15 พฤษภาคม 2560

ความแตกต่างระหว่าง พระเมตตา กับ พระคุณ

บทความเรื่อง ความแตกต่างระหว่าง พระเมตตา กับ พระคุณ
โดย Haiyong Kavilar
เรื่องเล่าจากเอเบอร์เล
ฮาร์โรล เอเบอร์เล (Harold Eberle) ได้กล่าวเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างพระเมตตากับพระคุณไว้ว่า สมมติว่าคุณกำลังขับรถ แต่คุณขับเร็วเกินกำหนดของกฏหมาย แล้วตำรวจมาจับกุมคุณ คุณก็อาจขอความเมตตาต่อตำรวจเพื่อไม่ให้ออกใบสั่งกับคุณ ถ้าตำรวจตัดสินใจปล่อยคุณไปโดยไม่เอาผิด สิ่งที่คุณได้รับจากตำรวจคือ “พระเมตตา” นั่นคือคุณไม่ได้รับในสิ่งที่คุณสมควรได้รับ แต่เอาใหม่ สมมติถ้าตำรวจไม่เพียงแต่ไม่เอาผิดคุณ แต่ยังมอบเงินให้กับคุณฟรีๆถึง 1 ล้านบาท แล้วพูดกับคุณอีกว่า “ขอให้มีความสุขนะ” สิ่งที่คุณได้รับเพิ่มนี้คือ “พระคุณ” ซึ่งคือคุณได้รับในสิ่งที่คุณไม่สมควรได้รับ ซึ่งแตกต่างจากพระเมตตาที่เป็นการไม่ได้รับในสิ่งที่คุณสมควรได้รับ

พระเมตตา -> ไม่ได้รับในสิ่งที่สมควรได้รับ
พระคุณ -> ได้รับในสิ่งที่ไม่สมควรได้รับ

พระเมตตาเกี่ยวกับพระโลหิต
ในหนังสือโรมบทที่ 5 ได้กล่าวว่าผู้เชื่อได้รอดพ้นจากพระพิโรธของพระเจ้าและได้รับการชำระให้ชอบธรรมโดยพระโลหิต สิ่งที่ผู้เชื่อได้รับผ่านพระโลหิตนี้นับเป็นพระเมตตา เนื่องด้วยพระโลหิตของพระคริสต์ พระเจ้าก็ทรงละเว้นโทษของผู้เชื่อ โดยพระโลหิต ผู้เชื่อจึงไม่ได้รับโทษที่สมควรจะได้รับ

พระคุณเกี่ยวกับพระวิญญาณบริสุทธิ์
สิ่งที่พระเจ้าประทานให้ผู้เชื่อ ไม่เพียงแต่เป็นพระเมตตาที่ไม่เอาผิดผู้เชื่อเท่านั้น ทว่าพระเจ้ายังประทานพระคุณให้กับผู้เชื่อแถมเป็นพิเศษด้วย ในหนังสือโรมบทที่ 6-8 เป็นบริบทของพระคุณที่ต่อยอดมาจากโรมบทที่ 5 อันเป็นบริบทของพระเมตตา ในบริบทแห่งพระคุณนี้ เปาโลได้อธิบายว่า โดยกำลังของเนื้อหนัง เปาโลก็มิอาจที่จะบรรลุพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเขาได้ แต่โดยพระคุณของพระเจ้า เปาโลกลับมีพลังที่จะบรรลุสู่พระประสงค์ของพระเจ้าได้ ซึ่งในช่วงท้ายของบริบทแห่งพระคุณนี้ (โรม 8) เปาโลได้กล่าวถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงกล่าวได้ว่าพระคุณเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับพระวิญญาณ ซึ่งต่างจากพระเมตตาที่เกี่ยวข้องกับพระโลหิต

เข้าใจพระคุณจากมุมมองเรื่องของประทาน
รากศัพท์ของคำว่าพระคุณคือคำว่า Charis ส่วนรากศัพท์ของคำว่าของประทานคือคำว่า Charisma เห็นได้ว่ารากศัพท์ของคำว่าพระคุณกับของประทานมีความใกล้เคียงกันมาก โดยทั่วไปแล้ว ของประทานมักจะมีความหมายถึง ความสามารถพิเศษจากพระวิญญาณที่ทำให้ผู้เชื่อทำกิจบางอย่างได้ (เช่น การรักษาโรค หรือการเผยพระวจนะ) ส่วนพระคุณก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คล้ายกับของประทาน นิยามของพระคุณจึงมีความใกล้เคียงกับนิยามของของประทาน จึงกล่าวได้ว่า พระคุณคือ ความสามารถพิเศษจากพระวิญญาณที่ทำให้ผู้เชื่อได้บรรลุถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเขา

พระประสงค์ของพระเจ้าก็มีอยู่หลายด้าน ด้านหนึ่งก็อาจเป็นการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็อาจหมายถึงการทำให้การทรงเรียกสำเร็จ แต่ไม่ว่าจะเป็นพระประสงค์ด้านความบริสุทธิ์หรือพระประสงค์ด้านการทรงเรียก โดยกำลังของเนื้อหนัง ผู้เชื่อก็มิอาจบรรลุพระประสงค์เหล่านี้ได้ สิ่งสำคัญที่มนุษย์จำต้องมีเพื่อบรรลุพระประสงค์ก็คือ พระคุณ

พระคุณนับเป็นสิ่งที่ก้าวไปไกลกว่าพระเมตตา พระเมตตาทำให้ผู้เชื่อไม่ได้รับโทษที่สมควรได้รับ แต่พระคุณ (สิ่งที่ผู้เชื่อได้รับโดยที่ผู้เชื่อไม่สมควรได้รับ) ทำให้ผู้เชื่อสามารถบรรลุพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเขาได้ พระคุณคือพลังหรือความสามารถพิเศษจากพระวิญญาณที่ทำให้ผู้เชื่อสามารถพิชิตการทรงเรียกได้

วิธีรับพระคุณเกี่ยวกับความเชื่อ
พระคุณเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ผู้เชื่อก้าวหน้าสู่พระประสงค์ของพระเจ้า การรับพระคุณจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้การทรงเรียกของผู้เชื่อพุ่งทะยานไป ทว่าก่อนที่ผู้เชื่อจะเต็มล้นในพระคุณ ผู้เชื่อควรตระหนักว่า พระคุณคือสิ่งที่พระเจ้าให้เราแม้เราจะไม่สมควรได้รับ ต่อให้ผู้เชื่อทำผิดมากขนาดไหน ต่อให้ผู้เชื่อกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายมามากขนาดไหนก็ตาม ผู้เชื่อก็สามารถรับพระคุณได้

(กาลาเทีย 3:2,5) ข้าพเจ้าใคร่รู้ข้อเดียวจากท่านว่า ท่านได้รับพระวิญญาณโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ หรือได้รับโดยความเชื่อตามที่ได้ฟัง? ... พระองค์ผู้ประทานพระวิญญาณแก่ท่านทั้งหลาย และทรงสำแดงฤทธานุภาพท่ามกลางพวกท่าน ทรงทำเช่นนั้นโดยการประพฤติตามธรรมบัญญัติ หรือโดยความเชื่อของพวกท่านตามที่ได้ฟัง?

ในข้อพระคัมภีร์นี้ เปาโลต้องการสื่อสารว่า การที่ผู้เชื่อในกาลาเทียได้รับพระวิญญาณนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการประพฤติตามธรรมบัญญัติหรือการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ต่างๆ แต่ผู้เชื่อในกาลาเทียได้รับพระวิญญาณก็เนื่องโดยความเชื่อ กล่าวได้ว่า “ความเชื่อ” นับเป็นช่องทางหลักที่ทำให้ชาวกาลาเทียได้รับพระวิญญาณ สำหรับพระคุณก็เช่นเดียวกับ ผู้เชื่อไม่ได้รับพระคุณผ่านทางการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ และผู้เชื่อก็ไม่ได้รับพระคุณผ่านทางการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ แต่ผู้เชื่อได้รับพระคุณก็โดยความเชื่อ ทั้งนี้เพราะช่องทางหลักที่ผู้เชื่อได้รับพระคุณก็คือความเชื่อ หากจะเปรียบพระคุณเป็นของขวัญ ความเชื่อก็เปรียบดั่งมือที่ยื่นรับกล่องของขวัญ

เมื่อผู้เชื่อเข้าใจว่า พระคุณมิได้มาโดยการดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์แต่ได้มาโดยความเชื่อ ขั้นตอนต่อมาของการรับพระคุณคือ “การอธิษฐานขอ” จากพระเจ้า ผู้เชื่อสามารถทูลขอพระคุณจากพระเจ้าได้ทุกเวลาโดยไม่จำเป็นรอให้ตนเองต้องบริสุทธิ์ 100% ก่อน แม้ในเวลาที่ผู้เชื่อรู้สึกว่าตนไม่พร้อม ผู้เชื่อก็สามารถทูลขอพระคุณจากพระเจ้าได้ เพราะเงื่อนไขของการรับพระคุณไม่ได้อยู่ที่ความพร้อมหรือความบริสุทธิ์ แต่อยู่ที่ความเชื่อ

