11 สิงหาคม 2558

มีชีวิตในหัวใจพระบิดา มรณาในอ้อมอกสวรรค์

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน บทความในครั้งนี้ ผมขอแบ่งปันจากสิ่งที่ผมได้ไปเทศนาในพิธีไว้อาลัยพี่น้องท่านหนึ่งซึ่งจากไปอยู่กับพระเจ้าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 


ข้อจารึกบนหลุมฝังศพของชาวไอริช (an Irish headstone)

“Death leaves a heartache no one can heal, 
Love leaves a memory no one can steal”

"ความตายได้ทิ้งความเจ็บปวดไว้     ที่ไม่มีใครอาจเยียวยา
ความรักได้ทิ้งความทรงจำไว้         ที่ไม่ใครอาจลักพา " 

นี่เป็นข้อคิดสำหรับการตายก็ดีกว่าการเจ็บป่วยในร่างกายที่ทรมาน และความตายก็ทำให้ต้องเสียใจในความคิดถึงและมันเป็นความทรงจำที่ดีที่ไม่มีวันจะลืมเลือน  

สำหรับคริสเตียน ความตายไม่ใช่สิ่งที่ทำให้มีความเสียใจเพราะเรารู้ถึงบั้นปลายชีวิตของผู้ตายว่าเป็นเพียงผู้ล่วงหลับไปในพระคุณอบอุ่นในอ้อมกอดของพระบิดา  แต่อาจจะมีความอาลัยและเสียดายโอกาสที่จะได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกันในโลกนี้หมดแล้ว แต่ในโลกหน้าจะอยู่ด้วยกันนิรันดร์

ผมขอนำข้อคิดจากคำอุปมาของพระเยซูคริสต์ในพระธรรมลูกา 2 เรื่องด้วยกันคือ ในบทที่ 15:10-24  เรื่องบุตรน้อยหลงหาย ซึ่งเป็นการมีชีวิตที่ได้กลับมาสู่บ้านของพระบิดา และในบทที่ 16:19-31 เป็นเรื่องของเศรษฐีและลาซารัส ที่เมื่อตายไปแล้วมีบั้นปลายที่ต่างกัน คนหนึ่งไปอยู่นรกบึงไฟ อีกคนหนึ่งไปอยู่ในอ้อมอกของสวรรค์ (อ้อมอกอับราฮัม)  ซึ่งผมขอตั้งชื่อบทความนี้ไว้ว่า 
"มีชีวิตในหัวใจพระบิดา   มรณาในอ้อมอกสวรรค์ (อ้อมอกอับราฮัม) " 

