แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุยนอกสนาม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คุยนอกสนาม แสดงบทความทั้งหมด

09 มิถุนายน 2563

เผชิญพรบ.ควบคุมโลก

📢 เผชิญพรบ.ควบคุมโลก❌
🔥ความเดิมต่อจากบทความครั้งก่อน(พรก.ฉุกเฉินที่บาบิโลน)
🔥ดาเนียลและพรบ.(เพื่อนร่วมบาบิโลน) คือ ฮานันยาห์ มิชาเอล และอาซาริยา ซึ่งเป็นคนยิวที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยที่กรุงบาบิโลนในสมัยของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์
🔥พวกเขาเพิ่งจะผ่านบทลงโทษที่ไม่ยอมพรก.ฉุกเฉินคือการกราบไหว้พระดาโกนทำให้เพื่อนของดาเนียลทั้ง 3 คนต้องถูกนำไปฆ่าที่เตาไฟ แต่พระยาห์เวห์ทรงปกป้องพวกเขา จากเตาไฟที่ร้อนเผาไหม้ กลับกลายเป็นตู้อบซาวน่า ที่เพื่อนของดาเนียลทั้ง 3 คนได้เข้าไปทำสปา อบผิวและเดินออกมาอย่างปลอดภัย แม้แต่เส้นผมของพวกเขายังอยู่ทรงและไม่ไหม้เลย
🌈 ผลของการยืนหยัดในความเชื่อของฮานันยาห์ มิชาเอล และอาซาริยา ทำให้พระนามของพระยาห์เวห์เป็นที่สรรเสริญ ไม่มีใครจะดูหมิ่นได้และพวกเขาได้รับพระราชกฤษฎีกาให้เลื่อนยศที่สูงขึ้นอีกด้วย (📕ดาเนียล บทที่3)
🌈ในสมัยของพระราชาดาริอัส ดาเนียลได้รับการแต่งตั้งให้เป็นถึงอภิรัฐมนตรี พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยและเป็นที่พอพระทัยของพระราชา
‭‭📕ดาเนียล‬ ‭6:1-3‬
“ดาริอัสพอพระทัยที่จะทรงแต่งตั้งอุปราช และทรงตั้งอภิรัฐมนตรี 3 คนอยู่เหนือ มีดาเนียลเป็นอภิรัฐมนตรีคนหนึ่ง เพื่อให้อุปราชรายงานติดต่อ เพื่อพระราชาจะมิได้ทรงขาดประโยชน์ แล้วดาเนียลคนนี้ก็มีชื่อเสียงกว่าอภิรัฐมนตรีอื่นๆ และอุปราช เพราะวิญญาณเลิศสถิตกับท่าน และพระราชาก็ทรงหมายพระทัยจะทรงแต่งตั้งท่านให้ ครอบครองเหนือราชอาณาจักรนั้นทั้งหมด”
แต่ถูกข้าราชการขุนนางคนอื่นอิจฉาริษยา แต่หาข้อเอาผิดได้ จึงได้ยุแยงพระราชาดาริอัสให้ออกพรบ.ควบคุมโลก ห้ามนมัสการพระเจ้าอื่น เพราะต้องบูชาพระราชาซึงถือเป็นพระเจ้าของโลกนี้ หากใครฝ่าฝืนถูกนำไปโยนเข้าถ้ำสิงโต
‭‭📕ดาเนียล‬ ‭6:4-5, 7-9‬ ‭
"อภิรัฐมนตรีและอุปราชทั้งหลายจึงหาเหตุฟ้องดาเนียลในเรื่องราชอาณาจักร แต่ก็หาความผิดไม่ได้ เพราะท่านเป็นคนซื่อสัตย์...“คนเหล่านี้จึงพูดกันว่า “ไม่มีทางหาเหตุฟ้องดาเนียลได้ นอกจากเราจะหาเหตุในเรื่องธรรมบัญญัติแห่งพระเจ้าของเขา” อภิรัฐมนตรีทุกท่านแห่งราชอาณาจักร ทั้งองคมนตรี อุปราช และผู้ว่าราชการมณฑลทั้งสิ้นได้ตกลงกันว่า พระราชาควรจะตรากฎหมายและออกคำประกาศว่า ใน 30 วันนี้ ถ้ามีใครทูลขอต่อพระหรือมนุษย์นอกเหนือจากพระองค์ ข้าแต่พระราชา ก็ให้โยนคนนั้นลงในถ้ำสิงโต...
เพราะฉะนั้น กษัตริย์ดาริอัสจึงลงพระนามในหนังสือสำคัญและในประกาศ”
🕎 ดาเนียล จึงได้ทำการอารยะขัดขืน (civil disobedience) ไม่เชื่อฟังพระราชบัญญัตินี้ โดยท่านได้อธิษฐานต่อพระยาห์เวห์ มีคนไปฟ้องและพระราชาดาริอัสถึงได้สั่งให้คนจับท่านโยนเข้าถ้ำสิงโต🦁
‭‭📕ดาเนียล‬ ‭6:10-14,16‬
“เมื่อดาเนียลทราบว่ากษัตริย์ลงพระนามในหนังสือสำคัญนั้นแล้ว ...ท่านก็คุกเข่าลงวันละ 3 ครั้ง อธิษฐานและขอบพระคุณพระเจ้าของท่านอย่างที่เคยทำเสมอ
