แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คริสตจักรที่ดำเนินชีวิตในยุคสุดท้าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คริสตจักรที่ดำเนินชีวิตในยุคสุดท้าย แสดงบทความทั้งหมด

09 พฤษภาคม 2561

วันแห่งการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสต์(Ascension Day)


หากนับตามปฏิทินของชาวยิวแล้ว ในวันที่ 10 พ.ค.2018 นี้ เป็นวันระลึกถึงวันแห่งการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสต์(Ascension Day)

ในปี 2018 เราได้ร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลปัสกาในช่วงวันที่ 30 มี.ค.-7 เม.ย.เราได้สัมผัสถึงชัยชนะและฟ้าสวรรค์กำลังเปิด เพื่อเทพระสิริของพระเจ้าลงมา เป็นการประกาศชัยชนะในวันแห่งการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์

เมื่อนับไป 40 วันหลังจากวันแรกของเทศกาลปัสกา จะเป็นวันที่10 พ.ค. เป็นวันที่เราได้ระลึกถึงวันแห่งการเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสต์(Ascension Day) 


หลังจากวันนี้นับไปอีก  10 วันจะเป็นวันหลังจากปัสกา 50 วัน จะตรงกับวันที่ 20 พ.ค. เราจะเฉลิมฉลองเทศกาล Pentecost หรือ Shavu'ot 

เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็งลงมาที่ห้องชั้นบนในกจ.2 สรรเสริญพระเจ้า! กว่า2,000 ปีมาแล้ว แต่การทรงสถิตของพระองค์ยังอยู่ในชีวิตผู้เชื่อเสมอ

ภายหลังจากที่พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนและทรงฟื้นพระชนม์ขึ้นจากความตาย  พระเยซูคริสต์ได้ทรงอยู่กับสาวกของพระองค์อีก 40 วันเพื่อสั่งสอนสาวก สิ่งที่เป็นสาระสำคัญคือการสอนในเรื่องแผ่นดินสวรรค์ และพระองค์ทรงกำชับใน 2 สิ่งที่เป็นพระมหาบัญชาคือ การออกไปประกาศและสั่งสอนสร้างสาวก 

มัทธิว 28:18-20 
18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับเขาว่า "ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว
19
เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ ให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์
20
สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค" 

นอกจากนี้พระองค์ยังกำชับให้สาวกอย่าออกไปไหนให้คอยที่กรุงเยรูซาเล็มจนกว่าพระวิญญาณของพระเจ้าจะเสด็จมาเพื่อให้สาวกออกไปรับใช้ด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณฯ 

กิจการของอัครทูต 1:3-8 
3 ครั้นพระองค์ทรงทนทุกข์ทรมานแล้ว ได้ทรงแสดงพระองค์แก่คนพวกนั้นด้วยหลักฐานหลายอย่าง พิสูจน์ว่าพระองค์ทรงพระชนม์อยู่ และได้ทรงปรากฏแก่เขาทั้งหลายระหว่างสี่สิบวัน และได้ทรงสนทนากับเขาถึงเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า
4
เมื่อพระองค์ได้ทรงพำนักอยู่กับอัครทูต จึงกำชับเขามิให้ออกไปจากกรุงเยรูซาเล็ม แต่ให้คอยรับตามพระสัญญาของพระบิดา คือพระองค์ตรัสว่า "ตามที่ท่านทั้งหลายได้ยินจากเรานั่นแหละ
5
เพราะว่ายอห์นให้รับบัพติศมาด้วยน้ำ แต่ไม่ช้าไม่นานท่านจะรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์"
6
เมื่อเขาทั้งหลายได้ประชุมพร้อมกัน เขาจึงทูลถามพระองค์ว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงตั้งราชอาณาจักรขึ้นใหม่ ให้แก่ชนอิสราเอลในครั้งนี้หรือ"
7
พระองค์ตรัสตอบเขาว่า "ไม่ใช่ธุระของท่าน ที่จะรู้เวลาและวาระซึ่งพระบิดาได้ทรงกำหนดไว้ โดยสิทธิอำนาจของพระองค์
8
แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก" 

เมื่อพระเยซูคริสต์ตรัสสั่งแล้ว พระองค์ก็ทรงสด็จขึ้นสวรรค์ไปต่อหน้าต่อตาสวรรค์ที่ภูเขามะกอกเทศ 

มาระโก 16:19 ครั้นองค์พระเยซูตรัสแก่เขาจบลงแล้ว ก็ถูกรับเข้าไปในฟ้าสวรรค์ ประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า 
การเสด็จสู่สวรรค์ของพระเยซูคริสต์เป็นหมายสำคัญอย่างหนึ่งที่บ่งบอกว่าพระเจ้าทรงชอบพระทัยในทุกสิ่งที่พระองค์ได้กระทำสำเร็จตามแผนการแห่งพันธสัญญาใหม่ของพระเจ้า

กิจการของอัครทูต 2:33–36
33 เหตุ​ฉะนั้น​เมื่อ​ทรง​เชิด​ชู​พระ​องค์​ขึ้นอยู่​ที่​พระ​หัตถ์​เบื้อง​ขวา​ของ​พระ​เจ้า และ​ครั้น​พระ​องค์​ได้​ทรง​รับ​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์​จาก​พระ​บิดา​ตาม​พระ​สัญญา ​พระ​องค์​ได้​ทรง​เท​ฤทธิ์​เดช​นี้​ลง​มา ดังที่​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​ยิน และ​เห็น​แล้ว​

34 เหตุ​ว่า​ท่าน​ดาวิด​ไม่ได้​ขึ้น​ไป​ยัง​สวรรค์​แต่​ท่าน​ได้​กล่าว​ว่า ‘พระ​เจ้า​ตรัส​กับ​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า​ว่า จง​นั่ง​ขวามือ​ของ​เรา 
35 จนกว่า​เรา​จะ​กระทำ​ให้​ศัตรู​ของ​เจ้า​อยู่​ใต้​เท้า​เจ้า ’
36 เหตุ​ฉะนั้น ให้​พงศ์​พันธุ์​อิสราเอล​ทั้ง​ปวง​ทราบ​แน่นอน​ว่า ​พระ​เจ้า​ได้​ทรง​ยก​พระ​เยซู​นี้ ซึ่ง​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​ตรึง​ไว้​ที่​กางเขน​นั้น ทรง​ตั้งขึ้น​ให้​เป็น​ทั้ง​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​และ​เป็น​พระ​คริสต์​”


พระเจ้าได้ยกชูพระองค์และได้ประทานมงกุฎแห่งสง่าราศีและเกียรติยศให้กับพระองค์

 ฮีบรู 2:9 แต่เราก็เห็นพระเยซู ผู้ซึ่งพระองค์ทรงทำให้ต่ำกว่าทูตสวรรค์เพียงชั่วระยะหนึ่งนั้น ทรงได้รับพระสิริและพระเกียรติเป็นมงกุฎ เพราะที่พระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ด้วยความทุกข์ทรมาน ทั้งนี้โดยพระคุณของพระเจ้า พระองค์จึงได้ทรงชิมความตายเพื่อมนุษย์ทุกคนเพื่อพระนามที่เหนือล้ำยิ่งกว่านามชื่อทั้งปวง 

ฟิลิปปี 2:9 เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูง และได้ประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์ 


สิ่งเหล่านี้จึงเป็นเหตุให้เราทั้งหลายที่เป็นสาวกของเยซูพระคริสต์ได้เฉลิมฉลองในวันแห่งการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์และเราทั้งหลายต้องออกไปประกาศเรื่องข่าวประเสริฐนี้จนสุดปลายแผ่นดิน


พระเยซูชาวเมืองนาซาเร็ธ (Nazareth) เป็นเมืองเล็กๆ และไม่ค่อยมีคนให้ความสำคัญ แม้แต่ในพระคัมภีร์ยังได้บันทึกไว้ว่า ฟิลิปและนาธานาเอล ได้รับคำเล่าลือถึงเรื่องพระเยซูชาวเมืองนาซาเร็ธ แม้แต่นาธานาเอลยังดูหมิ่นเลยว่า "สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ"

แต่สิ่งที่ดีของเมืองนี้คือ พระเยซูคริสต์ พระองค์สำแดงทำให้ทั้งฟิลิปและนาธานาเอลหันมาติดตามเป็นสาวกของพระองค์ และพวกเขาได้เห็นสิ่งอัศจรรรย์ตามพระสัญญาของพระเยซูคริสต์คือ พวกเขาได้เห็นการเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูคริสต์
ยอห์น 1:44-51 
   44   ฟีลิปมาจากเบธไซดาเมืองของอันดรูว์และเปโตร
   45   ฟีลิปไปหานาธานาเอลบอกเขาว่า  "เราได้พบพระองค์ผู้ที่โมเสสได้กล่าวถึงในหนังสือธรรมบัญญัติ  และที่พวกผู้เผยพระวจนะได้กล่าวถึง  คือ  พระเยซู  ชาวนาซาเร็ธบุตรโยเซฟ"
   46   นาธานาเอลถามเขาว่า  "สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ"  ฟีลิปตอบว่า  "มาดูเถิด"
   47   พระเยซูทรงเห็นนาธานาเอลมาหา  พระองค์จึงตรัสถึงเรื่องของตัวเขาว่า  "ดูเถิด  ชนอิสราเอลแท้  ในตัวเขาไม่มีอุบาย"
   48   นาธานาเอลทูลถามพระองค์ว่า  "พระองค์ทรงรู้จักข้าพระองค์ได้อย่างไร"  พระเยซูตรัสตอบเขาว่า  "ก่อนที่ฟีลิปจะเรียกท่าน  เมื่อท่านอยู่ที่ใต้ต้นมะเดื่อนั้น  เราเห็นท่าน"
   49   นาธานาเอลทูลตอบพระองค์ว่า  "รับบี  พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า  พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของชนชาติอิสราเอล"
   50   พระเยซูตรัสตอบเขาว่า  "เพราะเราบอกท่านว่า  เราเห็นท่านอยู่ใต้ต้นมะเดื่อนั้นท่านจึงเชื่อหรือ ท่านจะได้เห็นเหตุการณ์ใหญ่กว่านั้นอีก"
   51   และพระองค์ตรัสกับเขาว่า  "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า  ท่านจะได้เห็นท้องฟ้าเบิกออก  และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์"

