25 มกราคม 2557

หมายสำคัญบนท้องฟ้าและคำอธิษฐานอวยพรประจำเดือนอาดาร์ 5774

สวัสดีครับท่านผู้อ่าน บทความในครั้งนี้ขอแบ่งปันในเรื่อง "หมายสำคัญบนท้องฟ้าและคำอธิษฐานอวยพรประจำเดือนอาดาร์ 5774"
เพื่อทำความเข้าใจในหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างช่วงเวลาสุดท้ายปลายปีและการเริ่มต้นวงจรปฏิทินฮีบรูตามวาระเวลาของพระเจ้าปฏิทินแบบศาสนา(Ecclesiastical Calendar)

เดือนอาดาร์ (Adar - אֲדָר‎) เป็นเดือนที่ 12 ตามปฎิทินยิวแบบราชการ เดือนที่ตามปฏิทินยิวแบบศาสนา(Ecclesiastical Calendar) เดือนที่ 6 ตามปฎิทินยิวแบบราชการ(Civil Calendar) 
ในปีพิเศษ ปีอธิกสุรทิน (leap year) จะมีเดือนอาดาร์ 2 เดือน
(เดือนอาดาร์ที่ 1 หรือ อาดาร์ อาเลฟ (Adar א) มี 30 วัน ช่วง วันที่ 1 ก.พ.- 2 มี.ค.2014)
(เดือนอาดาร์ที่ 2 หรือ อาดาร์ เบท (Adar ב)   มี 29 วัน ช่วง วันที่ 3 มี.ค.- 31มี.ค.2014)
สาเหตุที่มีเดือนอาดาร์ 2 หนในปีที่เป็นปีอธิกมาส (leap year) ทั้งนี้เพราะปฏิทินฮีบรูเป็นการนับปฏิทินสุริยจันทรคติ  จะมีการนับเดือนจันทรคติที่ 13 โดยการเพิ่ม 7ครั้งทุก 19 ปีเข้าไปในเดือนจันทรคติ 12 เดือนในปีปกติสุรทินเพื่อให้ปีปฏิทินไม่คาดเคลื่อนจากฤดูกาลเร็วเกินไป
ในปีปกติสุรทินตามแบบโรมันหรือปฏิทินสุริยคติสามัญ จะมีการเพิ่มวันที่ 29 ก.พ.ทุก 4 ปี วิธีจำคือ ปี ค.ศ.ที่หารด้วย 4 ลงตัวจะมีวันที่ 29 ก.พ. เช่น ปี 2012 จะมีวันที่ 29 ก.พ. อีกครั้งคือ ปี 2016 เป็นต้น
ในปี 2014 ตามปฏิทินโรมัน หรือ ปี 5774 นี้ ช่วงเวลาจะตรงกันระหว่างปฏิทินโรมันและปฏิทินฮีบรู เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เดือนกุมภาพันธ์ จะเป็นวันที่ 1 เดือนอาดาร์ที่ 1 และจะเริ่มตรงในวัน 1 เดือนนิสาน ในวันที่ 1 เมษายน เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ตามปฏิทินยิวแบบศาสนา(Ecclesiastical  Calendar) ถือเป็นเวลาแห่งการตั้งตรง(Alignment) ระหว่างปฏิทินของเวลาของพระเจ้าและปฏิทินเวลาของโลก

ทำไมเมื่อปฏิทินตรงกันแล้วมีความสำคัญอย่างไร เพราะนั่นเป็นหมายสำคัญที่ทำให้เราได้ตระหนักวาระเวลาการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์( Messiah) หรือ ในภาษาฮีบรู คือ พระมาซีฮา(מָשִׁיחַ ) พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยให้รอด

สำหรับบทความครั้งนี้ ขออธิบายไว้พอสังเขปและเมื่อใกล้ช่วงเทศกาลของยิวที่มีการเกิดปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ซึ่งเป็นหมายสำคัญบนท้องฟ้า เราจะมาเจาะลึกกันในโอกาสต่อไปครับ


หมายสำคัญบนท้องฟ้า

หมายสำคัญบนท้องฟ้าเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงใช้เพื่อเป็นการกำหนดวาสระเวลา เราต้องทำความเข้าใจในเรื่องโหราศาสตร์ (Astrology)แต่ไม่ใช่เป็นการดูดวงแบบจักรราศี (Horoscope)
 (ผมได้เขียนบทความเรื่อง คริสเตียนกับความเข้าใจเรื่องโหราศาสตร์ สามารถเข้าไปอ่านได้ตาม link ครับ)
พระเจ้าทรงใช้ทุกสิ่งที่ทรงสร้างในการเปิดเผยสำแดงถ้อยคำการเผยพระวจนะของพระองค์ เพื่อให้เราเข้าใจวาระเวลาของพระองค์ เพียงแต่มาราตานมันได้บิดเบือนทำให้เราหลงไปติดกับการล่อลวงของมันในเรื่องการดูดวงแบบจักรราศี (Horoscope)
ซึ่งพอพูดถึงเรื่อง โหราศาสตร์ คริสเตียนกลับมองว่า ผู้ที่สอนเรื่องนี้เป็นพวกสอนเพี้ยน เขียนบทความก็เพ้อฝัน เป็นต้น ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหา แต่ขอหนุนใจว่า พระวจนะของพระเจ้าได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้หลายตอนเช่น 

ปฐมกาล 1:14  "พระเจ้าตรัสว่า จงให้มีดวงสว่างบนพื้นฟ้าอากาศเพื่อแยกวันออกจากคืน และเพื่อใช้เป็นหมายสำคัญ และที่กำหนดฤดู วันและปีต่างๆ "

สดุดี 19:1-2
1 ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์

วันส่งถ้อยคำให้แก่วัน และคืนแจ้งความรู้ให้แก่คืน

ลูกา 21:25,28 
 "จะมีหมายสำคัญที่ดวงอาทิตย์ ที่ดวงจันทร์ และที่ดวงดาวทั้งปวง และบนแผ่นดินก็จะมีความทุกข์ร้อนตามชาติต่างๆ ซึ่งมีความฉงนสนเท่ห์เพราะเสียงกึกก้องของทะเลและคลื่น ... เมื่อเหตุการณ์ทั้งปวงนี้เริ่มจะบังเกิดขึ้นนั้น จงยืดตัวและผงกศีรษะขึ้น ด้วยการไถ่ท่านใกล้จะถึงแล้ว"


โยเอล 2:30-31
"เราจะสำแดงลางมหัศจรรย์ในท้องฟ้าและบนดิน เป็นเลือดและไฟและเสาควัน ดวงอาทิตย์จะกลายเป็นความมืด ดวงจันทร์เป็นเลือดก่อนวันใหญ่ยิ่งและน่าสยดสยองแห่งพระเยโฮวาห์จะมาถึง"

วิวรณ์ 6:12
"เมื่อพระองค์ทรงแกะตราดวงที่หกนั้นแล้ว ดูเถิด ข้าพเจ้าก็ได้เห็นแผ่นดินไหวใหญ่โต ดวงอาทิตย์ก็กลายเป็นมืดดำดุจผ้ากระสอบขนสัตว์ และดวงจันทร์ก็กลายเป็นสีเลือด " 

ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ที่ดวงจันทร์กลายเป็นสีเลือด เรียกว่า เทแทรด (Tetrad) นั่นคือจันทรุปราคาเต็มดวงติดต่อกัน 4 ครั้ง เมื่อมีจันทรุปราคาเต็มดวงทำให้ดวงจันทร์กลายเป็็นสีเลือด
ปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ บอกให้เรารู้จักสังเกตและจับตาเป็นพิเศษเพื่อจะไม่พลาดจากการสำแดงของพระเจ้า ผู้ที่สังเกตและเปิดใจจะเข้าใจและเคลื่อนไปตามวาระเวลาของพระเจ้า ตัวอย่างเช่น โหราจารย์ดูดวงดาวและตามหาพระเยซูคริสต์ (มัทธิว 2:16) 

ในพระธรรมปฐมกาล 1:14 บอกว่า "พระเจ้าตรัสว่า จงให้มีดวงสว่างบนพื้นฟ้าอากาศ ... เพื่อใช้เป็นหมายสำคัญและที่กำหนดฤดู ..."

คำว่า "ฤดู" ตรงนี้ในภาษาฮีบรู คือคำว่า  "โมเอ็ด" (Moed-מועד) แปลคำว่า "เทศกาล" (Festival)  ในปฐมกาล 1:14 เหตุที่พระเจ้า "ให้มีดวงสว่างบนพื้นฟ้าอากาศ" เพื่อใช้เป็นหมายสำคัญ และ เพื่อกำหนดเทศกาลของพระเจ้าซึ่งคนยิวได้ฉลองกัน มี 3 เทศกาลหลัก แบ่งย่อยได้เป็น 7 เทศกาลคือ
ซึ่งในปี 2014-2015 ช่วงเทแทรด (Tetrad) จะตรงกับเทศกาลของยิวตามพระธรรมเลวีนิติบทที่ 23 ที่บันทึกไว้ ตามนี้
(รายละเอียดแต่ละเทศกาล ผมได้เขียนไว้ใน Blog เข้าไปอ่านได้ตาม link ครับ) 


         1.เทศกาลปัสกา (Passover-Pesach) อยู่ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ (เดือน
          มี.ค. - เม.ย.) มี 3 เทศกาลย่อย นั่นคือ

1. เทศกาลปัสกา (ปี 2014 ตรงกับวันที่ 15 เม.ย./ปี 2015  ตรงกับวันที่ 4 เม.ย.) จะเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์เป็นสีเลือด
2. เทศกาลขนมปังไร้เชื้อ (Unleavened Bread)
3. เทศกาลถวายผลแรก (Firstfruits) 
2.เทศกาลเพ็นเทคอสต์ (Pentecost -Shavuot) อยู่ในช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ (เดือน พ.ค.- มิ.ย.)   
     3. เทศกาลอยู่เพิง (Tabernacle-Sukkot) อยู่ในช่วงฤดูใบไม้ร่วง
    (เดือน ก.ย. - ต.ค.) มี 3 เทศกาลย่อย
 1. เทศกาลเสียงแตรเข้าสัตว์ (เริ่มต้นปีใหม่) (Rosh Hashanah)  (ปี 2015 ตรงกับวันที่ 13 ก.ย.) จะเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์เป็นสีเลือด
 2. เทศกาลลบมลทินบาป (Atonement-Yom kippur)
 3. เทศกาลอยู่เพิง  (ปี 2014 ตรงกับวันที่  8 ต.ค./ปี 2015 ตรงกับวันที่ 28 ก.ย.) จะเกิดปรากฏการณ์ดวงจันทร์เป็นสีเลือด