เมื่อพวกที่สมรู้ร่วมคิดพากันมาพบดาเนียลกำลังอธิษฐานและวิงวอนต่อพระเจ้าของท่าน เขาทั้งหลายก็ไปเข้าเฝ้า และทูลกษัตริย์เกี่ยวกับประกาศห้าม...เมื่อกษัตริย์ทรงสดับถ้อยคำเหล่านี้แล้ว ก็ทรงโทมนัสยิ่งนัก และตั้งพระทัยหาทางช่วยกู้ดาเนียล ทรงพยายามหาทางช่วยจนถึงเวลาดวงอาทิตย์ตกแล้วกษัตริย์ทรงบัญชา ดาเนียลก็ถูกโยนในถ้ำสิงโต
กษัตริย์ตรัสแก่ดาเนียลว่า “ขอพระเจ้าของท่านผู้ที่ท่านปรนนิบัติอยู่ตลอดมานั้น ทรงช่วยกู้ท่านเถิด”
‭🦁 พรบ.ควบคุมโลก ไม่ยิ่งใหญ่กว่าพระบัญญัติของยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งสากลโลกที่ทรงปกป้องดาเนียลจากปากสิงโต จากสิงห์กลายเป็นแมวเชื่องให้ดาเนียลนอนหนุนให้อุ่นหลับสบายจนรุ่งเช้า
🦁 รุ่งเช้าพระราชาดาริอัสทราบว่าดาเนียลปลอดภัยจากปากสิงโต เมื่อขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้ฉันใด พระราชาดาริอัสกลัวเสียหน้า จึงสั่งให้พวกยุยงจับดาเนียลโยนเข้าถ้ำสิงโตแทน แล้วพวกนั้นก็ไม่เหลือ
‭‭📕ดาเนียล‬ ‭6:19-24‬ “พอเช้าตรู่ กษัตริย์ก็ตื่นบรรทม รีบเสด็จไปยังถ้ำสิงโต เมื่อพระองค์เสด็จมาใกล้ถ้ำที่ดาเนียลอยู่ พระองค์ก็ตรัสเรียกดาเนียลด้วยเสียงโทมนัสว่า “โอ ดาเนียลผู้รับใช้ของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ พระเจ้าของท่านซึ่งท่านปรนนิบัติอยู่เนืองนิตย์นั้น ทรงสามารถช่วยกู้ท่านจากสิงโตได้แล้วหรือ?” แล้วดาเนียลทูลกษัตริย์ว่า “ข้าแต่พระราชา ขอทรงพระเจริญเป็นนิตย์ พระเจ้าของข้าพระบาททรงใช้ทูตสวรรค์มาปิดปากสิงโตไว้ มันไม่ได้ทำอันตรายแก่ข้าพระบาท...ฝ่ายพระราชาก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก และทรงบัญชาให้นำดาเนียลออกมาจากถ้ำ แล้วกษัตริย์ทรงบัญชาให้นำคนเหล่านั้นที่ใส่ร้ายดาเนียล มาโยนทิ้งในถ้ำสิงโต ...ยังไม่ทันตกไปถึงพื้นถ้ำ พวกสิงโตก็ขย้ำพวกเขา และหักกระดูกของเขาทั้งหลายจนแหลก”
หลังจากนั้นพระราชาดาริอัสจึงออกพรก.คุ้มครองคนของพระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งอิสราเอลที่ใครจะทำร้ายไม่ได้ และดาเนียลได้รับการยกชูชีวิตให้สูงขึ้น
📕 ‭‭ดาเนียล‬ ‭6:26-28‬ “เราออกกฤษฎีกาว่า ให้คนทั้งหลายในราชอาณาจักรทั้งหมดของเรากลัวและยำเกรงพระเจ้าของดาเนียล ฝเพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ ทรงดำรงอยู่เป็นนิตย์ ราชอาณาจักรของพระองค์จะไม่ถูกทำลาย และการปกครองของพระองค์จะดำรงจนถึงที่สุด พระองค์ทรงช่วยกู้และช่วยให้พ้นภัย พระองค์ทรงทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในฟ้าสวรรค์และบนพื้นพิภพ พระองค์คือพระผู้ช่วยดาเนียลให้รอด จากอำนาจของสิงโต” ดังนั้น ดาเนียลผู้นี้จึงได้เจริญก้าวหน้าในรัชสมัยของดาริอัส และในรัชสมัยของไซรัสชาวเปอร์เซีย”
🌈สรรเสริญพระเจ้า เมื่อเราได้ยืนหยัดด้วยความเชื่อ เราจะผ่านสถานการณ์อันเลวร้ายไปได้อย่างรอดปลอดภัย
‭‭📕สดุดี‬ ‭57:4-5‬
“ข้าพเจ้านอนท่ามกลางเหล่าสิงห์ ผู้ที่ผลาญชีวิตมนุษย์ ฟันของมันคือหอกและลูกธนู ลิ้นของมันคือดาบคม ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเป็นที่ยกย่องเหนือฟ้าสวรรค์ ขอพระสิริของพระองค์อยู่ทั่วทั้งแผ่นดินโลก”

