21 กรกฎาคม 2560

ในโบสถ์เดียวกัน ทุกคนต้องมีความเห็นด้านคำสอนเหมือนกันหรือไม่?

ในโบสถ์เดียวกัน ทุกคนต้องมีความเห็นด้านคำสอนเหมือนกันหรือไม่? โดย Haiyong Kavilar

          อัครทูตปีเตอร์ แวกเนอร์ ได้ให้ความเห็นว่าตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา คริสตจักรในโลกตะวันตกก็ได้ประสบกับการปฏิรูปเรื่องสำคัญ นั่นก็คือการปฏิรูปเรื่องอัครทูตครั้งใหม่(New Apostolic Reformation) ซึ่งการปฏิรูปนี้กำลังนำการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญต่อรูปแบบการทำคริสตจักร นับตั้งแต่การจัดวางลำดับสิทธิอำนาจ รูปแบบการนมัสการ และอื่นๆ การปฏิรูปเรื่องอัครทูตครั้งใหม่นี้กำลังพลิกโฉมคริสตจักรอย่างลึกซึ้งนับตั้งแต่ที่มีการปฏิรูปโปรเตสแตนต์เป็นต้นมา

               ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยีทางการสื่อสารพัฒนาไปมาก แม้เราจะเป็นสมาชิกในโบสถ์หนึ่ง แต่ด้วยเทคโนโลยีทางอินเตอร์เนท เราก็สามารถฟังคำเทศนาของโบสถ์อื่นๆได้อย่างง่ายดาย ปัจจุบันนี้ สมมติถ้าเราอยู่คณะเพนเทคอส เราก็สามารถหาฟังคำสอนจากคณะเพรสไบทีเรียนหรือคณะอื่นๆได้ไม่ยาก ด้วยเทคโนโลยีด้านการสื่อสารที่กว้างไกล แม้ว่าเราจะอยู่ไปโบสถ์หนึ่งเป็นประจำ แต่เราอาจจะชอบคำเทศนาของโบสถ์อื่นมากกว่า ซึ่งท้ายสุด แม้ร่างกายเราจะไปโบสถ์หนึ่งเป็นประจำ แต่หัวใจของเราอาจจะไม่เห็นด้วยกับคำสอนในโบสถ์ที่เราไปเป็นประจำ บางครั้งกรอบความคิดของเรา ก็ได้รับอิทธิพลจากหลายๆโบสถ์รวมกัน ซึ่งอาจจะเป็นกรอบความคิดที่มาจากโบสถ์ของตนเองผสมผสานไปกับคำสอนของโบสถ์อื่นๆ

            เหตุที่เทคโนโลยีทางอินเตอร์เนทที่รุดหน้าอย่างรวดเร็ว การทำให้ทุกคนในโบสถ์แห่งหนึ่งมีกรอบความคิดที่เหมือนกันก็เป็นไปได้ยากมาก เพราะแต่ละคนก็สามารถได้รับอิทธิพลจากคำสอนของโบสถ์อื่นๆซึ่งหาฟังได้ตามอินเตอร์เนท ดังนั้นสิ่งสำคัญที่จะทำให้อาณาจักรพระเจ้าสามารถรุดหน้าไปจะไม่ได้อยู่กับการบีบบังคับให้ทุกคนในโบสถ์มีกรอบความคิดแบบเดียวกัน แต่การรุดหน้าของอาณาจักรพระเจ้าก็คือความหลากหลายในพระกายแต่ยังคงความเป็นหนึ่งเดียวกัน

            ปีเตอร์ แวกเนอร์ ได้กล่าวถึงความหลากหลายของพระกายไว้ในหนังสือ The Book of Acts A Commentary (อรรถาธิบายหนังสือกิจการ) ไว้ว่า แม้บางคนจะรู้สึกอึดอัดกับความมากมายของโบสถ์ต่างๆ ขององค์กรมิชชัน ของคณะนิกาย หรือของเครือข่ายอัครทูต ทว่าโดยปกติแล้ว ตราบเท่าที่ความเป็นหนึ่งในฝ่ายวิญญาณยังดำรงอยู่ ยิ่งองค์กรมีอยู่หลากหลายมากเท่าใด อาณาจักรของพระเจ้าก็ยิ่งรุดหน้าไปได้มากเท่านั้น
  
            ในฤดูกาลนี้ ก็เป็นวาระหนึ่งของการเปลี่ยนถ่ายจากการขับเคลื่อนแบบศิษยาภิบาลสู่การขับเคลื่อนแบบอัครทูต ลักษณะหนึ่งของการขับเคลื่อนแบบศิษยาภิบาลคือ การไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง การคงอยู่กับในสภาพเดิม และการบังคับให้สมาชิกทุกคนมีความเห็นเหมือนกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา แต่ลักษณะของการขับเคลื่อนแบบอัครทูตจะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เป็นระยะๆ มีการกำเนิดของความคิดสร้างสรรค์ กรอบความคิดแบบอัครทูตจะพร้อมเผชิญกับความเห็นต่างและความหลากหลายเพื่อให้อาณาจักรพระเจ้าได้รุดหน้าต่อไป ในกรอบความคิดแบบอัครทูต ผู้คนในกองทัพแห่งอาณาจักรไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นด้านคำสอนที่เหมือนกัน แต่ผู้คนในกองทัพสามารถร่วมประสานกันได้ โดยที่แต่ละฝ่ายต่างก็ทำหน้าที่ตามการทรงเรียกที่ตนได้รับจากองค์พระผู้เป็นเจ้า

