์อย่างไร เรามาพิจารณาร่วมกัน
1.ข้อสังเกตเพื่อใคร่ครวญ
17...ฝ่ายมหาปุโรหิตและพรรคพวกของท่านคือพวกสะดูสี มีความอิจฉาอย่างยิ่ง
คำว่า “มีความอิจฉาอย่างยิ่ง” ภาษาเดิมให้ความหมายในลักษณะ การถูกทำให้เต็มไปด้วยความขุ่นเคืองใจ อันมาจากจิตใจที่ริษยา ประสงค์ร้าย อย่างแรงกล้า
นี่คือสภาวะจิตใจที่มีความขุ่นเคืองอย่างรุนแรง อะไร คือมูลเหตุที่ทำให้มหาปุโรหิตและพวกสะดูสีมีความรู้สึกรุนแรงขนาดนั้น เป็นความรู้สึกขุ่นเคืองใจ ที่แฝงด้วยความริษยาและมุ่งร้าย
เหตุการณ์ก่อนหน้านั้น บอกว่าเมื่ออัครทูตทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์อย่างมากมาย
เป็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ทำให้คนได้รับการช่วยเหลือ
เป็นหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่ทำให้คนได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการ อาทิ โรคร้ายก็มลายหายสิ้น ซึ่งทำให้คนให้ความเคารพอัครทูตเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีคนเป็นจำนวนมากที่เข้ามาเป็นสาวกของพระเจ้ามากกว่าแต่ก่อน
ประเด็นหัวใจหลักที่ทำให้ความรู้สึกขุ่นเคืองใจอย่างรุนแรงถูกก่อขึ้นในจิตใจของมหาปุโรหิตและพวกสะดูสี เป็นความรู้สึกที่มากยิ่งกว่าอิจฉา เป็นความริษยา เป็นความริษยาอันเกิดจากการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม
คริสตจักรในแต่ละยุคมักจะเผชิญการข่มเหงเนื่องจากคริสตจักรไปขัดผลประโยชน์ของผู้ที่มีอิทธิพลในชุมชน
ข้อ 18 บรรยายต่อไปว่า ...จึงได้จับพวกอัครทูตจำไว้ในคุกหลวง
ระหว่างข้อที่ 17 และ 18 ได้ใช้คำที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผลสะท้อน มาจากกัน
ความอิจฉา ความขุ่นเคืองใจ ในข้อ 17 นั้น ได้สะท้อนออกมาเป็น การกระทำ ใน ข้อ 18 คือ จับพวกอัครทูตจำไว้ในคุกหลวง ส่งผลให้อัครทูตได้รับความลำบาก  
ความอิจฉาริษยาทำให้คนที่ตกอยู่ในภาวะอันเลวร้ายนั้น สามารถกระทำได้แม้สิ่งที่เลวร้ายที่สุด ความอิจฉาริษยาสามารถนำมาซึ่งการประหัตประหารและทำลายล้างอย่างน่ากลัว
“พระเยซู” เคยถูกอายัดไว้ก็เพราะความอิจฉาของนักการศาสนา(มธ.27:18)ซึ่งพระองค์ทรงสอนสาวกไว้แล้วให้อดทนต่อการข่มเหง พระองค์บอกว่า "บ่าวไม่ใหญ่กว่านาย" "ถ้าเขาข่มเหงเราเขาก็จะข่มเหงท่านทั้งหลายด้วย ถ้าเขาปฏิบัติตามคำของเรา เขาก็จะปฏิบัติตามคำของท่านทั้งหลายด้วย"(ยน. 15:20)พระเยซูเป็นแบบอย่างที่ดีในการตอบสนองการข่มเหง เราควรที่จะเลียนแบบพระองค์ สิ่งที่เราจะได้รับคือสันติสุขท่ามกลางการข่มเหงและแผ่นดินสวรรค์เป็นของเรา ตามที่พระเยซูคริสต์สอนไว้ใน (มธ.5:10 "บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา")เมื่อเราดำเนินชีวิตในความชอบธรรมเราอาจจะต้องเผชิญคนอธรรมข่มเหง แต่บางครั้งเราต้องมีสติปัญญาด้วย ในการรู้กาลเวลา ไม่นำการข่มเหงมาสู่ตนเองก่อนเวลาสมควรโดยไม่จำเป็น

หากคิดในแง่บวก "การที่คนอิจฉาเราก็ดีกว่าคนสงสารเราเป็นไหนๆ" การที่ถูกอิจฉาแสดงว่าเรามีสิ่งที่ดีจนคนต้องอิจฉา ยิ่งดำเนินชีวิตในทางพระเจ้า จะมีแต่คนเฝ้าคอยอิจฉา เพราะพระเจ้าจะประทานพระพรแก่เรา

2.ข้อคิดสะกิดใจ
ในข้อ 19-21 เป็นเหตุการณ์น่าตื่นเต้นมาก เพราะทูตสวรรค์มาช่วยอัครทูต และอัครทูตได้โอกาสในการประกาศข่าวประเสริฐออกไปทั่ว
ข้อคิดตอนนี้คือ พระเจ้าจะมีวิธีการช่วยเหลือผู้ที่ถูกข่มเหงอย่างเกินธรรมชาติ ทูตสวรรค์มาช่วยเหมือนตอนที่ช่วยเพื่อนของดาเนียล ออกจากเตาไฟ(ดนล.3)
ข้อคิดอีกสิ่งคือ การข่มเหงนำมาซึ่งการเกิดผลที่เพิ่มขึ้น หากเราได้ศึกษาต่อไปในพระธรรมกิจการฯ เราจะเห็นว่ายิ่งคริสเตียนถูกการข่มเหงทำให้ข่าวประเสริฐแพร่กระจายไปมากขึ้น เพราะคริสเตียนเอาจริงเอาจังในการประกาศข่าวประเสริฐ