โดยพระคุณที่ได้รับจากพระเจ้านี้ จะทำให้ผู้เชื่อมีพลังที่จะบรรลุถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเขา เคล็ดลับสำคัญสู่การบรรลุพระประสงค์(ไม่ว่าจะเป็นด้านความบริสุทธิ์หรือด้านการทรงเรียก) ก็คือพระคุณ ในจดหมายฝากแทบทุกฉบับของเปาโลก็มักจะอวยพรผู้อ่านว่า “ขอพระคุณจงมีแด่ท่านทั้งหลายเถิด”
โอ ขอให้พวกเรามีความเชื่อและทูลขอพระคุณจากพระเจ้าทุกวันเถิด !

หนังสือแนะนำเพิ่มเติม
Grace the Power to Reign เขียนโดย Harold Eberle
Understanding the Whole Bible เขียนโดย Jonathan Welton

14 พฤษภาคม 2560

วันประกาศอิสรภาพประเทศอิสราเอล (Independence Day)

วันประกาศอิสรภาพประเทศอิสราเอล (Independence Day) หรือ ยม ฮาทซมาอุท (Yom Ha'atzmaut - יום העצמאות‎‎) ตรงกับวันที่ 5 เดือนอิยาร์ (Iyar)ปี 5708 หรือนับตามปฏิทินสากลตรงกับวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ.1948
 (ปีนี้ครบรอบ 69 ปี สำหรับคนยิวจะฉลอง ยม ฮาทซมาอุท (Yom Ha'atzmaut)ในวันที่ 5 อิยาร์ ซึ่งตรงกับช่วงเย็นวันที่ 1 พ.ค.2017 ที่ผ่านมา)
เดวิด เบน-กูเรียน (David Ben-Gurion) ประธานาธิบดีคนแรกของประเทศอิสราเอล (State of Israel) ได้ประกาศอิสรภาพ โดยชาวยิวจากทั่วโลกได้สถาปนาประเทศใหม่สำหรับชาวยิวขึ้นในดินแดนปาเลสไตน์ เพื่อรวบรวมชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลกมาอยู่รวมกันในดินแดนพันธสัญญาที่พวกเขาเชื่อว่าพระยาห์เวห์ทรงประทานให้สำเร็จตามถ้อยคำการเผยพระวจนะของผู้เผยพระวจนะเอเสเคียล เอเศเคียล 36:24 “เพราะว่าเราจะเอาเจ้าออกมาจากท่ามกลาง ประชาชาติและรวบรวมเจ้ามาจากทุกประเทศ และนำเจ้าเข้ามาในแผ่นดินของเจ้าเอง”
การเริ่มต้นเกิดประเทศอิสราเอลอีกครั้งนับแต่ถูกอาณาจักรโรมันโจมตีและทำลายพระวิหารไปในปี ค.ศ.70 พวกเขากระจัดกระจายไปทั่วโลก
หลังจากประกาศอิสรภาพได้แค่เพียงแค่วันเดียว คือวันที่ 15 พฤษภาคม 1948 ในขณะอิสราเอลกำลังสร้างประเทศ ปรากฏว่า 5 ชาติอาหรับ ได้รวมตัวกันทำร้ายอิสราเอล ซึ่งเป็นเหมือนทารกแรกเกิด ประเทศอียิปต์,ซีเรียจอร์แดน,เลบานอนและอิรัก ( 40 ล้านคนชาวอาหรับ และ 1.5 ล้านคนติดอาวุธ) โจมตีอิสราเอล เรียกว่าเป็นสงครามการประกาศเอกราช (War of Independence)
สงครามยังคงมีอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 8 เดือน อิสราเอลได้รับบาดเจ็บหนักในทุกด้าน แต่สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจคือ ประเทศอิสราเอลซึ่งเพิ่งได้รับเอกราชใหม่ไม่ถูกทำลาย ตามถ้อยคำสัญญาในพระธรรม 
อิสยาห์ 54:17 "อาวุธ​ทุก​ชนิด​ที่​ทำ​ขึ้น​เพื่อ​ต่อ‍สู้​เจ้า​จะ​ไม่​ชนะและ​เจ้า​จะ​พิสูจน์​ว่า​ลิ้น​ทุก‍ลิ้น​ที่​ลุก‍ขึ้น​ต่อ‍สู้​เจ้า​ใน​การ​พิพาก‌ษา​นั้น​ชั่ว‍ร้ายนี่​คือ​มรดก​ของ​บรร‌ดา​ผู้​รับ‍ใช้​ของ​พระ‍ยาห์‌เวห์และ​การ​ให้​ความ​ยุติ‍ธรรม​ต่อ​พวก‍เขา​นั้น​มา​จาก​เรา” ...
อิสราเอลจึงเปรียบดังนาฬิกาของโลกที่นับถ้อยหลังสู่วันสิ้นยุคของโลก
พระเยซูทรงทำให้เราทราบการล่มสลาย และการได้รับเอกราชของอิสราเอล และเวลาที่พระองค์จะเสด็จมาครั้งที่สอง โดยผ่านคำเปรียบเรื่องต้นมะเดื่อ
ลูกา 21:29-36
29 พระองค์ตรัสคำอุปมาแก่เขาว่า "จงดูต้นมะเดื่อ(Israel)และต้นไม้ทั้งปวงเถิด
30 เมื่อผลิใบออกแล้ว ท่านทั้งหลายก็เห็นและรู้อยู่เองว่า ฤดูฝนจวนจะถึงแล้ว
31 เช่นนั้นแหละ เมื่อท่านทั้งหลายเห็นเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น ก็ให้รู้ว่าแผ่นดินของพระเจ้าใกล้จะถึงแล้ว
32 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนในชั่วอายุนี้จะไม่ล่วงลับไปก่อนสิ่งทั้งปวงนั้นบังเกิดขึ้น
33 ฟ้าและดินจะล่วงไป แต่ถ้อยคำของเราจะสูญหายไปหามิได้เลย
34 "แต่จงระวังตัวให้ดี เกลือกว่าใจของท่านจะล้นไปด้วยอาการดื่มเหล้าองุ่นมาก และด้วยการเมา และด้วยคิดกังวลถึงชีวิตนี้ แล้วเวลานั้นจะมาถึงท่านดุจบ่วงแร้วอย่างกระทันหัน
35 เพราะว่าวันนั้นจะมาถึงคนทั้งปวงที่อยู่ทั่วพื้นแผ่นดินโลก
36 เหตุฉะนั้นจงเฝ้าอยู่ทุกเวลา จงอธิษฐานเพื่อท่านทั้งหลายจะมีกำลังที่จะพ้นเหตุการณ์ทั้งปวงซึ่งจะบังเกิดมานั้น และจะยืนอยู่ต่อหน้าบุตรมนุษย์ได้