ดังนั้นในสมัยพระคัมภีร์พันธสัญญาเดิม เมื่อเห็นว่าปรากฏการณ์แบบเทแทรด (Tetrad) บนท้องฟ้าอากาศ และมีเทศกาลพร้อมกันมีความหมายที่สมบรูณ์ของพระเจ้าเป็นปรากฏการณ์ที่เล็งถึงคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เป็นจริงตามคำพยากรณ์  

มีการคำนวนการเกิดเทแทรด (Tetrad)  พบว่าในศตวรรษที่ 20 มีเทดเทรด เกิดขึ้นมาแล้ว 5 ครั้ง นั่นคือ เกิดในช่วงปีค.ศ.1909-10,1927-28,1949-50,1967-68และ1985-86)
ที่ผ่านมามีเทแทรด 2 ครั้งที่น่าสนใจ คือในช่วงปี 1949-50 และอีกครั้งเริ่มในปี 1967  ซึ่งคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เป็นจริงตามคำพยากรณ์  ทั้ง 2 ครั้งคือ

1.ชนชาติอิสราเอลที่กระจัดกระจายไปทั่วโลกกลับมารวมเป็นประเทศ เกิดขึ้นเป็นจริงเมื่อปี ค.ศ.1948  

ปรากฏการณ์เทแทรด (Tetrad) ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่ออิสราเอลกลับมาเป็นประเทศหลังจากไม่ได้เป็นประเทศ 1,878 ปี  เมื่ออิสราเอลประกาศกลับมาเป็นประเทศ ในวันที่ 14 พฤษภาคม 1948  สงครามนี้เรียกว่า สงครามของความเป็นอิสระ และเกิดในช่วงเทศกาลปัสกา หลังจากนั้นมีจันทรุปราคาเป็นการเริ่มต้นของเทแทรด (Tetrad)
   
2) ชนชาติอิสราเอลอิสราเอลได้กรุงเยรูซาเล็มกลับคืนมา   เกิดขึ้นเป็นจริงเมื่อปี ค.ศ.1967  ในช่วงวันที่ 5 - 10 มิถุนายน เรียกว่า "สงคราม 6 วัน" ( Six Day War) สงครามนี้สำคัญมากๆเพราะในตอนนั้นเขาชนะได้เมืองหลวงของเขากลับคืนมาคือ กรุงเยรูซาเล็ม หลังจาก 1,897 ปี ใน 1967 ก่อนสงครามนั้นในวันปัสกา มีจันทรุปราคาเป็นการเริ่มต้นของเทดเทรด  


พระคัมภีร์พยากรณ์เกี่ยวกับ 2 เหตุการณ์นี้หลายแห่งในพระคัมภีร์ ขอให้ดูคำพยากรณ์ของพระเจ้าเกี่ยวกับอิสราเอล ดังต่อไปนี้
"พระหัตถ์ของพระเยโฮวาห์มาอยู่เหนือข้าพเจ้า และพระองค์ทรงนำข้าพเจ้าออกมาด้วยพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์ และวางข้าพเจ้าไว้ที่กลางหว่างเขา มีกระดูกเต็มไปหมด พระองค์ทรงพาข้าพเจ้าไปเที่ยวในหมู่กระดูกเหล่านั้น ดูเถิด มีกระดูกที่หว่างเขานั้นมากมายเหลือเกิน และดูเถิด เป็นกระดูกแห้งทีเดียว ...
ข้าพเจ้าก็พยากรณ์ดังที่ข้าพเจ้าได้รับบัญชา เมื่อข้าพเจ้าพยากรณ์อยู่นั้นก็มีเสียง และดูเถิด เป็นเสียงกรุกกริก กระดูกเหล่านั้นก็เข้ามาหากันตามที่ของมัน และเมื่อข้าพเจ้ามองดู ดูเถิด ก็เห็นมีเอ็นบนมัน และเนื้อก็มาที่กระดูก และหนังก็มาหุ้มกระดูกไว้ แต่ไม่มีลมหายใจในนั้น แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า จงพยากรณ์แก่ลมหายใจ บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงพยากรณ์เถิด จงกล่าวแก่ลมหายใจว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า โอ ลมหายใจเอ๋ย จงมาจากลมทั้งสี่มาหายใจเข้าไปในคนที่ถูกฆ่าเหล่านี้เพื่อให้เขามีชีวิต ... แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย กระดูกเหล่านี้คือวงศ์วานอิสราเอลทั้งสิ้น ดูเถิด เขาทั้งหลายกล่าวว่า กระดูกของเราแห้ง และความหวังของเราก็สิ้นไป เราได้ถูกตัดส่วนของเราออกเสีย " 
(เอเสเคียล 37:1-2, 7-9, 11; อิสยาห์ 14:1-2; เยเรมีย์ 23:7)

ในพระธรรมเอเสเคียล พระเจ้าทรงรวมรวมกองกระดูกแห้งที่ตายไปคือชนชาติอิสราเอลให้กลับมาและยิ่งใหญ่เหมือนดั่งกองทัพของพระเจ้า

ในมัทธิว 24 พระเยซูพูดถึงต้นมะเดื่อ ซึ่งเล็งถึงประเทศอิสราเอล (โฮเชยา 9:10; เยเรมีย์ 24:1-5; โยเอล 1:6-7)  

 "บัดนี้ จงเรียนคำอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อ เมื่อกิ่งก้านยังอ่อนและแตกใบแล้ว ท่านก็รู้ว่าฤดูร้อนใกล้จะถึงแล้ว เช่นนั้นแหละ เมื่อท่านทั้งหลายเห็นสิ่งทั้งปวงนี้ ก็ให้รู้ว่าเหตุการณ์นั้นมาใกล้จะถึงประตูแล้ว เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนชั่วอายุนี้จะไม่ล่วงลับไปจนกว่าสิ่งทั้งปวงนี้จะสำเร็จ "
(มัทธิว 24:32-34)

การที่พระเยซูพยากรณ์ดังนี้ ไม่ได้หมายความว่า เรารู้วันเวลาหรือฤดูที่พระองค์จะกลับมาเพราะว่าพระองค์ได้ตรัสดังนี้
"แต่วันนั้น โมงนั้น ไม่มีใครรู้ ถึงบรรดาทูตสวรรค์ในสวรรค์ก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาของเราองค์เดียว"
 (มัทธิว 24:36; 42, 44, 25:13; กิจการ 1:7; 1 เธสะโลนิกา 5:1-2; วิวรณ์ 3:3)

พระองค์บอกว่าเราจะไม่รู้ว่าพระองค์จะมาเมื่อไร เราไม่รู้โมงนั้น เราไม่รู้วันนั้น เราก็ไม่รู้เวลาและวาระนั้นเลยเพื่อให้เรารอคอยและสังเกตการสำแดงของพระเจ้าผ่านวิธีการต่างๆ  

จากคำพยากรณ์นี้ทำให้เราสามารถคำนวนการเสด็จมาของพระเยซูคริสต์ โดยใช้การรวมประเทศอิสราเอลเป็นตัวตั้ง หากนับจากปีค.ศ. 1948 แสดงว่าผ่านมาแล้ว 66 ปี ชั่วอายุของคนเราจะประมาณเท่าไหร่ หากคิดตามหลักการพระคัมภีร์ อาจจะเป็น 70-80 ปี (น่าจะประมาณปี 2018 หรือ 2028) ตามพระธรรมสดุดี 

สดุดี 90:10 กำหนดปีของข้าพระองค์คือเจ็ดสิบ หรือสุดแต่เรื่องกำลัง ก็ถึงแปดสิบ แต่ช่วงชีวิตนั้นมีแต่งานและความลำบาก ไม่ช้าก็สูญไปและข้าพระองค์ก็จากไป

 หรืออาจจะถึง 120 ปี (น่าจะประมาณปี 2068)   ตามพระธรรมปฐมกาล

ปฐมกาล 6:3    พระเจ้าจึงตรัสว่า "วิญญาณของเราจะไม่สถิตอยู่ในมนุษย์ตลอดกาล เพราะมนุษย์เป็นแต่เนื้อหนัง อายุของเขาจะไม่เกินร้อยยี่สิบปี"
หรือบางทีอาจจะเป็นตอนนี้เลย!!! 

ทั้งนี้เพราะในช่วงปี 2014 - 2015 จะมีปรากฎการณ์จันทรุปราคา 4 ครั้งหรือ   เทแทรด (Tetrad) อีกครั้งเหมือนตอนที่อิสราเอลกลับมาเป็นประเทศและได้กรุงเยรูซาเล็มกลับคืนมา   อาจจะมีการเกิดเหตุการณ์สำคัญที่เราต้องจับตามองและอธิษฐานเผื่ออย่างเป็นพิเศษ

มีการคำนวนว่าหลังจากปี 2015 จะไม่มีเทแทรด (Tetrad)ในวันเทศกาลขององค์พระผู้เป็นเจ้าอีก 567 ปี  ซึ่งหากเป็นอย่างนั้น ก็จะไม่ตรงกับคำพยากรณ์ที่กล่าวไว้ อย่างไรก็ตามเราต้องดำเนินชีวิตให้พร้อมเสมอ  

หมายสำคัญบนท้องฟ้าที่เป็นปรากฏการณ์เทแทรด (Tetrad) อาจจะเป็นสัญญาณเตือนใจเราถึงเหตุการณ์หมายสำคัญก่อนวันสิ้นยุคก็เป็นได้

สิ่งที่เป็นหมายสำคัญก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาคือ ความทุกข์ยากลำบาก หรือกลียุค (Tribulation) 3 ปีครึ่ง  จะมีสงคราม การกันดารอาหาร ก่อนที่พระเยซูจะกลับมา

 "เวลาทุกข์ใจของยาโคบ" (เยเรมีย์ 30:7) ตามที่พระเยซูพูดถึงด้วยถ้อยคำเหล่านี้ "ด้วยว่าในคราวนั้นจะเกิดความทุกข์ลำบากใหญ่ยิ่ง อย่างที่ไม่เคยมีตั้งแต่เริ่มโลกมาจนถึงเวลานี้ และจะไม่มีต่อไปอีกเลย " (มัทธิว 24:21)
 
