07 พฤศจิกายน 2555

บันทึกการเดินทางอิสราเอล(6)

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน สำหรับบทความครั้งนี้เป็นช่วงวันจันทร์ที่ 3 ก.ย.12 ที่ผมอยู่ในประเทศอิสราเอล โปรแกรมในวันนี้ของคณะของเราคือการเดินทางไปชมสถานที่ต่างๆรอบกรุงเยรูซาเล็ม

Dome of Ascension
เริ่มจากช่วงเช้ารับประทานอาหารจากโรงแรม คณะของเราเตรียมชุดไปเปลี่ยนใส่ไว้ในกระเป๋าเป้ เพราะวันนี้จะมีโปรแกรมเดินลุยน้ำผ่านอุโมงค์เฮเซคียาห์ที่นครของดาวิด สถานที่ซึ่งครั้งก่อนผมได้ไปมาแล้วแต่ยังไม่ได้เข้าไปในอุโมงค์ ครั้งนี้เราเริ่มต้นจากการนั่งรถไปยังภูเขามะกอกเทศ(Mount of Olives)ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของกรุงเยรูซาเล็ม สามารถมองดูวิวทิวทัศน์รอบกรุงเยรูซาเล็มได้อย้างชัดเจน
สถานที่นี้มีความหมายสำหรับคริสตชนนั่นคือ เป็นสถานที่ที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์ต่อหน้าต่อตาเหล่าอัครสาวกและกำชับให้สาวกทุกคนที่เชื่อออกไปประกาศเป็นพยานจนสุดปลายแผ่นดินโลก(กจ.1:3-8)
(บทความ :วันแห่งการเสด็จสู่สวรรค์ของพระคริสต์(Ascension Day)

คณะของเราได้เข้าไปอธิษฐานในโดม(Dome of Ascension)ที่สร้างไว้ เพื่อเป็นสถานที่ระลึกถึงการเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูคริสต์ แม้ว่าจะเป็นเวลาไม่นานนัก เพราะมีคณะนักท่องเที่ยวคณะอื่นๆ ต่อคิวเข้าแถวรออยู่ข้างนอก แต่เราก็สามารถสัมผัสได้ถึงการทรงสถิตของพระเจ้าได้อย่างซาบซึ้งในจิตวิญญาณ แม้ว่าในวันที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์ไปแล้วแต่พระวิญญาณบริสุทธฺิ์ยังปกคลุมในชีวิตของเราผู้เชื่อตามพระสัญญา(กจ.2) แม้ว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จขึ้นสวรรค์ไปท่ามกลางสายตาของอัครสาวกไม่กี่คนที่เห็น แต่ในวาระสุดท้ายของโลกนี้ เราทุกคนหมดทั้งโลก ทุกสายตาจะได้เห็นการเสด็จกลับมาของพระองค์อย่างชัดเจน และหัวเข่า ทุกลิ้นทุกจะก้มกราบและสรรเสริญว่า "พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้า"(ฟป.2:7-10)

ระหว่างที่เราอยู่ที่ภูเขามะกอกเทศ เราได้ถ่ายภาพและมองดูรอบๆกรุงเยรูซาเล็มจากบนภูเขา มันเป็นภาพที่สวยงามมาก สถานที่แห่งนี้เองเป็นสถานที่พระเยซูทรงลาเข้ากรุงเยรูซาเล็ม(มธ.21) ฝูงคนนำใบปาล์มและใบไม้ต่างๆมาโบกและโห่ร้องว่า "โฮซันนา" ให้กับจอมกษัตริย์ที่เสด็จเข้ามา
จึงไม่แปลกใจว่าสถานที่นี้มีให้บริการขี่ลาชมรอบเมือง(ซึ่งมีป้ายเขียนว่า Jesus's taxi)

คณะของเราได้อธิษฐานกันที่บนภูเขามะกอกเทศ และเราเชื่อว่าในวาระสุดท้าย แม้คนยิวในเวลานั้นอาจจะไม่ยอมรับพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระมาซีฮา แต่ในวาระสุดท้ายพวกเขาจะกลับใจเชื่อและสารภาพออกจากบาปของเขาว่า พระเยซูคริสต์ คือ พระนามแห่งความรอด และชาวเยรูซาเล็มจะร้องต้อนรับพระองค์ว่า "Baruch Haba B'Shem Adonai "ขอให้ท่านผู้เสด็จมา ในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงพระเจริญ (มธ.23:39) 

คำอธิษฐานภาษาไทย ที่ Pater Noster
ในบริเวณนั้น เราเดินทางไปที่ Pater Noster ที่พระเยซูสอนสาวกให้อธิษฐาน (มธ.6:1-14)ไปหยุดถ่ายภาพที่ด้านหน้าของโบสถ์ Dominus Flevit ที่พระเยซูร้องไห้คร่ำครวญเพื่อเยรูซาเล็ม เดินเท้าต่อไปยังสวนเกทเสมนี (Garden of Gethsemane) สถานที่พระเยซูอธิษฐานกับสาวกก่อนถูกทหารโรมันจับตัว ในช่วงที่คณะเราได้มาที่สวนเกทเสมนี เราได้อธิษฐานและนมัสการพระเจ้ากันที่นี่
ในความรู้สึกช่วงเวลานั้น ผมนึกถึงภาพยาตร์เรื่อง The passion of the christ 
Garden of Gethsemane
ในช่วงเวลาสมัยนั้นพระเยซูคริสต์คงจะมีความลำบากใจในการตัดสินใจ แต่ถึงอย่างไรพระองค์ก็ไปนั่งอธิษฐานในสวน และขอให้สิ่งที่พระองค์จะทำเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระบิดา คือ การที่ไปถูกตรึงที่กางเขน (มธ.26:42)

นี่เป็นแผนการไถ่ของพระบิดาให้กับมนุษย์และสำเร็จแล้วผ่านทางพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้า

ช่วงกลางวัน คณะของเราได้มารับประทานอาหาร ณ ภัตตารคารท้องถิ่นแห่งหนึ่ง และมีพี่น้องคนไทยที่เป็นผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ที่ทำงานในประเทศอิสราเอลตามมาสมทบ คณะเราจึงได้อธิษฐานเผื่อพี่น้อง
ลอดอุโมงค์น้ำของเฮเซคียาห์
เราได้มาเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดกางเกงขาสั้น เพื่อจะเดินทางไปที่นครของดาวิดเพื่อจะไปอุโมงค์น้ำของกษัตริย์เฮเซคียาห์
(2พศด.32:27-31)
การเดินลอดอุโมงค์น้ำของกษัตริย์เฮเซคียาห์ เราจะต้องเตรียมไฟฉายเข้าไปและการเดินจะต้องเดินเป็นแถวตอนเรียงหนึ่งเพราะภายในอุโมงค์แคบและมืดมาก

ระหว่างที่เดินเข้าไปเราจะร้องเพลงนมัสการพระเจ้า และเมื่อเดินมาถึงจุดที่มืดที่สุด อ.นิมิต ให้เราทุกคนปิดไฟฉายและอธิษฐานร่วมกันเป็นการป่าวประกาศชัยชนะและการทะลุทะลวงสิ่งที่ขัดขวางในชีวิต เป็นประสบการณ์ที่ดียอดเยี่ยมจริงๆ ที่เราได้เดินลอดผ่านอุโมงค์นี้

ผมรู้สึกประทับใจในความตั้งใจของคนอิสราเอลจริงๆ ในทุกวันนี้พวกเขายังมีความพยายามขุดหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์เพื่อจะทราบความเป็นมาของประเทศของเขา ทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้นมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นคำพยานที่แสดงถึงความยิ่งใหญ่และความรักของพระเจ้าที่ปกครองเหนือประเทศนี้

หลังจากนั้นคณะของเราได้เดินทางไปยังอุโมงค์สวนองุ่น(Garden Tomb) อุโมงค์ที่สกัดไว้ในศิลาที่ใช้เก็บพระศพของพระเยซูหลังจากเชิญพระศพลงมาจากกางเขน(มธ.27:57–60) ซึ่งหากศึกษาตามประวัติศาสตร์น่าจะเป็นบริเวณนี้ แต่ในบางกลุ่มเช่นโรมันคาทอลิกเชื่อว่าพระศพของพระเยซูคริสต์อยู่โบสถ์ The Church of the Holy Sepulchre
แต่สำหรับความคิดส่วนผมเชื่อว่าน่าจะอยู่บริเวณอุโมงค์สวนองุ่น(Garden Tomb)นี้ เพราะหลักฐานรอบๆ เช่นมีสวนองุ่นและมีบ่อย้ำน้ำองุ่นโบราณ น่าจะเป็น​อุโมงค์​ของ​โย​เซ​ฟ เศรษฐีแห่งอา​ริ​มา​เธีย ที่เป็นสาวกของพระเยซูคริสต์ที่เดิมตั้งใจจะสร้างไว้เพื่อฝังศพของตนเอง แต่ท่านได้มอบให้พระเยซูเพื่อสำเร็จตามคำพยากรณ์(อสย.53:9 และเขาจัดหลุมศพของท่านไว้กับคนชั่ว ในความตายของท่านเขาจัดไว้กับเศรษฐี แม้ว่าท่านมิได้กระทำการทารุณประการใดเลย และไม่มีการหลอกลวงในปากของท่าน) 
โกละโกธา เนินเขารูปหัวกะโหลก
เมื่อเราเข้ามาสถานที่นี้ เราได้เดินไปยังที่โกละโกธา ที่เรียกว่า "เนินเขารูปหัวกะโหลก"  สถานที่ประหารพระเยซูโดยใช้วิธีการตรึงกางเขนตามแบบโรมัน