หากศึกษาตามประวัติศาสตร์คริสตจักร ในช่วงหลังจากค.ศ.313 เป็นต้นไป คริสเตียนได้รับการปลดปล่อยจากการข่มเหงโดยจักรพรรดิ์คอนสแตนตินที่กลับใจมานับถือพระเยซูคริสต์ และประกาศให้คริสตศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของจักรวรรดิโรมัน
คริสเตียนได้รับความสะดวกสบาย แต่กลับกลายเป็นการทำให้คริสเตียนตายด้านในฝ่ายวิญญาณ จนเข้าสู่ยุดมืดของคริสตจักรในช่วงค.ศ.500 เป็นต้นมา เพราะวิญญาณศาสนาครอบงำ คริสเตียนได้ดำเนินชีวิตตามรูปแบบพิธีกรรม แต่ขาดการมีชีวิตชีวา คริสตจักรในสมัยพระธรรมกิจการฯ ได้หายไปทั้งการมีชีวิตชีวา ฤทธิ์เดชหมายสำคัญจากพระเจ้า และความรูปแบบสามัคคีธรรมใกล้ชิดกันตามบ้าน นี่คือสิ่งที่ต้องรื้อฟื้นกลับมาในคริสตจักรปัจจุบัน
ในเหตุการณ์จากพระธรรมตอนนี้ เราได้เห็นถึงการตอบสนองของอัครทูตที่ไม่หวั่นไหวต่อการถูกข่มเหง และยืนหยัดมั่นคงในหลักการของพระเจ้า สิ่งที่ได้รับคือ
1.ได้รับอิสรภาพ (21-23)พระเจ้าปลดปล่อยพวกเขาจากคุก
2.ได้ทำตามพระบัญชา (25)พวกเข้าได้ออกไปประกาศสั่งสอนตามพระบัญชา
3.ได้รับการปกป้องจากความอยุติธรรม (26)พระเจ้าปกป้องเขาให้ได้รับความปลอดภัยไม่ถูกก้อนหินขว้าง เมื่อถึงเวลาที่เหมือนทางตัน พระเจ้าจะประทานทางออกให้เสมอ
ในวันนี้เราต้องถามตนเองว่า หากเราถูกการข่มเหง เราจะตอบสนองอย่างไร และเรามั่นใจไหมว่า พระเจ้าทรงมีแผนการดีที่ช่วยเราเสมอ

3.ข้อสรุปเพื่อการประยุกต์ใช้
พระเจ้าที่ปกป้องบรรดาอัครทูต คือพระเจ้าองค์เดียวกับที่เราทั้งหลายรู้จักและนมัสการพระองค์ ขอให้เราไว้วางใจในการช่วยกู้ของพระเจ้าเมื่อต้องเผชิญกับ การข่มเหง
เพราะ พระเจ้าจะให้อิสรภาพแก่เรา ไม่มีประตูที่ปิดแล้วจะเปิดไม่ได้ ถ้าพระเจ้าเป็นผู้เปิด
เพราะ พระเจ้าจะทำให้คนเหล่านั้นที่ต่อต้านขัดขวางพระราชกิจพระเจ้าต้องตกอยู่ในความประหวั่นพรั่นพรึงเมื่อเห็นพระหัตถ์พระเจ้าอยู่เหนือ คนของพระองค์ที่ดำเนินชีวิตอย่างสัตย์ซื่อ และไม่ประนีประนอมต่อความผิด
เพราะพระเจ้าจะทำให้เราได้ทำตามพระบัญชาที่พระเยซูได้มอบไว้ให้แก่เราจนสำเร็จ คือได้นำพระคุณความรักพระเจ้าไปถึงคนทั้งหลายจนสุดปลายแผ่นดินโลก
เพราะเราจะได้รับการปกป้องจากการอยุติธรรม
ในวันนี้ขอให้เราได้มั่นใจในแผนการที่ดีของพระเจ้า แม้เราจะถูกข่มเหง แต่เราได้เห็นจากตัวอย่างในวันนี้แล้วว่า เหล่าอัครทูตได้รับการปกป้องและผ่านพ้นมาได้ การข่มเหงเป็นอุปกรณ์ไม่ใช่อุปสรรคในการที่จะทำให้ข่าวประเสริฐของพระเจ้าแพร่กระจายไป
ขอพระเจ้าอวยพร พบกันใหม่ในโอกาสต่อไป


24 พฤษภาคม 2555

Acts 5:12-16_คริสตจักรที่มีหมายสำคัญและการอัศจรรย์

ศึกษาพระธรรมกิจการของอัครทูต
คริสตจักร "ต้นแบบ"ตามพระบัญชา
กิจการของอัครทูต 5:12-16
12 มีหมายสำคัญและการอัศจรรย์หลายอย่าง ซึ่งอัครทูตได้ทำด้วยมือของตนในหมู่ประชาชน พวกสาวกอยู่พร้อมกันในเฉลียงของซาโลมอน
13 คนอื่นๆไม่อาจเข้ามาอยู่ด้วย แต่ประชาชนเคารพอัครทูตมาก
14 มีชายหญิงเป็นอันมากที่เชื่อถือ ได้เข้ามาเป็นสาวกของพระเจ้ามากกว่าก่อน
15 จนเขาหามคนเจ็บป่วยออกไปที่ถนนวางบนที่นอนและแคร่ เพื่อเมื่อเปโตรเดินผ่านไป อย่างน้อยเงาของท่านจะได้ถูกเขาบางคน
16 ประชาชนได้ออกมาจากเมืองที่อยู่ล้อมรอบกรุงเยรูซาเล็ม พาคนป่วย และคนที่มี
ผีโสโครกเบียดเบียนมา และทุกคนก็หาย
อารัมภบท