ผมขอเริ่มต้นจากบทที่ 16 ก่อนเพราะเป็นเรื่องของบั้นปลายของการตายที่แตกต่างกัน 

จากคำอุปมาของพระเยซูคริสต์เรื่อง “เศรษฐีกับลาซารัส”
พระธรรมลูกา 16:19-31 (ฉบับมาตรฐาน 2011)
19 “มี​เศรษฐี​คน​หนึ่ง​นุ่ง​ห่ม​ผ้า​สี​ม่วง​และ​ผ้า​ป่าน​เนื้อ​ดี อยู่​อย่าง​รื่น​เริง​ฟุ่มเฟือย​ทุกๆ วัน     
20 ​และ​มี​คน​ยากจน​คน​หนึ่ง​ชื่อ​ลาซารัส เป็น​แผล​ทั้งตัว นอน​อยู่​ที่​ประตู​รั้ว​บ้าน​ของ​เศรษฐี
21 ​เขา​อยากจะ​กิน​เศษ​อาหาร​ที่​ตก​จาก​โต๊ะ​ของ​เศรษฐี​คน​นั้น แม้​สุนัข​ก็​มา​เลีย​แผล​ของ​เขา
22 ​ต่อมา​คน​ยากจน​นั้น​ตาย และ​พวก​ทูตสวรรค์​นำ​เขา​ไป​อยู่​กับ​อับราฮัม ส่วน​เศรษฐี​คน​นั้น​ก็​ตาย​ด้วย และ​ถูก​ฝัง​ไว้
23 ​และ​เมื่อ​เขา​เป็น​ทุกข์​ทรมาน​อยู่​ใน​แดน​คน​ตาย เขา​แหงน​หน้า​ดู เห็น​อับราฮัม​อยู่​แต่​ไกล และ​ลาซารัส​ก็​อยู่​กับ​ท่าน
24 ​เศรษฐี​จึง​ร้อง​ว่า ‘อับราฮัม​บิดา​เจ้า​ข้า ขอ​เมตตา​ข้าพเจ้า​เถิด ขอ​ใช้​ลาซารัส​มา เพื่อ​เอา​ปลาย​นิ้ว​จุ่ม​น้ำ​มา​แตะ​ลิ้น​ของ​ข้าพเจ้า​ให้​เย็น เพราะ​ข้าพเจ้า​ต้อง​ทุกข์​ระทม​อยู่​ใน​เปลว​ไฟ​นี้’
25 ​แต่​อับราฮัมต​อบ​ว่า ‘ลูก​เอ๋ย เจ้า​จง​ระลึก​ว่า​เมื่อ​เจ้า​ยัง​มี​ชีวิต​อยู่ เจ้า​ได้​สิ่ง​ที่​ดี​สำหรับ​ตัว และ​ลาซารัส​ได้​แต่​สิ่ง​เลว เวลา​นี้​เขา​ได้รับ​การ​ปลอบโยน​แล้ว แต่​เจ้า​ได้รับ​แต่​ความ​ทุกข์​ระทม
26 ​ยิ่ง​ไป​กว่า​นั้น ระหว่าง​เรา​กับ​พวก​เจ้า​ก็​มี​เหว​ใหญ่​ตั้ง​ขวาง​อยู่ เพื่อ​ว่า​ถ้า​ใคร​อยากจะ​ข้าม​จาก​ที่นี่​ไป​ถึง​พวก​เจ้า​ก็​ทำ​ไม่ได้ หรือ​ถ้า​จะ​ข้าม​จาก​ที่​นั่น​มาถึง​เรา​ก็​ทำ​ไม่ได้’
27 ​เศรษฐี​คน​นั้น​จึง​กล่าว​ว่า ‘ถ้า​อย่าง​นั้น บิดา​เจ้า​ข้า ขอ​ท่าน​ใช้​ลาซารัส​ไป​ที่​บ้าน​บิดา​ของ​ข้าพเจ้า   
28 ​เพราะ​ว่า​ข้าพเจ้า​มี​น้อง​ชาย​ห้า​คน ให้​ลาซารัส​ไป​เตือน​พวก​เขา เพื่อ​ไม่ให้​เขา​ต้อง​มา​อยู่​ใน​ที่​ทุกข์​ทรมาน​แห่ง​นี้’
29 ​แต่​อับราฮัมต​อบ​ว่า ‘เขา​มี​โมเสส​และ​พวก​ผู้เผย​พระ​วจนะ​แล้ว ให้​พวก​เขา​ฟัง​คน​เหล่า​นั้น​เถิด’
30 ​เศรษฐี​คน​นั้น​จึง​กล่าว​ว่า ‘ไม่ได้ อับราฮัม​บิดา​เจ้า​ข้า แต่​ถ้า​มี​ใคร​สัก​คน​หนึ่ง​จาก​พวก​คน​ตาย​ไป​หา​พวก​เขา เขา​คง​จะ​กลับ​ใจ​ใหม่’
31 ​อับราฮัม​จึง​ตอบ​เขา​ว่า ‘ถ้า​พวก​เขา​ไม่​ฟัง​โมเสส​และ​พวก​ผู้เผย​พระ​วจนะ แม้​จะ​มี​ใคร​เป็น​ขึ้น​มา​จาก​ตาย เขา​ก็​ยัง​จะ​ไม่​เชื่อ’ ”

อุปมาเรื่องนี้ต่อจากอุปมาเรื่อง "คน​ต้น​เรือน(คนรับใช้)​ที่ไม่สัตย์ซื่อ"  ซึ่งพระเยซูคริสต์ต้องการสอนว่า  ผู้ที่ประสงค์จะได้ชีวิตนิรันดร์จะต้องเตรียมพร้อมเสมอในการักษาชีวิตอย่างสัตย์ซื่อ  ไม่เป็นเหมือนกับชาวโลกที่พยายามทุกวิถีทางที่จะหามาให้ได้ซึ่งทรัพย์สมบัติฝ่ายโลก การรักษาชีวิตในความชอบธรรมไม่ใช่นับถือศาสนาเพียงเปลือกนอกแบบนักการศาสนา เช่น ฟาริสีที่ดูหมิ่นและเยาะเย้ยคำสอนของพระองค์
15 แต่​พระ​องค์​ตรัส​กับ​พวก​เขา​ว่า  “พวก​ท่าน​ทำ​ที​ดู​เป็น​คน​ชอบธรรม​ต่อ​หน้า​มนุษย์ แต่​พระ​เจ้า​ทรง​ทราบ​จิตใจ​ของ​ท่าน เพราะ​ว่า​สิ่ง​ที่​มี​คุณค่า​สูง​ใน​หมู่​มนุษย์ ​ก็​เป็น​ที่​เกลียด​ชัง​ใน​สาย​พระ​เนตร​ของ​พระ​เจ้า   
16 “มี​เพียง​ธรรมบัญญัติ(Torah)และ​ผู้เผย​พระ​วจนะ จนกระทั่ง​ยอห์น​มา​ปรากฏ ตั้งแต่​นั้น​มา​เขา​ประกาศ​ข่าว​ประเสริฐ​เรื่อง​แผ่นดิน​ของ​พระ​เจ้า และ​ทุก​คน​ก็​พยายาม​แย่ง​ชิง​กัน​เข้า​ไป​ใน​แผ่นดิน​นั้น 
อุปมาเรื่อง "เศรษฐีและลาซารัส"
17   ​ถึง​กระนั้น ฟ้า​และ​ดิน​จะ​ล่วง​ไป​ก็​ยัง​ง่าย​กว่า​ขีด ขีด​หนึ่ง​ใน​ธรรม​บัญญัติ​หลุด​หายไป

