08 เมษายน 2560

การเดินทางสู่เป้าประสงค์เพื่อปัสกา

พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็มเพื่อร่วมฉลองเทศกาลปัสกา(Passover) 
ปัสกาเป็นเทศกาลที่ชนชาติอิสราเอลระลึกถึงวันที่ได้รับการปลดปล่อยจากการเป็นทาสของอียิปต์ (อพยพ 12) 
พระยาห์เวห์ทรงใช้โมเสสนำชนชาติอิสราเอลไปยังแผ่นดินคานาอันที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้ชนชาติของพระองค์

ยอห์น 12:12-17
12  วันรุ่งขึ้น เมื่อมหาชนที่มาร่วมงานเทศกาล(ปัสกา)นั้นได้ยินว่าพระเยซูเสด็จมาถึงกรุงเยรูซาเล็ม
13 ​พวกเขาก็ถือทางอินทผลัมพากันออกไปต้อนรับพระองค์ร้องว่า โฮซันนา ​​ ขอให้พระองค์ผู้เสด็จมาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า ​​ ​คือพระมหากษัตริย์แห่งอิสราเอลทรงพระเจริญ
14 ​และพระเยซูทรงพบลูกลาตัวหนึ่ง จึงทรงลานั้นดังคำที่เขียนไว้ว่า
15 “ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย อย่ากลัวเลย จงดู กษัตริย์ของเธอเสด็จมา ประทับบนลูกลา” ​

การที่พระเยซูคริสต์ทรงเสด็จมาที่กรุงเยรูซาเล็ม เป็นไปตามเป้าประสงค์ของพระบิดาที่กำหนดให้พระเยซูคริสต์เป็นแกะปัสกา ที่ถูกฆ่าเพื่อให้โลหิตหลั่งออกเพื่อไถ่นำความรอดมาสู่คนทั้งหลาย 

กรุงเยรูซาเล็ม นครแห่งสันติภาพจะสงบสุขเพราะพระเมสสิยาห์(Messiah) ที่คนยิวรอคอย พระองค์เข้ามาถึงแล้ว

ตามคำเผยพระวจนะของเศคาริยาห์  กล่าวว่า ธิดาแห่งศิโยนเอ๋ย จงร่าเริงอย่างยิ่งเถิด โอ บุตรีแห่งเยรูซาเล็มเอ๋ย จงโห่ร้อง ดูเถิด กษัตริย์ของเธอเสด็จมาหาเธอ ทรงความยุติธรรมและความรอด พระองค์ทรงอ่อนสุภาพและทรงลา ทรงลูกลา”  (เศคาริยาห์ 9:9)  
  
เมื่อพระเยซูคริสต์ได้เสด็จเข้าในเยรูซาเล็ม คนยิวที่รอคอยการเสด็จมาของพระเมสสิยาห์(Messiah)  พวกเขาต้องการแต่งตั้งพระเยซูคริสต์ให้เป็นกษัตริย์ของพวกเขา  เพราะประชาชนเห็นการอัศจรรย์ที่พระองค์ทำและพวกเขาคิดว่าพระเยซูคริสต์สามารถนำการปลดปล่อยจากการเป็นทาสของโรมัน

ประชาชนต่างร้องว่า โฮซันนา ซึ่งภาษาเดิมหมายความว่า ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอดเถิด” “ขอทรงโปรดให้รอดเดี๋ยวนี้เถิด

การเสด็จเข้าสู่กรุงเยรูซาเล็มครั้งนี้  พระเยซูคริสต์ได้เปิดเผยความจริงว่า พระองค์ทรงเดินทางไปสู่เป้าประสงค์ของพระบิดาเพื่อช่วยเราให้รอดจากการเป็นทาสของความบาป ความตาย ไปสู่ความเป็นไทในพระองค์  พระองค์ทรงมาเป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอดของโลกของมวลมนุษยชาติ

การทรงลาของพระเยซูคริสต์ เป็นหมายสำคัญที่บ่งบอกว่า พระองค์เสด็จมาเป็นกษัตริย์ที่จะครองจิตใจของมนุษย์ด้วยความรัก ความถ่อมใจด้วยใจเชื่อฟังเป้าประสงค์ของพระบิดา  ตามถ้อยคำจากพระธรรม

ฟิลิปปี 2:3-11  
ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูง และได้ประทาน พระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์ เพื่อเพราะพระนามนั้นทุกเข่าในสวรรค์ ที่แผ่นดินโลก ใต้พื้นแผ่นดินโลก จะคุกลงกราบพระเยซู และเพื่อทุกลิ้นจะยอมรับว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า อันเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระบิดาเจ้า”  
 
พระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ เป็นพระผู้ช่วยที่จะแบกภาระและรับเอาความผิดบาปของเราทั้งหลาย ดั่งเช่น ลาเป็นพาหนะที่ใช้แบกและขนสัมภาระต่างๆ

ก่อนที่พระเยซูจะถูกจับไปตรึงที่กางเขนในเทศกาลปัสกา มีการรับประทานขนมปังไร้เชื่อ(Matzah) และพระเยซูคริสต์ทรงตั้งพิธีมหาสนิทขึ้นเพื่อให้ระลึกสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อเรา

ลูกา 22:14-17  
14เมื่อ​ถึง​เวลา ​พระ​องค์​ประทับ​ลง​และ​เสวย​พร้อม​กับ​พวกอัครทูต
15 ​พระ​องค์​ตรัส​กับ​เขา​ทั้ง​หลาย​ว่า ​“เรา​มี​ความ​ปรารถนา​อย่าง​ยิ่ง​ที่​จะ​รับประทานปัสกา​นี้​กับ​ท่าน​ก่อนที่​เรา​จะต้อง​ทน​ทุกข์
16 ​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า เรา​จะ​ไม่​รับประทานปัสกา​นี้​อีก​จนกว่า​จะ​สำเร็จ ความ​หมาย​ของปัสกา​นั้น​ใน​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า”
17 ​พระ​องค์​ทรง​หยิบ​ถ้วย เมื่อ​ขอบ​พระ​คุณ​แล้ว​ตรัส​ว่า “จง​รับ​ถ้วย​นี้​ไป​แบ่ง​กัน​ดื่ม
18 ​เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า เรา​จะ​ไม่​ดื่ม​จาก​ผล​ของ​เถา​องุ่น​อีก​ต่อไป​จนกว่า​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า​จะ​มา”
19 ​พระ​องค์​ทรง​หยิบ​ขนม​ปัง เมื่อ​ขอบ​พระ​คุณ​แล้ว​ก็​ทรง​หัก​ส่ง​ให้​พวก​เขา ตรัส​ว่า “นี่​เป็น​กาย​ของ​เรา ซึ่ง​ให้​ไว้​สำหรับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย จง​ทำ​อย่าง​นี้​เพื่อ​เป็น​ที่​ระลึก​ถึง​เรา”

