11 พฤษภาคม 2563

เหตุใดชนชาติอิสราเอลรับมานาในถิ่นทุรกันดารแล้ว ไม่ต้องแบ่งถวายเป็นสิบลด?


ทำความเข้าใจเรื่องการถวาย

การถวายเป็นสิ่งที่พระยาห์เวห์ทรงกำหนดให้มนุษย์ถวายพระองค์เพื่อเป็นการแสดงออกถึงหัวใจที่ยอมจำนนให้กับพระองค์และแสดงออกถึงการเชื่อฟังเป็นการกระทำ
แสดงว่า ใจที่เชื่อฟังยอม“จำนน” มีความสำคัญมากกว่า “จำนวน”สิ่งที่นาถวาย
ตามหลักการพระคัมภีร์ให้มีการแบ่งการถวายเป็น 3 ส่วนคือ   ของบริจาค(Contributions), ผลไม้รุ่นแรก(First fruits) และ ทศางค์หรือสิบลด(Tithes) 
สิ่งเหล่านี้เป็นการมอบถวายจากใจให้กับพระเจ้า

เนหะมีย์ 12:43-44
43 43 และเขาทั้งหลายได้ถวายเครื่องสัตวบูชาใหญ่โตในวันนั้น และเปรมปรีดิ์เพราะพระเจ้าทรงกระทำให้เขาเปรมปรีดิ์ด้วยความชื่นบานใหญ่ยิ่ง พวกผู้หญิงและเด็กๆ ก็เปรมปรีดิ์ด้วย และความชื่นบานของเยรูซาเล็มก็ได้ยินไปไกล 44 ในวันนั้น เขาแต่งตั้งคนให้ดูแลห้องสำหรับพัสดุ ของบริจาค ผลไม้รุ่นแรก ทศางค์ ให้รวบรวมสิ่งซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายสำหรับปุโรหิตและคนเลวีเข้ามาไว้ในนั้น ตามไร่นาในหัวเมืองเหล่านั้น เพราะยูดาห์เปรมปรีดิ์ด้วยเรื่องบรรดาปุโรหิต และคนเลวีผู้ปรนนิบัติอยู่นั้น



1. ถวายผลแรก (Frist fruits)  เป็นการแสดงถึงการให้ความสำคัญว่าพระยาห์เวห์ทรงเป็นความสำคัญแรกสุดก่อนสิ่งใด แยกสิ่งที่ได้มาเพื่อถวายก่อน

2. ถวายสิบลด(Tithes) เป็นการแสดงถึงการให้ที่มาจาการเชื่อฟัง นำหนึ่งส่วนชักออกมาจากสิบส่วนเพื่อนำมาถวาย

3. ถวายต่าง ๆ (Contributions) เป็นการแสดงถึงการให้ที่มาจากใจนการขอบพระคุณและเป็นพรไปสู่ผู้อื่น


การถวายมีตั้งแต่ก่อนยุคธรรมบัญญัติ

การถวายของคาอินและอาเบล ใน ปฐมกาล  4 :3-7
3 อยู่มาวันหนึ่งคาอินนำพืชผลจากผืนดินมาเป็นของถวายแด่พระยาห์เวห์
4 ส่วนอาเบลก็นำแกะหัวปีจากฝูงและไขมันของแกะมาถวาย พระยาห์เวห์พอพระทัยอาเบลและของถวายของเขา
 5 แต่คาอินกับของถวายของเขานั้น พระองค์ไม่พอพระทัย คาอินก็โกรธยิ่งนัก ก้มหน้าลง
6 พระยาห์เวห์จึงตรัสถามคาอินว่า “ทำไมเจ้าโกรธ? ทำไมหน้าเจ้าบูดบึ้ง?
 7 ถ้าเจ้าทำดี เจ้าก็จะเป็นที่ยอมรับไม่ใช่หรือ? ถ้าเจ้าทำไม่ดี บาปก็หมอบอยู่ที่ประตู อยากตะครุบเจ้า เจ้าจะต้องเอาชนะบาปนั้น”

การถวายแบบนี้เป็นการถวายผลแรก อาแบลให้แกะหัวปีแด่พระยาห์เวห์แสดงถึงการให้ความสำคัญแด่พระองค์เป็นลำดับแรกของชีวิต
พระยาห์เวห์จึงพอพระทัยและรับของถวายของอาแบล 
ฮีบรู 11:4  โดยความเชื่อ อาเบลจึงนำเครื่องบูชาที่ดีกว่าของคาอินมาถวายแด่พระเจ้า โดยทางความเชื่อนั้นท่านได้รับการรับรองว่าเป็นคนชอบธรรม พระเจ้าทรงรับรองของถวายของท่าน แม้ว่าอาเบลตายไปแล้ว แต่โดยทางความเชื่อท่านจึงยังพูดอยู่
  
การถวายสิบลดในยุคก่อนธรรมบัญญัติ

การถวายสิบลดในยุคก่อนที่มีธรรมบัญญัติ  อับราม(อับราฮัม) ถวาย"หนึ่งในสิบ" ของที่ยึดมาได้ ให้กับกษัตริย์เมลคีเซเดค ซึ่งป็นปุโรหิตเป็นผู้รับสิบลดและอวยพร

 ปฐมกาล 14:18-20
18 เมลคีเซเดคผู้เป็นทั้งกษัตริย์ซาเลมและปุโรหิตของพระเจ้าผู้สูงสุด ก็นำขนมปังกับเหล้าองุ่นมาให้
19 แล้วอวยพรท่าน กล่าวว่า “ขอให้อับรามรับพรจากพระเจ้าผู้สูงสุด
ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก  
 20 ขอพระเกียรติเป็นของพระเจ้าผู้สูงสุด ผู้ทรงมอบศัตรูทั้งหลายไว้ในมือของท่าน” อับรามก็มอบหนึ่งในสิบจากข้าวของทั้งหมดนั้นถวายแก่กษัตริย์เมลคีเซเดค  

การถวายในยุคธรรมบัญญัติ(พันธสัญญาเดิม)

เมื่อคนอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ (อพยพ บทที่12 )เมื่ออยู่ในดินแดนถิ่นทุรกันดาร  พระยาห์เวห์จึงประทานธรรมบัญญัติให้กับคนของพระองค์ผ่านทางโมเสส ทำให้การถวายเป็นกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและกำหนดให้คนอิสราเอลในสมัยนั้นต้องถวายต่าง ๆ  ทั้ง ผลไม้รุ่นแรก(First fruits) ,ทศางค์หรือสิบลด(Tithes) และของบริจาค(Contributions) ทั้งนี้เพราะมีชุมชนและระบบปุโรหิตเพื่อรับการถวายแล้ว

เลวีนิติ 23 :9-11
9 พระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า  10 จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า เมื่อพวกเจ้ามาถึงแผ่นดินซึ่งเราให้เจ้า และเกี่ยวพืชผลของแผ่นดินนั้น พวกเจ้าจงเอาพืชผลส่วนหนึ่งที่เก็บเกี่ยวในรุ่นแรกนำไปให้ปุโรหิต
 11 และปุโรหิตจะนำพืชผลส่วนนั้น ทำพิธีโบกถวายแด่พระยาห์เวห์ เพื่อพวกเจ้าจะเป็นที่โปรดปราน

เลวีนิติ 27:30 ทศางค์ทั้งสิ้นที่ได้จากแผ่นดินเป็นพืชที่ได้จากแผ่นดินก็ดี หรือผลจากต้นไม้ก็ดี เป็นของพระยาห์เวห์ เป็นของถวายที่บริสุทธิ์แด่พระยาห์เวห์