เมื่อเราเชื่อเราจะเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ฟิลิปและนาธานาเอล ท่านมีความเชื่อจึงได้เห็นหมายสำคัญนี้ ผิดกับพวก​ธรรมาจารย์และพวกฟาริสีมีความรู้แต่ขาดความเชื่อ  พวกเขาต้องการแสวงหาหมายสำคัญแต่พระเยซูคริสต์ตรัสกับพวกเขาว่า "เขาจะได้เห็นการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์เท่านั้น และพวกเขาไม่กลับใจจะถูกพิพากษา 

มัทธิว 12:38-41
38 คราว​นั้น​มี​บาง​คน​ใน​พวก​ธรรมาจารย์ และ​พวก​ฟาริสีมา​ทูล​พระ​องค์​ว่า “อาจารย์​เจ้า​ข้า พวก​ข้าพเจ้า​อยากจะ​เห็น​หมาย​สำคัญ​จาก​ท่าน”
39 ​พระ​องค์​จึง​ตรัส​ตอบ​เขา​ว่า “คน​ชาติ​ชั่ว​และ​คิด​ทรยศ​ต่อ​พระ​เจ้า​แสวงหา​หมาย​สำคัญ และ​จะ​ไม่​ทรง​โปรด​ให้​หมาย​สำคัญ​แก่​เขา เว้น​ไว้​แต่​หมาย​สำคัญ​ของ​โย​นาห์​ผู้เผย​พระ​วจนะ​
40 ด้วย​ว่า โย​นาห์​ได้​อยู่​ใน​ท้อง​ปลา​มหึมา​สาม​วัน สาม​คืน ฉัน​ใด บุตร​มนุษย์​จะ​อยู่​ใน​ท้อง​แผ่นดิน สาม​วัน​สาม​คืน​ฉัน​นั้น​
41 ชน​ชาวนี​นะเวห์​จะ​ลุก​ขึ้น​ใน​วัน​พิพากษา​พร้อม​กับ​คน​ยุค​นี้ และ​จะ​เป็น​ตัวอย่าง​ให้​คน​ยุค​นี้​ได้รับ​โทษ ด้วย​ว่า​ชาวนี​นะเวห์​ได้​กลับ​ใจ​เสีย​ใหม่ เพราะ​คำ​ประกาศ​ของ​โย​นาห์ และ​ซึ่ง​ใหญ่​กว่า​โย​นาห์​มี​อยู่​ที่นี่​

ชาวนีนะเวห์กลับใจพ้นจากการพิพากษาด้วยคำประกาศจากโยนาห์  เราทั้งหลายพ้นจากการถูกพิพากษาด้วยข่าวประเสริิฐเรื่องการเป็นขึ้นมาจากความตายของพระเยซูคริสต์ 

เราทั้งหลายที่เป็นผูู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ทั้งคนยิวและคนต่างชาติจึงเป็นหนึ่งเดียวกันในความเชื่อเพื่อจะดำเนินชีวิตให้พร้อม รอคอยการเสด็จกลับมาของพระเยซูคริสต์
  

ในวันนี้แม้ว่าพระเยซูคริสต์จะมาบังเกิดในโลกนี้แบบถ่อมพระทัย และจากโลกนี้ไปด้วยเสด็จขึ้นสวรรค์ไปแบบเงียบๆ  มีคนเห็นเพียงไม่กี่คน  แต่ในวันสุดท้ายที่พระองค์จะเสด็จมามาแบบยิ่งใหญ่ ปรากฎท่ามกลางฟ้าสวรรค์ เสด็จมาแบบจอมกษัตราที่ทุกตาจะเห็น  ทุกหัวเข่าจะคุกเข่าลงกราบและทุกลิ้นจะสารภาพว่า "พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า ขอทรงเสด็จมารับผู้ที่เชื่อไปสู่สวรรค์ของพระองค์" 

ขอให้ผู้ที่เสด็จมาในพระนามพระเจ้า ทรงพระเจริญ ! Baruch haba b'shem Adonai!


26 กันยายน 2560

งานสมรสของพระเมษโปดกในสวรรค์

เมื่อคู่รักหนุ่มสาวคนยิวประสงค์จะแต่งงานกัน เขาและเธอจะต้องมีการลงนามคำสัญญาการแต่งงาน หรือ เคทุบาห์ (כְּתוּבָּה - Ketubah) 
 พิธีแต่งงานของคนยิว รับบี(Rabbi)จะเป็นผู้ประกอบพิธี โดยจะให้คู่บ่าวสาวทำกล่าวคำพันธสัญญาต่อกันที่ซุ้มประตูแห่งพันธสัญญา หรือ ฆุปปะห์ (חוּפָּה -chuppah) ความหมายว่า บัดนี้ทั้ง 2 คนอยู่ในท้องฟ้าเดียวกันแล้วและท้ายสุดของพิธีการ จะให้เจ้าบ่าว "เหยียบแก้วให้แตก" ซึ่งพิธีนี้มีความหมายในหลายนัยยะ คือ 
เพื่อเป็นการระลึกถึงเหตุการณ์กรุงเยรูซาเล็มแตก พระวิหารถูกทำลายในประวัติศาสตร์ 
ความหมายในชีวิตแต่งงานหมายถึง ชีวิตครอบครัวนั้นเปราะบาง ต้องทะนุถนอม ดังนั้นจงทำให้ชีวิตแต่งงานมีความสุขภาพนี้เป็นภาพเงาที่สะท้อนความรักของพระยาห์เวห์ที่มีต่อประชากรของพระองค์คือ คนอิสราเอล 
ภูเขาซีนาย พระองค์ประทานพระบัญญัติให้กับพวกเขาผ่านโมเสส เป็นภาพเหมือนการแต่งงาน โดยมีข้อพระบัญญัติเปรียบเสมือนคำสัญญาการแต่งงาน หรือ เคทุบาห์  หลังจากที่โมเสสขึ้นไปบนภูเขาซีนาย พวกคนยิวไปกราบไหว้รูปวัวทองคำ เมื่อโมเสสกลับมา จึงขว้างแผ่นศิลาพระบัญญัติแตกด้วยความโกรธ(อพยพ 32:19)  การไปกราบไหว้รูปเคารพ หมายถึง การมีชู้ ผิดคำสัญญาในการแต่งงาน
ถึงกระนั้นพระยาห์เวห์ทรงรื้อฟื้นคำสัญญานี้ใหม่ โดยให้โมเสสเขียนขึ้นมาใหม่ แต่กระนั้นคนอิสราเอลก็ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า 
พระยาห์เวห์ทรงรักและให้อภัยพวกเขาเสมอ แม้ว่าคนอิสราเอล พวกเขามีความสัมพันธ์กับพระองค์แต่พวกเขาไม่ต้องการ พวกเขาต้องการกฏบัญญัติทั้งที่พวกเขาไม่สามารถจะรักษาไว้ได้ พระยาห์เวห์ได้ทำพันธสัญญาแห่งรักให้กับคนของพระองค์ใหม่ ไม่ใช่กฏแต่เป็นพระวิญญาณแห่งความรัก ที่อยู่ในใจของพวกเขา 
2 โครินธ์ 3:3 ...แต่​ด้วย​พระ​วิญ​ญาณ​ของ​พระเจ้า​ผู้​ทรง​พระ​ชนม์ ไม่​ได้​เขียน​บน​แผ่น​ศิลา แต่​เขียน​บน​แผ่น​ดวง​ใจ​มนุษย์ 
พระองค์จัดเตรียมซุ้มประตูแห่งพันธสัญญาในงานแต่งงาน หรือ ฆุปปะห์ (חוּפָּה -chuppah) เพื่องานสมรสของพระองค์กับเจ้าสาว คือ คริสตจักร 
ยอห์น 14:2 ใน​พระ​นิ​เวศ​ของ​พระ​บิดา​เรา​มี​ที่​อยู่​มาก​มาย ถ้า​ไม่​มี​เรา​คง​บอก​ท่าน​แล้ว เพราะ​เรา​ไป​จัด​เตรียม​ที่​ไว้​สำ​หรับ​พวก​ท่าน 
สิ่งที่ผู้เชื่อจะต้องทำคือ การเตรียมชีวิตให้บริสุทธิ์ เป็นเจ้าสาวที่ปราศจากมลทิน และเตรียมชีวิตเหมือนดังคำอุปมาหญิงพรมจารย์ที่มีสติปัญญา(มัทธิว 25) 
ภาพของเทศกาลอยู่เพิง( סוכות - Sukkot) เป็นหมายสำคัญที่เราจะฉลองใหญ่อีกครั้งในแผ่นดินสวรรค์! ในงานสมรสของพระเมษโปดก 
วิวรณ์ 19:9 ...“จง​เขียน​ลง​ไป​ว่า ความ​สุข​มี​แก่​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​ได้​รับ​เชิญ​มา​ใน​งาน​เลี้ยง​อภิ​เษก​สม​รส​ของ​พระ​เมษ​โป​ดก”  
การฉลองงานเลี้ยงเทศกาลเป็นเพียงสิ่งชั่วคราว แต่บนสวรรค์เมีงานเลี้ยงฉลองเทศกาลชั่วนิรันดร์ตลอดไป
วิวรณ์ 21:3 ...“ดู​เถิด พลับพลา​ของ​พระ​เจ้า​อยู่​กับ​มนุษย์​แล้ว ​พระ​องค์​จะ​ทรง​สถิต​กับ​เขา เขา​จะ​เป็น​ชน​ชาติ​ของ​พระ​องค์ และ​พระ​เจ้า​เอง​จะ​ประทับ​อยู่​กับ​เขา​ และ​จะ​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า”
ปี 5778 ปี Ayin Chet นี้เป็นปีแห่งประตูพันธสัญญา เราควรมีความสัมพันธ์กับพระยาห์เวห์อย่างใกล้ชิด รักษาถ้อยคำพันธสัญญา เตรียมชีวิตให้พร้อมเพื่อเป็นดั่งเจ้าสาวของพระเมษโปดกในวาระสุดท้าย