20 เมื่อ​รับประทาน​แล้ว จึง​ทรง​หยิบ​ถ้วย​และ​ทรง​ทำ​เหมือน​กัน​ตรัส​ว่า “ถ้วย​นี้​ที่​เท​ออก​เพื่อ​ท่าน​ทั้ง​หลาย เป็น​พันธสัญญา​ใหม่​โดย​โลหิต​ของ​เรา​

พันธสัญญาใหม่นี้ คือ พันธสัญญาแห่งความรักที่ไม่มีเงื่อนไข พระเยซูคริสต์มาตายเพื่อเราที่กางเขน พระเยซูแบกความบาปผิดทุกสิ่งไปแทนเราแล้ว  เราได้รับการผ่านเว้น(Passover)จากความตาย

พระเยซูคริสต์จึงเป็นอาหารแห่งชีวิต เพื่อเราจะมีชีวิตโดยพระองค์ ตามเป้าประสงค์ของพระบิดา
ยอห์น  6:35-40
35  พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า เราเป็นอาหารแห่งชีวิต คนที่มาหาเราจะไม่หิว และคนที่วางใจในเราจะไม่กระหายอีกเลย
36 แต่เราก็บอกพวกท่านแล้วว่า ท่านเห็นเราแล้วแต่ไม่วางใจ
37 สารพัดที่พระบิดาประทานแก่เราจะมาหาเรา และคนที่มาหาเรา เราจะไม่ขับไล่เลย
38 เพราะว่าเราลงมาจากสวรรค์ ไม่ใช่เพื่อทำตามความประสงค์ของเราเอง แต่เพื่อทำตามพระประสงค์ของผู้ทรงใช้เรามา
39 และพระประสงค์ของผู้ทรงใช้เรามานั้นก็คือ ให้เรารักษาทุกสิ่งที่พระองค์ทรงมอบไว้กับเรา ไม่ให้หายไปสักสิ่งเดียว แต่ทำให้เป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย
40 เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระบิดาของเรา ที่จะให้ทุกคนที่เห็นพระบุตรและวางใจพระองค์มีชีวิตนิรันดร์ และเราเองจะให้คนนั้นเป็นขึ้นมาในวันสุดท้าย

ขอบคุณพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสิ้นพระชนม์และฟื้นขึ้นจากความตายเป็นการถวายผลแรกในเทศกาลปัสกา 

 1 โครินธ์ 15:20-25  
20 ​แต่​บัดนี้ ​พระ​คริสต์​ทรง​ถูก​ทำ​ให้​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ความ​ตาย​แล้ว และ​ทรง​เป็น​ผล​แรก​ของ​พวก​ที่​ล่วง​หลับ​ไป
21 ​เพราะ​ว่า​ใน​เมื่อ​ความ​ตาย​เกิดขึ้น​โดย​มนุษย์​คน​หนึ่ง การ​เป็น​ขึ้น​จาก​ความ​ตาย​ก็​เกิดขึ้น​โดย​มนุษย์​คน​หนึ่ง​เช่นกัน
22 ​เพราะ​ว่า เช่น​เดียว​กับที่​ทุก​คน​ต้อง​ตาย​โดย​เกี่ยวเนื่อง​กับ​อาดัม ทุก​คน​ก็​จะ​ได้รับ​ชีวิต​โดย​เกี่ยวเนื่อง​กับ​พระ​คริสต์​
23 ​แต่​ว่า​จะ​เป็นไป​ตามลำดับ คือ​พระ​คริสต์​ทรง​เป็น​ผล​แรก ต่อจากนั้น​ก็​คือ​คน​ทั้ง​หลาย​ที่​เป็น​ของ​พระ​คริสต์​ใน​เวลา​ที่​พระ​องค์​เสด็จ​กลับมา
24 ​แล้ว​ก็​จะ​เป็น​เวลา​อวสาน​ซึ่ง​พระ​คริสต์​จะ​ทรง​มอบ​อาณาจักร​แด่​พระ​เจ้า​พระ​บิดา และ​จะ​ทรง​ทำลาย​ภูตผี​ที่​ครอบ​ครอง​ทั้งหมด ภูติผี​ที่​มี​สิทธิอำนาจ​และ​ที่​มี​ฤทธานุภาพ
25 ​เพราะ​ว่า​พระ​คริสต์​ทรง​ต้อง​ครอบ​ครอง​จนกว่า​พระ​เจ้า​จะ​ทรง ปราบ​ศัตรู​ทั้งหมด​ให้​อยู่​ใต้​พระ​บาท​ของ​พระ​คริสต์​​

พระเยซูคริสต์ได้ก้าวออกมาจากหลุมแห่งความตายในเทศกาลปัสกา เพื่อประกาศชัยชนะให้เรายึดมั่นในสิ่งที่พระองค์ทำ เราจึงต้องก้าวตามพระองค์ไปสู่ความก้าวหน้าที่ผ่านอุปสรรคในชีวิต


"ความก้าวหน้า ไม่ใช่เพียงการก้าวให้ทันโลก หรือก้าวล้ำตามใคร หากแต่เป็นก้าวไกลในความเชื่อ และก้าวข้ามอุปสรรคไปสู่เป้าประสงค์ลิขิตของพระเจ้า"

พระเยซูคริสต์ทรงก้าวเดินมายังกรุงเยรูซาเล็ม ทรงลูกลา และก้าวเดินไปสู่ไม้กางเขนด้วยชัยชนะ

ขอพระเจ้าอวยพรในช่วงเทศกาลปัสกาในปี 2017 ที่จะมาถึงในช่วงเย็นวันที่ 10 - 18 เมษายนนี้นะครับ

ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นช่วง Passion week คือสัปดาห์ระลึกถึงการทนทุกข์ของพระเยซูคริสต์ มีสิ่งใดที่เป็นข้อคิด ติดตามบทความในครั้งต่อไปได้ครับ 

04 เมษายน 2560

10 ภัยพิบัติก่อนปัสกา

สวัสดีครับ เพื่อนผู้อ่านทุกท่าน ขอต้อนรับเข้าสู่วงจรเวลาแห่งพระพรในเดือนนิสาน(Nisan) ปี 5777 (ช่วงระหว่างเย็นวันที่  27 มีนาคม – 26 เมษายน 2017)  เดือนนี้เป็นการเริ่มต้นใหม่ตามปฏิทินยิวแบบศาสนา  
เทศกาลที่สำคัญคือ เทศกาลปัสกา(Passover) หรือ เพซัค (Pesach-פֶּסַח) แปลว่า ผ่านไป หรือ ผ่านเว้น  (Passover)   เป็นเทศกาลที่ชาวอิสราเอลจะรับประทานขนมปังไร้เชื้อและผักขมเพื่อระลึกถึงความขมขื่นใจในการเป็นทาสอยู่ที่ประเทศอียิปต์ และขอบพระคุณต่อพระยาห์เวห์ที่พระองค์ทรงนำพวกเขาออกจากการเป็นทาสไปสู่ความเป็นไทในดินแดนแห่งใหม่ คือ ดินแดนคานาอัน (Canaan)  ตามเป้าประสงค์ของพระองค์
เทศกาลปัสกา(Passover) จะอยู่ในช่วงเย็นวันที่ 10-18 เม.ย. 2017   