ดาเนียล 12:1 "ในครั้งนั้น มีคาเอลเจ้าผู้พิทักษ์ยิ่งใหญ่ ผู้คุ้มกันชนชาติของท่านจะลุกขึ้น และจะมีเวลายากลำบากอย่างไม่เคยมีมาตั้งแต่ครั้งมีประชาชาติจนถึงสมัยนั้น แต่ในครั้งนั้นชนชาติของท่านจะรับการช่วยกู้ คือทุกคนที่มีชื่อบันทึกไว้ในหนังสือ
วิวรณ์ 2:22 นี่แน่ะ เราจะโยนหญิงนั้นไว้บนเตียงคนไข้ และคนทั้งหลายที่ล่วงประเวณีกับนาง เราก็จะทิ้งไว้ให้ผจญกับความระทมทุกข์ เว้นไว้แต่ว่าคนเหล่านั้นจะสำนึกในความประพฤติชั่วของนาง
วิวรณ์ 17:14 กษัตริย์เหล่านี้จะกระทำสงครามกับพระเมษโปดก และพระเมษโปดกจะทรงมีชัยชนะ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นจอมเจ้านาย และทรงเป็นจอมกษัตริย์ และผู้ที่อยู่กับพระองค์นั้น เป็นผู้ที่พระองค์ได้ทรงเรียกและทรงเลือกไว้ และเป็นผู้ที่ซื่อสัตย์ก็จะมีชัยด้วย"
 
   (ข้อมูลจาก บทความ หลักฐานอันอัศจรรย์ของพระคัมภีร์Henry, John; The Prophetic Passover Fulfilled (English); April 8 2012; LandmarkBibleBaptist.net.)

อย่างไรก็ตาม เราอย่าเพิ่งไปตระหนกตกใจแต่ให้เราตื่นตระหนักและมั่นใจในการปกป้องของพระเจ้า และเฝ้าอธิษฐานเตรียมชีวิตของเราให้พร้อมเสมอในทุกสถานการณ์ อย่าให้เราเป็นดั่งพวกฟาริสีหรือธรรมาจารย์ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องพระบัญญัติของพระเจ้าแต่ไม่กระทำตาม ไม่ได้ตระหนักถึงหมายสำคัญแห่งการสำแดงของพระเจ้าในเรื่องวาระเวลาของพระเจ้า ได้เห็นเพียงแค่หมายสำคัญเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์เท่านั้นตามที่พระเยซูคริสต์ทรงตักเตือนพวกเขาไว้
มัทธิว 12:38-40
38 คราวนั้นมีบางคนในพวกธรรมาจารย์ และพวกฟาริสีมาทูลพระองค์ว่า "อาจารย์เจ้าข้า พวกข้าพเจ้าอยากจะเห็นหมายสำคัญจากท่าน"
39 พระองค์จึงตรัสตอบเขาว่า "คนชาติชั่วและคิดทรยศต่อพระเจ้าแสวงหาหมายสำคัญ และจะไม่ทรงโปรดให้หมายสำคัญแก่เขา เว้นไว้แต่หมายสำคัญของโยนาห์ผู้เผยพระวจนะ
40 ด้วยว่า โยนาห์ได้อยู่ในท้องปลามหึมาสามวันสามคืน ฉันใด บุตรมนุษย์จะอยู่ในท้องแผ่นดินสามวันสามคืนฉันนั้น

ผมขอนำคำอธิษฐานอวยพรประจำเดือนอาดาร์ 5774 มาให้เราอธิษฐานป่าวประกาศการอวยพรของพระเจ้าร่วมกันในช่วงเดือนอาดาร์ที่ 1และ 2 นี้

1.เดือนแห่งเผ่านัฟทาลี ซึ่งหมายถึง "ความหวานต่อฉัน"

นี่เป็นเวลาแห่งการเฉลิมฉลองเพื่อว่าคำแช่งสาปจะถูกล้างและสิ่งต่างๆกลับกลายเป็นหวานสำหรับเรา  ใน ฉธบ.33:23 เราเห็นได้ว่า เผ่านัฟทาลี "เต็มด้วยพระพรที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า"
(เผ่านัฟทาลีเป็นเผ่าแห่งนักประพันธ์ เป็นบุตรคนที่ 6 ของยาโคบ เกิดจากนางบิลฮาร์สาวใช้
นางบิลฮาห์ ได้มีบุตรชายให้แก่ยาโคบคนแรก คือ ดาน ต่อมานางก็ตั้งครรภ์อีก และมีบุตรชายให้แก่ยาโคบ นางราเชล ผู้เป็นนายหญิงจึงกล่าวว่า "ข้าพเจ้าปล้ำสู้กับพี่สาวของข้าพเจ้าเสียใหญ่โต และข้าพเจ้าได้ชัยชนะแล้ว"(ปฐมกาล30:7-8) นางราเชลจึงให้ชื่อเด็กนั้นว่า นัฟทาลี ซึ่งมาจากคำภาษาฮีบรู ที่ออกเสียงว่า นิฟทาล)


2.เดือนแห่งการสื่อสารที่คล่องแคล่วและการแสดงออกซึ่งความยินดีและเสียงหัวเราะ
ปฐมกาล 49:21 "นัฟทาลีเป็นกวางตัวเมียที่ถูกปล่อย ผู้ให้กำเนิดลูกกวางงดงาม" 
เราต้องอยู่ใน "อารมณ์แห่งการเฉลิมฉลอง"  ประกาศว่าพระเจ้าได้นำเราออกจากวงจรเก่าและเข้าไปสู่ยุคแห่งความโปรดปรานมาก

3.เดือนแห่งการค้นหา การพบสิ่งจำเป็นในโลกที่ซ่อนอยู่ (เช่น เหรียญทองในปากปลา) มีอัตลักษณ์ของเราในโลกที่มองไม่เห็น อย่าเอาแต่ภาคปฏิบัติ (คืออยากที่จะทำตามคนอื่นเพื่อให้ถูกยอมรับ) เราต้องหาอัตลักษณ์ฝ่ายวิญญาณของเราให้เจอ

4.อัตลักษณ์ที่แท้จริงของคุณควรจะต้องเริ่มสะท้อนออก
มาให้เห็นแล้วในเดือนนี้ ทั้งฝ่ายวิญญาณและกายภาพ พระเจ้าได้กำหนดวงจรขึ้นมาแล้วเพื่อช่วยให้เรามาถึงอัตลักษณ์ของเรา - ฝ่ายวิญญาณสะท้อนให้เห็นทางกายภาพ

5.เดือนของตัวอักษร "คาฟ" (ตัวอักษรฮีบรูนี้ดูคล้ายกับหน้ากาก) นี่คือเวลาที่จะถอดหน้ากากทั้งหมดและเข้าไปสู่เสียงหัวเราะ  เราต้องถอดหน้ากากออกและเข้าไปสู่ความยินดีที่แท้จริงที่คุณรู้ว่าคุณคือใคร

6.เดือนที่จะกำจัดความกังวลและวุ่นวายใจ

ซึ่งรวมถึงความกังวลเกี่ยวกับปัจจัยดำรงชีพ ถ้าเรากำจัดความกังวลไปได้  เราจะได้เห็นปัจจัยเหล่านั้น ถ้าเราถูกความกังวลครอบครอง  เราจะไม่สามารถเห็นการจัดสรรที่พระเจ้ามีไว้สำหรับเรา (ฟป 4:6-7)

7.เดือนแห่งเสียงหัวเราะ ความยินดีอันอุดม การเป็นพยานว่าชีวิตเข้ามาในความมืด แสงสว่างที่โดดเด่นขึ้นเหนือความมืด อำนาจของความแห้งแล้งถูกทำลาย ไม่ว่าความมืดนั้นจะเป็นอะไร จงหัวเราะและคอยดูพระเจ้าทรงทะลวงมัน แสงสว่างจะทะลวงความมืดเมื่อเราเข้าใจสิ่งนี้ และความแห้งแล้งจะถูกทำลาย จงเริ่มหัวเราะใส่ความกลัว (สดด.34:4-6)

8.เดือนแห่งม้าม จงดึงรากของความตกต่ำและสิ้นหวัง เพื่อว่าความเชื่อจะทะลุผ่านกระบวนความคิดของเราออกมาได้

9.เดือนที่โมเสสถือกำเนิด มันหมายความว่าการปลดปล่อยกำลังเริ่มขึ้นแล้ว จงดู การปลดปล่อยกำลังเริ่มขึ้นแล้วสำหรับคุณ จงจ้องสิ่งที่ล่ามเราไว้แล้วประกาศสัจจะแห่งพระเจ้าออกมา จงประกาศว่าพระองค์ได้เริ่มต้นการปลดปล่อยและอิสรภาพสำหรับเราแล้ว และมันกำลังจะมาถึง! (อพย 2:10)

10.เดือนที่จะพัฒนายุทธศาสตร์สงครามของเราเพื่อต่อสู้กับวิญญาณแห่งปฏิปักษ์พระคริสต์
อย่าปล่อยให้ยักษ์ทำให้เรากลัว จงตั้งมั่นต่อสู้การไหว้รูปเคารพ 


พวกอามาเลขพยายามที่จะเข้ามา อย่าอยู่ในความกลัวจนสิ้นปี  พระธรรม อพยพ 17:8-16 เมื่อมือของโมเสสชูขึ้น อิสราเอลก็ได้รับชัยชนะ เมื่อมือของเขาลดต่ำลง ชาวอิสราเอลก็เริ่มถูกโจมตี สำหรับเราแล้ว นี่หมายความว่า เราสามารถให้มือของเราถูกยกขึ้นอยู่ตลอดโดยการอยู่ในความเชื่อและความยินดี ซึ่งจะทำให้เรารักษาชัยชนะไว้ได้ในองค์พระผู้เป็นเจ้า

11.เป็นเวลาที่คำสบประมาทคุณจะถูกถอดถอน
(ถ้าคุณใส่ใจในคำเหล่านั้น มันก็จะล้อมเราไว้แล้วทำให้เราอื่นพูดสิ่งแง่ลบเกี่ยวกับตัวเรา) เราจำเป็นต้องทุบคำสบประมาทแง่ลบเกี่ยวกับตัวเราทิ้งซะ  ขอแนะนำให้อธิษฐานและขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะเปิดเผยคำสบประมาทเหล่านั้น ทั้งที่ตัวคุณสร้างเอง และที่คนอื่นกล่าวถึง จงยกโทษให้กับคนที่กล่าวมันออกมา วางพระโลหิตพระเยซูบนคำเหล่านั้นและหักมันลงด้วยพระนามของพระเยซู

