11 พฤศจิกายน 2559

เผ่ามนัสเสห์(Manasseh) - ช่อมะกอกที่ออกผล

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน เข้าสู่เดือนเชสวานแล้วนะครับ เชสวานเป็นเดือนที่ 8 ตามปฏิทินศาสนา (Ecclesiastical calendar)และเป็นเดือนที่ 2 ปฏิทินการปกครอง (Civil calendar)ของอิสราเอลซึ่งในปี 2016 จะอยู่ในช่วงวันที่ .- 30 ..

เชสวาน” (Cheshvan) บางทีในภาษาอังกฤษจะเขียนว่า Heshvan เพราะเป็นแปลมาจากภาษากรีกจะใส่ตัว แทน Ch เพราะภาษาฮีบรูจะออกเป็นเสียงตัวอักษร  เพราะสะกดด้วยตัว Chet ח (เฆท)  จะออกเสียงเป็น "เฆทวาน" 
คำว่า เชสวาน”  חֶשְׁוָן,(Cheshvan) ในภาษาฮีบรู จะมีคำนำหน้าเป็นคำว่า มาร์เฆทวาน (Mar Cheshvan)  מַרְחֶשְׁוָןแปลว่า ขม (bitter) ทั้งนี้เพราะเป็น"เดือนแห่งความขมขื่นใจเพราะเป็นเดือนที่ระลึกถึงเหตุการณ์น้ำท่วมโลก(ปฐมกาล 7)และเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธฺ์คนยิว (Holocaust)
ในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า เดือนเชสวาน ชื่อเดิม คือ เดือนบูล (Bul) 

พงศ์กษัตริย์ 6:38 และในปีที่​ 11 ในเดือนบูล (Bul) ซึ่งเป็นเดือนที่ 8 พระนิเวศนั้นก็สำเร็จหมดทุกส่วนตามที่กำหนดไว้ทุกอย่าง พระองค์ทรงสร้างพระนิเวศนั้น​ 7 ปี    

เดือนต่างๆของอิสราเอลจะมีเผ่าประจำแต่ละเดือน  ซึ่งเราได้เรียนรู้จักลักษณะแต่ละเผ่าไปแล้ว ครั้งนี้ผมจะพูดถึงเผ่ามนัสเสห์ 

(หมายเหตุ  เรียนรู้จักลักษณะของเผ่าต่างๆประจำเดือนของอิสราเอลโดยสามารถอ่านบทความที่เขีนยไว้ตาม Link นี้ครับ 
  สิงห์แห่งเผ่ายูดาห์,อิสสาคาร์ - ลาที่มีกำลังกล้าหาญ,เศบูลุน-เรือสำเภามุ่งสู่จุดหมาย,รูเบน - บุตรชายสายน้ำเชี่ยว,กาด นักรบผู้เก่งฉกาจ,เอฟราอิม-กระทิงแห่งศักดิ์ศรี)

มนัสเสห์เป็นบุตรหัวปีของโยเซฟซึ่งเกิดในแผ่นดินอียิปต์  ท่านตั้งชื่อบุตรของท่านว่า "มนัสเสห์"(Manasseh) מְנַשֶּׁה  ชื่อหมายความว่า "ทำให้ลืม" เป็นบุตรชายคนโตของโยเซฟ สาเหตุเพราะพระเจ้าทำให้โยเซฟลืมความทุกข์โศกที่ผ่านมา  

ปฐมกาล 41:51 โยเซฟเรียกลูกหัวปีว่า มนัสเสห์ "เพราะว่าพระเจ้าทรงโปรดให้ข้าพเจ้าลืมความยากลำบากทั้งปวง และบรรดาพงศ์พันธุ์ของบิดาเสีย...

ผมขอตั้งชื่อเป็นภาษาไทย คือ นาย "สิ้นโศก" แม้ว่าจะเป็นบุตรหัวปีของโยเซฟ แต่สิทธิบุตรหัวปีของเขาได้ตกเป็นของน้องชายคือ เอฟราอิม หรือชื่อภาษาไทยที่ผมตั้งคือ นาย "เสริมพงศ์" เพราะพงศ์พันธ์ุของโยเซฟจะเกิดผลทวีคูณเพราะเอฟราอิม ทั้งนี้เนื่องจากการที่ยาโคบหรืออิสราเอลได้อวยพรหลานไว้ 
โยเซฟได้พาบุตรทั้งสองของท่านไปหายาโคบเพื่อนับการอธิษฐานอวยพร (ปฐมกาล 48) ขณะนั้น ยาโคบชรามากแล้ว จะลุกขึ้นนั่งก็แทบจะไม่ไหว เพื่อให้ง่ายต่อบิดา   โยเซฟจึงวางเอฟราอิมไว้ที่มือซ้ายของยาโคบ และมนัสเสห์ไว้ที่มือขวาของยาโคบ 
เนื่องจากมนัสเสห์เป็นบุตรหัวปี  แต่ยาโคบ(อิสราเอล) กลับไขว้มือสลับตำแหน่งการอวยพร  เขาได้วางมือขวาบนศีรษะของเอฟราอิม และอวยพรด้วยสิทธิบุตรหัวปี

     ปฐมกาล  48:14-16  
     14  ฝ่ายอิสราเอลก็เหยียดมือขวาออกวางบนศีรษะเอฟราอิมผู้เป็นน้อง และมือซ้ายวางไว้บนศีรษะมนัสเสห์เหยียดมือออกไขว้กันเช่นนั้น เพราะมนัสเสห์เป็นบุตรหัวปี 
     15 ​แล้วอิสราเอลกล่าวคำอวยพรแก่โยเซฟว่า “ขอพระเจ้าที่อับราฮัมและอิสอัคบรรพบุรุษข้าพเจ้า ​ดำเนินอยู่เฉพาะพระพักตร์นั้น ขอพระเจ้าผู้ทรงบำรุงเลี้ยงข้าพเจ้า ​ตลอดชีวิตจนถึงวันนี้ 
     16 ​ขอทูตสวรรค์ที่ได้ช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากความชั่วร้ายทั้งสิ้น ​โปรดอวยพรแก่เด็กทั้งสองนี้ ให้พวกเขาสืบชื่อของข้าพเจ้าและชื่อของอับราฮัม และอิสอัคบรรพบุรุษของข้าพเจ้าไว้ และขอให้พวกเขาเจริญขึ้นเป็นมวลชนบนแผ่นดินเถิด” 

ตามธรรมเนียมของคนยิว บุตรหัวปี (บุตรคนโต) จะได้รับพระพรเป็น เท่า และมือขวาเล็งถึงสิทธิอำนาจและความโปรดปราน เหตุการณ์นี้ได้สร้างความไม่พอใจให้กับโยเซฟเป็นอย่างยิ่ง พระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า โยเซฟไม่พอใจ โยเซฟจึงได้จับมือบิดาและพยายามจะสลับกลับให้ถูกต้อง แต่ยาโคบไม่ยอม

ปฐมกาล 48:17-19
17 ​ฝ่ายโยเซฟเมื่อเห็นบิดาวางมือข้างขวาบนศีรษะของเอฟราอิมก็ไม่พอใจ จึงจับมือบิดาเพื่อยกจากศีรษะเอฟราอิมวางบนศีรษะมนัสเสห์ 
18 ​โยเซฟบอกบิดาว่า “พ่อวางไม่ถูก เพราะคนนี้เป็นคนหัวปี ขอพ่อวางมือขวาบนศีรษะเขา 
19 ​แต่บิดาไม่ยอม ตอบว่า “พ่อรู้แล้ว ลูกเอ๋ย พ่อรู้แล้ว เขาจะเป็นคนเผ่าหนึ่งด้วย และเขาจะเป็นใหญ่ด้วย อย่างไรก็ดีน้องจะเป็นใหญ่กว่าพี่ และพงศ์พันธุ์ของน้องนั้นจะเป็นชนหลายหมู่รวมกัน” 
เหตุกาณ์นี้เป็นภาพสัญลักษณ์ (Typology)  นั่นคือ พงศ์พันธุ์ของยาโคบ(อิสราเอล)ที่ได้พร  มนัสเสห์ได้ดีอย่างไร แต่เอฟราอิมจะได้ดียิ่งกว่า!