เมื่อเราอ่านในพระธรรมอพยพ เราจะเห็นถึงพระเมตตาของพระยาห์เวห์ที่ทรงมีต่อชนชาติของพระองค์ เสียงร้องด้วยความทนทุกข์ยากลำบากดังไปถีงพระกรรณของพระองค์ในฟ้าสวรรค์ ดังนั้นพระองค์จึงประทานการช่วยกู้ผ่านทางผู้นำของเขาคือ โมเสส(Moses) หรือ מֹשֶׁה (Mosheh) ที่แปลว่า ฉุดขึ้นมา ท่านเป็นผู้ช่วยกู้ พาพวกเขาออกไปสู่อิสรภาพ  แต่ก่อนที่จะออกมาจากอียิปต์ได้มันไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะกษัตริย์ฟาโรห์ใจแข็งกระด้างไม่ยอมปล่อยคนอิสราเอลออกจากการเป็นทาสเพื่อจะไปนมัสการพระยาห์เวห์  คนอียิปต์จึงได้รับภัยพิบัติ 10 ประการ ซึ่งสำแดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระยาห์เวห์ที่เหนือกว่าบรรดาเทพเจ้าต่างๆของอียิปต์ 

บทความครั้งนี้ ผมจึงขอเรียบเรียง 10 ภัยพิบัติก่อนปัสกาจากพระธรรมอพยพ บทที่ 7-12 ดังนี้ 

1.ภัยพิบัติน้ำกลายเป็นเลือด (อพยพ 7:14-24)
Hapi
เหตุการณ์นี้เป็นการสำแดงฤทธานุภาพครั้งที่ 2 ของพระยาห์เวห์ หลังจากที่โมเสสกับอาโรนเข้าเฝ้าฟาโรห์เพื่อจะทูลขอให้ปลดปล่อยคนยิวให้เป็นอิสระ  พระยาห์เวห์ทรงทำให้ไม้เท้าของอาโรนกลายเป็นงู แต่ฟาโรห์​ทรง​เรียก​พวก​นักปราชญ์ และ​พวก​นัก​วิทยาคม​มาพวกเขาก็ทำให้ไม้เท้ากลายเป็นงูได้เช่นกันแต่ไม้เท้าของอาโรนกลืน​ไม้​เท้า​ของ​พวก​เขา​เสีย​สิ้น (อพยพ 7:11-12)
พระยาห์เวห์จึงทรงสำแดงฤทธานุภาพของพระองค์โดยให้โมเสสฟาดไม้เท้าของอาโรนลงในแม่น้ำไนล์ทำให้กลายเป็นเลือด ไม่สามารถดื่มได้ (อพยพ 7:14-18) 
แม่น้ำไนล์มีความสำคัญกับคนอียิปต์อย่างมาก  เป็นแหล่งอาหาร และเป็นน้ำสำหรับดื่มกิน และการชลประทานเพื่อพืชผลทางการเกษตร  คนอียิปต์พึ่งพาแม่น้ำไนล์เพื่อดำรงชีวิต
ประเทศอียิปต์ได้ชื่อว่า ของขวัญจากแม่น้ำไนล์ (Egypt is the Gift of the Nile)”  
(ข้อมูลจาก https://en.wikipedia.org/wiki/Nile)
ถ้าขาดแม่น้ำไนล์แล้วอียิปต์ก็คงไม่มีชื่อเสียงเท่าใดนักหรอกครับ  เพราะอียิปต์นั้นถือได้ว่าเป็นแหล่งอารยชนที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่งก็ว่าได้  เทพเจ้า 2 องค์หลักที่ดูแลพิทักษ์แม่น้ำไนล์นั้นไว้เทพเจ้าองค์แรก ชื่อว่า ฮาปิ (Hapi)  องค์ที่ 2 ชื่อ คนูม(Khnum) แม่น้ำไนล์กลายเป็นเลือดและทุกสิ่งในน้ำนั้นตาย เทพเจ้าทั้งสองไม่สามารถช่วยเหลือใด ๆ พวกเขาได้เลย   แต่ฟาโรห์ปฏิเสธไม่ยอมให้คนอิสราเอลไปทั้งนี้เพราะพวก​ที่​ใช้​เวท​มนตร์​คาถา​แห่ง​อียิปต์​ก็​ทำ​ได้​เหมือน​กัน คน​อียิปต์​​พา​กัน​ขุด​หลุม​ตาม​ริม​แม่น้ำ​ไนล์​หา​น้ำ​ดื่ม เพราะ​พวก​เขา​ดื่ม​น้ำ​ใน​แม่น้ำ​ไนล์​ไม่ได้ (อพยพ 7:22-24)

2. ภัยพิบัติจากกบ (อพยพ 8:1-15)
Heqet
หลังจากแม่น้ำไนล์กลายเป็นเลือดได้ 7 วัน พระยาห์เวห์ทรงให้เกิดภัยพิบัติที่ 2 นั่นคือ ภัยพิบัติจากกบ ทั้งนี้เพราะคนอียิปต์ นับถือเทพเจ้าองค์หนึ่ง  คือ  เฮเกท (Heqetเป็นพวกมนุษย์กบ เพราะบางทีก็ปรากฎร่างเป็นกบทั้งตัว  แต่บางทีก็ปรากฎตัวในรูปของมนุษย์หัวเป็นกบ  ได้รับการยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งการพูด 
กบมารังควานคนอิยิปต์ไปทั่ว จนฟาโรห์ทรงตรัสให้โมเสสและอาโรนร้องทูลต่อพระยาห์เวห์ให้หยุดภัยพิบัตินี้และจะยอมปล่อยคนอิสราเอล  (อพยพ 8:8)  หลังจากนั้นกบตายเกลื่อนเต็มประเทศอียิปต์แต่ฟาโรห์กลับพระทัยไม่ยอมปล่อยคนอิสราเอล เพราะพวกวิทยาคมของอียิปต์ก็ทำได้เช่นกัน


Geb




3. ภัยพิบัติจากริ้น (อพยพ 8:16-19)
พระยาห์เวห์ทรงสั่งโมเสสบอกอาโรนให้เอาไม้เท้าตีฝุ่นดิน  ทำให้เกิดริ้นมาไต่ตอมคนอียิปต์  คราวนี้ตีไปที่ดิน ซึ่งมีเทพเจ้าเก็บ (Geb) หรือเทพแห่งพื้นโลก (god of earth)  แต่เทพเจ้าเก็บ(Geb)เอาแต่เก็บตัว ไม่รู้ไปมุดหัวอยู่ที่ไหน  ไม่ได้ออกมาช่วยอะไรคนอียิปต์  คราวนี้พวกวิทยาคมของอียิปต์ยังทูลฟาโรห์ว่า นี่เป็นกิจการของพระเจ้า” (อพยพ 8:19) พวกวิทยาคมเริ่มเงิบหายทำอะไรไม่ได้ แต่ฟาโรห์ยังใจแข็งกระด้างไม่ยอมปล่อยคนอิสราเอล เรียกว่า "ผู้ร้ายปากแข็ง" 
ลำดับต่อไป...

