08 เมษายน 2558

การแช่ตัวในการทรงสถิต (Soaking in God's presence)

บทความในครั้งนี้ ขอพูดถึงเรื่องของการนมัสการและอธิษฐานแบบการแช่ตัว (Soaking)ในการทรงสถิต ของพระเจ้า ส่วนตัวผมใช้คำว่า "การซบนิ่ง" คือ การเข้าไปซบในพระทรวงของพระเจ้าและนิ่งสงบในการทรงสถิตเพื่อจะรับฟังเสียงของพระองค์ เป็นเวลาแห่งการผ่อนคลาย   

 ขอนำแนวทางการนมัสการและอธิษฐานแบบการแช่ตัว (Soaking)ที่ผมได้เรียบเรียงจากบทความเรื่อง Soaking in HisPresence โดย เจมส์ กอลล์  (James Goll) มาแบ่งปันดังนี้ครับ 
เราอาจเคยจะได้ยินเรื่องมากมายในคริสตจักรต่างๆเกี่ยวกับการนอนแช่ตัว(soaking) ในการทรงสถิต  บางคนอาจจะคัดค้านเพราะคำนี้ที่ไม่ได้อยู่ในพระคัมภีร์ (อันที่จริงแล้ว สิ่งต่างๆที่เราทำในคริสตจักรเป็นประจำก็ไม่ได้ระบุไว้โดยตรงในพระคัมภีร์ เช่นโรงเรียนพระคัมภีร์วันอาทิตย์ (Sunday school),การนมัสการด้วยการใช้กีต้าร์ไฟฟ้า  การใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่างๆเพื่อใช้ประกอบการเทศนาหรือประกาศพระกิตติคุณ เราก็ยังใช้กันอย่างแพร่หลาย แต่เรื่องการนอนแช่ตัว(soaking) ในการทรงสถิตกลับต่อต้าน)
James Goll
การแช่ตัวในการทรงสถิต ไม่ใช่การนอนแน่แช่นิ่ง หรือ การนอนนิ่งๆให้หลับ แต่เป็นการซึมซับบรรยากาศการทรงสถิต การพักสงบและรับการสำแดง  คล้ายกับการแช่อิ่มของผลไม้ที่น้ำตาลค่อยซึมซับ(Osmosis) เข้าไปในเนื้อผลไม้จนได้รสชาติใหม่ที่กลมกล่อมกว่าเดิม

ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์จากพระคัมภีร์ซึ่งเราคุ้นเคยดี ในเรื่องของ “เสียงเรียกเจ้าพระเจ้าในยามหลับ” นั้นคือ เรื่องของซามูเอล ในพระธรรม 1 ซามูเอล บทที่ 3 ข้อ 1-10

1 ฝ่าย​กุมาร​ซา​มูเอล​ปรนนิบัติ​พระ​เจ้า​อยู่​ต่อ​หน้า​เอ​ลี  ใน​สมัย​นั้น​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​เจ้า​มี​มา​แต่​น้อย ไม่​มี​นิมิต​บ่อย​นัก
2 อยู่​มา​ครั้ง​นั้น​เอ​ลี​นอน​อยู่​ใน​ที่​นอน​ของ​ตน (​ตา​ของ​ท่าน​เริ่ม​มืด​มัว​มอง​อะไร​ไม่​เห็น​)​
3 ตะเกียง​ของ​พระ​เจ้า​ยัง​ไม่​ดับ ซา​มูเอล​นอน​อยู่​ใน​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​เจ้า ที่​ที่​หีบ​ของ​พระ​เจ้า​อยู่​ที่​นั่น​
 4 ​พระ​เจ้า​ทรง​เรียก​ซา​มูเอล​และ​ซา​มูเอล​ทูล​ตอบ​ว่า “ข้าพเจ้า​อยู่​นี่”
5 เขา​จึง​วิ่ง​ไป​หา​เอ​ลี​และ​ว่า “ข้าพเจ้า​อยู่​นี่ ด้วย​ท่าน​ร้อง​เรียก​ข้าพเจ้า” แต่​เอ​ลี​ตอบ​ว่า “เรา​ไม่ได้​เรียก​เจ้า จง​กลับไป​นอน​อีก” เขา​ก็​ไป​นอน​
6 และ​พระ​เจ้า​ทรง​เรียก​ขึ้น​อีก​ว่า “ซา​มูเอล​เอ๋ย” และ​ซา​มูเอล​ก็​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​เอ​ลี​กล่าว​ว่า “ข้าพเจ้า​อยู่​นี่ ด้วย​ท่าน​ร้อง​เรียก​ข้าพเจ้า” แต่​เอ​ลี​ตอบ​ว่า “ลูก​เอ๋ย เรา​มิได้​เรียก​เจ้า จง​นอน​อีก”
7 ฝ่าย​ซา​มูเอล​ไม่​เคย​รู้จัก​พระ​เจ้า และ​ยัง​ไม่​เคย​ทรง​สำแดง​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​เจ้า​แก่​เขา​
8 และ​พระ​เจ้า​ทรง​เรียก​ซา​มูเอล​ครั้ง​ที่​สาม ซา​มูเอล​ก็​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​เอ​ลี กล่าว​ว่า “ข้าพเจ้า​อยู่​นี่ ด้วย​ท่าน​ร้อง​เรียก​ข้าพเจ้า” แล้ว​เอ​ลี​จึง​หยั่ง​รู้​ได้​ว่า ​พระ​เจ้า​ทรง​เรียก​เด็ก​นั้น​
9 เพราะ​ฉะนั้น​เอ​ลี​จึง​พูด​กับ​ซา​มูเอล​ว่า “จง​ไป​นอน​เสีย​เถิด ถ้า​พระ​องค์​ทรง​เรียก​เจ้า เจ้า​จง​ทูล​ว่า ‘พระ​เจ้า​เจ้า​ข้า ขอ​พระ​องค์​ตรัส​เถิด เพราะ​ผู้รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์​คอย​ฟัง​อยู่’ ” ซา​มูเอล​จึง​กลับไป​นอน​ใน​ที่​ของ​ตน
10 และ​พระ​เจ้า​เสด็จ​มา​ประทับ​ยืน​อยู่ ทรง​เรียก​อย่าง​ครั้ง​ก่อนๆ ว่า “ซา​มูเอล ซา​มูเอล​เอ๋ย” และ​ซา​มูเอล​ทูล​ตอบ​ว่า “ขอ​ตรัส​เถิด เพราะ​ผู้รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์​คอย​ฟัง​อยู่”


ในช่วงเวลานั้น  ซามูเอล(Samuel) ยังเป็นเด็กและแม่ของซามูเอลคือ นางฮันนาห์ (Hannah) ได้นำซามูเอลมาฝากให้ปุโรหิตเอลี (Eli)  ดูแลเพื่อเรียนรู้ในเรื่องการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าในพระวิหาร   พระคัมภีร์กล่าวในข้อที่ 1 ว่า “ใน​สมัย​นั้น​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​เจ้า​มี​มา​แต่​น้อย ไม่​มี​นิมิต​บ่อย​นัก” 
ดังนั้นซามูเอลยังเป็นเด็กจึงยังไม่เข้าใจในเรื่องเสียงของพระเจ้าและการสำแดงนิมิต เมื่อได้ยินเสียงพระองค์ตรัส จึงคิดว่าเป็นเสียงเรียกจากเอลี เมื่อซา​มูเอล​นอน​อยู่​ใน​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​เจ้า ที่​ที่​หีบ​ของ​พระ​เจ้า​อยู่​ที่​นั่น​

เมื่อเสียงของพระเจ้ามาถึงซามูเอล  แต่ซามูเอลยังไม่สามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นเสียงของพระองค์ จึงไปถามปุโรหิตเอลี  เอลีจึงบอกว่าให้กลับไปนอนลงที่นั่นอีกครั้ง  และเมื่อซามูเอลได้ยินเสียงอีกครั้งหนึ่ง  เอลี​จึง​หยั่ง​รู้​ได้​ว่า ​พระ​เจ้า​ทรง​เรียก​ซามูเอล และบอกกับซามูเอลให้ทูลต่อพระเจ้าว่า ​

สาระสำคัญของเอลี ที่บอกกับซามูเอล คือ การเข้าไปนอนแช่ตัว (soaking)เพื่อดื่มด่ำในการทรงสถิต เพื่อที่ซามูเอลจะรู้จักเสียงของพระเจ้าเมื่อเขาได้ยินให้พร้อมที่จะฟังและกระทำตาม
สิ่งนี้เป็นคำแนะนำสำหรับเราเช่นเดียวกับซามูเอล  

