29 มิถุนายน 2561

แนวทางการแปลภาษาแปลกๆเบื้องต้น (ตอนที่ 2)

 ในบทความที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงการแปลภาษาแปลกๆที่ตนเองพูด และในบทความนี้ ผมจะขอกล่าวถึงการแปลภาษาแปลกๆที่คนอื่นพูด หวังว่าเมื่อเพื่อนๆอ่านบทความนี้ ของประทานการแปลภาษาแปลกๆที่อยู่ภายในเพื่อนๆจะเติบโตมากยิ่งขึ้น ถ้าเพื่อนๆยังไม่เคยอ่านบทความตอนที่แล้ว ผมขอหนุนใจเพื่อนๆให้อ่านบทความตอนที่แล้วก่อน เพื่อว่าเมื่อเพื่อนๆอ่านบทความตอนนี้ เพื่อนๆจะเข้าใจการแปลภาษาแปลกๆได้อย่างครบถ้วน

บทความตอนที่แล้ว http://pattamarot.blogspot.com/2018/06/blog-post_21.html

การแปลภาษาแปลกๆของผู้อื่น
            การแปลภาษาแปลกๆสามารถทำได้ ทั้งภาษาแปลกๆที่ตนเองพูดและภาษาแปลกๆที่คนอื่นพูด ทั้งนี้จากประสบการณ์ของผมแล้ว การแปลภาษาแปลกๆที่คนอื่นพูดนั้นทำได้ง่ายกว่าการแปลภาษาแปลกๆที่ตนเองพูด เพราะถ้าเราแปลภาษาแปลกๆที่ตนเองพูด ตัวเราจะต้องใช้ของประทาน 2 อย่างในเวลาเดียวกัน เวลาที่เราแปลภาษาแปลกๆที่ตนเองพูด ตัวเราก็ใช้ทั้งของประทานการพูดภาษาแปลกๆและของประทานการแปลภาษาแปลกๆไปพร้อมกัน ทำให้ต้องใช้ความจดจ่อที่สูง แต่เวลาที่เราแปลภาษาแปลกๆที่คนอื่นพูด ตัวเราก็ใช้เพียงของประทานการแปลอย่างเดียว ส่วนอีกคนก็ใช้ของประทานการพูดภาษาแปลกๆเพียงอย่างเดียว การแปลภาษาแปลกๆที่คนอื่นพูดจึงสบายและง่ายกว่าการแปลภาษาแปลกๆที่ตนเองพูด เพราะต่างคนต่างก็ใช้ของประทานเพียงอย่างเดียว คนที่แปลก็จะจดจ่อกับการแปลเท่านั้น ส่วนคนพูดภาษาแปลกๆก็จะจดจ่อกับการพูดภาษาแปลกๆเท่านั้น การที่อีกคนหนึ่งพูดและอีกคนหนึ่งแปลจึงทำให้เกิดความคล่องตัวมากกว่า



            แนวทางของการแปลภาษาแปลกๆที่คนอื่นพูดก็เป็นแนวทางที่คล้ายกับการแปลภาษาแปลกๆที่ตนเองพูด ซึ่งผมได้จัดแจงไว้สามขั้นตอนง่ายๆดังต่อไปนี้

 สามขั้นตอนของการแปลภาษาแปลกๆที่คนอื่นพูด
1.พูดภาษาแปลกๆ (ไม่พูดพร้อมกัน) 
2.ตื่นตัวรับคำแปล
3.ปลดปล่อยคำแปล

ข้อพระคัมภีร์สำคัญ
(1 โครินธ์ 14:27) ถ้า​ใคร​จะ​พูด​ภา​ษา​แปลกๆ จง​ให้​พูด​เพียง​สอง​คน​หรือ​อย่าง​มาก​ที่​สุด​ก็​สาม​คน และ​ให้​พูด​ที​ละ​คน แล้ว​ให้​อีก​คน​หนึ่ง​แปล