26 มิถุนายน 2561

โรนัลโด้ เลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะกำหนดอนาคตได้

ในภาพอาจจะมี 12 คน, คนที่ยิ้ม

👶ประวัติ โรนัลโด นัดบอลระดับโลก ⚽
มาเรีย โดโลเรส ในวัย 30 ปี เธอตกใจที่ตั้งครรภ์อย่างไม่ตั้งใจ เธอคิดว่าควบคุมดีแล้ว แต่ก็พลาด
เธอกำลังคิดหนักว่าเธอจะเก็บเด็กคนนี้เอาไว้ดีไหม
ครอบครัวเธอเรียกได้ว่า ฐานะค่อนข้างลำบากทีเดียว ตัวเธอเป็นแม่ครัว ส่วนสามีเป็นคนสวน รายได้ที่หาได้ ก็แค่ประคองตัวไปวันๆ ไม่ได้มีเงินเก็บสะสมเหมือนคนอื่นเขา
ไม่เพียงแค่นั้น เธอยังมีลูกๆอีก 3 คนอยู่แล้ว คือฮิวโก้ ,เอลม่า และคาเทีย คนเด็กสุดคือคาเทีย ที่มีอายุ 9 ขวบ เด็กๆเหล่านี้กำลังเรียนชั้นประถม และจำเป็นต้องใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ
แล้วจะมีลูกคนที่ 4 อีกเนี่ยนะ? มันเป็นอะไรที่เกินตัวไปมากจริงๆ
เธอจึงคิดว่าการเอาเด็กออก น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด
ปัญหาของโดโลเรส คือในปี 1984 การทำแท้งที่โปรตุเกสยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย มีการระบุไว้ว่า คนที่แพทย์จะทำแท้งได้ ต้องมีเหตุผลด้านสุขภาพ หรือโดนข่มขืนมาเท่านั้น
แพทย์ไม่ให้เธอทำ บอกว่าเธอยังอายุน้อย เพิ่งจะ 30 สามารถมีลูกได้อีกคนสบายๆ แต่เธออธิบายให้คุณหมอเข้าใจว่า เธอลำบากจริงๆ เธอมีลูก 3 คนแล้วนะ จะให้เลี้ยงอีกคนคงไม่ไหว
แต่สุดท้ายแพทย์ไม่ยอม
ดังนั้นโดโลเรส จึงต้องหาวิธีอื่นเพื่อเอาเด็กออก
"เขาเป็นเด็กที่ฉันไม่ต้องการเลย" โดโลเรสเผย "เพื่อนบ้านคนหนึ่งแนะนำว่า ให้ดื่มเบียร์ดำต้มเดือด จากนั้นก็ไปออกวิ่งจนร่างกายอ่อนล้า จากนั้นมีโอกาสที่จะตกเลือด และแท้งได้เอง"
ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ และดูเป็นความเชื่อแบบมั่วๆ แต่ด้วยความที่เธอไม่มีความรู้ เธอก็ทำมันจริงๆ
และแน่นอน มันไม่ได้ผลเลย
เหลือเพียงทางเลือกสุดท้าย ในการเอาเด็กออก คือการไปหาแพทย์เถื่อน ซึ่งเธอจะทำก็ทำได้ แต่เมื่อพิจารณาแล้ว คิดว่ามันยุ่งยากเหลือเกิน
หรือบางทีพระเจ้ากำลังบอกว่า เธอควรจะเก็บเด็กคนนี้ไว้?
---------------------------------------
ตอนนี้ ความรู้สึกของเธอกำลังตีกันอย่างรุนแรง
1) เธอควรเอาเด็กออก หรือ 2) เธอควรเก็บเด็กไว้
"เอลม่า อายุ 12 แล้วนะ ฮิวโก้ 10 ขวบ ส่วนคาเทีย 9 ขวบ เด็กแต่ละคนกำลังโตขึ้นทุกวัน" โดโลเรสเผย
"ฉันถามพวกเขาว่า อยากได้น้องชายอีกคนหรือไม่ ลูกๆตอบกลับมาว่า ไม่อยากให้แม่มีลูกอีกคนแล้ว"
ลูกๆเองก็รู้ว่า ที่บ้านลำบาก และแม่ต้องเหนื่อยเพิ่มกว่าเดิมแน่ ถ้ามีเด็กอ่อนเพิ่มมาอีกคนในบ้าน
โดโลเรส ส่วนตัวเอง มีประสบการณ์ที่ไม่ดีในวัยเด็ก เธอมีพี่น้อง 5 คน แม่เสียชีวิตตอนเธออายุ 6 ขวบ นั่นทำให้เธอต้องอยู่กับพ่อเลี้ยง
แต่พ่อเลี้ยง ก็ไม่มีปัญญาเลี้ยงเธอ สุดท้ายต้องส่งลูกๆเข้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เธอเติบโตมาด้วยชีวิตแบบนั้น
มันทำให้เธอคิดว่า การมีลูกจำนวนมากๆ ทั้งๆที่ฐานะไม่พร้อม มันไม่ใช่เรื่องดีเลย ผลเสียมันเกิดขึ้นกับทุกคน ทั้งกับเธอเอง ที่ไม่พร้อม และกับเด็กๆ ที่ต้องเกิดมาในชีวิตที่ลำบาก
ถ้าคิดจะมีลูก ใครๆก็อยากให้เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่ต้องเกิดมีชีวิตแบบแร้นแค้นไปกับพ่อแม่ด้วย
แต่อีกใจหนึ่งเธอคิดว่า ก็ควรเก็บเด็กไว้
โดโลเรส เป็นคริสเตียน เธอมีความเชื่อว่า ลูกคือพรของพระเจ้า และที่สำคัญ การทำแท้งมันผิดกฎหมายด้วย
---------------------------------------
หลังปรึกษากันกับครอบครัว เธอตัดสินใจว่า อยากจะลองเสี่ยงดูสักครั้ง
การที่เธอไม่เคยตั้งครรภ์มา 9 ปี แต่อยู่ๆก็มีลูกหลงมาแบบนี้ หรือบางทีจะเป็นพรจากสวรรค์
โดโลเรส ตัดสินใจคลอดเด็กคนนี้ เขาเกิดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1985
"ฉันกับสามี อยากให้เขาชื่อโรนัลโด้ ส่วนพี่สาวของฉันอยากให้ชื่อคริสเตียโน่ ดังนั้นเราเลยเอาทั้งสองชื่อมารวมกันเลย เป็นคริสเตียโน่ โรนัลโด้"
---------------------------------------
ในปัจจุบัน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นนักฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
นับเฉพาะแค่ปี 2017 เขาทำเงิน 80 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2800 ล้านบาท แต่ถ้านับรายได้ตลอดอาชีพ ก็ทะลุหลายหมื่นล้านบาทไปแล้ว
พี่สาวทั้งสองคน พี่ชาย และคุณแม่ ทุกคนไม่ต้องทำงานอีกต่อไป รายได้ของโรนัลโด้คนเดียว ก็เพียงพอให้คนที่บ้านใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย
นอกจากนั้น โรนัลโด้ ยังเป็นฮีโร่ของชาติ เขาสร้างความภูมิใจให้ครอบครัว ให้วงศ์ตระกูล
เป็นคนประเภทที่จะเกิดขึ้นแค่ 1 ในร้อยล้านเท่านั้น
จนถึงวันนี้ โดโลเรส ยังมองย้อนกลับไป วันที่คิดจะทำแท้งอยู่บ่อยครั้ง
"เพราะฉันตัดสินใจแบบนั้น พระเจ้าจึงไม่ลงโทษ"
"จนถึงวันนี้ โรนัลโด้ก็ยังแกล้งฉันอยู่เลย เขาชอบบอกว่า 'แม่ไม่อยากให้ผมเกิด แต่ตอนนี้ดูสิใครที่มาช่วยแม่' "
---------------------------------------
จริงๆเรื่องของการทำแท้ง มันก็มีสองมุม
การให้เด็กเกิดขึ้นมา ในช่วงชีวิตที่ยังไม่พร้อม มันก็น่ากลุ้มใจ
คนเป็นพ่อแม่ก็ลำบาก ชีวิตตัวเองยังไม่มั่นคง อยู่ๆต้องมา แบกรับชีวิตของเด็กอีกคนที่เกิดมา
ยังมีอีกหลายอย่าง ที่อยากจะทำ ยังมีอีกหลายความฝันที่อยากจะไปให้ถึง แต่มันก็แทบจะจบลงทันที ถ้าต้องมีลูก
ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยิ้ม
ในเมื่อการให้กำเนิดเด็กคนหนึ่งขึ้นมา แต่มันต้องแลกกับการทำลายชีวิตของคนเป็นพ่อเป็นแม่
มันก็ไม่ยุติธรรม
แต่หากมองอีกมุม การเก็บเด็กเอาไว้ก็มีความหมายบางอย่างอยู่
คนส่วนหนึ่งคิดว่า เป็นเรื่องของมนุษยธรรม เราทำให้เขาเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งนั้น
แต่อีกเหตุผลหนึ่ง ก็อาจเหมือนโดโลเรส กับ โรนัลโด้ คือเด็กคนนี้ อาจกลายเป็นความหวังของครอบครัว
เขาอาจเป็นคนที่มีพรสวรรค์หนึ่งในล้านของโลกก็เป็นได้ ใครจะรู้ เป็นคนที่สวรรค์ประทานขึ้นมาบนโลก เพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง
นอกจากนั้น เด็กคนนี้ อาจเป็นคนที่เข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย เป็นคนที่ทำให้เรามีกำลังใจ ให้เดินต่อไปข้างหน้าได้
แต่เราจะไม่มีโอกาสได้รู้เลย ถ้าไม่ให้โอกาสเขาเกิดขึ้นมามีชีวิต

29 พฤษภาคม 2561

โหมโรง ยลโฉม 32 ทีมฟุตบอลโลก 2018

ใกล้จะเปิดฉากแล้ว สำหรับมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่รายการหนึ่งของมนุษยชาติที่ตั้งหน้าตั้งตารอคอย เพราะ 4 ปีมีหนเดียว   นั่นคือ การแข่งขันฟุตบอลโลก(FIFA World cup)  ครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 มิถุนายน - 15 กรกฎาคม  2018  ที่ประเทศรัสเซีย     