            หากเพื่อนๆศึกษากระบวนการเคลื่อนไหวในกลุ่มอัครทูต เพื่อนๆจะพบว่าในหลายครั้งอัครทูตแต่ละคนก็มีความเห็นในด้านคำสอนที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น อัครทูตปีเตอร์ แวกเนอร์ กับ อาจารย์โรเบิร์ต ไฮเลอร์ แม้ว่าพันธกรทั้งสองท่านนี้จะอยู่ในองค์กรเดียวกัน แต่พันธกรทั้งสองท่านนี้ก็มีนิยามเกี่ยวกับของประทาน ถ้อยคำของความรู้(Word of Knowledge) ที่ไม่เหมือนกัน และยังมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องภาษาแปลกๆที่แตกต่างกันด้วย (แวกเนอร์มองว่าภาษาแปลกๆนับเป็นของประทานอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ทุกคนจะมีของประทานนี้ ด้วยเหตุนี้แวกเนอร์จึงมองว่า คริสเตียนบางคนที่ไม่มีของประทานการพูดภาษาแปลกๆต่อให้เขาพยายามมากขนาดไหนเขาก็พูดภาษาแปลกๆไม่ได้ ในทางตรงกันข้าม ไฮเลอร์มองว่าภาษาแปลกๆเป็นของประทานที่ผู้เชื่อทุกคนสามารถปลดปล่อยออกมาได้ ด้วยเหตุนี้ไฮเลอร์จึงมองว่าทุกคนสามารถพูดภาษาแปลกๆได้ - รายละเอียดของความแตกต่างนี้เพื่อนๆสามารถหาอ่านได้จากหนังสือ Your Spiritual Gifts Can Help Your Church Grow ที่เขียนโดยแวกเนอร์ กับหนังสือ Experiencing the Sprit ที่เขียนโดยไฮเลอร์)
 
เพื่อนของผมคนหนึ่งได้แปลคำกล่าวของคริส แวลโลตันไว้ว่า
         คริส แวลโลตัน เล่าว่า มีอยู่วันนึงพระเจ้าทรงตรัสกับเขาเรื่อง “การเปลี่ยนถ่ายสภาพจากการเป็นนิกายไปสู่สภาวะแห่งความเป็นเครือข่ายอัครทูต”

สิ่งที่จุดประกายความคิด โดยยังไม่ต้องพูดถึงความถูกผิด เราจะพบว่า ในช่วงระยะเวลาสองพันปีที่ผ่านมา การแยกตัวออกจากคาทอลิกเกิดขึ้นเพียงสองครั้งเท่านั้น ครั้งนึงคือ มาร์ติน ลูเธอร์ ส่วนการแยกตัวภายในนิกายโปรเตสแตนต์เกิดขึ้นมากมายต่อเนื่องเรื่อยมาแม้แต่เพียงแค่ระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมาก็มี.....สิ่งที่น่าสังเกตคือ ระบบการปกครองของคาทอลิก มีโป๊ปเป็นผู้นำสูงสุด ซึ่งแปลว่า “พ่อ” ส่วนโปรเตสแตนต์ มีชื่อว่า “ผู้ประท้วง”
        ความเป็นนิกาย (Denomination) คือ พวกเขามารวมตัวกันเพราะความเห็นพ้อง และเมื่อไม่เห็นพ้อง พวกเขาก็แยกตัวออกจากกัน แล้วถ้าเราอยู่ใน “ความเป็นนิกาย” เราจะพยายามอย่างยิ่ง ทำยังไงก็ได้ เพื่อไม่ให้พวกเรา “ไม่เห็นพ้อง” แล้วจากนั้น เพื่อไม่ให้เกิดการ “ไม่เห็นพ้อง” เราก็ต้องจำกัดการออกความเห็น ซึ่งการออกความเห็นมาจากการที่เราเริ่มคิด ดังนั้นแล้ว สิ่งที่พวกเราทำกันใน “ความเป็นนิกาย” คือ ทำยังไงก็ได้ เพื่อที่เขาจะไม่ใช้ความคิด เพราะการคิด เป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งยวดใน “ความเป็นนิกาย” และเมื่อเราทำการเทศนา เราจะเทศน์เพื่อโน้มน้าวความคิดคน แทนที่จะเทศน์เพื่อจุดประกายความคิดคน เพราะการจุดประกายความคิด จะทำให้คนเริ่มคิด และความคิดเป็นสิ่งอันตรายอย่างยิ่งยวดต่อ “ความเป็นนิกาย” ซึ่งนั่นทำให้ไม่แปลกใจเลยว่า ทำไมนวัตกรรมใหม่ ๆ มักจะไม่เกิดขึ้นจากภายในคริสตจักร เพราะคริสตจักรส่วนมากฝังรากฐานอยู่ใน “ความเป็นนิกาย”

ความเป็นเครือข่ายอัครทูต (Apostolic) พวกเขามารวมตัวกัน ไม่ใช่เพราะพวกเขาเห็นพ้องต้องกัน แต่เพราะความเป็นครอบครัว ความเป็นสมาชิกในครอบครัวเป็นสิ่งที่เลือกไม่ได้ ความเป็นเพื่อนเลือกได้ คริสตจักรไม่ได้เกิดขึ้นเพราะมันเป็นองค์ประชุมในที่ประชุมที่ไหนสักแห่ง แต่เกิดขึ้นเพราะมันเป็นพันธสัญญาที่เกิดขึ้นเมื่อเรารับพระคริสต์เข้ามาในชีวิต ซึ่งพันธสัญญาหมายถึง “ฉันจะอยู่กับเธอจนกว่าความตายจะแยกจากกัน” และที่เรามาอยู่ร่วมกัน ก็ไม่ใช่เพราะเราเชื่อทุกอย่างเหมือนกันหมดเลย แต่เป็นเพราะเรามี “พ่อ” องค์เดียวกัน เรามีครอบครัวเดียวกัน อยู่ในครอบครัวเดียวกัน เราอยู่กันเป็นเครือข่ายแบบอัครทูต ซึ่งนั่นหมายความว่า ฉันไม่จำเป็นต้องมีความเห็นพ้องต้องกันกับคนอื่น ๆ ภายใต้หลังคาเดียวกันนี้ก็ได้ แล้วความคิดเรื่องถุงหนังองุ่นใหม่นี้ ควรจะมีโครงสร้างองค์กรที่ทำให้พวกเราสามารถใช้ชีวิต มีความคิด มีแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ที่จะทำสิ่งใหม่ ๆ ได้ เพราะว่าการที่ฉันมีความคิดแตกต่าง แปลก ๆ ใหม่ ๆ ไม่เหมือนกับเธอ ก็ไม่ได้หมายถึง ฉันอยู่ร่วมกันกับเธอต่อไปไม่ได้อีกแล้ว และก็ไม่ได้หมายถึง การตีความพระคัมภีร์ต่างออกไปจากเธอ จะกลายเป็นการสื่อว่า ฉันไม่จงรักภักดีกับเธออีกต่อไปแล้ว ซึ่งเอาจริง ๆ นะ การที่ฉันเห็นต่าง กลับเป็นตัวสะท้อนว่า ฉันจงรักภักดีต่อเธอเสมอมาต่างหากด้วยซ้ำไป  