1. พูดภาษาแปลกๆ  (ไม่พูดพร้อมกัน)
            ก่อนที่จะแปลภาษาแปลกๆได้ ก็ต้องมีการพูดภาษาแปลกๆเสียก่อน การแปลภาษาแปลกๆที่คนอื่นพูดมีเคล็ดลับสำคัญก็คือ การไม่พูดภาษาแปลกๆพร้อมกัน เพราะการพูดภาษาแปลกๆพร้อมกัน จะทำให้การแปลมีความสับสนและไม่เป็นระเบียบ ดังนั้นขณะที่คนหนึ่งกำลังพูดภาษาแปลกๆอยู่ คนอื่นก็ควรเงียบโดยไม่อธิษฐานหรือพูดภาษาแปลกๆแทรก

อนึ่ง การพูดภาษาแปลกๆที่คาดหวังการแปล อาจจะพูดสักประมาณ 3 -10 วินาทีแล้วจึงหยุด เพราะหากจะคาดหวังการแปล การพูดภาษาแปลกๆ 10 วินาที ก็ถือว่านานมากแล้ว แต่หากต้องการพูดภาษาแปลกๆโดยไม่คิดที่จะแปล ผู้พูดภาษาแปลกๆก็สามารถพูดนานเท่าไรก็ได้

2. ตื่นตัวรับคำแปล
            ในขณะที่คนหนึ่งกำลังพูดภาษาแปลกๆ คนอื่นก็ควรเงียบและตื่นตัวในการรับคำแปล ซึ่งการตื่นตัวรับคำแปลสามารถทำได้โดยใช้หูฟังภาษาแปลกๆและใช้ใจจดจ่อกับภาษาแปลกๆ

การตื่นตัวรับคำแปล = หูฟังภาษาแปลกๆ + ใจจดจ่อกับภาษาแปลกๆ

ระหว่างที่เราจดจ่อกับภาษาแปลกๆที่คนอื่นพูด คำแปลก็จะค่อยๆก่อตัวขึ้นในความคิดของเรา คำแปลที่ก่อตัวขึ้นนี้ อาจจะเป็นอารมณ์หรือเป็นนิมิตหรือเป็นถ้อยคำก็ได้ หลายครั้งผู้แปลภาษาแปลกๆก็ไม่ได้เข้าใจในทุกๆพยางค์ของภาษาแปลกๆ แต่ผู้แปลมักจะเข้าใจความหมายโดยรวมของภาษาแปลกๆที่พูดและอาจจะเข้าใจอย่างเจาะจงว่าภาษาแปลกๆที่พูดนั้นมีเนื้อหาในทิศทางใด

3. ปลดปล่อยคำแปล
เมื่อพูดภาษาแปลกๆจบแล้ว ก็เป็นช่วงของการปลดปล่อยคำแปล ซึ่งเทคนิคของการปลดปล่อยคำแปลในภาษาแปลกๆที่คนอื่นพูด ก็เป็นเทคนิคเดียวกันกับการปลดปล่อยคำแปลในภาษาแปลกๆที่ตนเองพูด โดยเทคนิคสำคัญก็คือ เราไม่จำเป็นต้องรู้เนื้อความภาษาแปลกๆอย่างครบถ้วนก่อน แต่เราสามารถปลดปล่อยคำแปลที่เรามีเพียงบางส่วนได้ทันที และหลายครั้งเมื่อเราเริ่มปลดปล่อยคำแปลที่เรามีเพียงบางส่วน พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็ทรงประทานรายละเอียดเจาะจงของคำแปลให้เพิ่มเติม

การแปลภาษาแปลกๆสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในชีวิตอธิษฐานส่วนตัวหรือในกลุ่มแคร์ แต่หลักสำคัญที่ทำให้แปลได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ การพูดภาษาแปลกๆควรพูดเพียงคนเดียว (ไม่ควรพูดพร้อมๆกัน) และระหว่างที่คนหนึ่งกำลังพูดภาษาแปลกๆอยู่ ผู้อื่นที่อยู่ในกลุ่มก็ควรนิ่งและตื่นตัวในการรับคำแปล

ต้อง เสี่ยงในการพัฒนาการแปล
          เมื่อเพื่อนๆได้รู้ขั้นตอนเบื้องต้นของการแปลภาษาแปลกๆ เพื่อนๆบางคนอาจยังรู้สึกไม่กล้าที่จะลองปลดปล่อยคำแปล เพราะกลัวว่าตัวเองจะแปลผิดหรืออาจจะต้องทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน

            คำอุปมาเรื่องเงินตะลันต์ที่พระเยซูสอนไว้ใน (มัทธิว 25:14-30) ได้อธิบายไว้ถึงทาสที่ซื่อสัตย์ ซึ่งทาสที่ซื่อสัตย์นี้ยอม เสี่ยง โดยนำเงินของนายที่มอบให้ไปลงทุน (ทุกการลงทุนมีความเสี่ยง) และก็ได้ผลกำไรกลับมา แต่ทาสที่ชั่วร้ายคือทาสที่เอาเงินของนายไปฝังดิน โดยไม่ยอมนำเงินของนายไป เสี่ยง ลงทุน ดูเหมือนว่านายในคำอุปมาของพระเยซู จะชอบให้ทาสของเขานำทรัพย์ที่ตนมอบให้ไป เสี่ยง ลงทุน
           ในสายตานักธุรกิจ หากผู้ใดไม่ยอมนำเงินไปเสี่ยงลงทุน นอกจากที่ปริมาณเงินจะไม่เพิ่มแล้ว วันเวลาผ่านไป ค่าของเงินก็จะลดลงเพราะผลของเงินเฟ้อ ในทำนองเดียวกัน ถ้าผู้เชื่อไม่ยอมนำของประทานหรือเมล็ดพันธุ์ที่ตนมีไป เสี่ยง ลงทุน ของประทานหรือเมล็ดพันธุ์ที่เขามีก็สามารถฝืดและเสื่อมลงได้ และดูเหมือนองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงไม่ชอบให้ของประทานหรือเมล็ดพันธุ์เสื่อมลงเสียด้วย พระองค์ปรารถนาให้ของประทานของผู้คนได้ลุกโชน และทรงปรารถนาให้เมล็ดพันธุ์เจริญเติบโต
 หนทางหนึ่งที่จะทำให้เมล็ดพันธุ์ของการแปลภาษาแปลกๆได้เจริญเติบโตขึ้น ก็คือการที่เพื่อนๆลองเสี่ยงปลดปล่อยคำแปลที่ได้รับออกมา ซึ่งถ้าเพื่อนๆแปลถูก ทั้งเพื่อนๆและคนอื่นๆก็ได้รับการเสริมสร้าง แต่ถ้าเพื่อนๆแปลผิด เพื่อนๆก็ได้มีประสบการณ์และรู้ว่าจะต้องลงทุนอย่างไรไม่ให้พลาด แต่ถ้าเพื่อนๆไม่กล้าและไม่ลองเริ่มปลดปล่อยคำแปล ทั้งเพื่อนๆและผู้อื่นก็ไม่ได้รับการเสริมสร้าง อีกทั้งเมล็ดพันธุ์ของเพื่อนๆก็ไม่ได้รับการพัฒนา
  นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ต่างก็มีประสบการณ์ที่ลงทุนผิดพลาดมาแล้วทั้งนั้น แต่เขานำประสบการณ์ที่พลาดนี้มาเป็นบทเรียนที่ทำให้เขาเชี่ยวชาญยิ่งขึ้น ในทำนองเดียวกัน หากเพื่อนๆอยากจะให้เมล็ดพันธุ์ของการแปลภาษาแปลกๆได้เจริญเติบโต เพื่อนๆก็อาจต้องผ่านประสบการณ์ของการแปลพลาดบ้าง(ลงทุนพลาด) แต่โดยประสบการณ์เหล่านี้ ก็จะสามารถเป็นพื้นฐานให้เพื่อนๆสามารถแยกแยะและพัฒนาของประทานของเพื่อนๆให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นได้

พระคุณจงมีแด่เพื่อนๆ
Philip Kavilar
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
หนังสือ ตื่นตะลึงเสียงพระเจ้า เขียนโดย แจ๊ค เดียร์
หนังสือ ฟังเสียงพระเจ้า เขียนโดย ซินดี้ เจคอปส์