พระคริสต์จะเสด็จมาครั้งที่สองนั้น หมายถึง เมื่อเริ่มประเทศอิสราเอลแล้ว ไม่เกินหนึ่งชั่วอายุของคน พระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมา   เราไม่ทราบว่าพระเยซูจะมาเมื่อใด แต่เราทราบดีว่าพระองค์จะกลับมารับเราแน่ เราจึงตั้งหน้าตั้งตารอคอย เฝ้าระวังและอธิษฐานเผื่อเสมอสำหรับความรอดที่จะมาถึงอิสราเอลและคนทั้งหลาย    ชาโลม ขอสันติภาพเกิดขึ้นในกรุงเยรูซาเล็ม
อิสยาห์ 62:1-2
1เพื่อ​เห็น​แก่​ศิโยน ข้าพ​เจ้า​จะ​ไม่​ระ​งับ​เสียง จน​กว่า​ความ​ชอบ​ธรรม​ของ​นคร​นี้​จะ​ออก​ไป​เหมือน​ความ​สว่าง และ​ความ​รอด​ของ​นคร​นี้​ออก​ไป​เหมือน​คบ​เพลิง​ที่​ลุก​อยู่ 2 บรร​ดา​ประ​ชา​ชาติ​จะ​เห็น​ความ​ชอบธรรม​ของ​ท่าน และ​พระ​รา​ชา​ทั้ง​หลาย​เห็น​ศักดิ์​ศรี​ของ​ท่าน และ​เขา​จะ​เรียก​ท่าน​ด้วย​ชื่อ​ใหม่ ซึ่ง​พระ​โอษฐ์​ของ​พระ​ยาห์​เวห์​จะ​ประ​ทาน