เราจำเป็นต้องใช้เวลาพักผ่อนในการทรงสถิตของพระเจ้า  ทำแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนกับการตกหลุมรักพระเจ้า (falling in love with God)
เมื่อพบกับพระเจ้าชีวิตของเราจะเปลี่ยนไป  ไม่ได้เป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงแบบชั่วคราวแต่เป็นการเปลี่ยนไปแบบชั่วนิรัดร์  พระองค์จะนำเรากลับไปในประสบการณ์รักครั้งแรก( first love)  ของเราที่มีต่อพระองค์ หรือพระองค์จะพาเราไปค้นหาความรักครั้งแรก  ถ้าเราไม่เคยลิ้มรสมาก่อน
เราสามารถเรียนรู้ที่จะรู้จักเสียงของพระองค์และเราจะได้รับการฟื้นใจ(renewal)พบการฟื้นฟู การส่วนตัว (personal revival)  เสียงของพระองค์ทำให้เรามีประสบการณ์ เพื่อเราจะเชื่อฟังเสียงของพระองค์นำไปสู่การรับใช้พระองค์
ซ่อนตัวและเข้าไปแสวงหา (Hide and Seek)
เมื่อเราเข้าไปแสวงหาพระองค์  เราจะพบกับพระองค์  ลองนึกภาพตอนที่เราสามารถใช้เวลาทั้งวันกับพระเยซูเพียงลำพังกันสองคน   หากเราไม่มีเวลานานขนาดนั้นก็ลองจินตนาการว่าเราได้ใช้เวลากับพระเยซูเพียงลำพังกันสองคนในหนึ่ง  แม้เพียงแค่ชั่วโมงเดียวหรือเพียงแค่หนึ่งนาทีที่เราได้เข้าใกล้คนที่เป็นที่รักของจิตวิญญาณ(lover of your soul) ของเรา เพียงแค่นี้มันก็คุ้มแล้ว
จงทำต่อไปคือการนอนแช่ตัวในการทรงสถิต  จะให้ดีเราควรจะฟังแผ่นซีดีการนมัสการที่เงียบสงบ  เพื่อให้ความรู้สึกเป็นอิสระและผ่อนคลาย  ทำเช่นนั้นบ่อยๆ  
เราสามารถแสวงหาพระองค์ใน หลายสถานที่ได้  วิธีหนึ่งที่หลายคนชื่นชอบคือการไปพักผ่อนชมธรรมชาติ เช่น การเดินป่าคนเดียวในป่า เพื่อไปหาที่สงบพบกับพระองค์  เพื่อจะสามารถนั่งอ่านจดหมายรัก (พระคัมภีร์) ที่พระองค์เขียนให้เราอ่าน  เราสามารถเห็นพระองค์ในดอกไม้ที่กำลังเบ่งบานและชื่นชมในธรรมชาติที่เป็นสิ่งทรงสร้างที่ส่งเสียงรอบตัวเรา สิ่งเหล่านี้จะนำเราเข้ามาใกล้พระองค์มากขึ้น

บางครั้งการนอนแช่ตัวโดยการใช้ดนตรีบำบัดโรค (healing  soaking music) สามารถทำให้มีชัยชนะเหนือโรคภัยต่างๆได้เช่น โรคมะเร็งได้ เพราะร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณเกี่ยวข้องกันถ้าจิตวิญญาณได้รับการเยียวยา ร่างกายก็จะได้รับการรักษาด้วยเช่นกัน

เราควรจะใช้เวลาเพียงลำพังในการแช่ตัวในการทรงสถิตของพระเจ้า  เหมือนดั่งเช่น ซามูเอล  ท่านได้เข้าไปนอนพักสงบอยู่รอบๆหีบพันธสัญญา (Ark)  เช่น ใช้บทเพลงสรรเสริญท่วงทำนอง "เซลาห์""Selah"  โดยการหยุดจากวุ่นวายของชีวิต แล้วก็ ... รอ ... นอนหลับ ... เมื่อได้รับสิ่งใดก็สะท้อนสิ่งที่เราได้รับจากพระเจ้าให้กับคนที่เรารัก

วิธีการแช่ตัวในการทรงสถิต (Soaking in His Presence)

มีขั้นตอน 3 ขั้นง่ายนั่นคือ  นมัสการ,ฟังและตอบสนอง (Worship, Listen, Respond) เพื่อเราจะเข้าไปแสวงหาพระเจ้า 
การเข้าไปมีจุดประสงค์ดังนี้ 

1. เข้าไปอยู่ต่อหน้าพระพักตร์พระองค์เพื่อที่จะสนทนากับพระองค์  (Get still before Him in order to commune with Him) 
สดุดี 46:10จงนิ่งเสีย และรู้เถิดว่า เราคือพระเจ้า เราเป็นที่ยกย่องท่ามกลางบรรดาประชาชาติ... 
2 ซามูเอล 7:18 จากนั้นกษัตริย์ดาวิดจึงเสด็จเข้าไปประทับนั่งต่อหน้าองค์พระผู้เป็นเจ้าและทูลว่า
“ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้าชีวิต ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่า วงศ์ตระกูลของข้าพระองค์เป็นใครหนอ พระองค์จึงทรงนำข้าพระองค์มาถึงเพียงนี้? 

วิวรณ์ 3:20  นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าใครได้ยินเสียงของเราและเปิดประตู เราจะเข้าไปหาเขาและจะรับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา

ฮาบากุก 2:20 แต่​พระ‍ยาห์‌เวห์​สถิต​ใน​พระ‍วิหาร​บริ‌สุทธิ์​ของ​พระ‍องค์  จง​ให้​ทั่ว​ทั้ง​แผ่น‍ดิน​โลก​สงบ​นิ่ง​ต่อ‍พระ‍พักตร์​พระ‍องค์​เถิด”

2.เข้าไปใกล้หัวใจของพระองค์ (Draw near to His heart) 

ยากอบ 4:8 พวก‍ท่าน​จง​เข้า​ใกล้​พระ‍เจ้า แล้ว​พระ‍องค์​จะ​เสด็จ​เข้า‍มา​ใกล้​ท่าน พวก​คน‍บาป​เอ๋ย จง​ชำระ​มือ​ให้​สะอาด ...

(สดุดี 42:1-2; อิสยาห์ 55: 1-3,6,สดุดี 65: 4; สดุดี 73:28 สดุดี 84: 1-4,10 และฮีบรู10 :22)

3.  เข้าไปแสวงหาพระพักตร์ของพระองค์  แสวงหาพระเจ้าเพื่อรับประโยชน์จากพระองค์ (Seek His face. Seek God for God's sake)  
การที่เราจะเป็นนักอธิษฐานวิงวอนที่มีประสิทธิภาพ (an effective intercessor) ขอหนุนใจว่าเราต้องเข้านำตัวของเราเข้าไปมีส่วนร่วมกับพระเจ้า (engage yourself with the Lord)   ทำให้พระเจ้าเข้ามาเป็นหุ้นส่วนของเราในการทำงาน ในการอธิษฐาน 
 (มัทธิว 7: 7-8,สดุดี 27:4,8;สดุดี 63:1-8; ฮีบรู 11: 6 และเยเรมีย์ 29: 11-14)
สดุดี 27:4 ข้าพเจ้า​ทูล​ขอ​สิ่ง​หนึ่ง​จาก​พระ​เจ้า ซึ่ง​ข้าพเจ้า​จะ​เสาะ​แสวงหา​เสมอ คือ​ที่​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​อยู่​ใน​พระ​นิเวศ​ของ​พระ​เจ้า ตลอด​วัน​เวลา​ชั่ว​ชีวิต​ของ​ข้าพเจ้า เพื่อ​จะ​ดู​ความ​งาม​ของ​พระ​เจ้า และ​เพื่อ​จะ​พินิจ​พิจารณา​อยู่​ใน​พระ​วิหาร​ของ​พระ​องค์

ใช้เวลาอยู่ในการทรงสถิต (Just spend time in His presence)    
ศึกษาในพระธรรมอพยพบทที่ 33 เกาะติดกับพระเจ้าเหมือนโมเสส  อพยพ 33:14-15 
14 ฝ่าย​พระ​องค์​ตรัส​ว่า “เรา​เอง​จะ​ไป​กับ​เจ้า และ​ให้​เจ้า​ได้​พัก”
15 ฝ่าย​โมเสส​จึง​กราบ​ทูล​พระ​องค์​ว่า “ถ้า​พระ​องค์​มิได้​เสด็จ​ไป​กับ​ข้า​พระ​องค์ ​ก็​ขอ​อย่า​นำ​พวก​ข้า​พระ​องค์​ขึ้น​ไป​จาก​ที่นี่​เลย​
(สดุดี 16:11,สดุดี 89:15; อิสยาห์ 29:13; อิสยาห์ 63: 9; บทเพลงคร่ำครวญ 2:19 และ  ยูดา ข้อ24-25)
เติมน้ำมันให้เต็ม (Have Plenty of Oil) 
เราจะต้องรักษาน้ำมันในตะเกียงให้เต็มอยู่เสมอ ดั่งคำอุปมาเรื่องหญิงพรมจรรย์ที่มีปัญญา(มธ.25;1-13)
ทำความรู้จักกับพระเจ้า ในพระลักษณะที่สะท้อนออกมาให้เราเรารู้จักในพระนามต่างๆ ที่อยู่เราสามารถจะไปศึกษาค้นคว้าได้าเป็นร้อยๆ พระนามในพระวจนะของพระองค์  บางครั้งหนึ่งในพระนามของพระองค์ทรงจับหัวใจของเราไว้ ในช่วงที่เราได้ไปพักสงบในพระองค์ 