06 กรกฎาคม 2560

ยุคสุดท้ายไม่ใช่อนาคตของพวกเรา

ยุคสุดท้ายไม่ใช่อนาคตของพวกเรา โดย Haiyong Kavilar
เมื่อกล่าวถึงคำว่า “ยุคสุดท้าย” บางคนก็นึกถึง ภัยพิบัติและความทุกขเวทนาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ว่าคำว่า “ยุคสุดท้าย” ในพระคัมภีร์มีความหมายว่าอย่างไร? ใช่อนาคตของพวกเราหรือไม่? ในมุมมองแบบอนาคตมืดมนมองว่า ยุคสุดท้าย หมายถึงอนาคตของพวกเรา

  
อัครทูตในพระคัมภีร์เชื่อว่ายุคสมัยของเขาคือ “ยุคสุดท้าย”
            ในพระคัมภีร์ ดูเหมือนว่าอัครทูตที่เขียนพันธสัญญาใหม่ต่างก็มีความเชื่อว่าพวกเขาอยู่ในยุคสุดท้ายหรือในวาระสุดท้ายแล้ว ขณะที่เปโตรเริ่มจะเทศนาในวันเพนเทคอส เขาได้กล่าวว่า

(กิจการ 2:16-17) แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตามคำที่โยเอลผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้ว่า ‘พระเจ้าตรัสว่า ในวาระสุดท้าย เราจะเทพระวิญญาณของเราบนมนุษย์ทั้งหมด บุตรา บุตรีของท่านทั้งหลายจะเผยพระวจนะ

คำว่าวาระสุดท้ายนี้ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Last Days ที่แปลว่าวันสุดท้าย นี่หมายความว่าเปโตรเข้าใจว่าตัวเขาเองกำลังอยู่ในยุคสุดท้าย ซึ่งไม่ใช่แค่เปโตรเท่านั้นที่เข้าใจอย่างนี้ แม้แต่เปาโล ยากอบ กับยอห์นก็เข้าใจแบบนี้

(1 โครินธ์ 10:11) เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับพวกเขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้เขียนไว้เพื่อเตือนสติเราผู้ซึ่งมาถึงวาระสุดท้ายของยุคนี้แล้ว

(ยากอบ 5:3) ท่านสะสมสมบัติไว้สำหรับวาระสุดท้าย

(1 ยอห์น 2:18) ลูกทั้งหลายเอ๋ย บัดนี้เป็นวาระสุดท้าย[Last Hour]แล้ว

จดหมายยอห์นเป็นจดหมายที่เขียนในช่วงเวลาท้ายๆของพระคัมภีร์ โดยคำว่าวาระสุดท้ายในภาษาอังกฤษที่ปรากฏในหนังสือยอห์นจะใช้คำว่า Last Hour หรือ “ชั่วโมงสุดท้าย” ซึ่งเป็นการใช้คำที่แตกต่างจากจดหมายของอัครทูตคนอื่นที่ใช้เพียงคำว่า Last Days ที่แปลว่า “วันสุดท้าย” นั่นหมายความว่าอัครทูตที่เขียนพระคัมภีร์นั้น ในช่วงแรกๆพวกเขาต่างเชื่อว่าตนเองกำลังอยู่วันสุดท้ายของยุคแล้ว แต่พอวันเวลาผ่านไปจนถึงสมัยของยอห์น พวกเขาก็เชื่อว่าตนเองกำลังอยู่ในชั่วโมงสุดท้ายแล้ว

แนวทางการตีความคำว่า “ยุคสุดท้าย”
            เป็นที่แน่นอนว่า ผู้เขียนพระคัมภีร์ต่างเชื่อว่าตนเองกำลังอยู่ในยุคสุดท้าย แต่คำว่ายุคสุดท้ายนั้นหมายความว่าอะไร? และยุคสุดท้ายกินเวลานานขนาดไหน?

            มีแนวคิดหนึ่งที่สอนว่ายุคสุดท้ายเริ่มต้นตั้งแต่วันเพนเทคอสและจะยืดยาวจนถึงการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู แต่เมื่อพิจารณาแนวคิดนี้อย่างจริงจัง แนวคิดนี้จะดูเหมือนจะขัดกับอารมณ์ความรู้สึกของยอห์นที่เชื่อว่าตนกำลังอยู่ในชั่วโมงสุดท้ายแล้ว

            เป็นการดีที่จะพิจารณาถึงความหมายของคำว่า “ยุคสุดท้าย” เป็นไปได้ไหมที่คำว่ายุคสุดท้ายจะไม่ได้หมายถึงจุดจบของโลก แต่หมายถึงจุดจบของพันธสัญญญาเดิม

            เมื่อพระเยซูตายบนไม้กางเขน พันธสัญญาใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น ส่วนพันธสัญญาเดิมที่มีการถวายเครื่องบูชาก็เป็นอันยุติ จริงอยู่ที่ว่าการตายบนไม้กางเขนของพระเยซู จะเป็นการยุติพันธสัญญาเดิม แต่โดยกางเขน พันธสัญญาเดิมก็ยังไม่ยุติอย่างบริบูรณ์ เพราะพระวิหารซึ่งเป็นสถานที่ของการถวายสัตวบูชาของพันธสัญญาเดิมยังคงตั้งอยู่

            ในพันธสัญญาเดิม พระวิหารนับเป็นศูนย์รวมจิตใจสำคัญของผู้คน ทว่าในพันธสัญญาใหม่ คริสตจักรได้กลายมาเป็นพระวิหารของพระเจ้า พระวิหารที่เป็นอาคารสถานที่จึงไม่จำเป็นต้องมีอีก แม้ว่าพันธสัญญาเดิมจะสิ้นสุดลงแล้วที่กางเขน แต่พระวิหารในเยรูซาเล็มก็ยังมีอยู่ ทว่าในปี คศ.70 (40 ปี หลังการตายของพระเยซู) พระวิหารในเยรูซาเล็มก็ถูกทำลาย พันธสัญญาเดิมที่มีพระวิหารเป็นสัญลักษณ์สำคัญก็ได้ปิดฉากลงอย่างบริบูรณ์

            สรุปแล้วผมต้องการจะสื่อว่า คำว่า “ยุคสุดท้าย” ในพระคัมภีร์ไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของโลก แต่หมายถึงการสิ้นสุดของพันธสัญญาเดิมซึ่งสิ้นสุดลงอย่างบริบูรณ์เมื่อพระวิหารถูกทำลายในปี คศ.70 เมื่ออัครทูตในพระคัมภีร์กล่าวว่าตนเองกำลังอยู่ในวาระสุดท้าย พวกเขากำลังสื่อว่าพวกเขากำลังอยู่ในวาระสุดท้ายของพันธสัญญาเดิม พวกเขากำลังอยู่ในวาระที่ว่าอีกไม่นานพระวิหารในเยรูซาเล็มจะถูกทำลายและเมื่อพระวิหารในเยรูซาเล็มถูกทำลาย วาระสุดท้ายหรือยุคสุดท้ายก็ได้ผ่านพ้นไป 
            ในพระคัมภีร์ได้กล่าวพยากรณ์ไว้ว่าในช่วงยุคสุดท้าย หัวใจของผู้คนจะเสื่อมทราม ซึ่งถ้าดูจากประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่า ในช่วงก่อนปี คศ.70 ก็เกิดความเสื่อมทรามกับผู้คนโดยเฉพาะในเยรูซาเล็ม ตามบันทึกประวัติศาสตร์ว่ากันว่า ขณะที่กองทัพโรมกำลังล้อมกรุงเยรูซาเล็มในช่วงปี คศ.70 นั้น ความรักของผู้คนในเยรูซาเล็มก็เยือกเย็นลงมากและการกันดารอาหารก็เกิดขึ้น ความกันดารอาหารนี้รุนแรงถึงขนาดที่ว่าพ่อแม่ต้องฆ่าทารกที่เป็นบุตรของตนเพื่อนำมาต้มกิน

ถ้าเราตีความว่า ยุคสุดท้ายหมายถึงอนาคตพวกเรา การตีความแบบนี้ก็จะสร้างความคาดหวังของอนาคตแบบมืดมน โดยจะเชื่อว่าในอนาคตหัวใจของผู้คนจะต่ำทรามลง แต่ถ้าเราตีความว่า ยุคสุดท้ายหมายถึงช่วงปี คศ.70 การตีความแบบนี้ก็จะสร้างความคาดหวังที่สดใสขึ้น เพราะการตีความนี้มองว่าความมืดมนหรือความต่ำทรามได้เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงไปแล้วในช่วงปี คศ.70