เราจะเห็นได้ว่าเอฟราอิมได้รับพระพรในส่วนที่ดีที่สุดในฐานะบุตรหัวปี หมายถึงการเริ่มต้นที่ดี เป็นเหตุให้เดือนทิชรีเดือนแห่งการเริ่มต้นปีของอสราเอล เป็นเดือนแห่งเผ่าเอฟราอิม!

สำหรับเดือนนี้เป็นเดือนที่ 2 คือ เดือนเชสวาน เดือนแห่งเผ่าเผ่ามนัสเสห์ เดือนที่เตือนใจให้ลืมความบาดเจ็บ ความขมขื่นใจในอดีตและมุ่งไปสู่อนาคต


มนัสเสห์และเอฟราอิมได้รับความรักอย่างมากมายจากยาโคบ ผู้เป็นปู่ของเขา ยาโคบรับหลานทั้งสองคนไว้เสมือนลูกของตัวเอง และได้อธิษฐานอวยพรมาเหนือหลานทั้ง 2 คน 
มนัสเสห์และเอฟราอิมได้รับพรที่ยิ่งใหญ่ คำอวยพรที่มาถึงพวกเขากลายมาเป็นมาตรฐานที่คนยิวนำมาใช้อวยพรลูกหลานของพวกเขา

ปฐมกาล 48:20 วันนั้นอิสราเอลก็ให้พรแก่ทั้งสองคนว่า “พวกอิสราเอลจะใช้ชื่อเจ้าให้พรว่า ‘ขอพระเจ้าทรงโปรดให้ท่านเป็นเหมือนเอฟราอิม และเหมือนมนัสเสห์ เถิด’ ” ​อิสราเอลจึงให้เอฟราอิมเป็นใหญ่กว่ามนัสเสห์

คนยิวในทุกวันนี้ เมื่อจะกล่าวคำอวยพรเด็กๆ ในวันสะบาโต (Shabbat)  พวกเขาจะอธิษฐานให้พระเจ้าทรงอวยพระพรเด็กๆ ให้เป็นเหมือนเอฟราอิม และมนัสเสห์

เราจะเห็นได้ว่าการกล่าวคำอวยพรเหนือลูกหลาน นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเมื่อเรากล่าวคำอวยพรลูกหลาน ของเรา  พวกเขาก็จะได้รับพระพรนั้น 

สัญลักษณ์ของเผ่ามนัสเสห์ คือ ช่อมะกอกเทศ(Oliveและธนู(Arrow) ตามคำอวยพรของยาโคบ(อิสราเอล) อวยพรหลานของตน คือมนัสเสห์และเอฟราอิม ซึงเป็นบุตรของโยเซฟ  

ปฐมกาล 49:22-24 
22 ​โยเซฟ​เป็น​กิ่ง​(มะกอกเทศ)ที่​เกิดผล ​เป็น​กิ่ง​ที่​เกิดผล​อยู่​ริม​บ่อ​น้ำ ​มี​กิ่ง​เลื้อย​บน​กำแพง
23 ​พวก​ทหาร​ธนู​โจมตี​เขา​อย่าง​โหดร้าย ​ทั้ง​ยิง​และ​ข่มขู่​เขา
24 ​แต่​ธนู​ของ​เขา​เอง​ยืน​หยัด ​ลำ​แขน​ของ​เขา​มี​กำลัง​ขึ้น โดย​พระ​หัตถ์​ของ​ผู้​ทรง​ฤทธิ์​ของ​ยาโคบ ​โดย​พระ​นาม​ของ​ผู้​เลี้ยง​แกะ​คือ​ศิลา​แห่ง​อิสราเอล



หากสืบเชื้อสายแล้วเผ่าเอฟราอิมคือ ประเทศอังกฤษ และมนัสเสห์คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อมนัสเสห์แยกจากเอฟราอิม คือ สหรัฐอเมริกาอเมริกามาตั้งประเทศใหม่
เดือนเชสวานจึงเกี่ยวโยงกับประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 8 พ.ย. ( 7 เชสวาน)
ตราสัญลักษณ์ของประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เป็นรูปนกอินทรีถือช่อมะกอกและธนู เช่นเดียวกับสัญลักษณ์ของเผ่ามนัสเสห์!
นกอินทรีถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของชาติ ในปี ค.ศ.1782 เพราะนกอินทรีเปี่ยมไปด้วยสปิริตแห่งเสรีภาพ แข็งแรงและทรงพลังจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของชาติที่จะนำพาเสรีภาพต่อโลก
ตรานี้เป็นภาพแสดงให้เห็นนกอินทรีกางปีก ตรงหน้าอกมีโล่เป็นแถบสีขาวและแดงในแนวตั้งฉากรวม 13 แถบ ขาขวาเหนี่ยวกิ่งมะกอกไว้ ขณะที่ขาซ้ายมีลูกธนู 13 ดอก (เริ่มแรกสหรัฐฯมี 13 รัฐ)
และจะงอยปากคีบม้วนกระดาษที่บันทึกคำว่า 
"E Pluribus Unum." เป็นภาษาละตินและเป็นคำขวัญประจำชาติ  มีความหมายในภาษาอังกฤษว่า "From many, one" คือ ความหลากหลายกลายรวมเป็นชาติเดียว
การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นการกำหนดเป้าประสงค์และแผนการในอนาคตของโลกที่ควรจะจับตามองและเฝ้าอธิษฐานเผื่อ!  
สำหรับผลการเลือกตั้ง ผู้ที่ได้เป็นประธานาธิบดี คนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา คือ นาย โดนัลด์ ทรัมพ์ (Donald Trump) เราต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโลกนับจากนี้ไป 