มัทธิว 11:29 จง​เอา​แอก​ของ​เรา​แบก​ไว้ แล้ว​เรียน​จาก​เรา เพราะ​ว่า​เรา​สุภาพ​และ​ใจ​อ่อน​น้อม และ​จิตใจ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​พัก
พระวิญญาณบริสุทธิ์จะยึดครองหัวใจของเราและเปิดใจของเราออกเพื่อเราจะรู้จักพระเจ้าและเราสามารถที่จะรับใช้ในการทรงสถิตของพระองค์ต่อคนอื่น ๆ เมื่อเราอยู่กับพระองค์ โดยพระนามต่างๆ และเราจะรู้จักกับพระองค์ผ่านทางพระวจนะของพระองค์   
ถ้าเรานับทุกสิ่งที่เป็นความสูญเสียไปแต่เมื่อเปรียบเทียบกับการรู้จักพระองค์ พระองค์ทรงเติมน้ำมันในตะเกียงของเรา 
ฟิลิปที่ 3:7-8
7  แต่​ว่า​อะไร​ที่​เคย​เป็น​กำไร​ของ​ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า​ได้​ถือ​ว่า​สิ่ง​นั้น​เป็น​การ​ขาดทุน​แล้ว​เพราะ​เหตุ​พระ​คริสต์​  
8 ​ยิ่ง​กว่า​นั้น​ข้าพเจ้า​ถือ​ว่า​ทุก​สิ่ง​เป็น​การ​ขาดทุน เพราะ​เหตุ​คุณค่า​อัน​สูง​ยิ่ง​ของ​การ​ได้​รู้จัก​พระ​เยซู​คริสต์​องค์​พระ​ผู้​เป็น​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า เพราะ​เหตุ​พระ​องค์​ข้าพเจ้า​ยอม​ขาดทุน​ทุก​อย่าง และ​ถือ​ว่า​สิ่ง​เหล่า​นั้น​เป็น​เหมือน​เศษ​ขยะ​เพื่อ​ว่า​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​พระ​คริสต์​เป็น​กำไร

( ​ 1 พงศาวดาร 21:23 และ 2 ซามูเอล 24:24)  
อนุญาตให้ตัวเองได้รับการท่วมท้น (overwhelmed) กับพระเจ้าผู้ที่ทำให้เราประหลาดใจที่ทรงสนทนากับเรา  เรากำลังพูดคุยกับพระองค์ ไม่เพียงที่เราจะอยู่ใกล้กับพระองค์แต่พระองค์จะตรัสกับเราด้วย   พระเจ้าแห่งจักรวาลทรงชอบที่จะได้ยินเสียงของเรา 
โรม 5: 5 ...เพราะเหตุว่าความรักของพระเจ้าได้หลั่งไหลเข้าสู่จิตใจของเรา โดยทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งพระองค์ได้ประทานให้แก่เราแล้ว

(สดุดี 143: 8-10; อิสยาห์ 54:10; บทเพลงคร่ำครวญ 3:22-25; ยอห์น 17: 23 และโรม 8:35-39)
4.รวบรวมความแกร่งกล้าฟันฝ่าเข้าไปในตาของพายุ  (Gather Strength in the Eye of the Storm)
หากเราจะเป็นนักอธิษฐานวิงวอนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น   เมื่อเรารักษาชีวิตส่วนตัวของเรา ด้วยการ"เฝ้าดูและรอคอย"  ใช้เวลากับพระเจ้า  เรามีตะเกียงอยู่ในมือของเราแล้วพระเจ้ามอบมันให้กับคุณเมื่อเราได้รับความรอดเมื่อต้อนรับพระองค์  ตอนนี้ถึงเวลาที่จะรวบรวมน้ำมันให้เต็มตะเกียงและรักษาไฟให้ลุกโชนเสมอ
เหมือนดั่งเช่นเมื่อเราอยู่ในของพายุเฮอริเคน (hurricane)  เมื่อเรารวบรวมความกล้าฟันฝ่าเข้าไปในตาของพายุ   เราจะมีความแข็งแรงด้วยพระองค์  นั่งพับสงบพักผ่อนและนอนหลับอยู่ที่พระบาทของพระองค์  รวบรวมความแกร่งกล้าฟันฝ่าเข้าไปในการทรงสถิตของพระองค์
ขอให้น้ำมันแห่งการทรงสถิตไหลมาเพื่อบรรเทาแผลและปวดกล้ามเนื้อของเรา เพื่อจะหล่อลื่นข้อต่อของเราและยืดเส้นยืดสายกระบวนการทางจิตขอเรา   น้ำมันจะเข้าไปบำรุงหัวใจของเราให้ชุ่มชื้น
แสวงหาพระองค์  แช่ตัวในการทรงสถิตของพระองค์  ให้พระองค์จัดเตรียมความพร้อมทุกอย่าง เพื่อเราจะรู้ว่าจะดำเนินชีวิตอย่างไรต่อไป
อธิษฐานปิดท้าย (Closing Prayer)
"พระบิดา ลูกขอนำตัวของลูกเข้ามาต่อพระองค์ ในพระนามที่ยิ่งใหญ่คคือพระเยซู  ลูกเข้ามาอธิษฐานวิงวอนต่อพระองค์ในเวลานี้ เพื่อลูกจะรู้จักพระองค์มากขึ้นกว่าเดิม  ขอให้ถ้อยคำของลูกเป็นที่พอพระทัย  ขอทรงปลุกจิตใจและจิตวิญญาณภายในลูก ที่จะได้ยินเสียงของพระองค์  ลูกรักพระองค์และลูกต้องการจะรักพระองค์มากขึ้น
ลูกต้องการที่จะเป็นเหมือนซามูเอลน้อยที่เรียนรู้ที่จะพักสงบอยู่รอบๆหีบพันธสัญญา ลูกต้องการที่จะแช่ตัวในการทรงถิตของพระองค์  นำให้ลูกเข้าใกล้พระองค์  ให้ลูกได้ยินเสียงจังหวะเต้นของพระทัยพระองค์   นำให้ลูกเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของพระทัยพระองค์  ลูกต้องการที่จะได้ยินเสียงของพระองค์และสำแดงหนทางของพระองค์ให้ลูกเดินตาม     ลูกเลือกที่จะเดินมนทางของพระองค์มากกว่าเดินตามใจลูกเอง
ขอพระบิดาทรงเติมน้ำมันในตะเกียงของลูก  และประทานพระคุณ ให้ ลูกมีสติปัญญาในการดำเนินตามหนทางในชีวิต ลูกเข้ามาหาพระองค์ด้วยความคาดหวังและความสุข ในพระนามพระเยซูคริสต์ เอเมน!"
(บทความนี้ตัดตอนมาจากบทที่ 6  พายุการอธิษฐาน (Prayer Storm)  จากหนังสือเรื่อง หีบพันธสัญญาแห่งการทรงสถิตที่หายไป The Lost Art of Practicing His Presence )
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการแช่ตัวในการทรงสถิต ในแบบส่วนตัว
1.จัดเตรียมสถานที่ให้เหมาะสม หามุมโปรดของเรา จัดเตรียมอุปกรณ์ในการนอนเช่นหมอน ผ้าห่ม เพื่อพักสงบให้สบาย
2.เตรียมเครื่องเล่น CD หรือใช้หูฟังเพื่อไม่รบกวนผู้อื่น 
3.เลือกเพลงนมัสการที่เหมาะสมในการแช่ตัวในการทรงสถิต
4.เตรียมสมุดและปากกา เพื่อบันทึกสิ่งที่ได้รับจากพระเจ้า และนำไปใคร่ครวญอธิษฐานต่อไป


ขอพระเจ้าอวยพระพรนะครับ

03 เมษายน 2558

ปัสกา จัดกองกำลังเคลื่อนทัพสู่ชัยชนะ

Chag Pesach Sameach (คัก เพสัคห์ สะเมอาห์) สุขสันต์เทศกาลปัสกา สวัสดีครับเพื่อนผู้อ่านทุกท่าน  ในช่วงวันที่ 4-11เดือนเมษายน 2015 (เริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 3 เม.ย. ในประเทศไทยเป็นวันที่ 4 เม.ย.)นี้ มีเทศกาลที่สำคัญของชาวอิสราเอลคือ 
เทศกาลปัสกา(Pesach) หรือ Passover เป็นเทศกาลที่ชาวอิสราเอลจะรับประทานขนมปังไร้เชื้อและผักขม เพื่อระลึกถึงการปลดปล่อยจากจากเป็นทาสในอียิปต์ 