ความฝัน: ความรักต่อโลกใบนี้(Dream: Affections of this World)

ความฝัน: ความรักต่อโลกใบนี้(Dream: Affections of this World)

โดย อาเชอร์ อินเทรเตอร์()

เมื่อไม่นานนี้ผมมีความฝันว่าผมได้ก้าวเข้าไปในการทดสอบฝ่ายวิญญาณที่มาเป็นชุดแบบซ้ำแล้วซ้ำอีก ผมรู้สึกท้อใจและเหนื่อยอย่างมากที่ต้องผ่านการทดสอบมากมายเหล่านั้น ผมรู้ว่า
เป้าหมายก็คือการไปถึงการเชื่อฟังอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง แต่
ในความฝันนั้นมีทูตสวรรค์ตนหนึ่งส่งยิ้มมาให้ผม ในขณะที่ผมรู้สึกล้มเหลวและเหมือนกำลังจะยอมแพ้ ทูตสวรรค์อธิบายว่า    บททดสอบสุดท้ายนั้นก็คือการเอาชนะความรักต่อโลกใบนี้ (ความปรารถนาแบบโลกผมฟังด้วยความละอายเมื่อทูตสวรรค์บอกว่าผมมีความปรารถนาแบบโลกมากมายทีเดียว
ยากอบ 4:4 – การเป็นมิตรกับโลกคือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า
ยอห์น 2:15 – อย่ารักโลก หรือสิ่งของในโลก
นี่ไม่ใช่การกลับใจจากความบาป โดยทั่วไปเราผู้ติดตามเยชูวาห์อย่างจริงจังจะไม่ทำบาป และไม่ต้องการทำบาปแต่แล้วเราก็อาจจะมีความรักต่อสิ่งของบนโลกอยู่ภายใน แม้ว่าเราจะไม่ได้ทำบาป ดังนั้นจึงเป็นเหตุผลที่เยชูวาห์บอกให้เราอธิษฐาน:
มัทธิว 6:13 ขออย่านำข้าพระองค์เข้าไปในการทดลอง
ความรักสิ่งของบนโลกนำเราเข้าไปสู่การทดลองอันนำไปสู่ความบาปและความหายนะ การเอาชนะความรักต่อโลกเป็นบททดสอบสุดท้าย เพราะมันเป็นการถอนรากออกจากใจของเราถึงแหล่งที่มาของการทดลองที่อาจเกิดขึ้น
ลูกา 9:23 – ถ้าผู้ใดใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตนเอง และรับกางเขนของตนแบกทุกวัน
นี่คือก้าวแรกในการติดตามเยชูวาห์โดยให้ปฏิเสธตนเอง โดยที่เรากล่าวว่า"ไม่" ต่อความปรารถนาแบบโลก ให้ใจเรามีเสรีภาพและบริสุทธิ์ในการติดตามพระองค์

ข้อมูลจาก http://reviveisrael.org 

07 พฤษภาคม 2560

พระเจ้าพิโรธผู้เชื่อได้หรือไม่?

บทความเรื่อง พระเจ้าพิโรธผู้เชื่อได้หรือไม่?
โดย Haiyong Kavilar

รอดพ้นจากพระพิโรธ
เมื่อผู้ใดเชื่อในพระเยซูคริสต์ ผู้นั้นก็ได้รับการชำระให้ชอบธรรมและได้รับการอภัยบาป แต่พระเจ้าสามารถโกรธหรือพิโรธผู้เชื่อได้หรือไม่?
มีข้อพระคัมภีร์หลายข้อที่ชี้ว่าในพันธสัญญาใหม่ พระเจ้ามิได้โกรธผู้เชื่ออีกต่อไป

(รม.5:9-10) เพราะ​ฉะนั้น​เมื่อ​เรา​ถูก​ชำระ​ให้​ชอบ​ธรรม​แล้ว​โดย​พระ​โล​หิต​ของ​พระ​องค์ ยิ่ง​กว่า​นั้นเรา​จะ​พ้น​จาก​พระ​พิโรธ​ของ​พระ​เจ้า​โดย​พระ​องค์ เพราะ​ว่า​ถ้า​ขณะ​ที่​เรา​ยัง​เป็น​ศัตรู​ต่อ​พระ​เจ้า​เรา​ได้​กลับ​คืน​ดี​กับ​พระ​องค์ โดย​ที่​พระ​บุตร​ของ​พระ​องค์​สิ้น​พระ​ชนม์