ประเด็นทางการเมือง ผมขอข้ามไปและไม่กล่าวในที่นี้ แต่สิ่งที่เราจะมาพิจารณา คือ เดือนเชสวาน เดือนแห่งเผ่ามนัสเสห์ ! 
เดือนนี้เชื่อมโยงกับการเกิดน้ำท่วมโลก(The Great Flood) นสมัยของโนอาห์(Noah) บันทึกไว้ในพระธรรมปฐมกาล บทที่ 6-9 
โดยเริ่มต้นในวันที่ 17 เดือนเชสวาน และสิ้นสุดในอีกปีหนึ่งตรงกับวันที่ 28 เดือนนี้เช่นกัน   ดังนั้นเดือนเชสวานจึงเป็นเดือนแห่งการพิพากษาโลกของพระเจ้า  โนอาห์ได้สร้างเรือ(Ark) และอยู่ในเรือในช่วงน้ำท่วมโลกเป็นเวลาถึง 1 ปีกับ 10 วัน 
(ในพระธรรมปฐมกาล บทที่ 7:10-24,8:1-12 พระเจ้าทรงบันดาลให้ฝนตกหนักตลอด 40 วัน จนเกิดน้ำท่วมแผ่นดินเป็นเวลา 150 วัน ผู้คนและสิ่งมีชีวิตทั่วโลกต่างตายจนหมดสิ้น เหลือเพียงครอบครัวของ   โนอาห์และฝูงสัตว์ที่เขานำขึ้นเรืออย่างละคู่  หลังจากนั้น พระเจ้าจึงทรงกระทำให้น้ำลดลง ซึ่งใช้เวลาอีก 150 วัน แผ่นดินจึงแห้ง รวมเวลาทั้งสิ้นประมาณ  370 วัน ( 1 ปีของฮีบรู คือ 360 วัน)  
ปฐมกาล 7:10-24  
10  ครั้น​ล่วง​ไป​  7 ​วัน น้ำ​ก็​ท่วม​แผ่นดิน  
11 ​ เมื่อ​โน​อาห์​มี​อายุ​ได้ 600 ปี ใน​เดือน​ที่​ 2 วันที่​ 17 ของ​เดือน​นั้น (17 เชสวาน) ใน​วัน​นั้นเอง​น้ำพุ​ใต้​บาดาล​ที่​ลึก​มาก​ทั้งหมด​ก็​พลุ่ง​ขึ้น​มา และ​ช่อง​ฟ้า​ก็​เปิด​  
12 ​ฝน​ตก​บน​แผ่นดิน 40 วัน 40 คืน  
13 ​วัน​เดียว​กัน​นั้น​โน​อาห์​กับเชม ฮาม และ​ยาเฟท บรรดา​บุตร​ของ​ท่าน และ​ภรรยา​ของ​โน​อาห์ กับ​บุตร​สะใภ้​สาม​คน​เข้า​ไป​ใน​เรือ...
17 ​น้ำ​ท่วม​แผ่นดิน​ตลอด 40 วัน น้ำ​ทวี​ขึ้น​หนุน​เรือ​ให้​สูง​เหนือ​แผ่นดิน...
24 ​น้ำ​ท่วม​แผ่นดิน​อยู่​ถึง 150 วัน
ปฐมกาล  8:1-12  ​ 
3 ​น้ำ​ก็​ลดลง​จาก​แผ่นดิน​เรื่อยๆ เมื่อ​ล่วง​ไป 150 วัน​แล้ว น้ำ​ก็​ลด​ระดับ​ลง
4 ​ณ วันที่ 17 ของ​เดือน​ที่​ 7 ( 17 นิสาน)  เรือ​ก็​ค้าง​อยู่​บน​เทือกเขา​อา​รา​รัต
8:5 ​น้ำ​นั้น​ลด​ระดับ​ลง​เรื่อยๆ จนถึง​เดือน​ที่ 10 ใน​วันที่​ 1 ​เดือน​ที่10 (10 ทัมมุส) ​ก็​เห็น​บรรดา​ยอด​ภูเขา
6 ​เมื่อ​ครบ 40 วัน​แล้ว โน​อาห์​ก็​เปิด​หน้าต่าง​ที่​ทำ​ไว้​ใน​เรือ
7 ​ปล่อย​กา​ไป​ตัว​หนึ่ง กา​ก็​บิน​ไป​และ​บิน​กลับมา จน​น้ำ​ลด​แห้ง​จาก​แผ่นดิน
8 ​โน​อาห์​ก็​ปล่อย​นกพิราบ​ตัว​หนึ่ง เพื่อ​ดู​ว่า​น้ำ​ลดลง​ไป​จาก​แผ่นดิน​แล้ว​หรือ​ยัง​
9 ​แต่​นกพิราบ​นั้น​ไม่​พบ​ที่​ที่​จะ​เกาะ​ได้ จึง​บิน​กลับมา​หา​โน​อาห์​ที่​เรือ​เพราะ​น้ำ​ยัง​ท่วม​แผ่นดิน​อยู่ โน​อาห์​จึง​ยื่น​มือ​ออกไป​จับ​นกพิราบ​นั้น​มา​หา​ท่าน​นำเข้า​ไป​ใน​เรือ
10 ​โน​อาห์​เฝ้าคอย​อยู่​อีก​ 7 วัน จึง​ปล่อย​นกพิราบ​ไป​จาก​เรือ​อีก
11 ​ครั้น​เวลา​เย็น​นกพิราบ​ก็​กลับมา​หา​โน​อาห์ และ​คาบ​ใบ​มะกอก​เทศ​เขียว​สด​มา​ด้วย โน​อาห์​จึง​รู้​ว่า​น้ำ​ลด​จาก​แผ่นดิน​แล้ว​
8:12 ​โน​อาห์​เฝ้าคอย​อยู่​อีก​  7 ​วัน​หลังจาก​นั้น​จึง​ปล่อย​นกพิราบ​ไป นก​นั้น​ไม่​กลับมา​หา​โน​อาห์​อีก​เลย
ในวันที่ 28 เดือนเชสวาน  โนอาห์ได้นำเครื่องสัตวบูชามาถวายแด่พระเจ้า  และพระองค์ทรงมอบรุ้งกินน้ำให้เป็นพันธสัญญาว่า จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเพื่อทำลายล้างมนุษย์อีก 
ปฐมกาล 9:13-14  
13 คือเราตั้งรุ้งของเราไว้ที่เมฆ และรุ้งนั้นจะเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญาระหว่างเรากับโลก
14 เมื่อเราให้มีเมฆเหนือแผ่นดิน และมีรุ้งขึ้นที่เมฆนั้น
สิ่งที่เป็นข้อคิดจากเหตุกาณ์น้ำท่วมโลกครั้งนี้ คือ 
1.พระเจ้าทรงมีเอกสิทธิ์ในการพิพากษามนุษย์ เมื่อมนุษย์ทำบาปไม่กลับใจจะถูกการพิพากษา
2.โนอาห์เชื่อฟังพระเจ้าในการต่อเรือความรอดจึงมาสู่ครอบครัวของเขา
3.น้ำท่วมจะยังไม่เคลื่อนออกไปจนกว่าพระเจ้าจะจัดการกับรากของปัญหา 
4.พระเจ้าทรงมีเวลาแห่งการปลดปล่อยและทรงเป็นผู้ริเริ่มพันธสัญญาให้กับมุษย์  

เมื่อน้ำเริ่มลดลง โนอาห์ใช้สติปัญญาอย่างมาก ไม่ผลีผลามรีบออกจากเรือ  แม้รู้ว่าน้ำได้ลดลงแล้ว ท่านได้ทดสอบโดยการปล่อยนกอีกาออกไป โนอาห์ส่งไปเพื่อทดสอบว่าน้ำลดลงไหมและมีผู้รอดชีวิตไหม โดยปกติอีกาจะบินไปกินซากศพ   ปรากฏว่าอีกาไม่พบอะไร มันจึงบินกลับมาและท่านจึงได้ปล่อยนกพิราบออกไปหลายครั้งจนมั่นใจแน่ใจ 
เมื่อนกพิราบบินกลับมาพร้อมใบมะกอกเทศเขียวสด และเมื่อปล่อยมันอีกครั้ง มันก็ไม่กลับมาอีกเลย แสดงให้เห็นชัดว่า น้ำแห้งแล้ว มันสามารถหาที่พักทำรังได้  ท่านจึงได้ออกจากเรือ 
ภาพของนกพิราบคาบใบมะกอกเทศจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพและความปลอดภัย 
ในขณะที่อีกาเป็นสัญลักษณ์แห่งความตายและสายรุ้งเป็นพันธสัญญาของพระเจ้าที่มีกับมนุษย์ พระเจ้าทรงให้มนุษย์เกิดผลมีลูกดกและครอบครองฝูงสัตว์ต่างๆ มนุษย์สามารถรับประทานเนื้อสัตว์ได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา (ปฐมกาล 9:1-17)

เดือนเชสวานจึงเป็นเดือนแห่งพันธสัญญานิรันดร์ของพระเมสิยาห์(Messiah)   
เดือนเชสวาน เป็นเดือนที่ 8 ตามปฏิทินฮีบรูแบบศาสนา(Ecclesiastical  Calendar)  เลข 8 เป็นสัญลักษณ์ของ การเริ่มต้นใหม่”(New Beginning)และ การสำแดงนิรันดร์” (Eternal Revelation)ของพระเมสิยาห์(Messiah) พระเจ้าทรงตั้งรุ้งกินน้ำเพื่อนึกถึงพันธสัญญานิรันดร์ของพระองค์(ปฐก.9:12-13)  พระองค์เป็นผู้เริ่มต้นการดีและทรงนำความสำเร็จ(ฟป.1:6)  แม้ว่าน้ำท่วม(ปัญหา)เข้ามาในชีวิต แต่พระเจ้าจะทรงเคลื่อนออกไป และจะจัดการปัญหาต่างๆของรา ระลึกถึงพันสัญญาของพระองค์และป่าวประกาศให้เกิดขึ้นเป็นจริง   


สัญลักษณ์ของเผ่ามนัสเสห์เป็นภาพของช่อมะกอกและธนู ดังนั้นจึงเผ่าที่รักสงบแต่ถึงรบก็ไม่ขลาด เพราะเผ่ามนัสเสห์เป็นเผ่าแห่งนักรบที่เก่งกล้า
1 พงศาวดาร 5:18   คน​รู​เบน คน​กาด และ ​คน​เผ่า​มนัส​เสห์​กึ่ง​หนึ่ง​มี​คน​เก่งกล้า ผู้​ถือ​โล่​และ​ดาบ และ​โก่ง​ธนู ชำนาญ​ศึก​สี่​หมื่น​สี่​พัน​เจ็ด​ร้อย​หก​สิบ​คน พร้อม​ที่​จะ​เข้า​รบ​  