คำว่า "ปัสกา"หรือ เพซัค (Pesach-פֶּסַח)ในภาษาฮีบรู แปลว่า ผ่านไป หรือ ผ่านเว้น  (Passover) จากเหตุการณ์ในพระธรรมอพยพบทที่ 12  พระเจ้าผ่านไปและเขาไม่ถูกทูตแห่งความตายจัดการ เพราะพวกเขานำเลือดแกะมาทาที่วงกบประตูนั้นจะเป็นหมายสำคัญว่าพวกเขาจะถูก ผ่านเว้น  (Passover) รอดจากการประหารบุตรหัวปี   


คำว่า "ปัสกา"หรือ เพซัค (Pesach-פֶּסַח) ยังหมายความว่า "ยืนตระหง่านปกป้อง" พระเจ้าทรงยืนตระหง่านปกป้องพวกเขา (อพย.12:1-14)  เทศกาลนี้จึงเป็นการเตือนใจชนชาติอิราเอลเพื่อระลึกถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำเพื่อเขา ในการนำเขาออกจากชนชาติอียิปต์ที่เขาไปเป็นทาส 430 ปี แม้เวลาจะผ่านมาหลายพันปี แต่อิสราเอลก็ยังยึดเทศกาลนี้อย่างมั่นคง เพราะเป็นการนัดหมายสำหรับคนของพระเจ้า นั่นคือสิ่งที่พระคัมภีร์ได้ย้ำเตือนกับเรา (ข้อ14) วันนี้จะเป็นวันที่ระลึกสำหรับเจ้า ให้เจ้าทั้งหลายถือไว้เป็นเทศกาลแด่พระเจ้าชั่วชาติพันธุ์ของเจ้า เจ้าจงฉลองเทศกาลนี้และถือเป็นกฎถาวร



เทศกาลปัสกาไม่ถือเฉพาะคนยิวเท่านั้น แม้แต่คนต่างชาติจะถือ พระเจ้าก็ทรงอนุญาตตั้งแต่ตอนอพยพออกจากอียิปต์ ตามพระวจนะใน กดว.9:14 กล่าวว่า  "ถ้าคน‍ต่าง‍ด้าวที่มาอาศัยอยู่ท่าม‍กลางเจ้า‍ทั้ง‍หลายจะถือเทศ‌กาลปัส‌กาแด่พระ‍ยาห์‌เวห์ ก็ให้เขาถือตามกฎ‍เกณฑ์และกฎ‍หมายของเทศ‌กาลปัส‌กา เจ้าจงมีกฎ‍เกณฑ์อย่างเดียว‍กันสำหรับคน‍ต่าง‍ด้าวและคน‍พื้น‍เมือง”  


ดังนั้นการฉลองเทศกาลปัสกาจึงมีความหมาย สำหรับคริสตชนเช่นเดียวกัน เพราะปัสกานั้นเกี่ยวข้องกับพระเยซูคริสต์ แต่หลายคริสตจักรได้รับอิทธิพลจากความคิดทางซีกโลกตะวันตก ได้จัดเทศกาลอีสเตอร์(Easter)ซึ่งเป็นการนำเอาความเชื่อแบบศาสนาต่างชาติ (Pagan)ที่ผสมผสานลัทธิอื่นๆมาแทนเทศกาลปัสกา เพียงเพราะต่อต้านคนอิสราเอลนั่นเอง ซึ่งสามารถอ่านบทความที่ผมเคยเขียนไว้ได้ดังนี้ครับ
(ทำความเข้าใจเกี่ยวกับเทศกาลปัสกาและอีสเตอร์ /
เทศกาลปัสกา : ก้าวสู่เสรีภาพใหม่ด้วยใจขอบพระคุณ /ปัสกา เทศกาลแห่งชัยชนะ)



สำหรับในครั้งนี้ผมขอเขียนในมุมมองที่แตกต่างกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะได้รับความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นผ่านทางคำสอน การศึกษาเพิ่มเติมและการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน

และในปี 2015 นี้เป็นปีพิเศษ เรียกว่า "ปีสะบาโต" หรือ "ปีซามิตะห์" (Shmita year)  นักวิชการพระคัมภีร์บางคนเชื่อว่า ปีหน้าจะเป็น ปี 2016  ปีแห่งการเฉลิมฉลองครอบรอบ ปีแห่งเสียงเขาสัตว์ หรือ จูบิลี ( Jubilee ปีแห่งการครบรอบ) หมายถึง ช่วงเวลาแห่งการร้องตะโกน คำฮีบรู คือ โยเบล “yobel” หรือ เสียงเป่าเขาสัตว์เป็นการเป่าเขาแกะ (ลนต.25:8-55) เพื่อโห่ร้องถึงการพิพากษาของพระเจ้า เป็นภาพที่จะเกิดขึ้นในวาระสิ้นยุค 

ในปีนี้มีหมายสำคัญที่เตือนใจเรา นั่นคือ ในช่วงเดือนนิสานปี 5775  นี้ (ช่วงวันที่ 21  มี.ค.-19 เม.ย.2015) หากเราสังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ  จะมีหมายสำคัญบนท้องฟ้า นั่นคือเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง (A Total Solar Eclipse) หรือดวงอาทิตย์มืดไป และเกิดดวงจันทร์กลายเป็นสีเลือด(ฺBlood moon) 
ตามข้อพระธรรม กจ.20:19-20 
19 เรา​จะ​สำแดง​การ​อัศจรรย์​ใน​อากาศ​เบื้อง​บน และ หมาย​สำคัญที่​แผ่นดิน เบื้อง​ล่าง เป็น​เลือด ไฟ และ​ไอ​ควัน   
20 ดวง​อาทิตย์​จะ​มืด​ไป และ​ดวง​จันทร์​จะ​กลับ​เป็น​เลือด ก่อน​ถึง​วัน​ยิ่งใหญ่​และ​สง่า​งาม​ของ​พระ​เจ้า
(อ้างอิงจาก ยอล. 2:30-31) 

ในวันที่ 20 มี.ค.2015 ที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง (A Total Solar Eclipse) เกิดจากดวงจันทร์บังดวงอาทิตย์มิดหมดดวง  (ดวง​อาทิตย์​จะ​มืด​ไป ) ตรงกับการเริ่มต้นเดือนที่ 1 คือเดือนนิสานหรือเดือนอาบีบ(อพย.13:4)  ซึ่งเป็นเดือนแรกของปีปฏิทินฮีบรู แบบศาสนา(Ecclesiastical Calendar)   เป็นจุดเริ่มต้นของวงจรใหม่ของการไถ่ 

 และในช่วงหัวค่ำของวันเสาร์ที่ 4 เมษายน 2015 จะเกิดจันทรุปราคาเต็มดวง ดวงจันทร์ผ่านเข้าไปในเงามืดของโลกหมดทั้งดวง  (ดวง​จันทร์​จะ​กลับ​เป็น​เลือด) 
ข้อสังเกตที่น่าสนใจนั้นคือ ตรงกับช่วงการเริ่มต้นของเทศกาลปัสกา! 

สิ่งที่ผมตีความหมายคือ หมายสำคัญทางฝ่ายธรรมชาติสะท้อนภาพฝ่ายวิญญาณ สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการเชื่อมต่อตรงกัน(Alignment) ระหว่างฟ้าสวรรค์กับแผ่นดินโลก เพราะดวงจันทร์ โลกและดวงอาทิตย์อยู่ในแนวเดียวกัน  ผมคิดว่านี่เป็นวาระเวลาการจัดตั้งระบบให้ตรงกันเพื่อที่พระเจ้าจะจัดกองกำลังเคลื่อนทัพสู่ชัยชนะ
พระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างและมีฤทธานุภาพในการขึงดวงดาว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และควบคุมวงจรต่างๆในกัลปจักรวาล

สดด.104:2 ผู้​ทรง​คลุม​พระ​องค์​ด้วย​แสง​สว่าง​ดุจ​ดัง​ฉลอง​พระ​องค์ ผู้​ทรง​ขึง​ฟ้า​สวรรค์​ออก​ดัง​ขึง​ม่าน