26 มิถุนายน 2561

แกะรากความคิดยิว : คิดอย่างไร ก้าวไกลแบบยิว

ขอบอกตามตรงเพื่อทำให้ทุกคน "ทำใจ" ว่า "ไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จ"...
แต่ถ้าเราคิดว่าเราทำได้ ทุกสิ่งมีทางเป็นไปได้
ปัญหามาปัญญามี ปัญหาเป็นบททดสอบ อุปสรรคเป็นอุปกรณ์ก้าวสู่ความสำเร็จ
ปัญหาเป็นเรื่องเพลนๆ (Plain) เราจำเป็นต้องเจอความยากลำบาก(Pain) แต่มันเป็น Main Road ถนนหลักของชีวิต
"Pain makes man think. Thought makes man wise. Wisdom makes life endurable."- John Patrick
ปัญหาทำให้คิด การคิดทำให้เกิดปัญญา ปัญญาทำให้ชีวิตอดทน (ไม่จำเป็นต้องทนอด)
"ถ้าขวานทื่อแล้ว และเขาไม่ลับให้คม เขาก็ต้องออกแรงมาก แต่ประโยชน์ของปัญญาคือการนำมาซึ่งความสำเร็จ" -หนังสือปัญญาจารย์ของคนยิว

เตรียมพบกับ E book เล่มใหม่ของเราเร็วๆนี้
แกะรากความคิดยิว : คิดอย่างไร ก้าวไกลแบบยิว

ป่าวประกาศถ้อยคำแห่งพระคุณ

ฮีบรู 12:15 จง​ระวัง​ให้​ดี อย่า​ให้​ใคร​ขาด​จาก​พระ​คุณ​ของ​พระ​เจ้า และ​อย่า​ให้​มี​ราก​ขม​ขื่นงอก​ขึ้น​มา ก่อ​ความ​ยุ่ง​ยาก​ให้​และ​ทำ​ให้​หลาย​คน​เป็น​มล​ทิน

Hebrews 12:15 Make sure that no one falls short of the grace of God and that no root of bitterness springs up, causing trouble and by it, defiling many.


คำว่า พระคุณ (grace) ภาษากรีก คือ Charis- χαριτος หมายถึง ความโปรดปราน การให้อภัยและมอบความรักโดยไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำ
​คำว่า มล​ทิน(defile) ภาษกรีก คือ μιανθωσι เป็นพิษได้รับการติดเชื้อ
คำว่า รากขมขื่น “root of bitterness" การตัดสินคนอื่นบนความรู้สึกเจ็บปวดและคาดหมายแบบผิดๆคิดว่า คนอื่นจะต้องเป็นแบบที่คิดในแง่ลบ

ผลที่เกิดขึ้นภายนอกสะท้อนมาจากรากที่อยู่ภายใน

การที่ขาดจากพระคุณคือการปฏิเสธการช่วยเหลือของพระเจ้า เพื่อทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง แต่ไม่รู้ว่าตนเองมีบาดแผลจากความบาดเจ็บในอดีตจากคน ก่อให้เกิดรากขมขื่น มาจากการตัดสินและการคาดหมายที่ผิด
สิ่งที่คริสเตียนควรดำเนินชีวิตในพระเจ้าตั้งอยู่ในความดีงาม พระคำแห่งความจริง และพระคุณ เราจึงตระหนักและสำแดงออกมาต่อผู้อื่นด้วยการทำสิ่งที่ดี
สิ่งที่ควรทำ คือ ความดี
สิ่งที่ควรมี คือ พระคำ
สิ่งที่ควรจำ คือ พระคุณ
เอเฟซัส 2:8-10
8 เพราะ​ว่า​ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​รับ​ความ​รอด​แล้ว​ด้วย​พระ​คุณ​โดย​ทาง​ความ​เชื่อ ความ​รอด​นี้​ไม่​ใช่​มา​จาก​ตัว​ท่าน แต่​เป็น​ของ​ประ​ทาน​จาก​พระ​เจ้า...
10 เพราะ​ว่า​เรา​เป็น​ฝี​พระ​หัตถ์​ของ​พระ​องค์​ที่​ทรง​สร้าง​ขึ้น​ใน​พระ​เยซู​คริสต์​เพื่อ​ให้​ทำ​การ​ดี ซึ่ง​เป็น​สิ่ง​ที่​พระ​เจ้า​ทรง​จัด​เตรียม​ไว้​ก่อน​แล้ว​เพื่อ​ให้​เรา​ดำ​เนิน​ตาม