การไม่ถวายสิบลดถือเป็นการฉ้อพระเจ้า แต่การถวายถือเป็นการรับพระพร 
มาลาคี 3:8-10
8 “มนุษย์จะฉ้อโกงพระเจ้าหรือ? ที่จริงเจ้าทั้งหลายได้ฉ้อโกงเรา แต่เจ้ากล่าวว่า ‘พวกเราฉ้อโกงพระเจ้าอย่างไร?ก็ฉ้อโกงในเรื่องทศางค์และเครื่องบูชานั่นซี
9 เจ้าทั้งหลายต้องถูกสาปแช่งด้วยคำสาปแช่ง เพราะเจ้าฉ้อโกงเราทั้งชาติ
10 พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสว่า จงนำทศางค์เต็มขนาดมาไว้ในคลัง เพื่อว่าจะมีอาหารในนิเวศของเรา จงลองดูเราในเรื่องนี้ว่า เราจะเปิดหน้าต่างในฟ้าสวรรค์ให้เจ้า และเทพรอย่างล้นไหลมาให้เจ้าหรือไม่
  
การถวายในยุคพระคุณ(พันธสัญญาใหม่)
พระเยซูคริสต์ไม่ได้มาลบล้างธรรมบัญญัติแต่ทำให้สมบูรณ์ผ่านทางพระเยซูคริสต์ที่สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
มัทธิว 5:17 “อย่าคิดว่าเรามาล้มเลิกธรรมบัญญัติและคำของบรรดาผู้เผยพระวจนะ เราไม่ได้มาล้มเลิก แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ

พระเยซูคริสต์ตั้งพันธสัญญาใหม่ ไม่ใช่การปรับโทษแต่ประทานชีวิต
โรม 8:1-2
1 เพราะฉะนั้นไม่มีการลงโทษคนที่อยู่ในพระเยซูคริสต์
2 เพราะว่ากฎของพระวิญญาณแห่งชีวิตในพระเยซูคริสต์ได้ทำให้ท่านพ้นจากกฎแห่งบาปและความตาย

การถวายจึงเป็นการสมัครใจด้วยการสำนึกในพระคุณ จึงเป็นการมอบถวายชีวิตให้กับพระเจ้า หมายถึง 100% ไม่ใช่แค่ 10 % เท่านั้น 

โรม 12:1  ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์ที่มีชีวิต และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่าน

เราทุกคนที่เชื่อเป็นดั่งปุโรหิต มีส่วนในการถวายตัวรับใช้พระเจ้า

1 เปโตร 2:9 แต่พวกท่านเป็นพงศ์พันธุ์ที่ทรงเลือกสรร เป็นพวกปุโรหิตหลวง เป็นชนชาติบริสุทธิ์ เป็นประชา​​กรอันเป็นกรรมสิทธิ์ของพระเจ้า เพื่อให้พวกท่านประกาศพระเกียรติคุณของพระองค์ ผู้ได้ทรงเรียกพวกท่านให้ออกมาจากความมืด เข้าไปสู่ความสว่างอันมหัศจรรย์ของพระองค์

การถวายจึงถวายมากกว่าแค่สิบลดและด้วยใจยินดีไม่ใช่เสียดาย เพื่อเป็นพระพรต่อชุมชน(คริสตจักร)

2 โครินธ์ 9:6-8
6 นี่แหละคนที่หว่านเพียงเล็กน้อยก็จะเก็บเกี่ยวได้เพียงเล็กน้อย คนที่หว่านมากก็จะเก็บเกี่ยวได้มาก
 7 แต่ละคนจงให้ตามที่เขาคิดหมายไว้ในใจ ไม่ใช่ให้ด้วยความเสียดาย ไม่ใช่ให้ด้วยความจำใจ เพราะว่าพระเจ้าทรงรักคนที่ให้ด้วยใจยินดี
8 และพระเจ้าสามารถประทานพรทุกอย่างแก่ท่านทั้งหลายอย่างเหลือล้น เพื่อว่าเมื่อมีทุกอย่างเพียงพออยู่เสมอ ท่านยังจะมีเหลือล้นสำหรับการดีทุกอย่างด้วย

เมื่อพิจารณาหลักการถวายแล้วจึงมาตอบคำถามในเรื่อง เหตุใดชนชาติอิสราเอลรับมานาในถิ่นทุรกันดารแล้ว ไม่ต้องแบ่งถวายเป็นสิบลด?


1.  เพราะมานาเป็นสิ่งที่พระยาห์เวห์ประทานให้ด้วยพระคุณพิเศษ ไม่ใช่สิ่งที่คนอิสราเอลหาหรือทำงานเพื่อจะได้มา

เมื่อคนอิสราเอลออกจากการเป็นทาสในอียิปต์ (อพยพ บทที่12 )เมื่ออยู่ในดินแดนถิ่นทุรกันดาร  พระยาห์เวห์ได้ประทานอาหารให้คนอิสราเอล เป็นสิ่งที่ตกมาจากฟ้า
อพยพ 16:4-5
4 แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับโมเสสว่า “นี่แน่ะ เราจะให้อาหารตกลงมาเหมือนฝนจากท้องฟ้าสำหรับพวกเจ้า และทุกๆ วันก็ให้ประชาชนออกไปเก็บแต่พอกินเฉพาะวันหนึ่งๆ เพื่อเราจะได้ลองใจว่า พวกเขาจะดำเนินตามบัญญัติของเราหรือไม่?
 5 ในวันที่หก เมื่อพวกเขาเตรียมมานาที่นำมา ก็ให้เก็บเพิ่มเป็นสองเท่าของที่พวกเขาเก็บในวันอื่นๆ”

มานาเป็นสิ่งที่พวกคนอิสราเอลได้รับจากพระเจ้าโดยตรง ไม่ต้องทำงานด้วยการปลูกจากแผ่นดิน ดังนั้นจึงไม่ต้องถวายสิบลด เพราะพระเจ้าให้เขาด้วยพระคุณ  จะเห็นได้ว่ามานาเป็นสิ่งที่ให้ชั่วคราว เมื่อคนอิสราเอลปลูกพืชไร่นาแล้วพวกเขาจึงนำมาถวายผลแรกและสิบลด (ลนต.23)

เมื่อคนอิสราเอลจะเข้าแผ่นดินคานาอัน พระเจ้าไม่ได้ประทานมานาแล้ว เพราะเขาจะได้รับผลผลิตจากแผ่นดินที่พระเจ้าประทานให้ และพวกเขาจะต้องทำงานจึงจะได้รับมา

โยชูวา 5:10-12
10 ประ​ชา​ชน​อิส​รา​เอล​ได้​ตั้ง​ค่าย​ที่​กิล​กาล และ​ถือ​เทศ​กาล​ปัส​กา​ใน​วัน​ที่​สิบ​สี่​เวลา​เย็น ณ ที่​ราบ​เมือง​เย​รี​โค
11 วัน​รุ่ง​ขึ้น​หลัง​วัน​เทศ​กาล​ปัส​กา วัน​นั้น​เอง​พวก​เขา​ก็​รับ​ประ​ทาน​ผล​จาก​แผ่น​ดิน คือ​ขนม​ไร้​เชื้อ​และ​ข้าว​คั่ว
12 ตั้ง​แต่​วัน​รุ่ง​ขึ้น​มานา​ก็​ขาด​ไป คือ​เมื่อ​เขา​ได้​รับ​ประ​ทาน​ผล​จาก​แผ่น​ดิน ประ​ชา​ชน​อิส​รา​เอล​ไม่​มี​มานา​อีก​เลย ใน​ปี​นั้น​เขา​รับ​ประ​ทาน​ผล​จาก​แผ่น​ดิน​