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน เราได้ศึกษาพระธรรมกิจการฯต่อเนื่องกันมาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากครั้งที่ผ่านมา ในบทที่ 5:1-11ซึ่งเป็นการชำระคริสตจักรให้บริสุทธิ์โดยพระเจ้า เพื่อทำให้คริสตจักรมีความชอบธรรมและเป็นที่น่ายำเกรงในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และในครั้งนี้เราได้เห็นถึงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้น เป็นสัญญาณทำให้เราทั้งหลายได้ตระหนักถึงการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าท่ามกลางผู้เชื่อ เมื่อเราเชื่อ เราจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า เมื่อเราศึกษาพระธรรมกิจการฯ เราจะพบว่าคริสตจักรในสมัยนั้นเป็นต้นแบบของความมีชีวิตชีวา มีความรัก และเต็มไปด้วยหมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ปกติ แต่เรากลับเห็นได้น้อยมากในคริสตจักรสมัยปัจจุบัน คำถามคือทำไมมันจึงเป็นเช่นนั้น ในวันนี้เราจะมาศึกษาร่วมกัน เพื่อเราจะได้เข้าใจถึงต้นแบบของคริสตจักรที่มีหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ว่ามีการอัศจรรย์และหมายสำคัญอะไรบ้างที่เราได้รับการเรียนรู้ เราจะมาศึกษาร่วมกัน

1.ข้อสังเกตเพื่อใคร่ครวญ
ในข้อ 12-16 เราได้เห็นถึงหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลายและเป็นที่ประจักษ์แจ้งถึงการทรงสถิตของพระเจ้า เชื่อว่าผู้คนในสมัยนั้นคงจะยำเกรงพระเจ้ามาก ไม่กล้าที่จะทำบาปเพราะเขาเห็นพระเจ้าลงโทษผู้ที่ทำบาปคืออานาเนียและสัปฟีรา ตายไป(กจ.5:1-11)สิ่งที่เกิดขึ้นที่เราสังเกตได้คือ บรรยากาศแห่งความยำเกรงพระเจ้า และความเชื่อในฤทธานุภาพของพระเจ้า นี่เป็นเหตุผลถึงการที่พวกเขาได้เห็นถึงหมายสำคัญและการอัศจรรย์เกิดขึ้นมากมาย (กจ.2:43 เขามีความเกรงกลัวด้วยกันทุกคน และพวกอัครทูตทำการอัศจรรย์และหมายสำคัญหลายประการ)แม้แต่แค่เงาของอัครทูตเปโตรผ่านก็สามารถเกิดการรักษาโรคได้ (กจ.5:15จนเขาหามคนเจ็บป่วยออกไปที่ถนนวางบนที่นอนและแคร่ เพื่อเมื่อเปโตรเดินผ่านไป อย่างน้อยเงาของท่านจะได้ถูกเขาบางคน)นี่คือความเชื่อที่น่าประทับใจ สิ่งที่สำคัญคือ หมายสำคัญและการอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นนั้นมาจากฤทธานุภาพของพระเจ้า ไม่ใช่ของอัครทูตหรือผู้ที่ทำ ดังนั้นผู้ที่ทำการอัศจรรย์ต้องมีใจที่ถ่อม ไม่โอ้อวด เพราะสิ่งที่ทำนั้นมาจากการออกพระนามของพระเจ้า คือ พระเยซูคริสต์ และสิ่งที่สำคัญอีกประกาศคือ การแสวงหาพระพักตร์มากกว่าแสวงหาพระหัตถ์ ขอบพระคุณพระเจ้าและสรรเสริญในสิ่งที่พระองค์ทรงเป็นไม่ได้เห็นแก่สิ่งที่พระองค์กระทำ จะไม่เป็นประโยชน์เลย หากเราแสวงหาการอัศจรรย์ จนทำให้เราหลงระเริงในสิ่งนั้นมากกว่าการที่เรายำเกรงและมุ่งแสวงหาพระเจ้า เพราะแม้แต่ผีการทำการอัศจรรย์ได้ หรือหากทำก็ไม่ส่งผลที่ดีแถมตกเป็นทาสของผีด้วย อย่างกรณีบุตรของเสวา(กจ.19:13-14 13 แต่พวกยิวบางคนที่เที่ยวไปเป็นหมอผีพยายามใช้พระนามของพระเยซูเจ้า ขับผีร้ายว่า "เราสั่งเจ้าโดยพระเยซูซึ่งเปาโลได้ประกาศนั้น" 14 พวกยิวคนหนึ่งชื่อเสวาเป็นปุโรหิตใหญ่ มีบุตรชายเจ็ดคนซึ่งทำอย่างนั้นปรากฏว่าถูกผีกล่าวย้อนให้ และต่อสู้จนต้องหนีตัวเปลือยเปล่าออกไปและบาดเจ็บ
15 ฝ่ายผีร้ายจึงพูดกับเขาว่า "พระเยซู ข้าก็คุ้นเคย และเปาโล  ข้าก็รู้จัก แต่พวกเจ้าเป็นผู้ใดเล่า"
16 คนที่มีผีสิงนั้น จึงกระโดดใส่คนเหล่านั้นและต่อสู้จนชนะเขาได้ เขาต้องหนีออกไปจากเรือนตัวเปล่าและมีบาดเจ็บ)
ในข้อ 17 บรรยายต่อไปว่า "เรื่องนั้นได้ลือกันไปถึงหูคนทั้งปวงที่อยู่ในเมืองเอเฟซัส ทั้งพวกยิวกับพวกกรีก และคนทั้งปวงก็พากันมีความเกรงกลัว และพระนามของพระเยซูเจ้าก็เป็นที่ยกย่องสรรเสริญ"
หมายสำคัญและการอัศจรรย์นั้น นำมาซึ่งความยำเกรง ยำเกรงเพราะได้ประจักษ์แจ้งถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า หมายสำคัญและการอัศจรรย์สำแดงถึงฤทธานุภาพของพระเจ้าอัครทูตได้รับความเคารพยำเกรง เป็นผลมาจากหมายสำคัญและ การอัศจรรย์ที่พระเจ้าทำผ่านมือของอัครทูต ไม่มีอำนาจใดอาจต้านทานได้