เผ่านมัสเสห์พงศ์พันธุ์ของโยเซฟได้ส่งผ่านพระพรแก่โมเสส  ซึ่งยาโคบ (อิสราเอล) ได้ให้ไว้แก่เอฟราอิมและมนัสเสห์ 
เฉลยธรรมบัญญัติ 33:17   ​ลูก​โค​หัวปี​ของ​เขา​เป็น​ศักดิ์ศรี​ของ​เขา ​เขา​ของ​เขา​เหมือน​เขา​วัว​กระทิง และ​ด้วย​เขา​นั้น เขา​จะ​ดัน​ชน​ชาติ​ทั้ง​หลาย​ออกไป​จน​สุด​ปลาย​พิภพ คือ​คน​เอฟราอิม​นับ​หมื่น และ​คน​มนัส​เสห์​นับ​พัน

เผ่ามนัสเสห์ได้ส่วนแบ่งบางส่วนอยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน ซึ่งอยู่ติดกับแผ่นดินของเผ่า เอฟราอิม   และอีกส่วนหนึ่งทางตะวันออกของของแม่น้ำจอร์แดนในทุ่งเลี้ยงสัตว์อันอุดมสมบูรณ์แห่งบาชาน กิเลอาด และโกลาน เผ่ามนัสเสห์จะช่วยเหลือเผ่าเอฟราอิมในการรวบรวมอิสราเอลที่กระจัดกระจายเข้าสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา  (เฉลยธรรมบัญญัติ 33:13-17) 
  
นักรบคนสำคัญของเผ่ามนัสเสห์ คือ  กิเดนโอน บุรุษผู้กล้าของพระเจ้า 
กิเดโอน (Gideon) หนึ่งในผู้วินิจฉัยในสมัยนั้นที่พระเจ้าทรงเรียกเขา เพื่อนำอิสราเอลให้พ้นการกดขี่ของศัตรู  เวลานั้นอิสราเอลได้ทำบาปกับพระเจ้าจึงเป็นเหตุให้เขาตกอยู่ในการกดขี่ของพวกมีเดียน คนเหล่านี้ได้ยกทัพมาโจมตี และทำลายสิ่งต่างๆ ของอิสราเอล ในพระธรรมผู้วินิจฉัยบทที่ 7 และ 8  เราเห็นพระเจ้าใช้กิเดโอนเรียกกองทัพอิสราเอลไปสู้รบกับชาวมีเดียน 135,000 คน  จากกองทัพอิสราเอล 32,000 คนแต่ในท้ายที่สุดพระเจ้าใช้คนอิสราเอลเพียง 300 คน โดยการนำของกิเดโอนให้มีชัยชนะเหนือกองทัพที่ใหญ่โตของคนมีเดียน  พระเจ้าทรงกระทำกิจยิ่งใหญ่อัศจรรย์ท่ามกลางพวกเขา
พระเจ้าทรงเรียกกิเดโอนว่าเป็นบุรุษผู้กล้าหาญ (God calls Gideon a mighty warrior) ในเวลานั้น กิเดโอนเป็นเพียงแค่คนสามัญที่ไม่มีใครรู้จัก ครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวที่ต่ำต้อยที่สุดในเผ่ามนัสเสห์ และเขาก็เป็นคนที่เล็กน้อยที่สุดในครอบครัว 
ผู้วินิจฉัย 6:14-15 
14  และ​พระ​ยาห์เวห์​ทรง​หัน​มา​หา​ท่าน​และ​ตรัส​ว่า จง​ไป​ช่วย​คน​อิสราเอล​ให้​พ้น​จาก​เงื้อม​มือพวก​มีเดียน​ด้วย​กำลัง​ของ​เจ้า​นี่​แหละ เรา​ใช้​เจ้า​ไป​ไม่​ใช่​หรือ?”  
15  ท่าน​จึง​ทูล​ว่า องค์​เจ้านาย​ของ​ข้า​พระองค์ ข้า​พระ​องค์​จะ​ช่วย​อิสราเอล​ได้​อย่าง​ไร? นี่แน่ะ ตระกูล​บิดา​ของ​ข้า​พระ​องค์​ต่ำ​ต้อย​ที่​สุด​ใน​เผ่า​มนัสเสห์ และ​ตัว​ข้า​พระ​องค์​ก็​เป็น​คน​เล็ก​น้อย​ที่​สุด​ใน​บ้าน​บิดา​ข้า​พระองค์ ” 
พระเจ้าทรงเรียกกิเดโอนขณะที่เขานวดข้าวสาลีอยู่ในบ่อย่ำองุ่น ซึ่งโดยปกติแล้วการนวดข้าวสาลี 
ต้องนวดในพื้นที่เปิด เขาจะนำรวงข้าวมาตีกับไม้ที่ลานนวดเพื่อแยกฟางกับเมล็ดข้าวออกจากกัน บางครั้งก็โยนขึ้นไปในอากาศเพื่อให้ลมพัดแกลบไป   แต่กิเดโอนกลับไปนวดข้าวสาลีในบ่อย่ำองุ่น ซึ่งเป็นสถานที่ปิด และมีต้นไม้ล้อมรอบมากมาย ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่เหมาะสำหรับการนวดข้าว เพราะเหตุใดกิเดโอนจึงได้ทำเช่นนั้น? นั่นเพราะเขากลัวเขากลัวว่าคนมีเดียนจะมาขโมยข้าวของเขาและอาจจะฆ่าเขาเสีย เขากลัวว่าจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง
เมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้กิเดโอนไปสู้รบกับคนมีเดียน เขาต้องการความมั่นใจ โดยการขอหมายสำคัญจากพระเจ้า

ผู้วินิจฉัย 6:17   เขาก็ทูลพระองค์ว่า "ถ้าบัดนี้ข้าพระองค์เป็นที่พอพระทัยของพระองค์ ขอพระองค์โปรดให้ข้าพระองค์เห็นหมายสำคัญว่า ผู้ที่พูดอยู่กับข้าพระองค์นี้คือพระองค์เอง ผู้

วินิจฉัย 6:36-40   

36   กิเดโอนจึงทูลพระเจ้าว่า "ถ้าพระองค์จะช่วยกู้อิสราเอลด้วยมือของข้าพระองค์ ดังที่พระองค์ตรัสแล้วนั้น  
37   ดูเถิด ข้าพระองค์ได้วางกลุ่มขนแกะไว้ที่ลานนวดข้าว แม้มีน้ำค้างเฉพาะที่กลุ่มขนแกะเท่านั้น ส่วนที่พื้นดินโดยรอบนั้นแห้ง ข้าพระองค์ก็จะทราบว่า พระองค์จะทรงช่วยกู้อิสราเอลด้วยมือของข้าพระองค์ ดังที่พระองค์ตรัสนั้น
38   ก็เป็นไปดังนั้นเมื่อกิเดโอนตื่นขึ้นในวันรุ่งเช้าก็บีบกลุ่มขนแกะ เขาบีบได้น้ำค้างจากกลุ่มขนแกะจนเต็มชาม 
39   แล้วกิเดโอนจึงทูลพระเจ้าว่า "ขออย่าให้พระพิโรธพลุ่งขึ้นต่อข้าพระองค์ ขอข้าพระองค์ทูลอีกสักครั้งเดียว ขอข้าพระองค์ทดลองด้วยกลุ่มขนแกะนี้อีกครั้งหนึ่งเถิด คราวนี้ขอให้แห้งเฉพาะที่กลุ่มขนแกะ ส่วนที่พื้นดินนั้นให้มีน้ำค้างโดยทั่วไป"  
40   ในคืนวันนั้นพระเจ้าก็ทรงกระทำตามที่ขอ คือกลุ่มขนแกะนั้นแห้งอยู่ แต่มีน้ำค้างอยู่ทั่วพื้นดิน

แม้กิเดโอนจะมีความเชื่อน้อยและขาดความมั่นใจ  แต่พระเจ้าทรงอดทนจนเขาเติบโตขึ้นในความเชื่อ  พระเจ้าไม่ต้องการให้เขาเย่อหยิ่ง แต่ให้ถ่อมใจลง และทำให้เขาเห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์โดยให้กิเดโอนคัดทหารให้เหลือเพียง 300 คน ในที่สุด กองทัพกิเดโอนก็สามารถพิชิตกองทัพของมีเดียนที่มีมากกว่าแสนคนได้