2.  เพราะมานาเป็นสิ่งที่ได้รับก่อนจะมีธรรมบัญญัติ จึงไม่ได้กำหนดให้มีการนำมาถวาย หลังจากมีธรรมบัญญัติแล้ว คนอิสราเอลทำงานได้ผลผลิตจากพืชผลจึงได้นำมาถวายแด่พระยาห์เวห์

3.  เพราะมานาเป็นสิ่งที่พระเจ้าให้เพื่อเขาจะไม่มีความโลภ แต่ให้นับพระพรในการจัดเตรียมของพระยาห์เวห์

พระยาห์เวห์ทรงประทานมานาให้คนอิสราเอลทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อไม่ให้เขามีความโลภ แต่ละวันคนอิสราเอลจะได้คนละเท่ากัน และไม่สามารถเก็บได้เกินจากนี้เพราะมันจะเน่าเสียไป 

อพยพ 16:16 นี่เป็นสิ่งที่พระยาห์เวห์ทรงบัญชาไว้คือ ‘ให้ทุกคนเก็บเท่าที่พอรับประทานอิ่ม ให้เก็บคนละสองลิตร ตามจำนวนคนที่พักอยู่ในเต็นท์ของตน’ 

อพยพ 16:20 แต่พวกเขาไม่เชื่อฟังโมเสส บางคนเหลือไว้จนรุ่งเช้า อาหารนั้นก็มีหนอนขึ้น และบูดเหม็น โมเสสจึงโกรธคนเหล่านั้น

คนอิสราเอลมีการนับ Omer(โอเมอร์) (เป็นหน่วยวัดการตวง 1 โอเมอร์ เท่ากับการเก็บมานากินได้ 1 วันเล็งถึงการจัดสรรของพระเจ้าในแต่ละวัน
อพยพ 16:32 ..."พระเจ้ามีรับสั่งว่า 'จงตวงมานาโอเมอร์หนึ่ง เก็บไว้ตลอดชั่วชาตพันธุ์ของเจ้า เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เห็นอาหารซึ่งเราเลี้ยงเจ้าในถิ่นทุรกันดารนี้ เมื่อเรานำพวกเจ้าออกจากแผ่นดินอียิปต์'

    คนอิสราเอลเก็บโถทองคำใส่มานาไว้ในหีบพันธสัญญาเพื่อนับพระพรในการจัดเตรียมของพระยาห์เวห์ ตลอดช่วงเวลาในถิ่นทุรกันดาร   

ฮีบรู 9:4 มีแท่นทองคำสำหรับเผาเครื่องหอม และมีหีบหุ้มด้วยทองคำทุกด้านสำหรับบรรจุพันธสัญญา ภายในหีบนั้นมีโถทองคำใส่มานา และมีไม้เท้าของอาโรนที่ออกดอกตูม และมีศิลาสองแผ่นจารึกพันธสัญญา

การเก็บโถทองคำใส่มานา และมีไม้เท้าของอาโรนที่ออกดอกตูม และมีศิลาสองแผ่นจารึกพันธสัญญา   3 สิ่งคือ การจัดสรร สิทธิอำนาจและพระคำของพระยาห์เวห์

           เมื่อคนอิสราเอลมีการทำไร่ สวนจากแผ่นดินแล้ว จะมีบางคนทำได้มากและบางคนทำได้น้อย ดังนั้นพระยาห์เวห์จึงให้มีการถวายสิบลด เพื่อให้คนที่มีมากนำมาถวายมากและคนมีน้อยนำมาถวายตามสัดส่วน เพื่อไม่เกิดความโลภ และสิ่งที่ได้ถวายมาก็นำมาเพื่อประโยชน์ต่อชุมชน


4.   เพราะมานาเป็นสิ่งที่พระยาห์เวห์ประทานให้คนอิสราเอลโดยพระองค์ทดสอบการเชื่อฟังจากการทำตามผ่านทางคำสั่งโมเสส 
พระยาห์เวห์ไม่ได้ทดสอบการเชื่อฟังของคนอิสราเอลด้วยการให้นำมานามาถวายสิบลด แต่ทดสอบการเชื่อฟังด้วยการให้เก็บพอแต่ละวันและวันที่ 6 จะได้รับสองเท่า วันที่ 7 ไม่ต้องไปเก็บเพราะเป็นวันสะบาโต
อพยพ 16:19-22
19 โมเสสสั่งพวกเขาว่า “อย่าให้ใครเหลือไว้จนรุ่งเช้า”
20 แต่พวกเขาไม่เชื่อฟังโมเสส บางคนเหลือไว้จนรุ่งเช้า อาหารนั้นก็มีหนอนขึ้น และบูดเหม็น โมเสสจึงโกรธคนเหล่านั้น
21 พวกเขาเก็บกันทุกๆ เช้าเท่าที่คนหนึ่งรับประทานได้ แต่พอแดดออกร้อนจัดแล้วอาหารนั้นก็ละลายไป
22 เมื่อถึงวันที่หก พวกเขาเก็บอาหารสองเท่า คือคนละสี่ลิตร ผู้นำทั้งหมดของชุมนุมชนจึงเข้ามารายงานโมเสส
23 โมเสสบอกพวกเขาว่า “พระยาห์เวห์ทรงบัญชาว่า ‘พรุ่งนี้เป็นวันหยุดพัก เป็นสะบาโต วันบริสุทธิ์แด่พระยาห์เวห์ จะปิ้งอะไรก็ให้ปิ้ง จะต้มอะไรก็ให้ต้มเสีย และส่วนที่เหลือทั้งหมด จงเก็บไว้จนถึงวันรุ่งขึ้น’ 

  
5.   เพราะมานาเป็นสิ่งที่พระยาห์เวห์ประทานให้คนอิสราเอลก่อนที่จะมีระบบปุโรหิตและไม่ได้นำมาเก็บไว้ในคลังเพื่อแจกจ่ายออกไป

พระยาห์เวห์จึงประทานธรรมบัญญัติให้กับคนของพระองค์ผ่านทางโมเสส ทำให้การถวายเป็นกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนและกำหนดให้คนอิสราเอลในสมัยนั้นต้องถวายต่าง ๆ  ทั้ง ผลไม้รุ่นแรก(First fruits) ,ทศางค์หรือสิบลด(Tithes) และของบริจาค(Contributions) ทั้งนี้เพราะมีชุมชนและระบบปุโรหิตเพื่อรับการถวายแล้ว
ของถวายต่าง ๆ จึงนำมาเก็บไว้ในคลังเพื่อแจกจ่ายและดูแลผู้รับใช้พระเจ้าเผ่าเลวี แต่สำหรับมานานั้นทุกคนได้รับเท่าเทียมกัน จึงไม่ได้นำมาถวายในคลังของชุมชนเพื่อนำมาเป็นประโยชน์ต่อชุมชน

25 เมษายน 2563

คำอธิษฐานอวยพรประจำเดือนอิยาร์ (Iyar) ปี 5780

📣 คำอธิษฐานอวยพรประจำเดือนอิยาร์ (Iyar) ปี 5780
(เริ่มตั้งแต่ช่วงวันที่ 25 เม.ย - 23 พ.ค.2020)
เดือนอิยาร์ เป็นเดือนที่ 2 ตามปฏิทินฮีบรูแบบศาสนา เผ่าประจำของเดือนนี้ คือ เผ่าอิสสาคาร์ เป็นเผ่าที่รู้กาลเวลาของพระเจ้า