2.ข้อคิดสะกิดใจ

สิ่งที่เป็นข้อคิดคือเมื่อมีหมายสำคัญการอัศจรรย์ สิ่งที่จะตามมาคือการประกาศข่าวประเสริฐที่แพร่กระจายไป และเห็นถึงการเกิดผลอย่างมาก (กจ.5:14 บรรยายต่อไปว่า
มีชายหญิงเป็นอันมากที่เชื่อถือ ได้เข้ามาเป็นสาวกของพระเจ้ามากกว่าก่อน
นั่นคือ หมายสำคัญและการอัศจรรย์ ไม่เพียงจะนำมาซึ่งความยำเกรงแล้ว ได้นำมาซึ่งการเจริญเติบโต พระคัมภีร์บอกชัดเจนว่า มีทั้งชายและหญิงเป็นอันมาก ที่มาเชื่อถือ และเข้ามาเป็นสาวกมากกว่าก่อน  นั่นคือ ไม่ใช่น้อย ๆ แต่เป็นอันมาก และมากกว่าก่อนเสียอีกด้วย แต่ก่อนเป็นอย่างไร
กจ.2:41 บอกว่า... ประมาณสามพันคน
กจ.2:47 บอกว่า...มีคนมาเชื่อเพิ่มขึ้นทุกวันๆ
กจ.4:4 บอกว่า...นับเฉพาะผู้ชายมีจำนวนนับได้ห้าพันคน
นั่นแสดงว่า มีการเจริญเติบโตที่ทวีคูณมากยิ่งขึ้นอย่างมากมาย
หมายสำคัญและการอัศจรรย์ ทำให้คนตระหนักว่าพระเจ้าเป็นแหล่งแห่งความช่วยเหลือ
หมายสำคัญและการอัศจรรย์ ทำให้คนตระหนักว่าพระเจ้าทำได้ทุกสิ่ง
หมายสำคัญและการอัศจรรย์ ทำให้คนตระหนักว่าสามารถเข้ามา พึ่งพาพระเจ้า
ฉะนั้นคริสตจักรจึงเป็นสื่อสวัสดิภาพที่จะนำพระพรของพระเจ้าออกไป หน้าที่ของผู้เชื่อคือการออกไปประกาศข่าวประเสริฐนี้ และเมื่อเราไปเราจะนำพระพรของพระเจ้าไปสู่คนทั้งหลาย และหมายสำคัญและการอัศจรรย์จะเกิดขึ้นในชีวิตของเรา
จะเห็นได้ว่าคริสตจักรในสมัยกิจการฯ ไม่เพียงแต่คนในกรุงเยรูซาเล็มเท่านั้น ที่ได้รับพระพร ไม่เพียงแต่คนในกรุงเยรูซาเล็มเท่านั้น ที่ได้รับการรักษาโรค
ไม่เพียงแต่คนในกรุงเยรูซาเล็มเท่านั้น ที่ได้รับการปลดปล่อยจากผีร้าย
คนรอบ ๆ กรุงเยรูซาเล็มที่พากันออกมา ไม่ว่าคนเจ็บคนป่วย คนที่ผีเข้าก็ได้รับการรักษาให้หายดี  นี่แหละผลของหมายสำคัญและการอัศจรรย์ “ที่นำมาซึ่งพระพร” อย่างทั่วหน้า
เมื่อพระเยซูเสด็จเข้ามาในโลกก็เพื่อการนี้ เพื่อนำพระพรและ การปลดปล่อยมาให้แก่คนทั้งปวง
พระเยซูได้เข้าไปในธรรมศาลาและได้อ่านจากหนังสืออิสยาห์บทที 61 ซึ่งเป็น คำเผยพระวจนะ
ลก. 4:17-19
17 เขาจึงส่งพระคัมภีร์อิสยาห์ผู้เผยพระวจนะให้แก่พระองค์ เมื่อพระองค์ทรงคลี่หนังสือนั้นออก ก็ค้นพบข้อที่เขียนไว้ว่า
18 พระวิญญาณแห่งพระเป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า เพราะว่าพระองค์ได้ทรงเจิมตั้งข้าพเจ้าไว้ เพื่อนำข่าวดีมายังคนยากจน พระองค์ได้ทรงใช้ข้าพเจ้าให้ร้องประกาศอิสรภาพแก่บรรดาเชลย ให้ประกาศแก่คนตาบอดว่าจะได้เห็นอีก ให้ปล่อยผู้ถูก
บีบบังคับเป็นอิสระ
19 และให้ประกาศปีแห่งความโปรดปรานของพระเป็นเจ้า
นี่คือภารกิจของพระเยซู พระองค์เสด็จเข้ามา ในโลกนี้เพื่อนำพระพรมาให้คนทั้งปวงพระองค์มาเพื่อนำข่าวดีมาให้คนยากจน พระองค์มาเพื่อร้องประกาศอิสรภาพให้แก่บรรดาเชลย  พระองค์มาเพื่อประกาศให้แก่คนตาบอดว่าเขาจะเห็นได้ พระองค์มาเพื่อปล่อยผู้ถูกบีบบังคับให้เป็นอิสระ และพระองค์มอบหมายงานนี้ให้กับเราทั้งหลายในฐานะของผู้เชื่อที่ต้องออกไปประกาศจนสุดปลายแผ่นดินโลกและออกไปด้วยฤทธานุภาพของพระองค์ (มธ.28:18-20)(กจ.1:8)
มธ.28:18-20
18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า "ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว
19 เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์
20 สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค"
กจ.1:8 แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก"