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
ขอขอบคุณ Tweelapaporn สำหรับการแปลคำกล่าวของ คริส แวลโลตัน

หนังสือ Changing Church เขียนโดย C. Peter Wagner

20 กรกฎาคม 2560

คนใหม่คนเดียวกันพระคริสต์ (One New Man) ร่วมใจอธิษฐานเพื่ออิสราเอล

ร่วมใจอธิษฐานเพื่ออิสราเอล

Theme: คนใหม่คนเดียวกันพระคริสต์ (One New Man)

เอเฟซัส 2:14 เพราะ​ว่า​พระ​องค์​เอง​ทรง​เป็น​สันติภาพ​ของ​เรา โดย​ร่างกาย​ของ​พระ​องค์ ทรง​ทำ​ให้​ทั้ง​สอง​ฝ่าย​เป็น​หนึ่ง​เดียว​กัน…

One - Oneness หนึ่งเดียวกันในความเชื่อ เชื่อว่าพระเยซูคริสต์เป็นพระ​เมส​สิ​ยาห์​ ผู้มาตายไถ่บาปบนกางเขน เป็นทางสู่ความรอดทางเดียว (กจ.4:12)

New -New wineskin - หนึ่งเดียวกันในความคิด เรื่องคริสตจักรแบบถุงหนังใหม่ (มธ.9:17)

Man - Manifesto prayer – หนึ่งใจเดียวกันในถ้อยแถลงการณ์อธิษฐาน (สดด.122:6, อสย.62:1-2)

หัวข้อในการอธิษฐาน

1.ขอความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคริสเตียนกับอิสราเอล เป็นคนใหม่คนเดียวกันในพระคริสต์ อฟ.2:14

2.ขอความเป็นเอกภาพในคริสตจักรต่างๆ เพื่อรับการอวยพระพร สดด.133

3.อธิษฐานป่าวประกาศการยืนคียงข้างอิสราเอลในฝ่ายวิญญาณและฝ่ายกายภาพ ระหว่างไทยและอิสราเอล

4.อธิษฐานขอสันติภาพเกิดขึ้น สดด.122:6

5.อธิษฐานเผื่อคนยิวที่จะเปิดใจรับความรอดผ่านทางพระเยซูคริสต์ อสย.62:1-2

6.อธิษฐานเผื่อคริสตจักรต่างๆที่มีความเข้าใจในเรื่องคนใหม่คนเดียวในพระคริสต์ รม.9-11

7.อธิษฐานอวยพรเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิสราเอล

16 กรกฎาคม 2560

ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของอัครทูตในอิสราเอล(Apostolic Integrity and Authenticity in Israel)

ความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของอัครทูตในอิสราเอล(Apostolic Integrity and Authenticity in Israel)  โดย อาเชอร์ อินเทรเตอร์( Asher Intrater)
ในยุคนี้ เรากำลังได้เห็นการริ้อฟื้นพันธกิจของอัครทูตและผู้เผยพวจนะ (เอเฟซัส 4:11-13) ในพระกายของพระเมสสิยาห์ และทีละเล็กทีละน้อยพันธกิจของอัครทูตและผู้เผยพวจนะก็กำลังได้รับการรื้อฟื้นท่ามกลางผู้ที่หลงเหลืออยู่ในอิสราเอล แต่แล้วพันธกิจของอัครทูตและผู้เผยพวจนะส่วนใหญ่ในอิสราเอลนั้นถูกขยายเกินจริงหรือไม่ก็เป็นของปลอม และการเคลื่อนที่สามารถวัดในมาตฐานสากลว่าถูกต้องนั้นก็ถูกนำเข้ามาจากต่างชาติ ไม่ได้กำเนิดที่อิสราเอลแต่อย่างใด (ไม่ใช่พันธกิจท้องถิ่น)
อาจารย์เปาโล (เซาโล) ได้กล่าวถึงสงครามเหนือธรรมชาติใน 2 โครินธ์ 10:3-5 และสาระสำคัญของ         2 โครินธ์ 10-12 ก็ได้กล่าวถึงการต่อสู้เพื่อแยกแยะให้ออกระหว่างอัครทูตแท้ และอัครทูตเทียม (2 โครินธ์ 11:13) สงครามฝ่ายวิญญาณหลักที่อาจารย์เปาโลได้เผชิญ ใน 3 บทนี้ เกี่ยวกับความถูกต้องและ       ความน่าเชื่อถือของพันธกิจอัครทูต และช่างเป็นมุมมองที่เปิดโลกทัศน์ให้เราเป็นอย่างมาก!
ความท้าทายฝ่ายวิญญาณที่ยิ่งใหญ่ต่อหน้าพวกเราและก็เป็นความปรารถนาจากเบื้องลึกของใจผมก็คือความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือของพันธกิจอัครทูตท้องถิ่นในอิสราเอลที่มีสิทธิอำนาจของอัครทูตอย่างแท้จริง ความน่าเชื่อถือนั้นนำมาซึ่งสิทธิอำนาจ การเป็นพันธกิจท้องถิ่นของอิสราเอลก็เป็นการทำให้เห็นถึง   ความถูกต้อง สำนวนที่เป็นที่นิยมที่อิสราเอล “ความจริงจากแผ่นดิน facts on the ground”                   ในฝ่ายวิญญาณสำนวนนี้สามารถหมายถึงการเกิดผลที่แท้จริงในผู้คนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินอิสราเอล   (คนท้องถิ่น)
[หมายเหตุ: พันธกิจจะต้องเป็นพันธกิจท้องถิ่นต่อเมื่อเรียกตัวเองว่าเป็นพันธกิจของ “อิสราเอล” หรือของ “ชาวยิว” เอง ไม่เช่นนั้น ก็ไม่จำเป็น ปัจจัยที่บ่งบอกความเป็นท้องถิ่นนั้นก็คือ ประสบการณ์ทำงาน, สถานที่เกิด, เชื้อสายวงศ์ตระกูล, การใช้ภาษาฮีบรู, ภาษี, การเข้าถึงวัฒนธรรม, มุมมองทางประวัติศาสตร์ หรือ การเชื่อมกับเหตุการณ์ปัจจุบัน, การเป็นพลเมือง, การรับใช้ทางทหาร, การช่วยเหลือผู้ยากไร้, และ         การบริการที่เป็นประโยชน์อื่นๆ ในทำนองเดียวกันที่เยชูวาห์เองก็เติบโตมาและทำงานเป็นเวลาถึง 30 ปี ก่อนที่พระองค์จะเริ่มทำพันธกิจสั่งสอนและประกาศข่าวประเสริฐ]
การริ้อฟื้นของทีมพันธกิจของอัครทูตและผู้เผยพวจนะในอิสราเอลนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการการริ้อฟื้นพันธกิจของอัครทูตและผู้เผยพวจนะดั้งเดิมที่เคยมีในศตวรรษที่หนึ่ง แต่การรื้อฟื้นนี้เป็นกุญแจหลัก         ในการวางตำแหน่งที่ถูกต้องของการปกครองฝ่ายวิญญาณของพระกายของพระเมสสิยาห์โดยรวม         ในภาพใหญ่
หากพันธกิจของอัครทูตและผู้เผยพวจนะในอิสราเอลมีความถ่อมและหัวใจของผู้รับใช้ พวกเค้าสามารถเป็นแหล่งแห่งพระพรนำไปสู่การฟื้นฟูและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และยิ่งถ้ามีความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ พวกเค้าจะกลายเป็นเครื่องมือใช้ทำยุทธศาสตร์อย่างดีในอาณาจักรของพระเจ้าในระหว่างที่เรากำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเสด็จมาของเยชูวาห์
ข้อมูลจาก http://www.reviveisrael.org/apostolic-integrity-and-authenticity-in-israel/