ในเดือนนี้  เราจะเป็นดั่งกิเดโอนบุรุษผู้กล้าหาญของพระเจ้า   แม้ว่าเราจะเป็นผู้เล็กน้อย หรือมีกำลังน้อยเพียงใดก็ตาม แต่พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่จะกระทำให้เรามีชัยชนะได้
เราจะเป็นดั่งลูกธนูของพระเจ้าที่ถูกขัดมันและวางในตำแหน่งที่พร้อมที่จะถูกไปสู่เป้าหมายของพระเจ้า

อิสยาห์ 49:2 ​พระ​องค์​ทรง​ทำ​ปาก​ของ​ข้าพเจ้า​เหมือน​ดาบ​คม ​พระ​องค์​ทรง​ซ่อน​ข้าพเจ้า​ไว้​ใน​ร่ม​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์ ​พระ​องค์​ทรง​ทำ​ข้าพเจ้า​ให้​เป็น​ลูกศร​ขัด​มัน ​พระ​องค์​ทรง​ซ่อน​ข้าพเจ้า​ไว้​เสีย​ใน​แล่ง​ของ​พระ​องค์ 

ดังนั้นในเดือนนี้เราควรจะเข้ามาอธิษฐานต่อพระเจ้า เพื่อขอให้พระองค์วางเราไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับกองทัพของพระเจ้า ดังต่อไปนี้  

เดือนแห่งความกล้าหาญ เดือนนี้เป็นเดือนของกิเดนโอน ชาวเผ่ามนัสเสห์  พระเจ้าทรงเรียก กิเดโอนว่า “บุรุษผู้กล้าหาญ” (วนฉ.6:14-15)  อธิษฐานป่าวประกาศ ความกล้าหาญในทางของพระเจ้า เรียกตัวเราว่า ฉันเป็นนักรบของพระเจ้า(ยอล.3:10)  ขอพระเยซูทรงเหยียบหัวงู(ซาตาน) และเราสามารถทำและจะต้องทำอย่างเดียวกับพระองค์ (รม 16.20) เราจะขึ้นไปเหยียบแผนของศัตรู  สามารถมีชัยชนะเหนืออุบายทั้งสิ้นของผีร้ายได้ด้วยการให้อภัย

เดือนแห่งการเจิม น้ำมันมะกอกเป็น้ำมันที่ใช้ในการเจิม เดือนนี้เป็นเดือนที่ชีวิตของเราได้รับการสงวนไว้สำหรับเข้าเฝ้าพระองค์เพื่อรับการเจิมในความโปรดปรานของพระองค์ การเจิมของพระองค์จะมีชัยชนะเหนือศัตรูของเรา  การเจิมจะหักแอกแห่งพันธนาการของศัตรู (อสย. 10.27) อธิษฐานขอความชื่นชมยินดีแม้ว่าสถานการณ์รอบข้างอาจจะบีบเราอย่างหนักสิ่งที่อออกมาคือความเป็นตัวตนของเรา พระเจ้ากำลังให้เราผ่านสถานการณ์และรับการเจิมของพระองค์

ดือนเชสวานเป็นเดือนแห่งความยินดี   พราะเดือนนี้เป็นแห่งเผ่ามนัสเสห์ พระเจ้าทรงทำให้โยเซฟลืมความยากลำบากและความทุกข์ยาก  ดังความหมายของชื่อเผ่ามนัสเสห์ (ปฐก 41:51) 
อธิษฐานป่าวประกาศ  ขอพระเจ้าประทานความชื่นชมยินดีแทนความขมขื่นใจ เราสามารถที่จะลืมความยากลำบากและความทุกข์ยาก  
ชีวิตเราจะเป็นแบบเผ่ามนัสเสห์ คือ ลืมความยากลำบาก ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ จะโสมนัส หรือ จะโทมนัส ฉันจะนมัสการพระเจ้าได้เสมอทุกเวลา!
ขอพระเจ้าอวยพระพร พบกันใหม่เดือนคิสเลฟ(Kislev) เดือนแห่งเผ่าเบนยามิน(Benjamin)

04 พฤศจิกายน 2559

สรุปทิศทางปี 5777 Ayin Zayin เพื่อเข้าใจและดำเนินในเวลาของพระเจ้า

บทความครั้งนี้ ผมขอสรุปทิศทางปี 5777 อายิน ซายิน (Ayin Zayin)  ปีแห่งดาบสิทธิอำนาจการปกครอง (Year of The Ruling Sword) 
เป็นการสรุปคำสอน เรื่อง เข้าใจและดำเนินในเวลาของพระเจ้า ปี 5777  โดย อ.นิมิต พานิช ศบ.คริสตจักรแห่งพระบัญชา
ผู้อ่านสามารถเข้าไปฟังคำสอนที่แชร์ไว้ใน https://www.youtube.com ได้ครับ 

ปี 5777 Ayin Zayin ปีแห่งดาบสิทธิอำนาจการปกครอง

พระเจ้ากำลังตรัสอะไร เกี่ยวกับปีนี้ ?

1. ปีแห่งดาบ  มีสงครามทั้งในสวรรค์ และในแผ่นดินโลก แต่กระนั้น ก็เป็น…แต่พระยาห์เวห์จะปราบสิ่งสารพัดด้วยดาบแห่งสิทธิอำนาจ

2.ปีแห่งการสวมมงกุฎ!  ชัยชนะ!  ความหวังที่เต็มเปี่ยม!

 3. ปีแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์  ซึ่งพระวิญญาณทรงเคลื่อนไหวไปทั่วโลกและสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์

4. ปีแห่งการเห็นพ้องไปกับวาระเวลาของพระเจ้า   วาระแห่งการนัดหมายที่เราจะอธิษฐานแสวงหาและพบพระองค์ได้เสมอ

5. ปีที่จะจดจำ  จงระลึกถึงพระราชกิจยิ่งใหญ่ของพระเจ้าในอดีต และเพิ่มพูนความเชื่อขึ้นเพื่ออนาคต

6.ปีแห่งการสรรเสริญ ยึดพระวจนะของพระเจ้าไว้ และยกชูขึ้นต่อพระองค์!  จงทำให้ฟ้าสวรรค์ส่องสว่างด้วยคำสรรเสริญ

7.  ปีแห่งต้นมะกอกเทศ  คนอิสราเอลจะต้องตื่นขึ้นมา เป็นปีแห่งการเป็นคนใหม่คนเดียวกัน(One New Man)

เป็นเวลาที่จะเข้าไปสู่สิ่งใหม่ เพื่อการปกครองของพระเมสสิยาห์  

เราสามารถเริ่มต้นปี 5777 ปีที่ดาบขององค์พระผู้เป็นเจ้ากำลังเคลื่อนไหวไปทั่วโลก เป็นปีแห่งการทำสงครามเพื่อไปสู่ชัยชนะที่สมบูรณ์  มีบทสรุป ที่กำลังจะเกิดขึ้น  

กิจการฯ 3:21 ​พระ​องค์​นั้น​สวรรค์​จะต้อง​รับ​ไว้​จนถึง​วาระ​เมื่อ​สิ่ง​สารพัด​จะ​ตั้งขึ้น​ใหม่ ตาม​ซึ่ง​พระ​เจ้า​ได้​ตรัส​ไว้​โดย​ปาก​บรรดา​ผู้เผย​พระ​วจนะ​บริสุทธิ์​ของ​พระ​องค์​ตั้งแต่​กาล​โบราณ​มา​

ฮีบรู 8:1 เรื่อง​ที่​เรา​พูด​อยู่นื้​มี​ข้อ​ที่​สำคัญ​คือ เรา​มี​มหา​ปุโรหิต​อย่าง​นี้ คือ​มหา​ปุโรหิต​ผู้​ประทับ​เบื้อง​ขวา​พระ​ที่​นั่ง​แห่ง​พระ​องค์ ผู้​ยิ่งใหญ่​ใน​สวรรค์

คริสเตียนจึงต้องเรียนรู้ที่จะทำสงครามฝ่ายวิญญาณ เพื่อการมีชัยชนะเหนือความตึงเครียดของ “ฤดูกาลแห่งการเปลี่ยนแปลง”!