📕1 พงศาวดาร 12:32
“จากคนอิสสาคาร์ ผู้รู้เข้าใจกาละ ทราบว่าอิสราเอลควรทำประการใด...”
หากศึกษาพระคัมภีร์จะพบว่า เมื่ออิสราเอลเคลื่อนทัพออกมาจากอียิปต์ จะเคลื่อนพลเป็นเผ่า และ 3 เผ่าที่นำหน้า นั้นก็คือ เผ่า ยูดาห์ อิสสาคาร์ และเศบูลุน
🕎 เดือนแห่งตัวอักษรฮีบรู คือ วาฟ (Vav) : เป็นตัวอักษรเชื่อม เพราะมันเชื่อมระหว่าเดือนนิสาน เดือนที่แล้วกับเดือนหน้าที่กำลังมาคือเดือนสิวัน
นิสานคือเดือนแห่งการไถ่ที่พระเจ้าไถ่ออกจากเป็นทาสในอียิปต์(เทศกาลปัสกา)
เดือนสิวันเป็นเดือนแห่งการให้ พระเจ้าทรงประทานพระบัญญัติ 10 ประการให้เรา ในเทศกาลสัปดาห์(Pentecost)
(ปี 5780 เทศกาล Pentecost จะเป็นช่วงวันที่ 28 -30 พ.ค. 2020)

ในพันธสัญญาใหม่พระเจ้าประทานพระวิญญาณบริสุทธ์ให้กับคริสตจักรครั้งแรก ใน กจ.2 เป็นผลแรก เดือนนี้พระเจ้าจะให้เรารับพระพรอย่างมากมาย ความมั่งคั่งจะเชื่อมกับเดือนนี้
ตัวอักษรวาฟ คือ หมุดเต้นท์เป็นอาวุธจัดการศัตรู(วนฉ.4:21) อธิษฐานป่าวประกาศการพิพากษาของพระเจ้าที่ดำเนินการผ่านเราให้เราขยายหลักหมุดชีวิตของเราให้กว้างขึ้น(อสย.54:2) พระเจ้าจะขึงชีวิตของเราให้กว้างมากขึ้นอีก

ให้เราเชื่อมต่อกับช่วงเวลาของพระเจ้า และป่าวประกาศคำอธิษฐานอวยพรดังต่อไปนี้

1. เดือนแห่งการรับการสำแดงมิติที่เหนือธรรมชาติ🌗

อธิษฐานป่าวประกาศตามพระวจนะ 📙
สดุดี 25:14 ​ มิตรภาพ​ของ​พระ​ยาห์เวห์​มี​อยู่​แก่​คน​ที่​ ยำเกรง​พระ​องค์ ​และ​พระ​องค์​ทรง​ให้​พวก​เขา​รู้จัก​พันธสัญญา​ของ​พระ​องค์

คนยิวเชื่อว่า เดือนนี้เป็นเดือนที่พระยาห์เวห์ต้องการเปิดเผยแผนการให้กับประชากรของพระองค์
📕เฉลยธรรมบัญญัติ 29:29)
“สิ่งลี้ลับทั้งปวงเป็นของพระยาห์เวห์พระเจ้าของเราทั้งหลาย แต่สิ่งที่ทรงสำแดงนั้นเป็นของเราทั้งหลายและของลูกหลานของเราเป็นนิตย์ เพื่อเราจะทำตามถ้อยคำทั้งสิ้นของธรรมบัญญัตินี้”
ความสนิทสนมกับพระเจ้าทำให้เราได้รับการเปิดเผยจากพระองค์ เพราะเราเป็นสหายของพระองค์ไม่ใช่คนรับใช้ พระองค์ต้องการเปิดเผยการสำแดงให้กับเรา (ยอห์น 15:15)

2. เดือนแห่งการสำแดงความสว่างสู่สังคม💡

อธิษฐานป่าวประกาศตามพระวจนะ 📙
มัทธิว 5:16 '…พวกท่านจงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาทั้งหลายได้เห็นความดีที่ท่านทำ พวกเขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน...”

เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการสำแดงชีวิตในฐานะการเป็นลูกแห่งความสว่าง อัครทูตเปาโลหนุนใจให้เราดำเนินชีวิตด้วยสติปัญญา ฉวยโอกาสเสมอในการทำสิ่งดี(เอเฟซัส 5:11-17)
เราจึงควรจะต้องเรียนรู้เข้าใจสถานการณ์ต่างๆในสังคม อธิษฐานแสวงหาพระเจ้าให้เรามีส่วนในสังคมอย่างไร

3. เดือนแห่งการขอบคุณพระผู้เลี้ยง(Yahweh Rohi) 🐏

อธิษฐานป่าวประกาศตามพระวจนะ 📙
สดุดี 80:1 'ข้าแต่พระผู้ทรงเลี้ยงดูอิสราเอลดุจเลี้ยงแกะ ขอเงี่ยพระกรรณสดับ คือพระองค์ผู้ทรงนำโยเซฟอย่างนำฝูงแพะแกะ...”

​เดือนนี้เป็นเดือนแห่งการขอบพระคุณพระเจ้าในฐานะองค์ยาห์เวห์ โรฮี (Yahweh Rohi) ผู้เลี้ยงแกะที่ดี (เฉลยธรรมบัญญัติ 27) ณ ที่เอลิม
พระยาห์เวห์ทรงทดสอบคนยิวให้เรียนรู้จักขอบพระคุณและไม่บ่นในความขัดสน
พระองค์จัดเตรียมอย่างบริบูรณ์ เช่นเดียวกันเวลาเราพบปัญหาพระองค์จะทรงรื้อฟื้นเยียวยาเราด้วยการระลึกถึงการจัดเตรียมของพระองค์ ดั่งเช่น
ยอห์นบทที่ 21 พระเยซูทรงรื้อฟื้นเปโตรและหนุนใจให้รักพระองค์และดูแลแกะของพระองค์

4. เดือนแห่งธงชัยชนะ (ยาห์เวห์ นิสสี)🏁
อธิษฐานป่าวประกาศตามพระวจนะ 📙
สดุดี 60:4-5 ​
4 พระ​องค์​ทรง​ตั้ง​ธง​ไว้​ให้​บรรดา​ผู้​ที่​เกรง​กลัว​พระ​องค์
5 ขอ​ประทาน​ชัย​ชนะ​โดย​พระ​หัตถ์​ขวา​ของ​พระ​องค์​…

ในพระธรรมอพยพ บทที่17 โมเสสขึ้นไปบนยอดเขาและยกมือขึ้น พวกคนอิสราเอลมีชัยในสงคราม การสรรเสริญเป็นกุญแจสู่ชัยชนะ
โมเสสจึงสร้างแท่นบูชาเพื่อระลึกถึงยาห์เวห์ นิสสี “พระเจ้าทรงเป็นธงชัย” (อพยพ.17:15)
เดือนนี้เป็นเดือนที่พระองค์จะทรงเสริมกำลังเราให้มีกำลังขึ้น อย่ายอมแพ้ต่อปัญหา จง​ยก​มือ​ที่​อ่อน​แรง​ขึ้น และ​จง​ให้​หัว​เข่า​ที่​อ่อน​ล้า​มี​กำลัง​ขึ้นเพื่อการสรรเสริญพระองค์ และเราจะมีชัยชนะ(ฮีบรู12:12-13)

