12 สิงหาคม 2561

คำขวัญวันแม่แห่งชาติ 2561

สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีประกาศว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานคำขวัญวันแม่แห่งชาติ 2561 เพื่ออัญเชิญลงหนังสือวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2561 ของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ความว่า
เมื่อเรารวมกำลังกันทั้งชาติ
ย่อมสามารถช่วยไทยไขปัญหา
ผนึกแรงหลอมรวมร่วมปัญญา
จักนำพาชาติตนรอดพ้นภัย

11 สิงหาคม 2561

สุขสันต์การเริ่มต้นใหม่ในเดือนเอลูล (Elul) ปี 5778


Chodesh Tov! สุขสันต์การเริ่มต้นใหม่ในเดือนเอลูล (Elul)  ปี 5778  โดยเริ่มต้นในค่ำคืนวันที่ 11 ส.ค. ไปจนถึงวันที่ 9 ก.ย.2018 
เอลูล(אֱלוּל‬-Elul)เป็นเดือนสุดท้ายก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นปีใหม่(Rosh Hashanah)ตามปฏิทินฮีบรู  
เดือนนี้เป็นที่โมเสสเข้าเฝ้าพระยาห์เวห์ที่ภูเขาซีนาย 40วัน เพื่อรับแผ่นศิลาพระบัญญัติชุดที่ 2 แทนชุดแรกที่แตกไปเนื่องจากท่านขว้างแตกเพราะไม่พอใจที่คนยิวหันไปกราบไหว้รูปโคทองคำ(อพยพ 34)  
หากนับจากวันแรกของเดือนเอลูลในวันที่ 12 ส.ค.ไปจนถึง Rosh Hashanah ในวันที่ 10 ก.ย.จนถึงวันลบมลทินบาป(Yom Kippur) 20 ก.ย.2018 จึงเป็นช่วงเวลา 40 วันในการใช้เวลาสำรวจชีวิต สารภาพบาป เพื่อรับการสำแดงจากพระยาห์เวห์ เพื่อได้รับทิศทางในการดำเนินชีวิต เป็นเวลาแห่งการเตรียมชีวิตเพื่อจะเฉลิมฉลองในปี 5779 ปีแห่งตัวอักษรเทธ(Teth ט‬ ) หมายถึง ครรถ์ วงจรใหม่ การเกิดสิ่งที่ดีตามสิ่งที่พระยาห์เวห์ ผู้ทรงเป็นพระผู้สร้างสิ่งที่ดี ความสว่างจะขับไล่ความมืดออกไป
ปฐมกาล 1:4 พระ​เจ้า​ทรง​เห็น​ว่า​ความ​สว่าง​นั้น​ดี และ​ทรง​แยก​ความ​สว่าง​ออก​จาก​ความ​มืด

ตามประวัติศาสตร์ของประเทศอิสราเอลเดือนเอลูลเป็นเดือนที่เนหะมียห์สร้างกำแพงเมืองเยรูซาเล็มสำเร็จ(เนหะมีย์ 6:15)  เดือนนี้จึงเป็นเดือนแห่งการซ่อมแซมและรื้อฟื้นจิตวิญญาณใหม่ เป็นช่วงเวลาแห่งการกลับใจใหม่เพื่อแสวงหาพระยาห์เวห์ 

เดือนแห่งจอมราชาทรงอยู่ในสมรภูมิชีวิต (The King is in the field
ให้เราได้อธิษฐานป่าวประกาศตามพระวจนะ ตามพระวจนะ อิสยาห์ 42:13 พระยาห์เวห์จะเสด็จออกไปอย่างผู้กล้า พระองค์ทรงเร้าความกระตือรือร้นขึ้นอย่างนักรบ พระองค์ทรงสำแดงอานุภาพต่อปฏิปักษ์ของพระองค์

เดือนเอลูลเป็นช่วงเวลาที่กษัตริย์จะเสด็จออกมาไปทำการรบเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ( 2ซามูเอล 11:1)  เป็นช่วงเวลาที่เราจะเข้าเฝ้าพระยาห์เวห์ จอมพลโยธาอย่างใกล้ชิด เพื่อรับกำลังจากพระองค์และป่าวประกาศชัยชนะร่วมกับพระองค์

 เดือนนี้เป็นเดือนแห่งเผ่ากาด ( Gad)  กาด หมายถึง “โชคดี” หรือ “การเพิ่มทวี” เดือนนี้เป็นเดือนที่เรามีชัยชนะและได้รับการอวยพรทวีคูณจากสิ่งที่เคยถูกศัตรูปล้นเอาไปแต่จะได้กลับคืนเป็นเท่า(ปฐมกาล 49:19 )  

เดือนนี้เราจะได้รับ "รางวัล" จากการสิ่งที่เราหว่านและลงแรงอย่างต่อเนื่อง จงขอบคุณสำหรับความอุดมสมบูรณ์ที่พระยาห์เวห์ ทรงกระทำในชีวิต 
ฟิลิปปี 3:12 ไม่​ใช่​ว่า​ข้าพ​เจ้า​ได้​รับ​แล้ว หรือ​ดี​พร้อม​แล้ว แต่​ข้าพ​เจ้า​กำ​ลัง​บาก​บั่น​มุ่ง​ไป​เพื่อ​ที่​จะ​ฉวย​ไว้​เพราะ​พระ​เยซู​คริสต์​ทรง​ฉวย​ข้าพ​เจ้า​ไว้

     นอกจากนี้เอลูลเป็นเดือนแห่งเจ้าสาว(ฺBride) เป็นช่วงเวลาที่แสนหวานในความสัมพันธ์ที่บริสุทธิ์ระหว่างพระยาห์เวห์องค์เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวของพระองค์คือคริสตจักร  ได้ใช้เวลาด้วยกันอย่างเป็นพิเศษในพันธสัญญาแห่งรักในช่วงเวลาที่พลับพลาของงานแต่งงาน(Chuppah    חוּפָּה )
บทเพลงซาโลมอน  6:3 ตัว​ดิฉัน​เป็น​กรรม​สิทธิ์​ของ​ที่​รัก​ของ​ดิฉัน และ​ที่​รัก​ของ​ดิฉัน​ก็​เป็น​ของ​ดิฉัน เขา​เลี้ยง​ฝูง​สัตว์​อยู่​ท่าม​กลาง​หมู่​ต้น​ลิลลี่

ปี 5778 ที่ผ่านมาเป็นปีแห่งพันธสัญญารักดั่งเวลาที่พลับพลาของงานแต่งงาน(Chuppah    חוּפָּה )ช่วงเดือนสุดท้ายปลายปีจึงเป็นการทบทวนพันธสัญญาและใช้เวลาในความรักสนิทสนมกับพระยาห์เวห์ก่อนที่จะเข้าสู่ปีใหม่ในปี 5779 ซึ่งเป็นปีแห่งตัวอักษรเทธคือครรภ์ คือวงจรใหม่และความดีงาม นิมิตใหม่สดที่จะล้นไหลออกมา ให้เราร่วมฉลองด้วยกัน

02 สิงหาคม 2561

รู้จักพระคริสต์ผ่านเพลง “มันคงเป็นความรัก”


เชิญฟังเพลง มันคงเป็นความรัก

มันคงเป็นความรักที่ทำให้ตัวฉันยังยืนอยู่ตรงนี้
มันคงเป็นความรักที่ทำให้ใจฉันไม่ยอมหยุดเสียที
แม้ว่าเหมือนไม่มีโอกาส แม้ว่าฉันต้องพลาดไปกี่สักที...