4. ภัยพิบัติจากเหลือบ(อพยพ 8:20-32)
Amun
Ptah

จากริ้นไปเหลือบ  คราวนี้อาโรนและโมเสสไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะพระยาห์เวห์บันดาลให้เกิดเหลือบขึ้นมาเอง  และยังคุมเหลือบไม่ให้มาทำร้ายคนฮีบรูที่ถูกแยกมาอยู่เมืองโกเชนได้อีกด้วย  เทพเจ้าผู้สร้างที่ชาวอียิปต์นับถือว่าสร้างโลกและจักรวาลและเทพประจำเมืองคือ เทพเจ้าอามุน (Amun) และ เทพเจ้าปตาห์ (Ptah) ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเลยคงจะมึนและช็อคตาตั้งกระมัง  พวกวิทยาคมของอียิปต์เงียบหายเช่นกัน แจ้งคนหายได้เลย แต่กระนั้นฟาโรห์ยังคง งงเด้ ยังไม่ยอมปล่อยคนอิสราเอล 

ยังไม่หนำใจ โดนจัดใหญ่ ลำดับต่อไป...



5. ภัยพิบัติโรคระบาดในฝูงสัตว์ (อพยพ 9:1-7)
Atum
อพยพ 9:3-4  ​นี่​แน่ะ ​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​ยาห์เวห์​จะ​ทำ​ให้​ฝูง​ปศุ​สัตว์​ใน​ทุ่ง​นา ฝูง​ม้า ฝูง​ลา ฝูง​อูฐ ฝูง​โค และ​ฝูง​แพะ​แกะ เป็น​โรค​ระบาด​ร้ายแรง แต่​พระ​ยาห์เวห์​จะ​ทรง​ทำ​ต่อ​ฝูง​ปศุ​สัตว์​ของ​อิสราเอล​ต่าง​กับ​ฝูง​ปศุ​สัตว์​ของ​อียิปต์ สัตว์​ทุก​ตัว​ของ​คน​อิสราเอล​จะ​ไม่​ตาย 
พระยาห์เวห์ทำให้เกิดโรคระบาดกับฝูงสัตว์เลี้ยงของคนอียิปต์ทั้งนี้เพราะชาวอียิปต์เชื่อว่ามีเทพเจ้าผู้ปกป้องฝูงสัตว์คือ เทพเจ้าอาตุม (Atumแปลว่าทำให้บริบูรณ์  แต่คราวนี้ฝูงสัตว์ของคนอียิปต์ตายสูญสิ้นบริบูรณ์  ยกเว้นสัตว์เลี้ยงของคนอิสราเอลไม่ตายเลยสักตัวเดียว  พวกวิทยาคมอียิปต์เงียบไปอีกเช่นเคย สงสัยทำวีซ่าเตรียมออกนอกประเทศอยู่  ฟาโรห์ยังไม่ยอมเช่นเดิม
อพยพ 9:7 ​ฟาโรห์​ทรง​ใช้​คน​ไป​ดู​และ​พบว่า ฝูง​ปศุ​สัตว์​ของ​อิสราเอล​ไม่​ตาย​สัก​ตัว​เดียว แต่​พระ​ทัย​ของ​ฟาโรห์​ยัง​แข็ง​กระด้าง ไม่​ทรง​ยอม​ปล่อย​ให้​ประชากร​ไป



Thoth
6. ภัยพิบัติจากการเป็นฝี​พุพอง (อพยพ 9:8-12)
คนอียิปต์นับถือเทพเจ้า 2 องค์ที่คนอิยิปต์มองว่าเป็นเทพเจ้าแห่งการเยียวยารักษาในฝ่ายภายภาพของพวกเขา  
องค์แรกคือ   ทอธ (Thoth)เทพเจ้าแห่ง ยารักษาโรค
องค์ที่ 2 คือ อิมโฮเตป (Imhotep) เทพเจ้าแห่งการแพทย์ 
คนอียิปต์ทำพิธีบูชายัญมนุษย์ให้แก่เทพเจ้าทั้งสองนี้  โดยการจับเผาคนทั้งเป็นบนแท่นบูชา และเอาเถ้าถ่านโปรยไปในอากาศ ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าเขม่าที่ลอยฟุ้งนั้นเป็นดังการอวยพรที่จะตกลงเหนือผู้คนต่างๆ  ดังนั้น พระยาห์เวห์จึงทรงตรัสกับโมเสสว่า 
อพยพ 9:8-9   ​...เจ้า​จง​กำ​เขม่า​จาก​เตา​ให้​เต็ม​กำ​มือ แล้ว​ให้​โมเสส​ซัด​ขึ้น​ไป​ใน​อากาศ​ต่อ​หน้า​ฟาโรห์​เขม่า​นั้น​จะ​กลาย​เป็น​ฝุ่น​ปลิว​ไป​ทั่ว​แผ่นดิน​อียิปต์ ทำ​ให้​เกิด​เป็น​ฝี​แตก​ลาม​ทั้งตัว​คน​และ​สัตว์​ทั่ว​แผ่นดิน​อียิปต์​
คนอียิปต์คงนึกว่าเป็นฝีมือของเทพเจ้าของเขา สุดท้ายเป็นฝีที่มือแทน  พวกวิทยาคมของอียิปต์ไม่กล้าโผล่มาเพราะเป็นฝีเหมือนกัน