อุปมาเรื่อง "เศรษฐีและลาซารัส"  กล่าวถึงคน 2 คนที่มีสภาพที่แตกต่างกัน คนหนึ่งเป็นเศรษฐี อีกคนหนึ่งเป็นยาจก  เศรษฐีมีทรัพย์สมบัติฝ่ายโลกที่เขาปรารถนา  และดูเหมือนว่าเขามีความสุข แต่ที่หน้าประตูบ้านของเศรษฐีนั้นมีขอทาน ที่ชื่อว่า "ลาซารัส"  ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล   แต่หลังจากที่ทั้ง 2 คนตายไป  สภาพกลับเปลี่ยนใหม่

เศรษฐีนั้นได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอันมาก  ส่วนลาซารัสได้รับความสุขตลอดทั้งชั่วชีวิตนิรันดรในอ้อมอกของอับราฮัม  เศรษฐีได้วอนขอความช่วยเหลือแต่ไม่มีใครที่จะสามารถช่วยเหลือเศรษฐีคนนั้นได้ 

ข้อสังเกต คือ เศรษฐีคนนั้น  พระเยซูคริสต์เจ้าไม่ได้บอกว่าเขาชื่ออะไร  แต่ตรงกันข้าม พระองค์บอกเราว่า ขอทานนั้นชื่อลาซารัส คล้ายๆ กับว่าพระองค์สนใจต่อคนจนมากกว่าคนรวย  ทั้งนี้ก็เพราะว่า ตามธรรมดาคนเรามักจะจำชื่อคนรวยหรือเศรษฐีกันได้ง่ายๆ  ส่วนคนจนนั้นไม่มีใครสนใจจำชื่อของเขา 

สำหรับพระเป็นเจ้าไม่ใช่เช่นนั้น  พระองค์ทรงสนพระทัยต่อคนจนหรือผู้ที่ถูกทอดทิ้ง  คนยากจนผู้หนึ่งชื่อ “ลาซารัส” (คนละคนกับ  “ลาซารัส”  น้องชายของมารีย์ มารธาที่เบธานี ยน.11) เป็นภาษาฮีบรูมาจากคำว่า “เอลีอาซาร์” ซึ่งหมายความว่า God  is  helper (El-God) ( `azar  to surround,protect )   “พระเจ้าคือพระผู้ทรงช่วยเหลือ”หรือ“พระเป็นเจ้าเป็นองค์อุปถัมภ์ของข้าพเจ้า”  

ดังนั้นชื่อของลาซารัส จึงมิใช่เป็นแค่ชื่อของชายผู้ยากจน, แต่เป็นชายยากจนที่เชื่อและวางใจในพระเจ้า  นี่จึงน่าจะเป็นเหตุผลที่บอกได้ว่า ท่านอยู่ในสวนสวรรค์พร้อมกับอับราฮัม ก็เพราะความเชื่อและความใจในพระเจ้า ท่านได้เข้าสวรรค์มิใช่เพราะท่านยากจนแต่เพราะ “ท่านเป็นผู้เชื่อและวางใจในพระเจ้า” 

แต่ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง (When the day is come)   วันที่ทั้ง2 คนต้องตาย ลาซารัสได้รับการช่วยเขาให้พ้นจากสภาพที่น่าสังเวช  หลังจากได้สู้ทนมาด้วยความยากลำบากและด้วยความพากเพียร  ในขณะที่เขามีชีวิตอยู่ไม่มีใครเหลียวแลเขา  เมื่อเขาจากไปก็คงไม่มีใครไว้ทุกข์ให้  ทูตสวรรค์นำเขาไปอยู่ในอ้อมอกของอับบราฮัม    ในฐานะที่เขาเป็นบุตรของอับราฮัมต้นตระกูลชาวยิว  ลาซารัสได้รับการต้อนรับและทูตสวรรค์ได้พาเข้าไปอยู่ในอ้อมอกของอับราฮัม

เศรษฐีคนนั้นก็ตายเช่นเดียวกัน ญาติพี่น้องของเขาคงจัดงานศพให้อย่างใหญ่โต แต่เมื่อเขาตายไปเขากลับลงไปยังนรกบึงไฟ  เมื่อเขาแหงนหน้าขึ้น มองเห็นอับราฮัมแต่ไกล และเห็นลาซารัสอยู่ในอ้อมอก  เศรษฐีได้รับอนุญาตให้เห็นความสุขซึ่งเขาได้สูญเสียไปเพราะความโง่เขลาของเขา  เขาด้รับความทุกข์ทรมาน   เขาจึงร้องขอต่ออับราฮัมว่า  "ข้าแต่บิดาอับราฮัม"    อับราฮัมเป็นบิดาของชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรร  ชาวยิวทุกคนมีความภาคภูมิใจมากในต้นตระกูลของเขา เแต่น่าเสียดายที่ชาติยิวมีความไว้วางใจต่ออับราฮัมในฐานะที่เขาเป็นผู้สืบตระกูลมาจากอับราฮัมมากเกินไป  และหลายๆ คนไม่ได้สนใจที่จะเลียนแบบความเชื่อของท่าน ( มธ 3:9,ยน 8:39-41,รม 2:17-29)

มธ. 3:9 ​อย่า​ทึกทัก​ว่า​ตัวเอง​มี​อับราฮัม​เป็น​บรรพ​บุรุษ​​ เพราะ​ข้าพเจ้า​บอก​พวก​ท่าน​ว่า ​พระ​เจ้า​ทรง​สามารถ​ให้​บุตร​แก่​อับราฮัม​จาก​ก้อน​หิน​เหล่า​นี้​ได้