ผู้บรรยายชื่อว่า Paul Weaver บอกว่า พวกทหารโรมันได้ตรึงพระเยซูคริสต์ ณ สถานที่บริเวณนี้
เชื่อว่าพวกเขาตรึงพระองค์บริเวณถนนข้างล่างเนินเขา ไม่ใช่บนเนินเขา เพราะมีเหตุผล 3 ประการ

1.เพื่อให้คนเห็นป้ายแจ้งข้อหา ว่าถูกตึงกางเขน เพราะข้อกล่าวหาอะไร ข้อกล่าวหาที่พวกทหารโรมันตรึงพระเยซูที่กางเขน คือ พระเยซูคริสต์อ้างว่า "พระองค์เป็นกษัตริย์ของชาวยิว"
2.เพื่อให้คนที่เดินผ่านไปมา ได้กล่าวคำแช่งสาบให้กับผู้ที่ถูกตรึงกาเขน
3.เพื่อให้ได้ยินว่า เวลาผู้ที่ถูกตรึงกางเขนกล่าวคำว่าอะไร ก่อนตาย ประโยคสุดท้ายที่พระเยซูคริสต์กล่าวคือ 'เอลี เอลี ลามาสะบักธานี' แปลว่า 'พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย"(มธ.27:46)ก่อนที่จะกล่าวว่า "สำเร็จแล้ว" แล้วพระองค์ก็สิ้นพระชนม์

นี่เป็นประโยคสุดท้าย ที่แสดงถึงความทุกข์ทรมานที่พระเยซูคริสต์ต้องถูกละทิ้งให้โดดเดี่ยวที่กางเขน พระองค์ต้องแยกจากพระบิดา เพราะความบาปผิดของเราทั้งกลายที่พระองค์รับแทน พระองค์ได้ให้อภัยของเราทั้งหลายและทรงยกโทษความผิดบาปของเราแล้วที่ไม้กางเขน

เราได้เดินไปข้างในอุโมงค์ฝังพระศพ(Garden Tomb)เป็นอุโมงค์ที่ว่างเปล่า มีประโยคหนึ่งเขียนบนประตูที่ปากอุโมงค์ว่า "He is not here for He is risen" “พระองค์ไม่ได้อยู่ในนี้ พระองค์ทรงฟื้นขึ้นแล้ว

เมื่อเดินออกมา เราจึงได้ไปใช้เวลาสงบเงียบอธิษฐานกันแต่ละครอบครัวเพื่อสัมผัสความรักและการทรงเรียกของพระองค์ แผนการของพระองค์ที่มีต่อเรา  หลังจากนั้นเราจึงมารวมตัวกันเพื่อนมัสการและร่วมพิธีมหาสนิท ระลึกถึงการทรงเป็นพระเยซูคริสต์พระผู้ไถ่ที่ทรงมีชัยชนะเหนือความตายและนำเราสู่ชัยชนะร่วมกับพระองค์

หลังจากที่เราเสร็จสิ้นภารกิจตอนทั้งวัน คณะของเราได้ไปใช้เวลาสัมผัสชีวิตชาวยิวในตลาด จับจ่ายของที่ระลึก ผลไม้แห้ง-ผลไม้สด ถั่วชนิดต่างๆและกลับสู่ที่พักโรงแรม Leonardo Inn Hotel
รับประทานอาหารค่ำในโรงแรมที่พัก

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับตลอดทั้งวันนี้ ที่เราได้เดินทางตามรอยพระบาทพระเยซูคริสต์ไปตามสถานที่ต่างๆที่พระองค์เคยดำเนินอยู่ในโลกนี้ พระองค์ทรงเป็นผู้บุกเบิกความเชื่อให้เราทั้งหลาย เพื่อให้เราติดตามพระองค์ (มก. 8:34 ..."ถ้าผู้ใดใคร่จะตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบกและตามเรามา)ในสมัยนั้นพระองค์ได้ยอมทนทุกข์ทรมานเพื่อเราทั้งหลาย พระองค์ต้องเอาชนะความปรารถนาของตนเองเพื่อทำตามน้ำพระทัยพระบิดา พระองค์ยอมถูกเยาะเย้ยต้องสวมมงกุฎหนาม ถูกเหยียดยามดูหมิ่นอับอาย ถูกตรึงกางเขน และอยู่ในอุโมงค์แต่พระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตายด้วยชัยชนะเหนือความบาป ความตาย พระองค์ได้รับพระเกียรติอย่างยิ่งใหญ่
ในวันนี้ เราทุกคนจึงต้องเอาชนะตนเอง เพื่อติดตามพระองค์ ต้องผ่านบททดสอบต่างๆ ต้องรับมงกุฎหนามแห่งการทดสอบก่อนที่จะได้รับมงกุฎงามในวาระสุดท้าย สรรเสริญพระเจ้า

ยก.1:12 ความสุขย่อมมีแก่คนนั้นที่สู้ทนการทดลอง เพราะเมื่อปรากฏว่าผู้นั้นทนได้แล้ว เขาจะได้รับมงกุฎแห่งชีวิต ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลายที่รักพระองค์

คณะของเรายังคงอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มต่อไป ในครั้งต่อไปเราจะไปที่กำแพงร้องไห้เพื่อไปอธิษฐานและเดินทางไปยังสถานที่กำเนิดของพระเยซูคริสต์ที่เบธเลเฮม โปรดติดตามอ่านในครั้งต่อไปนะครับ
ขอพระเจ้าอวยพระพร
(สามารถกลับไปอ่านในครั้งที่ผ่านมาได้ตาม link นี้นะครับ ครั้งที่ 1,2,3,4,5)

01 พฤศจิกายน 2555

บันทึกการเดินทางอิสราเอล(5)

ล่องเรือนมัสการพระเจ้ากลางทะเลกาลิลี
สวัสดีครับเพื่อนๆผู้อ่านทุกท่าน บทความในครั้งนี้ผมขอกลับมาแบ่งปันประสบการณ์ในช่วงวันที่ 28 ส.ค.-5 ก.ย.12 ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปดินแดนพันธสัญญาของพระบิดาที่ประเทศอิสราเอลกันครั้งนี้เป็นบันทึกการเดินทางอิสราเอลครั้งที่ 5 แล้ว
(สามารถกลับไปอ่านในครั้งที่ผ่านมาได้ตาม link นี้นะครับ ครั้งที่ 1,2,3,4)

ในวันอาทิตย์ที่ 2 ก.ย 2012 คณะของเราได้เดินทางออกจากที่พักที่เมืองทิเบเรียส ไปยังท่าเรือที่ทะเลสาบกาลิลี เพื่อขึ้นเรือ Worship Boatที่มีชื่อว่า "Faith(ความเชื่อ)"
จุดประสงค์ของเราคือการล่องเพื่อนมัสการพระเจ้าร่วมกับพี่น้องชาวยิวผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์(Messianic Jews) ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นกัปตันเรือและนำนมัสการชื่อว่าคุณ
อ.นิมิตเชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาบนเรือ
ดาเนียล คาร์เมล(Daniel Carmel)โปรแกรมเริ่มแรกคืออ.นิมิตเป็นผู้เชิญธงชาติไทยขึ้นสู่ยอดเสาบนเรือ และคณะของเราได้ร่วมกันร้องเพลงชาติไทย ในช่วงเวลานั้นผมรู้สึกว่า "การร้องเพลงชาติไทยในต่างแดน ช่างไพเราะจริง ความรู้สึกประมาณนักกีฬาไทยรับเหรียญและร้องเพลงชาติไทยเลย"

หลังจากนั้นเป็นการอธิษฐานและนมัสการพระเจ้าร่วมกันบนเรือ เพลงนมัสการเป็นการ้องแบบสองภาษาคือมีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฮีบรู ผมสัมผัสว่าภาษาฮีบรูเป็นภาษาจากสวรรค์จริงๆ แม้จะร้องได้ไม่ได้บ้างแต่มันเป็นการสัมผัสถึงส่วนลึกในจิตวิญญาณ
ขอบพระคุณพระเจ้าที่สร้างจิตวิญญาณส่วนนี้เพื่อให้เราร้องเพลงนมัสการพระองค์

คณะของเราล่องเรือเลียบชายแดนประเทศจอร์แดน ได้เห็นแนวเขตแดนระหว่างอิสราเอล-จอร์แดน ผ่านฝูงแพะแกะ ซึ่งยังคงเป็นวิถีชีวิตของชาวเบดูอิน(Bedouin)  ชาวพื้นเมืองที่นำฝูงแพะแกะกินหญ้าตามภูเขา คณะของเราใช้เวลาประมาณ2ชั่วโมงบนเรือก่อนที่จะเข้าฝั่ง บนเรือเราได้ซื้อของที่ระลึกเป็นการสนับสนุนงานพันธกิจนี้ของลูกเรือที่เป็นพี่น้องชาวยิวผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ พวกเขาได้เล่าให้เราฟังว่า เรือของพวกเขาจะไปจอดที่ไหนจะถูกข่มเหงและกีดกันไม่ให้จอดเพียงเพราะว่าพวกเขาเป็นชาวยิวผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์ คณะของเราจึงได้อธิษฐานเผื่อและถวายทรัพย์เพื่อสนับสนุนงานพันธกิจ
พิธีรำลึกถึงการบัพติศมาในน้ำที่แม่น้ำจอร์แดน

คณะของเราได้เดินทางต่อไปยังสถานบัพติศมาในน้ำที่ชื่อว่า "Qasrel yahud" ริมแม่น้ำจอร์แดน ซึ่งสถานที่นี้คนยิวเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่พระเยซูคริสต์รับบัพติศมาจากยอห์น บัพติศโต ในครั้งนี้ผมและภรรยาได้ตัดสินใจรับพิธีการรำลึกถึงการบัพติศมาในน้ำอีกครั้ง โดยผู้ประกอบพิธีคืออ.นิมิตและDr.Susan Watson