            พระคัมภีร์ได้บรรยายความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับคริสตจักรในมิติของคุณพ่อกับลูก และได้บรรยายความสัมพันธ์ระหว่างพระคริสต์กับคริสตจักรในมิติของเจ้าบ่าวกับเจ้าสาว ความรักที่คุณพ่อมีต่อลูกเป็นภาพสะท้อนถึงความรักของพระบิดาที่มีต่อคริสตจักร ความรักที่ชายหนุ่มมีให้กับหญิงสาวก็สะท้อนภาพของความรักของพระคริสต์ที่มีต่อคริสตจักร

ใช่แล้ว เมื่อชายหนุ่มรักหญิงสาวจนหมดหัวใจ
เขาก็สามารถยอมตายเพื่อหญิงสาวคนนั้นได้
พระคริสต์ก็ทรงรักคริสตจักรจนหมดหัวใจ
          พระองค์ทรงยอมตายเพื่อเธอ[คริสตจักร]ได้

หมายเหตุ
คำว่า คริสตจักร ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง โบสถ์หรืออาคาร แต่หมายถึง บรรดาผู้เชื่อในพระเยซูคริสต์เพราะตามภาษาเดิมแล้ว คริสตจักร ไม่ได้หมายถึง อาคารหรือองค์กร แต่หมายถึง ชุมนุมของกลุ่มชน

            เพลงทั่วไปหลายเพลงที่ขับขานบนโลกใบนี้ แม้ว่าผู้แต่งอาจไม่ใช่คริสเตียน แม้ว่าผู้แต่งอาจไม่ได้แต่งเพื่อพระเจ้าโดยตรง แต่หากเขาแต่งด้วยหัวใจที่สะอาดแล้ว เพลงรักทั่วๆไปหลายๆเพลง ก็สะท้อนภาพของความรักที่พระคริสต์ทรงมีต่อคริสตจักร

            เพลง มันคงเป็นความรัก นับเป็นเพลงหนึ่งที่ผมรู้สึกว่าเพลงนี้สะท้อนภาพความรักที่พระคริสต์ทรงมีต่อคนไม่เชื่อได้อย่างดี ใจความของเพลงนี้มีความหมายในทิศทางที่ว่า ชายหนุ่มคนหนึ่งมีความรักต่อหญิงสาวผู้หนึ่ง แต่วันเวลาผ่านไป ก็ดูเหมือนว่าหญิงสาวผู้นี้ก็ไม่ตอบรับความรักที่ชายหนุ่มคนนั้นมีต่อเธอ แต่ชายหนุ่มคนนี้ก็ยังคงพยายามสานสัมพันธ์กับหญิงสาวผู้นี้ต่อไป แม้ว่าบางทีความหวังของชายหนุ่มอาจจะดูลมๆแล้งๆ แต่เขาก็ยังคงพยายามต่อไป

ที่จะให้เธอจนกว่าเธอจะรับ บอกรักเธอจนกว่าเธอนั้นจะยอม
เธอคือความสุขของฉัน ถ้าเธอไม่รับมัน ให้ฉันเริ่มต้นอีกกี่ครั้งก็พร้อม
หากสุดท้าย เธอไม่เปลี่ยนใจ
ไม่เป็นไร ใจฉันก็ไม่ยอม
ถ้ารอให้ฉันหยุดหัวใจ ก็คงต้องรอให้โลกหยุดหมุนไปก่อน

โอ สิ่งนี้ช่างเหมือนกับความรักของพระคริสต์มาก เมื่อพระคริสต์ทรงเห็นคุณตั้งแต่ที่คุณยังไม่เชื่อ  คุณก็กลายเป็นความสุขของพระองค์ไปเสียแล้ว และจากนั้นพระองค์ก็ทรงพยายามที่จะสานสัมพันธ์กับคุณ ที่ผ่านมาหากคุณปฏิเสธพระองค์และไม่รับรักของพระองค์ พระองค์ก็จะให้คุณจนกว่าคุณจะรับ และจะบอกรักคุณจนกว่าคุณนั้นจะยอม หากคุณยังคงไม่รับ จะให้พระองค์เริ่มต้นอีกกี่ครั้งก็พร้อม และพระองค์ก็จะทรงเดินหน้าไปเรื่อยๆ ถ้ารอให้พระองค์หยุดหัวใจ ก็คงต้องรอให้โลกหยุดหมุนไปก่อน

ในวันที่เธอนั้นไม่มีใคร ในวันที่โลกนี้ทิ้งเธอไป
ในวันนั้นหันมามองเถอะ ฉันจะยืนอยู่ตรงนี้