ยน. 8:39 พวก​เขา​ทูล​ตอบ​พระ​องค์​ว่า “อับราฮัม​เป็น​บิดา​ของ​เรา” ​พระ​เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “ถ้า​พวก​ท่าน​เป็น​ลูก​ของ​อับราฮัม​แล้ว ท่าน​ก็​จะ​ทำ​ใน​สิ่ง​ที่​อับราฮัม​ทำ

รม. 2:17 แต่​ถ้า​ท่าน​เรียก​ตัวเอง​ว่ายิว​และ​พึ่งธรรม​บัญญัติ และ​อวด​ว่า​ตน​มี​ความ​สัมพันธ์​พิเศษ​กับ ​พระ​เจ้า​

เศรษฐีคนนี้ร้องขอต่ออับราฮัมและเรียกท่านว่าเป็น “บิดา” กรุณาส่งลาซารัสให้ใช้ปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นให้ลูกสดชื่นขึ้นบ้าง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะเมื่อมีชีวิตเขาไม่เคยช่วยเหลือลาซารัสเลย 

ยิ่งกว่านั้น ยังมีเหวใหญ่ขวางอยู่ระหว่างเราทั้งสอง  เศรษฐีไม่ได้ขอร้องให้พระเป็นเจ้าเปลี่ยนแปลงคำตัดสิน  สิ่งที่เขาขอร้องคือความบรรเทาจากการทรมาน 
เศรษฐีจึงขอเพิ่มเติมอีกว่า  ให้ส่งลาซารัสไปยังบ้านบิดาของเขา เพื่อช่วยพี่น้อง 5 คนที่ยังมีชีวิตอยู่ในโลก  แต่อับราฮัมได้ปฏิเสธคำขอร้องของเขาอีกครั้งหนึ่ง 
จากคำอุปมาตอนนี้ได้เปิดเผยให้เราเห็นความจริงเกี่ยวกับความตายและชีวิตหลังความดังต่อไปนี้ 

1. ความตายเป็นความเสมอภาคของมนุษย์  

1 ทธ. 6:7 “ เพราะว่าเราไม่ได้เอาอะไรเข้ามาในโลกฉันใด  เราก็เอาอะไรออกไปจากโลกไม่ได้ฉันนั้น” 

จากคำอุปมาที่พระเยซูทรงยกมาทำให้เห็นสถานภาพของชาย 2 คน ที่แตกต่างกัน  เศรษฐีมีทุกอย่างในโลกนี้ที่เขาต้องการ ดำเนินชีวิตอย่างหรูหราสนุกสนานฟุ่มเฟือย แต่ว่าฐานะความเป็นอยู่ของเขาก็ไม่สามารถยับยั้งความตายจากเขาได้  ในทางตรงกันข้ามลาซารัสเป็นคนยากจนเป็นขอทาน มีชีวิตอย่างรันทด และแล้ววันหนึ่งเขาก็ได้ตายไปเช่นกัน เราจะเห็นว่าเศรษฐีแม้จะมีทรัพย์สมบัติมากมาย เมื่อตายจากโลกนี้ไปก็ไม่สามารถนำอะไรติดตัวไปได้แม้แต่อย่างเดียว เช่นเดียวกับลาซารัสที่แม้จะไม่มีอะไรเลยในโลกนี้ ก็ไม่มีอะไรเมื่อเขาตายไป นับว่าเป็นความเสมอภาคที่มนุษย์ทุกคนได้รับ 

2.  ความตายเป็นการสิ้นสุดของสภาพของมนุษย์ฝ่ายเนื้อหนัง เพื่อรับกายใหม่ฝ่ายวิญญาณ

เราจะเห็นว่าทั้ง 2 ถูกนำไปอยู่ในสถานที่ซึ่งถูกจัดเตรียมไว้  พระคัมภีร์บอกว่าเศรษฐีถูกนำไปยังสถานที่ที่ทุกข์ทรมาน  ส่วนลาซารัสถูกนำไปสู่สถานที่สุขสำราญคือ "อ้อมอกของอับราฮัม" นั่นคือ สวรรค์ 

คนทั้งสองไม่สามารถที่จะไปไหนมาไหนตามใจชอบอีกต่อไป เศรษฐีต้องอยู่ในสถานที่ทุกข์ทรมาน ไม่สามารถออกจากที่นั่นไปหาลาซารัส หรือแม้แต่ขอให้ลาซารัสมาเยี่ยมเขาก็ไม่ได้ ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่าเสรีภาพได้สิ้นสุดลงแล้ว

พระคัมภีร์ได้สอนว่าเมื่อคนนึ่งคนใดได้ตายจากโลกนี้เขาจะถูกนำไปยังสถานที่ซึ่งพระเจ้าได้จัดเตรียมไว้สำหรับแต่ละคนตามที่เขาได้เลือกไว้เมื่อยังมีชีวิตอยู่  เมื่อดวงวิญญาณของมนุษย์ได้หลุดลอยออกจากร่างไปแล้ว ก็ไม่สามารถจะกลับมาเข้าฝันหรือมาบอกให้กับคนที่มีชีวิตอยู่ว่าเขาไปอยู่ที่ไหนอย่างไร 