สำหรับพิธีรำลึกถึงการบัพติศมาในน้ำ ที่คณะของเรารับนั้น เป็นการแสดงออกถึงความเชื่อในการชำระชีวิตให้บริสุทธิ์(Sanctification)เหมือนกับการอาบน้ำเราต้องทำการชำระร่างกายบ่อยๆ ส่วนการบัพติศมาในน้ำนั้น เป็นการทำเพียงครั้งเดียว ไม่จำเป็นต้องทำหลายครั้ง การ Baptiszo ความหมายคือ การจุ่มให้มิดเหมือนการยอมผ้า  


คณะของเราไม่ได้มารับบัพติศมาอีกครั้ง เพียงแต่เป็นการรำลึกถึงการบัพติศมาในน้ำ   ซึ่งโดยส่วนตัวผม ผมเคยรับบัพติศมาในน้ำเมื่อ 19 ปีที่แล้ว การทำพิธีรำลึกถึงการบัพติศมาในน้ำครั้งนี้เป็นการทำให้ผมจดจำและระลึกถึงพระคุณความรักในการไถ่ของพระเยซูคริสต์ และการชำระชีวิตของเราให้สะอาดปราศจากความผิดบาป

ในตัวอย่างเหตุการณ์พระคัมภีร์ นาอามานก็รับการชำระท่ี่แม่น้ำจอร์แดนโดยผู้รับใช้พระเจ้าเอลีชา โดยท่านจุ่มลงในแม่น้ำจอร์แดนถึง 7ครั้ง ผิวของท่านสะอาดผ่องใสเหมือนเด็ก(2พกษ.5:1-14)
ผมและภรรยาเข้าสู่พิธีรำลึกถึงการบัพติศมาในน้ำครั้งนี้ เป็นการทำ "babyface" เลยทีเดียว

ในระหว่างพิธีนี้Dr.Susan Watson จะเผยพระวจนะให้กับทุกคน ผมได้รับข้อความจากท่านว่า จะเป็นนักรบของพระเจ้าที่มีความเมตตากรุณา (Mercy warrior)
สรรเสริญพระเจ้าสำหรับประสบการณ์ครั้งนี้
ปลาเปโตร
หลังจากนั้นคณะของเราได้ไปพักรับประทานอาหารที่ภัตตาคารริมทะเลสาบกาลิลี อาหารที่เป็นจานเด็ดในมื้อนั้นคือ "ปลาเปโตร (คล้ายกับปลานิลบ้านเรา)"
ขอบคุณพระเจ้าที่คุณนวลละออได้เตรียมน้ำจิ้มอาหารทะเลมาทำให้รสชาติอาหารดีขึ้นมาก เพราะคณะของเราหลายท่านเริ่มคิดถึงอาหารไทยแล้ว


อ.นิมิตมอบเงินถวายให้อ.อับเนอร์

หลังจากนั้นคณะของเราได้เดินทางไปยังเมืองเบเออร์เชบา ไปโบราณสถาน(Tel Be’er Sheva) เพื่อพบและฟังคำบรรยายจากผู้รับใช้พระเจ้า อาจาร์ยอับเนอร์(Avner)ผู้ซึ่งคริสตจักรของเราได้ทำพันธสัญญาเมื่อตอนต้นปีที่ผ่านมา ท่านได้สอนเราให้เข้าใจความสำคัญและการเชื่อมต่อพันธสัญญาที่พระเจ้ามีต่ออิสราเอล เพราะพระเจ้าทรงประทานพระสัญญาให้กับอับราฮัม
สถานที่นี้เป็นสถานที่ที่อับราฮัมทำพันธสัญญากับกษัตริย์อาบีเมเลค(ปฐก.21:22-34)
สถานที่นี้มีบ่อน้ำแห่งพันธสัญญาหรืออาจจะเรียกว่า "บ่อน้ำแห่งการสาบาน" หรือ "บ่อน้ำของลูกแกะเจ็ดตัว"(ปฐก.26:33)
สถานที่นี้เราได้เห็นถึงพระคุณของพระเจ้าที่มีต่อประชากรของพระองค์ พระองค์ไม่เคยลืมพันธสัญญาของพระองค์ แม้จะผ่านไปหลายชั่วอายุคน ดังนั้นเราทั้งหลายเป็นลูกหลานของอับราฮัม เมื่อเรายืนเคียงข้างคนของพระองค์การอวยพรก็จะมาสู่ชีวิตของเราด้วยเช่นกัน
ปฐก.12:2 เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร

สถานที่นี้คณะของเราได้ร่วมกันอธิษฐานเผื่อและมอบเงินถวายเพื่อสนับสนุนงานพันธกิจของอาจารย์อับเนอร์ นี่คือการยืนเคียงข้างพันธสัญญาอิสราเอลที่เราตั้งใจจะทำตลอดชีวิตของเรา

หลังจากนั้นเราเดินทางไปสู่เมืองหลวงตลอดกาล คือกรุงเยรูซาเล็ม และไปเช็ค-อิน เข้าสู่โรงแรม Leonardo Inn Hotel อีกครั้ง

ในครั้งต่อไปจะแบ่งปันถึงการเดินทางไปสถานที่ในกรุงเยรูซาเล็ม สถานที่ที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน อุโมงค์ฝังพระศพและสถานที่พระเยซูคริสต์เสด็จขึ้นสวรรค์ โปรดติดตามอ่านต่อครั้งหน้านะครับ ขอพระเจ้าอวยพรครับ

23 ตุลาคม 2555

บันทึกการเดินทางอิสราเอล(4)


รูปปั้นเอลียาห์ ที่ภูเขาคารเมล
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งสำหรับการแบ่งปันประสบการณ์การเดินทางในดินแดนศักดิ์สิทธิ์(Holy land) ประเทศอิสราเอล ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4แล้ว มีหลายสิ่งที่น่าประทับใจจึงได้บันทึกไว้เพื่อให้อ่านกัน
(สามารถติดตามอ่านในคั้งที่ 1-3 ได้ตาม link นี้นะครับ บันทึกการเดินทางอิสราเอล(1,2,3)
ในวันเสาร์ที่ 1 ก.ย.12 คณะของเราได้เดินทางจากที่พักเพื่อมาร่วมนมัสการพระเจ้าที่ O Ha Carmel Congregation ตั้งอยู่บนภูเขาคารเมล สถานที่นมัสการนี้ออกแบบเป็นรูปแท่นบูชา และเพดานจะเป็นกระจกใสเพื่อให้แสงแดดส่องลงมา มองแล้วทำให้จินตนาการภาพเหมือนตอนที่เอลียาห์อธิษฐานขอไฟจากสวรรค์ลงมาเผาเครื่องบูชาบนแท่น ซึ่งเป็นการต่อสู้กับผู้เผยพระวจนะของพระบาอัล (1พกษ.18)
ณ สถานนมัสการแห่งนี้ คณะของเราได้พบกับอ.Peter Tsukahira ท่านได้แบ่งปันภาระใจในการประกาศข่าวประเสริฐกับคนอิสราเอล แม้ว่าท่านเป็นคนญี่ป่น -อเมริกัน แต่ท่านมีหัวใจเพื่อให้คนอิวราเอลกลับใจเชื่อในพระเยซูคริสต์ว่าเป็นพระเมสสิยาห์ คณะของเราได้ร่วมกันถวายเพื่อพันธกิจนี้โดยอ.นิมิต เป็นผู้มอบเงินถวายนี้ให้กับอ.Peter Tsukahira 
ร่วมนมัสการที่
O Ha Carmel Congregation
หลังจากนั้นคณะของเราได้เดินทางไปชมบนยอดเขาคารเมล มองเห็นทิวทัศน์รอบๆเมืองอย่างชัดเจน และจุดสำคัญคือ ป่าวประกาศชัยชนะของพระเจ้าแห่งอิสราเอล ณ สถานที่นี้ ซึ่งครั้งหนึ่งผู้เผยพระวจนะเอลียาห์ได้พนันขันต่อกับพระบาอัล 450 คน เพื่อสำแดงแก่ชาวอิสราเอลในเวลานั้นซึ่งทิ้งพระเจ้าให้รู้ว่าพระเยโฮวาห์เป็นพระเจ้าผู้เที่ยงแท้ไม่ใช่พระบาอัล (1พกษ18:16-39)

ผมลองจิตนาภาพไปถึงในสมัยนั้น ที่ภูเขาคารเมล คงจะมีประชาสัมพันธ์ไปทั่วเมืองถึงการต่อสู้กันระหว่างผู้เผยพระวจนะเอลียาห์กับกับพระบาอัล 450 คน  หากว่าในสมัยนั้นมีการถ่ายทอดสดคงจะได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เรทติ้งดีและมีโฆษณาติดต่อมาเป็นสปอนเซอร์ในการถ่ายทอดสดศึก Big match ในครั้งนี้
ลองคิดดูเถอะครับว่าท่านเอลียาห์มีความกล้าหาญขนาดไหน ท่านได้สั่งไฟจากฟ้าสวรรค์ลงมาเพื่อเผาเครื่องบูชาที่แท่นบูชา พระยาเวห์ทรงเป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่มากกว่าพระเทียมเท็จใดๆทั้งสิ้น 
หุบเขายิสเรเอล
(Jezreel Valley)
เมื่องมองดูจากภูเขาคารเมลเราสามารถมองเห็นความเขียวขจีของหุบเขายิสเรเอล(Jezreel Valley) บริเวณนี้เป็นเส้นทางการค้าโบราณจากชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เนียนสู่เมืองดามาสกัส ทำให้มีการสู้รบเพื่อยึดครองบริเวณนี้ตลอดมา ทำให้เราสามารถเข้าใจคำทำนายในพระธรรมวิวรณ์ซึ่งกล่าวถึงสงครามสุดท้าย สงครามอามาเกดโดน(Armageddon) ที่เมืองเมคกิโด(Megidon)ได้อย่างแจ่มชัด (วว.16:16)
ในวาระสุดท้ายของโลกจะมีการต่อสู้กันในสงครามครั้งสุดท้าย ณ สถานที่นี้
ผมสัมผัสได้ถึงการเตรียมชีวิตเข้าสู่สงครามในครั้งสุดท้าย  คริสตจักรจึงต้องเป็นกองทัพของพระเจ้าที่พร้อมประจัญบานเสมอ เมื่อมีการเป่าแตรแห่งการรบ  เราจึงต้องดำเนินชีวิตอย่างไม่ประมาท และตระหนักเสมอว่าเราต้องต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญาณ

จากคำสอนของอ.นิมิต พานิช เรื่อง "วิญญาณเยเซเบล” คำว่า “เยเซเบล”เป็นชื่อของภรรยาของกษัตริย์อาหับ มีความชั่วร้ายมาก “เยเซเบล” นั้นมีความหมายว่า "ไม่มีผู้ร่วมอาศัยด้วย"  ดังนั้นเยเซเบลหรือวิญญาณของเยเซเบลนั้นจึงเป็นวิญญาณหรือท่าทีที่ ปฏิเสธที่จะอาศัยด้วยกันหรืออยู่ร่วมกันกับคนอื่น วิญญาณเยเซเบลจะไม่อยู่กับใครเว้นแต่นางจะควบคุมและครอบงำความสัมพันธ์นั้นได้
ซึ่งมีผู้ที่มีใจขมขื่นมักจะควบคุมและบังคับคนอื่น เพราะความรู้สึกไม่มั่นคง

วิญญาณนี้จะหาทางแทรกซึมเข้ามาในตำแหน่งของผู้นำ เพื่อจะใช้สิทธิอำนาจบาตรใหญ่ในการควบคุม พระวจนะของพระเจ้าใน วว.2:20-21 ได้กล่าวถึงว่า
20 แต่เรามีข้อที่จะต่อว่าเจ้าบ้าง คือ พวกเจ้าทนฟังผู้หญิงชื่อเยเซเบล ที่ยกตัวขึ้นเป็นผู้เผยพระวจนะ หญิงนั้นสอน และล่อลวงผู้รับใช้ของเรา ให้ล่วงประเวณี และให้กินของที่บูชาแก่รูปเคารพแล้ว
21 เราให้โอกาสหญิงนั้นกลับใจ แต่นางก็ไม่ได้กลับใจจากการประพฤติชั่วเลย
ดังนั้นเราจึงต้องตระหนักถึงวิญญาณเหล่านี้ที่เข้ามาครอบครองหรือควบคุมอยู่ในชีวิตของเรา ควบคุมอยู่ในครอบครัวของเรา ควบคุมอยู่ในคนรอบข้างของเรา หรือแม้แต่ควบคุมในชีวิตของตัวเราเอง

หลังจากที่เราใช้เวลานานพอสมควร ณ สถานที่นี้  เราจึงเดินทางต่อไปเพื่อจะไปรับประทานอาหารกลางวัน หลังจากนั้นเดินทางต่อไปยังเมืองนาซาเร็ธ (Nazareth)ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเป็นเมืองที่พระเยซูใช้ชีวิตในวัยเด็กจนเติบโตและผ่านหมู่บ้านคานา(Cana) ที่ซึ่งพระเยซูทรงแสดงอัศจรรย์ครั้งแรกโดยทรงทำน้ำให้เป็นเหล้าองุ่นในงานแต่งงาน แต่เนื่องจากเวลาจำกัดเราจึงได้แค่นั่งรถผ่านเพื่อชมทิวทัศน์รอบเมืองเท่านั้น

เมืองเมืองนาซาเร็ธ (Nazareth)เป็นเมืองเล็กๆ ค่อนข้างจะบ้านนอก หรือ เรียกว่า "เซาะกราว" และไม่ค่อยมีคนให้ความสำคัญแม้แต่ในพระคัมภีร์ (ยน.1:45-51)ยังได้บันทึกไว้ว่า ฟิลิปและนาธานาเอล ได้รับคำเล่าลือถึงเรื่องพระเยซูชาวเมืองนาซาเร็ธ แม้แต่นาธานาเอลยังดูหมิ่นเลยว่า "สิ่งดีอันใดจะมาจากนาซาเร็ธได้หรือ"
แต่สิ่งที่ดีของเมืองนี้คือ พระเยซูคริสต์ พระองค์สำแดงทำให้ทั้งฟิลิปและนาธานาเอล มาติดตามเป็นสาวกของพระองค์ และพวกเขาได้เห็นสิ่งอัศจรรรย์ตามพระสัญญาของพระเยซูคริสต์คือ พวกเขาได้เห็นการเสด็จขึ้นสวรรค์ของพระเยซูคริสต์
"เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะได้เห็นท้องฟ้าเบิกออก และบรรดาทูตสวรรค์ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์"(ยน.1:51)
นี่คือสิ่งที่ดีจากเมืองเล็กๆที่ชื่อว่า "นาซาเร็ธ"
น่าเสียดายที่ชาวเมืองนาซาเร็ธ พวกเขาไม่เห็นสิ่งอัศจรรย์ได้มากมาย เพราะพวกเขาไม่เชื่อในพระเยซูคริสต์ เพราะดูหมิ่นว่าพระองค์เป็นลูกช่างไม้ เป็นชาวนาซาเร็ธ

ริมทะเลสาบกาลิลี
ในชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน อาจจะไม่ได้มาจากเมืองที่มีชื่อเสียง หรือไม่ได้มีการศึกษาสูง หรือ ประสบความสำเร็จมาก่อน แต่สิ่งที่สำคัญในชีวิตของเราคือ การได้พบกับสิ่งที่ดี คือพระเยซูคริสต์
พระองค์ทำการอัศจรรย์เปลี่ยนแปลงน้ำธรรมดาให้เป็นเหล้าองุ่นที่หมู่บ้านคานา วันนี้สิ่งอัศจรรย์ที่สุดในชีวิตของเรา คือ "การเปลี่ยนแปลงชีวิตในชีวิตของเรา"

บางคนพระเยซูคริสต์เปลี่ยนเหล้าให้กลายเป็นเงิน เพราะเขาสามารถเลิกดื่มเหล้าทำให้มีเงินมากมายช่วยเหลือครอบครัว

วันนี้ถ้าเราเชื่อเราจะเห็นถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์

ในเย็นวันนั้นเราได้ไปที่ริมทะเลสาปกาลิลีอีกครั้ง ไปซื้อของฝากและชมสถานที่รอบๆทะเลสาป ก่อนที่จะเดินทางไปสู่ที่พักที่ Hukuk Kibbutz
ในครั้งต่อไปจะแบ่งปันถึงเรื่องประสบการณ์การล่องเรือบนทะเลสาบกาลิลีเพื่อนมัสการพระเจ้า โปรดติดตามอ่านในครั้งหน้านะครับ

15 ตุลาคม 2555

คริสเตียนกับเทศกาลกินเจ

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน หากเราเดินทางไปไหนมาไหนช่วงนี้ ตามร้านค้าขายอาหาร เราจะเห็นธงสีเหลืองเต็มไปหมด ธงสีเหลืองนั้นเป็นสัญลักษณ์ของอาหารเจ เปรียบเหมือนกับอาหารของชาวมุสลิมจะมีเครื่องหมาย "ฮาลาล(Halal)" สำหรับชาวอิสราเอลที่เคร่งครัดจะมีเครื่องหมาย"โคเชอร์ (Kosher)"รับรองว่าอาหารนั้นถูกต้องตามหลักการโทราห์ของยิว 

ทศกาลกินเจเป็นการเตือนให้พุทธศาสนิกชนที่ปฏิบัติตนถือศีลกินเจได้ตระหนักถึงการไม่ เบียดเบียนชีวิตสัตว์ และการตั้งอยู่ในศีลตลอดช่วงระยะเวลา 9 วัน 9 คืน

การนับวันของเทศกาลกินเจ เขานับกันดังนี้คือ เทศกาลกินเจจะตรงกับเดือน 9 ตั้งแต่วันขึ้น 1 ค่ำถึง 9 ค่ำ ตามปฏิทินจันทรคติแบบจีน หรือในราวปลายเดือนตุลาคมของทุกปี นาน 9 วัน (ปี 2012 จะตรงกับวันที่ 15 ต.ค.-23 ต.ค.)