คำถามในวันนี้คือ เราพร้อมหรือยังที่จะเป็นพันธรของข่าวประเสริฐ ที่จะไปปลดปล่อยพันธนาการให้กับคนทั้งหลายจากความบาปความตาย ด้วยฤทธานุภาพของพระเจ้า ?

3.ข้อสรุปเพื่อการประยุกต์ใช้
จากพระธรรมตอนนี้ เราได้หลักการคือหมายสำคัญและการอัศจรรย์ เป็นสิ่งที่สำแดงถึงความประจักษ์แจ้งในความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า และเราต้องมีความคาดหวังที่จะออกไปประกาศข่าวประเสริฐและทำการอัศจรรย์ด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้า โดยนำพระพรของพระองค์ไปสู่คนทั้งหลาย
ในวันนี้หมายสำคัญและการอัศจรรย์ ยังสามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตของเรา ขอให้เราทั้งหลายมีความเชื่อ เมื่อเราเชื่อเราจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า
ขอพระเจ้าอวยพระพร พบกันใหม่ในโอกาสต่อไปครับ

04 พฤษภาคม 2555

Acts 5:1-11_ชำระคริสตจักรให้บริสุทธิ์

ศึกษาพระธรรมกิจการของอัครทูต
คริสตจักร "ต้นแบบ"ตามพระบัญชา
กิจการของอัครทูต 5:1-11
1 แต่มีชายคนหนึ่ง ชื่ออานาเนียกับภรรยาชื่อสัปฟีรา ได้ขายที่ดินของตน
2 และเงินค่าที่ดินส่วนหนึ่งเขายักเก็บไว้ ภรรยาของเขาก็รู้ด้วย และอีกส่วนหนึ่งเขานำมาวางไว้ที่เท้าของอัครทูต
3 ฝ่ายเปโตรจึงถามว่า "อานาเนีย เหตุไฉนซาตาน {ชื่อหนึ่งของมาร หมายความว่า ผู้ขัดขวาง (ปฏิปักษ์)} จึงทำให้ใจของเจ้าเต็มไปด้วยการมุสาต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทำให้เจ้าเก็บค่าที่ดินส่วนหนึ่งไว้
4 เมื่อที่ดินยังอยู่ก็เป็นของเจ้ามิใช่หรือ เมื่อขายแล้วเงินก็ยังอยู่ในอำนาจของเจ้ามิใช่หรือ มีเหตุอะไรเกิดขึ้นให้เจ้าคิดในใจเช่นนั้นเล่า เจ้ามิได้มุสาต่อมนุษย์แต่ได้มุสาต่อพระเจ้า"
5 เมื่ออานาเนียได้ยินคำเหล่านั้น ก็ล้มลงตาย และเมื่อคนทั้งปวงทราบเรื่องก็พากันสะดุ้ง
ตกใจกลัวอย่างยิ่ง
6 พวกคนหนุ่มก็ลุกขึ้นห่อศพเขาไว้แล้วหามเอาไปฝัง
7 หลังจากนั้นประมาณสามชั่วโมง ภรรยาของเขายังไม่ทราบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเข้าไป
8 ฝ่ายเปโตรถามนางว่า "เจ้าขายที่ดินได้ราคาเท่านั้นหรือจงบอกเราเถิด" หญิงนั้นจึงตอบว่า "ได้เท่านั้นเจ้าค่ะ"
9 เปโตรจึงถามนางว่า "ไฉนเจ้าทั้งสองได้พร้อมใจกันทดลองพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเล่า จงดูเถิด เท้าของพวกคนที่ฝังศพสามีของเจ้าก็อยู่ที่ประตู และเขาจะหามศพของเจ้าออกไปด้วย"
10 ในทันใดนั้นนางก็ล้มลงตายแทบเท้าของเปโตร และพวกคนหนุ่มได้เข้ามาเห็นว่าหญิงนั้นตายแล้ว จึงได้หามศพออกไปฝังไว้ข้างสามีของนาง
11 ความเกรงกลัวอย่างยิ่งเกิดขึ้นในคริสตจักร และในหมู่คนทั้งปวงที่ได้ยินเหตุการณ์นั้น
อารัมภบท
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน เราได้ศึกษาพระธรรมกิจการฯต่อเนื่องกันมาหลายครั้งแล้ว ครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งของคริสตจักรในสมัยแรก นั่นคือการที่คริสตจักรได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ ทั้งนี้เพราะมีผู้กระทำผิดจึงต้องรับการพิพากษาจากพระเจ้า นั่นคือ "อานาเนียกับสัปฟีรา" เขาทั้งสองได้ฉ้อโกงเงินที่ขายที่ดินและมุสาต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงต้องถูกพิพากษาจากพระเจ้าให้ถึงกับความตาย ทั้งนี้เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของคริสตจักร และเพื่อไม่เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป นี่คือหมายสำคัญที่บอกให้เรารู้ว่า พระเจ้าทรง บริสุทธิ์ พระองค์ทรงยิ่งใหญ่และน่ายำเกรงอย่างยิ่ง ในครั้งนี้เราจะมาศึกษาข้อคิดจากพระธรรมตอนนี้ร่วมกัน
1.ข้อสังเกตเพื่อใคร่ครวญ
เมื่อครั้งก่อนเราได้ศึกษาพระธรรมนี้ในบทที่ 4:32-35 นั้น ได้บรรยายเหตุการณ์ภายในคริสตจักรที่มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โดยไม่เห็นแก่ตัวแต่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นต้นแบบแห่งการแบ่งปัน ในขณะที่บรรยากาศภายในคริสตจักรมีการแบ่งปันกัน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลอยู่นั้นเอง ได้มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ที่ทำให้คริสตจักรจำเป็นต้องรับการชำระให้บริสุทธิ์  ในบทที่ 5:1-11 ที่เราจะพิจารณาในครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงมาจากบทที่ 4 โดยเริ่มต้นบรรยายใน ข้อ 1 ว่า “แต่” มีชายคนหนึ่งชื่ออานาเนียกับภรรยาชื่อสัปฟีรา”  “อานาเนีย” และ “สัปฟีรา” เป็นผู้เชื่อในคริสตจักรที่เยรูซาเล็ม สามีภรรยาคู่นี้เห็นพี่น้องในคริสตจักร นำเงินที่ขายที่ดินได้นั้น มาแบ่งปันให้คนอื่น ๆ ที่มีความต้องการและขัดสน แต่พวกเขาต้องการที่จะทำเพื่อเลียนแบบผู้อื่น เช่น บารนาบัส หวังที่จะมีชื่อเสียง
กจ.4:36-37 ...โยเซฟ ที่อัครทูตเรียกว่า บารนาบัส แปลว่าลูกแห่งการหนุนน้ำใจ เป็นพวกเลวี ชาวเกาะไซปรัส ..มีที่ดินก็ขายเสียและนำเงินค่าที่นั้นมาวางไว้ที่เท้าของอัครทูต
ด้วยความรู้สึกว่าต้องการทำเหมือนอย่างคนอื่น ๆ แต่ไม่ได้มาจากท่าทีที่ห่วงใยพี่น้องอย่างแท้จริง เพียงต้องการให้คนชื่นชมเหมือนที่บารนาบัสได้รับความชื่นชม