            ฟุตบอลโลกหนนี้มีทีมชาติต่างๆ ส่งเข้าแข่งขันทั้งหมด 208 ทีม และได้แข่งขันห้ำหั่นกันในรอบคัดเลือกทั่วโลกเพื่อจะได้เป็นตัวแทนจากทวีปต่างๆ จนได้ 32 ทีมสุดท้าย  เพื่อชิงความเป็นเจ้าลูกหนังโลก     เมื่อวันที่ 1 ธันวาคมที่ผ่านมา  มีการจับสลากแบ่งกลุ่ม  เราจะมายลโฉม 32 ทีมที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายว่า ทีมใดพบกับทีมใด  ดังนี้
 กลุ่ม A  ประกอบด้วยทีมชาติ รัสเซีย (เจ้าภาพ), ซาอุดิอาระเบีย ตัวแทนจากทวีปเอเชีย,  อียิปต์ เดอะมัมมี่ รีเทิร์น กลับสู่ฟุตบอลโลกอีกครั้ง และทีมจอมโหด อุรุกวัย อดีตแชมป์โลก 2 สมัย  
กลุ่ม B  เป็นกลุ่มแห่งความตาย (group of death ) ของฟุตบอลโลกหนนี้เลย  เพราะประกอบด้วย โปรตุเกส  แชมป์ฟุตบอลยูโรป, สเปน ทีมกระทิงดุอดีตแชมป์โลก , โมร็อคโก และอิหร่าน  
กลุ่ม C ประกอบด้วย ทีมตราไก่ฝรั่งเศส, ทีมจิงโจ้ ออสเตรเลีย และเปรู   คงจะได้ลุ้นกันสนุกจนถึงนัดสุดท้ายว่าทีมใดจะเข้ารอบต่อไป
กลุ่ม D ประกอบด้วย อาร์เจนติน่า นำโดยซุปเปอร์สตาร์อย่าง ลีโอเนล  เมสซี่  , ไนจีเรีย ทีมอินทรีมรกต ,ไอซ์แลนด์  และ โครเอเชีย
 กลุ่ม E   ประกอบด้วยทีมชาติบราซิล , สวิตเซอร์แลนด์ , คอสตาริก้า และเซอร์เบีย  โดยทีมแซมบ้า บราซิล เจ้าของแชมป์โลก 5 สมัย  เป็นทีมสีสันเจ้าประจำของฟุตบอลโลก
กลุ่ม F ประกอบด้วยทีมเยอรมนี(แชมป์เก่า) , เม็กซิโก , สวีเดน และเกาหลีใต้    ทีมอินทรีเหล็ก เยอรมัน  ถือว่าเป็นทีมตัวเต็ง เพราะเป็นทีมอันดับ 1 ตามการจัดอันดับของ FIFA 
กลุ่ม G  ประกอบด้วยทีมชาติเบลเยี่ยม , ปานามา , ตูนิเซีย , และทีมสิงโตคำราม อังกฤษ  ถือเป็นทีมขวัญใจมหาชน ของแฟนบอลเมืองไทย 
กลุ่ม H ประกอบด้วยทีมชาติโปแลนด์ , เซเนกัล , โคลอมเบีย และญี่ปุ่น  เป็นกลุ่มที่น่าสนุกเพราะทุกทีมฝีเท้าสูสีกัน
ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายหนนี้ ณ ดินแดนหมีขาว คงจะทำให้เหล่าแฟนบอลกลายเป็นหมีแพนด้า  เพราะขอบตาดำเนื่องจากอดหลับอดนอนนั่งเฝ้าจอรอดูบอล      แฟนบอลไทยเราได้ชมการถ่ายทอดสดครบทั้ง 64 นัด โดยจะถ่ายทอดสดผ่านทาง ทรูฟอร์ยู ช่อง 24, อัมรินทร์ ทีวี ช่อง 34 และช่อง 5    
 นี่เป็นแค่การโหมโรงเท่านั้น  เชื่อว่าทีมชาติต่างๆทั้ง 32 ทีมคงจะจัดผู้เล่นชุดใหญ่ไฟกระพริบ  ส่งซุปเปอร์สตาร์ตัวชูโรงของทีมลงกันอย่างครบครัน  สตาร์ดังจะกลายเป็นสตาร์ดับไหม  ทีมไหนอ่อนแอก็แพ้ไป    ไม่อยากจะคาดเดาอะไรไปก่อน หรือทำนายล่วงหน้าว่าทีมใดจะเป็นแชมป์โลก  เกรงว่าจะออกตัวแรง    
แต่ผมเชื่อว่าเจ้าภาพคงจะนำสัตว์ต่างๆมาเป็นสีสันมาทำนายผลกัน    หรืออาจจะใช้คุกกี้เสี่ยงทาย ทำนายผล    แต่คนที่จะต้องเสี่ยงตาย คือนักเล่นพนันบอลทั้งหลาย เพราะฟุตบอลโลกมักจะมีทีมม้ามืดอยู่เป็นประจำ
ครั้งนี้ทีมใดจะเป็นม้าตีนปลาย เข้าป้ายได้แชมป์โลก ติดตามชมกันต่อไป เช่นเดียวกันทุกปี ผมจะนำข้อคิดและเกร็ดความรู้จากฟุตบอลโลก มาแบ่งปันให้อ่านกันในบทความครั้งต่อไปนะครับ 

28 เมษายน 2560

ข้อคิดจากหนังเรื่อง The Shack : กระท่อมเหนือปาฏิหาริย์


บทความในครั้งนี้ ขอแบ่งปันข้อคิดจากหนังเรื่อง The Shack : กระท่อมเหนือปาฏิหาริย์ เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงจะได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นภาพยนตร์ที่น่าจะไปชม เพราะเป็นหนังคริสเตียนที่สื่อความหมายได้ตรงไปตรงมาในเรื่องของพระเจ้า และให้ข้อคิดที่ดีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการเยียวยาภายใน(Inner Healing)

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นถึงหลักวิธีการแก้ไขปัญหาที่รากมากกว่าการควบคุมผลที่เกิดขึ้นหรือกำจัดผลเสียทิ้งไป นั่นคือการพากลับไปสู่ประสบการณ์อันเลวร้ายและปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ อนุญาตให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาช่วยเหลือในการเยียวรักษาจิตใจภายใน

ภาพยนต์เรื่องนี้สร้างจากนวนิยาย (Fiction) ขอย้ำว่าเป็น "นวนิยาย"(นิยายที่มีความซับซ้อน มีบทสนทนา) นั่นหมายถึงว่าไม่ใช่เรื่องจริง เป็นเรื่องเล่าจากจินตนาการ อาจจะมีเค้าโครงจากเรื่องจริงแต่ไม่ใช่ทั้งหมด มีการแต่งเติม เพื่อความบันเทิง 

ดังนั้นเราไม่ควรหาความจริงจากนวนิยาย  หากเราจะค้นหาความจริงต้องอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์   เราชมภาพยนตร์ได้เพื่อความบันเทิง  ภาพยนตร์บางเรื่องชมแล้วก็ได้ข้อคิดเช่นกัน

ผู้นำคริสตจักรบางท่านหรือคริสเตียนประเภทอนุรักษ์นิยม(Conservative)บางท่าน หรือเรียกง่ายๆว่า "หัวโบราณ"  มักจะแนะนำว่าไม่ควรไปดูหนังหรืออ่านหนังสือนิยาย เพราะ"มันไม่ฝ่ายวิญญาณ",มันเป็นเรื่อง "เนื้อหนัง" ระวังค่านิยม"ชาวโลก"  

ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าท่านไม่ใช่ชาวโลกแล้วท่านมาจากดาวไหน?  ท่านเป็นคนฝ่ายวิญญาณแล้วเวลาไปสั่งอาหารเช่น ข้าวมันไก่ เอาแต่วิญญาณไก่  ไม่เอาเนื้อหนังหรือเปล่า?