คำว่า “เจ” เป็นภาษาจีนมาจากคำว่า “ไจ” ซึ่งมีอักษรจีนตัวสีแดงบนพื้นสีเหลืองและแปลว่า “ไม่มีการทำลายชีวิต ไม่มีของคาว” ความหมายค่อนข้างไปในทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน
คำดั้งเดิมของ “เจ” หมายถึง “อุโบสถ หรือ การรักษาศีล 8” คือคนกินเจมักจะถือศีลร่วมด้วย การไม่กินอาหารพวกเนื้อสัตว์ จึงมักเรียกติดปากว่า “ถือศีลกินเจ” ผู้ปฏิบัติธรรมที่รักษาศีลความเป็นมนุษย์ จะต้องเจริญเมตตาและกรุณา จึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์

คำว่า "กินเจ" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง การถือศีลอย่างญวนและจีนที่ไม่กินของสดคาว แต่บริโภคอาหารประเภทผักที่ไม่มีของสดของคาวผสม ซึ่งมาจากรากศัพท์คำภาษาจีนที่ว่า "เจียฉ่าย" หมายถึง การกินอาหารผัก อาหารที่มาจากพืชผักธรรมชาติ ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปน และไม่ปรุงด้วยผักฉุน 5 ชนิด ได้แก่ กระเทียม หัวหอม หลักเกียว กุยช่าย ใบยาสูบ และงดเว้นน้ำนมสด นมข้นด้วย เพราะถือว่าเป็นของสดของคาว

กลุ่มชาวจีนมีประเพณีเทศกาลกินเจซึ่งเรียกว่า “เก้าอ๊วงเจ” เป็นการประกอบพิธีกรรมสักการบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายรวมทั้งพระพุทธเจ้าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลายโดยเฉพาะเจ้าแม่กวนอิม จุดประสงค์หลักของการกินเจ แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ
(ข้อมูลจาก http://hilight.kapook.com/view/76601)

1.กินเพื่อสุขภาพ เพราะอาหารเจเป็นอาหารชีวจิต เมื่อกินติดต่อกัน จะทำให้ร่างกายสมดุล สามารถขับพิษของเสียต่าง ๆ ออกจากร่างกายได้ และปรับระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้มีเสถียรภาพ

2.กินด้วยจิตเมตตา เนื่องจากทุก ๆ วัน อาหารที่เรากินประกอบด้วยเลือดเนื้อของสรรพสัตว์ ผู้ที่มีจิตใจดีงามจึงไม่สามารถกินเนื้อของสัตว์เหล่านั้นได้ 
 
3.กินเพื่อเว้นกรรม เพราะการฆ่าเอาเลือดเนื้อผู้อื่นมาเป็นของเราเป็นการสร้างกรรม แม้จะไม่ได้ลงมือฆ่าเองก็ตาม เพราะการซื้อผู้อื่นเท่ากับการจ้างฆ่า ถ้าไม่มีคนกินก็ไม่มีคนฆ่ามาขาย ผู้ที่เข้าใจเรื่องกฎแห่งกรรมจึงหยุดกิน หันมารับประทานอาหารเจแทน โดยไม่เห็นแก่ความอร่อยในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงแค่ให้อาหารผ่านลิ้นเท่านั้น

เมื่อเราในฐานะคริสตชน เราต้องทำเข้าใจในหลักการเบื้องหลังของเทศกาลต่างๆ จุดยืนที่สำคัญคือท่าทีในใจมากกว่าการกระทำ ท่าทีที่ถูกต้องก็จะนำมาซึ่งการกระทำที่ถูกต้อง ดังนั้น "การกินเจ อยู่ที่ใจ ไม่ใช่ตามกระแส" เพราะการกินอาหารที่ถูกหลักอนามัยก็ทำให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกาย
บางครั้งการกินเจ แม้จะเป็นอาหารที่ทำจากพืชผัก แต่บางครั้งทำเลียนแบบเนื้อสัว์เหมือนของจริงมาก  แม้กินไม่ได้แต่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าได้กินสิ่งนั้น  เรียกว่า "ไม่ได้กินจริง ขอกินทางใจแล้วกัน"

สำหรับผมแล้ว ผมรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่ได้งดเว้นสิ่งใด และการทำแบบนี้ทุกเทศกาล ไม่ได้ทำเป็นเทศกาล เพียงแต่เลือกรับประทานให้เหมาะสมและออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ

บางท่านถามว่าเรากินเจได้ไหม ผมคิดว่ากินได้แต่ต้องพิจารณาจากจุดประสงค์กินเพื่ออะไร บางสิ่งที่เป็นอาหารเจ ยกตัวอย่างเช่น จับฉ่าย ในสมัยก่อนจุดประสงค์แรกคือเป็นการถนอมอาหารไม่ให้เน่าเสีย เพราะมีผักออกมามาก รับประทานไม่หมด เลยเอาผักต่างๆที่ใกล้จะเสีย มาทำเป็นจับฉ่าย คือ รวมมิตรผักทุกชนิด หลังจากนั้นมีสูตรการทำจับฉ่ายเป็นมาตรฐาน ไม่ใช่ใส่ผักอะไรก็ได้ สำหรับผมคงไม่ต้องกินจับฉ่าย เพราะรับประทานผักหมด ไม่มีเหลือ เรียกว่า "จับเจี๊ยะ" แทน "จับฉ่าย"

เรื่องแบบนี้เป็นประเด็นร่วมสมัยที่คริสเตียนต้องมีการแสดงจุดยืน แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่เป็นเหตุให้ผู้ใดสะดุดและเป็นอุปสรรคในการได้รับความรอด

ในกิจการฯบทที่ 15:1-29 มีบทเรียนสอนใจคริสตชน กล่าวคือ เมื่อมีคนต่างชาติเชื่อมากขึ้น คนยิวก็เกิดคำถามว่าคนต่างชาติจะต้องทำตามคนยิวหรือไม่ เขาจะเป็นคริสเตียนโดยไม่ต้องทำสุหนัตได้หรือไม่ เขาจะเป็นคริสเตียนแท้ไหมถ้าเขาไม่ทำแบบยิว เดี๋ยวนี้เรารู้แล้วว่าแม้เราไม่เข้าสุหนัตเราก็เป็นคริสเตียนแท้ได้ แต่สมัยเริ่มต้นคริสตจักรไม่ใช่คิดได้ง่ายๆ เขาเกิดความสับสนอย่างมาก จนต้องมีการประชุมคณะอัครทูตเป็นครั้งแรก ที่ประชุมซึ่งมีพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย และอัครทูตสรุปว่า คนต่างชาติไม่ต้องเข้าสุหนัต แต่อัครทูตขอร้องอย่าทำตามคนต่างชาติ 4 ข้อ คือ
(1)งดรับประทานสิ่งของที่ได้บูชาแก่รูปเคารพ
(2)งดการรับประทานเลือด
(3)งดรับประทานเนื้อสัตว์ที่รัดคอตาย
(4)งดการล่วงประเวณี

ประเด็นการรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราต้องพิจารณา นั่นคือการไม่รับประทานอาหารที่บูชาแก่รูปเคารพ ไม่รับประทานเลือดและเนื้อสัตว์ที่รัดคอตาย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งมลทินและไม่เกิดอนามัยต่อร่างกาย เช่นเลือดเป็นสิ่งที่คริสเตียนควรจะหลีกเลียงการรับประทาน เพราะเลือดเป็นแหล่งแห่งชีวิต บางทีมีเชื้อโรคบางชนิดอยู่ในเลือดแม้ว่าจะมีการใช้ความร้อนสูงในการปรุง บางทีก็ยังไม่สะอาดรับประทานเข้าไปจะส่งผลเสียต่อร่างกาย  

หากเราศึกษาพระคัมภีร์จะเห็นในสมัยปฐมกาล พระเจ้าให้มนุษย์รับประทานพืชผักและผลไม้(ปฐก.2:15-16)พระ​เจ้า​จึง​ทรง​ให้​มนุษย์​นั้น​อยู่​ใน​สวน​เอเดน ให้​ทำ​และ​รักษา​สวน​ พระ​เจ้า​จึง​ทรง​บัญชา​แก่​มนุษย์​นั้น​ว่า “บรรดา​ผลไม้​ทุก​อย่าง​ใน​สวน​นี้ เจ้า​กิน​ได้​ทั้งหมด​" แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโลก(ปฐก.9)ต้นไม้ต่างๆถูกน้ำท่วมตายไป พระเจ้าจึงอนุญาตให้มนุษย์รับประทานสัตว์ได้แต่กำหนดข้อยกเว้นไว้บางประการเช่น "อย่ากินเนื้อพร้อมกับชีวิตของมันคือเลือดของมัน" 
ปฐก.9:3-6
3"ทุกสิ่งที่มีชีวิตเคลื่อนไหวไปมา จะเป็นอาหารของเจ้า เราจะยกของทุกอย่างให้แก่เจ้า ดังที่เรายกต้นผักเขียวสดให้แก่เจ้าแล้ว"
4"แต่อย่ากินเนื้อพร้อมกับชีวิตของมันคือเลือดของมัน"
5 "โลหิตที่เป็นชีวิตของเจ้านั้นเราจะทวง เราจะทวงจากสัตว์ทั้งปวง และเราจะทวงจากมนุษย์ด้วย เราจะทวงชีวิตมนุษย์จากเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
6 "ผู้ใดฆ่ามนุษย์ให้โลหิตไหล มนุษย์จะฆ่าผู้นั้นให้โลหิตไหลเหมือนกัน เพราะพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ ตามพระฉายาของพระองค์"

ดังนั้นการรับประทานอาหารจึงเป็นสิ่งที่เราควรเอาใจใส่ เรารับประทานอาหารอะไรจะส่งผลต่อร่างกายของเรา เรียกว่า "You are what you eat" บางครั้งเรารับประทานอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ส่งผลต่อเราทำให้เจ็บป่วยและไม่สบาย เช่น กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ ทำให้เป็นโรคขาดสารอาหาร กินอาหารที่มีไขมันมากเกินไป ทำให้เป็นโรคอ้วน หรือโรคอื่นๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ พระเยซูคริสต์สอนเราให้เราเข้าใจ สิ่งที่สำคัญคือ การรับประทานอาหารเข้าไปไม่ได้เป็นมลทินแต่สิ่งที่ออกมาจากเราเป็นสิ่งมลทิน
มธ.15:10-20 ฝ่ายพระเยซูตรัสตอบว่า "ท่านทั้งหลาย ยังไม่เข้าใจด้วยหรือ ท่านยังไม่เห็นหรือว่า สิ่งใด ๆ ซึ่งเข้าไปในปากก็ลงไปในท้อง แล้วก็ถ่ายออกลงส้วมไป แต่สิ่งที่ออกจากปากก็ออกมาจากใจ สิ่งนั้นแหละทำให้มนุษย์เป็นมลทิน ความคิดชั่วร้าย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การล่วงประเวณี การลักขโมย การเป็นพยานเท็จ การใส่ร้าย ก็ออกมาจากใจ สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน แต่ซึ่งจะรับประทานอาหารโดยไม่ล้างมือก่อน ไม่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน"