เราต้องเรียนรู้ว่าจะประสบความสำเร็จได้อย่างไรในฤดูกาลแห่งการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่นี้
ในฤดูกาลแห่งทางแยกแห่งความขัดแย้งนี้ พระสัญญาของพระเจ้า และการเข้ามาเชื่อมต่อเห็นพ้อง จะเป็นกุญแจแห่งการปลดล็อคอนาคตของเรา หากปราศจากความเชื่อ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า (ฮีบรู 11:6) 
จงรู้ถึงประสิทธิภาพของตัวเรา  ให้รอบตัวของเรารายล้อมไปด้วยการช่วยเหลือสนับสนุนในสิ่ง ที่เราต้องการ  เพื่อที่เราจะได้รับประโยชน์และ การเคลื่อนเข้าสู่มิติแห่งอัครทูตสมัยใหม่

พระเจ้าทรงเลือกและทรงเจิมไว้ด้วยอำนาจอธิปไตยของพระองค์ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างเก่าและทำ     ความเข้าใจในพันธสัญญาของพระเจ้าเป็นเหตุของการเกิดสงครามที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้
เตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับยักษ์ที่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลง   
การใช้อาวุธแบบใหม่ สำหรับสงครามใหม่ ๆ ประพฤติตัวอย่างฉลาดในท่ามกลางศัตรู    ดำเนินอยู่ในวาระเวลาของพระเจ้า ในขณะที่คุณทำสงครามกับโครงสร้างเก่า เปลี่ยนแปลงความคิดใหม่


ให้เรายึดมั่นอยู่ในพระสัญญาต่าง ๆของพระเจ้า ทำความเข้าใจว่าสิ่งใดเป็นปัจจัยสำคัญ และสิ่งใดที่กีดกั้นคนหนึ่งไว้ไม่ให้ไปสู่ความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพได้     รับการนำเอาการเปิดเผยสำแดงใหม่ๆ 

เปลี่ยนแปลงความคิดใหม่ด้วยการ ออกมาจากความมั่นคง  การเปลี่ยนแปลงก็จะเกิดขึ้น  การเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดโอกาส เราต้องเรียนรู้ที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลง กลายมาเป็นพันธมิตร 
การประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจแบบการเจิมของเผ่าเศบูลุน เราจำต้องเปลี่ยนแปลง และปรับตัวให้เข้ากับวาระเวลาที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป โดยที่ยังคงรักษาค่านิยมหลักของเราไว้  รวมถึงรักษาขอบเขตที่ได้รับมอบหมายเอาไว้ เพื่อความสำเร็จ ความเจริญก้าวหน้าของเรา 

การถวายเป็นกุญแจสู่พระพร
สุภาษิต 3:9-10 
9 จงถวายเกียรติแด่พระเจ้าด้วยทรัพย์สินของตน และด้วยผลแรกแห่งผลิตผลทั้งสิ้นของเจ้า
10 แล้วยุ้งของเจ้าจะเต็มด้วยความอุดม และบ่อก็ของเจ้าจะล้นด้วยเหล้าองุ่น

ก้าวสู่บทสรุปแห่งชัยชนะ ด้วยการตระหนักว่าปีนี้เป็นปีของสิ่่งต่างๆดังนี้

1.ปีแห่งการเผยพระวจนะ  รับคำเผยพระวจนะ อธิษฐานใคร่ครวญและดำเนินตามทางทรงนำ


อาโมส 3:7 แท้‍จริง​พระ‍ยาห์‌เวห์​องค์‍เจ้า‍นาย​ไม่​ทรง​ทำ​สิ่ง​หนึ่ง​สิ่ง‍ใดโดย​ไม่​เปิด‍เผย​ความ​ลี้‍ลับให้​แก่​ผู้‍รับ‍ใช้​ของ​พระ‍องค์ คือ​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ

2.ปีแห่งการติดอาวุธและพร้อมรบ  เพื่อต่อสู้ในสงครามฝ่ายวิญญาณ

2 ทิโมธี 3:17เพื่อ​คน​ของ​พระ‍เจ้า​จะ​มี​ความ​สามารถ​และ​พรัก‍พร้อม​เพื่อ​การ​ดี​ทุก‍อย่าง  
เอเฟซัส 6:12,17
12  เพราะ​เรา​ไม่‍ได้​ต่อ‍สู้​กับ​เนื้อ‍หนัง​และ​เลือด แต่​ต่อ‍สู้​กับ​พวก​ภูต‍ผี​ที่​ครอบ‍ครอง พวก​ภูต‍ผี​ที่​มี​อำนาจ พวก​ภูต‍ผี​ที่​ครอง​พิภพ​ใน​ยุค​มืด​นี้ ต่อ‍สู้​กับ​พวก​วิญ‌ญาณ​ชั่ว​ใน​สวรรค‌สถาน
17 จง​เอา​ความ​รอด​เป็น​หมวก​เหล็ก​ป้อง‍กัน​ศีรษะ และ​จง​ถือ​พระ‍แสง​ของ​พระ‍วิญ‌ญาณ​คือ​พระ‍วจนะ​ของ​พระ‍เจ้า

3.ปีแห่งฤดูกาลที่เราต้องเผชิญกับการเฝ้ามองสิ่งที่ยั่วยวน 

เราจะถูกล่อลวงด้วยคำสอนเท็จหรือสิ่งที่ถูกใจมากกว่าความถูกต้อง อยากมั่งมี  การล่อลวงเรื่องเพศ คำที่พูดว่า "ใครเขาก็ทำกัน" แต่เราต้องแตกต่าง ไม่ทำตามในสิ่งที่ผิด 

1 ยอห์น 2:15-17
15 อย่า​รัก​โลก​หรือ​สิ่ง‍ของ​ใน​โลก ถ้า​ใคร​รัก​โลก ความ​รัก​ของ​พระ‍บิดา​ไม่‍ได้​อยู่​ใน​ผู้​นั้น
16 เพราะ​ว่า​ทุก‍สิ่ง​ที่​อยู่​ใน​โลก คือ​ตัณ‌หา​ของ​เนื้อ‍หนัง​และ​ตัณ‌หา​ของ​ตา และ​ความ​ทะ‌นง​ใน​ลาภ‍ยศ​ไม่‍ได้​มา​จาก​พระ‍บิดา แต่​มา​จาก​โลก
17และ​โลก​กับ​สิ่ง​ยั่ว‍ยวน​ของ​โลก​กำลัง​ผ่าน​พ้น​ไป แต่​คน​ที่​ประ‌พฤติ​ตาม​พระ‍ทัย​ของ​พระ‍เจ้า​จะ​ดำรง​อยู่​เป็น​นิตย์ ศัตรู​ของ​พระ‍คริสต์

4.ปีแห่งการเผชิญหน้าที่มาจากพระเจ้า 

ความขัดแย้งในความสัมพันธ์ระหว่างกันจะต้องถูกจัดการและทำให้เข้าที่ เผชิญหน้ากับคนที่ขัดแย้งกับเรา เราจะกลับสู่การคืนดีในความสัมมพันธ์

5.ปีแห่งการร้องอุทานดังๆออกมา 


6.ปีแห่งทองคำ เป็นปีแห่งการเจริญรุ่งเรือง เป็นปีแห่งการลุกขึ้นฉายแสง(อิสยาห์ 60) ปีแห่งภูเขาเศรษฐกิจ

 อิสยาห์  61:6 แต่​เขา​จะ​เรียก​เจ้า​ทั้ง​หลาย​ว่า​ปุโรหิต​ของ​พระ​เจ้า คน​จะ​พูด​ถึง​เจ้า​ว่า​เป็น​ผู้​ปรนนิบัติ​ของ​พระ​เจ้า​ของ​เรา เจ้า​ทั้ง​หลาย​จะ​ได้​รับประทาน​ความ​มั่ง​คั่ง​ของ​บรรดา​ประชาชาติ และ​เจ้า​จะ​อวด​ความ​มั่ง​มี​ของ​เขา​ทั้ง​หลาย 

 อิสยาห์  
45:3 เรา​จะ​ให้​ทรัพย์​สมบัติ​แห่ง​ความ​มืด​แก่​เจ้า และ​ขุมทรัพย์​ใน​ที่​ลี้​ลับ เพื่อ​เจ้า​จะ​ได้​รู้​ว่า คือ​เรา ​พระ​เจ้า ​พระ​เจ้า​แห่ง​อิสราเอล ซึ่ง​เรียก​เจ้า​ตาม​ชื่อ​ของ​เจ้า


7.ปีแห่งการแบ่งแยกระหว่างข้าวสาลีกับแกลบ มีการฝัดล่อนและคัดแยกไม่มีใครฝัดเราได้เพราะเราเป็นข้าวสาลีที่มีน้ำหนัก 