ตามที่พระคัมภีร์สอนเรื่องการทรงเจ้าเข้าฝันหรือการเรียกวิญญาณของผู้ที่ตายแล้ว เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ แต่ในกรณีที่มีการเรียกวิญญาณของผู้ที่จากไปและมีการกลับมาบอกเรื่องต่าง ๆนั้น พระคัมภีร์สอนว่านั้นไม่ใช่ดวงวิญญาณของผู้ที่ตายไปแล้ว แต่เป็นวิญญาณที่ครอบครองโลกนี้  หรือวิญญาณคุ้นเคย (familiar spirit) ที่สามารถใช้ร่างของคนทรงมาสื่อสารกับวิญญาณได้  

    (ประเด็นนี้ผมขอไม่อธิบาย เพราะเป็นเรื่องทางศาสนศาสตร์ ไม่สามารถอธิบายรายละเอียดในพื้นที่นี้)  

     อฟ. 2: 2  ครั้งเมื่อก่อนท่านเคยประพฤติในการบาปนั้นตามวิถีของโลก  ตามเจ้าแห่งย่านอากาศ  คือวิญญาณที่ครอบครองอยู่ในคนทั้งหลายที่ไม่เชื่อฟัง” 
    
      เรื่องเศรษฐีกับลาซารัสเป็นเรื่องจริงที่พระเยซูได้เปิดเผยให้เราทราบเกี่ยวกับสถานภาพของคนที่ตายแล้ว เราจะเห็นว่าเขาหมดเสรีภาพในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด เศรษฐีร้องขอความเมตตาจากอับราฮัม ขอให้ลาซารัสเอาปลายนิ้วจุ่มน้ำมาแตะลิ้นของเขา แต่อับราฮัมตอบว่าไม่ได้ และเศรษฐีร้องขอให้ลาซารัสไปบอกพี่น้องของตนที่มีอยู่อีก 5 คนให้เขาเชื่อในพระเจ้า เพื่อเขาจะไม่ได้มาทางนี้ แต่อับราฮัมตอบว่า ไม่ได้ 
     
    ในพระคัมภีร์ภาษาฮีบรู คำที่ใช้ในการอธิบายแดนผู้ตายคือ “Sheol” ซึ่งหมายความถึง “สถานที่ของคนตาย” หรือ “สถานที่ของจิตวิญญาณหรือวิญญาณที่ออกมาจากร่างกายแล้ว”
    
     ในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ คำที่ใช้ในความหมายถึงนรกนั่น ภาษากรีกใช้คำว่า “Hades” ซึ่งหมายถึง “สถานที่ของคนตาย” เช่นกัน สำหรับข้อพระคัมภีร์อื่นๆในพันธสัญญาใหม่นั้น มีการระบุว่า Sheol และ Hades นั้นคือสถานที่ชั่วคราว ที่ซึ่งวิญญาณถูกพักไว้เพื่อรอการเสด็จกลับมาและการพิพากษาโลกครั้งสุดท้าย ในพระคัมภีร์วิวรณ์ 20:11-15 ได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนของทั้งสองสิ่งคือ นรก (ทะเลสาบเพลิง) คือสถานที่สุดท้ายและชั่วนิรันดร์ของผู้ที่ได้รับการตัดสินว่าเป็นผู้หลงหาย ในขณะที่ Hades หมายถึงสถานที่พักชั่วคราว ดังนั้นจึงตอบได้ว่า พระเยซูไม่ได้เสด็จลงไปที่ “นรก” เพราะ “นรก” เป็นเรื่องของอนาคต และจะเกิดขึ้นหลังจากการพิพากษาโลกบนพระที่นั่งใหญ่สีขาวเท่านั้น (วว. 20:11-15)  
      “Sheol” และ “Hades” จึงเป็นเรื่องของสองสถานที่ (มธ. 11:23; 16:18; ลก.10:15; 16:23; และกจ.2:27-31) คือระหว่างเป็นที่อยู่ของผู้ที่ได้รับความรอด และที่ของผู้หลงหาย สถานที่ของผู้ได้รับความรอดนั้น เรียกว่า “สวรรค์” หรือ “อ้อมอกของอับราฮัม” (Paradise)  สถานที่ของผู้ที่ได้รับความรอด และผู้หลงหายนั้น ถูกกั้นแยกโดย “เหวใหญ่ลึกกั้นขวางอยู่” (ลก.16:26)   
    
     3. ความตายเป็นการสิ้นสุดของโอกาส  

     เมื่อมีบุคคลที่รักตายจากไป บุคคลที่ใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ สามีภรรยา หรือลูกๆของผู้ที่จากไปก็อยากจะทำทุกสิ่งเพื่อช่วยให้ผู้ที่จากไปสู่สุขคติ  แต่ความตายคือจุดสิ้นสุดของโอกาสต่างๆ พระเจ้าให้มนุษย์แต่ละคนเกิดมาครั้งเดียว เราแต่ละคนมีโอกาสที่จะตัดสินใจเลือกที่ไปสำหรับชีวิตในโลกหน้าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เท่านั้น  