พระเยซูคริสต์ได้สอนให้เกิดความสมดุลในการดำเนินชีวิต บางครั้งพวกฟาริสี ธรรมาจารย์ทำตัวเป็นนักการศาสนา มาคอยจับผิดผู้อื่น ว่ารับประทานสิ่งนั้นเป็นมลทิน หรือ การไม่ทำตามธรรมเนียมยิวโบราณคือการล้างมือก่อนรับประทานอาหารเป็นสิ่งที่เป็นมลทิน

สิ่งที่สำคัญคือสิ่งที่ออกมาจากภายในต่างหากสำคัญมากกว่าสิ่งใดเข้าไปข้างใน

ฉะนั้นการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน หลักการคือ

1.พระเจ้าดูท่าทีในใจ เราจะกินเจหรือไม่อยู่ที่ใจ หากเรากินเพื่อสุขภาพอนามัย เราก็สามารถรับประทานได้ แต่ไม่ได้มาจากการถือศีลตามเทศกาล

2.อย่าทำแล้วเป็นเหตุให้ผู้ใดสะดุด ทำให้เกิดความสับสนในความเชื่อคริสตชน มีจุดยืนที่ชัดเจนคือการไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เป็นการไหว้รูปเคารพ แม้ว่าทุกสิ่งที่เป็นอาหารนั้นพระเจ้าทรงสร้างให้เรารับประทาน เพียงแต่มีคนนำไปเพื่อไหว้รูปเคารพ เราสามารถรับประทานได้ แต่หากหลีกเลี่ยงได้จะเป็นการดี



การรับประทานผักและผลไม้เป็นประโยชน์ต่อเรา หากเรารับประทานได้จะเป็นการดีสำหรับสุขภาพของเรา ตัวอย่างในพระคัมภีร์เช่น ดาเนียลและเพื่อนของท่าน งดรับประทานเนื้อสัตว์ซึ่งเป็นอาหารสูงจากพระราชา ท่านรับประทานแต่ผักผลไม้ หน้าตาผิวพรรณของท่านดูดีมากกว่าผู้อื่นด้วยซ้ำไป 
(ดนล.1:8-16แต่​ดาเนียล​ตั้งใจ​ไว้​ว่า​จะ​ไม่​กระทำ​ตัว​ให้​เป็น​มลทิน​ด้วย​อาหาร​สูง​ของ​พระ​ราชา หรือ​ด้วย​เหล้า​องุ่น​ซึ่ง​พระ​องค์​ดื่ม เพราะ​ฉะนั้น​เขา​จึง​ขอ​หัวหน้า​ขันที​ให้​ยอม​เขา​ที่​ไม่​กระทำ​ตัว​ให้​เป็น​มลทิน...​ เมื่อ​ครบ​สิบ​วัน​แล้ว​จึง​เห็น​ว่า​บรรดา​คน​เหล่า​นั้น​รูปร่าง​หน้าตา​ดีกว่า และ​เนื้อ​หนัง​เต่ง​ตั่ง​กว่า​บรรดา​อนุชน​ที่​รับประทาน​อาหาร​สูง​ของ​พระ​ราชา​)

การกินผักผลไม้เป็นการทำดีท็กซ์ Detox ย่อมาจาก คำว่า Detoxification หมายถึง กระบวนการในการล้างสารพิษ (Toxin)ออกจากร่างกายด้วยวิธีการต่างๆ  นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า การสะสมพิษ เช่น อุจจาระตกค้าง ที่ลำไส้ใหญ่ หรือ อาการท้องผูก เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ร่างกายเราอ่อนแอและเกิดโรคต่าง ๆ  การรับประทานอาหารจากพืชผักก็เป็นการช่วยในการขับถ่าย

ในช่วงเทศกาลกินเจ เป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เรากลับมาสนใจในเรื่องการรับประทานอาหารมากขึ้น แม้แต่เทศกาลต่างๆในโลกนี้ยังมีจุดประสงค์ที่ดี ทำให้เป็นช่วงเวลากลับมาสนใจเรื่องต่างๆในชีวิต ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด เทศกาลในฝ่ายวิญญาณที่เป็นช่วงนัดพบกับพระเจ้า เราต้องกลับมาสนใจในเรื่องต่างๆที่พระเจ้าทรงกำหนดช่วงเวลาไว้ เทศกาลกินเจ ก่อนจะกินสิ่งใด สนใจในพระวจนะที่เป็นอาหารฝ่ายวิญญาณที่กินใจและหนุนใจ ทำให้เรามีกำลังในการเผชิญสถานการณ์ในทุกช่วงเวลาของชีวิต
ขอพระเจ้าอวยพรครับ

13 ตุลาคม 2555

คำอธิษฐานอวยพรประจำเดือนเชสวาน (CHESHVAN)

เชสวาน - เดือนที่ 8 ตามปฏิทินฮีบรู - 16 ตุลาคม ถึง 15 พฤศจิกายน 2012
สาส์นนี้คือคู่มือการอธิษฐานสำหรับเดือนเชสวาน - เดือนที่ 8 ตามปฏิทินฮีบรู
โดย รอน ซอว์คะ(Ron Sawka)
เชสวาน - เดือนที่ 8 ตามปฏิทินฮีบรู - 16 ตุลาคม ถึง 15 พฤศจิกายน 2012

1.เดือนแห่งเผ่ามนัสเสห์ (ลืม,กระโดดหนี) ดังความหมายของชื่อเผ่ามนัสเสห์ (ปฐก 41.51) พระเจ้าทรงอวยพรเรา ดังนั้นเราสามารถที่จะลืมความยากลำบากและความทุกข์ยาก เราต้องระมัดระวังในเดือนนี้ กิจกรรมที่ดำเนินไปคุณต้องถามพระเจ้าว่าจะจัดการให้ผ่านไปได้อย่างไร จงระลึกถึงพระเยซูผู้ที่อดทนต่อกางเขนเพื่อความรื่นเริงยินที่ที่ได้เตรียมไว้สำหรับพระองค์ (ฮบ 12.2)

2.เดือนแห่งน้ำท่วมของโนอาห์ (1 ปี กับ 10 วัน) เราจะเห็นน้ำท่วมเคลื่อนรอบข้างเรา จนกว่าบางสิ่งจะรับการจัดการ ให้เราแน่ใจที่จะจัดการกับประเด็นต่าง ๆ

3.เดือนที่ถูกสงวนไว้สำหรับการเจิม มันอาจจะทำให้ง่ายหรือยากก็ได้ การเจิมจะหักแอก (อสย 10.27) แต่น้ำมันก็จะต้องถูกบีบออกมา ดังนั้น จงชื่นชมแม้ว่าสถานการณ์รอบข้างอาจจะบีบเราอย่างหนัก

4.เดือนที่จะต้องจัดการกับความยากลำบาก และการทดลอง ด้วยการรับการเจิม จงให้ความเจ็บปวดของคุณเปลี่ยนคุณให้อยู่ในแผนการของพระเจ้า เราไม่ได้รับการยกเว้นที่จะไม่ต้องอยู่ในเวลาที่เลวร้าย แต่เราสามารถถูกเปลี่ยนโดยรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจโดยไม่เกี่ยวกับว่าเราเจออะไรมาบ้าง (รม 12.2) ถ้าเราเป็นของโลก ทั้งหมดที่เราสามมารถทำได้ก็คือไปตามอย่างโลก (เหมือนบุตรของเบลีอัล - 2คร 6.15, ฉธบ 13.13) เรามีฤทธิ์และโลหิตของพระเยซูไหลผ่านเรา ฉะนั้นเราเปลี่ยนแปลงได้

5.ดังนั้นจงขอพระเจ้าให้ทรงล้างวิญญาณแห่งความอิจฉา ขมขื่น การบ่น การมุ่งหาประโยชน์สำหรับตน (ยก 3.13-16) สิ่งเหล่านี้เข้ามาได้ง่าย ๆ และจะกลายเป็นป้อมปราการที่ขวางเราไว้จากการเลียนแบบอย่างพระเยซูคริสต์ จงทบทวนดูชีวิตของโมเสสจนกว่าคุณจะเข้าใจว่าทำไมความโกรธจะยั้งคุณไว้ไม่ให้ดำเนินก้าวหน้าไป (โมเสสถือกำเนิดในเดือนนี้)

6.เดือนที่จะต้องจัดการกับเรื่องที่เป็นราก อีกนัยหนึ่งคือ นี่เป็นเวลาแห่งการปลดปล่อย

7.เดือนของกลิ่น ในเดือนนี้นั้น วิญญาณจะตอบสนองในทางที่ไม่ปกติ กลิ่นจะมีผลต่อวิญญาณ ไม่ใช่ร่างกาย กลิ่นหอมของพระเจ้าสามารถแทรกซึมเข้ามาในธรรมชาติฝ่ายวิญญาณได้ (2คร 2.14-16) และเปลี่ยนทั้งเราและคนรอบตัวเรา

8.เดือนแห่งต้นเมอหรือเมอเทิล(“myrrh”or“myrtle”)(ดอกเมอเทิลหรือไมร์เทิล มีความหมายว่าความรัก-แสดงสัญลักษณ์ของการแต่งงานของฮิบรู)