อสค.32:3-8  ​
3 พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​ว่า เรา​จะ​กาง​ข่าย​ของ​เรา​คลุม​ท่าน โดย​กองทัพ​ชน​ชาติ​ทั้ง​หลาย​เป็น​อัน​มาก และ​เขา​เหล่า​นั้น​จะ​ลาก​ท่าน​ขึ้น​มา​ด้วย​อวน​ของ​เรา...
7 เมื่อ​เรา​ดับ​ท่าน เรา​จะ​คลุม​ฟ้า​สวรรค์​ไว้ และ​กระทำ​ให้​ดวงดาว​มืด​ไป เรา​จะ​เอา​เมฆ​บัง​ดวง​อาทิตย์ และ​ดวง​จันทร์​จะ​ไม่​ทอ​แสง
8 แสง​สุกใส​ทั้งสิ้น​แห่ง​สวรรค์​นั้น เรา​จะ​กระทำ​ให้​มืด​อยู่​เหนือ​ท่าน และ​วาง​ความ​มืด​ไว้​เหนือ​แผ่นดิน​ของ​ท่าน ​พระ​เจ้า​ตรัส​ดังนี้​แหละ

สำหรับเรื่องหมายสำคัญบนท้องฟ้า เราคงต้องติดตามกันต่อไป แต่เราไม่ควรตื่นตระหนกตกใจ แต่ให้เราอธิษฐานเผื่ออิสราเอล และเตรียมชีวิตของเราเสมอ  ผมขอสรุปไว้เท่านี้ ผู้อ่านสามารถเข้าไปอ่านเพิ่มเติมได้ในสิ่งที่ผมเขียนไว้ในบทความเรื่อง (หมายสำคัญบนท้องฟ้า สัญญาณเตือนใจก่อนวันสิ้นโลก?)

ขอให้ความสำคัญสำหรับเทศกาลปัสกาในปีนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าเป็น การจัดกองกำลังเคลื่อนทัพสู่ชัยชนะโดยพระเจ้า พระยาห์เวห์จอมทัพ (ํYahweh Sabaoth )

เราต้องทำความเข้าใจในเรื่องชนชาติแห่งพระพร คือ “ชาวฮีบรู” เพราะชนชาตินี้เป็นชนชาติที่พระเจ้าทรงตั้งไว้เพื่อที่จะอวยพระพรและนำพระพรไปสู่ประชาชาติดังที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้กับอับบราฮัม 
ปฐก.12:2-3  
2 เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร 
3 เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า"

อับราฮัมเป็นคนแรกที่พระเจ้าทรงเรียกมาเพื่อรับพระพร เขาถูกเรียกโดยพระเจ้าว่าเป็นชาวฮีบรูคำว่า"ฮีบรู" (Hebrew) หมายถึง การก้าวข้าม (crossover) ที่เป็นอย่างนั้นเพราะท่านได้รับการทรงเรียกให้ออกจากเมืองไปสู่สถานที่แห่งพระพร

ปฐก.14:13 มีคนหนึ่งหนีมาจากที่รบนั้นบอกให้อับรามคนฮีบรูรู้ เพราะอับรามอาศัยอยู่ที่หมู่ต้นก่อหลวงของมัมเร ...

คำนี้มีความหมายคือ คนแปลกถิ่น(Alien) ที่เที่ยวไปบนอยู่โลกผู้เขียนพระธรรมฮีบรูได้ให้ความหมายไว้
ฮบ.11:13 คนเหล่านั้นได้ตายไปขณะที่มีความเชื่อเต็มที่ และไม่ได้รับสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้ แต่เขาก็ได้เห็นและได้เตรียมรับไว้ตั้งแต่ไกล และรู้ดีว่าเขาเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก

ข้อคิดคือ  พระเจ้ามักจะเรียกร้องคนของพระองค์ให้ตัดสินใจก้าวข้ามอุปสรรค ด่านทดสอบความเชื่อ และเมื่อผ่านไปแล้ว นั่นหมายถึงพระพรที่เราจะได้รับ

ผมขอให้ภาพเปรียบเทียบคู่ขนาน เป็นข้อคิดในเทศกาลปัสกา  ดังนี้ครับ

1. ก้าวข้าม(Passover) ดีกว่าตายเปล่า (Pass away) 

ในเทศกาล ปัสกาเป็น การก้าวข้าม Passover เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งของเทศกาลนี้  เทศกาลนี้เป็นเทศกาลเริ่มต้นของเทศกาลของพระเจ้า และเป็นเทศกาลแรกในเดือนที่ 1 คือ นิสาน(Nissan) หรือ อาบีบ (Aviv) ซึ่งให้ความหมายในภาษาฮีบรูหมายถึง “green ears” การเริ่มต้นผลิใบในฤดูใบไม้ผลิ  (Spring )  เป็นการที่ต้นไม้เริ่มผลิใบจากในฤดูหนาว(Winter) สภาพต้นไม้มันเหมือนจะตายซากแล้ว แต่เมื่อฤดูกาลใหม่ มันกลับมีชีวิต(อสย.43:19  ดู​เถิด เรา​กำลัง​กระทำ​สิ่ง​ใหม่ งอก​ขึ้น​มา​แล้ว...) หากไม่ก้าวข้ามก็ต้องยอมตาย เหมือนเหตุการณ์ที่ชนชาติอิสราเอลเดินทางออกจากอิยิปต์และกองทัพของอียิปต์กำลังไล่มามาจนสุดทาง อุปสรรคขวางหน้าคือ ทะเลแดง สิ่งอั์จรรย์คือ พระเจ้าทรงเปิดหนทางออกให้อิสราเอลข้ามผ่านไปได้ (อพย.14)

เมื่อพระเจ้าทรงนำคนยิวก้าวออกมา (Passover) พระองค์ทรงมีจุดหมาย(Destiny)สำหรับพวกเขาคือ"ดินแดนพันธสัญญา" เมื่อพวกเขาเจออุปสรรคคือ "ทะเลแดง" พวกเขาจำเป็นต้องก้าวข้าม(Passover) หากเขาไม่ไปต่อก็ตายเปล่่า(Pass away) เพราะกองทัพอียิปต์ไล่ลาตามมาแล้ว (อพย.14) ทะเลแดงแหวกได้ด้วยความเชื่อที่ทะลวงสู่จุดหมาย(faith to destiny)

 ใบางครั้งเราพบกับอุปสรรคปัญหา  เราอาจจะมองไม่เห็นทาง หนทางอาจจะตัน แต่ในพระเจ้าทรงมีหนทางเสมอ 
 "เพียงเพราะเรามองไม่เห็นทาง แต่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่ทรงประทานหนทาง" เมื่อเราร้องทูลต่อพระเจ้าพระองค์จะทรงเปิดหนทางให้ 

และสิ่งนี้เป็นคำหนุนใจให้ระลึกถึงในเทศกาลปัสกา ชาวยิวจดจำเหตุการณ์นี้ได้และเล่าให้ฟังต่อไปถึงรุ่นต่อไป แม้แต่ผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ได้ใช้ถ้อยคำจากเหตุการณ์นี้หนุนใจคนอิสราเอล ให้ระลึกถึงการช่วยกู้ของพระเจ้าจากการเป็นทาสในอียิปต์  
อสย. 43:15-17 
15 เรา​คือ​พระ​เจ้า องค์​บริสุทธิ์​ของ​เจ้า เป็น​ผู้สร้าง​ของ​อิสราเอล เป็น​กษัตริย์​ของ​เจ้า”
16 ​พระ​เจ้า ผู้​ทรง​สร้าง​ทาง​ใน​ทะเล สร้าง​วิถี​ใน​น้ำ​ที่​มี​อานุภาพ
17 ผู้​ทรง​นำ​รถ​รบ​และ​ม้า กองทัพ และ​นักรบ​ออกมา เขา​ทั้ง​หลาย​นอน​ลง​ด้วย​กัน​และ​ลุก​ขึ้น​ไม่ได้ เขา​ทั้ง​หลาย​ศูนย์​ไป​และ​ดับ​เสีย​เหมือน​ไส้​ตะเกียง

เราจะสามารถมีบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าในชัยชนะในเทศกาลปัสกาได้เหมือนกับมิเรียมนำคนอิสราเอลร้องเพลง  อพย. 15:21 มิ​เรียม​จึง​ร้อง​นำ​ว่า “จง​ร้อง​เพลง​ถวาย​พระ​เจ้า​เถิด เพราะ​พระ​องค์​ทรง​ได้​ชัย​ชนะ​อย่าง​ใหญ่​หลวง ​พระ​องค์​ทรง​กวาด​ม้า​และ​พล​ม้า​ให้​ตก​ลง​ไป​ใน​ทะเล”