(อิสยาห์ 54:9) สำ​หรับ​เรา​แล้ว เรื่อง​นี้​ก็​เหมือน​สมัย​ของ​โน​อาห์ เรา​ได้​ปฏิ​ญาณ​ว่า น้ำ​สมัย​โน​อาห์ จะ​ไม่​ท่วม​แผ่น​ดิน​โลก​อีก​อย่าง​ไร เรา​ก็​ปฏิ​ญาณ​ว่า เรา​จะ​ไม่​โกรธ​เจ้า และ​จะ​ไม่​ดุ​ด่า​เจ้า​อีก​อย่าง​นั้น

        เมื่อผู้คนเชื่อในพระเยซูคริสต์ นอกจากเขาจะได้รับการอภัยและได้รับการชำระให้ชอบธรรมแล้ว เขายังได้เข้าสู่พันธสัญญาใหม่ด้วย ตลอดพระคัมภีร์พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คนที่อยู่ในพันธสัญญากับนอกพันธสัญญาอย่างแตกต่างกัน เช่น ในพันธสัญญาเดิม พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อชนชาติอิสราเอลไม่เหมือนกับชนชาติอื่น เพราะชนชาติอื่นมิได้อยู่ในพันธสัญญา แต่ชนชาติอิสราเอลอยู่ในพันธสัญญา สำหรับพันธสัญญาใหม่ก็เช่นกัน พระเจ้าทรงปฏิบัติต่อผู้คนที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่กับผู้คนที่อยู่นอกพันธสัญญาใหม่อย่างแตกต่างกัน ผู้ใดก็ตามที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ พระเจ้ามิได้ทรงพิโรธต่อผู้นั้น แต่สำหรับผู้คนที่อยู่นอกพันธสัญญาใหม่ พระเจ้าทรงมีมาตรฐานอีกอย่างหนึ่ง
แม้พระเจ้าเป็นความรัก แต่พระเจ้าทรงมีมาตรฐานต่อคนในพันธสัญญาและคนนอกพันธสัญญาอย่างแตกต่างกัน ซึ่งสิ่งนี้เห็นได้ชัดเจนตลอดพระคัมภีร์ไม่ว่าจะเป็นในพันธสัญญาไหนก็ตาม

สำหรับผู้เชื่อที่อยู่ในพันธสัญญาใหม่ พระเจ้าทรงมีมาตรฐานที่จะไม่พิโรธต่อพวกเขาและพระองค์มิได้สะสมพระพิโรธไว้ในอนาคตสำหรับพวกเขาด้วย บางครั้งเมื่อผู้เชื่อทำสิ่งไม่เหมาะไม่ควร พระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในผู้เชื่อก็อาจเสียพระทัยหรือรู้สึกไม่พอใจ กระนั้นพระเจ้าทั้ง พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็ไม่ทรงพิโรธต่อผู้เชื่อ