(1 ทิโมธี 3:1-6) แต่จงเข้าใจข้อนี้คือ วาระสุดท้ายนั้นจะเป็นเวลาที่น่ากลัว เพราะผู้คนจะเห็นแก่ตัว รักเงินทอง โอ้อวด หยิ่งยโส ชอบดูหมิ่น ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อกตัญญู ชั่วร้าย ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี ทรยศ มุทะลุ โอหัง รักความสนุกมากกว่ารักพระเจ้า ยึดถือทางพระเจ้าแต่เพียงเปลือกนอก แต่ปฏิเสธฤทธิ์เดชของทางนั้น จงอย่าเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้น เพราะในพวกนั้นมีบางคนที่แอบไปตามบ้าน แล้วครอบงำบรรดาผู้หญิงเบาปัญญาที่หนาด้วยบาปและหลงใหลไปตามตัณหาต่างๆ

หากเราตีความข้อพระคัมภีร์นี้ตามมุมมองแบบอนาคตมืดมน(มุมมองที่มองว่ายุคสุดท้ายคืออนาคตของพวกเรา) ก็จะมองว่าในอนาคต ผู้คนจะเลวทรามลงไปเรื่อยๆ แต่หากเราตีความตามมุมมองแบบอดีตมืดมนบางส่วน(มุมมองที่มองว่ายุคสุดท้ายคือช่วงปี คศ.70) ก็จะมองว่าความเลวทรามอย่างนี้ เกิดขึ้นในช่วงก่อนพระวิหารจะถูกทำลายในปีคศ.70 เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงอนาคตของพวกเรา เพราะตัวเปาโลเองก็เข้าใจว่าตัวเขากำลังอยู่ในวาระสุดท้าย ซึ่งวาระสุดท้ายนี้หมายถึงวาระที่พันธสัญญาเดิมกำลังจะสิ้นสุดอย่างบริบูรณ์

สรุป
ยุคสุดท้ายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วในช่วงปีคศ.70 ดังนั้นคำพยากรณ์ที่บอกว่าในวาระสุดท้ายคนจะเสื่อมทรามลงนั้น หมายถึงเฉพาะช่วงปีคศ.70 เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงอนาคตของพวกเราแต่อย่างใด เวลาที่เราเห็นความเสื่อมทรามของอาชญากรในข่าว เราไม่ควรจะผูกอาชญากรเหล่านั้นเข้ากับข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวกัน หากเราสำรวจข้อมูลทางสังคมวิทยา เราอาจพบว่าสังคมไม่ได้เสื่อมทรามลง แต่กำลังดีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะอาณาจักรพระเจ้ากำลังแผ่ขยายไปทั่วแผ่นดินโลก


แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
หนังสือ Victorious Eschatology เขียนโดย Harold Eberle และ Martin Trench
หนังสือ Understanding the Whole Bible เขียนโดย Jonathan Welton

30 มิถุนายน 2560

การรับเครื่องหมาย 666 เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต

บทความเรื่อง "การรับเครื่องหมาย 666 เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีต" โดย Haiyong Kavilar


        ในพระคัมภีร์มีคำพยากรณ์หลายประการที่สำเร็จไปแล้วและก็มีคำพยากรณ์บางประการที่ยังไม่สำเร็จ ตัวอย่างคำพยากรณ์ที่สำเร็จไปแล้วก็คือการที่หญิงพรหมจารีย์คนหนึ่งจะตั้งครรภ์บุตรชายคนหนึ่งและผู้คนจะเรียกบุตรชายคนนั้นว่าอิมมานูเอล (อิสยาห์ 7:14), (มัทธิว 1:23) ซึ่งคำพยากรณ์นี้สำเร็จโดยการเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูอีกตัวอย่างของคำพยากรณ์หนึ่งที่สำเร็จไปแล้วคือการมาของเอลียาห์ ใน (มาลาคี 4:5-6)ได้พยากรณ์ว่าก่อนวันแห่งองค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์จะส่งเอลียาห์ลงมาโดยเอลียาห์จะนำให้หัวใจของพ่อหันไปหาลูก และนำให้หัวใจของลูกหันไปหาพ่อซึ่งคำพยากรณ์นี้ได้สำเร็จลงแล้วโดยยอห์นบัพตัศมา ซึ่งพระเยซูได้กล่าวว่ายอห์นบัพติศมา นี่แหละคือเอลียาห์ที่พระเจ้าทรงส่งมา (มัทธิว 11:13-15, 17:10-12) 

         ความแตกต่างระหว่างยิวคริสเตียนกับยิวที่ไม่ใช่คริสเตียนคือยิวคริสเตียนเชื่อว่าคำพยากรณ์ที่หมายถึงการเสด็จมาครั้งแรกของพระเมสสิอาห์ได้สำเร็จลงแล้วโดยพระเยซูแต่ยิวที่ไม่ใช่คริสเตียนมองว่าคำพยากรณ์เกี่ยวกับการเสด็จมาของพระเมสสิอาห์เป็นคำพยากรณ์ที่ยังไม่สำเร็จฝ่ายที่มองว่าคำพยากรณ์นั้นสำเร็จแล้วก็จะมองคำพยากรณ์เหล่านั้นในมิติของประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นไปแล้วแต่ฝ่ายที่มองว่าคำพยากรณ์ยังไม่สำเร็จก็มักจะเฝ้ารอให้คำพยากรณ์นั้นเกิดขึ้นในอนาคต

        มาร์ติน เทรช ผู้เขียนร่วมของหนังสืออนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะ(Victorious Eschatology) ได้เคยกล่าวถึงปัญหาหนึ่งในแวดวงคริสเตียนไว้ว่า 
       “การไม่สนใจประวัติศาสตร์เป็นจุดบอดใหญ่อย่างหนึ่งของคริสตจักรในยุคปัจจุบัน ถ้าพวกเรารู้ประวัติศาสตร์พวกเราก็จะเข้าใจว่าคำพยากรณ์ของพระเยซูที่เกี่ยวกับทุกขเวทนาที่จะมาถึงนั้น...ได้สำเร็จลงในคนชั่วอายุนั้นตามที่พระเยซูได้พยากรณ์ (คำพยากรณ์เกี่ยวกับความทุกขเวทนาได้สำเร็จลงช่วงปีคศ. 66-70) แต่ถ้าเราละเลยข้อมูลทางประวัติศาสตร์พวกเราก็จะจินตนการไปว่าพระเยซูกำลังพยากรณ์ถึงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21”

        คำพยากรณ์หลายประการในพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงความทุกขเวทนาต่างๆเช่น สงคราม กันดารอาหาร หรือโรคระบาด ที่อยู่ใน (มัทธิว 24)ต่างก็เป็นคำพยากรณ์ที่สำเร็จลงไปแล้วในคนชั่วอายุนั้น ซึ่งพระเยซูก็ได้ตอกย้ำถึงคำพยากรณ์เหล่านี้ว่าจะสำเร็จในช่วงอายุของคนยุคนั้นไม่ใช่ในอนาคตของพวกเรา
 (มัทธิว 24:34) เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ว่า คน​ใน​ยุค​นี้​[คนในยุคที่ฟังคำตรัสของพระเยซู]จะ​ไม่​ล่วง​ลับ​ไป​ก่อน​ทุก​สิ่ง​เหล่า​นี้​จะ​เกิด​ขึ้น

             ถ้าเราศึกษาประวัติศาสตร์ของชาวยิวในช่วงปีคศ.66-70เราจะเห็นได้ว่าคำพยากรณ์เกี่ยวกับความทุกขเวทนาต่างก็ได้สำเร็จลงแล้วในช่วงปีนั้นแต่ถ้าเราไม่ได้รู้ถึงประวัติศาสตร์ของชาวยิวยุคนั้นเราก็อาจไปคาดหวังว่าความทุกขเวทนาเหล่านั้นจะเกิดขึ้นในอนาคตครั้งเรา ทั้งๆที่คำพยากรณ์เกี่ยวกับความทุกขเวทนานั้นได้สิ้นสุดลงไปแล้วการไม่รับรู้ถึงประวัติศาสตร์ มีแนวโน้มที่จะทำให้เราคาดหวังถึงอนาคตที่มืดมนทั้งๆที่ความมืดมนเหล่านั้นได้สำเร็จลงไปแล้วในอดีต

           วิวรณ์ก็เป็นหนังสือเกี่ยวกับคำพยากรณ์ในวิวรณ์ก็มีคำพยากรณ์บางอย่างที่ยังไม่สำเร็จและก็มีคำพยากรณ์หลายๆอย่างที่สำเร็จลงแล้วในวิวรณ์มีคำพยากรณ์หนึ่งที่มักจะทำให้ผู้คนเกิดความกลัวก็คือการรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายหรือ666 ซึ่งคำพยากรณ์นี้ได้เขียนไว้ใน (วิวรณ์ 13)โดยสัตว์ร้ายจะบังคับให้ผู้คนรับเครื่องหมายของมันไว้ที่หน้าผากและมือขวาซึ่งใครที่ไม่มีเครื่องหมายของสัตว์ร้ายนี้ก็จะไม่มีสิทธิในการซื้อขาย

         มีบางคนได้ตีความคำพยากรณ์ของรับเครื่องหมายนี้ไว้ว่าในอนาคตผู้นำรัฐบาลโลกที่เป็นปฏิปักษ์พระคริสต์หรือสัตว์ร้ายจะบังคับให้ทุกคนทั่วโลกฝังชิพที่มือขวาและหน้าผาก โดยชิพจะมีข้อมูลทางการเงินของแต่ละคนบันทึกไว้อยู่โดยการซื้อขายและการแลกเปลี่ยนนี้จะไม่ใช้เหรียญหรือธนบัตรแต่จะใช้การโอนถ่ายข้อมูลทางดิจิตอลที่ฝังอยู่ในชิพแทน

        อย่างไรก็ตามการตีความว่าการรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายคือการฝังชิพในอนาคตก็เป็นการตีความที่มีจุดบอดอยู่ 