นอกจากนี้ คำว่า "ปัสกา"หรือ เพซัค (Pesach-פֶּסַח)ในภาษาฮีบรูยังให้ความหมายอีกอย่างว่า "การกระโดดข้าม"(Leap over)  สิ่งกีดขวาง เช่นกำแพง พระเจ้าจะเสริมกำลังให้เรา เราจะมีกำลังในการกระโดดข้ามสิ่งกีดขว่าง (แต่ไม่ใช่มีกำลังเพราะกินอาหารเมนูพระกระโดดกำแพงนะครับ) 
สดด. 18:29 ​พระ​เจ้า​ข้า ข้า​พระ​องค์​ตะลุย​กองทัพ​ได้​โดย​พระ​องค์ และ​โดย​พระ​เจ้า​ของ​ข้าพเจ้า​นี้ ข้าพเจ้า​สามารถ​กระโดด​ข้าม​  (leaped over)กำแพง​ได้

ขอพระเจ้าอวยพระพรให้เทศกาลปัสกาในปีนี้ เราจะก้าวข้ามอุปสรรคและกระโดดข้ามกำแพงแห่งปัญหาไปสู่ชัยขนะในพระองต์

2.จัดกองทัพ ดีกว่า กองทับถมกัน 


ในการอพยพออกจากอียิปต์ ประชาชนชาวอิสราเอลมีจำนวนประมาณ 6 แสนคน(อพย.12:37) หากไม่มีการจัดกองทัพคงจะวุ่นวาย เหมือนเอาคนมากองรวมทับกันไว้  เหมือนอิฐจะมีประโยชน์ไม่ใช่กองรวมกันไว้แต่ต้องนำมาจัดเรียงก่อร่างเป็นพระวิหาร(อฟ.2:20-22 )

ในพระธรรมอาโมส 3:3 กล่าวว่า "สอง​คน​จะ​เดิน​ไป​ด้วย​กัน​ได้​หรือ นอก​จาก​ทั้ง​สอง​จะ​ได้​ตก​ลง​กัน​ไว้​ก่อน" ขนาด 2 คนจะไปไนก็ต้องตกลงกันก่อน จึงจะไปได้ มีคำกล่าวว่า "คนเดียวไปได้เร็วแต่ไปได้ไม่ไกล แต่หลายคนช่วยกันจะไปได้ไกล แต่ถ้าหลายคนไม่ได้ตกลงกันคงจะไปกันใหญ่"

เนื่องด้วยประชาชนชาวอิสราเอลมีจำนวนประมาณ6แสนคนดังนั้นพระเจ้าจึงให้มีการจัดทัพของอิสราเอล

พระเจ้าทรงประทานพระบัญญัติ(Torah)สอนให้เข้าใจถึงทิศทางต่างๆและเคลื่อนไปด้วยการจัดกองกำลังเป็นเผ่าๆ โดยเริ่มต้นที่เผ่ายูดาห์  ยูดาห์เป็นเผ่าแรกของอิสราเอลที่เคลื่อนขบวนทัพเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร (กดว.10:14) เผ่ายูดาห์ขึ้นไปสู้รบ ทำสงครามก่อนเผ่าอื่น (วนฉ.1:2,20:18)   

คำว่า “ยูดาห์” หมายถึง “การสรรเสริญ”  กองทัพของอิสราเอลนำด้วยการสรรเสริญนมัสการพระเจ้า ความหมายของเดือนในเชิงการเผยพระวจนะ เดือนแรกคือเดือนนิสาน  จึงเป็นเดือนแห่งเผ่ายูดาห์ 
หลังจากนั้นตามด้วยเดือนอิยาร์ เดือนที่ 2  เป็นเดือนของเผ่าอิสสาคาร์  เป็นเผ่าที่รู้​กา​ลเวลาของพระเจ้า ทราบ​ว่า​อิสราเอล​ควร​ทำ​ประการ​ใด  (1 พศด. 12:32)  อิสสาคาร์ได้รับการสำแดงให้รู้ถึงวาระ เวลา และฤดูกาลของพระเจ้า 

ข้อคิดคือ เราต้องปรับเวลาของเรา เคลื่อนตามวาระเวลาของพระเจ้า เหมือนเผ่าอิสสาคาร์

หลังจากเผ่าอิสสาคาร์ คือ เผ่าเศบูลุน เป็นเผ่าประจำเดือนที่ 3 คือเดือนสิวาน โมเสสได้เผยพระวจนะถึงเว่าเผ่าอิสสาคาร์ และเผ่าเศบูลุนจะร่วมสนับสนุน “เศบู​ลุน​เอ๋ย จง​ปีติ​ร่า​เริง​เมื่อ​ท่าน​ออกไป และ​อิสสา​คาร์​เอ๋ย จง​ปีติ​ร่า​เริง​ใน​เต็นท์​ของ​ตน   เขา​จะ​เรียก​ชน​ชาติ​ทั้ง​หลาย​มา​ที่​ภูเขา และ​ถวาย​เครื่อง​สัตว​บูชา​อัน​ถูกต้อง​ที่​นั่น เพราะ​เขา​จะ​ดูด​ความ​อุดม​จาก​ทะเล และ​ได้​ขุมทรัพย์​ที่​ซ่อน​อยู่​ใน​ทราย”(ฉธบ.33:18-19)
เศบูลุนเป็นกองสนับสนุนของอิสราเอลในเรื่องของสเบียงและสิ่งต่างๆ 

หลังจากนั้นก็ไล่เผ่าดังนี้ รูเบน,สิเมโอน,กาด ต่อด้วย เอฟราอิม,มนัสเสห์,เบนยามิน ปิดท้ายด้วย 3 เผ่าท้ายคือ ดาน,อาเชอร์และนัฟทาลี หากนับเดือนจะปิดท้ายที่เดือนอาดาร์ เผ่านัฟทาลี 

(เนื่องจากบทความนี้มีพื้นที่จำกัด ผมคงไม่สามารถอธิบายได้หมดในแต่ละเผ่าซึ่งผู้อ่านสามารถไปอ่านบทความที่ผมเขียนไว้ เรื่อง "คุณอยู่เผ่าไหนในกองกำลังของพระเจ้า?" และเข้าไปอ่านในบทความ ความหมายของเดือนเชิงการเผยพระวจนะในแต่ละเดือนได้ )

ขอหนุนใจว่า เราควรจะนำชีวิตของเราเข้ามา(Alignment)อยู่ในกองกำลังของพระเจ้า  ด้วยการผูกพันอุทิศตัวกับคริสตจักรท้องถิ่นของท่าน เพราะคริสตจักรเป็นดั่งกองทัพในฝ่ายวิญญาณ ตัวอย่างเช่น "อามาสัย" ได้ "มาอาศัย"อยู่กับดาวิด จนเป็นทหารของกองทัพดาวิด

1พศด. 12:18 แล้ว​พระ​วิญญาณ​ได้มา​เหนือ​อา​มาสัย หัวหน้า​ของ​คน​ทั้ง​สามสิบ​นั้น และ​เขา​ทูล​ว่า “ข้า​แต่​ดาวิด ข้า​พระ​บาท​ทั้ง​หลาย​เป็น​ของ​ฝ่า​พระ​บาท และ​อยู่​กับ​ฝ่า​พระ​บาท ข้า​แต่​บุตร​เจสซี สวัสดิภาพ สวัสดิภาพ จง​มี​แก่​ฝ่า​พระ​บาท ​และสวัสดิภาพ​จง​มี​แก่​ผู้ช่วย​ของ​ฝ่า​พระ​บาท เพราะ​ว่า​พระ​เจ้า​ทรง​อุปถัมภ์​ฝ่า​พระ​บาท” แล้ว​ดาวิด​ทรง​รับ​เขา​ทั้ง​หลาย​ไว้ และ​ทรง​ตั้ง​ให้​เป็น​นายทหาร​ใน​กองทัพ​ของ​พระ​องค์

3.ธาตุแท้เป็นไท ดีกว่า ทาสแท้ๆที่ไม่ถูกไถ่

ในเทศกาลปัสกา ขอให้เราออกจากความคิดเดิมวงจรเก่าเข้าสู่ฤดูกาลใหม่ นั่นคือการออก เป็น "ปัดรังควานในฝ่ายวิญญาณ"  ตามรูปแบบปัสกา ชาวอิสราเอลจะกินผักขมเพื่อระลึกถึงความทุกข์ยากในอียิปต์และกินขนมปังไร้เชื้อ พวกเขาจะกำจัดเชื้อต่างๆที่อยู่ในบ้านให้หมดไป เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นมลทิน


ข้อคิดคือ เราต้องชําระเชื้อเก่าเพื่อก้าวสู่ความเป็นไทในความเชื่อใหม่ 

 คําว่า "เชื้อ" ในพระคัมภีร์เดิม โดยทั่วไปเป็นสัญลักษณ์ของการมีอยู่ของความชั่วร้ายหรือความไม่บริสุทธิ์(มลทิน)  เชื้อนั้นสามารถทําให้แป้งขนมปังที่หมักและฟู  ทําให้เกิดการเน่าเปื่อยหรือเสื่อมสภาพได้  ในเทศกาลปัสกาจึงมีการรับประทานขนมปังไร้เชื้อ  (อพย.12:19,13:6-8)


ในพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูคริสต์ตักเตือนสาวกให้ระวังเชื้อ  เชื้อ หมายถึงคําสอนผิด และหลักคําสอนที่ชั่วร้ายของฟาริสี สะดูสี และพวกเฮโรด(Herodias) (มธ.8:15,16:12)


 ในพระธรรม 1โครินธ์ 5:7-8  กล่าวว่า 

7 จงชําระเชื้อเก่าเสีย เพื่อท่านจะได้เป็นแป้งดิบก้อนใหม่ เหมือนขนมปังไร้เชื้อ   เพราะพระคริสต์ผู้ทรงเป็นปัสกาของเราได้ถูกฆ่าบูชาเสียแล้ว
 8 เหตุฉะนั้นให้เราถือปัสกานั้น   มิใช่ด้วยเชื้อเก่าซึ่งเป็นเชื้อของความชั่วช้าเลวทราม  แต่ด้วยขนมปังที่ไม่มีเชื้อ คือความจริงใจและสัจจะ

คําว่า “เชื้อ” ถูกกล่าวถึงโดยอัครทูตเปาโลว่าเป็นสัญลักษณ์ของ "ความชั่วช้าเลวทราม" ในขณะที่การไม่มีเชื้อหมายถึง "ความจริงใจและสัจจะ" ดังนั้นชีวิตที่เป็นไทคือการมีความเชื่อในพระวจนะของพระองค์  


เจมส์ กอลล์(James Goll) ผู้รับใช้พระเจ้า   กล่าวไว้ว่า "ความจริงแค่เพียง 1 ช้อน สามารถชำระล้างมหาสมุทรแห่งคำหลอกลวงได้  คุณจะต้องรู้ความจริงและความจริงจะทำให้คุณเป็นไท"


A spoonful of truth... Washes away an ocean of lies." You shall know the truth and the truth shall set you free.

อัครทูตเปาโลกล่าวถึงการชำระตัวหรือเชื้อเก่า ด้วยสัจจะแห่งพระวจนะของพระเจ้าเพื่อเราจะเป็นไทและได้รับสิ่งใหม่ในพระองค์

ผมขอหนุนใจด้วยถ้อยคำแห่งความจริงใจว่า "เราต้องตระหนักว่า ธาตุแท้(ความเป็นตัวตน)ของเรา คือ เราเป็นไท เราไม่ได้เป็นทาสอีกต่อไป เพราะเราได้รับการไถ่แล้วโดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ เมื่อเป็นไทแล้วก็อย่ากลับไปเป็นทาสอีกเลย" 

กท. 5:1 ​เพื่อ​เสรีภาพ​นั้นเอง​พระ​คริสต์​จึง​ได้​ทรง​ให้​เรา​เป็น​ไท เพราะ​ฉะนั้น จง​ตั้ง​มั่น และ​อย่า​เข้า​เทียม​แอก​ของ​การ​เป็น​ทาส​อีก​เลย

การค้นพบธาตุแท้ความเป็นตัวตนของเรา สิ่งนี้เราเรียกว่า อัตลักษณ์(Identity)  การค้นพบบางครั้งเราต้องปล้ำสู้ต่อสู้เพื่อให้ได้มา เหมือนดังยาโคบ (ปฐก.32:24-31)

24 ยาโคบอยู่ที่นั่นแต่ผู้เดียว มีบุรุษผู้หนึ่งมาปล้ำกับเขาจนเวลารุ่งสาง 25เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นว่าจะเอาชนะยาโคบไม่ได้ ก็ถูกต้องที่ข้อต่อตะโพกของยาโคบขณะที่ปล้ำสู้กัน ข้อต่อตะโพกของยาโคบก็เคล็ด 26บุรุษนั้นจึงว่า “ปล่อยให้เราไปเถิดเพราะใกล้สว่างแล้ว” แต่ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า” 27บุรุษผู้นั้นจึงถามยาโคบว่า “เจ้าชื่ออะไร” ยาโคบตอบว่า “ข้าพเจ้าชื่อยาโคบ” 28บุรุษนั้นจึงว่า “เขาจะไม่เรียกเจ้าว่ายาโคบต่อไป แต่จะเรียกว่า อิสราเอล(แปลว่า เขาผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า หรือพระเจ้าทรง ปล้ำสู้) เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์ และได้ชัยชนะ”  

29 ​ยาโคบจึง​ถาม​บุรุษ​ผู้​นั้น​ว่า “ขอ​ท่าน​บอก​ข้าพเจ้า​ว่า​ท่าน​ชื่อ​อะไร?” แต่​บุรุษ​นั้น​กล่าว​ว่า “ทำไม​เจ้า​จึง​ถาม​ชื่อ​เรา?” แล้ว​ก็​อวย​พร​ยาโคบ​ที่​นั่น
30 ​ยาโคบจึง​เรียก​สถานที่​นั้น​ว่า เปนี​เอล​ กล่าว​ว่า “เพราะ​ข้าพเจ้า​ได้​เห็น​พระ​เจ้า​ต่อ​หน้า​ข้าพเจ้า แล้ว​พระ​องค์​ทรง​ไว้​ชีวิต​ข้าพเจ้า”

31 ​เมื่อ​ยาโคบ​ผ่าน​เปนู​เอล​ดวง​อาทิตย์​ขึ้น​แล้ว เขา​เดิน​โขยก​เขยก​ (คำว่า Pesach) เพราะ​เจ็บ​สะโพก

ยาโคบได้พบกับพระเจ้าที่ เปนี​เอล​ (เห็นพระพักตร์พระเจ้า)  ท่านปล้ำสู้กับพระเจ้า และได้รับการเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนอัตลักษณ์ใหม่ จากยาโคบ แปลว่าจับส้นเท้า หรือ เขาหลอก  เมื่อก่อนนั้นเขาอยู่ด้วยการหลอกแยกชิงพระพรของเอซาวมาเป็นของตน แต่ตอนนี้พระเจ้าทรงให้พระพรเพราะเขาได้ปล้ำสู้จนได้รับ เขาต้องเจ็บปวดที่สะโพก และเดินโขยกเขยก คำว่า โขยก​เขยก (Lame-เลม) ในภาษาฮีบรูใช้คำว่า คำว่า เพสัคห์ Pesach  ให้ความหมายถึงการยับยั้งเดินไม่สะดวกเหมือนคนที่เดินโขยกเขยก) 

เช่นตอนที่มีการต่อสู้กันที่ภูเขาคารเมล ระหว่างผู้เผยพระวจนะของพระบาอัลและเอลียาห์ 


1พกษ.18:26 เขาทั้งหลายก็เอาวัวผู้ที่เขานํามาให้และเขาทั้งหลายก็จัดเตรียมและร้องออกพระนามพระบาอัล  ตั้งแต่เวลาเช้าจนเที่ยงกล่าวว่า "ข้าแต่พระบาอัล  ขอตอบพวกข้าพเจ้าเถิด" แต่ก็ไม่มีเสียงและไม่มีใครตอบ และเขาก็โขยกเขยก (คำว่า Pesach) อยู่รอบแท่นซึ่งเขาได้สร้างขึ้นนั้นอยู่รอบแท่นซึ่งเขาได้สร้างขึ้นนั้น


ปัสกาปีนี้จะเป็นปีที่เราจะต้องตัดสินใจว่า เราจะ“ก้าวข้ามไปข้างหน้า(Passover) หรือถูกยับยั้งเอาไว้(Lame-เลม)”  ก้าวไปเราจะเป็นไท แต่ถุกยับยั้งไว้เราจะยังคงเป็นทาสต่อไป เหมือนผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล ที่เขายึดมั่นในพระเจ้าเทียมเท็จ เขาก็ยังคงวนเวียนเดินโขยก​เขยก รอบแท่นบูชา อยู่ในวงจรแห่งการเป็นทาส แต่เอลียาห์ได้สั่งให้ไฟตกลงมาจากฟ้า ทำให้รู้ว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็นพระเจ้าที่เที่ยงแท้ 