โดยมักจะอ้างข้อความจากสิ่งที่อัครทูตเปาโลเขียนจดหมายฝากไปถึงทิโมธีเพื่อเตือนใจผู้เชื่อว่า ให้สนใจความจริงของพระวจนะ อย่าไปใส่ใจเรื่องไร้สาระ เช่น นิยายต่างๆ

1ทิโมธี  4:7 อย่า​ใส่​ใจ​กับ​เทพ​นิยาย​(Myth)อัน​หา​สาระ​มิได้ จง​ฝึก​ตน​ใน​ทาง​ธรรม​

2 ทิโมธี  4:4 พวก​เขา​จะ​เลิก​ฟัง​ความ​จริง​และ​หัน​ไป​ฟัง​นิยาย​ต่างๆ

อัครทูตเปาโลเขียนแบบนี้ไม่ใช่ว่า ห้ามเราไม่ให้ไปอ่านนวนิยาย  เพียงแต่อย่าไปใส่ใจมากมาย ให้ความสำคัญกับการศึกษาความจริงจากพระวจนะดีกว่า ทางที่ดีเมื่อเราไปดูหนัง เราควรจะตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหลักการพระคัมภีร์เหมือนคริสตจักรชาวเมืองเบโรอา

กิจการฯ  17:11 ยิว​ชาว​เมือง(เบโรอา)​นั้น​มี​จิตใจ​สูง​กว่า​ชาว​เมือง​เธ​สะโล​นิ​กา ด้วย​เขา​มี​ใจ​เลื่อมใส​รับ​พระ​วจนะ​ของ​พระ​เจ้า และ​ค้น​ดู​พระ​คัมภีร์​ทุก​วัน หวัง​จะ​รู้​ว่า​ข้อความ​เหล่า​นั้น​จะ​จริง​ดังกล่าว​หรือ​ไม่​

สำหรับความคิดของผมแล้ว บริบทมันแตกต่างกันนะครับ ในสมัยนั้นมีเทพนิยายกรีก (ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า  "ตำนานเทพเจ้า"(Myth)) รวมถึงปรัชญาแนวคิดแบบกรีก กระแสเหล่านี้เข้ามามีอิทธิพลต่อผู้เชื่อในคริสตจักร ดังเช่น 

ลัทธิไญยนิยม หรือ นอสติก (Gnosticism)  คำว่า Gnostic แปลว่า "ความรู้" รอดได้โดยความรู้ พวกนี้สอนว่า ร่างกายกับจิตวิญญาณแยกออกจากกัน  ร่างกายเป็นสิ่งชั่ว ส่วนจิตวิญญาณเป็นสิ่งดี  วัตถุเป็นสิ่งเลวร้าย ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงกิจกรรมฝ่ายโลก โดยการบำเพ็ญศีลภาวนานั่งวิปัสสนากรรมฐาม (ไม่ใช่นั่งวิตถารนะครับ :) เพื่อจำกัดกิเลศและความคุมความต้องการด้านเนื้อหนังที่เป็นสิ่งชั่วร้ายนั้นเอง (โคโลสี 1:15-18)

ลัทธิบูชาความสำราญ หรือ ลัทธิเอพิคคิวเรียน (Epicureanism)   เป็นพวกสสารนิยม(Materialism)  เชื่อว่าวัตถุเท่านั้นที่เป็นจริง วิญญาณของมนุษย์ก็มีลักษณะเป็นสสารจึงมีความแตกดับเช่นเดียวกับสสาร  ไม่มีโลกหน้าที่มนุษย์จะได้รับการพิจารณาความดีความชั่ว ขณะยังมีชีวิตอยู่จึงควรแสวงหาความสุขให้แก่ตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ความดีความชั่วที่คนเชื่อกันเป็นสิ่งสมมติ

ลัทธิไร้ความรู้สึก หรือลัทธิสโตอิก(Stoicism)  พวกนี้สอนให้การควบคุมตนเองจากอารมณ์ และควบคุมกัมมภาวะ (passion) และอารมณ์สามารถเอาชนะความไม่ร่วมแนว(discord) ของโลกภายนอกและจะได้รับความสุขในตัวเอง  คุณธรรม เหตุผลและกฎธรรมชาติ เป็นตัวชี้นำสำคัญ มุ่งค้นหาความจริงคือคุณธรรม  

กิจการฯ 17:18 ปรัชญา​เมธี​บาง​คน​ใน​พวก​เอปิ​คู​เรียน และ​ใน​พวกส​โต​อิก​ได้มา​พบ​ท่าน บาง​คน​กล่าว​ว่า “คน​เ​ก็​บ​เดน​ความ​รู้​เล็กๆ น้อยๆ อย่าง​นี้​จะ​ใคร่​มา​พูด​อะไร​ให้​เรา​ฟัง​เล่า” บาง​คน​กล่าว​ว่า “ดู​เหมือน​เขา​เป็น​คน​นำ​พระ​ต่างประเทศ​เข้า​มา​เผยแพร่” เพราะ​เปาโล​ได้​ประกาศ​พระ​นาม​พระ​เยซู และ​เรื่อง​การ​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย​

ความแตกต่างของนิยายสมัยอัครทูตเปาโลนั้น คือ การนำกระแสโลกเข้ามาในคริสตจักร แต่นวนิยายเรื่องThe Shack : กระท่อมเหนือปาฏิหาริย์ นั้นเป็นการนำหลักการพระคัมภีร์เข้าไปมีอิทธิพลต่อคนในโลกนี้ เพื่อต้องการให้คนได้รู้จักหลักการของพระเจ้า 

เราดูหนังแล้วตรวจสอบได้ตามหลักการพระคัมภีร์แต่อย่ามาจับผิด ห้ามไปดูโดยไม่สนใจในรูปแบบการนำเสนอด้วยวิธีการที่แตกต่างจากการสอนหรือเทศนาพระคัมภีร์ทางตรง

หลักการของผม คือ เพื่อเห็นแก่โลกแต่ไม่ใช่ละทิ้งโลก (For the sake of the world ไม่ใช่ Forsake the world) 
หากเราไม่สนับสนุนหนังแนวคริสเตียนแต่มาจับผิด เราก็ปิดโอกาสที่จะทำให้พระกิตติคุณของพระเจ้าเข้าไปในหัวใจของผู้ที่รับชมหนัง
สรุป คือ ถ้าเราไม่สนับสนุนหนังของคริสเตียน เราก็จะเห็นแต่หนังที่มีค่านิยมของโลกปรากฏในโรงหนัง เช่น หนังผี หนังรักๆใคร่ๆ หนังฆาตรกรรมต่างๆ

 William Paul Young


The Shack: กระท่อมเหนือปาฏิหาริย์ เป็นผลงานของนักเขียนคริสเตียน ชื่อว่า วิลเลี่ยม พอล ยัง  (William Paul Young) เขาไม่ได้เป็นนักศาสนศาสตร์ หรือศิษยาภิบาล  เขาต้องการนำเสนอเรื่องของพระเจ้าในรูปแบบนวนิยาย  ใช้การเปรียบเทียบ แสดงความรู้สึกสะท้อนมุมมองพระเจ้าในแบบที่ต่างจากพระคัมภีร์ ดังนั้นจึงควรนำหนังสือเล่มนี้มาเป็นหลักการเชิงศาสนศาสตร์

คำว่า The Shack - เดอะแช็ค หมายถึง "กระท่อม" เป็นคำอุปมาอันล้ำลึก แทนสถานที่ที่สร้างขึ้นมาจากความเจ็บปวดของตัวเอง  สถานที่ที่ฉุดรั้งชีวิตไว้ไม่ให้ก้าวไปต่อได้เพราะความโศกเศร้า   สถานที่สร้างขึ้นมาเมื่อไร้หนทาง สถานที่ที่เก็บความความลับไว้ด้วยความอับอาย  แต่แล้วในบางครั้งเราต้องกลับไปยังกระท่อมที่เดิมด้วยมุมมองใหม่เพื่อรับการเยียวยารักษาให้หาย