25 มีนาคม 2563

สุขสันต์การเริ่มต้นใหม่ในเดือนนิสาน(Nisan) ปี 5780

🌈 Chodesh Tov! สุขสันต์การเริ่มต้นใหม่ในเดือนนิสาน(Nisan) ปี 5780 (ช่วงวันที่ 26 มี.ค.-25 เม.ย.2020)🕎
เดือนนิสาน เป็นเดือนแรกของปีปฏิทินฮีบรู แบบศาสนา(Ecclesiastical Calendar) ซึ่งปีใหม่ของชาวฮีบรูอยู่ในช่วงเดือนที่ 7 ตามปฏิทินแบบราชการ(Civil Calendar) คือเดือนทิชรี (Tishri)
🌈เนื่องมาจากการล้มลงของมนุษย์ พระเจ้าจึงได้ทรงสถาปนาให้มีการเริ่มต้นใหม่
ดังนั้น นิสานจึงเป็นเดือนแรก และเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรใหม่ของการไถ่บาป
🌈นิสานจึงเป็นเดือนแรกและเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรใหม่ของการไถ่ของพระยาห์เวห์
เทศกาลปัสกา (Passover)อยู่ในเดือนนี้ซึ่งตรงกับวันที่ 14 ของเดือนนิสาน เป็นช่วงเวลาของการปลดปล่อยให้เป็นอิสระจากสิ่งเก่าก่อน และก้าวเข้าสู่สิ่งใหม่
(เทศกาลปัสกาในปี 5780 เริ่มจากเย็นวันพุธที่ 8 - เย็นวันพฤหัสบดีที่ 16 เม.ย. 2020)
ในเดือนนี้ ให้เราตระหนักถึง “วงจรแห่งการไถ่ของพระยาห์เวห์” และเข้าใจว่าเราสามารถมีประสบการณ์ที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นในการปลดปล่อย และการเยียวยารักษาของพระองค์ และนั่นจะทำให้เราสามารถก้าวสูงยิ่งขึ้น ๆ ในองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ เป็นการลงน้ำลึกเพื่อพบอัตลักษณ์ของเรา เพื่อเป็นก้าวกระโดดสู่การอัศจรรย์ในชีวิต

🕎เดือนนิสานหรือที่รู้จักกันว่า “เดือนอาบีบ” (อพย.13:4)

🌈เดือนนี้เกี่ยวข้องกับเผ่ายูดาห์ เผ่ายูดาห์ขึ้นไปสู้รบ ทำสงครามก่อนเผ่าอื่น (วนฉ.1:2,20:18) และยูดาห์ยังเป็นเผ่าแรกของอิสราเอลที่เคลื่อนขบวนทัพเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร (กดว.10:14)

🌈คำว่า “ยูดาห์” หมายถึง “การสรรเสริญ” และเป็นวิถีทางที่จะทำให้มือของเราจับคอของศัตรูไว้ได้ต่อไป(ปฐก.49:8) ให้ทุกสิ่งที่เราทำได้เริ่มต้นขึ้นด้วยท่าทีแห่งการขอบพระคุณและการสรรเสริญพระเจ้า (วนฉ.1:2, 20:18,กดว.10:14,ปฐก. 49:8)

🌈เดือนนี้เป็นเดือนที่ฤดูใบไม้ผลิได้เริ่มต้นขึ้น เป็นการเริ่มต้นของเดือนที่แสงสว่างได้ฉายส่องออกมา (โดยทั่วไปประเทศอิสราเอลในช่วงฤดูหนาวเป็นช่วงเวลาที่มืดมน และไม่น่าชื่นชมยินดี แต่เมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิได้เห็นแสงสว่างจากดวงอาทิตย์จะเป็นช่วงเวลาที่สดใสน่ายินดี)

📣จงป่าวประกาศว่า “ความสว่างของเราจะเริ่มส่องสว่างมากยิ่งขึ้นๆ” (อสย. 60)
ความสว่างยังหมายถึง “การเปิดเผยสำแดง”
จงคาดหวังที่พระเจ้าจะเปิดเผยให้เราทราบถึงวิถีทางและยุทธศาสตร์ในเรื่องต่าง ๆ ที่เราต้องการ(ลก. 2:32)

🌈เดือนแห่งเทศกาลปัสกา (8-16 เม.ย.2020)
เทศกาลปัสกาตั้งไว้เพื่อช่วยเราให้เข้าร่วมในประสบการณ์แห่งความรอดอันยิ่งใหญ่ในองค์พระเยซูคริสต์เจ้า ในทุกๆ เทศกาลปัสกา ให้เราคาดหวัง การปลดปล่อยในระดับใหม่ อัครทูตเปโตรได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระออกจากคุก (กจ.12 )
📕 ดร.ชัค เพียร์ส เคยเผยพระวจนะเมื่อต้นปีใหม่ 5780 ตรงกับช่วงเดือนกันยายน 2019 ที่ผ่านมาว่า เราจะต้องเผชิญกับ "โรคระบาดใหญ่(Covid19)ราวกับว่าการรุกรานของโรคระบาดนี้จะเป็นการทดสอบเราไปจนถึงช่วงปัสกา"และนานาชาติจะมาสู่ความสับสนวุ่นวาย จนกระทั่งถึงช่วงเวลานั้น คือปัสกา ในวันที่ 8เมษายน
📣ให้เราป่าวประกาศชีวิต

🌈จงพิจารณาว่ามีสิ่งใดหรือไม่ที่ดึงรั้งเราไว้? เช่นนิสัยที่ไม่ดีต่างๆ จงเชื่อว่าเราจะได้รับการปลดปล่อย การสรรเสริญ นมัสการพระเจ้าจะนำมาซึ่งการปลดปล่อยในชีวิต เทศกาลปัสกาเป็นช่วงเวลาของการก้าวข้าม(Passover) อิสราเอลได้ก้าวข้ามทะเลแดง (อพย.15)ก้าวข้ามแม่น้ำจอร์แดน (ยชว.4-5)

🌈จงตระหนักว่าเรากำลังก้าวข้ามไปสู่บางสิ่งที่เป็นสิ่งใหม่ !
เดือนนี้เป็นเดือนแห่งสิงห์เผ่ายูดาห์ปรากฏตัวออกมา(A Time to Emerge) เป็นเวลาแห่งกษัตริย์จะออกไปรบในสงครามเพื่อทำให้เกิดสันติภาพ

📕พระวจนะบอกว่า มีวาระสำหรับสงคราม และวาระสันติ มีวาระสำหรับความสงบสุข แต่พระเจ้าไม่เคยบอกว่าให้คนของพระเจ้าพักสงบตลอดไป มีเวลาที่พระเจ้าบอกว่าคนของพระเจ้าต้องลุกขึ้น
📕พระธรรม 2 ซามูเอล 11:1 บอกว่า “ครั้นถึงฤดูแล้ง (Spring)… บรรดากษัตริย์ยกกองทัพออกไปรบ” พระคัมภีร์บอกเราว่า มีวาระที่กษัตริย์หยุดพัก และมีวาระที่กษัตริย์ออกสงคราม

เดือนนี้จะเป็นเดือนแห่งสิงห์ยูดาห์ทรงมีชัยและเทศกาลปัสกาเป็นการระลึกถึงพระเยซูคริสต์ทรงมีชัยชนะเหนือความบาปและความตาย

🌈จงต้อนรับเดือนนิสาน หรือ อาบีบ ให้เป็นเดือนที่จะป่าวประกาศ ถึง “ฤดูใบไม้ผลิที่ได้มาถึงแล้ว” เป็นเดือนแห่งการเก็บเกี่ยว

🌈เดือนแห่งการอัศจรรย์ เป็นเวลาที่จะเข้าสู่การเฉลิมฉลองในเทศกาลปัสกา เป็นเดือนที่จะพาตัวเราเข้าไปในเส้นทางสู่อนาคต

🎼 จงเข้ามาต่อหน้าพระพักตร์พระเจ้าด้วยการสรรเสริญ ให้ลมของพระเจ้าเปิดประตูแห่งการอวย พระพรมาเหนือชีวิตของเรา