12.เป็นเวลาที่ผู้นำต้องตื่นขึ้นแล้ว- เดือนหน้าเขาจะต้องก้าวสู่สงคราม


(ข้อมูลจาก :http://arise5.com/#/hebrew-months )

ในช่วงวันที่ 15-16 มี.ค.2014 ประเทศอิสราเอลมีการเฉลิมฉลองเทศกาล "ปูริม"(Purim) ต้นกำเนิดของเทศกาลปูริมอยู่ในหนังสือ เอสเธอร์ เป็นการฉลองที่น่าตื่นเต้นระลึกถึงสมัยพระราชาอาหสุเอรัสแห่งเปอร์เชียร์ที่ เอสเธอร์กับโมรเดคัยลูกพี่ลุกน้องของเธอช่วยชาวยิวให้รอดพ้นจากการถูกฆ่า ล้างเผ่าพันธุ์
(ปุริม มาจากภาษาฮีบรู แปลว่า สลาก) เป็นการอ้างอิงถึงการทอดสลากของฮามาน เพื่อหาวันที่จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวผู้ใหญ่และเด็ก มักจะแต่งตัวสวยงาม และมีการละเล่นพื้นเมืองต่างๆที่เรียกกันว่า "ปูริมสปีล"และมีคุกกี้ชนิดพิเศษที่เรียกกันว่า "ฮามานตาชิน" (อสธ.3:7;9:24-26)

เอสเธอร์ 3:7 ในเดือนแรกซึ่งเป็นเดือนนิสานปีที่สิบสองแห่งรัชกาลกษัตริย์อาหสุเอรัส เขาพากันทอดเปอร์ คือสลาก ต่อหน้าฮามานเพื่อหาวัน และเขาทอดเปอร์เพื่อหาเดือน ได้วันที่สิบสามและเดือนที่สิบสอง คือเป็นเดือนอาดาร์

เอสเธอร์ 9:24-26
24 เพราะฮามานบุตรฮัมเมดาธาคนอากัก ศัตรูของพวกยิวทั้งปวง ได้ปองร้ายต่อพวกยิวเพื่อทำลายเขาได้ทอดเปอร์ คือสลาก เพื่อล้างผลาญและทำลายเขา...
26 เพราะฉะนั้นเขาจึงเรียกวันเหล่านี้ว่า ปูริม ตามคำเปอร์ ดังนั้น เพราะทุกอย่างที่เขียนไว้ในจดหมายนี้ และเพราะสิ่งที่พวกยิวต้องเผชิญในเรื่องนี้และสิ่งที่อุบัติแก่เขา

สุขสันต์ในเดือนอาดาร์ เดือนแห่งการเตรียมชีวิตอยู่ในวาระเวลาของพระเจ้า
 ขอพระเจ้าอวยพระพรครับ

21 มกราคม 2557

ชีวิตที่ส่งอิทธิพลดีไปสู่สังคม #2 : "อยู่ในโลกเพื่อเป็นพรต่อโลก"

ในบทความชุด "ชีวิตที่ส่งอิทธิพลดีไปสู่สังคม"  ที่แล้วเราได้เรียนรู้ในเรื่อง "อยู่ในโลกแต่ไม่เป็นของโลก" จากชีวิตของดาเนียลและเพื่อนๆ
 
ในครั้งนี้เราจะเรียนรู้ถึงเรื่อง   “อยู่ในโลกเพื่อเป็นพรต่อโลก”

แนวความคิดทางศาสนาทางโลกตะวันออก มักจะมีแนวคิดในเรื่องการแยกตัวออกจากโลก (Sacrament) เพื่อรักษาชีวิตที่ชอบธรรม ต้องบวชเรียน(ordain)เพื่อเข้าใจธรรมะเพื่อรักษาความบริสุทธิ์(Holy) เพราะโลกเต็มไปด้วยความบาป สิ่งของในโลกเป็นกิเลสและตัณหาคือการอยากได้ อยากเป็นอยากมี

สำหรับคริสตชน ความบริสุทธิ์คือการถูกแยกออกมาเพื่อพระเจ้า (Holy มาจากภาษาฮีบรูคือคำว่า "คาโดช" ความหมายคือเป็นดั่งภาชนะที่ถูกเจิมด้วยน้ำมัน แยกออกมาไม่ได้ปนกับเครื่องใช้ของคนทั่วไป แต่แยกไว้เพื่อให้พระเจ้าโดยเฉพาะ เข้าไปศึกษาได้ในพระธรรมอพยพ บทที 19-20)

คำว่า "คริสตจักร" (Ekklesia) หมายถึง ชุมชนที่ผู้เชื่อถูกแยกออกมาเพื่อพระเจ้า
การแยกออกมาไม่ได้เป็นการละทิ้งโลก แต่ถูกเตรียมไว้ให้เป็นภาชนะที่พระเจ้าจะใช้ เพื่อส่งออกไปนำสิ่งที่ดีไปเป็นพรต่อโลก  ดั่งในคำอธิษฐานของพระเยซูคริสต์ที่สวนเกทเสมานี (ยน.17) เป็นการอธิษฐานอวยพรและมอบหน้าที่ให้สาวกให้เป็นพรต่อโลก
ดังนั้น เราจึงไม่ควรละทิ้งโลก (Forsake the world)  แต่ไม่ให้โลกมีอิทธิพลต่อเรามากกว่าพระวจนะของพระเจ้า แต่เราต้องอยู่เพื่อเป็นพรต่อโลก(For the sake world)

พระเจ้าทรงสอนให้เราอยู่เพื่อเป็นพรต่อโลกแต่อย่าได้ละทิ้งโลก

พระเจ้าทรงปรารถนาให้ชีวิตของเราเป็นพรต่อสังคม ซึ่งเปรียบเหมือนเกลือที่รักษาเนื้อไม่ให้เน่า   และแสงสว่างที่ช่วยให้คนเห็นหนทางในความมืด  ดังนั้น คนของพระเจ้าอยู่ที่ใดก็จะสำแดงหลักการที่ดีในพระคัมภีร์และเป็นแบบอย่างชีวิตที่ชัดเจนให้แก่คนในสังคม
 
มัทธิว 5:13-16
13 "ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ
14 " ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้
15   เมื่อจุดตะเกียงแล้วไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น
16   ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์


เราจึงควรรับการเปลี่ยนแปลงชีวิตในทางดีอย่างรวดเร็วเพื่อเราจะเป็นอย่างที่พระเจ้าปรารถนา คือการนำประโยชน์และการพัฒนามาสู่คนรอบข้าง สู่สังคมไทยของเรา   ในวันสุดท้ายเราแต่ละคนต้องกล่าวรายงานต่อพระเจ้าว่า  เราได้ทำสิ่งใดที่อยู่ในน้ำพระทัยของพระองค์บ้าง   
หากเราตอบสนองต่อพระมหาบัญชาอย่างถูกต้อง ชีวิตคนเป็นอันมากก็จะได้รับพระพรและเราแต่ละคนก็มีความสุขอันเกิดมาจากการให้ และการเสียสละเพื่อช่วยคนให้ได้รับความรอด (วว.20:11-12;กจ.20:35)  เราสามารถเป็นพรต่อสังคมโดยส่งพรด้านต่างๆดังนี้

1.  เป็นพรด้านความรัก
พระเจ้าทรงมีความรักและความเมตตาที่สมบูรณ์ เพราะพระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้าไม่เป็นเพียงต้นกำเนิดแห่งความรัก แต่พระองค์ทรงเป็นความรัก
1ยอห์น 4:7-8
7 ท่านที่รักทั้งหลาย ขอให้เรารักซึ่งกันและกัน เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า และทุกคนที่รักก็บังเกิดมาจากพระเจ้า และรู้จักพระเจ้า
8 ผู้ที่ไม่รักก็ไม่รู้จักพระเจ้า เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นความรัก

และเป็นมูลเหตุเบื้องหลังพระมหาบัญชาของพระคริสต์คือ "ความรัก"ที่ทรงมีต่อมนุษย์ทุกคนในโลก
ยอห์น 3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์

ยอห์น 15:13
ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน

ดังนั้น การตอบสนองพระมหาบัญชาโดยการสื่อสารเรื่องราวความรักของพระเจ้าจึงเป็นหนทางนำคนในโลกมาสัมผัสความรักที่แท้จริงของพระเจ้า   ไม่เพียงเท่านั้น เราทั้งหลายอาจตอบสนองต่อพระมหาบัญชาโดยการสำแดงชีวิตใหม่ในพระคริสต์  เช่น การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนรอบข้าง ความสัตย์ซื่อในการทำหน้าที่ของตน การไม่ประนีประนอมต่อสิ่งที่ผิดจริยธรรม เป็นต้น

2.  เป็นพรด้านความรอด
การแก้ปัญหาอย่างถาวรต้องแก้ที่รากปัญหา  พระคัมภีร์กล่าวว่า ต้นตอปัญหาต่าง ๆ มาจากความบาป (รม.7:15-20) และผลร้ายแรงที่สุดนั้น คือ การรับโทษบาปในบึงไฟนรก
 
การประกาศข่าวประเสริฐเป็นหนทางช่วยให้คนได้รับการยกโทษบาปและปลดปล่อยคนจากการเป็นทาสของบาป   ชีวิตใหม่เริ่มต้นขึ้นเมื่อเราบังเกิดใหม่ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงจากภายใน โดยมีพระเจ้าเป็นผู้ช่วยเราในการเปลี่ยนแปลง การช่วยเหลือเช่นนี้ จึงเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างถาวรมากกว่าการเปลี่ยนแปลงเพียงภายนอก หรือหยิบยื่นความช่วยเหลือเพียงแค่วัตถุสิ่งของ
ยากอบ 5:20 จงให้ผู้นั้นรู้เถิดว่า ผู้ที่ช่วยคนบาปคนหนึ่งให้พ้นจากทางผิดของเขานั้น ก็ได้ช่วยจิตวิญญาณของเขาให้รอดพ้นจากความตาย และได้กำจัดบาปเสียมากมาย