เพราะพระองค์ไม่เคยหยุดที่จะรักคุณ
Philip Kavilar   

22 กรกฎาคม 2561

บัพติศมา : ท่วมท้นในความรัก รู้จักอัตลักษณ์ความเป็นลูก


บทความในครั้งนี้ ผมขอนำเสนอมุมมมองใหม่ในเรื่องการบัพติศมาในน้ำ  จากการศึกษาพระคัมภีร์ในตอนที่พระเยซูคริสต์ ทรงรับพิธีบัพติศมาในน้ำจากยอห์น ผู้ให้บัพติศมา ณ แม่น้ำจอร์แดน  
มัทธิว 3:13-17  แล้ว​พระ​เยซู​เสด็จ​จาก​แคว้น​กา​ลิ​ลี มา​หา​ยอห์น​ที่​แม่​น้ำ​จอร์​แดน​เพื่อ​ทรง​รับ​บัพ​ติศ​มา​จาก​ท่าน  แต่​ยอห์น​ทูล​ห้าม​พระ​องค์​ว่า “ข้า​พระ​องค์​ต้อง​การ​จะ​รับ​บัพ​ติศ​มา​จาก​พระ​องค์ ควร​หรือ​ที่​พระ​องค์​จะ​เสด็จ​มา​หา​ข้า​พระ​องค์?”  แต่​พระ​เยซู​ตรัส​ตอบ​ยอห์น​ว่า “บัด​นี้​จง​ยอม​เถิด เพราะ​สม​ควร​ที่​พวก​เรา​จะ​ทำ​ความ​ชอบ​ธรรม​ให้​ครบ​ถ้วน​ทุก​ประ​การ” แล้ว​ยอห์น​ก็​ยอม เมื่อ​พระ​องค์​ทรง​รับ​บัพ​ติศ​มา​แล้ว​ก็​เสด็จ​ขึ้น​จาก​น้ำ และ​ใน​ทันใด​นั้น​ฟ้า​ก็​แหวก​ออก และ​พระ​องค์​ทรง​เห็น​พระ​วิญ​ญาณ​ของ​พระ​เจ้า​เสด็จ​ลง​มา​ดุจ​นก​พิราบ​สถิต​บน​พระ​องค์ และ​นี่แน่ะ มี​พระ​สุร​เสียง​ตรัส​จาก​ฟ้า​สวรรค์​ว่า   “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา เรา​ชอบ​ใจ​ท่าน​มาก” 
เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงอายุได้ 30 ปี พระองค์ทรงมาหา​ยอห์น ผู้ให้บัพติศมา​ ท่านเป็นเตรียมทางของการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์ ตามถ้อยคำของ อิสยาห์ 40:3 ... “จง​เตรียม​มรร​คา​ของ​พระ​ยาห์​เวห์​ใน​ถิ่น​ทุร​กัน​ดาร จง​ทำ​ทาง​หลวง​ใน​ที่​ราบ​แห้ง​แล้ง​ให้​ตรง​สำ​หรับ​พระ​เจ้า​ของ​เรา 
ยอห์นมาเพื่อประกาศให้คนกลับใจใหม่และรับบัพติศมาในน้ำเพื่อจะเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า(มัทธิว 3:1-12)  ในฐานะความเป็นญาติสนิทระหว่างยอห์นและพระเยซูคริสต์ (ยอห์นเป็นบุตรของ​เอลีซาเบธ ญาติของนางมารีย์ แม่ของพระเยซู) ครั้งนี้ยอห์นทราบดีว่าพระเยซูคริสต์ไม่​ใช่​แค่​แวะ​มา​หา​ท่านในฐานะญาติ แต่มาตามแผนการของพระบิดา และงานของ​ยอห์น​ในการเตรียมาทางก็สำเร็จแล้ว                             แม้ว่ายอห์นจะปฏิเสธเพราะการให้​บัพติศมานั้นเพื่อ​ผู้​คน​ที่​กลับ​ใจ​จาก​บาป แต่​พระ​เยซู​ไม่​มี​บาป  แต่พระ​เยซู​ทรงยืน​ยัน​ที่​จะ​รับ​บัพติศมา​  ทรงตรัสว่า “บัด​นี้​จง​ยอม​เถิด เพราะ​สม​ควร​ที่​พวก​เรา​จะ​ทำ​ความ​ชอบ​ธรรม​ให้​ครบ​ถ้วน​ทุก​ประ​การ” (มธ. 3:15)  แล้ว​ยอห์น​ก็​ยอมทำพิธีบัพติศมาในน้ำให้กับพระองค์
การ​บัพติศมา​ใน้ำของ​พระ​เยซู​ไม่​ใช่​สัญลักษณ์​ของ​การ​กลับ​ใจ​จาก​บาป เป็นพิธีการล้างชำระ  (doctrine of baptisms)  ฮีบรู 6:2 และ​คำสอน​เรื่อง​พิธี​ล้าง​ชำระ​ต่างๆ การ​วาง​มือ การ​เป็น​ขึ้น​จาก​ความ​ตาย และ​การ​ลง​โทษ​ชั่ว​นิรันดร์)  
การรับบัพติศมาในน้ำแบบนี้จึงเป็นการบัพติศมา : ท่วมท้นในความรัก  รู้จักอัตลักษณ์ความเป็นลูกเมื่อ​พระ​องค์​ทรง​รับ​บัพ​ติศ​มา​แล้ว​ก็​เสด็จ​ขึ้น​จาก​น้ำ และ​ใน​ทันใด​นั้น​ฟ้า​ก็​แหวก​ออก และ​พระ​องค์​ทรง​เห็น​พระ​วิญ​ญาณ​ของ​พระ​เจ้า​เสด็จ​ลง​มา​ดุจ​นก​พิราบ​สถิต​บน​พระ​องค์ และ​นี่แน่ะ มี​พระ​สุร​เสียง​ตรัส​จาก​ฟ้า​สวรรค์​ว่า   “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา เรา​ชอบ​ใจ​ท่าน​มาก”  (มธ. 3:1ุ6-17) 