16 มีนาคม 2563

ขอเป็นกำลังใจให้คนไทย

❤️ขอเป็นกำลังใจให้คนไทย🇹🇭ทุกคน ในการดำเนินชีวิต
“กายใกล้โควิด จิตใจใกล้โคม่า”
รักษาได้ด้วยโคโลสี ❤️❤️

“จงผ่อนหนักผ่อนเบาซึ่งกันและกัน และถ้าแม้ว่าผู้ใดมีเรื่องราวต่อกัน ก็จงยกโทษให้กันและกัน... แล้วจงสวมความรักทับสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด เพราะความรักย่อมผูกพันทุกสิ่งไว้ให้ถึงซึ่งความสมบูรณ์ (โคโลสี‬ ‭3:13-14)

13 กุมภาพันธ์ 2563

คำอธิษฐานสองคำเพื่อการฟื้นฟู

คำอธิษฐานสองคำเพื่อการฟื้นฟู  โดย อาเชอร์ อินเทรเตอร์

ผมได้ค้นพบคำอธิษฐานสองคำที่น่าทึ่งและมีศักยภาพในการนำการฟื้นฟูระดับชาติเมื่อประเทศกำลังจะเกิดการฟื้นฟูครั้งใหญ่ คริสตจักรและพันธกิจต่างๆจะทยอยเกิดความสำเร็จมาเป็นลำดับ  จำนวนคนที่เข้ามาเติบโตขึ้น มีการถวายทรัพย์เข้ามามากขึ้น ผู้นำฝ่ายวิญญาณเริ่มเป็นที่รู้จัก มีอิทธิพล บางคนก็มั่งคั่งและมีชื่อเสียงด้วยซ้ำ
พระพรในระดับนี้ช่วยคริสตจักร (Ecclesia) ให้มีเครื่องมือที่สามารถส่งผลกระทบไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ นี่เป็นขั้นตอนที่จำเป็น เช่นเดียวกับสตรีที่ครบกำหนดคลอด แต่ภายในความสำเร็จเหล่านี้ก็แฝงด้วยอุปสรรคที่สามารถขัดขวาง และถึงขั้นหยุดยั้งการเติบโตของอาณาจักรของพระเจ้าได้
 สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่มาพร้อมกับพระพรอันมากมาย ก็คือการล่อลวงให้หันหลังต่อพระเจ้าหรือไปจดจ่อแต่กับพระพร ผู้คนสามารถที่จะเริ่มขี้เกียจ  ฝักใฝ่แต่กับเนื้อหนังและความบันเทิง โลภ เย่อหยิ่ง และกบฏ โมเสสอ้างถึงกลุ่มอาการของโรคนี้ว่า “เยชูรูนอ้วนพีขึ้นแล้วก็มีพยศ” – וישמן ישורון ויבעט – เฉลยธรรมบัญญัติ 32:15
การล่อลวงทางโลกนั้นอันตรายสำหรับมนุษย์ทุกคน แต่มีอันตรายสองประการที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับผู้นำฝ่ายวิญญาณคือ:  ความอิจฉาริษยาและการแข่งขัน
ฟิลิปปี 1:15 จริงอยู่ที่มีบางคนประกาศพระคริสต์ด้วยความอิจฉาและการวิวาท แต่ก็มีบางคนที่ประกาศด้วยเจตนาดี
ผู้นำฝ่ายวิญญาณสามารถพยายามทำดีเหนือผู้นำคนอื่นๆ แทนที่จะทำงานร่วมกันเพื่อนำการฟื้นฟูมาสู่คนทั้งประเทศ พวกเขาเริ่มที่จะต่อสู้กันเอง แทนที่จะแสวงหาเขตแดนใหม่และนำคนใหม่ๆให้ได้สัมผัสกับอาณาจักรของพระเจ้า พวกเขากลายเป็นปกป้องทรัพยากรและความสำเร็จของตนเอง
 ความอิจฉาริษยาและการแข่งขันจึงนำไปสู่ผู้นำที่พูดในทางลบเกี่ยวกับกันและกัน หรือการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นเพื่อเปรียบเทียบให้ตัวเองดูดี ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ พวกเขาก็คือสาปแช่งซึ่งกันและกันโดยไม่รู้ตัว ภายใต้หน้ากากของ “การแยกแยะฝ่ายวิญญาณ” และ “การตักเตือนฝูงแกะ” สิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความแตกแยกและทำลายซึ่งกันและกันท่ามกลางประชากรของพระเจ้า
เมื่อเปาโลเขียนเรื่องนี้ เขาอยู่ในคุก งานทั้งหมดที่เขาทำถูกคนอื่นเข้ามาครอบครอง (บางคนมีเจตนาดีและบางคนไม่) บางคนเริ่มมีชื่อเสียงและพูดไม่ดีเกี่ยวกับเขา เขาโดดเดี่ยวและทนทุกข์ อย่างไรก็ตามแทนที่จะมองที่ปัญหา เขาเลือกที่จะมองเห็นพระพรในนั้
 ฟิลิปปี 1:18 แล้วไง ไม่ว่าจะประกาศด้วยการเสแสร้งหรือด้วยความจริงใจ พระคริสต์ก็ถูกประกาศไปในทุกที่ เรื่องนี้แหละที่ทำให้ข้าพเจ้ายินดี และข้าพเจ้ายังจะมีความยินดีต่อไปด้วย
นั่นไงล่ะ คำอธิษฐานสองคำที่สามารถนำการฟื้นฟูระดับชาติ: “แล้วไง!” หากผู้นำทั้งหมดจะไม่สนใจความรู้สึกอิจฉาและการแข่งขันต่อกัน และเพียงแค่ชื่นชมยินดีว่างานของคนอื่นกำลังเติบโตและส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก อาณาจักรของพระเจ้าก็จะสามารถรุดไปข้างหน้า
การชำระหัวใจให้บริสุทธิ์เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับผู้นำฝ่ายวิญญาณทุกคน เปาโลจัดการกับเรื่องนี้เกี่ยวกับอปอลโล (1 โครินธ์ 3) เปโตรต้องรับมือกับเรื่องนี้สำหรับตัวเค้าเองเกี่ยวกับยอห์น (พระเยซูท้าทายเปโตรไม่ให้เปรียบเทียบตัวเองกับยอห์น ถึงแม้พระองค์จะขอให้เปโตรถูกตรึงที่กางเขนและให้ยอห์นมีชีวิตอยู่ตลอดไป – ยอห์น 21)
ผมได้เห็นการท้าทายนี้ในเกือบทุกประเทศที่งานของพระเจ้ากำลังเติบโตและได้รับการอวยพร - สหรัฐอเมริกา, ตะวันออกไกล, แอฟริกา, บราซิล, ยุโรปและที่นี่ในอิสราเอล สิ่งนี้ที่ดูเหมือนว่าจะผ่านไปไม่ได้ แต่ด้วยพระคุณของพระเจ้าก็สามารถเอาชนะได้  ให้เราละทิ้งความอิจฉาริษยาและการแข่งขันทั้งหมด ให้เราอธิษฐานเผื่องานของกลุ่มอื่นๆให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น ให้เราเห็นกันและกันว่าเป็นครอบครัวแห่งความเชื่อ แม้ว่าเราจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
 เมื่อดูเหมือนว่าคนอื่นจะเติบโตมากกว่าคุณ? แล้วไง! ตราบที่มีผู้คนมากขึ้นได้มาสัมผัสถึงความรักของพระเจ้า นั่นก็คือยอดเยี่ยมมาก!  เมื่อคนอื่นมารับความชอบจากงานที่คุณทำ? เมื่อมีคนรับใช้ด้วยความทะเยอทะยานที่เห็นแก่ตัว? แล้วไง! ให้เราวางการเปรียบเทียบทั้งหมดลง เมื่อคนหนึ่งได้รับพระพร เราทุกคนก็ได้รับพรเช่นกัน เราเป็นครอบครัวเดียวกัน
ให้เราใช้คำอธิษฐานสองคำที่น่าทึ่งนี้ เพื่อชัยชนะเหนือการแข่งขันและความอิจฉาริษยา “แล้วไง!”
และให้การฟื้นฟูเริ่มได้เลย
ข้อมูลโดย https://www.reviveisrael.org/