สดุดี 1:4 คน​อธรรม​ไม่​เป็น​เช่นนั้น แต่​เป็น​เหมือน​แกลบ​ซึ่ง​ลม​พัด​กระจาย​ไป

มัทธิว 3:12 ​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์​ถือ​พลั่ว​พร้อม​แล้ว และ​จะ​ทรง​ชำระ​ลาน​ข้าว​ของ​พระ​องค์​ให้​ทั่ว ​พระ​องค์​จะ​ทรง​เ​ก็​บ​ข้าว​ของ​พระ​องค์​ไว้​ใน​ยุ้ง​ฉาง แต่​พระ​องค์​จะ​ทรง​เผา​แกลบ​ด้วย​ไฟ​ที่​ไม่​รู้​ดับ”

8.ปีแห่งนิมิตและพละกำลังใหม่ และน้ำองุ่นใหม่  โครงสร้างเก่าในหัวใจต้องเปลี่ยนใหม่

มัทธิว  9:17 และ​เขา​ไม่​เอา​น้ำ​องุ่น​หมัก​ใหม่ มา​ใส่​ใน​ถุง​หนัง​เก่า ถ้า​ทำ​อย่าง​นั้น​ถุง​หนัง​จะ​ขาด น้ำ​องุ่น​จะ​รั่ว ทั้ง​ถุง​หนัง​ก็​จะ​เสีย​ไป​ด้วย แต่​เขา​ย่อม​เอา​น้ำ​องุ่น​หมัก​ใหม่​ใส่​ใน​ถุง​หนัง​ใหม่ แล้ว​ทั้ง​สอง​อย่าง​ก็​อยู่​ดี​ด้วย​กัน​ได้”


9.ปีที่จะไหลออกไปและทะลวงเข้าไปในพรมแดนใหม่ๆ ปีแห่งการเก็บเกี่ยว พระเจ้ากำลังส่งฝนชุกปลายฤดูมา 



โยเอล 2:23 “โอ บุตร​ทั้ง​หลาย​ของ​ศิโยน​เอ๋ย จง​ยินดี​เถิด จง​เปรม​ปรีดิ์​ใน​พระ​ยาห์​เวห์​พระ​เจ้า​ของ​พวกเจ้า เพราะ​ว่า​พระ​องค์​ประทาน​ฝน​ต้น​ฤดู​แก่​เจ้า​เพื่อแสดง​ความ​ชอบ​ธรรม และ​ทรง​เท​ฝน​ลง​มา​ให้​พวกเจ้า คือ​ฝน​ต้น​ฤดู​และ​ฝน​ชุก​ปลาย​ฤดู​อย่างแต่​ก่อน

สามารถฟังคำสอนเรื่อง เข้าใจและดำเนินในเวลาของพระเจ้า ปี 5777 โดยอ.นิมิต พานิช ได้ที่ link นี้ครับ
 เข้าใจและดำเนินในเวลาของพระเจ้า ปี 5777# 1

 เข้าใจและดำเนินในเวลาของพระเจ้า ปี 5777# 2

 เข้าใจและดำเนินในเวลาของพระเจ้า ปี 5777#3


01 พฤศจิกายน 2559

พระนามอัศจรรย์อยู่ท่ามกลางเรา

บทความครั้งนี้ ผมขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับพระนามของพระเยซูคริสต์  พระนามของพระองค์ทรงเป็นพระนามอัศจรรย์เพื่อเป็นการเปิดประตูสู่การก้าวกระโดดในมิติอัศจรรย์ร่วมกับพระองค์ 

พระนาม พระเยซู (Jesus) หรือ พระเยซูแห่งนาซาเรธ (Jesus of Nazareth) เป็นชาวยิวซึ่งเป็นศาสดาของคริสต์ศาสนา ชาวคริสต์เรียกเยซูแห่งนาซาเร็ธว่า พระเยซูคริสต์ และถือว่าพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด เป็นพระบุตรของพระผู้เป็นเจ้า เป็นพระเจ้าเอง และเป็นหนึ่งในพระตรีเอกานุภาพ

คำว่า "เยซู" มาจากคำในภาษากรีกคือ "อิเอซูส" Ιησους ซึ่งมาจากการถ่ายอักษรชื่อ Yeshua     [เยชูวา] ในภาษาอราเมอิกหรือฮีบรูอีกทอดหนึ่ง คริสตชนอาหรับเรียกเยซูว่า "ยาซูอฺ" ตามภาษาซีรีแอก (Syriac)  ส่วนชาวอาหรับมุสลิมเรียกว่า "อีซา" ตามอัลกุรอาน ความหมายคือ "ผู้ช่วยให้รอด"

       ส่วนคำว่า "คริสต์" เป็นสมญาซึ่งมาจากคำในภาษากรีกว่า "คริสตอส" Χριστός [Christos]  ซึ่งเป็นคำแปลของคำภาษาฮีบรู Messiah อันหมายถึง "ผู้ได้รับการเจิม" ชาวอาหรับเรียกว่า "มะซีฮฺ" ซึ่งหมายถึงการแต่งตั้งให้ทำหน้าที่สูงส่ง เช่น กษัตริย์มหาปุโรหิต ศาสดาประกาศ เป็นต้น 

(ข้อมูลจาก สารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย)  

            ตามคำพยากรณ์ของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์ 

อิสยาห์ 9:6   “ด้วยมีเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อเรา  มีบุตรชายคนหนึ่งประทานมาให้เรา  และการปกครองจะอยู่ที่บ่าของท่าน  และท่านจะเรียกนามของท่านว่า  "ที่ปรึกษามหัศจรรย์  พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  พระบิดานิรันดร์  องค์สันติราช"

การเสด็จมาบังเกิดของพระเยซูคริสต์เป็นของขวัญอันล้ำค่าสำหรับมวลมนุษย์ ผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ก็ได้รับของขวัญอันล้ำค่ากว่าสิ่งใดในโลก เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าอยู่ท่ามกลางเรา (อิมมานูเอล)

มัทธิว 1:23   ดูเถิด  หญิงพรหมจารีคนหนึ่งจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง  และเขาจะเรียกนามของท่านว่า อิมมานูเอล  (แปลว่าพระเจ้าทรงอยู่กับเรา)
           
พระนามของพระเยซูคริสต์ จึงมีความสำคัญต่อชีวิตของเรา เพราะพระองค์ทรงเป็น

1.    ที่ปรึกษามหัศจรรย์  (Wonderful  Counsellor)
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นที่ปรึกษามหัศจรรย์ ผู้ทรงสามารถประทานทางออกแก่ผู้ที่เผชิญปัญหา ผู้ใดก็ตามที่ถ่อมใจลง  ขอคำปรึกษาและพึ่งพาพระองค์จะไม่ผิดหวังเลย เพราะพระองค์ทรงสัพพัญญู เปี่ยมด้วยพระปัญญา  จึงสามารถให้คำปรึกษาได้อย่างมหัศจรรย์

2.    พระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์  (Mighty God)
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ มีฤทธานุภาพสูงสุด

เอเฟซัส 1:21-22     
21   สูงยิ่งเหนือบรรดาเทพผู้ครอง  เหนือศักดิเทพ  เหนืออิทธิเทพ  เหนือเทพอาณาจักร  และเหนือนามทั้งปวงที่เขาเอ่ยขึ้น  มิใช่ในยุคนี้เท่านั้น  แต่ในยุคที่จะมาถึงด้วย
22   พระเจ้าได้ทรงปราบสิ่งสารพัดลงไว้ใต้พระบาทของพระคริสต์  และได้ทรงตั้งพระองค์ไว้เป็นประมุขเหนือสิ่งสารพัดแห่งคริสตจักร

  ผู้ที่เชื่อวางใจในพระองค์จะได้รับการปกป้องดูแลอย่างดี และไม่มีสิ่งใด  ปัญหาใดของเราจะเกินกำลังของพระองค์เพราะพระองค์กระทำได้ทุกสิ่งด้วยฤทธานุภาพของพระองค์

มาระโก 10:27   พระเยซูทอดพระเนตรเหล่าสาวกแล้วตรัสว่า  "ฝ่ายมนุษย์ก็เหลือกำลังที่จะทำได้  แต่ไม่เหลือกำลังของพระเจ้า  เพราะว่าพระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง"