เป็นการกระทำที่เสแสร้ง และเห็นแก่ตัวอย่างยิ่ง
การกระทำของสามีภรรยาคู่นี้จึงมาจากท่าทีที่ไม่บริสุทธิ์ เป็นท่าทีที่ปราศจากความจริงใจ
พระเจ้าได้จัดการลงโทษสามีภรรยาคู่นี้ถึงขั้นเด็ดขาดเลยทีเดียว คือ ถึงแก่ชีวิต !
สิ่งที่เป็นข้อสังเกต คือ "เพราะเหตุไรพระเจ้าจึงเอาจริงกับสามีภรรยาคู่นี้ เพราะเหตุไรพระเจ้าจึงลงโทษอย่างรุนแรง และเด็ดขาดเพียงนั้น เพราะเหตุไรพระเจ้าจึงจัดการจนถึงที่สุด จัดการอย่างเด็ดขาด"
ทั้งนี้ว่าพระเจ้าจึงไม่ยอมปล่อยให้ความบาปนี้เกิดขึ้น โดยไม่มีการจัดการ!
“อานาเนีย” และ “สัปฟีรา” ต้องการที่จะให้ทานเพื่อจะ "เอาหน้า"เมื่อทำผิดถูกจับได้แทนที่จะกลับใจ เพื่อ"รักษาใจ"ให้ถูกต้อง แต่กลับ "รักษาหน้า" กลัวจะว่า "เสียหน้า" จึงได้พูดมุสาต่ออัครทูตและพระวิญญาณบริสุทธิ์  สุดท้ายจึงต้องมา "เสียชีวิต" เพราะการพิพากษาลงโทษจากพระเจ้า
จากเหตุการณ์ครั้งนั้น เราได้เห็นพระเจ้าทำการชำระคริสตจักรอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้คนอื่นเอาเยี่ยงอย่าง
ความผิดของอานาเนียและสัปฟีราในครั้งนี้คือ "การฉ้อโกง" ยักยอกเงินเก็บไว้ไม่ได้นำมาถวายทั้งหมด(ในข้อ2)และ "พูดโกหกไม่ยอมกลับใจ"(ในข้อ 3-4)
ข้อสังเกตในตอนนี้คือ การเปิดโอกาสให้มาร ซึ่งเป็น "นักโกหก ตัวพ่อ"ครอบงำชีวิต
ยน.8:44 ว่า มารนั้นเป็น “พ่อแห่งการมุสา”… มันเป็นผู้ฆ่าคนตั้งแต่ปฐมกาล และมิได้ตั้งอยู่ในสัจจะ เพราะมันไม่มีสัจจะ เมื่อมันพูดเท็จมันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสา และเป็นพ่อของการมุสา
พระเยซูได้สอนสาวกไว้ใน มธ.12:31 เพราะฉะนั้นเราบอกท่านทั้งหลายว่า ความผิดบาปและคำหมิ่นประมาททุกอย่างจะโปรดยกให้มนุษย์ได้ เว้นแต่คำหมิ่นประมาทพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงโปรดยกให้มนุษย์ไม่ได้
ความบาปผิดที่อานาเนียทำนั้น มาจากความอ่อนแอของเขาที่ตกในการทดลองในเรื่องการเงิน อยากได้ อยากมี ทำให้พ่ายแพ้ต่อการทดลอง การมีเงินอยู่ในมือไม่ผิด แต่การมีเงินอยู่ในใจทำให้รักเงิน เป็นมูลรากแห่งความชั่วทั้งปวง
1ทธ. 6:10 ด้วยว่าการรักเงินทองนั้นเป็นมูลรากแห่งความชั่วทั้งมวล และเพราะความโลภนี่แหละ จึงทำให้บางคนห่างไกลจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์
สิ่งต่อมาที่เป็นความผิดของพวกเขา คือ การดูหมิ่นพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่พูดจาโกหกต่อพระวิญญาณ จะเห็นได้จากข้อ 5-10 โดยอานาเนียได้ทำผิดและล้มลงตายไป แต่นางสัปฟีรา นางได้เดินเข้ามาหลังจากสามีของนางสิ้นลมหายใจไปแล้วสามชั่วโมง โดยที่นางไม่ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น