        ประการแรก  ก็คือการรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายตามบริบทของหนังสือวิวรณ์ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสัญลักษณ์ฝ่ายวิญญาณมากกว่าที่จะเป็นชิพวัตถุจริงๆเพราะในวิวรณ์ก็ได้กล่าวถึงเครื่องหมายหรือการประทับตราของพระเจ้าด้วยซึ่งถ้าเครื่องหมายของพระเจ้าเป็นชิพวัตถุ เครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็ต้องเป็นชิพวัตถุแต่ถ้าเครื่องหมายของพระเจ้าเป็นสัญลักษณ์ฝ่ายวิญญาณเครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็ควรเป็นสัญลักษณ์ฝ่ายวิญญาณ

           ประการที่สอง  หากคำพยากรณ์ในเรื่องของสัตว์ร้ายเป็นคำพยากรณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของพวกเรา หนังสือวิวรณ์ก็จะเป็นหนังสือที่ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่อคริสตจักรในตลอด2000 ปีที่ผ่านมาหากคำพยากรณ์ในวิวรณ์เป็นหนังสือที่พยากรณ์ถึงอนาคตของพวกเราที่อยู่ในศตวรรษนี้คริสเตียนในช่วงหลายศตวรรษที่ผ่านมาก็คงอยู่ในภาวะที่น่าสงสารยิ่งเพราะไม่สามารถที่จะดึงประโยชน์จากคำพยากรณ์เหล่านี้ได้มากนัก แถมยังต้องอยู่ในความหวาดผวาที่กลัวว่าภัยพิบัติในหนังสือวิวรณ์จะเกิดขึ้นในชั่วอายุของเขา 

            ประการที่สาม คำว่าแผ่นดินโลกในภาษากรีกที่ปรากฏในหนังสือวิวรณ์ส่วนใหญ่แล้วใช้คำว่า “ge” ซึ่งตามรากภาษากรีกศัพท์คำนี้จะหมายถึงแผ่นดินทั่วโลก หรือ แผ่นดินในเฉพาะบริเวณใดบริเวณหนึ่งก็ได้ซึ่งในพระคัมภีร์ก็มีอยู่หลายครั้งที่คำว่า “ge” มีความหมายถึงแผ่นดินในบริเวณหนึ่งแต่ถ้าพระคัมภีร์ต้องการสื่อถึงความเป็นทั่วโลก พระคัมภีร์มักจะใช้คำว่า “kosmos” ที่หมายถึงโลกแบบทั่วทั้งโลกการที่พระคัมภีร์วิวรณ์ใช้แต่คำว่า “ge” นั่นก็เป็นไปได้ว่าเรื่องราวในวิวรณ์ไม่ได้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่เกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่บริเวณหนึ่งในโลก

       สิ่งสำคัญในการตีความคำพยากรณ์เรื่องการรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็คือประวัติศาสตร์ของจักรวรรดิโรมในช่วงศตวรรษแรกในหนังสือ ไม่มีแรบเจอร์ (Raptureless) ของโจนาธาน เวลตัน ได้เขียนไว้ว่า 
     “เกี่ยวกับการรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะต้องดูบันทึกประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมในจักรวรรดิโรม โดยเฉพาะเรื่องของการซื้อขายสินค้าในตลาดในสมัยของจักรพรรดิเนโร การที่ผู้คนจะเข้าไปยังตลาดได้นั้น พวกเขาจำต้องเดินผ่านประตูทางเข้าทว่าก่อนที่พวกเขาจะเข้าประตูนี้ได้ พวกเขาจะต้องนมัสการรูปปั้นของจักรพรรดิเมื่อพวกเขานมัสการเสร็จแล้วพวกเขาจะต้องนำขี้เถ้าที่ใช้ในการนมัสการมาวางไว้ที่มือและโปะที่หน้าผากแล้วพวกเขาถึงจะมีสิทธิในการเข้าประตูเพื่อไปซื้อขายสินค้าในตลาดพิธีกรรมที่ประตูหน้าตลาดนี้มีชื่อเรียกว่า “การรับเครื่องหมาย” ซึ่งพิธีกรรมนี้คือเรื่องราวของการรับเครื่องหมายของสัตว์ร้าย”
     
        คริสตศาสนาในช่วง 700ปีแรกต่างก็เข้าใจมาตลอดว่าสัตว์ร้ายในหนังสือวิวรณ์คือเนโรหรือไม่ก็จักรวรรดิโรมันส่วนเลข 666 ที่อยู่ในวิวรณ์ ก็มีความหมายที่สื่อถึงจักรพรรดิเนโรเนื่องจากหนังสือวิวรณ์แม้จะเขียนเป็นภาษากรีกแต่ผู้เขียนเป็นชาวยิวที่มีความรู้ภาษาฮีบรูซึ่งภาษาฮีบรูเป็นภาษาที่พยัญชนะสามารถใช้แทนตัวเลขได้ในหนังสือวิวรณ์ก็มีบางจุดที่ผู้เขียนใช้ภาษากรีกกับภาษาฮีบรูอธิบายควบคู่กันไปเช่น ใน (วิวรณ์ 9:11, 16:16) ซึ่งหากถอดจำนวน 666ออกมาจากภาษาฮีบรูโดยเทียบเคียงกับภาษากรีก ก็จะได้ชื่อของ “เนโร ซีซาร์”

    เครื่องหมายของสัตว์ร้ายหรือ 666ในหนังสือวิวรณ์จึงเป็นคำพยากรณ์สื่อถึงจักรพรรดิเนโรที่บังคับให้คนในจักรวรรดิ(ไม่ใช่ทั่วทั้งโลก)รับเครื่องหมายของเขา(โดยการนำขี้เถ้าที่ใช้นมัสการรูปปั้นของจักรพรรดิมาวางไว้ที่มือและโปะที่หน้าผาก)ก่อนที่จะมีสิทธิเข้าประตูหน้าตลาดเพื่อซื้อขายสินค้า

     ดังนั้นเมื่อค้นคว้าดูจากประวัติศาสตร์แล้วคำพยากรณ์เกี่ยวกับการรับเครื่องหมาย666 จึงเป็นคำพยากรณ์ที่สำเร็จลงไปแล้วในอดีตซึ่งเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษแรก ดังนั้นหากในอนาคตของพวกเราเกิดมีเทคโนโลยีที่มีการซื้อขายโดยไม่ใช้เงินเทคโนโลยีนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับสัตว์ร้ายหรือการรับเครื่องหมายและที่สำคัญเทคโนโลยีของการซื้อขายโดยไม่ใช้เงินก็เป็นเทคโนโลยีที่ไม่จำเป็นต้องมีการฝังชิพแต่อย่างใด เพียงแต่ใช้ลายนิ้วมือหรือสื่งอื่นแสดงตัวตนก็พอแล้วการส่อเค้าของเทคโนโลยีการซื้อขายโดยไม่ใช้เงินจึงไม่ได้สะท้อนถึงการปรากฏของปฏิปักษ์พระคริสต์หรือยุคสุดท้ายแต่อย่างใด

 แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม


หนังสือ VictoriousEschatology เขียนโดย Harold Eberle และ MartinTrench

หนังสือ Rapturelessเขียนโดย Jonathan Welton

เว็บไซต์ของ สภาเชิงอัครทูตสำหรับอนาคตศาสตร์ (Apostolic Council on Eschatology)
http://www.endtimecouncil.com/

สมารถเข้าไปอ่านได้ในอีกช่องทางหนึ่งคือ https://www.pageqq.com/en/content/page/edit/cntth1/0-3613403.html

การรับเครื่องหมาย 666 ชิพวัตถุ หรือ ภาพฝ่ายวิญญาณ?

บทความเรื่อง "การรับเครื่องหมาย 666 ชิพวัตถุ หรือ ภาพฝ่ายวิญญาณ?" 
โดย Haiyong Kavilar


เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีข่าวคราวเรื่องหนึ่งที่ว่า บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในเกาหลีได้พัฒนาระบบการซื้อขายโดยไม่ใช้เงิน แต่ใช้ลายนิ้วมือและระบบดิจิตอลแทน และก่อนหน้านี้ก็มีข่าวคราวหนึ่งที่เริ่มมีเทคโนโลยีของการซื้อขายโดยไม่ใช้ธนบัตรหรือเหรียญ แต่จะใช้ระบบดิจิตอลแทน เมื่อผู้เชื่อบางคนได้เห็นข่าวคราวนี้ บ้างก็เกิดความหวั่นเกรงขึ้นมาว่า การรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายหรือ 666 เพื่อการซื้อขาย ตามที่บันทึกไว้ใน (วิวรณ์ 13) กำลังจะคลืบคลานเข้ามา

(วิวรณ์ 13:16-18) และ​มัน​ยัง​บัง​คับ​ทุก​คน ทั้ง​คน​เล็ก​น้อย​และ​คน​ใหญ่​โต คน​มั่งมี​และ​คน​ยาก​จน เสรี​ชน​และ​ทาส​ให้​รับ​เครื่อง​หมาย​ไว้​ที่​มือ​ขวา​หรือ​ที่​หน้า​ผาก​ของ​พวก​เขา เพื่อ​ไม่​ให้​ใคร​สา​มารถ​ซื้อ​หรือ​ขาย​ได้ ถ้า​หาก​ไม่​มี​เครื่อง​หมาย​ที่​เป็น​ชื่อ​ของ​สัตว์​ร้าย หรือ​เป็น​ตัว​เลข​ของ​ชื่อ​มัน ใน​เรื่อง​นี้​ต้อง​ใช้​สติ​ปัญ​ญา​ให้​ดี ถ้า​ใคร​มี​ความ​เข้า​ใจ ก็​จง​คิด​คำ​นวณ​เลข​ของ​สัตว์​ร้าย​ตัว​นั้น เพราะ​ว่า​เป็น​เลข​ของ​คน​ผู้​หนึ่ง เลข​ของ​มัน​คือ​หก​ร้อย​หก​สิบ​หก