3.    พระบิดานิรันดร์ (Everlasting   Father
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นดั่งบิดาในฝ่ายจิตวิญญาณของผู้เชื่อทุกคน  พระองค์เสด็จมาบังเกิดในโลกนี้เพื่อให้มนุษย์กลับมามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้า  โดยพระองค์เราจึงสามารถเข้าหาพระเจ้าได้ตลอดเวลา เราผู้ซึ่งเป็นลูกของพระเจ้าได้รับการปกป้องดูแล  การสั่งสอน และได้รับความรัก ความอบอุ่นจากพระองค์  พระองค์ทรงพระชนม์เป็นนิตย์  และทรงอยู่กับเราตลอดไป

ยอห์น 14:6   พระเยซูตรัสกับเขาว่า  "เราเป็นทางนั้น  เป็นความจริงและเป็นชีวิต  ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา

โรม 8:15   เหตุว่าท่านไม่ได้รับน้ำใจทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีก  แต่ท่านได้รับพระวิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้า  ให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า "อับบา"คือพระบิดา

4.    องค์สันติราช (Prince of Peace
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์สันติภาพ  ผู้นำการคืนดีกับพระเจ้ามาสู่มวลมนุษย์  และนำสันติภาพและสันติสุขมาสู่มนุษย์  ผู้ที่ต้อนรับพระองค์เข้ามาในใจจะได้รับสันติสุขที่ท่วมท้นเป็นสันติสุขทีเกินบรรยายและไม่อาจหาได้จากโลกนี้

ยอห์น 14:27  เรามอบสันติสุขไว้ให้แก่ท่านทั้งหลาย  สันติสุขของเราที่ให้แก่ท่านนั้น  เราให้ท่านไม่เหมือนโลกให้  อย่าให้ใจของท่านวิตก  และอย่ากลัวเลย

9 พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส เพื่อกำลังใจในการทำงาน

รวบรวม "พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส" อันทรงคุณค่า มาเผยแพร่เพื่อเป็นประโยชน์แก่ชาวไทยทุกคน ให้มีกำลังใจในการทำงานในภาวะเช่นนี้ได้เป็นอย่างดี

"ในการดำเนินชีวิตและการประกอบกิจการงาน ย่อมจะต้องมีปัญหาต่างๆ เป็นอุปสรรค ขัดขวางความสำเร็จอยู่เสมอ ยากที่ผู้ใดหรือสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะหลีกเลี่ยงพ้นได้ คนก็มีปัญหาของคน สังคมก็มีปัญหาของสังคม ประเทศก็มีปัญหาของประเทศ แม้กระทั่งโลกก็มีปัญหาของโลก ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตและกิจการงานจึงเป็นเรื่องธรรมดา ข้อสำคัญเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น จะต้องแก้ไขให้ลุล่วงไปโดยไม่ชักช้า ผู้ใดมีสติปัญญาคิดได้ดี ปฏิบัติได้ถูก ผู้นั้นก็มีหวังบรรลุถึงเป้าหมาย มีความสำเร็จสูง ถ้าเป็นตรงกันข้าม ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จสมหวังได้"
พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2539

"การทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้น ที่จะให้เป็นไปโดยราบรื่น ปราศจากปัญหาข้อขัดแย้ง ย่อมเป็นไปได้ยาก เพราะคนจำนวนมากย่อมมีความคิด ความต้องการที่แตกต่างกันไป มากบ้างน้อยบ้าง ท่านจะต้องรู้จักอดทนและอดกลั้น ใช้ปัญญา ไม่ใช้อารมณ์ ปรึกษากัน และโอนอ่อนผ่อนตามกันด้วยเหตุผล โดยถือว่าความคิดที่แตกต่างกันนั้น มิใช่เหตุที่จะทำให้เป็นข้อขัดแย้ง โต้เถียง เพื่อเอาแพ้เอาชนะกัน แต่เป็นเหตุสำคัญที่จะช่วยให้เกิดความกระจ่างแจ้ง ทั้งในวิถีทางและวิธีการปฏิบัติงาน"
พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยขอนแก่น วันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2541

 "ต่างคนต่างมีหน้าที่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำเฉพาะหน้าที่นั้น เพราะว่าถ้าคนใดทำหน้าที่เฉพาะของตัว โดยไม่มองไม่แลคนอื่น งานก็ดำเนินไปไม่ได้ เพราะเหตุว่างานทุกงานจะต้องพาดพิงกัน จะต้องเกี่ยวโยงกัน ฉะนั้นแต่ละคนจะต้องมีความรู้ถึงงานของผู้อื่นแล้วช่วยกันทำ"
พระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆ ที่เข้าเฝ้าฯ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2533

 "เมื่อทำงานใหญ่ ๆ ซึ่งประกอบด้วยส่วนย่อยหลาย ๆ ส่วน หรือมีขั้นตอนปฏิบัติหลายขั้นตอน จะต้องถือว่างานทุกขั้นทุกส่วนมีความสำคัญ และต้องพยายามกระทำงานแต่ละส่วนแต่ละขั้นตอนนั้นให้เสร็จสมบูรณ์ พอเหมาะพอดีเสมอกัน ไม่ละเว้นหรือไม่เน้นหนักในส่วนหนึ่งส่วนใดให้เกินพอดีไป งานที่ทำจึงจะสำเร็จผลสมบูรณ์แท้จริงโดยไม่มีจุดบกพร่อง"
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2535

"เมื่อจะใช้วิชาการจำเป็นต้องเลือกสรรเฉพาะแต่ส่วนที่ถูกต้องตรงกับงานที่ทำ มิใช่นำมาใช้พร้อมกันทั้งหมด หรือนำมาใช้ด้วยอาการที่เรียกว่าเถรตรง เพราะการทำงานดังนั้นจะทำให้ความคิดเกิดสับสน ตึงเครียด และลังเลสงสัย จนทำงานไม่ได้ หรือทำได้ไม่สำเร็จ เนื่องจากตกเป็นทาสของวิชา"
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

"ในอันที่จะทำงานของตนให้ประสานกับงานอื่น และประสานกับฝ่ายอื่นบุคคลอื่น จะปฏิบัติตัวปฏิบัติงานอย่างคับแคบมิได้เป็นอันขาด ท่านจะต้องทำตัวทำใจให้กว้างขวาง หนักแน่น และเที่ยงตรง ยึดถือเหตุผลความถูกต้อง ความพอเหมาะพอควร และประโยชน์ส่วนรวมร่วมกันเป็นเป้าหมาย"
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2527

"การทำงานที่จะทำสัมฤทธิ์ผลที่พึงปรารถนา คือ ที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมด้วยนั้น จะอาศัยความรู้แต่เพียงอย่างเดียวมิได้ จำเป็นต้องอาศัยความสุจริต ความบริสุทธิ์ใจ และความถูกต้องเป็นธรรมประกอบด้วย"
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยรามคำแหง วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2520

"เมื่อมีโอกาสและมีงานให้ทำ ควรเต็มใจทำโดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อแม้หรือเงื่อนไขอันใดไว้ให้เป็นเครื่องกีดขวาง คนที่ทำงานได้จริงๆนั้น ไม่ว่าจะจับงานสิ่งใดย่อมทำได้เสมอ ถ้ายิ่งมีความเอาใจใส่ มีความขยันซื่อสัตย์สุจริต ก็ยิ่งจะช่วยให้ประสบผลสำเร็จในงานที่ทำสูงขึ้น"
พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษา วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2530

"ในการปฏิบัติงานนั้น ย่อมมีปัญหาต่างๆเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อปัญหาเกิดขึ้นต้องแก้ไข อย่าทิ้งไว้พอกพูนลุกลามจนแก้ยาก ขอให้ทุกคนระลึกว่าปัญหาทุกอย่างมีทางแก้ไขได้ ถ้าแก้คนเดียวไม่ได้ก็ช่วยกันคิดช่วยกันแก้หลายๆ คน หลายๆ ทาง ด้วยความร่วมมือปรองดองกัน"
พระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2533

นี่คือ "พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส" เรื่องการทำงานบางส่วนที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ให้กับปวงชนชาวไทย หากใครกำลังรู้สึกท้อแท้กับการทำงาน หรือกำลังรู้สึกหลงทางกับสิ่งที่ทำอยู่ สามารถนำไปพิจารณาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก ประชาชาติธุรกิจออนไลน์