05 กุมภาพันธ์ 2563

ความเข้าใจผิดเรื่องรักแบบ "อากาเป้"

ความเข้าใจผิดเรื่องรักแบบ "อากาเป้" 

เมื่อหลายปีก่อน มีนักวิชาการท่านหนึ่งได้เขียนอธิบายถึงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความรักในภาษากรีก ซึ่งผมคิดเห็นว่า บทความของนักวิชาการท่านนี้ให้ข้อเท็จจริงทางวิชาการที่ยอดเยี่ยมทีเดียว ผมจึงขอเชื้อเชิญเพื่อนๆอ่านบทความนี้ครับ - Brother Philip



ความเข้าใจผิดเรื่องรักแบบ "อากาเป้" 
(ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์)
คริสตชนถูกสอนต่อๆกันมายาวนานว่า คำว่ารักในภาษากรีกมี 4 คำ ซึ่งหมายถึงความรัก 4 แบบแตกต่างกัน อันได้แก่คำว่า 1.เอโรส 2.สเตอร์เก 3.ฟีเล่ย์ 4.อากาเป้ แล้วก็อธิบายว่า 


อีรอส (eros) เป็นความรักของชายหญิงที่มีความใคร่รวมอยู่ด้วย เป็นความรักที่เห็นแก่ตัว


สเตอร์เก (storge) เป็นความรักผูกพัน เหมือนกับรักทางสายเลือด เช่นความรักระหว่าง พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง หรือญาติ


ฟีเลีย หรือ ฟิเลโอ (philia หรือ phileo) เป็นความรักผูกพันที่อบอุ่นแบบสามีภรรยา ทะนุถนอมกัน


แล้วก็มาถึงคำว่ารักแบบสุดท้ายคือ คำว่า "อากาเป้" หรือ อากาเปา (agape, agapao) โดยบอกว่าเป็นรักบริสุทธิ์ รักที่ยิ่งใหญ่ รักที่ไม่มีข้อแม้ แล้วก็มักอธิบายต่อว่า พระคัมภีร์ใช้คำว่า อากาเป้ กับพระเจ้าเท่านั้น หมายความว่า รักแบบของพระเจ้าคือรักแบบอากาเป้ และคริสตชนต้องรักกันด้วยความรักแบบอากาเป้
ที่จริงแล้ว ความเข้าใจเหล่านี้ไม่ถูกต้องใน 4 ประเด็นด้วยกัน


ประการแรก คือ คำกรีกที่มีความหมายถึงการ "รัก" มีมากกว่า 4 คำแน่นอน เช่นยังมีคำว่า
ลูดัส (ludus) หมายถึง ความรักแบบเล่นๆ สนุกสนาน ความรักแบบเด็กๆ
แพร็กม่า (pragma) หมายถึง ความรักที่ยาวนาน เหมือนกับความรักของคู่สามีภรรยาที่อยู่กันจนแก่เฒ่า ฟิลัวเทีย (philuatia) หมายถึงความรักตัวเอง หมายถึงได้ทั้ง การหลงตัว และการสงสารตัวเอง และยังมีคำอื่นอีก


ประเด็นที่สองคือ คำว่าความรักที่พระเจ้าใช้ ตามที่ปรากฎในพระคัมภีร์นั้น ไม่ได้ใช้แต่คำว่า อากาเป้ เท่านั้น ยังมีการใช้คำว่า ฟีเลีย ด้วย มาดูตัวอย่างกัน


ตัวอย่างเช่น ในขณะที่พระธรรมยอห์น 3:16 ที่บอกว่า "เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก" คำว่ารักตรงนี้ใช้คำกรีก อากาเปา (agapao) หรือก็คือ อากาเป้ (agape) นั่นเอง แต่มีปรากฎอย่างน้อย 4 ครั้งในพระคัมภีร์ใหม่ภาษากรีก ที่ใช้คำว่ารัก-ฟีเลีย กับพระเจ้า


ยอห์น 5:20 ที่บอกว่า "เพราะว่าพระบิดาทรงรักพระบุตรและทรงแสดงให้พระบุตรเห็นทุกสิ่งที่พระองค์ทรงทำ..."
คำว่า "รัก" ของ "พระบิดา" หรือพระเจ้า ตรงนี้ใช้ ฟิเลโอ (phileo) หรือ ฟิเลีย


ยอห์น 16:27 ก็บอกว่า "เพราะว่าพระบิดาเองก็ทรงรักพวกท่าน เพราะท่านรักเราและเชื่อว่าเรามาจากพระเจ้า"
คำว่า "รัก" ทั้งสองคำนี้ซึ่งเป็นรักของพระบิดา และของมนุษย์ เป็นคำว่า ฟีเลโอ หรือฟีเลีย


วิวรณ์ 3:19 "เรารักใครเราก็ตักเตือนและตีสอนเขา..."
คำว่า "เรา" ตรงนี้หมายถึงพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสถานภาพพระเจ้า และ "รัก" ข้อนี้ใช้คำว่า ฟิเลโอ หรือ ฟีเลีย


ทิตัส 3:4 "แต่เมื่อความดีเลิศและความรักของพระเจ้า พระผู้ช่วยให้รอดของเรามาปรากฏ"
คำว่า "ความรัก" ตรงนี้ใช้คำว่า philantropia เป็นความรักในมนุษย์ รากศัพท์ก็มาจาก ฟิเลโอ หรือฟีเลีย


สรุปก็คือ คำว่าความรักในภาษากรีกที่ใช้หมายถึงความรักของพระเจ้า ไม่ได้มีแต่คำว่า อากาเป้ เท่านั้น แต่ใช้คำว่า ฟีเลีย ด้วย มาดูความเข้าใจผิดต่ออีกสองประการ

ความเข้าใจผิดประการที่สาม คำว่า อากาเป้ ก็ไม่ได้ใช้กับพระเจ้าเท่านั้น ยังมีการใช้กับมนุษย์ด้วย เช่น ยอห์น 3:19 ที่บอกว่า "...มนุษย์รักความมืดมากกว่าความสว่าง เพราะกิจการของพวกเขาเลวทราม"
คำว่า "รัก" ในข้อนี้ เป็นการรักของมนุษย์ แต่คำว่า "รัก" ตรงนี้ใช้คำกรีก อากาเปา (agapao) หรือ อากาเป้


และความเข้าใจผิดประการสุดท้าย ประการที่สี่ คำว่า อากาเป้ ไม่ได้ใช้กับความหมายในด้านดีเท่านั้น แต่ใช้ในความหมายที่ไม่ดีด้วย เช่นในยอห์น 3:19 ที่บอกว่า "...มนุษย์รักความมืดมากกว่าความสว่าง เพราะกิจการของพวกเขาเลวทราม" คำว่า "รัก" ในข้อนี้ เป็นการรักของมนุษย์ และเป็นการรัก "ความมืด" ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่คำว่า "รัก" ตรงนี้ใช้คำกรีก อากาเปา (agapao) หรือ อากาเป้ นั่นเอง