ไปไม่ถึงฝัน เพราะไม่รู้จักตัวเอง

ไปไม่ถึงฝัน เพราะไม่รู้จักตัวเอง
"ก้าวแรกที่สำคัญในการได้มาซึ่งสิ่งที่ต้องการในชีวิตก็คือ ถามตัวเองก่อนว่าคุณต้องการอะไร" - เบน สไตน์
“การรู้จักตนเองเป็นจุดเริ่มต้นแห่งปัญญา” อริสโตเติล
การรู้จักตัวเองนั้นมีค่ามีประโยชน์มหาศาล และทุกคนควรได้มาถึงจุดแห่งการตระหนักรู้เกี่ยวกับตัวเอง
การรู้จักตัวเองนำมาซึ่ง …
ความสุข - เราจะมีความสุข เมื่อเราสามารถแสดงในสิ่งที่เป็นตัวตนของเราออกมาได้..
ทำให้การตัดสินใจดีขึ้น- เมื่อเรารู้จักตัวเอง เราก็จะสามารถตัดสินใจในสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น
ช่วยในการควบคุมใจตัวเอง – เราจะเรียนรู้ที่จะควบคุมใจตัวเองไม่ให้ทำสิ่งเหล่านั้นได้
ช่วยให้กล้าต้านทานแรงกดดันของสังคม - เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นใคร เราจะกล้าตอบปฏิเสธคนว่า “ไม่”

ข้อคิดจาก Ebook กล้าฝันอีกครั้ง เพราะชีวิตฉันมีชีวิตเดียว
ราคาพิเศษ 200 บาทจากราคาเต็ม 390 บาท
วิธีการสั่งซื้อ
1. inbox เข้ามาในเพจเล่าเรื่องครอบครัว
https://www.facebook.com/Naphtali5777/
2. สั่งซื้อผ่าน Line@ : @family777 หรือคลิก http://line.me/ti/p/%40wpi1491h