1พกษ. 18:31-39 
31 เอลียาห์​นำ​ศิลา​สิบ​สอง​ก้อน​มา ​ตาม​จำนวน​เผ่า​บุตร​ชาย​ของ​ยาโคบผู้​ซึ่ง​พระ​วจนะ​ของ​พระ​ยาห์เวห์​มา​ถึง​ว่า “อิสราเอล​จะ​เป็น​ชื่อ​ของ​เจ้า” ...
36 และ​ต่อ​มา​เมื่อ​ถึง​เวลา​ถวาย​บูชา เอลียาห์​ผู้​เผย​พระ​วจนะ​ก็​เข้า​มา​ใกล้​ ทูล​ว่า “ข้า​แต่​พระ​ยาห์เวห์​พระ​เจ้า​ของ​อับราฮัม อิสอัค​ และ​อิสราเอล ขอ​ให้​เขา​ทราบ​เสีย​ทั่ว​กัน​ใน​วัน​นี้​ว่า พระ​องค์​คือ​พระ​เจ้า​ใน​อิสราเอล และ​ข้า​พระ​องค์​เป็น​ผู้​รับ​ใช้​ของ​พระ​องค์ และ​ข้า​พระ​องค์​ได้​ทำ​สิ่ง​เหล่า​นี้​ทั้ง​สิ้น​ตาม​พระ​ดำรัส​ของ​พระ​องค์
37 ข้า​แต่​พระ​ยาห์เวห์ ขอ​ทรง​ตอบ​ข้า​พระ​องค์ ทรง​ตอบ​ข้า​พระ​องค์ เพื่อ​ชน​ชาติ​นี้​จะ​ทราบ​ว่า​พระ​องค์​คือ​พระ​ยาห์เวห์ ทรง​เป็น​พระ​เจ้า และ​พระ​องค์​ทรง​หัน​จิต​ใจ​ของ​เขา​ทั้ง​หลาย​กลับ​มา​อีก”
38 แล้ว​ไฟ​ของ​พระ​ยาห์เวห์​ก็​ตก​ลง​มา​และ​เผา​เครื่อง​บูชา​เผา​ทั้ง​ตัว และ​ฟืน หิน และ​ผง​คลี และ​ลาม​เลีย​น้ำ​ใน​ร่อง​จน​แห้ง
39 และ​เมื่อ​ประชา​ชน​ทั้ง​หมด​ได้​เห็น พวก​เขา​ก็​ซบ​หน้า​ลง​ร้อง​ว่า “พระ​ยาห์เวห์​ พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า พระ​ยาห์เวห์ ​พระ​องค์​ทรง​เป็น​พระ​เจ้า”


พูดง่ายๆ คือ ปัสกาปีนี้ เราจะต้องตัดสินใจ ก้าวออกมา สู่สิ่งใหม่  ปลายทางคือคานาอันหรือเราจะยังคงเดินแบบ โขยกเขยก ในถิ่นทุรกันดาร

ผมเชื่อว่าเราจะฉลองปัสกาปีนี้ด้วยการก้าวทะลุทะลวงในฤดูกาลใหม่ของพระเจ้า 

ปัสกาปีนี้เป็นเวลาของการจัดกองกำลังเคลื่อนทัพสู่ชัยชนะในพระเจ้า

เราต้องรับยุทธศษตร์จากพระองค์ เคลื่อนตามเสียงของพระองค์ และก้าวข้ามผ่านอุปสรรคไปสู่เป้าหมายของพระเจ้า

ผมขอปิดท้ายด้วยภาคปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ 


1. ชำระบ้านของเราให้พ้นมลทินจากเชื้อที่ไม่ดี เริ่มจากบ้านของพระวิญญาณบริสุทธิ์ คือ ชีวิตของเรา ให้เราอธิษฐานขอการชำระความคิด ในภาคปฏิบัติ เราใช้เวลาในช่วงเทศกาลปัสกา ทำความสะอาดบ้านของเรา (ปัดรังควานในฝ่ายวิญญาณ) จัดงานเลี้ยงฉลองปัสกาในบ้านกับครอบครัว เราอาจจะไม่ต้องทำตามรูปแบบ อาหารในเทศกาลปัสกา 

สิ่งสำคัญคือ การรับพิธีมหาสนิทร่วมกันในครอบครัว เพื่อระลึกถึงการไถ่ของพระเยซูคริสต์ที่เป็นดั่งแกะปัสกา พระเยซูทรงรับปัสการ่วมกับสาวกก่อนจะไปสิ้นพระชนม์ที่กางเขน 

(ลก. 22:15-20) ​
15 พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ทั้ง​หลาย​ว่า ​“เรา​มี​ความ​ปรารถนา​อย่าง​ยิ่ง​ที่​จะ​รับประทานปัสกา​นี้​กับ​ท่าน​ก่อนที่​เรา​จะต้อง​ทน​ทุกข์ 
16 เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า เรา​จะ​ไม่​รับประทานปัสกา​นี้​อีก​จนกว่า​จะ​สำเร็จ ความ​หมาย​ของปัสกา​นั้น​ใน​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า” 
17 ​พระ​องค์​ทรง​หยิบ​ถ้วย เมื่อ​ขอบ​พระ​คุณ​แล้ว​ตรัส​ว่า “จง​รับ​ถ้วย​นี้​ไป​แบ่ง​กัน​ดื่ม 
18 ​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า เรา​จะ​ไม่​ดื่ม​จาก​ผล​ของ​เถา​องุ่น​อีก​ต่อไป​จนกว่า​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​จะ​มา”
19 ​พระ​องค์​ทรง​หยิบ​ขนม​ปัง เมื่อ​ขอบ​พระ​คุณ​แล้ว​ก็​ทรง​หัก​ส่ง​ให้​พวก​เขา ตรัส​ว่า “นี่​เป็น​กาย​ของ​เรา ซึ่ง​ให้​ไว้​สำหรับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย จง​ทำ​อย่าง​นี้​เพื่อ​เป็น​ที่​ระลึก​ถึง​เรา”
20 เมื่อ​รับประทาน​แล้ว จึง​ทรง​หยิบ​ถ้วย​และ​ทรง​ทำ​เหมือน​กัน​ตรัส​ว่า “ถ้วย​นี้​ที่​เท​ออก​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย เป็น​พันธสัญญา​ใหม่​โดย​โลหิต​ของ​เรา​

2.ถวายผลแรก เป็นเทศกาลแห่งการถวายผลแรก( first fruits) ในภาษาฮีบรูคือ bikkurim ביכורים 
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแกะปัสกาที่ถูกนำไปฆ่าเพื่อไถ่เราและเป็นผลแรกของการฟื้นขึ้นจากความตาย
1คร. 15:20 แต่บัดนี้ พระคริสต์ทรงถูกทำให้เป็นขึ้นมาจากความตายแล้ว และทรงเป็นผลแรกของพวกที่ล่วงหลับไป

ลนต. 23:9-14 ชาวอิสราเอลจะต้องถือ เทศกาลนี้หลังจากได้เข้าไปในดินแดนพระสัญญาแล้ว สิ่งที่พระเจ้าประทานให้ เราต้องถวายเป็น "ผลแรก" นี่คือสิ่งที่พระเจ้าทรงประสงค์และจะมีพิธียื่นถวายให้พระเจ้าทรงรับในวันแรกของสัปดาห์ (วันอาทิตย์) ในระหว่างเทศกาลขนมปังไร้เชื้อ (ลนต. 23:11)

ในวันที่มีเทศกาล นี้ ฟ่อนข้าวแรกของการเก็บเกี่ยวจะถูกนำมายังพระวิหาร ปุโรหิตจะโบกรวงข้าวนี้ต่อพระพักตร์พระเจ้าเพื่อให้พระเจ้าทรงยอมรับ

เราสามารถนำผลแรกของเรามาถวายในคริสตจักร เพื่อขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับการไถ่ของพระองค์
(สามารถอ่านบทความ ความเข้าใจเกี่ยวกับผลแรก เพื่อทำความเข้าใจได้)

3.เข้าร่วมในกองทัพแห่งชัยชนะของพระเจ้า เราต้องนำชีวิตของเราเข้ามา(Alignment)อยู่ในกองกำลังของพระเจ้า  ด้วยการผูกพันอุทิศตัวกับคริสตจักรท้องถิ่นของเราเพราะคริสตจักรเป็นดั่งกองทัพในฝ่ายวิญญาณ ฝึกฝนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม

4.ก้าวข้ามอุปสรรคต่างๆ ทีละขั้นด้วยชัยชนะร่วมกับพระองค์ 

เทศกาลต่างๆ มีความหมายในฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงกำหนดขึ้น เราในฐานะคริสตชนควรที่จะตระหนักและทำความเข้าใจถึงความหมาย เข้าใจถึงวาระเวลาของพระเจ้าในการให้เราระลึกถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ พักจากการงานเพื่อฟังพระสุรเสียงของพระเจ้า

เราไม่ควรจัดงานเทศกาลต่างๆ อย่างเป็นประเพณีนิยมที่ทำตามกันมา โดยปราศจากความเข้าใจถึงความสำคัญที่แท้จริง เน้นกิจกรรมมากกว่า วัตถุประสงค์ของพระเจ้าในเทศกาลต่างๆ

ขอพระเจ้าอวยพระพร ให้เทศกาลปัสกาปีนี้เป็นปีที่เราจะเข้าสู่กองกำลังของพระเจ้าและเคลื่อนทัพสู่ชัยชนะในพระองค์