คำถามของอัครทูตเปโตรที่ถามสัปฟีรา เป็นคำถามที่แตกต่างไปจากที่ถาม อานาเนีย
คำถามที่ถามอานาเนียนั้น ชี้ให้เห็นว่าพระเจ้าทราบการกระทำที่ ซ่อนเร้นของเขาว่าเป็นการหลอกลวง และเป็นการมุสาต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ยอมรับการโน้มนำของมารร้าย !
เป็นคำถามที่ยิงเข้าไปประเด็นสำคัญว่า พฤติกรรมอันหลอกลวงที่ อานาเนียซ่อนเร้นไว้นั้นพระเจ้าทรงทราบ และพระเจ้าต้องพิพากษา ลงโทษเขาอย่างเด็ดขาด
ส่วนคำถามที่ถามสัปฟีราภรรยาของเขานั้น เป็นการตั้งคำถามที่เปิดโอกาสให้กลับใจใหม่ได้
(ข้อ 7-10)อัครทูตเปโตรถามว่า…"เจ้าขายที่ดินได้ราคาเท่านั้นหรือจงบอกเราเถิด"
สัปฟีราตอบว่า "ได้เท่านั้นเจ้าค่ะ" ทันทีที่สัปฟีราตอบเช่นนั้น อัครทูตเปโตรกล่าวตอบนางทันทีว่า…"ไฉนเจ้าทั้งสองได้พร้อมใจกันทดลองพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าเล่า จงดูเถิด เท้าของพวกคนที่ฝังศพสามีของเจ้าก็อยู่ที่ประตู และเขาจะหามศพของเจ้าออกไปด้วย"
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า สัปฟีราได้รับโอกาสที่จะกลับใจใหม่ได้ แต่นางไม่กลับใจ 
เพราะคำถามที่อัครทูตเปโตรถามนางนั้น เปิดโอกาสให้จิตสำนึกของนาง ตอบสนองในทางที่ถูก  "เจ้าขายที่ดินได้ราคาเท่านั้นหรือ" คำถามนี้น่าจะกระตุ้นให้จิตสำนึกทำงานว่า ที่ตนคล้อยตามสามีนั้น ไม่ถูกต้องเสียแล้ว แต่แทนที่นางจะสำนึก กลับยืนยันว่าขายได้เท่านั้น
ผลคือนางได้ล้มลงตายตามสามีของนางไปด้วย
นี่เป็นข้อคิดให้เราตระหนักว่า เราไม่ควรจะดูหมิ่นพระวิญญาณฯ พระองค์เป็นพระผู้ช่วยในชีวิต เมื่อเราไม่ตอบสนอง ผลจะทำให้นำไปสู่ความตายได้
แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การดูหมิ่นพระวิญญาณฯ และการไม่กลับใจใหม่ ตอบสนองจะเป็นการไม่รับการช่วยเหลือจากพระวิญญาณฯ ผลจะต้องถูกการพิพากษา
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับพระวิญญาณฯ ที่ทรงทำงานในชีวิตของเรา ให้เราไวในการตอบสนองต่อพระองค์ และกลับใจใหม่เสมอ เมื่อเราทำผิด ให้เราสารภาพบาป เพื่อพระองค์จะช่วยเราให้พ้นจากการพิพากษาจากพระเจ้า
2.ข้อคิดสะกิดใจ