Horus
7. ภัยพิบัติจากลูกเห็บ (อพยพ 9:13-35)
Hathor
ครั้งนี้พระยาห์เวห์สำแดงฤทธานุภาพที่ยิ่งใหญ่ เพื่อให้คนอียิปต์รู้ว่า ไม่มีใครหน้าไหน เทพองค์ใดใหญ่กว่าพระองค์อีกแล้ว  “...เพื่อเจ้าจะได้รู้แน่ว่า  ทั่วโลกไม่มีผู้ใดจะเปรียบกับเราได้ (อพยพ 9:14) 
ไม่มีเทพเจ้าองค์ใดของอียิปต์ช่วยพวกเขาได้เลย  โมเสสชูไม้เท้าขึ้นยังท้องฟ้า  พระยาห์เวห์ทรงบันดาลให้มีเสียงฟ้าร้อง มีลูกเห็บ และไฟตกลงมาบนแผ่นดิน 
เทพเจ้าฮาธอร์ (Hathor และ เทพเจ้าฮอรัส (Horus) ซึ่งเทพแห่งท้องฟ้าของอียิปต์ก็หยุดยั้งพระยาห์เวห์ไม่ได้  พวกวิทยาคมของอียิปต์เงียบไปอีกเช่นเคย สงสัยเผ่นหนีไปแล้ว




8. ภัยพิบัติจากฝูงตั๊กแตน (อพยพ 10:1-20)
Anubis
Min
บรรดาข้าราชการทูลฟาโรห์ว่า คนนี้จะเป็นบ่วงแร้วดักเราไปนานเท่าใด  ขอทรงพระกรุณาปลดปล่อยคนเหล่านั้นให้ไปนมัสการพระเจ้าของเขาเถิด  พระองค์ยังไม่ทราบหรือว่าอียิปต์กำลังพินาศแล้ว” (อพยพ 10:7) 

พวกข้าราชการคงจะเหน็ดเหนื่อยกับภัยพิบัติต่าง ๆ แต่ฟาโรห์ก็ยังพระทัยแข็งกระด้าง  พระยาห์เวห์ทรงบันดาลให้ลมตะวันออกพัดหอบฝูงตั๊กแตนมา..  มันปกคลุมพื้นแผ่นดินจนแลมืดไป  ทำให้เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์(God of fertility) อย่างเทพเจ้ามิน (Min) และ เทพเจ้าไอซิส (Isis) เทพเจ้าแห่งสุขภาพพลานามัย(God of Health) เงียบสนิท ไม่คิดจะทำอะไร  รวมไปถึงเทพเจ้าอนูบิส (Anubis เป็นเทพเจ้าที่ปกป้องพืชผลของชาวอียิปต์  ดังนั้นพระยาห์เวห์จึงทรงส่งฝูงตั๊กแตนลงมากินพืชผลการเกษตรของชาวอียิปต์   อนูบิส (Anubis) จึงถูกจัดการและพ่ายแพ้ไป

9. ภัยพิบัติจากความมืด (อพยพ 10:21-29)
Ra
21 ​พระ​ยาห์เวห์​ตรัส​กับ​โมเสส​ว่า “จง​ชู​มือ​ของ​เจ้า​ขึ้น​สู่​ท้องฟ้า เพื่อให้​มี​ความ​มืด​ทั่ว​แผ่นดิน​อียิปต์ เป็น​ความ​มืด​จน​สัมผัส​ได้”
22 ​โมเสส​จึง​ชู​มือ​ขึ้น​สู่​ท้องฟ้า แล้ว​ความ​มืด​ทึบ​ก็​เกิดขึ้น​ทั่ว​แผ่นดิน​​อียิปต์​สาม​วัน
มื่อโมเสสชูมือขึ้นสู่ท้องฟ้าก็เกิดความมืดทึบทั่วอียิปต์ตลอด 3 วัน  เทพเจ้าแห่งพระอาทิตย์ อย่างเทพเจ้ารา (Raเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ 
เทพเจ้าชั้นสูงสุดของอียิปต์ คือ  RA ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นหัวหน้า เป็นบิดาและผู้พิพากษาสูงสุดของพวกเทพเจ้าก็ไม่สามารถจะช่วยส่องแสงให้กับคนอียิปต์  สงสัยเทพเจ้ารา (Ra) คงจะลาพักร้อนไปแล้ว 
ดูเหมือนว่าฟาโรห์จะยอมแพ้ เรียกโมเสสเข้าเฝ้า เพื่อจะปล่อยคนอิสราเอลให้เป็นไท
อพยพ 10:24 -29 ​
24 ฟาโรห์​จึง​ทรง​เรียก​โมเสส​เข้า​เฝ้า ตรัส​ว่า “พวก​เจ้า​จง​ไป​นมัสการ​พระ​ยาห์เวห์​เถิด แต่​ให้​ฝูง​แกะ​และ​ฝูง​โค​อยู่ ส่วน​เด็กๆ ไป​กับ​พวก​เจ้า​ได้”
25 ​โมเสส​จึง​กราบ​ทูล​ว่า “ฝ่า​พระ​บาท​ต้อง​ประทาน​เครื่อง​สัตว​บูชา​และ​เครื่องบูชา​เผา​ทั้งตัว​แก่​พวก​ข้า​พระ​บาท​ด้วย เพื่อ​จะ​ได้​เตรียม​ถวาย​บูชา​ต่อ​พระ​ยาห์เวห์​พระ​เจ้า​ของ​พวก​ข้า​พระ​บาท
26 ​พวก​ข้า​พระ​บาท​ต้อง​นำ​ฝูง​ปศุ​สัตว์​ไป​ด้วย ขาด​ไม่ได้​สัก​ตัว​เดียว เพราะ​ว่า​จะต้อง​เอา​สัตว์​จาก​ฝูง​เหล่า​นั้น​ไป​ถวาย​พระ​ยาห์เวห์​พระ​เจ้า​ของ​พวก​ข้า​พระ​บาท นอก​จาก​นี้​พวก​ข้า​พระ​บาท​ยัง​ไม่​ทราบ​ว่า​จะต้อง​เอา​สัตว์​ตัว​ไหน​ถวาย​พระ​ยาห์เวห์จ​นกว่า​จะ​ถึง​ที่​นั่น”
27 ​แต่​พระ​ยาห์เวห์ท​รง​ทำ​ให้​พระ​ทัย​ฟาโรห์​กระด้าง ฟาโรห์​จึง​ไม่​ทรง​ยอม​ปล่อย​พวก​เขา​ไป
28 ​ฟาโรห์​มี​รับสั่ง​แก่​โมเสส​ว่า “ไป​ให้​พ้น ระวัง​ตัว​ให้​ดี​เถอะ อย่า​มา​ให้​เรา​เห็น​หน้า​อีก​เลย เพราะ​ถ้า​เจ้า​เห็น​หน้า​เรา​วัน​ไหน เจ้า​จะ​ตาย​วัน​นั้น”
29 ​โมเสส​จึง​กราบ​ทูล​ว่า “ฝ่า​พระ​บาท​ตรัส​ถูก​แล้ว ข้า​พระ​บาท​จะ​ไม่​มา​ให้​ฝ่า​พระ​บาท​เห็น​หน้า​อีก​เลย”
แต่แล้วฟาโรห์ก็ยังใจแข็งกระด้างไม่ยอมปล่อยคนอิสราเอลออกไป และยังไล่โมเสสไม่ให้กลับมาอีก มันก็เป็นไปตามนั้น  เพราะภัยพิบัติที่จะทำให้ฟาโรห์ต้องยอมคือภัยพิบัติครั้งที่ 10 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย นั่นคือ