ใน (วิวรณ์ 13) ได้มีการพยากรณ์ถึงสัตว์ร้ายที่จะบังคับให้คนทั้งโลกรับเครื่องหมาย 666 ซึ่งถ้าผู้ใดไม่ได้รับเครื่องหมายนี้ ผู้นั้นก็จะไม่มีสิทธิในการซื้อขาย ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ก็มีบางคนตีความว่า สัตว์ร้ายในวิวรณ์ก็คือปฏิปักษ์พระคริสต์(Antichrist)หรือผู้นำรัฐบาลโลก ซึ่งในอนาคตปฏิปักษ์พระคริสต์ผู้นี้จะควบคุมเศรษฐกิจโลกและจะบังคับให้ผู้คนรับชิพโดยให้ฝังไว้ที่มือขวาและหน้าผาก ซึ่งชิพที่ฝังนี้จะเป็นเหมือนบัตรประชาชนของมนุษย์โลกและจะบันทึกถึงข้อมูลทางการเงินของแต่ละคนไว้ การซื้อขายแลกเปลี่ยนในอนาคตจะไม่ต้องใช้ธนบัตรหรือเหรียญอีกต่อไป แต่จะใช้ข้อมูลทางดิจิตอลที่อยู่ในชิพนี้แทน

การตีความที่ว่าเครื่องหมายของสัตว์ร้ายจะเป็นชิพที่เป็นวัตถุจริงๆนั้น ก็เป็นการตีความที่แปลกอยู่ เนื่องจากหนังสือวิวรณ์เป็นหนังสือที่เป็นสัญลักษณ์และมีภาษาอุปมาอยู่มาก การสรุปว่าเครื่องหมายของสัตว์ร้ายจะเป็นชิพวัตถุจริงๆหรือเป็นเพียงภาพสะท้อนฝ่ายวิญญาณจึงต้องดูบริบทอื่นๆในพระคัมภีร์ด้วย

ในหนังสืออนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะ(Victorious Eschatology) เอเบอร์เลและเทรช ได้อธิบายเกี่ยวกับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายนี้ไว้ว่า

       ลองคิดถึงหนังสือทั้งหลายในแวดวงคริสเตียน มีหนังสือมากมายที่กล่าวถึงเครื่องหมายของสัตว์ร้าย โดยแต่ละเล่มก็มักจะตีความไปต่างๆนานาว่าปฏิปักษ์พระคริสต์ในอนาคตจะเป็นผู้ใด ทว่ามีนักเขียนน้อยคนที่ได้กล่าวถึงเครื่องหมายของพระเจ้า คุณทราบไหมว่าในหนังสือวิวรณ์ได้กล่าวถึง เครื่องหมายของพระเจ้า การประทับตราจากพระเจ้า และพระนามของพระเจ้า ซึ่งจะจารึกไว้ที่บนหน้าผากประชากรของพระเจ้า ทั้งเครื่องหมายของพระเจ้าและเครื่องหมายของสัตว์ร้ายต่างก็มีเขียนไว้ในหนังสือวิวรณ์ทั้งคู่ ทว่านักเขียนที่เชื่อมุมมองแบบอนาคตมืดมน(Futurist) มักกล่าวแต่เรื่องเครื่องหมายของสัตว์ร้าย โดยไม่ได้พูดถึงเครื่องหมายของพระเจ้าเลย ซึ่งนี่สะท้อนความไม่สมดุลในคำสอนของพวกเขา ในฐานะคริสเตียนไม่ควรหรือที่พวกเราจะใส่ใจในเครื่องหมายของพระเจ้าให้มากยิ่งกว่าการใส่ใจในเครื่องหมายของสัตว์ร้าย?

 ยิ่งไปกว่านั้น การตีความเครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็ควรเป็นการตีความที่คู่ขนานไปกับเครื่องหมายของพระเจ้า ถ้าเครื่องหมายของพระเจ้าเป็นวัตถุจริงๆ เครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็ควรเป็นวัตถุจริงๆ แต่ถ้าเครื่องหมายของพระเจ้าเป็นภาพฝ่ายวิญญาณ เครื่องหมายของสัตว์ร้ายก็เป็นเพียงภาพฝ่ายวิญญาณ ซึ่งนี้เป็นพื้นฐานของการตีความพระคัมภีร์ ทั้งเครื่องหมายของพระเจ้าและเครื่องหมายของสัตว์ร้ายต่างก็ถูกกล่าวถึงควบคู่กันไปใน (วิวรณ์ 14) 
  

เป็นที่แน่นอนว่าเครื่องหมายของพระเจ้าไม่ได้เป็นชิพวัตถุจริงๆ แต่เป็นภาพสะท้อนในฝ่ายวิญญาณ ดังนั้นเครื่องหมายของสัตว์ร้ายจึงไม่ใช่ชิพวัตถุจริงๆ แต่เป็นภาพสะท้อนในฝ่ายวิญญาณ ด้วยเหตุนี้ การตีความที่ว่าในอนาคตจะมีการฝังชิพที่หน้าผากและมือขวาโดยปฏิปักษ์พระคริสต์นั้น ก็เป็นการตีความที่มีจุดบอดอยู่ นอกจากนี้ตามบริบทของพระคัมภีร์ ปฏิปักษ์พระคริสต์ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับสัตว์ร้ายในวิวรณ์ด้วย

 รายละเอียดเกี่ยวกับปฏิปักษ์พระคริสต์ตามบริบทของพระคัมภีร์ เพื่อนๆสามารถอ่านได้ในบทความ “ปฏิปักษ์พระคริสต์ไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลโลก” 

หนังสือแนะนำเพิ่มเติม

Victorious Eschatology เขียนโดย Harold Eberle และ Martin Trench

สามารถอ่านได้อีกช่องทางหนึ่งใน https://www.pageqq.com/en/content/view/page/cntth1/0-3613383.html

19 มิถุนายน 2560

ปฏิปักษ์พระคริสต์ไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลโลก

ปฏิปักษ์พระคริสต์ไม่ใช่ผู้นำรัฐบาลโลก โดย Haiyong Kavilar

ปฏิปักษ์พระคริสต์กับสมาคมลับ
       เมื่อกล่าวถึงปฏิปักษ์พระคริสต์ บางคนก็จะนึกถึงผู้นำรัฐบาลโลกที่จะบังคับให้ทุกคนบนโลกรับเครื่องหมายของสัตว์ร้าย(666) ซึ่งผู้นำรัฐบาลโลกคนนี้จะเข้าไปแทรกแซงกิจการในพระวิหารหลังที่3 และจะฉีกสัญญาที่กระทำต่อชาวยิว ซึ่งในท้ายสุดผู้นำรัฐบาลโลกหรือปฏิปักษ์พระคริสต์คนนี้ก็จะนำกองทัพเข้าไปจู่โจมอิสราเอลและต่อต้านการเสด็จกลับมาของพระเยซู

       แนวคิดที่ว่าผู้นำรัฐบาลโลกจะเป็นปฏิปักษ์พระคริสต์เป็นแนวคิดที่มักจะการเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆบนโลกเข้ากันกับสมาคมลับ ซึ่งมักจะมีการลือกันว่าสมาคมลับนี้เป็นเบื้องหลังของการควบคุมเศรษฐกิจโลก และสมาคมลับนี้จะปูทางให้เกิดรัฐบาลโลกซึ่งมีปฏิปักษ์พระคริสต์เป็นผู้นำ บางครั้งเมื่อกล่าวถึง วิญญาณแห่งปฏิปักษ์พระคริสต์(AntiChrist Spirit) บางคนก็มักจะนึกถึงกิจการภายในที่สมาคมลับนี้กำลังดำเนินการ

ปฏิปักษ์พระคริสต์ตามบริบทพระคัมภีร์
       อย่างไรก็ตามเมื่อมาพิจารณาดูจากพระคัมภีร์แล้ว คำว่า “ปฏิปักษ์พระคริสต์” ที่ปรากฏในพระคัมภีร์ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลโลกหรือผู้ควบคุมเศรษฐกิจโลกแต่ประการใด คำว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ ที่อยู่ในพระคัมภีร์มีความหมายที่สื่อถึง ผู้สอนลัทธินอสติก(Gnosticism)ในศตวรรษที่หนึ่ง ซึ่งผู้สอนลัทธินอสติกนี้ไม่ได้มีอยู่คนเดียว แต่มีอยู่หลายคน

       คำว่า "ปฏิปักษ์พระคริสต์" ปรากฏเพียง 4 ครั้งในพระคัมภีร์ ซึ่งทั้ง 4 ครั้งนี้จะปรากฏเฉพาะในจดหมายฝากของยอห์นเท่านั้น ตามบริบททางประวัติศาสตร์ ในสมัยของยอห์น(ช่วงศตวรรษที่หนึ่ง) ก็เกิดมีลัทธิสอนผิดขึ้นในคริสตจักร ลัทธิสอนผิดนี้มีชื่อว่าลัทธินอสติก ซึ่งผู้คนในลัทธินอสติกได้สอนคำสอนที่ว่า “สิ่งของฝ่ายกายภาพเป็นสิ่งที่ไม่สะอาด แต่สิ่งของฝ่ายวิญญาณเป็นสิ่งที่สะอาดและดีงาม” ด้วยเหตุนี้ ผู้สอนลัทธินอสติกจึงไม่สามารถยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายฝ่ายกายภาพ พวกเขาสอนว่าพระเยซูไม่ได้เสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์ แต่พระเยซูเป็นเพียงวิญญาณหรือผีที่ไม่มีร่างกายฝ่ายกายภาพ