14 กรกฎาคม 2560

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Remnant(คนที่เหลืออยู่)

บทความเรื่อง "ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Remnant(คนที่เหลืออยู่)" 

โดย Haiyong Kavilar
           ในหลายปีที่ผ่านมาผมได้พบปะกับพี่น้องหลายโบสถ์หลายคณะและหลายองค์กรบางทีผมยังได้พบปะกับพี่น้องที่อยู่ในกลุ่มที่ลึกลับบางกลุ่มด้วยจากประสบการณ์ของผม มีความเข้าใจผิดประการหนึ่งที่ทำให้การร่วมประสานกันในพระกายมีปัญหานั่นก็คือความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องRemnant อันแปลเป็นภาษาไทยว่า “คนที่เหลืออยู่”
             คำว่าคนที่เหลืออยู่ เป็นคำที่ใช้ในพระคัมภีร์ ซึ่งมักมีการใช้ในบริบทที่ว่าแม้ว่าคนอิสราเอลจะมีอยู่มากมายทว่าคนอิสราเอลส่วนใหญ่กลับไม่ได้นับถือองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยไปปรนนิบัติพระอื่นแต่ยังมีคนอิสราเอลจำนวนหนึ่งที่เป็นคนส่วนน้อยที่ยังคงสัตย์ซื่อและนับถือองค์พระผู้เป็นเจ้าคนอิสราเอลส่วนน้อยที่ยังคงสัตย์ซื่อต่อองค์พระผู้เป็นเจ้านี้ถูกเรียกว่า “คนที่เหลืออยู่”