03 พฤษภาคม 2560

ร่วมฉลองเทศกาลสัปดาห์(Shavuot) 5777

ช่วงวันที่ 5-7เดือนสิวัน (ปี 2017 ตรงกับเย็นวันที่ 30 พ.ค.-1 มิ.ย.)ชาวยิวมีการฉลองเทศกาลสัปดาห์(Shavuot:ชาวูโอ๊ท) หรือ Pentecost(แปลว่า 50) ในปี 5777
ปีนี้จะเป็นการฉลองครบรอบ 50 ปีจากการได้รับชัยชนะจากสงคราม 6 วัน  (Six Days War) ในช่วงวันที่ 5-10 มิถุายน 1967 เป็นชัยชนะของประเทศอิสราเอลทีี่สามารถยึดครองกรุงเยรูซาเล็มกลับมาได้สำเร็จ
ในพันธสัญญาเดิม(OT)เป็นการฉลอง7 สัปดาห์หลังจากเทศกาลปัสกา(Pesach) ที่พวกเขาออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ ตลอดช่วงเวลาในถิ่นทุรกันดารพระยาห์เวห์ทรงจัดเตรียมมานาจำนวน 1 หม้อโอเมอร์ให้กับพวกเขาในแต่ละวัน จึงมีการนับโอเมอร์ในแต่ละวันจากเทศกาลปัสกาถึงเทศกาลสัปดาห์ได้ 49 วัน(7 สัปดาห์) เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งพระพร
เทศกาลนี้พระยาห์เวห์ทรงประทานพระบัญญัติ10 ประการจารึกบนแผ่นศิลา(Luchot)บนภูเขาซีนาย เป็นพันธสัญญารักนิรันดร์ของพระยาห์เวห์ที่ทรงทำกับชนชาติอิสราเอล
เทศกาลนี้พวกเขาได้นำผลแรกที่เพิ่มพูนจากเทศกาลปัสกาคือนำขนมปัง 2 ก้อนมาถวายซึ่งทำจากข้าวสาลีที่พวกเขาปลูกได้เอง มานาก็หมดไปเพราะนั่นเป็นเพียงอาหารชั่วคราว หลังจากนั้นไปพวกเขาได้กินพืชผลที่พวกเขาได้ปลูกในดินแดนใหม่ไม่ใช่ดินแดนทาสในอียิปต์
พวกเขาจึงได้เก็บหม้อมานา ศิลาพระบัญญัติ และไม้เท้าอาโรนไว้ในหีบพันธสัญญาเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์ในเทศกาลนี้
ในพันธสัญญาใหม่(NT) พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์บนกางเขนในเทศกาลปัสกา หลังจากนั้น 3 วันทรงฟื้นจากความตาย ทรงอยู่กับพวกสาวกอีก 40 วัน เพื่อทรงสอนเรื่องอาณาจักรสวรรค์
ในวันที่พระเยซูทรงเสด็จขึ้นสวรรค์ ทรงกำชับว่าให้รอคอยการเสด็จมาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ.1:8)
และในวันที่ 50 หลังจากปัสกาในเทศกาลเพ็นทอสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เสด็จมาเหนือสาวก 120 คนที่เฝ้าอธิษฐานรอคอยที่ห้องชั้นบน กรุงเยรูซาเล็ม(กจ.2) เป็นการเริ่มต้นเกิดคริสตจักรอย่างเป็นทางการ และข่าวประเสริฐเรื่องอาณาจักรสวรรค์ได้แพร่กระจายไปทั่วโลก
นี่คือการเชื่อมระหว่าง 2 สิ่งคือพันธัญญาเดิมกับพันธสัญญาใหม่ คือแผ่นศิลา 2 แผ่น ซึ่งเป็นพันธสัญญาแห่งรักนิรันดร์ ระหว่างพระยาห์เวห์กับคนของพระองค์
ขนมปัง 2 ก้อนคือ คนยิวกับคนต่างชาติเชื่อมกันเป็นคนใหม่คนเดียวกัน ผ่านทางในพระเยซูคริสต์(อฟ.2:15) ทรงเป็นอาหารแห่งชีวิต(bread of life) พระบัญญัติ 2 ข้อใหญ่คือจงรักพระเจ้าด้วยสุดใจและจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง
รวมเป็นหนึ่งผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ภายในเรา
พระองค์ทรงประทานพระบัญญัติใหม่คือพระบัญญัติแห่งรัก ที่ไม่ได้จารึกบนแผ่นศิลาแต่จารึกในหัวใจ(2คร.3:3) ความรู้อาจจะเพิ่มรอยหยักที่หัวสมอง แต่ความรักของพระองค์เป็นรอยสลักจารึกในใจว่าเราเป็นของพระองค์ เพราะพระวิญญาณเป็นเสมือนแหวนหมั้นคริสตจักรไว้เพื่อรอคอยองค์เจ้าบ่าว ในวันสมรสของพระเมษโปดกที่จะเกิดขึ้นในอนาคตตามพระสัญญา

02 พฤษภาคม 2560

เยรูซาเล็มและสวนเอเดนเป็นหนึ่งเดียวกัน

 เยรูซาเล็มและสวนเอเดนเป็นหนึ่งเดียวกัน 

โดย อาเชอร์ อินเทรเตอร์(Asher Intrater)

พระวจนะที่ยอห์นเขียนมีมุมมองเฉพาะถึงทุกมิติของพระวจนะตั้งแต่เบื้องต้นจนสุดปลาย เนื่องจากเขาเป็นผู้เขียนพระคัมภีร์      คนสุดท้าย ยอห์นมักพูดถึง เบื้องต้นจนสุดปลาย” (ยอห์น 1:1, 1ยน 1:1 และวว 1:8,17)