สิ่งที่น่าอัศรรย์ใจในเหตุการณ์ครั้งนี้คือ การยืนยันด้วยถ้อยคำแห่งความรัก(love affirmation) พระบิดาทรงตรัสกับพระบุตรว่า “ท่าน​ผู้​นี้​เป็น​บุตร​ที่​รัก​ของ​เรา เรา​ชอบ​ใจ​ท่าน​มาก” 
สิ่งนี้เป็นคำกล่าวอวยพรของผู้เป็นพ่อผู้ให้กำเนิดที่มอบให้กับลูก (สดุดี 2:7 “เจ้า​เป็น​บุตร​ของ​เรา วัน​นี้​เรา​ให้​กำ​เนิด​เจ้า​แล้ว) สิ่งนี้เป็นการส่งผลต่อเป้าประสงค์ลิขิต(Destiny) สำหรับผู้ที่เป็นลูกที่จะผงาดขึ้นในความเป็นลูกเพื่อจะไปตามงานที่บิดามอบหมาย  นี่คือจุดเริ่มต้นการรับใช้ของพระเยซูคริสต์ในฐานะของพระบุตรที่มาในโลกเพื่อสำแดงความรักของพระบิดา ก่อนที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมา คนที่จะรอดเข้าแผ่นดินสวรรค์ คือการบัพติศมาแบบยอห์น บัพติศมา แต่สำหรับพระเยซูคริสต์ พระองค์มาเพื่อบัพติศมาด้วยพระวิญญาณและด้วยไฟ (มัทธิว 3:11 ข้าพ​เจ้า​ให้​ท่าน​รับ​บัพ​ติศ​มา​ด้วย​น้ำ แสดง​ว่า​กลับ​ใจ​ใหม่​ก็​จริง แต่​พระ​องค์​ผู้​จะ​มา​ภาย​หลัง​ข้าพ​เจ้า ทรง​ยิ่ง​ใหญ่​กว่า​ข้าพ​เจ้า ซึ่ง​ข้าพ​เจ้า​ไม่​คู่​ควร​แม้​แต่​จะ​ถือ​ฉลอง​พระบาท​ของ​พระ​องค์ พระ​องค์​จะ​ทรง​ให้​พวก​ท่าน​รับ​บัพ​ติ​ศมา​ด้วย​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์​และ​ด้วย​ไฟ)
การบัพติศมาในน้ำไม่ได้ทำให้รอด เราทั้งหลายรอดแล้วเมื่อเราเชื่อในพระราชกิจแห่งการไถ่ของพระเยซูคริสต์    การบัพติศมาในน้ำ เป็นสัญลักษณ์ถึง การเข้าสนิทในพระกายร่วมพระเยซูคริสต์ คือ การฝังตัวเก่าของเราลงไปในน้ำและการโผล่ขึ้นจากน้ำเป็นการประกาศชัยชนะเหนือความตายเช่นเดียวกับที่พระเยซูคริสต์ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย ที่ทรงก้าวออกมาจากอุโมงค์ฝังศพด้วยชัยชนะ     
โรม 6:1-5  ...3 ท่าน​ทั้ง​หลาย​ไม่​รู้​หรือ​ว่า เรา​ผู้​ที่​ได้​รับ​บัพ​ติศ​มา​เข้า​ใน​พระ​เยซู​คริสต์ ก็​ได้​รับ​บัพ​ติศ​มา​นั้น​เข้า​ใน​การ​ตาย​ของ​พระ​องค์?   4 เพราะ​ฉะนั้น เรา​จึง​ถูก​ฝัง​ไว้​กับ​พระ​องค์​แล้ว โดย​การ​รับ​บัพ​ติศ​มา​เข้า​ใน​การ​ตาย​นั้น เพื่อ​ว่า​เมื่อ​พระ​บิดา​ทรง​ให้​พระ​คริสต์​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ตาย​โดย​พระ​สิริ​ของ​พระ​องค์​แล้ว เรา​ก็​จะ​ได้​ดำ​เนิน​ตาม​ชีวิต​ใหม่​ด้วย​เหมือน​กัน  5 เพราะ​ว่า​ถ้า​เรา​เข้า​สนิท​กับ​พระ​องค์​แล้ว​ใน​การ​ตาย​อย่าง​พระ​องค์ เรา​ก็​จะ​เข้า​สนิท​กับ​พระ​องค์​ใน​การ​เป็น​ขึ้น​จาก​ตาย​อย่าง​พระ​องค์
1 เปโตร 3:21 บัด​นี้​น้ำ​นั้น​ที่​เล็ง​ถึง​พิธี​บัพ​ติศ​มา​ก็​ช่วย​พวก​ท่าน​ให้​รอด​เช่น​เดียว​กัน ไม่​ใช่​เป็น​การ​ชำระ​มล​ทิน​ทาง​กาย แต่​เป็น​การ​วิง​วอน​พระเจ้า​เพื่อ​จะ​มี​มโน​ธรรม​ที่​ดี ความ​รอด​นั้น​มา​โดย​ทาง​การ​คืน​พระ​ชนม์​ของ​พระ​เยซู​คริสต์
สิ่งนี้เป็นความรักที่ท่วมท้นเหมือนการจุ่มให้มิด คำว่า บัพติศมา มาจากภาษากรีกคำว่า ฺBaptizo-βαπτίζω เป็นไวยากรณ์ แบบ Future Perfect Continuous Tense คือการดำเนินอย่างต่อเนื่องกันมาตั้งแต่อดีต และยังดำเนินต่อเนื่องไปถึงปัจจุบัน และในอนาคต หมายถึงการบัพติศมานี้ส่งผลต่อเนืื่องนิรันดร์ 
เข้าใจง่ายๆ คือ การรับเป็นลูกก็เป็นลูกตลอดไป
โรม. 8:15 เพราะ​ว่า​พระ​วิญ​ญาณ​ที่​พระ​เจ้า​ประ​ทาน​มา​นั้น​จะ​ไม่​ทรง​ให้​ท่าน​เป็น​ทาส​ซึ่ง​ทำ​ให้​ตก​ใน​ความ​กลัว​อีก แต่​พระ​วิญ​ญาณ​จะ​ทรง​ให้​ท่าน​มี​ฐานะ​เป็น​บุตร​ของ​พระ​เจ้า โดย​พระ​วิญ​ญาณ​นั้น​เรา​จึง​ร้อง​เรียก​พระ​เจ้า​ว่า “อับ​บา (พ่อ)

สำหรับความคิดส่วนตัวของผมแล้ว  ผู้ที่รับบัพติศมาในน้ำครั้งเดียวก็เพียงพอ แต่หากมีคนที่ขอรับบัพติศมาใหม่อีกได้ไหม  ผมคิดว่า รับได้ไม่ได้บาปอะไร หรือเมื่อก่อนนั้นรับบัพติศมาแบบพรมน้ำไม่ได้จ่มให้มิด ก็รับใหม่เถอะครับ  ถ้าสิ่งนั้นเป็นการทำให้ความเชื่อของเขามั่นคงมากขึ้นก็ทำไปเถอะครับ สิ่งเหล่านี่เกิดขึ้นในพระคัมภีร์ เช่นกรณีของอปอลโล (กจ.18) หรือแม้แต่อัครทูตเปาโล (กจ.22:16 ท่านมารับบัพติศมาในน้ำ) ประเด็นนี้ขอไม่มาถกเถียงกันว่าถูกหรือผิด

แต่ประเด็นที่ขอนำเสนอต่อไปคือ ท่วมท้นในความรัก  การไปสู่กระบวนการชำระต่อเนื่องจนกว่าจะสมบูรณ์(Entire Sanctification)  
ไม่มีใครอาบน้ำเพียงครั้งเดียวจบ  การที่เราเคยเป็นบุตรน้อยหลงหายหลงจากพระบิดาและกลับใจกลับมาหาพระเจ้า ดังเช่น อุปมาเรื่องบุตรน้อยหลงหาย(ลูกาบทที่ 15) 
(ผมเคยเขียน บทความเรื่อง  "หัวใจพระบิดา : "บุตรน้อยหลงหาย กับบุตรชายหลงผิด" เข้าไปอ่านได้ )

เมื่อเรากลับมาจากการหลงหายไปในโลกที่เต็มด้วยความบาปเปรียบเสมือนอยู่ในกองขยะ ผู้ที่เป็นพ่อก็จะต้องจับลูกอาบน้ำ ขัดสีฉวัีวรรณ แต่งตัวให้ใหม่ สมกับเป็นลูกของจอมราชา เราเป็นดั่งเจ้าชายและเจ้าหญิงของพระเจ้า เช่นเดียวกันเราก็ยังอยู่ในโลกนี้ ที่เต็มด้วยความบาปจึงต้องรับการชำระทุกๆวันจากพระเจ้า 
ภาพของตอนที่พระเยซูคริสต์รับบัพติศมา มีนกพิราบมาประทับที่พระองค์ นกพิราบเป็นภาพของความถ่อมสุภาพ นกพิราบไม่บินไปไหน เพราะพระเยซูคริสต์ทรงอ่อนสุภาพ เช่นเดียวกับพระวิญญาณที่อยู่ในเราเมื่อเราเข้าสนิทในพระกายร่วมกับพระเยซูคริสต์ เราจึงไม่ควรทำบาปให้พระวิญญาณเสียพระทัย เพราะท่านได้รับการประทับตราไว้ด้วยการไถ่จากบาปเป็นของพระบิดาแล้ว


เอเฟซัส 4:30 และ​อย่า​ทำ​ให้​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์​ของ​พระ​เจ้า​เสีย​พระ​ทัย ด้วย​พระ​วิญ​ญาณ​นั้น​ท่าน​ได้​รับ​การ​ประ​ทับ​ตรา​ไว้​สำ​หรับ​วัน​ที่​จะ​ได้​รับ​การ​ไถ่