            คริสเตียนบางคนได้เปรียบเปรยความหมายของคนที่เหลืออยู่ไว้ว่าแม้จะมีคริสเตียนบนแผ่นดินโลกมากมายทว่าคริสเตียนส่วนใหญ่ไม่ได้ร้อนรนและไม่ได้ยืนอยู่บนฐานที่ถูกต้องแต่บนแผ่นดินโลกนี้จะมีคริสเตียนสักกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นคริสเตียนส่วนน้อยอันเป็นกลุ่มที่ร้อนรนจริงและยืนอยู่บนฐานที่ถูกต้องโดยคริสเตียนส่วนน้อยนี้ถูกเรียกว่า คนที่เหลืออยู่ อย่างไรก็ตามส่วนตัวผมเห็นว่าการเปรียบเปรยแบบนี้เป็นการเปรียบเปรยที่เข้าใจผิดและสร้างปัญหาหลายอย่าง
 อิสราเอลส่วนใหญ่(ที่ปรนนิบัติรูปเคารพ) เทียบเท่ากับ คริสเตียนส่วนใหญ่
อิสราเอลที่ส่วนน้อย(คนที่เหลืออยู่) เทียบเท่ากับคริสเตียนส่วนน้อย(คนที่เหลืออยู่)
การเปรียบเปรยที่เข้าใจผิด
           คนที่เปรียบเปรยแบบนี้ โดยมากแล้วมักจะเชื่อว่าคริสเตียนส่วนใหญ่ยังคงได้รับความรอดและยังคงเป็นพี่น้องกับคริสเตียนส่วนน้อยทว่าคริสเตียนส่วนใหญ่ยังคงปรนนิบัติรูปเคารพในทางใดทางหนึ่งอยู่แต่คริสเตียนส่วนน้อยที่อยู่บนฐานที่ถูกต้องจะเป็นเหมือนหญิงพรหมจารีย์ที่บริสุทธิ์และเป็นเจ้าสาวพระคริสต์ที่หมดจดจริงๆคริสเตียนที่เชื่อว่าตนเองเป็นคนที่เหลืออยู่มักจะมีความคิดที่สบประมาทคริสเตียนส่วนใหญ่แต่ก็ยังคงมองคริสเตียนส่วนใหญ่ในฐานะพี่น้องอยู่
             ด้วยการเปรียบเปรยแบบนี้คริสเตียนที่เชื่อว่าตนเป็นคนที่เหลืออยู่มักจะจาบจ้วงลักษณะของคริสตจักรทั่วไปในปัจจุบันโดยมองว่าตนเองยืนอยู่บนฐานที่ถูกต้อง แต่โบสถ์ทั่วไปต่างตกต่ำไปจากมาตรฐานของพระเจ้าและกำลังไหว้รูปเคารพแบบอ้อมๆอยู่
             ความเข้าใจแบบนี้มักจะถูกส่งเสริมผ่านข้อพระคัมภีร์บางข้อ เช่น “จงเข้าไปทางประตูแคบ” (มัทธิว 7:13) คนที่เชื่อว่าตนเองเป็นคนที่เหลืออยู่มักจะตีความว่าตนเองเป็นคนกลุ่มน้อยและอยู่ในประตูแคบที่แท้จริงบางครั้งคนที่เชื่อว่าตนเองเป็นคนที่เหลืออยู่ก็มักจะอธิบายว่า คริสเตียนส่วนใหญ่เป็นแต่อุ่นๆไม่เย็นไม่ร้อน (วิวรณ์ 3:15) ทว่าตัวเขาที่เป็นคริสเตียนส่วนน้อยนั้นเป็นคนที่ร้อนรนจริงและมีหัวใจเพื่อพระเจ้าอย่างแท้จริง
             คนที่เชื่อว่าตนเป็นคนที่เหลืออยู่มักจะมีชื่อเฉพาะในการเรียกกลุ่มของตนโดยมีนัยยะที่เหยียดโบสถ์ทั่วไปบางกลุ่มเรียกตนเองว่า “ผู้มีชัยชนะ” เหตุที่เรียกกลุ่มของตนแบบนี้เนื่องจากมุมมองที่ว่าคริสเตียนส่วนใหญ่ทั่วไปต่างพ่ายแพ้แต่กลุ่มของพวกเขาเป็นกลุ่มที่มีชัยชนะอย่างแท้จริง
             บางครั้งคนที่เชื่อว่าตนเองเป็นคนที่เหลืออยู่ยังคิดว่าตนเองได้รับภารกิจพิเศษบางอย่างจากพระเจ้าอันเป็นภารกิจที่มอบหมายให้เฉพาะคนส่วนน้อยที่เหลืออยู่โดยภารกิจนี้มักจะเป็นพันธกิจที่มีความพิศดารไปจากพันธกิจของคริสเตียนทั่วไปบ้างก็เชื่อว่าภารกิจที่ตนทำเป็นภารกิจพิเศษเพื่อเตรียมทางให้กับการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู
             เอาหล่ะผมได้กล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับความเข้าใจผิดในเรื่องคนที่เหลืออยู่มาพอควรแต่ผมยังไม่ได้อธิบายว่าความเข้าใจที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไรก่อนอื่นผมต้องอธิบายว่า การเปรียบเปรยที่ว่าอิสราเอลส่วนใหญ่เปรียบเหมือนคริสเตียนส่วนใหญ่” เป็นการเปรียบเปรยที่ไม่ถูกต้องการเปรียบเปรยที่ถูกต้องคือ คนอิสราเอลส่วนใหญ่เปรียบเหมือนคนในเชื้อชาติของเราที่ยังไม่ได้รับความรอด
 คนอิสราเอลส่วนใหญ่(ที่ปรนนิบัติรูปเคารพ) เปรียบเหมือน คนในเชื้อชาติของเราที่ไม่ได้นับถือพระเยซู
คนอิสราเอลที่เหลืออยู่ เปรียบเหมือน คริสเตียนทุกคนในเชื้อชาติของเรา
การเปรียบเปรยที่ถูกต้อง (และไม่สร้างปัญหา)
           ถ้าว่ากันตามหลักของการชำระให้ชอบธรรมโดยความเชื่อคนอิสราเอลส่วนใหญ่ที่ปรนนิบัติรูปเคารพนับว่าเป็นคนที่ไม่ได้เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าและไม่ได้รับความรอดแต่คนอิสราเอลที่เหลืออยู่เป็นคนที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าและได้รับความรอด(ความรอดในที่นี้หมายถึง ได้รับการชำระให้ชอบธรรม) ดังนั้นการเปรียบเปรยที่ว่าอิสราเอลส่วนใหญ่เป็นเหมือนคริสเตียนส่วนใหญ่ นับเป็นการเปรียบเปรยที่ผิดพลาดเพราะอิสราเอลส่วนใหญ่ที่ปรนนิบัติรูปเคารพเป็นพวกที่ไม่ได้รับความรอดแต่คริสเตียนทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในกลุ่มเล็กหรือกลุ่มใหญ่ต่างก็ได้รับความรอดทั้งสิ้นดังนั้นอิสราเอลส่วนใหญ่ที่ปรนนิบัติรูปเคารพเปรียบเหมือนคนในเชื้อชาติของเราที่ยังไม่ได้รับความรอดและคนอิสราเอลส่วนน้อยที่เหลืออยู่ซึ่งนับถือองค์พระผู้เป็นเจ้า ก็เปรียบเหมือนคริสเตียนทุกคนในเชื้อชาติของเราที่นับถือพระเยซูคริสต์
             ในพระคัมภีร์เปาโลได้เรียกคริสเตียนว่า “ธรรมมิกชน” ซึ่งตามรากศัพท์แล้วหมายถึงคนที่ได้รับการแยกไว้เป็นพิเศษ ตามมุมมองของเปาโล แม้ในเชื้อชาติหนึ่งจะมีหลายๆคนแต่เฉพาะคริสเตียนในเชื้อชาตินั้นเท่านั้นที่ได้รับการแบ่งแยกไว้เป็นพิเศษในสายตาของพระเจ้าคริสเตียนทุกคนในเชื้อชาติหนึ่งนับเป็นคนที่พระเจ้าทรงแยกไว้เป็นพิเศษและเป็นคนที่เหลืออยู่สำหรับเชื้อชาตินั้นๆ
             ตามหลักพระคัมภีร์แล้วไม่จำเป็นต้องมี ธรรมมิกชนของธรรมมิกชนอีก และไม่จำเป็นต้องมีคนที่เหลืออยู่ของคนที่เหลืออยู่อีกเพราะว่าทุกคนที่นับถือพระเยซูคริสต์ต่างก็เป็นธรรมมิกชนและเป็นคนที่เหลืออยู่อย่างบริบูรณ์แล้วความเข้าใจผิดที่เชื่อว่าโบสถ์ของตนเท่านั้นหรือกลุ่มของตนเท่านั้นที่เป็นคนที่เหลืออยู่เป็นความเข้าใจผิดที่ก่อให้เกิดความหยิ่งในตัวเองและทำให้การร่วมประสานกันในพระกายเกิดปัญหาบางทีความเข้าใจผิดนี้ยังทำให้คริสเตียนบางคนหรือบางกลุ่มชอบทำตัวลึกลับและไม่ยอมเปิดเผยหรือเปิดใจกับคริสเตียนคนอื่นๆทั่วไปความเข้าใจผิดนี้ยังส่งผลให้การปฏิสัมพันธ์กับคริสเตียนทั่วๆไปมีปัญหาด้วยเชื่อผมเถอะ ผมเคยผ่านชีวิตแบบนี้มาก่อนแล้ว!
 แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
หนังสือ Raptureless เขียนโดย Jonathan Welton