ดังนั้นบั้นปลายคือตวามตาย เราจะต้องพบเจอ เป็นที่สุดท้ายก่อนจะสิ้นสภาพความเป็นมนุษย์และเป็นโอกาสสุดท้ายของการใช้โอกาส อยากจะบอกรัก อยากจะกอดคนที่เรารัก เราต้องทำเมื่อเขามีชีวิตอยู่ และสิ่งสำคัญคือ การต้องเล่าเรื่องข่าวประเสริฐแห่งความรอดทางพระคริสต์ เพื่อคนให้คนที่เรารักได้โอกาสในการกลับใจ มาหาพระเจ้า ก่อนที่โอกาสของชีวิตจะหมดไปด้วยความตาย 

ขอบพระคุณพระเจ้า วันนี้คือวันที่หนึ่งที่เราจะนับถอยหลังจนถึงวันสุดท้าย

อุปมาเรื่องเศรษฐีกับลาซารัสเป็นข้อคิดกับเราในการเรื่องเป้าหมายสุดท้ายของชีวิต เชื่อว่า เราทุกคนต้องการที่จะมรณาในอ้อมอกสวรรค์  แบบลาซารัส  
แต่ในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่เราจะเราจะใช้ชีวิตอย่างไร พระเยซูคริสต์ได้กล่าวเป็นคำอุปมา ในเรื่อง "บุตรน้อยหลงหาย (Prodigal Son)"  เพื่อให้เราอยู่ในหัวใจพระบิดา   กลับมาสู่อ้อมอกของพระองค์ดังนี้

ลูกา 15:10-24
10 ​ใน​ทำนอง​เดียว​กัน เรา​บอก​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ว่า จะ​มี​ความ​ชื่น​ชม​ยินดี​ท่ามกลาง​พวก​ทูตสวรรค์​ของ​พระ​เจ้า​เรื่อง​คน​บาป​คน​เดียว​ที่​กลับ​ใจ​ใหม่”
11 ​พระ​เยซู​ตรัส​ว่า “ชาย​คน​หนึ่ง​มี​บุตร​สอง​คน
12 ​บุตร​คน​เล็ก​พูด​กับ​บิดา​ว่า ‘พ่อ ขอ​แบ่ง​ทรัพย์สิน​ส่วน​ที่​ตก​เป็น​ของ​ลูก​ให้​ลูก​ด้วย’ บิดา​จึง​แบ่ง​สมบัติ​ให้แก่​บุตร​ทั้ง​สอง
13 ​ต่อมา​ไม่กี่​วัน บุตร​คน​เล็ก​นั้น​ก็​รวบรวม​ทุก​สิ่ง​ทุก​อย่าง​แล้ว​เดินทาง​ไป​ยัง​เมือง​ไกล และ​ผลาญ​ทรัพย์สิน​ของ​ตน​ที่​นั่น​ด้วย​การ​ใช้​ชีวิต​แบบ​ฟุ่มเฟือย
14 ​เมื่อ​ใช้​จ่าย​จน​หมด​สิ้น​ทุก​อย่าง​แล้ว ​ก็​เกิด​กันดาร​อาหาร​อย่าง​รุนแรง​ทั่ว​เมือง​นั้น เขา​จึง​เริ่ม​ขาด​แคลน
15 ​เขา​ไป​อาศัย​อยู่​กับ​ชาว​เมือง​นั้น​คน​หนึ่ง และ​คน​นั้น​ก็​ใช้​เขา​ไป​เลี้ยง​หมู​ที่​ทุ่ง​นา
16 ​เขา​อยากจะ​อิ่ม​ท้อง​ด้วย​ฝักถั่ว​ที่​หมู​กิน​นั้น แต่​ไม่​มี​ใคร​ให้​อะไร​เขา​เลย
17 ​เมื่อ​เขา​สำนึก​ตัว​ได้ จึง​พูด​ว่า ‘ลูกจ้าง​ของ​พ่อ​ไม่​ว่า​จะ​มี​มาก​สัก​แค่​ไหน​ก็​ยัง​มี​อาหาร​เหลือเฟือ แต่​ข้า​กลับ​ต้อง​มา​อด​ตาย​ที่นี่
18 ​ข้า​น่าจะ​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​พ่อ และ​พูด​กับ​ท่าน​ว่า “พ่อ ลูก​ผิด​ต่อ​สวรรค์​และ​ผิด​ต่อ​ท่าน​ด้วย
19 ​ไม่​สมควร​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​ลูก​ของ​พ่อ​อีก​ต่อไป ขอ​โปรด​ให้​ลูก​อยู่​ใน​ฐานะ​ของ​ลูกจ้าง​คน​หนึ่ง​ของ​ท่าน​เถิด” ’
20 ​แล้ว​เขา​ก็​ลุก​ขึ้น​ไป​หา​บิดา แต่​เมื่อ​เขา​ยัง​อยู่​แต่​ไกล บิดา​ก็​เห็น​เขา​และ​มี​ใจ​สงสาร จึง​วิ่ง​ออกไป​กอด​คอ​และ​จูบ​แก้ม​ของ​เขา
21 ​บุตร​คน​นั้น​จึง​กล่าว​กับ​บิดา​ว่า ‘พ่อ ลูก​ผิด​ต่อ​สวรรค์​และ​ผิด​ต่อ​ท่าน​ด้วย ไม่​สมควร​จะ​ได้​ชื่อ​ว่า​เป็น​ลูก​ของ​พ่อ​อีก​ต่อไป’
22 ​แต่​บิดา​สั่ง​พวก​บ่าว​ของ​ตน​ว่า ‘จง​รีบ​ไป​เอา​เสื้อ​ที่​ดี​ที่สุด​ออกมา​สวม​ให้​เขา เอา​แหวน​มา​สวม​ที่​นิ้ว​มือ และ​เอา​รองเท้า​มา​สวม​ให้​ด้วย
23 ​และ​จง​ไป​เอา​ลูก​วัว​ตัว​ที่​อ้วน​พี​มา​ฆ่า​เลี้ยง​กัน​เพื่อ​ความ​รื่น​เริง
24 ​เพราะ​ว่า​ลูก​ของ​เรา​คน​นี้​ตาย​แล้ว​แต่​กลับ​เป็น​ขึ้น​อีก หายไป​แล้ว​แต่​ได้​พบ​กัน​อีก’ พวก​เขา​ต่าง​ก็​มี​ความ​รื่น​เริง