ยอห์น 12:43 "เพราะว่าพวกเขารักการชมของมนุษย์ มากกว่าการชมของพระเจ้า"
รักตรงนี้ใช้คำว่า อากาเปา หรือ อากาเป้


2 เปโตร 2:15 "บาลาอัมบุตรโบโซร์ ผู้ซึ่งโปรดปรานสินจ้างที่ได้มาจากการอธรรม"
คำว่า "โปรดปราน" ตรงนี้ในภาษากรีกก็คือคำว่า รัก อากาเปา หรือ อากาเป้


2 ทิโมธี 4:10 "เพราะว่าเดมาสหลงรักโลกนี้ และทิ้งข้าพเจ้าไปยังเมืองเธสะโลนิกาแล้ว"
รักตรงนี้คือ อากาเปา หรือ อากาเป้


ฉะนั้น โปรดอย่าเข้าใจคำว่า "อากาเป้" ผิด หรือให้ความหมายสูงส่งจนเกินข้อเท็จจริง

ความรักในภาษาฮีบรู

ความรักในภาษาฮีบรู
ภาษาฮีบรู ภาษาแรกของโลก
ภาษาฮีบรูถือเป็นภาษาที่สำคัญมากๆในการศึกษาพระคัมภีร์ ตามตำนานของชาวยิวแล้ว ภาษาฮีบรูถือเป็นภาษาแรกเริ่มของโลก และเป็นภาษาที่อาดัมกับภรรยาของเขาใช้สนทนากับพระเจ้าที่เอเดน ทว่าหลังจากเหตุการณ์ที่หอบาเบล มนุษยชาติจึงเกิดมีภาษาที่หลากหลาย
แม้ว่าพันธสัญญาใหม่อาจจะเขียนด้วยภาษากรีก แต่การศึกษาพระคัมภีร์เชิงลึกนั้น ก็ควรจะศึกษาจากภาษาฮีบรูและภาษาอาราเมกด้วย บางครั้งการแปลถ้อยคำจากภาษากรีกมาเป็นภาษาฮีบรู ก็มีส่วนช่วยให้การศึกษาพระคัมภีร์มีความละเอียดรอบคอบขึ้น
ในข่าวสารนี้ ผมจึงอยากอธิบายความหมายของ “ความรัก” ในศัพท์ของภาษาฮีบรู ซึ่ง ความรัก ในภาษาฮีบรูจะมีรายละเอียดที่แตกต่างไปจากคำว่า อากาเป้ ในภาษากรีก
ความรักแบบฮีบรู
ในภาษาฮีบรู คำว่า “ความรัก” ก็มีศัพท์อยู่หลากหลาย แต่มีคำศัพท์อยู่สองคำที่ผมอยากจะเน้นในข่าวสารนี้ ศัพท์คำแรกคือคำว่า Ahav ส่วนศัพท์คำที่สองคือคำว่า Kesed
คำว่า Ahav ได้แปลเป็นภาษาไทยว่า ความรัก ซึ่งเป็นความรักในกรณีทั่วๆไป
ส่วน Kesed แปลเป็นภาษาไทยว่า ความรักมั่นคง ซึ่งเป็นความรักในกรณีพิเศษ
เข้าใจคำว่า Kesed
ความรักมั่นคง หรือ Kesed เป็นความรักในลักษณะที่ว่า ผู้ให้ ได้ตัดสินใจและทำพันธสัญญากับ ผู้รับ ซึ่งภายหลังจากการทำพันธสัญญา ผู้ให้จะรักผู้รับอย่างเสมอไป ผู้ให้จะรักผู้รับอย่างมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าอนาคตผู้รับอาจจะแปรเปลี่ยนไป แต่ผู้ให้ก็ยังคงเลือกที่จะรักผู้รับต่อไป นอกจากนี้ผู้ให้ก็จะผูกพันและอุทิศตัวต่อผู้รับ ทั้งยังมีความภักดีต่อผู้รับ แม้ว่าในอนาคตผู้ให้จะได้พบเจอบุคคลที่ประเสริฐกว่าผู้รับ แต่ผู้ให้ก็ยังคงรักผู้รับ และจะอุทิศตัวและใกล้ชิดกับผู้รับต่อไปโดยไม่หันเหหัวใจไปยังบุคคลอื่น
ในพระคัมภีร์ คำว่า ความรักมั่นคง เป็นศัพท์ที่ผูกกับคำว่า พันธสัญญา
ข้อสังเกตจากพระคัมภีร์  
จริงอยู่ที่พระคัมภีร์เขียนว่า พระเจ้าเป็นความรัก(Ahav) แต่ในพระคัมภีร์พระเจ้าไม่ได้มีความรักมั่นคง(Kesed)กับมนุษย์ทุกคน ในพระคัมภีร์พระเจ้าทรงมีความรักมั่นคงเฉพาะผู้ที่พระองค์ทรงทำพันธสัญญาด้วยเท่านั้น ตลอดพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม แม้จะมีประชาชาติอยู่หลากหลาย แต่อิสราเอลถือเป็นประชาชาติเดียวที่พระเจ้าทรงมีความรักมั่นคง เพราะอิสราเอลเป็นประชาชาติที่พระเจ้าทรงทำพันธสัญญาด้วย อิสราเอลทรงเป็นประชาชาติเดียวที่พระเจ้าทรงอุทิศตัวและทุ่มเทให้ และแม้จะมีประชาชาติอื่นที่ประเสริฐกว่าอิสราเอล พระเจ้าก็ยังคงเลือกที่จะใกล้ชิดและทุ่มเทอยู่กับอิสราเอล
การปรับใช้ข้อคิดจากพระคัมภีร์
การก้าวเดินบนเส้นทางของพระเจ้านั้น เราควรที่จะรักผู้คน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เราจะมีความรักมั่นคงด้วย เราควรจะมีความรักมั่นคงเฉพาะบุคคลที่เราทำพันธสัญญาด้วยเท่านั้น ในชีวิตประจำวัน ผู้ชายคนหนึ่งก็ควรจะมีความรักต่อผู้คน ทว่าเฉพาะภรรยาของเขาเท่านั้นที่เขาควรมีความรักมั่นคงด้วย การที่ผู้ชายมอบความรักมั่นคงต่อผู้อื่นไปทั่ว ก็จะทำให้เขาขาดการอุทิศตัวกับภรรยา จริงอยู่ว่า ผู้ชายควรจะมีความรักที่ให้กับทุกคน แต่ภรรยาควรจะเป็นคนเดียวที่เขามีความรักมั่นคงให้ด้วยการทุ่มเทกายใจและเวลาอย่างครบถ้วน และแม้ว่าผู้ชายจะได้พบเจอผู้หญิงที่ประเสริฐไปกว่าภรรยาของเขา แต่ผู้ชายก็ควรจะภักดีและใกล้ชิดกับภรรยาของเขาต่อไป และเขาควรจะรักภรรยาของเขาให้มากที่สุดในชีวิตแม้ว่าเขาจะเจอคนอื่นที่ประเสริฐกว่าก็ตาม
ข้อคิดอีกประการหนึ่งก็คือ ก่อนที่จะทำพันธสัญญากับผู้ใด ก็ขอให้คิดอย่างรอบคอบเสียก่อน เพราะถ้าเราได้ทำพันธสัญญากับอีกฝ่ายไปแล้ว เราก็ต้องอุทิศตัวและทุ่มเทกายใจให้อีกฝ่ายอย่างแท้จริง ชาโลม

Brother Philip


Brother Philip
ติวเตอร์ด้านการเผยพระวจนะและการแปลภาษาแปลกๆ

สนใจติดต่อได้ที่ dream.oxes@gmail.com