คำว่า "การชำระ" ภาษากรีกใช้คำว่า Hagiazo ἁγιασμός  เป็นการรับการชำระจากพระเจ้าด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยพระวจนะ(เทียบได้กับน้ำ) ทุกๆวันต่อเนื่อง

คำว่า ”baptizo” ซึ่งหมายถึง จุ่มลงแล้วนำขึ้นอย่างเร็ว”  แต่การแช่ตัว (soaking)  ยอมให้ความรักไหลล้นค่อยๆท่วมจนมิดอย่างต่อเนื่องเพื่อการชำระล้างและน้ำที่แช่ไหลซึมผ่าน
ภาพของท่วมท้นในความรักของพระบิดา เป็นภาพของการแช่อิ่ม(Soaking) เช่นเดียวกับผลไม้ที่ยอมให้น้ำเชื่อมไหลซึมผ่านเข้าไปในเนื้อผลไม้ที่แช่ (osmosis 

ดังนั้นขอหนุนใจให้เราได้มีประสบการณ์กับพระบิดาในการรับบัพติศมาหัวใจของเราใหม่ทุกๆวัน ให้ท่วมท้นในความรัก เพื่อเรียนรู้รักความรักของพระบิดาที่เข้ามาเยียวยาให้หายจากความบาดเจ็บ ประสบการณ์ในอดีตที่เลวร้าย หักล้างคำโกหกของศัตรูด้วยความจริงเพื่อเราจะเป็นไท
เรียนรู้จักอัตลักษณ์ความเป็นลูก  ถึงเวลาแห่งการผงาดขึ้นในความเป็นลูก เพื่อไปสู่เป้าประสงค์ของพระบิดา ตามที่พระเยซูคริสต์ทรงมอบแผนการ พระมหาบัญชาที่ให้เราในฐานะผู้เชื่อได้กระทำตามพระบัญชา

มัทธิว 28:18-20 
18 พระ​เยซู​จึง​เสด็จ​เข้า​มา​ใกล้​แล้ว​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า “สิทธิ​อำนาจ​ทั้ง​หมด​ใน​สวรรค์​ก็​ดี ใน​แผ่น​ดิน​โลก​ก็​ดี​ทรง​มอบ​ไว้​แก่​เรา​แล้ว
19 เพราะ​ฉะนั้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ออก​ไป​และ​นำ​ชน​ทุก​ชาติ​มา​เป็น​สา​วก​ของ​เรา จง​บัพ​ติศ​มา​พวก​เขา​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​บิดา พระ​บุตร และ​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์
20 และ​สอน​พวก​เขา​ให้​ถือ​รัก​ษา​สิ่ง​สาร​พัด​ที่​เรา​สั่ง​พวก​ท่าน​ไว้ และ​นี่​แน่ะ เรา​จะ​อยู่​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​เสมอ​ไป จน​กว่า​จะ​สิ้น​ยุค”