13 กรกฎาคม 2560

"เข้าใจพระคุณที่ไม่ผันแปร"


"เข้าใจพระคุณที่ไม่ผันแปร" 
  
พระคุณนั้นไม่แฟร์(Grace is Unfair)


โรม 2:1-4 

1 เพราะ​ฉะนั้น มนุษย์​เอ๋ย ไม่​ว่า​ท่าน​จะ​เป็น​ใคร เมื่อ​ท่าน​พิ​พาก​ษา​อีก​คน​หนึ่ง​นั้น ท่าน​ไม่​มี​ข้อ​แก้​ตัว​เลย เพราะ​เมื่อ​พิพากษา​เขา ก็​ได้​ลง​โทษ​ตัว​เอง​ด้วย เพราะ​ว่า​ท่าน​ที่​ตัด​สิน​เขา​ก็​ยัง​ประ​พฤติ​อยู่​อย่าง​เดียว​กับ​เขา
2 เรา​รู้​ว่า การ​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​ลง​โทษ​คนที่​ประ​พฤติ​เช่น​นั้น​ก็​สม​ควร​จริงๆ
3 มนุษย์​เอ๋ย ท่าน​ที่​ตัด​สิน​คน​ที่​ประ​พฤติ​เช่น​นั้น แต่​ยัง​ประ​พฤติ​เช่น​เดียว​กับ​เขา ท่าน​คิด​ว่า​จะ​พ้น​จาก​การ​ลง​โทษ​ของ​พระ​เจ้า​หรือ?
4 หรือ​ว่า​ท่าน​ประ​มาท​พระ​กรุ​ณา​อัน​อุดม ความ​อด​กลั้น​พระ​ทัย และ​ความ​อด​ทน​ของ​พระ​องค์ โดย​ไม่​รู้​หรือ​ว่า​พระ​กรุ​ณา​คุณ​ของ​พระ​เจ้า​นั้น มุ่ง​จะ​ชัก​นำ​ท่าน​ให้​กลับ​ใจ​ใหม่?

พระคุณนั้นไม่แฟร์ แม้จะเป็นใคร เทียบกันไม่ได้ เอกสิทธิ์อยู่ที่ผู้ให้พระคุณคือพระเจ้าพระคุณของพระเจ้าไม่มีเงื่อนไข ไม่ขึ้นอยู่กับคุณความดี เป็นสิ่งที่เทียบกันไม่ได้ ความยุติธรรมของพระเจ้าไม่ใช่ตามกฏเกณฑ์ของมนุษย์พระเจ้าทรงประทานความยุติธรรมกับทุกคน เราจึงไม่ควรเอาสิ่งดีของเราไปเทียบกับสิ่งด้อยของคนอื่น 

พระคุณนั้นต้องแคร์(Grace must be Cared)


ฮีบรู 12:15 จง​ระวัง​ให้​ดี​อย่า​ให้​ใคร​เพิกเฉย​ต่อ​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า และ​อย่า​ให้​มี​ราก​ขม​ขื่น​งอก​ขึ้น​มา ทำ​ความ​ยุ่งยาก​ให้ ซึ่ง​จะ​เป็น​เหตุ​ให้​คน​เป็น​อัน​มาก​เสีย​ไป​


พระคุณนั้นต้องแคร์ดูแลและเอาใจใส่ให้ความสำคัญ อย่าเพิกเฉย เมื่อเรารับพระคุณ เราก็มีความรักที่พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยใจที่ถ่อม

จอห์น สต็อต กล่าวว่า "พระคุณคือความรักที่เอาใจใส่ที่โน้มตัวเพื่อให้การช่วยเหลือ"
“Grace is love that cares and stoops and rescues.”(John Stott)


พระคุณนั้นต้องแชร์ (Grace must be Shared)


มัทธิว 10:8 ...ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​รับ​เปล่าๆ ก็​จง​ให้​เปล่าๆ


พระคุณเป็นของขวัญที่ให้เราเพื่อแบ่งปัน เราได้รับของประทาน ความสามารถต่างๆ เพื่อเราจะแบ่งปันออกไปโดยไม่คิดมูลค่า เพราะคุณค่าจากการสำนึกในพระคุณที่เราได้รับ
ดังนั้นพระคุณของพระเจ้าไม่เคยที่ผันแปรเปลี่ยนไป  ในพระองค์ไม่มีเงื่อนไข ไม่มีเงื่อนเวลา และไม่มีเงื่อนงำ ทำด้วยความจริงใจ 
พระเจ้าทรงประทานพระคุณโดยให้พระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นของมัดจำทำให้เรามั่นใจว่าพระคุณของพระองค์ทรงอยู่กับเราเสมอ 

2 โครินธ์ 1:22 และ​พระ​องค์​ทรง​ประทับตรา​เรา และ​ประทาน​พระ​วิญญาณ​ไว้​ใน​ใจ​ของ​เรา​เป็น​มัด​จำ​ด้วย


คำสัญญาของคนในโลกจะมีการให้วางเงินมัดจำทำให้เกิดความมั่นใจ 

มัดจำคือการทำสัญญาชั่วคราว แต่มัดใจทำพันธสัญญานิรันดร์


เงินทองนั้นเป็นของ "มัดจำ" แต่คำสัญญาเป็นสิ่ง"มัดใจ" ในพระเจ้าเราสามารถมั่นใจในพระสัญญาของพระองค์เสมอ 

ขอบพระคุณพระเจ้า


https://www.pageqq.com/en/content/view/page/cntth1/0-3698956.html

06 กรกฎาคม 2560

ยุคสุดท้ายไม่ใช่อนาคตของพวกเรา

ยุคสุดท้ายไม่ใช่อนาคตของพวกเรา โดย Haiyong Kavilar
เมื่อกล่าวถึงคำว่า ยุคสุดท้าย บางคนก็นึกถึง ภัยพิบัติและความทุกขเวทนาต่างๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต แต่ว่าคำว่า ยุคสุดท้าย ในพระคัมภีร์มีความหมายว่าอย่างไร? ใช่อนาคตของพวกเราหรือไม่? ในมุมมองแบบอนาคตมืดมนมองว่า ยุคสุดท้าย หมายถึงอนาคตของพวกเรา