ข้อคิดจากอุปมาเรื่อง "บุตรน้อยหลงหาย (Prodigal Son)" 
(ผมขอสรุปจากหนังสือเรื่อง "อ้อมกอดพระบิดา" Experiencing Father's Embrace  เขียนโดยแจ็ค ฟรอสท์(Jack Frost) 

ความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกเป็นภาพสะท้อนว่าพระบิดาในสวรรค์เป็นพระบิดาที่ฟุ่มเฟือย พจนานุกรมฉบับเว๊บสเตอร์    คำว่า “ฟุ่มเฟือย” หรือ  Prodigal  หมายถึง ผู้ที่ให้ด้วยใจกว้างขวาง,ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย คำอุปมาของพระเยซูคริสต์ในพระธรรมลูกา บทที่ 15 ใช้คำว่า บุตรน้อยผู้ฟุ่มเฟือย (Prodigal Son) (ในภาษาไทยใช้คำว่า บุตรน้อยหลงหาย)

        หลักศาสนามักจะยกขึ้นมาเพื่อแสดงให้เห็นความล้มเหลวและความผิดบาปของลูกมากกว่าจะเน้นถึงความรัก ความสัมพันธ์ของพระบิดาที่ทรงนำการกลับคืนดีระหว่างพระองค์กับลูกๆ ของพระองค์  แม้ว่าบุตรน้อยหลงหายจะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยแต่ก็มาจากมรดกที่ได้รับจากบิดาที่มีความเมตตา และยกโทษให้อภัยลูกเสมอ (คนที่เป็นเศรษฐีที่แท้จริงคือพระบิดา ไม่ใช่เศรษฐีที่ทำกับลาซารัส)
          ตามธรรมเนียม มรดกของลูกชายจะยังไม่ตกเป็นของเขาจนกว่าพ่อจะเสียชีวิต (ลูกา 15:12) การขอแบ่งมรดกเป็นการอกตัญญูอย่างร้ายแรง บัญญัติของคนยิวสมัยนั้น ผู้ที่ไม่ให้เกียรติบิดามารดาจะถูกขว้างด้วยก้อนหินจนตาย แต่ผู้ที่เป็นพ่อยกโทษให้อภัยและยกมรดกให้บุตรคนนั้นอย่างไม่โกรธเคือง

เรียกร้องสิทธิในมรดกของพระเจ้า

          ในช่วงปีค.ศ.1980-1990 คริสเตียนจำนวนมากเริ่มตีคุณค่าของพระคุณ เป็นมรดกที่เขาสมควรได้รับเพราะการกระทำของพวกเขา พระเจ้าต้องอวยพรให้เขาได้รับการรักษา อวยพรความมั่งคั่ง แต่ไม่ได้ติดตามทางแห่งความรักของพระบิดา ทำให้เขาพลาดพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การมีความสัมพันธ์สนิทกับพระองค์ ดั่งบุตรน้อยหลงหายได้รับมรดกแต่ห่างไกลความสัมพันธ์กับบิดา (ลูกา 15:13)  เราจะต้องค้นหาในชีวิตของเราว่า เราต้องการทำอะไรด้วยตัวเราเอง ต้องการกำหนดชีวิตตามวิธีการของเราเอง เราจะเริ่มห่างไกลจากอ้อมกอดของพระบิดา ไม่ช้าเราจะเสพการอวยพรของพระเจ้าที่พระองค์ให้เราจากความโลภของเราจนหมด
          ในปี 1998 ริค นอร์ท ประธานกลุ่มพรอมมิส คีพเปอร์ (Promise Keeper) ได้ทำวิจัยและพบว่า 62% ของคริสเตียนผู้ชายยอมรับว่ามีปัญหาความบาปทางเพศ เนื่องจากให้คุณค่าความต้องการของตนเองมากกว่าความรักของพระบิดา จึงทำให้เขาไม่ได้รับความรักมาเติมเต็ม เหมือนดั่งบุตรน้อยหลงหายที่พบว่าชีวิตขัดสนเมื่อห่างไกลจากบิดา (ลูกา 15:14)

ชีวิตในเล้าหมู  (ลูกา 15:15-16)
          ผลลัพธ์ของบุตรน้อยหลงหาย คือ ชีวิตที่ตกต่ำ สิ่งที่เขาโหยหาและเป็นสิ่งเดียวที่มีความจำเป็นและความต้องการในชีวิตได้รับการตอบสนองอย่างที่สุดคือ กลับสู่อ้อมกอดพระบิดา