21 กรกฎาคม 2561

Tisha B'Av : ปิดหูรับคำแช่งสาป เปิดปากกล่าวถ้อยคำแห่งพระพร

วันที่ 21 ก.ค.2018 ตรงกับวันที่ 9 เดือนอับ(Av) ตามปฏิทินฮีบรู เป็นรำลึกถึง เหตุการณ์ที่เรียกว่า "ชิสชาบาอับ" (Tisha B'Av -תשעה באב‎ ) คือ วันที่ 9 เดือนอับ
คำแช่งสาปในวันที่ 9 ของเดือนอับนั้น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา คำแช่งสาปเกิดจากความไม่เชื่อและเปิดหูรับฟังคำพูดแง่ลบ โดยเริ่มต้นจากเหตุการณ์ในพระธรรมกันดารวิถี บทที่ 13 คนอิสราเอลอพยพออกจากอียิปต์ดั้นด้นผ่านทะเลทรายมาจวนที่จะถึงดินแห่งพันธสัญญาแล้วคือ "คานาอัน"(Canaan)
โมเสสได้ส่งผู้สอดแนม(Spy) 12 คน เข้าไปในแผ่นดินนั้น และสืบหาข้อมูลว่าแผ่นดินนั้นเป็นอย่างไร
พวกเขากลับมารายงานโมเสสโดยนำผลไม้แห่งแผ่นดินคานาอันนั้นกลับมาด้วย เพื่อให้คนอิสราเอลที่ไม่ได้ไปด้วยนั้นได้เห็นและลิ้มรส 
กดว. 13:23 ​เขา​ทั้ง​หลาย​มาถึง​หุบ​เขา​เอช​โคล์ แล้ว​พวก​เขา​ตัด​องุ่น​กิ่ง​หนึ่ง​ที่​มี​องุ่น​พวง​หนึ่ง​จาก​ที่​นั่น ต้อง​ใช้​สอง​คน​หาม​ด้วย​ไม้​คาน และ​พวก​เขา​ยัง​เ​ก็​บ​ลูก​ทับทิม​และ​มะเดื่อ​มา​บ้าง 
ผลองุ่นหนึ่งพวงนั้น ต้องใช้คนหามถึง 2 คน แสดงว่าเขตแดนนั้นเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์อย่างแท้จริง พวกผู้สอดแนมทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่าดินแดนนั้นเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยพระพรอย่างแท้จริง ที่นั่นมีสิ่งที่พระองค์ทรงสัญญาไว้ พวกเขาไม่ปฏิเสธว่าในแผ่นดินพระสัญญานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยพระพร 
แต่เหล่าผู้สอดแนม(Spy) 10 คนจาก 12 คนที่ไป พวกเขาจะสามารถไว้วางใจพระเจ้าได้หรือไม่ว่าพระองค์จะประทานแผ่นดินนั้นให้กับพวกเขา
ผู้สอดแนม 10 คนบอกว่า “เรา​ไม่​สามารถ​เข้า​ไป​และ​ชนะ​คน​เหล่า​นั้น​ได้ เพราะ​พวก​เขา​มี​กำลัง​มากกว่า​เรา” (กดว. 13:31)  
ภารกิจที่เราจะเข้าไปคานาอัน เป็นภารกิจที่เป็นไปไม่ได้ (mission impossible!)
มีเพียงผู้สอดแนม 2 คนเท่านั้นที่ คือ โยชูวาและคาเลบ บอกว่า “พระเจ้าจะทรงมอบดินแดนนั้นให้กับเรา พระเจ้าได้ทรงนำเรามาไกลถึงเพียงนี้ ให้เรารุดไปข้างหน้าต่อไปด้วยความเชื่อและเข้ายึดครองดินแดนนั้น”  
ดินแดนแห่งแผ่นดินพระสัญญานั้น ไม่ได้เตรียมไว้สำหรับคนที่ขาดความเชื่อ แต่ดินแดนแห่งพระสัญญานั้นเตรียมไว้ สำหรับคนที่มีความเชื่อที่จะได้ครอบครองและในวันที่ 9 ของเดือนอับ Tisha B'Av นั้นเองที่คนอิสราเอลเลือกที่จะเปิดหูฟังเสียงแห่งความไม่เชื่อ ทำให้คำแช่งสาปได้เข้ามา พระเจ้าได้ทรงเปิดประตูแห่งพระพรสำหรับอนาคตให้พวกเขาแล้ว แต่ทว่า พวกเขาปฏิเสธที่จะผ่านเข้าไป และนั่นก็คือ บาปของคนอิสราเอลที่คาเดช บารเนีย พวกเขากบฏต่อโมเสส นั่นคือการกบฏต่อพระเจ้า เหตุการณ์ในพระธรรมกันดารวิถีบทที่ 14 ต่อจากนั้น
ตามแผนการของพระเจ้านั้น เดือนอับควรที่จะเป็นเดือนแห่งพระพรและการเฉลิมฉลอง เพราะพวกเขาได้เข้าไปในแผ่นดินพันธสัญญา คือ "คานาอัน" แต่ พวกเขากลับต้องตายคาถิ่นทุรกันดาร! 
เดือนอับจึงนี้เป็นเดือนที่เกี่ยวข้องกับคำแช่งสาปแช่ง! และต่อเนื่องมาจากเดือนทัมมุส(Tammuz) เดือนแห่งการเตือนใจที่พวกคนยิวไปกราบไหว้รูปปั้นโคทองคำ โมเสสไม่พอใจอย่างมากจึงขว้างศิลาแห่งพระบัญญัติตกแตก (อพยพ 32) ในช่วงวันที่ 17เดือนทัมมุส
ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลา 21 วันแห่งความทุกข์ยาก ที่เป็นธรรมเนียมของคนยิวในเวลาต่อมาที่พวกเขาจะอดอาหารเพื่อไว้ทุกข์ และอธิษฐานต่อพระยาห์เวห์เพื่อระลึกถึงช่วงเวลาแห่งความทุกข์ ที่เรียกว่า בין המצרים "Bein ha-Metzarim - เบน ฮา มิซาริม" เป็นช่วงเวลา 21 วันนับตั้งแต่วันที่่ 17 ทัมมุสถึงวันที่ 9 เดือนอับ 
ตามประวัติศาสตร์ของอิสราเอล ในวันที่ 9 ของเดือนอับ (Tisha B'Av) มีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นกับประเทศอิสราเอล เป็นดั่ง "วงจรเวลาแห่งการแช่งสาป" เกิดขึ้นต่อเนื่อง ดังเช่น
วันที่9 เดือนอับ – ปี 587 กคศ. กองทัพบาบิโลนทำลายพระวิหารหลังแรกของกษัตริย์ซาโลมอน
วันที่ 9 เดือนอับ - คศ.70 กองทัพโรมันทำลายพระวิหารหลังที่ 2
วันที่ 9 เดือนอับ - คศ.135 โรมเข้าปราบคนยิวเป็นครั้งสุดท้าย และกรุงเยรูซาเล็มถูกทำลาย
เมื่อพระวิหารถูกทำลายและพวกเขาต้องหนีกระจัดกระจายไปทั่วโลก แต่เมื่อพวกเขากลับใจ พระยาห์เวห์ทรงให้อภัยและรื้อฟื้นประเทศกลับขึ้นมาใหม่ ในวันที่ 14 พ.ค.1948 
ดังนั้นเดือนนี้จึงเดือนแห่งการยอมจำนนและถูกสร้างขึ้นใหม่ 
สดุดี 51:10 ​ข้า​แต่​พระ​เจ้า ขอ​ทรง​เนรมิต​สร้าง​ใจ​สะอาด​ใน​ข้า​พระ​องค์ ​และ​ขอ​ทรง​สร้าง​จิตใจ​หนัก​แน่น​ขึ้น​ใหม่​ภาย​ใน​ข้า​พระ​องค์  
เดือนนี้เกี่ยวข้องกับตัวอักษร ט “เทธ” ในภาษาฮีบรูเป็นภาพของครรภ์มารดา ให้ความหมายถึงการคลอดสิ่งใหม่ สิ่งดีต่างๆจะเกิดขึ้น 
เดือนนี้จึงเป็นช่วงเวลาสำหรับการอธิษฐานสารภาพความผิดบาปด้วยใจยอมจำนนและขอพระองค์สร้างจิตใจใหม่ให้เข้มแข็ง  
เป็นช่วงเวลาที่เราเรียนรู้จากบทเรียนที่คนยิวทำผิดพลาดในอดีต
Tisha B'Av เป็นเวลาที่เราจะปิดหูรับคำแช่งสาป เพื่อเปิดปากกล่าวถ้อยคำแห่งพระพร!
เดือนอับเป็นเวลาที่จะทำลายวิญญาณการไม่เชื่อฟัง การไม่เชื่อฟังจะมีคำพูดออกมาจากปาก สิ่งที่ออกมาจากปากก็ออกมาจากใจ เมื่อใจไม่เชื่อ ปากก็ไม่เชื่อ ปากก็บ่น ปากก็คร่ำครวญ  
เดือนอับเป็นเดือนที่เราจะยืนขึ้นและกล่าวถ้อยคำแห่งความจริง(Stand up,Speak up)เพื่อทำลายคำหลอกลวงของศัตรู! 
อาโมส 3:8 สิงห์​เปล่ง​เสียง​คำ​ราม​แล้ว ใคร​จะ​ไม่​กลัว​บ้าง? พระ​ยาห์​เวห์​องค์​เจ้า​นาย​ตรัส​แล้ว ใครบ้างจะ​ไม่​เผย​พระ​วจนะ? 
เราต้องเปิดปากของเรา กล่าวถ้อยคำว่า "ฉันเป็นผู้รับพระพร"
"ฉันเป็นลูกของพระเจ้า ผู้รับพระพรและมรดก"
ในพระเยซูคริสต์ พระองค์ทรงนำคำแช่งสาปของเราไปแล้ว โดยที่พระองค์มาตายไถ่บาปให้กับเราที่ไม้กางเขน เพื่อทำให้เราได้รับพระพร 
กาลาเทีย 3:13-14 
13 พระคริสต์ทรงไถ่เราให้พ้นความแช่งสาปแห่งธรรมบัญญัติโดยการที่พระองค์ทรงยอมถูก แช่งสาปเพื่อเรา (เพราะพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ทุกคนที่ต้องถูกแขวนไว้บนต้นไม้ต้องถูกสาปแช่ง 14 เพื่อพระพรทางอับราฮัมจะได้มาถึงคนต่างชาติทั้งหลายเพราะพระเยซูคริสต์เพื่อเราจะ ได้รับพระวิญญาณตามพระสัญญาโดยความเชื่อ
1เปโตร 2:24 พระองค์เองได้ทรงรับแบกบาปของเราไว้ในพระกายของพระองค์ที่ต้นไม้นั้น เพื่อว่าเราทั้งหลายจะได้ตายจากบาปได้และดำเนินชีวิตตามคลองธรรม ด้วยบาดแผลของพระ องค์ท่านทั้งหลายจึงได้รับการรักษาให้หาย
สำหรับพระยาห์เวห์นั้นแม้ว่าลูกของพระองค์จะทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่พระองค์ทรงเข้าใจและทรงให้อภัยเสมอ แม้คนยิวถูกการแช่งสาปแต่กระนั้นพระองค์ทรงทำให้เขาได้รับพระพรกลับมาเสมอ
พระองค์ทรงมีพันธสัญญาแห่งการรื้อฟื้นให้พวกเขาพ้นการแช่งสาปและหายดีเสมอ 
ถ้อยคำเผยพระวจนะ เศคาริยาห์ 8:19 กล่าวว่า 
“​พระ​เจ้า​จอม​โยธา​ตรัส​ดังนี้​ว่า กา​รอด​อาหาร​ใน​เดือน​ที่​ 4 (Tammuz) กา​รอด​อาหาร​ใน​เดือน​ที่​ 5 (Av) และ​กา​รอด​อาหาร​ใน​เดือน​ที่​ 7 และ​กา​รอด​อาหาร​ใน​เดือน​ที่​ 10 จะ​เป็น​ที่​ให้​ความ​บันเทิง​และ​ความ​ร่า​เริง และ​เป็น​การ​เลี้ยง​ที่​ให้​ชื่น​ชม​แก่​พงศ์​พันธุ์​ยูดาห์ เหตุ​ฉะนั้น​เจ้า​จง​รัก​ความ​เที่ยงตรง​และ​สันติภาพ
กา​รอด​อาหาร​ใน​เดือน​ที่​ 5 หรือเดือน อับ(Av) ในช่วงเวลา Tisha B'Av เป็นช่วงเวลาที่พวกเขาจะไม่ต้องอับอายอีกต่อไป เพราะพวกเขาจะได้กลับมาสู่พระบิดาด้วยความรัก ความ​เที่ยงตรง​และ​สันติภาพมาลาคี 4:5-6
“ดู​เถิด เรา​จะ​ส่ง​เอลียาห์​ผู้เผย​พระ​วจนะมายัง​เจ้า​ก่อน​วัน​แห่ง​พระ​เจ้า คือ​วันที่​ใหญ่​ยิ่ง​และ​น่า​สะพรึงกลัว​มาถึง​ และ​ท่าน​ผู้​นั้น​จะ​กระทำ​ให้​จิตใจ​ของ​พ่อ​หัน​ไป​หา​ลูก และ​จิตใจ​ของ​ลูก​หัน​ไป​หา​พ่อ หา​ไม่ เรา​จะ​มา​โจมตี​แผ่นดิน​นั้น​ด้วย​คำ​สาปแช่ง” 
เชื่อมั่นว่าในเดือนอับปีนี้ แม้จะ "อับแสง" ที่พระสิริทรงเป็นความสว่าง ความโปรดปรานของพระองค์ไม่ทำให้เรา "อับอาย" และไม่มีวันตกอับ หรือ "อับเฉา"และ"อับโชค" เพราะเราไม่มีโชค มีแต่แผนการที่จะไปสู่เป้าประสงค์ลิขิตของพระองค์ในชีวิต
ได้เวลาผงาดขึ้นในความเป็นลูก นี่เป็นเวลาแห่งพระพรที่พระบิดาจะนำหัวใจของเราเข้ามาหากัน ขอบคุณอับบา พระบิดาในสวรรค์