Stuart Hazeldine 


ช่วงเวลาที่เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ เป็นช่วงที่ตกต่ำในชีวิตของเขา  เขาต้องการเขียนนวนิยายเพื่อสื่อหลักการพระคัมภีร์เพื่อครอบครัวและสังคมแต่ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนสนใจจะตีพิมพ์ จนตัดสินใจตั้งสำนักพิมพ์เอง
การถ่ายทอดเป็นนวนิยายจึงเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย สะท้อนความรู้สึกและชวนให้ติดตาม 

The Shack : กระท่อมเหนือปาฏิหาริย์ เป็นหนังสือขายดีแบบถล่มทลายของ USA TODAY และ New York Times Best Seller ตั้งแต่ปี 2008 จนถึงปี 2010 ยอดขายกว่า 22 ล้านเล่มทั่วโลก จึงนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ที่สร้างความประทับใจและแรงบันดาลใจให้กับผู้ชมทั้งโลกโดยผู้กำกับที่ชื่อว่า  "สจ๊วต ฮาเซลดีน"(Stuart Hazeldine)

เรื่องย่อ The Shack: กระท่อมเหนือปาฏิหาริย์
แม็ค ฟิลิปส์(Mack Phillips) แสดงโดย แซม เวิร์ธธิงตัน (Sam Worthington) ถ้าจำได้คนนี้เคยเป็นพระเอกเรื่องอวตาร(Avatar) 

แม็ค ฟิลิปส์ (Mack Phillips) ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อกำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งความเศร้าจากการสูญเสียลูกสาวคนเล็กไปจากการถูกลักพาตัวในการเดินทางไปเที่ยวพักผ่อนช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ 

เหตุการณ์นี้จึงทำให้เขาตั้งคำถามกับความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า ว่าเหตุการณ์ร้ายนี้เกิดกับครอบครัวของเขาได้อย่างไร? 
ทำไมพระองค์ไม่ทรงช่วยเหลือ? 

ในขณะที่แม็ค ฟิลิปส์กำลังอยู่ในสภาพที่หัวใจแตกสลาย ต่อมาเขากลับได้รับจดหมายแปลกๆ ฉบับหนึ่งซึ่งบอกให้กลับไปที่กระท่อมเดิมที่ลูกสาวของเขาถูกลักพาตัว 
อย่างไรก็ตามสิ่งที่เขากำลังจะได้พบจะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล แม้ว่าจะข้องใจอยู่ก็ตาม แม็คได้ออกเดินทางไปยังกระท่อมร้างแห่งนั้น ระหว่างทางเขาพบเจอคนแปลกหน้าท่าทางประหลาด 3 คน นำโดยหญิงสาวที่ชื่อว่า "ปาป้า" (Papa) นำแสดงโดย ออคตาเวีย สเปนเซอร์ (Octavia Spencer) 

จากการพบกันครั้งนี้  แม็คจึงได้พบเจอความจริงบางอย่างที่จะทำให้เขาเข้าใจกับประสบการณ์ร้ายที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล ขอเล่าเท่านี้แล้วกันต้องไปชมเอง ไม่อยากที่จะสปอยมากเกิน

ภาพยนตร์เรื่องนี้วิเคราะห์ประเด็นหลักไว้ 3 ประเด็นหลัก 1.โศกนาฏกรรม 2.การพิพากษา 3.การให้อภัย ขอรีวิวแต่ละประเด็นคร่าวๆดังนี้ (ขอบคุณ ข้อมูลการ Review จาก Christian Thai Subtitle) 

1.โศกนาฏกรรม - “ทำไมพระเจ้าจึงปล่อยให้คนที่ไม่ได้ทำอะไรผิด หรือแม้แต่คนที่รักพระองค์ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากหรือสูญเสีย”  ตรงนี้หนังก็ให้คำตอบจุใจประมาณนึง อย่างไรก็ตามสิ่งที่พระเจ้าสัญญาคือจะอยู่ด้วยเสมอในวันที่ทุกข์ยากที่สุด

2.การพิพากษา  หนังใช้บทสมมติเลยว่าหากวันหนึ่งเราได้เป็นผู้พิพากษา เราจะพิพากษาอย่างไร และก็จี้จุดไปว่ามนุษย์เราหลายคนทำหน้าที่พิพากษา กำหนดชั่วดีจากมุมมองแคบๆ ของตนเอง ทั้งๆ ที่พระเจ้าผู้เดียวเท่านั้นที่เป็นผู้พิพากษา ไม่เพียงเท่านี้ พระเจ้าเองแม้จะทรงเปี่ยมไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม แต่ก็ทรงรักคนทุกคนเหมือนเป็นลูก พระองค์จะทรงทำเช่นไร 
หากรู้ว่าลูกทุกคนจะต้องพินาศเพราะบาปในนรก พระองค์จึงต้องลงมาเป็นมนุษย์และรับบาปผิดของทุกคน เพื่อเปิดทางให้ลูกทุกคนของพระเจ้ามีโอกาสรอด

3.การให้อภัย  ประเด็นนี้ แม็ค พระเอกของเรื่อง จะให้อภัยและจะยกโทษให้กับคนที่ทำผิดหรือพรากคนที่เรารักไปได้อย่างไร พระเยซูคริสต์ทรงพร้อมที่จะประคองและโอบอุ้มเราให้ผ่านพ้นไปได้  

ภาพยนตร์เรื่องนี้จะพาเราซึมซับแนวความคิดเรื่องความรักของพระเจ้า  จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละคร และเล่าเรื่องผ่านมุมมองของคริสตชนที่ต้องเผชิญความเจ็บปวดจากการสูญเสียผู้เป็นที่รัก

“อย่าถามว่าพระเจ้าไปไหนในเวลาเราต้องการมากที่สุด”  เพราะเรามองแต่ความต้องการ ความเจ็บปวด ความผิดหวังของตัวเอง จนสายตาเราพลาดไปจากพระเจ้า จึงไม่ได้สัมผัสว่าพระองค์อยู่กับเราเสมอและพร้อมที่จะช่วยเรา การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพระเจ้าจะทำให้เรามีสันติสุข มีความชื่นชมยินดี พระองค์ทรงรักเราเพราะเป็นลูกที่รักของพระองค์  เพราะพระวจนะของพระเจ้าย้ำในความรักนิรันดร์ของพระองค์

เยเรมีย์ 31:3  “พระ‍ยาห์‌เวห์ทรงปรา‌กฏแก่เขา จากที่ไกล ตรัสว่า เราได้รักเจ้าด้วยความรักนิ‌รันดร์ เพราะ‍ฉะนั้น เราจึงนำเจ้ามาด้วยความรัก‍มั่น‍คง” 


บทเพลงประกอบภาพยนตร์  “Keep Your Eyes on Me” ขับร้องโดย ทิม แม็กกรอว์(Tim McGraw ร่วมกับภรรยาคือ เฟธ ฮิลล์ (Faith Hill) ถ่ายทอดความรู้สึกออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม

นอกจากนี้ภาพยนตร์เรื่องนี้ ยังให้ข้อคิดที่ดีต่างๆ เช่น 

"การยกโทษ ไม่ได้จะให้คุณลืม แต่ให้อภัยต่างหาก"

"พระเจ้าเท่านั้นที่จะเป็นผู้เยียวยารักษาจิตใจที่แตกสลายได้"

"ชีวิต คือ การคงอยู่ ...แม้จะไม่นิรันดร์ แต่การที่อยู่แบบจมกองทุกข์ จะทำให้พลาดกับสิ่งดีๆต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต รวมทั้งอาจสร้างความทุกข์ใจ ให้กับคนรอบข้างเราอีกด้วย" 

"ชีวิต คือ เส้นทางที่ทุกคนต้องเดิน จะสุขหรือทุกข์ ทุกคนล้วนต้องพบเจอ แม้บางสิ่ง บางอย่าง เราไม่สามารถนำมันกลับคืนมาได้ก็ตาม เสียใจ เสียน้ำตาได้ แต่จงรีบเข้มแข็ง จงเรียนรู้ ยอมรับ แล้วนำกลับมา"


“น้ำตา ความเจ็บปวด ความอับอาย จะสร้างคุณให้เป็นคนที่เข้มแข็ง” 

"รถทุกคันมีจุดหมายปลายทาง อย่าเพลินในการขับรถ จนลืมดูความสวยงามข้างทาง"  

เราไม่สามารถเริ่มอะไรใหม่ๆ ได้ ถ้ายังไม่ขุดรากถอนโคลนสิ่งเก่าๆ ที่ทำร้ายใจเราอยู่อย่างนั้น
"เมื่อไหร่ที่เราเพ่งมองแต่ปัญหา เราจะจมลงไปสู่ก้นบึ้งได้อย่างง่ายดาย เลือกเผชิญหน้ากับความเป็นจริงนั้นจะทำให้เราลอยตัวออกมาจากอดีตที่ผ่านไปแล้วได้สบายกว่า"
"ไม่มีใครเป็นผู้ตัดสินว่าใครทำถูกหรือผิดได้ทั้งหมด"
"การรู้จักให้อภัย ไม่ได้ดีกับใครไปมากกว่าตัวเราเอง"

สำหรับประเด็นทางศาสนศาสตร์ที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ อันที่จริงมีหลายประเด็น แต่ผมขอยกมากล่าวในบางประเด็นนะครับ เช่น 

ทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทอดความเป็นพระเจ้า ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้หญิง (Divine Feminine) เป็นพวกลัทธิสอนผิด เกี่ยวกับพวก New Age Deity หรือไม่?

สำหรับความคิดของผม การจะกล่าวหาว่าเป็นลัทธิสอนผิดนั้นไม่ได้เป็นประเด็นที่ชัดเจน เพราะการนำเสนอของหนังสือหรือภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นนวนิยาย ไม่ใช่รูปแบบคำสอน จึงไม่ใช่หลักการแต่เป็นวิธีการที่นำเสนอเพื่อให้ผู้อ่านหรือผู้ชมเกิดความรู้สึกร่วมชวนติดตาม

พระยาห์เวห์( YHWH- יהוה‎‎ ) ทรงสำแดงพระองค์เหนือความเข้าใจมนุษย์ เราไม่สามารถระบุได้ว่า พระเจ้าทรงเป็นเพศใด เพราะพระองค์เป็นพระผู้สร้าง  เอโลฮิม (Ehohim אֱלֹהִים ) เป็นภาษาฮีบรู ระบุความเป็นเพศชาย (masculine) เราจึงคิดว่าพระเจ้าเป็นผู้ชาย 
คำว่า "อับบา" (Abba -אבא) เป็นคำเรียกพระเจ้าในฐานะพระบิดา

โรม. 8:15...ให้​เรา​ทั้ง​หลาย​ร้อง​เรียก​พระ​เจ้า​ว่า “อับ​บา” คือ​พระ​บิดา
เอเฟซัส 3:14-15 เพราะ​เหตุ​นี้​ข้าพ​เจ้า​จึง​คุก​เข่า​ต่อ​พระ​บิดา  (คำ​ว่า บิดา ของ​ทุก​ตระ​กูล​ใน​สวรรค์​ก็​ดี บน​แผ่น​ดิน​โลก​ก็​ดี มา​จาก​คำ​ว่า​พระ​บิดา​นี้)


พระนามเอล ชัดดาย (El Shaddai  אֵל שַׁדַּי) พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ ผู้ทรงเลี้ยงดูเราเหมือนกับมารดาที่เลี้ยงดูบุตรในอ้อมอกของเธอ 
ปฐมกาล 49:25 โดย​พระ​เจ้า​ของ​บิดา​เจ้า​ผู้​ทรง​ช่วย​เจ้า โดย​พระ​เจ้า​ผู้​ทรง​มหิท​ธิ​ฤทธิ์ ผู้​ทรง​อวย​พร​แก่​เจ้า ด้วย​พร​ที่​มา​จาก​ฟ้า​เบื้อง​บน พร​ที่​มา​จาก​ที่​ลึก​เบื้อง​ล่าง พร​ที่​มา​จาก​นม​และ​ครรภ์
(blessings of the breasts and womb)

พระวิญญาณบริสุทธิ์(Holy Spirit) ในภาษาฮีบรู คือคำว่า รูอัค ฮา โคเดช ( ruach ha-kodesh - רוח הקודש)  เป็นคำนามของผู้หญิง (feminine)  แต่ในพระคัมภีร์ใหม่  คำว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ ใช้คำว่า นิวมา (pneuma -πνεῦμα ) เป็นภาษากรีก เป็นได้ทั้ง 2 เพศ (gender neutral)
ดังนั้นพระเจ้าสามารถสำแดงบทบาทความรักในฐานะของการเป็นทั้งพ่อและแม่ เรียกว่า "ความรักแบบ
สเตอร์เก้"  (storge στοργή) โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์สำแดงความรักที่อ่อนโยนเหมือนแม่เลี้ยงดูลูกของตน (อ่านเพิ่มเติมได้ในบทความเรื่อง นิยาม"รัก"ต่างระดับ)

ในความคิดของผมแล้ว ไม่ใช่ประเด็นที่ต้องมาถกเถียงว่าพระเจ้าทรงเป็นพ่อหรือแม่ เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง เพราะพระองค์สามารถสำแดงความรักของพระองค์ในทั้ง 2 บทบาท รวมถึงพระองค์ทรงสร้างสถาบันครอบครัวขึ้นมาเพื่อสำแดงความรักของพระองค์ผ่านทางผู้เป็นพ่อและแม่ที่มีต่อลูกของตน

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ต้องการสื่อถึงการทำงานร่วมกันของตรีเอกานุภาพ(Trinity) คือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยภาพที่เข้าใจง่ายคือภาพของผู้หญิง ซึ่งบางครั้งผู้ที่มีความบาดเจ็บจากพ่อจะไม่สามารถเข้าใจความรักของพระบิดาได้ การเยียวยารักษาในบางครั้งพระเจ้าทรงสำแดงความรักของแม่ได้เช่นกัน