3.  เป็นพรด้านสันติสุข

สันติสุขที่มาจากพระเจ้าไม่เหมือนอย่างที่โลกมีให้
ยอห์น 14:27 เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้ อย่าให้ใจของท่านวิตก และอย่ากลัวเลย
เพราะความสุขของโลก เป็นความสุขชั่วคราว เป็นความสนุกชั่วข้ามคืน อาจจะมาจากการไปเที่ยวเตร่ ดื่มสังสรรค์ในกลุ่มเพื่อนๆ แต่เมื่อความสนุกผ่านไป จะมีความทุกข์เมื่อเผชิญโลกแห่งความจริงที่เต็มไปด้วยอิทธิพลของความบาป
เป็นความสุขภายในใจที่ไม่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมภายนอกว่าเป็นอย่างไรเพราะในทุกสถานการณ์พระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยเสมอ

นอกจากนี้สันติสุขของพระเจ้ายังเป็นความสุขที่เกิดจากการได้กลับคืนดีกับพระเจ้า ได้รับการอภัยบาป ได้รับอิสระจากการเป็นทาสของบาป  ส่งผลให้ชีวิตได้รับการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีมากขึ้นเรื่อย ๆ ได้โดยการพึ่งพาพระเจ้า

จึงกล่าวได้ว่าสันติสุขที่กล่าวถึงนั้นมาจากความมั่นใจในการทรงสถิตของพระเจ้าและการช่วยให้รอดจากบาป  ไม่เพียงเท่านั้น  เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาหรือวันที่เราไปอยู่กับพระองค์ในสวรรค์ เราจะมีชีวิตที่เปี่ยมด้วยสันติสุขในแผ่นดินสวรรค์

วิวรณ์ 21:3-4
3 ข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังมาจากพระที่นั่งว่า "ดูเถิดพลับพลาของพระเจ้าอยู่กับมนุษย์แล้ว พระองค์จะทรงสถิตกับเขา เขาจะเป็นชนชาติของพระองค์ และพระเจ้าเองจะประทับอยู่กับเขา  
พระเจ้าจะทรงเช็ดน้ำตาทุกๆหยดจากตาของเขาความตายจะไม่มีอีกต่อไป การคร่ำครวญ การร้องไห้ และการเจ็บปวดจะไม่มีอีกต่อไป เพราะยุคเดิมนั้นได้ผ่านพ้นไปแล้ว"
 

เมื่อคนได้รับสันติสุขแล้ว จิตใจของเขาก็จะมีความมั่นคง   มีความชื่นชมยินดี  ไม่กังวล พร้อมที่จะเผชิญปัญหาต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
เราจะเห็นได้ว่า ชีวิตที่ส่งอิทธิพลดีไปสู่สังคม คือการที่เราจะอยู่ในโลกเพื่อเป็นพรต่อโลก เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ด้วยกัน ขอพระเจ้าอวยพรนะครับ
พบกันใหม่ครั้งหน้าครับ  

16 มกราคม 2557

ฤดูกาลใหม่ของต้นไม้ : ความลับของต้นอัลมอนด์

ในช่วงวันที่ 15 เดือนเชบัท (Tu B'Shevat) (16 ม.ค.14) ถือเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ของต้นไม้ต่างๆ เดือนนี้ต้นอัลมอนด์จะเริ่มผลิดอกบาน ในประเทศอิสราเอล


 ซึ่งจะเริ่มเปลี่ยนจากฤดูหนาว(Winter)เป็นฤดูใบไม้ผลิ(Spring) ในเดือนนิสาน (Nissan)  (ในปี 2014 ตรงกับเดือนเม.ย.)


 

ดร.ชัค เพียร์ส...(Dr.Chuck Pierce) ได้เผยพระวจนะในช่วงเดือนเชบัท และให้ร้องตะโกนว่า

"พระพรนานัปการของข้าพเจ้ากำลังเดินทางมาถึงแล้ว!" (my blessings are on the way!)


 นี่เป็นช่วงเวลาของการประกาศิตว่า "การหายโรคโดยพระเจ้า! การรื้อฟื้นจากสวรรค์!"


นี่เป็นเดือนที่แม่น้ำทุกสายกำลังเอ่อล้น ขออย่าได้กลัว เมื่อน้ำมากหลายที่อยู่รายล้อมรอบตัวของเรานั้น ดูเหมือนจะเพิ่มสูงขึ้น แต่จงประกาศิตว่า ลำธารน้ำแห่งชีวิตจะถูกปลดปล่อยออกมา ซึ่งจะอนุญาตให้รากทั้งสิ้นของพวกเรานั้นได้รับการรดน้ำ และทำนุบำรุงในวิธีการใหม่...

นี่เป็นเดือนที่ต้นอัลมอนด์ออกดอกบานสะพรั่งในประเทศอิสราเอล ต้นอัลมอนด์เป็นต้นไม้พันธุ์แรกที่เริ่มออกดอกบาน และเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นของวงจรใหม่ จงร้องเรียกหาองค์เจ้าชีวิต

สำหรับการผลิดอกออกผล"ใหม่"ภายในเรา เมื่อพวกเรากำลังอธิษฐาน เราจะออกผลมากในปีนี้ และเพื่อที่เราจะผลิบาน และส่งกลิ่นหอมที่จะเป็นกลิ่นหอมแห่งชีวิตในพระคริสต์


 ถ้อยคำของพระเจ้ามาถึงผู้เผยพระวจนะเจ้าน้ำตา เยเรมีย์ จงดูสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำ ฟังเสียง

 เยเรมีย์ 1:4-12
4 พระวจนะของพระเจ้ามาถึงข้าพเจ้าว่า
5 "เราได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์ และก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์เราก็ได้กำหนดตัวเจ้าไว้ เราได้แต่งตั้งเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะให้แก่บรรดาประชาชาติ"
6 แล้วข้าพเจ้าก็กราบทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า ดูเถิด ข้าพระองค์พูดไม่เป็นเพราะว่าข้าพระองค์เป็นเด็ก"
7 แต่พระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า "อย่าว่าเจ้าเป็นแต่เด็ก เพราะเจ้าต้องไปหาทุกคนที่เราใช้ให้เจ้าไป และเราบัญชาเจ้าอย่างไรบ้างเจ้าต้องพูด...
11 และพระวจนะของพระเจ้ามายังข้าพเจ้าว่า "เยเรมีย์เอ๋ย เจ้าเห็นอะไร" ข้าพเจ้ากราบทูลว่า "ข้าพระองค์เห็นไม้ตะพดอัลมันด์ {สองคำนี้ คำในภาษาฮีบรูมีเสียงคล้ายกัน} อันหนึ่ง"
12 แล้วพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า "เจ้าเห็นถูกต้องดีแล้ว เพราะเราเฝ้าดู {สองคำนี้ คำในภาษาฮีบรูมีเสียงคล้ายกัน}  (เป็นตัวอักษร ชาเดะ Tzade หมายถึงเฝ้าดู) ถ้อยคำของเรา เพื่อให้กระทำสำเร็จ"


ในพระธรรมกันดารวิถี บทที่ 17 ไม้เท้าของอาโรนมีดอกอัลมอนด์เบ่งบานขึ้น เป็นการรับรองจากพระเจ้าว่าเขามีสิทธิอำนาจมากกว่าพวกกบฏโคราห์

นี่คือสิทธิอำนาจของพระเจ้าในการถูกส่งออกไปดั่งอัครทูตที่จะปลดปล่อยถ้อยคำอันมีสิทธิอำนาจ นำการรักษา การปลดปล่อย

จงฟังเสียงพระองค์ และออกไปป่าวประกาศสิทธิอำนาจ นี่คือฤดูกาลใหม่แห่งการเกิดผลเริ่มต้นแล้ว!
 


บทเพลง Fling wide โดย Misty Edwards :

การเคลื่อนของลมทั้ง 4 ทิศ เป็นการเคลื่อนตามการเผยพระวจนะดั่งที่ลมทั้ง4 ทิศ เคลื่อนตามการเผยพระวจนะโดยเอเสเคียล (อสค. 37:9-10) กองกระดูกแห้งมีชีวิตกลายเป็นกองทัพของพระเจ้า ลมทั้ง4 เป็นหมายสำคัญที่เล็งถึงเหตุการณ์ที่บุตรมนุษย์(พระเยซูคริสต์) รับพระสิริ (มธ.24:31)




เนื้อเพลงไทย แปลโดย T้hailand one voice.com  

http://www.thailandonevoice.com/.../90-68-fling-wide...

15 มกราคม 2557

ลมปราณ พระวิญญาณของพระเจ้า

เมื่อกล่าวถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ ในพระวจนะของพระเจ้าได้บรรยายภาพสัญลักษณ์เกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไว้หลายสิ่งด้วยกัน เช่น ไฟ น้ำมัน ตราประทับ หรือแม้กระทั่งลมที่พัดไปมา เพื่อให้เราได้เข้าใจถึงคุณลักษณะของพระวิญญาณบริสุทธิ์ พระองค์ไม่ใช่พลังงานหรือเป็นสิ่งของ พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยตามพระสัญญา พระองค์ทรงเป็นบุคคล ทรงเป็นพระภคหนึ่งของพระเจ้าในตรีเอกนุภาพ  พระองค์ทรงสำแดงและเคลื่อนไหวได้อย่างมีเสรีภาพ ดังผู้ที่เคลื่อนไหวตามผู้นั้นมีเสรีภาพ
 
2โครินธ์ 3:17 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น
 
บทความสำหรับครั้งนี้ เราจะมาทำความเข้าใจในเรื่องของ "ลมปราณ พระวิญญาณของพระเจ้า" เพื่อเราเข้าใจวาระเวลาจะเคลื่อนตามการทรงนำของพระองค์
 
นิยามและความหมาย
คำว่า "ลม"(wind) ในภาษากรีก คือคำว่า   (Άνεμος) -เอนมอส หมายถึง  ลม  นอกจากนี้คำว่า  ลม มาจากรากศัพท์ภาษากรีกว่า πνεῦμα เรียกว่า นิวมา-(pneuma (pnyoo`-mah)  ศัพท์ทางศาสนศาสตร์ใช้คำว่า "นิวมาติก"  (pneumatic) ซึ่งให้ความหมายที่หลากหลาย  ในทางกายภาพหมายถึง ลม หรือ  ลมหายใจ(breath)  เมื่อใช้ในทางภาพพจน์เปรียบเทียบหมายถึง วิญญาณ