มุมมองเรื่องเบื้องต้นจนสุดปลายนี้กระจ่างชัดมากโดยเฉพาะในบทท้ายๆของพระธรรมวิวรณ์ สองบทแรกในพระธรรมปฐมกาลอธิบายถึงสรรพสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นและสวนเอเดน ในขณะที่สองบทสุดท้ายของพระธรรมวิวรณ์อธิบายถึงการรื้อฟื้นของสรรพสิ่งที่พระเจ้าสร้างขึ้นและสวนเอเดน

สองบทสุดท้ายมีเนื้อความเพิ่มเติมเป็นพิเศษเกี่ยวกับ เยรูซาเล็มใหม่” (21:9-22:3) นครเยรูซาเล็มอันสง่างามนี้กลายเป็น       จุดศูนย์กลางของการรื้อฟื้นสวรรค์ สวรรค์และโลกมาร่วมกันเช่นเดียวกับเยรูซาเล็มมิติสวรรค์และมิติโลกร่วมเป็นหนึ่ง เป้าประสงค์แห่งสง่าราศีของทั้งสวนเอเดนและเยรูซาเล็มเป็นหนึ่งเดียวกันและเหมือนกัน

วิวรณ์ 21:1-2และข้าพเจ้าเห็นฟ้าใหม่และโลกใหม่นครบริสุทธิ์ คือเยรูซาเล็มใหม่ที่พระเจ้าทรงให้เลื่อนลอยลงมาจากสวรรค์…”

วิวรณ์ 22:1-2 “…แม่น้ำที่มีน้ำแห่งชีวิตใสดั่งแก้วไหลจากพระที่นั่งของพระเจ้าและพระเมษโปดก ลงมากลางถนนใหญ่ของนครนั้น สองฟากแม่น้ำมีต้นไม้แห่งชีวิต… ”

วิวรณ์ 22:14 “ …เขาจะได้มีสิทธิ์ในต้นไม้แห่งชีวิตและผ่านประตูเข้าสู่นครนั้นได้…”

วิวรณ์ 22:19 “…ส่วนแบ่งของเขาในต้นไม้แห่งชีวิต

การรวมกันของนครเยรูซาเล็มและสวนเอเดนอยู่ในพระธรรมวิวรณ์บทสุดท้าย สองบทสุดท้ายของพระธรรมวิวรณ์ประสานเรื่องราวสำคัญของพระคัมภีร์คือสวนเอเดนและนครเยรูซาเล็มเข้าไว้ด้วยกัน มุมมองที่ดูน่าตกใจนี้ได้ผนวกแผนงานของพระคัมภีร์ตั้งแต่เบื้องต้นจนสุดปลายเอาไว้ด้วยกัน

ในสวนเอเดนพระเจ้าวางแผนให้ประชากรทวีคูณจนเต็มแผ่นดิน ในท้ายที่สุดจะได้เป็นชุมชนที่ไร้ตำหนิซึ่งมีกษัตริย์ผู้สมบูรณ์แบบ เมืองหลวงของอาณาจักรนั้นก็อยู่ที่กลางสวรรค์ สวนสวรรค์และเมืองหลวงแห่งอาณาจักรจึงเหมือนเป็นหนึ่งเดียวและที่เดียวกัน

อาดัมถูกไล่ออกไปทางทิศตะวันออกของสวนเอเดน อับราฮัมถูกส่งกลับมายังทิศตะวันตกยังคานาอัน อาดัมทำบาปที่ต้นไม้ในสวนเอเดน พระเยซูจำต้องถูกแขวนบนต้นไม้(ตรึงกางเขน) ในกรุงเยรูซาเล็มเพื่อไถ่ถอนบาปของมนุษยชาติ อับราฮัมต้องถวายบุตรตนอิสอัคบนที่เดียวกันกับที่ดาวิดต้องสร้างพระวิหารตรงนั้น บริเวณนั้นเองพระเยซูเสด็จขึ้นยังสวรรค์ และแผ่นดินผืนนั้นพระองค์   จะกลับมาเพื่อตั้งอาณาจักรพระองค์บนโลก

ที่สุดแล้วสวนเอเดนจะฟื้นคืนมาพร้อมกับบรรดาสิ่งทรงสร้างทั้งหลายโดยมีนครเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลาง การรื้อฟื้นสวรรค์ นครเยรูซาเล็มใหม่อันสง่างาม และการรวมสวรรค์และโลกเข้าด้วยกันทั้งหมดจะเกิดขึ้นด้วยกันที่ปลายสุดแห่งแผนการของพระเจ้า

ขอบคุณข้อมูลจาก http://reviveisrael.org