ประเด็นอื่นๆ เช่น พระคัมภีร์จำกัดความเป็นพระเจ้า โดยลดความสำคัญของพระสุรเสียงของพระเจ้าลงบนกระดาษ: "ไม่มีใครต้องการให้พระเจ้าอยู่ในกล่อง หรืออยู่เพียงในหนังสือ"

(Bible limits God, implying that it was man who reduced God’s voice to paper: “Nobody wanted God in a box, just in a book”)

ความคิดของผมคือ บางเราจำกัดพระเจ้าลงในกล่องเนื่องจากมุมมองความด้านศาสนศาสตร์(Theology) และเราจำกัดพระเจ้าลงในหนังสือเพราะศาสนา(Religious) 

เราต้องทำความเข้าใจว่าพระคัมภีร์มีความสำคัญ เพราะได้รับการดลใจจากพระเจ้า เป็นสำแดงของพระองค์
2 ทิโมธี 3:16 พระ​คัม​ภีร์​ทุก​ตอน​ได้​รับ​การ​ดลใจ​จาก​พระ​เจ้า และ​เป็น​ประ​โยชน์​ใน​การ​สอน การ​ตัก​เตือน​ว่า​กล่าว การ​แก้ไข​สิ่ง​ผิด และ​การ​อบ​รม​ใน​ความ​ชอบ​ธรรม

แต่ไม่ใใช่การสำแดงทั้งหมดของพระเจ้า  บางสิ่งพระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกไว้ ไม่ใช่ว่ามันไม่มีจริง แต่บันทึกได้ไม่หมด 


ยอห์น 21:25   มีอีกหลายสิ่งที่พระเยซูได้ทรงกระทำ  ถ้าจะเขียนไว้ให้หมดทุกสิ่งข้าพเจ้าคาดว่า  แม้หมดทั้งโลกก็น่าจะไม่พอไว้หนังสือที่จะเขียนนั้น

เราไม่ควรเป็นพวก Only Bible ไม่ใช่ Holy Bible คือเอาแต่ พระคัมภีร์(Holy Bible)เท่านั้น ในสมัยหลังพระธรรมกิจการฯ มีการรวบรวมคำสอนหลักข้อเชื่อต่างๆของอัครทูต(Apostolic creeds)  และมีการรวบรวมพระคัมภีร์(Canon แปลว่าไม้วัด)  

ดังนั้นไม่ใช่ว่าความจริงของพระเจ้าจะมีแค่ในสารบบของ Holy Bible แม้แต่หนังสือหลักลอย(Apocrypha) ยังมีการบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับความจริงของพระเจ้า เพียงแต่ไม่ได้ถูกนำมารวบรวม (Canon)เป็นพระคริสตธรรมคัมภีร์(Holy Bible)เท่านั้น

คำที่น่าสนใจเรียนรู้ คือ Holy Bible คำว่า Holy หมายถึง บริสุทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ คือ การแยกออกมา ในภาษาฮีบรูคือคำว่า Kadosh :คาโดช 

คำว่า "Bible" มาจากคำว่า "bíblos"(ไบบลอส) ในภาษากรีก แปลว่า หนังสือ 

หากเราทำรายงาน เราจะเขียนแหล่งข้อมูลอ้างอิงหนังสือ จะใช้คำว่า Bibliography หรือ บรรณานุกรม 

สรุปความคือ Holy Bible เป็นหนังสือศักสิทธิ์ที่มีการแยกออกมาเป็นสารบบ(canon) เป็นไม้วัดบรรทัดฐานของการสำแดงความจริงเกี่ยวกับพระวจนะ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะพระเจ้าทรงสำแดงในมิติที่เกินความเข้าใจของเราผ่านวิธีการต่างๆ มากมาย 

พระเจ้าทรงใช้การสำแดงได้หลายมิติ  พระเจ้าทรงใช้สื่อต่างๆ ในการเปิดเผยการสำแดงได้ เช่น การพูดเผยพระวจนะ เสียงดนตรี ภาพวาด หรืออื่นๆ  เราจึงไม่ควรใช้ความจำกัดของเรา มาจำกัดพระเจ้าที่ไม่จำกัดว่าการสำแดงมีเฉพาะในพระคัมภีร์เท่านั้น (Only Bible)


เราต้องใช้พระคริสตธรรมคัมภีร์(Holy Bible)เป็นไม้วัดเพื่อวินิจฉัยการสำแดงอื่นๆของพระเจ้าที่เราได้รับเช่นทางนิมิต ภวังค์ ความฝัน การเปิดเผยสำแดงผ่านทางการเผยพระวจนะว่า ขัดแย้งกับหลักการของพระคริสตธรรมคัมภีร์(Holy Bible)ไหม?
หากขัดแย้งแสดงว่าสิ่งนั้นไม่ได้มาจากพระเจ้า เพราะพระเจ้าจะไม่สำแดงสิ่งที่ขัดต่อหลักการที่พระองค์กำหนดไว้
1เธสะโลนิกา 5:21   จงพิสูจน์ทุกสิ่ง  สิ่งที่ดีนั้นจงยึดถือไว้ให้มั่น
ยอห์น 4:1  ท่านที่รักทั้งหลาย  อย่าเชื่อวิญญาณเสียทุกๆวิญญาณ  แต่จงพิสูจน์วิญญาณนั้นๆว่ามาจากพระเจ้าหรือไม่  เพราะว่ามีผู้พยากรณ์เท็จเป็นอันมากจาริกไปในโลก
ฮีบรู 4:12   เพราะว่า  พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ  คมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆแทงทะลุกระทั่งจิตและวิญญาณ  ตลอดข้อกระดูกและไขในกระดูก  และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย

(ผมเคยอธิบายเรื่องนี้ไว้ใน บทความเรื่อง มิติการสำแดงกับความจริงของพระคัมภีร์)


ยังมีประเด็นศาสนศาสตร์หลายประการที่เป็นข้อถกเถียง ทั้งในเรื่องการให้อภัยของพระเจ้าที่ไม่จำกัด ไม่จำเป็นต้องเชื่อในพระเยซูคริสต์ที่ตายบนไม้กางเขนหรือไม่,พระบิดาอยู่กับพระเยซูเสมอและถูกตรึงกางเขนกับพระองค์ด้วยหรือ? เป็นต้น

เนื่องจากบทความมีเนื้อที่จำกัด ขอนำเสนอในประเด็นต่างๆเหล่านี้ในโอกาสต่อไปนะครับ 

ขอสรุปไว้ตรงนี้ว่า หนังเรื่องนี้เป็นนวนิยายเขียนเพื่อความบันเทิงและให้ข้อคิด จุดประสงค์เพื่อนำเสนอให้คนที่ไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์สามารถรับชมได้เข้าใจ อาจจะไม่ได้นำเสนอได้ครบถ้วนในมุมด้านความถูกต้องเชิงศาสนศาสตร์ 
ดูหนังThe Shack ยังดีกว่าฟังรายการ The Shock ยกย่องผีเป็นไหนๆ
ถ้าเราไม่สนับสนุนหนังของคริสเตียน เราก็จะเห็นแต่หนังที่มีค่านิยมของโลกปรากฏในโรงหนัง เช่น หนังผี หนังรักๆใคร่ๆ หนังฆาตรกรรมต่างๆ