นอกจากนี้ยังให้ความหมายถึงความเป็นพระเจ้า พระเจ้า วิญญาณของพระคริสต์  (Christ’s spirit) พระวิญญาณบริสุทธิ์

คนในสมัยพระคัมภีร์เดิมเขาเห็นการสำแดงฤทธิ์อำนาจของพระเจ้าและใช้คำภาษาฮีบรูว่า רוּחַ, “รูอัค” (Ruach) แทนคำว่า “ฤทธิ์”  ซึ่งคำทั่วไปหมายความว่า  ลม,ลมปราณ, จิตวิญญาณ(spirit)หรือจิตใจ(soul)   หมายถึงความรู้สึกหรือชีวิตของมนุษย์

ในภาษาฮีบรูและภาษาเซมิติค (Semitic)อื่น เช่น ภาษาซีเรียโบราณคำว่า רוּחַ, “รูอัค”(Ruach) เป็นศัพท์ที่มีเพศหญิง(feminine) (โดยทั่วไปคำที่เป็นพระนามพระเจ้าจะเป็นสรรพนามเป็นเพศชาย(masculine)  ผู้พูดภาษาเหล่านี้ก็รู้สึกว่าพระวิญญาณทรงมีลักษณะเหมือนกับแม่ คือมีบุคลิกภาพที่อ่อนโยนและอ่อนหวาน

ในสมัยก่อนสตรีไม่มีสิทธิในสังคมเท่าเทียมผู้ชาย ไม่ว่าจะในด้านการเมือง การศึกษา ศิลปะ ปรัชญา ฯลฯ นอกจากภายในครอบครัว แต่ในทุกสมัยทั้งชายและหญิงมีสิทธิเท่ากันที่จะเป็นคนศักดิ์สิทธิ์เพราะพระวิญญาณประทานความศักดิ์สิทธิ์แก่ผู้ที่อ่อนน้อมต่อพระองค์ โดยเคารพต่อบุคลิกภาพของแต่ละคน พระวิญญาณ มักจะแสดงธรรมล้ำลึกแห่งความรัก อ่อนโยน การดูแลเอาใจใส่

อีกทั้งในภาษาฮีบรูแปล 2 แง่คือ  การหายใจหรือลมปราณ(breath)  แต่เมื่อใช้คำว่า (Ruach) รูอัค  ในความหมายเกี่ยวข้องกับพระเจ้า อาจหมายถึง ลมซึ่งพระเจ้าทรงใช้ทางธรรมชาติ หรือเป็นภาพพจน์ถึงลมที่พ่นจากพระโอษฐ์ของพระเจ้าที่ทรงทำราชกิจยิ่งใหญ่ 
ในการทรงสร้างมนุษย์ พระเจ้าทรงหยิบดินมาปั้นและระบายลมปราณมาให้มีชีวิต
 
ปฐมกาล 2:7 พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน ระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต 
 
คริส วอลลันตัน ( Kris Vallotton) ได้อธิบายไว้ใน หนังสือ Fashioned to Reign ดังนี้
 
พระคัมภีร์กล่าวว่า อดัมและสัตว์ ถูกก่อร่าง(formed)ขึ้นจากดิน (ซึ่งนั่นอธิบายว่า ทำไม DNA จึงใกล้เคียงกัน) ในภาษาฮิบรู คำว่าก่อร่างคือ ยาท์ซาร์ (yatsar) แต่พระเจ้าทรง ออกแบบ(fashioned) (คำฮิบรูคือ บานาห์ banah) ผู้หญิงมาจากวัตถุดิบที่ซับซ้อนยิ่งกว่า ผู้หญิงเป็นการทรงสร้างรุ่นที่ 2
 
การระบายลมปราณของพระเจ้าเข้าไปในมนุษย์เป็นลมปราณทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์คือมีจิตวิญญาณ(spirit) และเมื่อลมปราณของพระเจ้าเข้าไปทำให้มนุษย์มีชีวิตจิตใจ(Soul)
 
พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงอำนาจ และความรู้สึกต่าง  เช่นในพระคัมภีร์พันธสัญญาใหม่  
 
กิจการฯ 2:2 “ทันใดนั้นก็มีเสียงจากฟ้าเหมือนเสียงลมพัดแรงกล้า ทุกคนในบ้านได้ยิน

เมื่อพูดถึงคำว่า "รูอัค" (พระวิญญาณของพระเจ้า) เป็นสิทธิอำนาจที่นำการปลดปล่อยฤทธิ์เดชของพระเจ้า ไม่มีอะไรสามารถสามารถเอาชนะได้ และมีชีวิตในตัวเอง 

ปฐมกาล 6:3   พระเจ้าจึงตรัสว่า  "วิญญาณของเราจะไม่สถิตอยู่ในมนุษย์ตลอดกาล  เพราะมนุษย์เป็นแต่เนื้อหนัง  อายุของเขาจะไม่เกินร้อยยี่สิบปี"

ปฐมกาล 1:2  แผ่นดินก็ว่างเปล่า  ความมืดอยู่เหนือน้ำ  และพระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น

อพยพ 10:19 พระเจ้าจึงทรงบันดาลให้ลมพายุพัดกลับมาจากทิศตะวันตกหอบฝูงตั๊กแตนไปตกในทะเลแดง  จนไม่เหลือเลยสักตัวเดียว  ตลอดเขตแดนอียิปต์

สดุดี 18:15  แล้วก็เห็นก้นทะเล  ตลอดจนรากฐานของพิภพก็ปรากฏแจ้ง  เมื่อพระองค์ทรงขนาบทะเล  ด้วยลมที่พวยพุ่งจากช่องพระนาสิกของพระองค์

สดุดี 33:6  โดยพระวจนะของพระเจ้า  ฟ้าสวรรค์ก็ถูกสร้างขึ้นมา  กับบริวารทั้งปวง  ก็ด้วยลมพระโอษฐ์ของพระองค์

สดุดี 104:30    เมื่อพระองค์ทรงส่งวิญญาณของพระองค์ออกไป  มันก็ถูกสร้างขึ้นมา  และพระองค์ก็ทรงเปลี่ยนโฉมหน้าของพื้นดินเสียใหม่

โยบ 33:4  พระวิญญาณของพระเจ้าได้ทรงสร้างข้าพเจ้า  และลมปราณขององค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ได้ให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้า

นิยามทั่วไปของคำว่า "ลม"

"ลม" คือ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในบรรยากาศ ที่อาจอธิบายได้ว่าเป็น การเคลื่อนที่ของอากาศอย่างมีพลัง จากพื้นที่ที่มีความกดอากาศสูง ไปยังพื้นที่ที่มีความกดอากาศต่ำ
นอกจากนี้ ลมธรรมชาติพระเจ้าทรงใช้เพื่อทำการอัศจรรย์ เช่น การแหวกทะเลแดง

อพยพ 14:21 โมเสสยื่นมือของท่านออกไปเหนือทะเล และพระเยโฮวาห์ก็ทรงบันดาลให้ลมทิศตะวันออกพัดโหมไล่น้ำทะเลตลอดคืน ทำให้ทะเลกลายเป็นดินแห้ง น้ำแยกออกจากกัน

ลมจึงเป็นส่วนหนึ่งในกองกำลังฝ่ายธรรมชาติ(มาหะนาอิม)ของพระเจ้าในการที่พระองค์จะใช้ในการทำสงคราม นอกจากกองทัพทูตสวรรค์   ดังที่ยาโคบได้รับการสำแดงให้เห็น

ปฐมกาล 32:2 เมื่อยาโคบเห็นทูตสวรรค์เหล่านั้นจึงว่า "นี่แหละกองทัพของพระเจ้า" จึงเรียกสถานที่นั้นว่า "มาหะนาอิม" {ในที่นี้หมายว่า กองทัพสองกองทัพ}
 
คำว่า "ลม" ถูกใช้ในพระคัมภีร์เพื่อเป็นสำนวนอุปมาในบทประพันธ์

สดุดี 1:4  คนอธรรมไม่เป็นเช่นนั้น แต่เป็นเหมือนแกลบซึ่งลมพัดกระจายไป

เปรียบเทียบ ลมเหมือนการทดสอบ คนที่เป็นคนอธรรมไม่สามารถยืนอยู่ได้เมื่อพระเจ้าจัดการ

คุณสมบัติของลมในบางประการที่นำมาเปรียบกับพระวิญญาณฯ

ลม คือ อากาศที่เคลื่อนที่ไปมา และอากาศที่สดชื่นนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต เมล็ดพืชต่าง ต่างการลมเพื่อลมจะพัดพาเมล็ดนั้นกระจายไปตกในที่ต่าง และเมล็ดที่ตกในที่ใหม่นั้นจะเปื่อยเน่าพร้อมจะเติบโตต่อไป เช่นเดียวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ที่เป็นแหล่งแห่งชีวิต
 
ลมไม่มีรูปร่าง  เรามองไม่เห็นว่า ลมพัดมาจากแหล่งใด และจะไปยังที่ใด ลมเป็นพลังที่ลึกลับ  อย่างไรก็ตาม เรารู้จากผลกระทบของมันว่ามีลมอยู่  เช่นเดียวกัน  พระวิญญาณเรามองไม่เห็น แต่เราสามารถมีประสบการณ์ในการสัมผัสกับความสดใหม่  การทรงสถิตอยู่ของพระองค์ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิต  และมีกำลังสดใหม่

ลมเป็นพลังที่มีอำนาจ ไม่มีใครสามารถหยุดลมหรือควบคุมมันได้  เช่นเดียวกัน พระวิญญาณบริสุทธิ์ จะไม่หยุดยั้งโดยการควบคุมของมนุษย์   หากพระวิญญาณฯ ประสงค์จะเคลื่อน  พระองค์ก็จะเคลื่อน  การเคลื่อนของพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นไปตามพระทัยของพระองค์เอง

ลมพัดในหลายลักษณะ บางครั้งแผ่วเบา แค่ใบไม้ไหว บางครั้งรุนแรงเป็นพายุที่ถอนรากถอนโคนต้นไม้ได้   เช่นเดียวกันพระวิญญาณบริสุทธิ์อาจนำบางคนมาถึงพระคริสต์ด้วยการทรงนำอย่างอ่อนโยน ด้วยเสียงกระซิบที่แผ่วเบา หรือบางคนอาจมาถึงพระคริสต์ ด้วยเหตุการณ์ในชีวิตที่ไม่ธรรมดา จนพระเจ้าค่อย นำให้กลับใจ จนมาถึงพระเจ้า