9.เดือนที่จะสัมผัสกลิ่นของความยำเกรงพระเจ้า (อสย 11.13) จงขอจากพระเจ้า คือกลิ่นหอมแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะฟุ้งออกจากชีวิตของเรา

10.เดือนที่คุณจะเริ่มเห็นสีสัน เดือนนี้คือสีม่วง ซึ่งมักจะหมายถึง "ความปรารถนาอันแรงกล้าของพระเจ้า"
11.ความปรารถนาอันแรงกล้าจะช่วยให้เราได้รับการเปิดเผยสำแดง ซึ่งจะส่งเสริมให้เราเคลื่อนเข้าไปสู่ภาวะเหนือธรรมชาติ

12.เดือนแห่งราศีพิจิก หรืออสรพิษ(งู)แห่งเอเดน ศัตรูต้องการวางยุทธศาสตร์ล้อมตัวคุณเพื่อขัดขวางคุณ ดังนั้นนี่อาจเป็นเวลาแห่งอึดอัดลำบาก แต่จงจำไว้ว่าพระเยซูทรงกระทืบหัวงู และเราสามารถทำและจะต้องทำอย่างเดียวกับพระองค์ (รม 16.20)

13.เดือนของตัวอักษรฮีบรู NUN ตัวอักษรนี้ดูคล้ายกับเขตแดนและอ้างอิงถึงแสงสว่าง ซึ่งแม้ว้าเราจะถูกจำกัดด้วยขอบเขตของธรรมชาติ แต่เราก็จะเจาะทะลุสิ่งต่าง ๆ ออกไปได้เพื่อจะสร้างเสียงใหม่แห่งการเริ่มต้น หากปราศจากการเจิมใหม่ในเดือนนี้ ซาตานจะได้เปรียบ

14.นี่คือเดือนที่จะขึ้นไปเหยียบแผนของศัตรู คุณต้องร้องขอการเจิม คุณจะสามารถมีชัยชนะเหนืออุบายทั้งสิ้นของผีร้ายได้ด้วยการให้อภัย (2คร 2.10-11)

15.เดือนแห่งลำไส้ นี่เป็นเดือนที่การย่อยสมบูรณ์ มีความสามารถในการแยกแยะและซึมซับสิ่งต่าง ๆ

16.เดือนที่คุณต้องทำสงครามกับถ้อยคำ นี่ควรเป็นเดือนที่คุณจะร้องว่า "ฉันรู้สึกพอใจแล้ว" อันเป็นการผลักไสถ้อยคำที่นำความไม่พอใจมาออกไป ถ้อยคำที่พูดออกมาอย่างไม่ถูกต้องจะลงไปลึกถึงห้วงในสุดของความเป็นคุณได้ บางทีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องท้องอาจเกิดขึ้นเพราะคุณรับเอาถ้อยคำที่ไม่ถูกต้อง

(ข้อมูลจาก http://www.arise5.com/#/hebrew-months)
(ขอขอบคุณผู้แปลโดย เอกจิต จรุงพรสวัสดิ์)

10 ตุลาคม 2555

บันทึกการเดินทางอิสราเอล(3)

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน เราได้กลับมาพบกันอีกครั้งในบันทึกการเดินทางอิสราเอลซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3แล้ว สำหรับการเล่าสู่กันฟังถึงประสบการณ์การเดินทางไปประเทศอิสราเอล
(สามารถอ่านบันทึกการเดินทางอิสราเอล ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ได้ตามที่ link ไว้นะครับ)

สิ่งที่ผมจะเล่าให้ฟังคือการเดินทางไปอิสราเอลครั้งนี้ คืออยู่ในช่วงวันศุกร์ที่ 31 ส.ค.12 คณะของผมได้ไปต้อนรับคณะจากกรุงเทพฯที่เดินทางมาถึงสนามบิน ถึงสนามบินเบนกูเรียล(Ben Gurion)กรุงเทลอาวีฟ (Tel Aviv) เราได้ต้อนรับผู้ที่จะบรรยายพิเศษเป็นไกด์กิตติมศักดิ์ของคณะเรา คือ Dr.Susan Watson(ดร.ซูซาน วัตสัน) หลังจากรวมตัวกันเสร็จแล้ว เราได้เดินทางโดยรถทัวร์ของบริษัท Sar-el ไปสถานที่เรียกว่า "โบราณสถานของเผ่าดาน" (Tel Dan-เทลดาน) ที่ซึ่งเราได้เห็นซากเมืองเก่า และซากแท่นบูชา สถานที่นี้มีความสำคัญที่พระคัมภีร์บันทึกไว้คือ เป็นพื้นที่ของเผ่าดานที่ครอบครองโดยยึดเมืองเลเชม(ยชว.19:47)เมื่อดินแดนคนเผ่าดานหลุดมือเขาไป คนเผ่าดานก็ขึ้นไปสู้รบกับเมืองเลเชม เมื่อยึดได้ก็ประหารเสียด้วยดาบ จึงยึดครองที่ดินและตั้งอยู่ที่นั่น เรียกเมืองเลเชมว่า ดาน ตามชื่อของดานบรรพบุรุษของตน

คำว่า "ดาน"ในภาษาฮีบรูหมายถึง การพิพากษา ผูัวินิจฉัย("judgement" หรือ "he judged") เป็นชื่อเผ่าหนึ่งของคนอิสราเอล ดานเป็นบุตรของยาโคบกับสาวใช้ของนางราเชล คือ บิลฮาห์
ปฐก. 30:4-6 
4 นางจึงยกบิลฮาห์สาวใช้ของตนให้เป็นภรรยาของยาโคบ ยาโคบก็เข้าไปหานาง
5 บิลฮาห์ก็ตั้งครรภ์กับยาโคบและมีบุตรชาย
6 นางราเชลว่า "พระเจ้าผู้ทรงตัดสินเรื่องข้าพเจ้า ได้ทรงสดับฟังเสียงข้าพเจ้าทูลจึงประทานบุตรชายแก่ข้าพเจ้า" เหตุฉะนี้นางจึงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าดาน {แปลว่า เขาพิพากษาแล้ว}

แท่นบูชาที่เทลดาน
เผ่าดานเป็นเผ่าที่มีชื่อเสียงในการช่างเพราะเป็นผู้ที่มีส่วนสร้างพลับพลาในสมัยโมเสส คือ "โอโฮลีอับ"(อพย.31:6)งานช่างที่ใช้ฝีมือละเอียดปราณีต เผ่าดานมีความสามารถทำได้ เรียกว่า "เผ่า Dan Can do"
การไปชม"โบราณสถานของเผ่าดาน" ครั้งนี้ เราได้รับฟังข้อคิดเตือนใจเรา ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ในพระคัมภีร์ 1พกษ.12 เป็นเหตุการณ์ที่อิสราเอลแตกเป็น 2 อาณาจักรคืออิสราเอล(สะมาเรีย)และยูดาห์ ในสมัยของกษัตริย์เรโหโบอัม โอรสของกษัตริย์ซาโลมอน กษัตริย์เยโรโบอัมนำคนอิสราเอลให้ไหว้รูปเคารพเพราะต้องการที่จะเอาใจประชาชนไม่ต้องการให้เดินทางไปนมัสการพระเจ้าที่กรุงเยรูซาเล็ม เพราะเกรงว่าประชาชนจะหันใจไปหาราชวงศ์ยูดาห์ของกษัตริย์ดาวิด(1พกษ.12:27-30) 27ถ้าชนชาติเหล่านี้ขึ้นไปถวายเครื่องสัตวบูชาในพระนิเวศของพระเยโฮวาห์ที่กรุงเยรูซาเล็ม แล้วจิตใจของชนชาติเหล่านี้จะหันกลับไปยังเจ้านายของเขาทั้งหลาย คือหันไปยังเรโหโบอัมกษัตริย์แห่งยูดาห์ และเขาทั้งหลายจะฆ่าเราเสีย และกลับไปยังเรโหโบอัมกษัตริย์แห่งยูดาห์”  28 ดังนั้นกษัตริย์จึงทรงปรึกษา และได้ทรงสร้างลูกวัวสองตัวด้วยทองคำ และพระองค์ตรัสแก่ประชาชนว่า “ที่ท่านทั้งหลายขึ้นไปยังกรุงเยรูซาเล็มนานพออยู่แล้ว โอ อิสราเอลเอ๋ย จงดูพระของท่าน ดูเถิด พระองค์ผู้ทรงนำท่านทั้งหลายออกจากประเทศอียิปต์” 29 และพระองค์ก็ประดิษฐานไว้ที่เบธเอลรูปหนึ่ง และอีกรูปหนึ่งทรงประดิษฐานไว้ในเมืองดาน  30 และสิ่งนี้กลายเป็นความบาป เพราะว่าประชาชนได้ไปนมัสการรูปหนึ่ง คือที่เมืองดาน

และสิ่งนี้เอง ทำให้เผ่าดานจึงไม่ถูกกล่าวถึงในพระธรรมวิวรณ์และถูกนับรวมกับเผ่าอิสราเอล 12 เผ่า เพราะพวกเขาได้ทำบาปต่อพระเจ้า

ข้อคิดเตือนใจ คือ เมื่อผู้นำทำผิด คิดที่จะเอาใจคน แทนที่จะเลือกทำตามน้ำพระทัยพระเจ้า จะนำคนเดินทางผิด หลงทางจากพระเจ้า  ผลเสียจึงตกมาสู่แผ่นดินและชนชาติ
มาถึงที่ดาน มีบทกลอนท่องจำดังนี้ "มาถึง Dan(ดาน) ให้ทิ้ง Dan หากเลือก Dan ก็จะอยู่ดัก Dan"