10. ภัยพิบัติจากการฆ่าบุตรหัวปี(อพยพ 11,12:29-32)
อพยพ 11:1-5  
1 ​พระ​ยาห์เวห์​ตรัส​กับ​โมเสส​ว่า “เรา​จะ​นำ​ภัย​พิบัติ​มา​สู่​ฟาโรห์​และ​อียิปต์​อีก​อย่าง​เดียว หลังจาก​นั้น​ฟาโรห์​จะ​ปล่อย​พวก​เจ้า​ไป​จาก​ที่นี่ เมื่อ​เขา​ปล่อย​พวก​เจ้า​ไป เขา​จะ​ไล่​พวก​เจ้า​ออก​จาก​ที่นี่​จน​หมด​อย่าง​แน่นอน...
4 ​โมเสส​ประกาศ​ว่า “​พระ​ยาห์เวห์​ตรัส​ดังนี้​ว่า ‘เวลา​ประมาณ​เที่ยง​คืน เรา​จะ​ออกไป​ท่ามกลาง​อียิปต์
5 ​และ​ลูก​หัวปี​ทั้งหมด​ใน​แผ่นดิน​อียิปต์​จะ​ตาย ตั้งแต่​พระ​ราช​บุตร​หัวปี​ของ​ฟาโรห์​ผู้​ประทับ​บน​พระ​ที่​นั่ง จนถึง​บุตร​หัวปี​ของ​ทาส​หญิง​ผู้​อยู่​หลัง​เครื่อง​โม่​แป้ง ทั้ง​ลูก​หัวปี​ของ​สัตว์​ด้วย

ภัยพิบัตินี้คือ การฆ่าบุตรหัวปี โดยพระยาห์เวห์ทรงให้โมเสสทำบอกคนอิสราเอลให้ถือพิธีปัสกาครั้งแรก คือ การฆ่าแกะหัวปีนำเลือดของแกะหัวปีมาทาที่วงกบประตูบ้านเพื่อให้ทูตแห่งความตายผ่านเว้นไป นี่คือ ปัสกา คือ การผ่านเว้น(Passover) ไม่ต้องถูกการประหารบุตรหัวปี
อพยพ 12:2-12 

2 “ให้​เดือน​นี้​เป็น​เดือน​เริ่มต้น​สำหรับ​พวก​เจ้า ให้​เป็น​เดือน​แรก​ใน​ปี​สำหรับ​พวก​เจ้า
3 ​จง​สั่ง​ชุมนุม​ชน​อิสราเอล​ทั้งสิ้น​ว่า ใน​วันที่​สิบ​เดือน​นี้ ให้​แต่​ละ​คน​เตรียม​ลูก​แกะ​ตัว​หนึ่ง​ให้​ตนเอง​ตาม​ครอบครัว​ของ​บรรพ​บุรุษ ​บ้าน​ละ​หนึ่ง​ตัว...
6 ​จง​เ​ก็​บ​ไว้​ให้​ดี​ถึง​วันที่​สิบ​สี่​เดือน​นี้ แล้ว​ใน​เย็น​วัน​นั้น ให้​ที่​ประชุม​ของ​ชุมนุม​ชน​อิสราเอล​ทั้งหมด​ฆ่า​ลูก​แกะ​นั้น
7 ​แล้ว​เอา​เลือด​ทา​ที่​วง​กบ​ประตู​ทั้ง​ด้านบน​และ​ด้านข้าง​ทั้ง​สอง​ข้าง​ของ​บ้าน​ที่​พวก​เขา​เลี้ยง​กัน​นั้น​ด้วย

8 ​ใน​คืน​วัน​นั้น​ให้​พวก​เขา​กิน​เนื้อ​ปิ้ง​กับ​ขนม​ปัง​ไร้​เชื้อ​และ​ผัก​รส​ขม...

12 ​เพราะ​ใน​คืน​วัน​นั้น เรา​จะ​ผ่าน​ไป​ใน​แผ่นดิน​อียิปต์ และ​เรา​จะ​ประหาร​ลูก​หัวปี​ทั้งหมด​ใน​แผ่นดิน​อียิปต์​ทั้ง​ของ​มนุษย์​และ​ของ​สัตว์ และ​เรา​จะ​พิพากษา​ลงโทษ​พระ​ทั้งหมด​ของ​อียิปต์ เรา​คือ​พระ​ยาห์เวห์

13 ​แต่​เลือด​ตาม​บ้าน​ที่​เจ้า​ทั้ง​หลาย​อยู่​นั้น จะ​เป็น​หมาย​สำคัญ​สำหรับ​พวก​เจ้า เมื่อ​เรา​เห็น​เลือด​นั้น เรา​จะ​ผ่าน​เว้น​พวก​เจ้า​ไป จะ​ไม่​มี​ภัย​พิบัติ​เกิด​แก่​พวก​เจ้า ขณะที่​เรา​โจมตี​แผ่นดิน​อียิปต์​​​​

Meskhenet
เทพเจ้าของอียิปต์คือ เทพเจ้านัท (Nutเป็นเทพเจ้าแห่งท้องฟ้านั้นยังเป็นเทพเจ้าองค์เดียวที่สามารถจะยับยั้งความตายเอาไว้ได้   แต่ในครั้งนี้บุตรหัวปีทุกคนในอียิปต์ตั้งแต่พระราชบุตรหัวปีของฟาโรห์  จนถึงบุตรหัวปีของเชลยที่อยู่ในคุกมืดและสัตว์เลี้ยงทุกตัวถูกทูตแห่งความตายสังหารหมด

แม้แต่เทพเจ้า เมสคเน้ทท์ (Meskhenet) เทพเจ้าแห่งการคุ้มครองเด็กๆ (God of childbirth) ของอียิปต์ ก็ไม่สามารถช่วยกู้ชีวิตของบุตรหัวปีคนอียิปต์ได้

และครั้งนี้เองที่ฟาโรห์ยอมให้โมเสสและอาโรนนำคนอิสราเอลออกจากอียิปต์

จึงเป็นบทสรุปว่า พระยาห์เวห์พระเจ้าของอิสราเอล ยิ่งใหญ่เหนือกว่าบรรดาเทพเจ้าต่างๆของอียิปต์ 