ในพระคัมภีร์ได้กล่าวเกี่ยวกับลมทั้ง 4
ลมที่พัดตามธรรมชาติ  ลม 4 ทิศ

 

 

ลมที่พัดมาจากทิศเหนือ : ส่วนใหญ่เป็นลมไล่ฝน และลมหมุน

สุภาษิต 25:23 ลมเหนือไล่ฝนไปเสียฉันใด สีหน้าที่โกรธแค้นก็ไล่ลิ้นที่ส่อเสียดไปเสียฉันนั้น

เอเสเคียล 1:4  ดูเถิด เมื่อข้าพเจ้ามองดู ลมหมุนก็พัดมาจากทางเหนือ มีเมฆก้อนใหญ่ที่มีความสว่างอยู่รอบ และมีไฟลุกวาบออกมาอยู่เสมอ ท่ามกลางไฟนั้นดูประดุจสีเหลืองอำพัน ซึ่งออกมาจากท่ามกลางไฟนั้น

ลมที่พัดจากทิศใต้ : เป็นลมร้อน, ลมพัดโชยเบาๆ

ลูกา 12:55  เมื่อท่านเห็นลมพัดมาแต่ทิศใต้ ท่านก็ว่า `จะร้อนจัด' และก็เป็นจริง

กิจการฯ 27:13  เมื่อลมทิศใต้พัดมาเบาๆ เขาก็คิดว่าสมความปรารถนาแล้ว จึงถอนสมอแล่นเลียบฝั่งไปตามเกาะครีต

ลมเหนือและลมใต้ : พัดขึ้นลง วนเวียนไปมา, ลมที่พัดพาความหอมหวนเข้ามา

ปัญญาจารย์ 1:6  ลมพัดไปทางใต้ แล้วเวียนกลับไปทางเหนือ ลมพัดเวียนไปเวียนมา แล้วลมพัดกลับตามทางเวียนของมัน

เพลงซาโลมอน 4:16  โอ ลมเหนือเอ๋ย จงตื่นขึ้นเถิด ลมใต้เอ๋ย จงพัดมาเถิด จงพัดโชยสวนของดิฉัน เพื่อของหอมในสวนนั้นจะหอมฟุ้งออกไป ขอให้ที่รักของดิฉันเข้ามาในสวนของเขา และรับประทานผลไม้อันโอชาเถิด

ลมทิศตะวันตก :เป็นลมจากทิศตะวันตกในดินแดนแถบปาเลสไตน์ เป็นลมที่เกิดขึ้นเป็นปกติพบบ่อยที่สุด มาจากทะเลและจะนำความชื้นและการควบแน่นทำให้เกิดฝนตก

1 พงศ์กษัตริย์ 18:44  และอยู่มาเมื่อถึงครั้งที่เจ็ดเขาบอกว่า  "ดูเถิด  มีเมฆก้อนหนึ่งเล็กเท่าฝ่ามือคนขึ้นมาจากทะเล  และท่านก็บอกว่า  "จงไปทูลอาหับว่า  "ขอทรงเตรียมราชรถและเสด็จลงไปเพื่อพระองค์จะไม่ติดฝน"

 ลูกา 12:54 พระองค์ตรัสกับประชาชนอีกว่า  "เมื่อท่านทั้งหลายเห็นเมฆเกิดขึ้นในทิศตะวันตก  ท่านก็กล่าวทันทีว่า  "ฝนจะตก"  และก็เป็นอย่างนั้นจริง

 ลมทิศตะวันออก เป็นลมพายุทะเลทรายหรือซิร็อคโก้(sirocco) เรียกว่า "ฉลามจากอาหรับ"(Arabic shark = "east")  มาจากทะเลทราย พัดความร้อนมาจะมาช่วงเดือนพ..และตุลาคมเป็นพายุที่รุนแรงมาก

ปฐมกาล 41:6  แล้วมีรวงข้าวเจ็ดรวงงอกขึ้นมาภายหลัง  เป็นข้าวลีบและเกรียมเพราะลมตะวันออก

โยบ 1:19  และดูเถิด  มีพายุใหญ่ข้ามถิ่นทุรกันดารมากระทบเรือนทั้งสี่มุม  และเรือนนั้นพังทับคนหนุ่มสาว  และเขาก็ตาย  และข้าพเจ้าผู้เดียวได้หนีรอดมาเรียนท่าน"
 
ยเรมีย์ 4:11   ในครั้งนั้น  เขาจะกล่าวแก่ชนชาตินี้  และแก่กรุงเยรูซาเล็มว่า  ลมร้อนจากที่สูงโล้นในถิ่นทุรกันดารพัดมาสู่บุตรีประชากรของเรา  ไม่ใช่จะมาฝัดหรือมาชำระ

สดุดี 48:7   พระองค์ทรงฟาดทำลายกำปั่นแห่งทารชิชด้วยลมตะวันออก

โยนาห์ 1:4   แต่พระเจ้าทรงขับกระแสลมใหญ่ขึ้นเหนือทะเล  จึงเกิดพายุใหญ่ในทะเลนั้น  จนน่ากลัวกำปั่นจะอับปาง

 โยนาห์ 4:8   เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว  พระเจ้าทรงกำหนดให้ลมตะวันออกที่ร้อนผากพัดมา  และแสงแดดก็แผดลงบนศีรษะของโยนาห์จนท่านอ่อนเพลียไปและท่านก็ทูลขอว่า  ให้ท่านตายเสียเถิด  ท่านว่า  "ข้าตายเสียก็ดีกว่าอยู่"

 ลมนี้เป็นลมที่ทำให้เรือของโยนาห์โคลงเคลง  เกือบที่จะอับปาง

กิจการฯ 27:14  แต่แล่นไปไม่ช้าเรือกำปั่นก็ถูกลมพายุกล้า  ที่เขาเรียกว่าลมตะวันออกเฉียงเหนือพัดกวาดจากแผ่นดิน

 ลมนี้เป็นลมพายุนี้ทำให้เรือของอัครเปาโลต้องอับปาง

 คำว่า "ลม" ในเชิงการเผยพระวจนะ : ลมทั้ง 4

เอเสเคียล 37:9   แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า  "จงเผยพระวจนะแก่ลมหายใจ  บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย  จงเผยเถิด  จงกล่าวแก่ลมหายใจว่า  พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า  ลมหายใจเอ๋ย  จงมาจากลมทั้งสี่  มาหายใจเข้าไปในคนที่ถูกฆ่าเหล่านี้เพื่อให้เขามีชีวิต"

เอเสเคียล 37:10   ข้าพเจ้าก็เผยพระวจนะดังที่ทรงบัญชาแก่ข้าพเจ้า  และลมหายใจก็เข้ามาในกระดูก  และกระดูกก็มีชีวิต  แล้วก็ยืนขึ้น  เป็นกองทัพใหญ่โตจริงๆ

ผู้เผยพระวจนะเอเสเคียลเผยพระวจนะให้กองกระดูกแห้งกลับมีชีวิต จากกองกระดูกแห้ง กลายเป็นกองทัพของพระเจ้า
ในพระคัมภีร์กล่าวถึง ลมทั้ง4”  หรือ “ลมทั้ง4 แห่งฟ้าสวรรค์” “ลมทั้ง4ทิศในแผ่นดินโลกซึ่งใช้ในลักษณะที่หลากหลายแตกต่างกันไป 
ลมทั้ง4 ถูกกล่าวถึงในบริบทเหตุการณ์ต่าง     โดยผู้เผยพระวจนะเป็นผู้มองเห็นนิมิตเกี่ยวกับลมทั้ง 4  และพระเยซูคริสต์เองก็บอกถึงเรื่องนี้ให้แก่สาวกได้ทราบ
ลมทั้ง 4  เชื่อมโยงกับโลกทั้ง 4 มุม หรือสี่ส่วนของฟ้าสวรรค์ ซึ่งให้ความหมายถึง ลมที่พัดในทุกทิศทุกทาง ทั่วทั้งแผ่นดินโลก
พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงพลังอำนาจยิ่งใหญ่ของลมทั้ง 4
ลมทั้ง4 สามารถปลุกปั่นทำให้คลื่นในทะเลคะนองได้

ดาเนียล  7:2 ดาเนียกล่าวว่าข้าพเจ้าได้เห็นในนิมิตเวลากลางคืน และดูเถิด ลมทั้งสี่ของฟ้าสวรรค์ได้ปลุกปั่นทะเลใหญ่นั้น

ลมทั้ง4 มีพลังโค่นราชอาณาจักรและทำให้ผู้คนกระจัดกระจายไป

เยเรมีย์ 49:36 และเราจะนำลมทั้งสี่ทิศจากฟ้าทั้งสี่ส่วนมาสู้เอลาม และเราจะกระจายเขาไปตามลมเหล่านั้นทั้งหมด จะไม่มีประชาชาติใดซึ่งผู้ถูกขับไล่ออกไปจากเอลามจะมาไม่ถึง

ในทางตรงข้าม ลมทั้งสี่ถูกเรียกเข้ามา และให้ชีวิต แก่ผู้ที่ถูกฆ่าเพื่อว่าพวกเขาจะมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง

เอเสเคียล  37:9 แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่าจงเผยพระวจนะแก่ลมหายใจ บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย จงเผยเถิด จงกล่าวแก่ลมหายใจว่าพระเจ้าตรัสดังนี้ว่า ลมหายใจเอ๋ย จงมาจากลมทั้งสี่ มาหายใจเข้าไปในคนที่ถูกฆ่าเหล่านี้เพื่อให้เขามีชีวิต

มทั้ง4 เป็นหมายสำคัญที่เล็งถึงเหตุการณ์ที่บุตรมนุษย์(พระเยซูคริสต์) รับพระสิริ
มัทธิว 24:31 พระองค์ทรงใช้เหล่าทูตสวรรค์ของพระองค์  มาด้วยเสียงแตรอันดังยิ่งนัก  ให้รวบรวมคนทั้งปวงที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้แล้ว  ทั้งสี่ทิศนั้น  ตั้งแต่ที่สุดฟ้าข้างนี้จนถึงที่สุดฟ้าข้างโน้น

มาระโก 13:27  เมื่อนั้นพระองค์จะทรงใช้เหล่าทูตสวรรค์  ให้รวบรวมคนทั้งปวงที่พระองค์ทรงเลือกสรรไว้แล้วทั้งสี่ทิศนั้น  ตั้งแต่ที่สุดปลายแผ่นดินโลกถึงที่สุดขอบฟ้า