14 กรกฎาคม 2561

สุขสันต์สำหรับการเริ่มต้นเดือนใหม่ ในเดือน “อับ”(Av) 5778

Chodesh Tov! สุขสันต์สำหรับการเริ่มต้นเดือนใหม่ ในเดือน “อับ”(Av) 5778 ( ช่วงวันที่ 13 ก.ค.-วันที่ 11 ส.ค. 2018)
แม้จะเป็นเดือน “อับ”แต่ชีวิตเราจะไม่”อับเฉา”
แม้ดวงเดือนดับ”อับแสง” แต่แสงแห่งพระสิริของพระเจ้าจะเข้ามาขับไล่ความมืดออกไป
เดือนอับ(Av) เป็นเดือนที่ 5 ตามปฏิทินศาสนาและเป็นเดือนที่ 11 ตามปฏิทินราชการของอิสราเอล คำว่า “อับ” ในรากศัพท์ภาษาฮีบรูหมายถึง “บิดา” ผู้ให้กำเนิด" พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระบิดาและทรงมีเป้าประสงค์ลิขิตสำหรับเราทุกคนอย่างเจาะจง
ดังนั้นเดือนนี้เราควรที่จะทำความเข้าใจและรับรู้ถึงหัวใจของพระบิดาโดยการสดับฟังพระสุรเสียงของพระองค์ เพื่อตั้งชีวิตของเราเชื่อมตรง(Alignment)กับเป้าประสงค์ของพระองค์
เดือนนี้เป็นแห่งการได้ยิน ตระหนักและกระทำตาม

เดือนนี้เป็นเดือนแห่งเผ่า “สิเมโอน” (Simeon) שמעון
มาจากคำภาษาฮีบรูที่ออกเสียงว่า “ชามา” (Shama) שָׁמַע แปลว่า
“ได้ยิน”(to hear) เดือนนี้จึงเป็นเดือนที่จะต้อง "ได้ยินและตระหนัก" (to hear, to be concerned.”) ที่มาของชื่อ “สิเมโอน” เนื่องด้วยเมื่อนางเลอาห์ตั้งครรภ์และคลอดลูกคนที่2เป็นบุตรชาย และตั้งชื่อด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่นางไม่ได้เป็นหญิงที่ยาโคบรัก เพราะท่านรักราเชล แต่เธอตระหนักว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงของเธอ (ปฐก.29:31-33)

เดือนนี้จึงป็นช่วงเวลาแห่งการตระหนักรับรู้ถึงความรักของพระบิดา เพื่อจะผงาดขึ้นในความเป็นลูกและไปสู่เป้าประสงค์ของพระองค์

05 กรกฎาคม 2561

ภาคปฏิบัติการแปลภาษาแปลกๆสำหรับกลุ่มแคร์

ภาคปฏิบัติการแปลภาษาแปลกๆในกลุ่มแคร์

การแปลภาษาแปลกๆนอกจากจะช่วยทำให้ผู้ฟังได้รู้ถึงความหมายของภาษาแปลกๆแล้ว การแปลภาษาแปลกๆยังมีส่วนช่วยในการปลดปล่อยฤทธิ์เดชของพระเจ้ามายังที่ประชุมอีกด้วย การแปลภาษาแปลกๆจึงมีส่วนช่วยเสริมสร้างกลุ่มแคร์เป็นอย่างยิ่ง ในภาคที่นี้ผมจึงขอเสนอภาคปฏิบัติในการแปลภาษาแปลกๆสำหรับกลุ่มแคร์ โดยผมขอกล่าวถึงเคล็ดลับสำคัญสองประการในการแปลภาษาแปลกๆ นั่นก็คืออย่าพูดภาษาแปลกๆพร้อมกันและ ฝึกฝนในการตื่นตัวรับคำแปล