03 เมษายน 2560

ทำความเข้าใจตรีเอกานุภาพ

                                ทำความเข้าใจตรีเอกานุภาพ โดย Haiyong Kavilar

หลักข้อเชื่อสำคัญอันหนึ่งของคริสเตียนคือเรื่องตรีเอกานุภาพ ซึ่งอธิบายไว้ว่า พระเจ้าองค์เดียวทรงปรากฏเป็นสามพระภาคหรือสามบุคคลคือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ หลักข้อเชื่อนี้อาจดูขัดแย้งกัน โดยเฉพาะคำว่า องค์เดียว กับ สามพระภาคหรือสามบุคคล

หมายเหตุ คำว่า พระภาค หรือ บุคคล มีที่มาจากศัพท์คำเดียวกันในภาษาอังกฤษ คือคำว่า Person

            อย่างไรก็ตามถ้าเพื่อนๆเข้าใจรากศัพท์ภาษาฮีบรูอันเป็นภาษาเดิมของพระคัมภีร์ ความขัดแย้งระหว่างคำว่า องค์เดียว กับ สามบุคคล จะเจือจางลงไปมาก

คำว่า Yachid กับ Echad
            คำว่า หนึ่ง ในภาษาฮีบรูนั้นมีการใช้หลักๆอยู่สองคำ คือคำว่า Yachid กับคำว่า Echad ทว่าสองคำนี้มีความหมายที่แตกต่างกัน โดยคำว่า Yachid จะหมายถึงความเป็นหนึ่งที่มีแค่ชิ้นเดียวอย่างสมบูรณ์ แต่คำว่า Echad จะหมายถึงความเป็นหนึ่งที่เกิดจากการประสมรวมกันก็ได้ เช่น

(ปฐมการ 2:24) เพราะ​เหตุ​นั้น​ผู้​ชาย​จะ​ละ​จาก​บิดา​มารดา​ของ​เขา​ไป​ผูก​พัน​อยู่​กับ​ภรรยา และ​เขา​ทั้ง​สอง​จะ​เป็น​เนื้อ​เดียว​กัน[Echad]

คำว่าเนื้อเดียวกันนี้ใช้ภาษาฮีบรูว่า Echad ซึ่งในบริบทนี้หมายถึงความเป็นหนึ่งแบบประสม นั่นคือแม้ สามี-ภรรยา จะเป็นบุคคลสองบุคคล แต่ สามี-ภรรยา ก็ถูกประสมเป็นเนื้อเดียวกัน
           

เมื่อพระคัมภีร์ใช้คำว่าพระเจ้าองค์เดียว คำว่าองค์เดียว ล้วนมาจากคำว่า Echad ที่สื่อถึงความเป็นหนึ่งแบบประสม และไม่มีจุดไหนในพระคัมภีร์ที่ใช้คำว่า Yachid กับพระเจ้าเลย นี่สื่อความหมายว่าพระเจ้าในพระคัมภีร์นั้น อาจไม่ได้มีแค่บุคคลเดียว แต่อาจมีหลายบุคคล เหมือนกับที่สามี-ภรรยา เป็นบุคคลสองบุคคล แต่สองบุคคลนี้ถูกประสมเป็นเนื้อเดียวกัน

คำว่า Elohim
       
        ในพระคัมภีร์ภาษาไทย คำว่า พระเจ้า ส่วนใหญ่แปลมาจากคำศัพท์ภาษาฮีบรูคือคำว่า Elohim ซึ่งตามรูปศัพท์ฮีบรูแล้ว คำว่า Elohim เป็นศัพท์ในรูปพหูพจน์มิใช่เอกพจน์ นี่สะท้อนว่าพระเจ้าของอิสราเอลนั้น ไม่ได้เป็นพระเจ้าที่มีแค่บุคคลเดียว แต่มีได้หลายบุคคล

การเปิดเผยในพันธสัญญาใหม่
     
     ในพันธสัญญาเดิม  ผู้คนอาจจะไม่เห็นภาพของตรีเอกานุภาพชัดนัก แต่ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ได้เปิดเผยว่าพระเจ้าของอิสราเอลไม่ได้เป็นพระเจ้าที่มีแค่บุคคลเดียว แต่เป็นพระเจ้าที่มีอยู่สามบุคคลคือ พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ และทั้งสามบุคคลนี้ทรงเป็นองค์เดียวกันหรือหนึ่งเดียวกัน

(มัทธิว 28:19) เพราะ​ฉะนั้น ท่าน​ทั้ง​หลาย​จง​ออก​ไป​และ​นำ​ชน​ทุก​ชาติ​มา​เป็น​สา​วก​ของ​เรา จง​บัพ​ติศ​มา​พวก​เขา​ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​บิดา พระ​บุตร และ​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์

องค์เดียวหรือ หนึ่งเดียว
ในภาษาไทย หลักตรีเอกานุภาพอธิบายโดยกล่าวว่า
พระเจ้าทั้งสามพระภาค [พระบิดา พระบุตร และวิญญาณบริสุทธิ์]
ทรงเป็นองค์เดียวกัน

คำว่า องค์เดียวกันอาจเป็นศัพท์ที่สร้างความสับสน เพราะคำว่า องค์เดียว ให้ความรู้สึกถึงการมีอยู่แค่บุคคลเดียว แต่ตามรากศัพท์ภาษาฮีบรูแล้ว คำว่า องค์เดียว ล้วนแปลมาจากคำว่า Echad ที่สื่อถึงความเป็นหนึ่งแบบประสม ดังนั้นคำว่า Echad จึงสามารถแปลเป็นคำว่า หนึ่งเดียว ก็ได้ ดังนั้นแทนที่จะกล่าวว่า พระเจ้าทั้งสามพระภาคทรงเป็นองค์เดียวกัน ก็สามารถเปลี่ยนเป็น พระเจ้าทั้งสามพระภาคทรงเป็นหนึ่งเดียวกัน ได้ ตามหลักภาษาฮีบรูแล้ว คำว่า หนึ่งเดียว อาจช่วยให้เห็นภาพมากกว่าคำว่า องค์เดียว เสียอีก เพราะคำว่า หนึ่งเดียว ช่วยคงความหมายของคำว่า Echad ที่หมายถึงความเป็นหนึ่งแบบประสม