ข้อคิดจากพระธรรมตอนนี้จากข้อ 10-11 คือการพิพากษาอย่างเด็ดขาดของพระเจ้า ! ทำให้เกิดการยำเกรงพระเจ้า  สำหรับผมแล้วพระเจ้าเป็นเสมือนเหรียญสองด้าน มีทั้งความรักและความยุติธรรม ในมุมแห่งความรักพระเจ้ามีพระคุณ ให้โอกาสเรากลับใจใหม่เมื่อเราทำผิด เราจึงไม่ต้องเกรงกลัวพระเจ้า เพราะทรงมีความรัก แต่เราควรจะยำเกรงพระเจ้า เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าที่ยุติธรรม เป็นผู้พิพากษาที่ชอบธรรม พระองค์จะไม่ไว้หน้าผู้ใดที่ทำผิด  พระเจ้าทรงมีดาบที่จะลงมาเพื่อพิพากษาและชำระคริสตจักรของพระองค์ให้บริสุทธิ์
พระเจ้าจะไม่ยอมให้คริสตจักรของพระองค์มีมลทินแน่ น้ำพระทัยพระเจ้าต้องการให้คริสตจักรของพระองค์ไม่มีตำหนิริ้วรอยหรือมลทินใด ๆ เลย
อฟ.5:27 เพื่อพระองค์จะได้มีคริสตจักรที่มีสง่าราศี ไม่มีตำหนิริ้วรอย หรือมลทินใดๆเลย แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ
การชำระคริสตจักรจึงย่อมเกิดขึ้นแน่ เพราะในวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้าที่จะเสด็จมาเมื่อสิ้นยุค พระองค์จะทำการพิพากษาและรับผู้ชอบธรรมไปสู่ยุ้งฉางของพระองค์บนสวรรค์
ลก.3:17 พระหัตถ์ของพระองค์ถือพลั่วพร้อมแล้ว เพื่อจะทรงชำระลานข้าวของพระองค์ให้ทั่ว และเพื่อจะเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางของพระองค์ แต่พระองค์จะทรงเผาแกลบด้วยไฟที่ไม่รู้ดับ"
จะมีวันหนึ่งที่พระเจ้าจะทรงจัดการชำระความ จะมีการพิพากษาจะมีการแยกแพะออกจากแกะ  แกะจะสู่คอกของพระเจ้า ส่วนแพะจะเป็น "แพะรับบาป" ของจริง พระเจ้าไม่ได้จับคนผิดเหมือนตำรวจบางคนจับแพะ  
มธ.25:31-33
31 "เมื่อบุตรมนุษย์ทรงพระสิริเสด็จมากับทั้งหมู่ทูตสวรรค์ เมื่อนั้นพระองค์จะประทับบนพระที่นั่งอันรุ่งเรืองของพระองค์
32 บรรดาประชาชาติต่างๆจะประชุมพร้อมกันต่อพระพักตร์พระองค์ และพระองค์จะทรงแยกมนุษย์ทั้งหลายออกเป็นสองพวก เหมือนอย่างผู้เลี้ยงแกะจะแยกแกะออกจากแพะ
33 ส่วนฝูงแกะนั้นจะทรงจัดให้อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ แต่ฝูงแพะนั้นจะทรงจัดให้อยู่เบื้องซ้าย
ในวันนี้เรายังมีโอกาสที่จะดำเนินชีวิตในการกลับใจใหม่ สารภาพผิด แต่หากเราไม่รักษาชีวิตของเรา ปล่อยตัวปล่อยใจให้ความบาปเข้าครอบงำ เราจะไม่มีโอกาสได้กลับใจในวันที่พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จกลับมาในวันสุดท้ายของโลก 
นี่คือ สิ่งที่เราแต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า
"อย่าส่ำสมโทษไว้เพื่อการพิพากษา จงกลับใจใหม่ จงตั้งต้นใหม่ พระเจ้าพร้อมที่จะโอบอุ้มคนที่กลับใจ มาหาพระองค์ ดุจบิดาที่พร้อมรับบุตรน้อยที่สำนึกผิด ไม่มีบาปใดใหญ่เกินกว่าที่พระเจ้าจะอภัยให้ไม่ได้"
วันนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของเราแต่ละคน ถ้าวันนี้ยังทำใจให้แข็งกระด้าง คิดว่าพระเจ้าไม่เห็นจัดการ เลยไม่คิดจะกลับใจ ในวันนั้นไม่มีใครช่วยได้ เราจะต้องรักษาใจให้ชอบธรรมอยู่เสมอ สภษ.4:23 ให้รักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้านเพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ
ให้เราดำเนินชีวิตด้วยความระแวดระวัง ไม่เล่นกับบาป ไม่ปล่อยให้บาปเกาะกินใจ
ไม่ปล่อยให้บาปกัดกร่อนจิตสำนึกจนเสียไป ไร้การตอบสนองเมื่อ พระวิญญาณบริสุทธิ์มาเตือน
เพราะไม่เช่นนั้น ความผิดบาปที่เราไม่ยอมกลับใจนั้นจะถูกส่ำสมไว้เพื่อแก่การพิพากษาในที่สุด
เพราะพระเจ้าผู้บริสุทธิ์ พระองค์จะไม่ทรงยอมปล่อยให้ความบาป ลอยนวลโดยไม่มีการชำระนั้นอย่างแน่นอน
3.ข้อสรุปเพื่อการประยุกต์ใช้

ผมขอสรุปหลักการไว้ดังนี้ คือเราจะต้องดำเนินชีวิตในการยำเกรงพระเจ้าอยู่เสมอ โดยไม่นำตัวเองเข้าสู่การทดลอง และพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เสมอ อย่าลืมว่า พระเจ้าทรงปรารถนาดีสำหรับชีวิตของเราเสมอ คริสตจักรเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงรัก ดังนั้นคริสตจักรจึงต้องมีความบริสุทธิ์ หากวันนี้มีความบาปใดเข้ามาในคริสตจักร พระองค์จะชำระให้บริสุทธิ์ ขอบคุณพระเจ้าสำหรับความชอบธรรมและพระคุณของพระองค์ที่ดำรงอยู่เสมอ สรรเสริญพระเจ้า
ขอปิดท้ายด้วยคำกลอนจากมานาประจำวัน โดย D. De Haan ดังนี้
องค์พระเจ้าบริสุทธิ์ปรารถนา  ใจซื่อตรงเราเข้ามาต่อพระพักตร์
พึ่งพระคุณสูงส่งที่รู้จัก  ทรงความรักชำระเราสะอาดพลัน 
การปนเปื้อนเพราะความบาป ต้องอาศัยการชำระจากพระผู้ช่วยให้รอด
ขอพระเจ้าอวยพระพร พบกันใหม่โอกาสหน้า