       เนื่องจากในสมัยของยอห์น ลัทธินอสติกกำลังเป็นที่แพร่หลาย ยอห์นจึงได้เขียนจดหมายฝากเพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดของลัทธินอสติก โดยในจดหมายฝาก ยอห์นได้เน้นว่า พระเยซูได้บังเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายฝ่ายกายภาพจริงๆ และยอห์นเองก็เคยสัมผัสร่างกายฝ่ายกายภาพของพระเยซู

(1 ยอห์น 1:1) เรา​ขอ​แจ้ง​เกี่ยว​กับ​สิ่ง​ที่​มี​มา​ตั้ง​แต่​ปฐม​กาล ซึ่ง​เรา​ได้​ยิน ได้​เห็น​กับ​ตา ได้​พินิจ​ดู และ​จับ​ต้อง​ด้วย​มือ​ของ​เรา​นั้น คือ​พระ​วาทะ​แห่ง​ชีวิต

ต่อมายอห์นก็ได้เรียกผู้สอนลัทธินอสติกนี้ว่า “ปฏิปักษ์พระคริสต์” โดยผู้สอนลัทธินอสติกที่เป็นปฏิปักษ์พระคริสต์นี้ ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาเป็นมนุษย์

(2 ยอห์น 7) เพราะ​ว่า​มี​ผู้​ล่อ​ลวง​จำ​นวน​มาก​ออก​มา​ใน​โลก เป็น​พวก​ที่​ไม่​ยอม​รับ​ว่า​พระ​เยซู​คริสต์​เสด็จ​มา​เป็น​มนุษย์ คน​ประ​เภท​นั้น​แหละ​เป็น​ผู้​ล่อ​ลวง​และ​เป็น​ศัตรู​ของ​พระ​คริสต์[ปฏิปักษ์พระคริสต์]

ตามบริบทของจดหมายยอห์น ปฏิปักษ์พระคริสต์ก็เกิดมีในสมัยของยอห์นแล้ว ไม่ใช่ว่าจะเกิดมีในอนาคต นอกจากนี้ปฏิปักษ์พระคริสต์ยังไม่ได้มีเพียงคนเดียวโดดๆ แต่ยังมีหลายคนด้วย

(1 ยอห์น 2:18) และ​ตาม​ที่​พวก​ท่าน​ได้​ยิน​ได้​ฟัง​มา​ว่า​ศัตรู​ของ​พระ​คริสต์​จะ​มา เดี๋ยว​นี้​ศัตรู​ของ​พระ​คริสต์[ปฏิปักษ์พระคริสต์]​จำ​นวน​มาก​ก็​มา​แล้ว

       ด้วยเหตุนี้เมื่อพิจารณาจากพระคัมภีร์แล้ว ปฏิปักษ์พระคริสต์จึงไม่ได้หมายถึงผู้นำรัฐบาลโลกที่มีอยู่คนเดียว แต่ปฏิปักษ์พระคริสต์หมายถึงผู้สอนลัทธินอสติกในสมัยของยอห์น ดังนั้นการใช้คำว่า ปฏิปักษ์พระคริสต์ เพื่อสื่อถึงผู้นำรัฐบาลโลก ก็เป็นการใช้คำที่ไม่ตรงกับบริบทของพระคัมภีร์

ปฏิปักษ์พระคริสต์ สัตว์ร้าย และคนนอกกฏหมาย

       คำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่เป็นกระแสนิยมในศตวรรษที่แล้ว มักจะเชื่อมโยงว่า
ปฏิปักษ์พระคริสต์ในจดหมายยอห์น = สัตว์ร้ายในวิวรณ์ = คนนอกกฏหมายใน 2 เธสะโลนิกา = ผู้นำรัฐบาลโลก

       ทว่าเมื่อดูจากบริบทของพระคัมภีร์แล้ว ปฏิปักษ์พระคริสต์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสัตว์ร้ายในวิวรณ์หรือคนนอกกฏหมายใน (2 เธสะโลนิกา) เลยดังนั้นการเชื่อมโยงดังกล่าวจึงมีจุดบอดอยู่

       ท้ายสุดนี้ ผมจึงอยากหนุนใจว่า ในอนาคตผู้ที่ยึดครองโลกจะไม่ใช่ปฏิปักษ์พระคริสต์ แต่จะเป็น คริสเตียนที่มีหัวใจเพื่ออาณาจักรพระเจ้า วันเวลาผ่านไป อาณาจักรพระเจ้าก็จะแผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ และทั่วโลกก็จะประสบกับการฟื้นฟูใหญ่จนพรักพร้อมในการต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระเยซู

 สื่อเรียนรู้แนะนำเพิ่มเติม


หนังสือ Victorious Eschatology เขียนโดย Harold Eberle และ Martin Trench
เว็บไซต์ของ สภาเชิงอัครทูตสำหรับอนาคตศาสตร์ (Apostolic Council On Eschatology)


(หมายเหตุ ข้อเขียนจากบทความนี้ เป็นความคิดเห็นจากการตีความ ไม่ได้เป็นข้อสรุปแบบฟันธงว่าเป็นหลักการด้านศาสศาสตร์)

12 มิถุนายน 2560

คริสตจักรต้องปฏิรูปคำสอนเรื่องยุคสุดท้าย

คริสตจักรต้องปฏิรูปคำสอนเรื่องยุคสุดท้าย โดย Haiyong Kavilar
        เมื่อเดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์หนึ่งที่สร้างความสะเทือนสะท้านให้กับผู้คน นั่นคือเหตุการณ์ที่ปัญญาประดิษฐ์หรือคอมพิวเตอร์ได้เล่นโกะชนะมนุษย์ที่เป็นแชมป์โลกแล้ว ในมุมมองของเทคโนโลยี เหตุการณ์นี้นับเป็นสัญญาณของการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ แต่สำหรับบางคนก็มีความรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาว่า ในอนาคตปฏิปักษ์พระคริสต์(AntiChrist) จะใช้ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเหล่านี้ในการควบคุมมนุษย์
         เมื่อเดือนที่แล้วก็มีข่าวคราวเรื่องหนึ่งที่ว่า บริษัทเอกชนในเกาหลีแห่งหนึ่งได้พัฒนาระบบซื้อขายโดยไม่ใช้เงิน แต่ใช้ลายนิ้วมือและระบบดิจิตอลแทน บางคนเมื่อทราบข่าวนี้ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่า การรับเครื่องหมายของสัตว์ร้ายเพื่อการซื้อขายที่อยู่ใน (วิวรณ์ 13) กำลังคลืบคลานเข้ามา
         จากคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่เป็นกระแสนิยมในศตวรรษที่ผ่านมามักกล่าวกันว่า วันเวลาผ่านไป โลกก็จะเลวร้ายลงเรื่อยๆ ภัยพิบัติก็จะทวีมากขึ้นและสังคมก็จะเสื่อมทรามลง ส่วนเทคโนโลยีต่างๆที่เกิดขึ้นก็จะเป็นการปูทางสู่การควบคุมของรัฐบาลโลกที่บริหารงานโดยปฏิปักษ์พระคริสต์ คำสอนเรื่องยุคสุดท้ายแนวนี้มักจะเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่างๆบนโลกเข้ากันกับสมาคมลับที่ลือกันว่าเป็นเบื้องหลังของปฏิปักษ์พระคริสต์ แนวคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่กล่าวมามีชื่อเรียกในเชิงวิชาการว่า อนาคตมืดมน(Futurist) ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตีความคำพยากรณ์ใน (มัทธิว 24) และ (วิวรณ์) ว่าภัยพิบัติจากพระคัมภีร์เหล่านี้จะเกิดขึ้นในอนาคตก่อนการกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู
         อย่างไรก็ตามในช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา ก็เริ่มมีกระแสของคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 ซึ่งพื้นเพของคำสอนนี้อธิบายว่า ผู้เชื่อ(คริสเตียน)จำต้องเข้าไปมีส่วนในสังคมและไปบุกยึดภูเขาทั้ง7 ซึ่งเป็นองค์ประกอบต่างๆของสังคม และผู้เชื่อจำต้องนำอาณาจักรของพระเจ้าเข้าไปครอบครองสังคมเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้สะท้อนถึงค่านิยมของอาณาจักรพระเจ้า
(** เทคนิคการจำชื่อภูเขาทั้ง7 เพื่อนๆสามารถอ่านได้ใน http://pattamarot.blogspot.com/2017/01/7.html)
เมื่อมองโลกด้วยกระบวนทัศน์ของคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 ดูเหมือนว่าคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 จะอธิบายเป็นนัยว่า ท้ายสุดแล้วผู้ที่ครองโลกคือคริสเตียนไม่ใช่ปฏิปักษ์พระคริสต์ และโลกกับสังคมก็จะไม่ได้แย่ลงไปเรื่อยๆแต่จะดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใคร่ครวญอย่างจริงจังแล้ว ดูเหมือนว่าคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 กับคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายแบบอนาคตมืดมนดูจะขัดแย้งกัน  