ในวาระสุดท้าย ยอห์นได้เห็นในนิมิต เห็นทูตสวรรค์ 4 องค์ยืนอยู่ที่มุมทั้ง 4ของแผ่นดินโลก

วิวรณ์ 7:1 ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์สี่องค์ยืนอยู่ที่มุมทั้งสี่ของแผ่นดินโลก ห้ามลมในแผ่นดินโลกทั้งสี่ทิศไว้ เพื่อไม่ให้ลมพัดบนบก ในทะเลหรือที่ต้นไม้ใดๆ

พระวิญญาณบริสุทธิ์ เคลื่อนไหวแบบลม

ยอห์น 3:8  ลมใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น และท่านได้ยินเสียงลมนั้น แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นอย่างนั้นทุกคน"

พระเยซูทรงเปรียบพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นเหมือนลม เมื่อพระองค์ทรงสนทนากับนิโคเดมัสเกี่ยวกับประสบการณ์การบังเกิดใหม่

ลมเป็นสัญลักษณ์ของพระราชกิจแห่งการทำให้บังเกิดใหม่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำให้คนกลับมีชีวิตในพระเจ้า

ยอห์น 3:5 - 8
5 พระเยซูตรัสว่า  "เราบอกความจริงแก่ท่านว่า  ถ้าผู้ใดไม่ได้บังเกิดใหม่จากน้ำและพระวิญญาณ  ผู้นั้นจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้
6 ซึ่งบังเกิดจากเนื้อหนังก็เป็นเนื้อหนัง  และซึ่งบังเกิดจากพระวิญญาณก็เป็นวิญญาณ
7 อย่าประหลาดใจที่เราบอกท่านว่า  ท่านทั้งหลายต้องบังเกิดใหม่
8 ลม  {ภาษากรีกเป็นคำเดียวกัน  แปลได้ทั้งลมและวิญญาณ}  ใคร่จะพัดไปข้างไหนก็พัดไปข้างนั้น  และท่านได้ยินเสียงลมนั้น  แต่ท่านไม่รู้ว่าลมมาจากไหนและไปที่ไหน  คนที่บังเกิดจากพระวิญญาณ  ก็เป็นอย่างนั้นทุกคน"

ลมเป็นสัญลักษณ์ของฤทธิ์อำนาจในการมีชีวิตฝ่ายวิญญาณ  ชีวิตที่ฟื้นขึ้นใหม่ในพระเจ้า

เอเสเคียล 37:5 - 6
5 พระเจ้าตรัสดังนี้แก่กระดูกเหล่านี้ว่า  ดูเถิด  เราจะกระทำให้ลมหายใจเข้าไปในเจ้า  และเจ้าจะมีชีวิต
6 เราจะวางเส้นเอ็นไว้บนเจ้าและจะกระทำให้เนื้อมีมาบนเจ้า  และเอาหนังคลุมเจ้า  และบรรจุลมหายใจในเจ้าและเจ้าจะมีชีวิต  และเจ้าจะทราบว่า  เราคือพระเจ้า"

เอเสเคียล 37:14    และเราจะบรรจุวิญญาณของเราไว้ในเจ้า  และเจ้าจะมีชีวิต  และเราจะวางเจ้าไว้ในแผ่นดินของเจ้า  แล้วเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเจ้าได้ลั่นวาจาแล้ว  และเราได้กระทำ  พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ"

ดังนั้น เมื่อเราเคลื่อนไหวในพระวิญญาณบริสุทธิ์  เราจะสามารถมีประสบการณ์แห่งชีวิตที่บริบูรณ์ในพระคริสต์

ลมพระวิญญาณที่เป็นการดลใจในการเขียนพระคัมภีร์
 
พระเจ้าทรงใช้สิทธิอำนาจดลใจผู้เขียนพระคัมภีร์ซึ่งเป็นมนุษย์ ให้เขียนในสิ่งที่เป็นพระวจนะของพระองค์ล้วน คำว่าดลใจในความหมายของพระคัมภีร์หมายความว่า ลมปราณของพระเจ้า คำว่าการดลใจสื่อความหมายให้เห็นถึงความจริงที่ว่าพระคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้าอย่างแท้จริง จึงทำให้พระคัมภีร์เป็นหนังสือเล่มเดียวที่ไม่เหมือนหนังสืออื่นใดทั้งสิ้น  ทุกส่วนในนั้นได้รับการดลใจจากพระเจ้าโดยไม่มีข้อสงสัย

1โครินธ์ 2:12-13
12   เราทั้งหลายไม่ได้รับวิญญาณของโลก  แต่ได้รับพระวิญญาณซึ่งมาจากพระเจ้า  เพื่อเราทั้งหลายจะได้รู้ถึงสิ่งต่างๆที่พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานแก่เรา
13   เรากล่าวถึงเรื่องสิ่งเหล่านี้  ด้วยถ้อยคำซึ่งมิใช่ปัญญาของมนุษย์สอนไว้  แต่ด้วยถ้อยคำซึ่งพระวิญญาณได้ทรงสั่งสอน  คือเราได้อธิบายความหมายของเรื่องฝ่ายวิญญาณ  ให้คนที่มีพระวิญญาณฟัง

2ทิโมธี 3:16-17
16   พระคัมภีร์  ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า  และ  {หรือ  ทุกตอนที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า  ก็}  เป็นประโยชน์ในการสอนการตักเตือนว่ากล่าวการปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี  และการอบรมในทางธรรม
17   เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง

เป็นการดลใจที่ครอบคลุมไปถึงทุกถ้อยคำ (การดลใจโดยคำพูด) ไม่ใช่แค่แนวความคิดหรือความคิดเท่านั้น และเป็นการดลใจที่ครอบคลุมไปถึงทุกส่วนและทุกเรื่องในพระคัมภีร์ด้วย  
 
2 เปโตร 1:21  เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้น  ไม่ได้มาจากความคิดในจิตใจของมนุษย์  แต่มนุษย์ได้กล่าวคำซึ่งมาจากพระเจ้า  ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา
ข้อพระคัมภีร์ข้อนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าถึงแม้ว่ามนุษย์จะเป็นผู้บันทึกข้อพระคัมภีร์ แต่ถ้อยคำที่พวกเขาบันทึกเป็นถ้อยคำของพระเจ้าโดยตรง แม้ว่าพระเจ้าจะทรงใช้มนุษย์ผู้มีบุคลิกและวิธีการเขียนที่แตกต่างกันออกไป แต่พระองค์ทรงเป็นผู้ดลใจทุกถ้อยคำที่พวกเขาเขียน


พระเยซูก็ได้ทรงยืนยันด้วยพระองค์เองถึงเรื่องการดลใจด้วยคำพูดที่มีสิทธิอำนาจเต็มบริบูรณ์ในพระคัมภีร์เมื่อพระองค์ตรัสว่า
อย่าคิดว่าเรามาเลิกล้างธรรมบัญญัติและคำของผู้เผยพระวจนะ เรามิได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ตราบใดที่ฟ้าและดินดำรงอยู่ แม้อักษรหนึ่งหรือขีดๆหนึ่งก็จะไม่สูญไปจากธรรมบัญญัติ จนกว่าสิ่งที่จะต้องเกิด ได้เกิดขึ้นแล้ว” (มัทธิว 5:17-18)

ในข้อพระคัมภีร์ตอนนี้พระเยซูทรงย้ำถึงความถูกต้องของข้อพระคัมภีร์ลงไปจนถึงรายละเอียดที่ย่อยที่สุดและแม้กระทั่งจุด หนึ่งเพราะมันคือพระวจนะของพระเจ้าทุกตัว
เพราะพระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า เราจึงสามารถสรุปได้ว่ามันไม่มีอะไรปลอมปนและมีสิทธิอำนาจ การมีมุมมองที่ถูกต้องกับพระเจ้าจะทำให้เรามีมุมมองที่ถูกต้องกับพระวจนะของพระองค์ด้วย เพราะพระเจ้าทรงมีสิทธิอำนาจสูงสุด, สัพพัญญู และสมบูรณ์ไร้ที่ติ  พระคัมภีร์มาจากการดลใจโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งสำแดงพระลักษณะของพระองค์

ข้อสรุปเพื่อความเข้าใจเรื่องลมพระวิญญาณ
เมื่อเราเข้าใจเราจะเห็นความสำคัญและการเคลื่อนไหวไปตามพระวิญญาณฯ เปรียบเสมือนลมที่เคลื่อนสิ่งต่างๆ ชีวิตของเราควรจะเคลื่อนไหวตามพระวิญญาณ
กาลาเทีย 5:25   ถ้าเรามีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณก็จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณด้วย
เราต้องเข้าใจเรื่องประสบการณ์ในพระวิญญาณ
บางครั้งเราจะมีอาการเมื่อเราสัมผัสลมพระวิญญาณบริสุทธ์ เช่น อาการลมพัดมาปะทะร่างกาย  มีอาการตัวสั่น หรือลมอยู่ในท้อง บางคนเรียกอาการนี้ว่า "หมัดไร้เงา" เข้ามาต่อยท้อง
อย่างไรก็ตามเราไม่ได้เอาประสบกาณ์มาเป็นหลักการ สิ่งที่สำคัญมากกว่าลมคือการทรงสถิตของพระเจ้า ลมเป็นเพียงหมายวำคัญที่สำแดงการทรงสถิตของพระวิญญาณของพระเจ้า

ในเทศกาลเพ็นเทคอสต์ ในพระธรรมกิจการฯ บทที่ 2 ลมพายุกล้าพัดมาแต่สิ่งที่สาวก 120 คน จดจ่อคือการเทลงมาของพระวิญญาณตามพระสัญญา
 
กิจการฯ 2:2-4
2 ในทันใดนั้นมีเสียงมาจากฟ้าเหมือนเสียงพายุกล้าสั่นก้องทั่วตึกที่เขานั่งอยู่นั้น
3 มีเปลวไฟสัณฐานเหมือนลิ้นปรากฏแก่เขากระจายอยู่บนเขาสิ้นทุกคน
4 เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด

ลมพายุแรงกล้ามา เสียงสัญญาณแห่งการเคลื่อนไหวของพระวิญญาณฯมาแล้ว ให้เราเคลื่อนตามการสำแดงของพระวิญญาณฯร่วมกัน