เคล็ดลับ#1 อย่าพูดภาษาแปลกๆพร้อมกัน

การพูดภาษาแปลกๆพร้อมกัน มักจะทำให้การรับคำแปลมีความสับสนและขาดทิศทาง แม้แต่เปาโลเองก็ไม่ได้สนับสนุนการพูดภาษาแปลกๆอย่างพร้อมกัน (ดู 1 โครินธ์ 14)

ดังนั้นหากมีผู้ใดในกลุ่มแคร์เริ่มพูดภาษาแปลกๆ คนอื่นในกลุ่มแคร์ก็ควรเงียบโดยไม่พูดภาษาแปลกๆแทรก และปล่อยให้ผู้ที่พูดคนแรกได้พูดภาษาแปลกๆออกมาเต็มที่

(1 โครินธ์ 14:27) ถ้า​ใคร​จะ​พูด​ภา​ษา​แปลกๆ จง​ให้​พูด​เพียง​สอง​คน​หรือ​อย่าง​มาก​ที่​สุด​ก็​สาม​คน และ​ให้​พูด​ที​ละ​คน แล้ว​ให้​อีก​คน​หนึ่ง​แปล

เคล็ดลับ#2 ฝึกฝนในการตื่นตัวรับคำแปล
ในระหว่างที่ผู้หนึ่งในแคร์กำลังพูดภาษาแปลกๆ คนอื่นๆในแคร์ก็ควรเงียบและควรตื่นตัวในการรับคำแปล และเมื่อผู้ที่พูดได้พูดภาษาแปลกๆจบแล้ว คนอื่นในแคร์หรือตัวผู้พูดเองก็สามารถปลดปล่อยคำแปลออกมาได้

รายละเอียดของการตื่นตัวรับคำแปลดูได้จาก
แนวทางการแปลภาษาแปลกๆเบื้องต้น
แนวทางการแปลภาษาแปลกๆเบื้องต้น (ตอนที่ 2)

            สิ่งสำคัญที่จะทำให้ของประทานการแปลได้รับการพัฒนาก็คือ เมื่อผู้หนึ่งในแคร์เริ่มพูดภาษาแปลกๆ เราก็ควรจะเงียบและตื่นตัวในการรับคำแปล และเมื่อผู้พูดได้พูดภาษาแปลกๆจบ เราก็สามารถปลดปล่อยคำแปลออกมาได้ การฝึกฝนให้ตัวเองเงียบและตื่นตัวรับคำแปลในระหว่างที่ผู้หนึ่งกำลังพูดภาษาแปลกๆ นับเป็นเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้ของประทานการแปลภาษาแปลกๆได้รับการพัฒนา

สรุป
เมื่อผู้หนึ่งในแคร์เริ่มพูดภาษาแปลกๆ คนอื่นในแคร์ควรคาดหวังการแปล โดยการอยู่นิ่งๆและตื่นตัวรับคำแปล และเมื่อผู้พูดได้พูดภาษาแปลกๆจบ ก็ควรมีคนในแคร์สักคนหนึ่ง(อาจเป็นตัวผู้พูดเอง)ได้ปลดปล่อยคำแปลออกมา ทุกครั้งที่มีการพูดภาษาแปลกๆ คนในแคร์ควรจะคาดหวังคำแปลเสมอ

ข้อแนะนำเพิ่มเติม
ผู้ที่พูดภาษาแปลกๆ ไม่ควรพูดนานเกินไป การพูดภาษาแปลกๆอาจจะพูดสักประมาณ 3 -10 วินาที แล้วจึงหยุด (หากจะคาดหวังการแปล การพูดภาษาแปลกๆ 10 วินาที ก็ถือว่านานมากแล้ว) หากผู้ที่พูดยังคงรู้สึกอยากพูดภาษาแปลกๆต่ออีก ผู้พูดก็ควรหยุดพูดและให้ผู้อื่นในแคร์ได้ปลดปล่อยคำแปลให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นผู้พูดค่อยพูดภาษาแปลกๆต่อแล้วให้ผู้อื่นปลดปล่อยคำแปลอีกรอบหนึ่ง

ภาษาแปลกๆกับคำแปล ไม่จำเป็นต้องมีความยาวเท่ากัน
บางครั้งความยาวของภาษาแปลกๆกับความยาวของคำแปลไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกัน บางครั้งภาษาแปลกๆอาจจะยาว แต่คำแปลกลับสั้น บางครั้งภาษาแปลกๆสั้น แต่คำแปลกลับยาว ทั้งนี้เพราะการแปลภาษาแปลกๆเป็นการแปลแบบตีความ(Interpret) ไม่ใช่การแปลแบบคำต่อคำ(Translate)

(ความแตกต่างระหว่างการแปลแบบตีความกับการแปลแบบคำต่อคำ
เพื่อนๆสามารถอ่านได้จาก http://pattamarot.blogspot.com/2018/06/blog-post_32.html )

บางครั้งภาษาแปลกๆที่พูดอาจยืดยาวมาก แต่เนื้อหาและใจความสำคัญอาจมีอยู่ไม่มาก ทำให้คำแปลไม่ยาวนัก บางครั้งภาษาแปลกๆที่พูดอาจสั้นนิดเดียว แต่เนื้อหาและใจความอาจมีรายละเอียดมาก ทำให้คำแปลอาจมีความยาวมากกว่าภาษาแปลกๆที่พูดออกมา

บางครั้งสิ่งที่ได้รับไม่ใช่คำแปลแต่เป็นคำเผยพระวจนะ
          ขณะที่ผู้ฟังภาษาแปลกๆกำลังตื่นตัวรับคำแปลอยู่นั้น สิ่งที่ผู้ฟังได้รับอาจไม่ใช่คำแปลของภาษาแปลกๆ แต่เป็นคำเผยพระวจนะหรือถ้อยคำที่พระเจ้าต้องการสื่อสาร เนื่องจากบางครั้ง การพูดภาษาแปลกๆสามารถปลดปล่อยฤทธิ์เดชมายังที่ประชุมและยังทำให้ของประทานอื่นๆได้รับการกระตุ้นออกมา ด้วยเหตุนี้ระหว่างที่คนหนึ่งพูดภาษาแปลกๆ สิ่งที่ผู้ฟังได้รับอาจจะไม่ใช่คำแปลแต่เป็นคำเผยพระวจนะที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อความของภาษาแปลกๆ ด้วยเหตุนี้บางครั้งเมื่อมีการปลดปล่อยคำแปล อาจจะมีบางคนปลดปล่อยคำแปลที่แตกต่างไปจากคำแปลที่คนอื่นได้รับ ทั้งนี้เป็นเพราะสิ่งที่บางคนปลดปล่อยอาจจะไม่ใช่คำแปลของภาษาแปลกๆ แต่เป็นคำเผยพระวจนะในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อความของภาษาแปลกๆ

พระคุณจงมีแด่ทุกท่าน
Philip Kavilar


แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
หนังสือ ฟังเสียงพระเจ้า เขียนโดย ซินดี้ เจคอปส์
หนังสือ Tongues Interpretation & Prophecy เขียนโดย Don Basham