  
อัครทูตในพระคัมภีร์เชื่อว่ายุคสมัยของเขาคือ ยุคสุดท้าย
            ในพระคัมภีร์ ดูเหมือนว่าอัครทูตที่เขียนพันธสัญญาใหม่ต่างก็มีความเชื่อว่าพวกเขาอยู่ในยุคสุดท้ายหรือในวาระสุดท้ายแล้ว ขณะที่เปโตรเริ่มจะเทศนาในวันเพนเทคอส เขาได้กล่าวว่า

(กิจการ 2:16-17) แต่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตามคำที่โยเอลผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้ว่า ‘พระเจ้าตรัสว่า ในวาระสุดท้าย เราจะเทพระวิญญาณของเราบนมนุษย์ทั้งหมด บุตรา บุตรีของท่านทั้งหลายจะเผยพระวจนะ

คำว่าวาระสุดท้ายนี้ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Last Days ที่แปลว่าวันสุดท้าย นี่หมายความว่าเปโตรเข้าใจว่าตัวเขาเองกำลังอยู่ในยุคสุดท้าย ซึ่งไม่ใช่แค่เปโตรเท่านั้นที่เข้าใจอย่างนี้ แม้แต่เปาโล ยากอบ กับยอห์นก็เข้าใจแบบนี้

(1 โครินธ์ 10:11) เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นกับพวกเขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้เขียนไว้เพื่อเตือนสติเราผู้ซึ่งมาถึงวาระสุดท้ายของยุคนี้แล้ว

(ยากอบ 5:3) ท่านสะสมสมบัติไว้สำหรับวาระสุดท้าย

(1 ยอห์น 2:18) ลูกทั้งหลายเอ๋ย บัดนี้เป็นวาระสุดท้าย[Last Hour]แล้ว

จดหมายยอห์นเป็นจดหมายที่เขียนในช่วงเวลาท้ายๆของพระคัมภีร์ โดยคำว่าวาระสุดท้ายในภาษาอังกฤษที่ปรากฏในหนังสือยอห์นจะใช้คำว่า Last Hour หรือ ชั่วโมงสุดท้ายซึ่งเป็นการใช้คำที่แตกต่างจากจดหมายของอัครทูตคนอื่นที่ใช้เพียงคำว่า Last Days ที่แปลว่า วันสุดท้ายนั่นหมายความว่าอัครทูตที่เขียนพระคัมภีร์นั้น ในช่วงแรกๆพวกเขาต่างเชื่อว่าตนเองกำลังอยู่วันสุดท้ายของยุคแล้ว แต่พอวันเวลาผ่านไปจนถึงสมัยของยอห์น พวกเขาก็เชื่อว่าตนเองกำลังอยู่ในชั่วโมงสุดท้ายแล้ว

แนวทางการตีความคำว่า ยุคสุดท้าย
            เป็นที่แน่นอนว่า ผู้เขียนพระคัมภีร์ต่างเชื่อว่าตนเองกำลังอยู่ในยุคสุดท้าย แต่คำว่ายุคสุดท้ายนั้นหมายความว่าอะไร? และยุคสุดท้ายกินเวลานานขนาดไหน?

            มีแนวคิดหนึ่งที่สอนว่ายุคสุดท้ายเริ่มต้นตั้งแต่วันเพนเทคอสและจะยืดยาวจนถึงการเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระเยซู แต่เมื่อพิจารณาแนวคิดนี้อย่างจริงจัง แนวคิดนี้จะดูเหมือนจะขัดกับอารมณ์ความรู้สึกของยอห์นที่เชื่อว่าตนกำลังอยู่ในชั่วโมงสุดท้ายแล้ว

            เป็นการดีที่จะพิจารณาถึงความหมายของคำว่า ยุคสุดท้าย เป็นไปได้ไหมที่คำว่ายุคสุดท้ายจะไม่ได้หมายถึงจุดจบของโลก แต่หมายถึงจุดจบของพันธสัญญญาเดิม

            เมื่อพระเยซูตายบนไม้กางเขน พันธสัญญาใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น ส่วนพันธสัญญาเดิมที่มีการถวายเครื่องบูชาก็เป็นอันยุติ จริงอยู่ที่ว่าการตายบนไม้กางเขนของพระเยซู จะเป็นการยุติพันธสัญญาเดิม แต่โดยกางเขน พันธสัญญาเดิมก็ยังไม่ยุติอย่างบริบูรณ์ เพราะพระวิหารซึ่งเป็นสถานที่ของการถวายสัตวบูชาของพันธสัญญาเดิมยังคงตั้งอยู่

            ในพันธสัญญาเดิม พระวิหารนับเป็นศูนย์รวมจิตใจสำคัญของผู้คน ทว่าในพันธสัญญาใหม่ คริสตจักรได้กลายมาเป็นพระวิหารของพระเจ้า พระวิหารที่เป็นอาคารสถานที่จึงไม่จำเป็นต้องมีอีก แม้ว่าพันธสัญญาเดิมจะสิ้นสุดลงแล้วที่กางเขน แต่พระวิหารในเยรูซาเล็มก็ยังมีอยู่ ทว่าในปี คศ.70 (40 ปี หลังการตายของพระเยซู) พระวิหารในเยรูซาเล็มก็ถูกทำลาย พันธสัญญาเดิมที่มีพระวิหารเป็นสัญลักษณ์สำคัญก็ได้ปิดฉากลงอย่างบริบูรณ์

            สรุปแล้วผมต้องการจะสื่อว่า คำว่า ยุคสุดท้าย ในพระคัมภีร์ไม่ได้หมายถึงการสิ้นสุดของโลก แต่หมายถึงการสิ้นสุดของพันธสัญญาเดิมซึ่งสิ้นสุดลงอย่างบริบูรณ์เมื่อพระวิหารถูกทำลายในปี คศ.70 เมื่ออัครทูตในพระคัมภีร์กล่าวว่าตนเองกำลังอยู่ในวาระสุดท้าย พวกเขากำลังสื่อว่าพวกเขากำลังอยู่ในวาระสุดท้ายของพันธสัญญาเดิม พวกเขากำลังอยู่ในวาระที่ว่าอีกไม่นานพระวิหารในเยรูซาเล็มจะถูกทำลายและเมื่อพระวิหารในเยรูซาเล็มถูกทำลาย วาระสุดท้ายหรือยุคสุดท้ายก็ได้ผ่านพ้นไป 
            ในพระคัมภีร์ได้กล่าวพยากรณ์ไว้ว่าในช่วงยุคสุดท้าย หัวใจของผู้คนจะเสื่อมทราม ซึ่งถ้าดูจากประวัติศาสตร์แล้วจะพบว่า ในช่วงก่อนปี คศ.70 ก็เกิดความเสื่อมทรามกับผู้คนโดยเฉพาะในเยรูซาเล็ม ตามบันทึกประวัติศาสตร์ว่ากันว่า ขณะที่กองทัพโรมกำลังล้อมกรุงเยรูซาเล็มในช่วงปี คศ.70 นั้น ความรักของผู้คนในเยรูซาเล็มก็เยือกเย็นลงมากและการกันดารอาหารก็เกิดขึ้น ความกันดารอาหารนี้รุนแรงถึงขนาดที่ว่าพ่อแม่ต้องฆ่าทารกที่เป็นบุตรของตนเพื่อนำมาต้มกิน