สถานที่เทลดานนั้นไม่ได้มีแต่สิ่งที่ไม่ดี แต่ยังมีสิ่งที่ดีให้จดจำ นั่นคือ ที่ดานนี้เป็นแหล่งแห่งต้นสายของแม่น้ำจอร์แดน(Jordan)เป็นแม่น้ำที่หล่อเลี้ยงคนอิสราเอล ทั้งประเทศ สิ่งที่น่าอัศจรรย์คือ อุณหภูมิของน้ำจะอยู่ที่ 14'C ตลอดทั้งปี

ผมประทับใจการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอิสราเอล แม้ว่าพวกเขามีความจำกัดในเรื่องน้ำ แต่พวกเขาต้องบริหารจัดการอย่างดี เพื่อจะให้มีน้ำดื่ม น้ำใช้อย่างเพียงพอ หรือไม่ท่วมล้นจนเกินไป เรียกว่า "เอาอยู่" 
ทรัพยากรน้ำ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้คนอิสราเอลจำเป็นต้องพึ่งพาพระเจ้า เพราะสุดเหยียดของมนุษย์ คือ ฝีพระหัตถ์ของพระเจ้าที่อวยพร  ดังนั้นคนยิวจึงมีความถ่อมใจเพราะการช่วยเหลือของพระเจ้า

ที่ราบสูงโกลาน (Golan Height)
หลังจากเสร็จภารกิจที่เทลดาน เราเดินทางต่อไปที่ราบสูงโกลาน (Golan Height)เป็นที่ตั้งของฐานทัพที่อิสราเอลใช้ในการต่อสู้กับประเทศอาหรับ เช่น เลบานอน ซีเรีย และจอร์แดน  เป็นจุดเหนือสุดของประเทศอิสราเอล ณ จุดนี้เราจะสามารถเห็นภูเขาเฮอร์โมน(Hermon)ที่กล่าวถึงในสดด.133และเห็นเขตแดนติดต่อประเทศเลบานอนและประเทศซีเรีย
เป็นที่ตั้งของหุบเขาบาคา(สดด.84:6) หุบเขาแห่งน้ำตา (Valley of Tear) ทำไมถึงมีชื่อว่า "หุบเขาแห่งน้ำตา (Valley of Tear)" ทั้งนี้เพราะว่าในเดือน ต.ค.ปีค.ศ.1973 เกิดสงครามที่เรียกว่า "สงครามยมคิปปูร์"(Yom Kippur -เทศกาลลบมลทินบาป -เป็นช่วงเวลาอดอาหารอธิษฐานแสวงหาพระเจ้า)กับประเทศซีเรีย ในเหตุการณ์นั้นกองทัพซีเรียบุกมาด้วยรถถัง 500 คัน ขณะที่อิสราเอลมีรถถังเพียง 50 คันและน้ำมันเกิดหมดต้องกลับไปเติมน้ำมัน ระหว่างนั้นเมื่อกองทัพซีเรียมาประชิดชายแดน ทหารอิสราเอลที่มีกำลังน้อยกว่าหลายเท่า จึงตัดสินใจบุกเข้าไปโจมตีทั้งที่ไม่มีรถถังต่อสู้ กองทัพซีเรียก็ไม่สามารถยิงปืนใหญ่จากรถถังได้เพราะระยะใกล้มาก จนวิถีของกระสุนเลยกองทัพอิสราเอลไป ผลสุดท้ายพระเจ้าจอมพลโยธา(Yaweh Sabaoth)เป็นผู้ประทานชัยชนะให้กับชนชาติอิสราเอลของพระองค์

นมัสการและอธิษฐานที่โกลาน
ที่ราบสูงโกลาน อาจารย์ซูซานได้นำพวกเราอธิษฐานอวยพรชนชาติซีเรียและนมัสการพระเจ้าที่นี่
แม้ว่าพวกเขาจะมาต่อสู้กับชนชาติของพระเจ้า แต่น้ำพระทัยของพระเจ้าก็รักคนซีเรีย และปรารถนาให้คนซีเรียกลับใจมาหาพระเจ้า

Month of Beatitudes
หลังจากนั้นเราได้เดินทางไปรับประทานอาหารเที่ยง และเดินทางต่อไปที่เมืองทิเบเรียส(Tiberias)เพื่อไปชมภูเขา(Month of Beatitudes) สถานที่ที่พระเยซูคริสต์เทศนาครั้งแรกเรื่องผู้เป็นสุข(มธ.5:1-12)สถานที่นี้มีโบสถ์รูปทรง 8 เหลี่ยม ซึ่งสร้างเพื่อระลึกถึงคำเทศนาเรื่องผู้เป็นสุขทั้ง 8 ผมชอบสถานที่นี่เพราะได้เดินไปตามริมทะเลสาปกาลิลี สถานที่ที่พระเยซูคริสต์เคยสั่งสอนสาวกที่นี่ และการอัศจรรย์มากมายเกิด ณ สถานที่นี้  คณะของเราได้ใช้เวลาพักสงบและอธิษฐานส่วนตัวตามจุดต่างๆ ผมสัมผัสได้ถึงการทรงสถิตของพระเจ้า และคำสอนของพระองค์ที่อยู่ในพระคัมภีร์ดังก้องเข้ามาในห้วงความคิดของผม สิ่งนี้เองที่ทำให้สาวกได้ทิ้งอาชีพของตนเองคือ ชาวประมงและติดตามพระเยซูคริสต์ วันนั้นพระองค์ได้ย้ำให้ผมนึกถึงสิ่งที่พระองค์พูดเชิญสาวกของพระองค์ว่า "จงตามเรามาเถิด และเราจะตั้งท่านให้เป็นผู้หาคนดั่งหาปลา"(มธ.4:19)
ผมพร้อมจะวางทุกสิ่งที่เป็นอาชีพของผมและติดตามพระองค์ตลอดไปครับ

แม้ว่าอยากจะใช้เวลานานๆ ณ สถานที่นี้ แต่ก็หมดเวลาเพราะสวนสาธารณะจะปิด ทำให้เราต้องออกเดินทางต่อไปยังที่พักซึ่งชื่อว่า "ฮักกุก คิบบุตซ์"(Hukuk Kibbutz-คิบบุตซ์ คือ ชุมชนที่พักของคนยิว)
 
สำหรับ คิบบุตซ์ ผมนึกถึงชุมชนอยู่พอเพียงบ้านเราเลย เพราะในคิบบุตซ์ มีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ปลูกพืชผักเพื่อรับประทานเอง
ขอบอกตามตรงว่า "ชอบมากกว่าพักที่โรงแรมเสียอีก เพราะได้ชมวัฒนธรรมของคนยิวอย่างใกล้ชิด พวกเขาจะใช้เวลากับครอบครัวในการอ่านพระคัมภีร์โทราห์ และรับประทานอาหารร่วมกันในวันสะบาโต"(ตามธรรมเนียมยิวจะเริ่มต้นเมื่อดวงอาทิตย์ตกดินในวันศุกร์จนถึงดวงอาทิตย์ตกดินในวันเสาร์)
Hukuk Kibbutz
ในเย็นวันนั้นเป็นวันศุกร์ ซึ่งเป็นเวลาแห่งการพักสงบหรือที่เรียกว่า "สะบาโต" (Sabbath)หรือบางคนเรียกว่า วัน "สบายตัว" พวกคนยิวจะให้ความสำคัญในวันสะบาโตอย่างมาก เป็นวันหยุดพัก โดยมีการถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แม้แต่เครื่องใช้บางอย่างที่ใช้ไฟฟ้าเช่น ลิฟท์ก็ไม่ใช้ ต้องเดินขึ้นลงบันได หรือแม้แต่เครื่องชงกาแฟสดที่เราไปพัก เจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ใช้ เป็นต้น
แต่พวกเขาต้อนรับคณะของเราด้วยไวน์องุ่นอย่างดี และมีการอธิษฐานก่อนรับประทานอาหารแบบธรรมเนียมยิว
ดื่มไวน์องุ่นฉลองวันสะบาโต
ในค่ำวันนั้นจึงเป็นค่ำคืนแห่งการพักสงบและฉลองวันสะบาโต จะมีการอวยพรกันและกันว่า "ชาบัท ชาโลม(Shabbat shalom (שַׁבָּת שָׁלוֹם))"หมายถึง "สันติสุขอยู่ท่ามกลางเราในวันสะบาโต" 
ในช่วงเวลาที่เราไปพักที่นี่ มีกิจกรรมสำหรับนักศึกษาจาก USA ที่มีเชื้อสายยิวได้เดินทางมาเข้าค่าย เพื่อได้มาเยี่ยมญาติพี่น้อง นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่เราทั้งหลายจะต้องอธิษฐานนั่นคือ การให้คนยิวกลับสู่บ้าน สู่อ้อมอกของพระบิดาในดินแดนพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ให้ไว้กับอับราฮัม
ค่าคืนวันนั้น เราแยกย้ายกันไปพักผ่อน เพราะเนื่องจากพี่น้องหลายท่านเพิ่งเดินทางมาถึงประเทศอิสราเอลในช่วงเช้า ในวันรุ่งขึ้น เรายังมีภารกิจที่จะต้องเดินทางกันต่อไป
สถานที่เราจะไปในวันเสาร์ที่ 1 ก.ย.12 คือ ไปร่วมนมัสการพระเจ้าในวันสะบาโตที่ O Ha Carmel Congregation –ภูเขาคาร์เมล - เมืองนาซาเร็ธ(บ้านเมืองที่พระเยซูคริสต์อาศัยในวัยเยาว์)

ครั้งต่อไปจะนำเรื่องราวในสถานที่ต่างๆเหล่านี้มา เล่าสู่กันฟัง ขอพระเจ้าอวยพรครับ