รู้สำนึก

          เมื่อบุตรน้อยรู้สึกว่ามาถึงจุดตกต่ำที่สุดอยู่ในคอกหมูแห่งความอับอายและหมดหวัง ทำให้เริ่มรู้สำนึกและต้องการกลับบ้าน (ลูกา 15:17-19)  การกลับใจใหม่ที่แท้จริงคือการเปลี่ยนแปลงทั้งความคิด จิตใจและความประพฤติ (ลูกา 15:20) พระเจ้าพระบิดาทรงยกโทษและพร้อมจะไปหาด้วยความรัก (2 ทิโมธี 2:13, เยเรมีย์ 31:3) พระบิดาของเราเป็นพระบิดาที่ฟุ่มเฟือยที่ให้ความรักแก่เราอย่างสุรุยสุร่าย พร้อมที่จะพระพรมาถึงเราแม้เราไม่สมคารที่จะได้รับ (ลูกา 15:21-24)
พ่อให้การต้อนรับอย่างวิเศษ สวมเสื้อที่ดีที่สุด สวมแหวนที่เป็นสัญลักษณ์ของทายาท และสวมรองเท้าแห่งสิทธิของลูกเท่านั้น พ่อยิ่งกว่าดีใจที่ลูกที่หลงหายกลับคืนมา
ใบมะเดื่อแห่งความอับอาย

          ลูกของพระเจ้าจำนวนมากมีชีวิตอยู่ภายใต้แอกของการปรักปรำจากความบาปในอดีตที่เขากระทำ  ซึ่งเป็นวงจรที่เริ่มตั้งแต่บาปครั้งแรกที่สวนเอเดน เกิดความอับอาย ความกลัว คือ การซ่อนตัวจากพระเจ้า (ปฐก.3:7-10) ความอับอาย คือใบมะเดื่อที่นำมาปิดซ่อนความเปลือยเปล่าของเขาไว้ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ไม่มั่นคง รู้สึกผิด อ้างว้าง แยกตัว วิตกและความล้มเหลว มาจากผลของความบาปที่เป็นวงจรอุบาทว์ทำให้เกิดการล้มเหลวไปเรื่อยๆ
          แต่หากเราหันหัวใจของเรากลับมาสู่บ้านของพระบิดา  พระองค์จะต้อนรับเรา เปลี่ยนใบมะเดื่อแห่งความอับอายให้เป็นอาภรณ์แห่งความชอบธรรม และใส่แหวนให้เราเพื่อให้เรากลับคืนสถานภาพของการเป็นบุตรอย่างสมบูรณ์

ขั้นตอน 6 ประการสู่การสัมพันธ์สนิทกับพระบิดา

สำนึกตัว   หากว่าคุณต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว คุณก็เป็นบุตรของพระบิดา แม้ว่าคุณจะอยู่ในคอกหมูแห่งมลทินและความบาป จงสำนึกว่าพระบิดาทรงรักคุณและรอคอยอย่างจดจ่อต่อการกลับบ้านของคุณ

สารภาพบาปของคุณ   เปลี่ยนทัศนคติจากรักตัวเองมาเป็นความถ่อมใจ (มัทธิว 18:4) หากไม่ถ่อมใจ การกลับบ้านจะไม่เกิดขึ้น แต่เมื่อเราถ่อมใจลงในการสารภาพบาปเราจะได้รับการยกขึ้นต่อหน้าพระบิดา
ยกโทษให้กับคุณพ่อ (หรือคุณแม่) ผู้ให้กำเนิดคุณ ในสิ่งที่ท่านได้ทำให้คุณเจ็บปวดหรือเหตุการณ์ที่เป็นปัญหาในอดีต  คุณพ่อคุณแม่ผู้ให้กำเนิดคุณเป็นเพียงมนุษย์ปุถุชน ท่านมีแนวโน้มจะทำผิดพลาดส่งผลต่อมุมมองพระบิดาของคุณ  พระบิดาทรงรักและให้อภัย คุณจะต้องปลดปล่อยตัวเองจากอดีต เพื่อมีความสัมพันธ์กับความสนิทสนมกับพระบิดา

มองดูบ้านพระบิดาว่าเป็นแหล่งความรักของคุณ  

คาดหวังอ้อมของพระบิดา  เปิดแขนเพื่อรับการสวมกอดจากพระบิดากลับมาหาพระองค์
กลับคืนมายังบ้านของพระบิดา   วิญญาณของการเป็นบุตรจะปลดปล่อยคุณให้บังเกิดใหม่ (โรม 8:15) พระบิดาจะเอาใบมะเดื่อของคุณออกและสวมความรักของพระองค์เพื่อปกคลุมคุณ (1 เปโตร 4:8)

ฟังเสียงพระบิดากระซิบข้างหูว่า “ลูกรัก พ่อรักลูก กลับมาหาพ่อนะ ทุกอย่างจะเรียบร้อย”

ขอพระเจ้าทรงอวยพระพรให้เรามีชีวิตในหัวใจพระบิดา และเมื่อมรณาในอ้อมอกสวรรค์ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น