ถ้าเราตีความว่า ยุคสุดท้ายหมายถึงอนาคตพวกเรา การตีความแบบนี้ก็จะสร้างความคาดหวังของอนาคตแบบมืดมน โดยจะเชื่อว่าในอนาคตหัวใจของผู้คนจะต่ำทรามลง แต่ถ้าเราตีความว่า ยุคสุดท้ายหมายถึงช่วงปี คศ.70 การตีความแบบนี้ก็จะสร้างความคาดหวังที่สดใสขึ้น เพราะการตีความนี้มองว่าความมืดมนหรือความต่ำทรามได้เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงไปแล้วในช่วงปี คศ.70

(1 ทิโมธี 3:1-6) แต่จงเข้าใจข้อนี้คือ วาระสุดท้ายนั้นจะเป็นเวลาที่น่ากลัว เพราะผู้คนจะเห็นแก่ตัว รักเงินทอง โอ้อวด หยิ่งยโส ชอบดูหมิ่น ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อกตัญญู ชั่วร้าย ไร้มนุษยธรรม ไม่ให้อภัยกัน ใส่ร้ายกัน ไม่ยับยั้งชั่งใจ ดุร้าย เกลียดชังความดี ทรยศ มุทะลุ โอหัง รักความสนุกมากกว่ารักพระเจ้า ยึดถือทางพระเจ้าแต่เพียงเปลือกนอก แต่ปฏิเสธฤทธิ์เดชของทางนั้น จงอย่าเกี่ยวข้องกับคนพวกนั้น เพราะในพวกนั้นมีบางคนที่แอบไปตามบ้าน แล้วครอบงำบรรดาผู้หญิงเบาปัญญาที่หนาด้วยบาปและหลงใหลไปตามตัณหาต่างๆ

หากเราตีความข้อพระคัมภีร์นี้ตามมุมมองแบบอนาคตมืดมน(มุมมองที่มองว่ายุคสุดท้ายคืออนาคตของพวกเรา) ก็จะมองว่าในอนาคต ผู้คนจะเลวทรามลงไปเรื่อยๆ แต่หากเราตีความตามมุมมองแบบอดีตมืดมนบางส่วน(มุมมองที่มองว่ายุคสุดท้ายคือช่วงปี คศ.70) ก็จะมองว่าความเลวทรามอย่างนี้ เกิดขึ้นในช่วงก่อนพระวิหารจะถูกทำลายในปีคศ.70 เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงอนาคตของพวกเรา เพราะตัวเปาโลเองก็เข้าใจว่าตัวเขากำลังอยู่ในวาระสุดท้าย ซึ่งวาระสุดท้ายนี้หมายถึงวาระที่พันธสัญญาเดิมกำลังจะสิ้นสุดอย่างบริบูรณ์

สรุป
ยุคสุดท้ายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วในช่วงปีคศ.70 ดังนั้นคำพยากรณ์ที่บอกว่าในวาระสุดท้ายคนจะเสื่อมทรามลงนั้น หมายถึงเฉพาะช่วงปีคศ.70 เท่านั้น ไม่ได้หมายถึงอนาคตของพวกเราแต่อย่างใด เวลาที่เราเห็นความเสื่อมทรามของอาชญากรในข่าว เราไม่ควรจะผูกอาชญากรเหล่านั้นเข้ากับข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ เพราะเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวกัน หากเราสำรวจข้อมูลทางสังคมวิทยา เราอาจพบว่าสังคมไม่ได้เสื่อมทรามลง แต่กำลังดีขึ้นด้วยซ้ำ เพราะอาณาจักรพระเจ้ากำลังแผ่ขยายไปทั่วแผ่นดินโลก


แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
หนังสือ Victorious Eschatology เขียนโดย Harold Eberle และ Martin Trench
หนังสือ Understanding the Whole Bible เขียนโดย Jonathan Welton

03 กรกฎาคม 2560

คำเผยพระวจนะ: เตรียมตัวรับการกระแทกกับเป้าประสงค์ชีวิตของคุณในเดือนกรกฎาคม

 "คำเผยพระวจนะ: เตรียมตัวรับการกระแทกกับเป้าประสงค์ชีวิตของคุณในเดือนกรกฎาคม" โดย ดั๊ก แอ๊ดดิสัน 

พระเจ้าตรัสว่า "เรากำลังจะทำให้พระสัญญาต่างๆ ที่เราเคยทำไว้กับเจ้านั้นสำเร็จ ทั้งหมดที่เราได้พูดกับเจ้าไว้บัดนี้กำลังจะเกิดขึ้น และเรากำลังจะทำให้เจ้าเป็นอิสระจากโซ่ตรวนทั้งหลายที่เคยฉุดรั้งเจ้าไว้ในอดีต และเรายังจะตั้งศูนย์เจ้าใหม่สำหรับฤดูกาลใหม่นี้ของชีวิตเจ้า" "เวลานี้จงอยู่ใกล้ชิดกับเรา และเฝ้าดูเราเคลื่อนท่ามกลางพายุ"

แปลโดย อ.ใหญ่ ศิริพร สุกัญจนศิริ

"Prophetic Word: Embrace for Impact With Your Destiny in July" by Doug Addison
The Lord says, "I'm going to fulfill the promises I made to you. All that I have spoken to you is now coming and I'm going to free you from the chains that have held you back in the past and also I'm going to align you for this new season of your life."
"Stay close to Me right now, and watch Me move in the midst of a storm."