        อัครทูตปีเตอร์ แวกเนอร์ ก็เป็นผู้หนึ่งที่เคยรู้สึกอึดอัดใจระหว่างคำสอนเรื่องภูเขาทั้ง7 กับคำสอนเรื่องยุคสุดท้าย เนื่องจากแวกเนอร์เป็นผู้สนับสนุนในเรื่องภูเขาทั้ง7ซึ่งอธิบายว่าโลกจะดีขึ้นเรื่อยๆ ทว่าคำสอนเรื่องยุคสุดท้ายที่แวกเนอร์เคยเรียนรู้มากลับสอนว่าโลกจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ 
        ระหว่างที่แวกเนอร์รู้สึกอึดอัดใจอยู่ แสงสว่างก็ได้เข้ามาถึงในชีวิตเขา ในปี 2006 เพื่อนของแวกเนอร์คนหนึ่งได้นำหนังสือเล่มหนึ่งไปให้เขา หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า Victorious Eschatology (อนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะ) แวกเนอร์ได้กล่าวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า
“จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในชีวิตผม เมื่อผมได้อ่านหนังสือ Victorious Eschatology ที่เขียนโดย ฮาร์โรล เอเบอร์เล และ มาร์ติน เทรช อนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะสอดคล้องกันกับศาสนศาสตร์เรื่องการยึดครอง[ภูเขาทั้ง7]ราวกับถุงมือที่สวมพอดีกันกับมือ เอเบอร์เลและเทรชได้อธิบายว่า ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา คริสตจักรจะเติบโตสู่พระสิริสู่ความเป็นหนึ่งและสู่ความสุกงอม ส่วนอาณาจักรพระเจ้าก็จะเติบโตและแผ่ขยายออกไปจนเติมเต็มทั่วแผ่นดินโลก
 อนาคตศาสตร์แห่งชัยชนะได้อธิบายว่าคำพยากรณ์ต่างๆในพระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับวาระสุดท้ายหรือยุคสุดท้าย เป็นคำพยากรณ์ที่ได้สำเร็จลุล่วงไปแล้วเมื่อกรุงเยรูซาเล็มได้ล่มสลายในปี คศ.70 คำว่า “ยุคสุดท้าย” เป็นศัพท์ที่มีความหมายสื่อถึงจุดจบของพันธสัญญาเดิมและการเริ่มต้นแห่งพันธสัญญาใหม่ พระเยซูจะเสด็จกลับมาแน่นอนในอนาคต (ดู มัทธิว 24:35-25:46) แต่จะไม่มีหมายสำคัญ[หรือความทุกข์เข็ญใดๆ] ใน (มัทธิว 24:3-34) ที่จะเกิดขึ้นก่อนที่พระองค์จะเสด็จกลับมา เนื่องจากความทุกข์เข็ญเหล่านั้นได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ในแวดวงศาสนศาสตร์ มุมมองที่มองคำพยากรณ์ในลักษณะนี้มีชื่อว่า อดีตมืดมนแบบบางส่วน (Partial Preterist) ซึ่งเป็นมุมมองที่ผมยึดถือในปัจจุบัน”
  อดีตมืดมนแบบบางส่วน เป็นการตีความว่าคำพยากรณ์ส่วนใหญ่ใน (มัทธิว 24) และ (วิวรณ์) เป็นคำพยากรณ์ที่สำเร็จไปแล้วในอดีต โดยอธิบายว่าภัยพิบัติและความเสื่อมทรามต่างๆในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้วในช่วงปี คศ.70 ด้วยเหตุที่คำพยากรณ์ที่มืดมนเหล่านี้ได้สำเร็จไปแล้ว โลกและสังคมของเราในอนาคตก็จะดีขึ้นเรื่อยๆจนพรักพร้อมในการต้อนรับการเสด็จกลับมาของพระเยซู
 เมื่อผู้เชื่อคาดหวังให้สวรรค์บุกรุกโลก สิ่งหนึ่งที่ผู้เชื่อควรจะมีคือการมองอนาคตในแง่ดี อัครทูตจอห์น เอกฮาร์ต ได้เคยกล่าวไว้ว่า “พวกเราจำเป็นต้องปฏิรูปคำสอนเรื่องอนาคตศาสตร์[ยุคสุดท้าย]” เนื่องจากว่าบ่อยครั้งผู้เทศน์มักจะดึงข้อพระคัมภีร์ใน (มัทธิว 24) ออกนอกบริบทโดยกล่าวว่า ภัยพิบัติ สงคราม และการกันดารอาหารจะเกิดขึ้นในอนาคตของพวกเรา แต่บริบทของ (มัทธิว 24) นี้ไม่ได้พยากรณ์ถึงอนาคตของพวกเรา แต่ได้พยากรณ์ถึงช่วงการล่มสลายของกรุงเยรูซาเล็มในปี คศ.70 ซึ่งพระเยซูก็ได้ตอกย้ำถึงคำพยากรณ์เหล่านี้ว่าจะสำเร็จในช่วงอายุของคนยุคนั้นไม่ใช่ในอนาคตของพวกเรา
 (มัทธิว 24:34) เรา​บอก​ความ​จริง​กับ​ท่าน​ว่า คน​ใน​ยุค​นี้​[คนในยุคที่ฟังคำตรัสของพระเยซู]จะ​ไม่​ล่วง​ลับ​ไป​ก่อน​ทุก​สิ่ง​เหล่า​นี้​จะ​เกิด​ขึ้น
         โจนาธาน เวลตัน ประธานของสภาเชิงอัครทูตในเรื่องอนาคตศาสตร์ (Apostolic Council On Eschatology) ได้กล่าวถึงประเด็นของการปฏิรูปเรื่องอนาคตศาสตร์ไว้ 10 ประเด็นดังนี้


ประเด็นที่1 อาณาจักรพระเจ้าเป็นเรื่องของปัจจุบันและกำลังเติบโตขึ้นในช่วง 2000 ปีที่ผ่านมา (มัทธิว 13:31-33)

ประเด็นที่2 อาณาจักรพระเจ้าได้มาถึงเมื่อพระเยซูทรงเสด็จมาครั้งแรก และอาณาจักรพระเจ้าจะเติมเต็มทั่วแผ่นดินโลกพร้อมต้อนรับการเสด็จกลับมาครั้งสุดท้ายของพระเยซู (มาระโก 1:15, มัทธิว 3:2)

ประเด็นที่3 วลี “วาระสุดท้าย“ ที่ปรากฏในพันธสัญญาใหม่ ไม่ได้หมายถึงจุดจบของโลก แต่หมายถึงจุดจบของพันธสัญญาเดิม (คศ. 30 –70) และการล่มสลายของพระวิหาร (1 ยน. 2:9, ยก. 5:8-9, 2 ทธ. 2:7)

ประเด็นที่4 เมื่อพระเยซูกล่าวถึง การเสด็จมาของพระองค์ใน (มัทธิว 24:30) พระองค์ทรงใช้ภาษาเชิงอุปมาตามแบบฉบับของพันธสัญญาเดิม ซึ่งหมายถึงการเสด็จมาพิพากษากรุงเยรูซาเล็มในปี คศ.70 (สดุดี 18:9-12, 104:2-3, อิสยาห์ 19:1, นาฮูม 1:3)

ประเด็นที่5 ทุกรายละเอียดของคำพยากรณ์ทั้งสิ้นที่พระเยซูตรัสไว้ใน (มัทธิว 24) ได้สำเร็จหมดแล้วในปี คศ.70 อันเป็นปีที่กรุงเยรูซาเล็มล่มสลาย ซึ่งเหตุการณ์นี้คือ “ทุกขเวทนาครั้งใหญ่”, “วันแห่งการแก้แค้น” และ “เวลาทุกข์ใจของยาโคบ”

ประเด็นที่6 คำพยากรณ์เรื่องสัปตะที่ 70 ของดาเนียล เป็นคำพยากรณ์ที่หมายถึงพระคริสต์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงสำเร็จคำพยากรณ์แล้ว (ดาเนียล 9)-ไม่ได้สอนถึง 7 ปีกลียุคในอนาคต ซึ่งเหล่าผู้อรรถาธิบายพระคัมภีร์ต่างก็อรรถาธิบายแบบนี้เหมือนกันหมดมาจนถึงปี 1830

ประเด็นที่7 “ปฏิปักษ์พระคริสต์” เป็นศัพท์ที่หมายถึงลัทธินอสติกอันเป็นลัทธิเทียมเท็จในศตวรรษที่1 ซึ่งลัทธินอสติกได้ปฏิเสธการบังเกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีร่างกายฝ่ายกายภาพของพระเยซูเมื่อพระองค์ได้เสด็จมายังโลก ( 1 ยอห์น 1:1,3; 4:2-3, 2 ยอห์น 7)

ประเด็นที่8 คริสตศาสนาในช่วง 700 ปีแรกต่างก็เข้าใจมาตลอดว่าสัตว์ร้ายในหนังสือวิวรณ์คือเนโรหรือไม่ก็จักรวรรดิโรมัน (แล้วแต่บริบท)

ประเด็นที่9 อิสราเอลของพระเจ้า(Ecclesia) หมายถึงผู้รับมรดกที่แท้จริง มรดกนี้มาจากพันธสัญญาที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ การรับมรดกนี้มีพื้นฐานบนความเชื่อ ไม่ใช่เชื้อชาติ (โรม 2:28-29, 9:6-8)

ประเด็นที่10 พระเยซูจะเสด็จกลับมาเพื่อรับมรดก เมื่ออาณาจักรพระเจ้าได้เติบโตเต็มที่และศัตรูทั้งสิ้นของพระองค์ได้อยู่ใต้ฝ่าเท้าของพระองค์ ซึ่งนี่จะเป็นการเสด็จกลับมาทางกายภาพของพระองค์ในอนาคตของพวกเรา (กิจการ 1:11, 1 โครินธ์ 15:25-26)

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
Apostolic Council On Eschatology (สภาเชิงอัครทูตสำหรับอนาคตศาสตร์)
http://www.endtimecouncil.com/
หนังสือ This Changes Everything เขียนโดย C. Peter Wagner
หนังสือ Victorious Eschatology เขียนโดย Harold Eberle และ Martin Trench
หนังสือ Raptureless เขียนโดย Jonathan Welton

อ่านข้อมูลได้อีกช่องทางใน https://www.pageqq.com/en/content/view/page/cntth1/0-3484259.html