คนละบุคคลกัน แต่เป็นหนึ่งเดียวกัน

          พระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ ทรงเป็นบุคคลสามบุคคลที่เป็นคนละบุคคลกัน แต่ทั้งสามบุคคลนี้ก็เป็นหนึ่งเดียวกัน เหมือนกับ สามี-ภรรยา ที่เป็นคนละบุคคลกัน แต่สามีกับภรรยาก็นับว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่ความเป็นหนึ่งเดียวกันของสามี-ภรรยากับความเป็นหนึ่งเดียวกันของพระเจ้าสามพระภาคก็มีความแตกต่างกัน ตามพระคัมภีร์แล้วความเป็นหนึ่งของพระเจ้าทั้งสามพระภาคนับเป็นความเป็นหนึ่งที่สมบูรณ์แบบ สมบูรณ์แบบถึงขนาดที่ว่า หากเพื่อนๆเจอพระเยซู ก็เหมือนกับเพื่อนๆได้เจอกับพระบิดาด้วย หรือถ้าเพื่อนๆเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็เหมือนกับเพื่อนๆเต็มล้นด้วยพระบิดาและพระบุตร เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เข้ามาในใจของเพื่อนๆ ก็เหมือนกับพระบิดาและพระบุตรก็ได้เข้ามาในใจของเพื่อนๆด้วย

(ยอห์น 10:30) เรา​[พระเยซู]กับ​พระ​บิดา​เป็น​อัน​หนึ่ง​อัน​เดียว​กัน

(ยอห์น 14:9) คน​ที่​ได้​เห็น​เรา[พระเยซู]​ก็​ได้​เห็น​พระ​บิดา

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับตรีเอกานุภาพ
          
หลักคำสอนของตรีเอกานุภาพคริสตจักรทั่วไปยึดถือคือ พระเจ้าหนึ่งเดียว ทรงปรากฏเป็นสามบุคคลอย่างไรก็ตาม ในแต่ละยุคแต่ละสมัยก็มีผู้คนเข้าใจตรีเอกานุภาพผิดแปลกไปอยู่เป็นระยะๆ ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งที่มักพบก็คือ แทนที่จะเข้าใจว่า พระเจ้าหนึ่งเดียว ทรงมีสามบุคคล กลับเข้าใจผิดเป็น พระเจ้าบุคคลเดียว แต่ทรงทำสามหน้าที่

            มีอุปมาเรื่องหนึ่งที่มีการใช้กันเพื่ออธิบายเกี่ยวกับตรีเอกานุภาพ แต่อุปมานี้เป็นอุปมาที่สร้างความเข้าใจผิด อุปมานี้เล่าว่า เมื่อนายเอเบอร์อยู่บ้าน นายเอเบอร์เป็นพ่อ(Father) เมื่อนายเอเบอร์ขับรถ นายเอเบอร์ก็เป็นคนขับรถ(Driver) และเมื่อเอเบอร์อยู่ที่ทำงาน นายเอเบอร์ก็เป็นวิศวกร(Engineer) ภาพอุปมานี้ใช้อธิบายว่านายเอเบอร์มีคนเดียว แต่ปรากฏเป็น 3 หน้าที่คือ พ่อ คนขับรถ และวิศวกร
           
อุปมาที่ผมยกมานี้เป็นอุปมาที่สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะอุปมานี้สื่อถึง บุคคลเดียวโดยทำสามหน้าที่ แต่หลักตรีเอกานุภาพไม่ใช่แบบนี้ หลักตรีเอกานุภาพที่ถูกต้องคือ หนึ่งเดียวกันโดยมีสามบุคคล

ในพระคัมภีร์มีเหตุการณ์หนึ่งที่พระเยซูทรงรับบัพติศมาในน้ำ เมื่อพระองค์รับบัพติศมาในน้ำ พระบิดาก็ทรงตรัสจากสวรรค์ และพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จมาสถิตบนพระเยซู หรือแม้กระทั่งปัจจุบันนี้ พระเยซูก็ทรงประทับอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์พระบิดาและพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงทำพระราชกิจบนแผ่นดินโลก จากเหตุการณ์ในพระคัมภีร์เหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงเป็นหนึ่งเดียวที่มีอยู่สามบุคคล ไม่ใช่บุคคลเดียวที่มีอยู่สามหน้าที่ เพราะถ้าพระเจ้าเป็นบุคคลเดียวที่มีสามหน้าที่ พระองค์จะไม่สามารถปรากฏเป็นสามพระภาคพร้อมกันได้เลย


คนละบุคคล

แม้ว่าพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะเป็นหนึ่งเดียวกัน(Echad) แต่ทั้งสามบุคคลนี้ก็เป็นบุคคลที่แตกต่างกัน เหมือนสามีกับภรรยา ที่เป็นเนื้อเดียวกัน(Echad) แต่ก็เป็นบุคคลที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้พระคัมภีร์จึงให้ภาพของพระบิดากับผู้เชื่อในแง่ของพ่อกับลูก และให้ภาพของพระเยซูกับผู้เชื่อในมิติของพี่กับน้อง

(ฮีบรู 2:11) เพราะ​ทั้ง​ผู้​ชำระ​ให้​บริ​สุทธิ์​[พระบุตร]และ​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ได้​รับ​การ​ชำระ[ผู้เชื่อ] ก็​มี​พระ​บิดา​องค์​เดียว​กัน ด้วย​เหตุ​นี้ พระ​เยซู​จึง​ไม่​ทรง​ละอาย​ที่​จะ​เรียก​เขา​เหล่า​นั้น[ผู้เชื่อ]​ว่า​พี่​น้อง

เนื่องจากพระบิดาทรงเป็นพ่อของพระบุตรและเป็นพ่อของผู้เชื่อด้วย ฉะนั้นพระบุตรกับผู้เชื่อจึงเป็นพี่น้องกัน สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างพระวิญญาณบริสุทธิ์กับผู้เชื่อนั้น พระคัมภีร์ได้สะท้อนภาพในหลายมิติ ซึ่งอาจจะเป็นในมิติของพระผู้ช่วยเหลือก็ได้ หรือเป็นในมิติของเพื่อนที่สนิทสนมก็ได้

(ยอห์น.14:16) เรา​[พระเยซู]จะ​ทูล​ขอ​พระ​บิดา และ​พระ​องค์​จะ​ประ​ทาน​ผู้​ช่วย​อีก​ผู้​หนึ่ง[พระวิญญาณบริสุทธิ์]​ให้​กับ​พวก​ท่าน เพื่อ​จะ​อยู่​กับ​ท่านตลอด​ไป

(2 โครินธ์ 13:13) และ​การ​มี​ส่วน​กัน​[การปฏิสัมพันธ์-การสนิมสนม]ที่​มา​จาก​พระ​วิญ​ญาณ​บริ​สุทธิ์ จง​ดำ​รง​อยู่​กับ​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ทุก​คน​เถิด
         
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ จะเป็นคนละบุคคลกัน แต่ทั้งสามพระภาคนี้ต่างก็เป็นหนึ่งเดียวกัน การที่ผู้เชื่อเจอกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ ก็เหมือนดั่งเจอกับพระบิดาและพระบุตรด้วย และการที่พระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตในผู้เชื่อ ก็เหมือนกับพระบิดาและพระบุตรสถิตอยู่ในผู้เชื่อด้วยเช่นกัน