โรนัลโด้ เลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะกำหนดอนาคตได้

ในภาพอาจจะมี 12 คน, คนที่ยิ้ม

👶ประวัติ โรนัลโด นัดบอลระดับโลก 
มาเรีย โดโลเรส ในวัย 30 ปี เธอตกใจที่ตั้งครรภ์อย่างไม่ตั้งใจ เธอคิดว่าควบคุมดีแล้ว แต่ก็พลาด
เธอกำลังคิดหนักว่าเธอจะเก็บเด็กคนนี้เอาไว้ดีไหม
ครอบครัวเธอเรียกได้ว่า ฐานะค่อนข้างลำบากทีเดียว ตัวเธอเป็นแม่ครัว ส่วนสามีเป็นคนสวน รายได้ที่หาได้ ก็แค่ประคองตัวไปวันๆ ไม่ได้มีเงินเก็บสะสมเหมือนคนอื่นเขา
ไม่เพียงแค่นั้น เธอยังมีลูกๆอีก 3 คนอยู่แล้ว คือฮิวโก้ ,เอลม่า และคาเทีย คนเด็กสุดคือคาเทีย ที่มีอายุ 9 ขวบ เด็กๆเหล่านี้กำลังเรียนชั้นประถม และจำเป็นต้องใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ
แล้วจะมีลูกคนที่ 4 อีกเนี่ยนะ? มันเป็นอะไรที่เกินตัวไปมากจริงๆ
เธอจึงคิดว่าการเอาเด็กออก น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด
ปัญหาของโดโลเรส คือในปี 1984 การทำแท้งที่โปรตุเกสยังเป็นเรื่องผิดกฎหมาย มีการระบุไว้ว่า คนที่แพทย์จะทำแท้งได้ ต้องมีเหตุผลด้านสุขภาพ หรือโดนข่มขืนมาเท่านั้น
แพทย์ไม่ให้เธอทำ บอกว่าเธอยังอายุน้อย เพิ่งจะ 30 สามารถมีลูกได้อีกคนสบายๆ แต่เธออธิบายให้คุณหมอเข้าใจว่า เธอลำบากจริงๆ เธอมีลูก 3 คนแล้วนะ จะให้เลี้ยงอีกคนคงไม่ไหว
แต่สุดท้ายแพทย์ไม่ยอม
ดังนั้นโดโลเรส จึงต้องหาวิธีอื่นเพื่อเอาเด็กออก
"เขาเป็นเด็กที่ฉันไม่ต้องการเลย" โดโลเรสเผย "เพื่อนบ้านคนหนึ่งแนะนำว่า ให้ดื่มเบียร์ดำต้มเดือด จากนั้นก็ไปออกวิ่งจนร่างกายอ่อนล้า จากนั้นมีโอกาสที่จะตกเลือด และแท้งได้เอง"
ฟังดูไม่น่าเป็นไปได้ และดูเป็นความเชื่อแบบมั่วๆ แต่ด้วยความที่เธอไม่มีความรู้ เธอก็ทำมันจริงๆ
และแน่นอน มันไม่ได้ผลเลย
เหลือเพียงทางเลือกสุดท้าย ในการเอาเด็กออก คือการไปหาแพทย์เถื่อน ซึ่งเธอจะทำก็ทำได้ แต่เมื่อพิจารณาแล้ว คิดว่ามันยุ่งยากเหลือเกิน
หรือบางทีพระเจ้ากำลังบอกว่า เธอควรจะเก็บเด็กคนนี้ไว้?
---------------------------------------
ตอนนี้ ความรู้สึกของเธอกำลังตีกันอย่างรุนแรง
1) เธอควรเอาเด็กออก หรือ 2) เธอควรเก็บเด็กไว้
"เอลม่า อายุ 12 แล้วนะ ฮิวโก้ 10 ขวบ ส่วนคาเทีย 9 ขวบ เด็กแต่ละคนกำลังโตขึ้นทุกวัน" โดโลเรสเผย
"ฉันถามพวกเขาว่า อยากได้น้องชายอีกคนหรือไม่ ลูกๆตอบกลับมาว่า ไม่อยากให้แม่มีลูกอีกคนแล้ว"
ลูกๆเองก็รู้ว่า ที่บ้านลำบาก และแม่ต้องเหนื่อยเพิ่มกว่าเดิมแน่ ถ้ามีเด็กอ่อนเพิ่มมาอีกคนในบ้าน
โดโลเรส ส่วนตัวเอง มีประสบการณ์ที่ไม่ดีในวัยเด็ก เธอมีพี่น้อง 5 คน แม่เสียชีวิตตอนเธออายุ 6 ขวบ นั่นทำให้เธอต้องอยู่กับพ่อเลี้ยง
แต่พ่อเลี้ยง ก็ไม่มีปัญญาเลี้ยงเธอ สุดท้ายต้องส่งลูกๆเข้าสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า เธอเติบโตมาด้วยชีวิตแบบนั้น
มันทำให้เธอคิดว่า การมีลูกจำนวนมากๆ ทั้งๆที่ฐานะไม่พร้อม มันไม่ใช่เรื่องดีเลย ผลเสียมันเกิดขึ้นกับทุกคน ทั้งกับเธอเอง ที่ไม่พร้อม และกับเด็กๆ ที่ต้องเกิดมาในชีวิตที่ลำบาก
ถ้าคิดจะมีลูก ใครๆก็อยากให้เกิดมาในสภาพแวดล้อมที่ดี ไม่ต้องเกิดมีชีวิตแบบแร้นแค้นไปกับพ่อแม่ด้วย
แต่อีกใจหนึ่งเธอคิดว่า ก็ควรเก็บเด็กไว้
โดโลเรส เป็นคริสเตียน เธอมีความเชื่อว่า ลูกคือพรของพระเจ้า และที่สำคัญ การทำแท้งมันผิดกฎหมายด้วย
---------------------------------------
หลังปรึกษากันกับครอบครัว เธอตัดสินใจว่า อยากจะลองเสี่ยงดูสักครั้ง
การที่เธอไม่เคยตั้งครรภ์มา 9 ปี แต่อยู่ๆก็มีลูกหลงมาแบบนี้ หรือบางทีจะเป็นพรจากสวรรค์
โดโลเรส ตัดสินใจคลอดเด็กคนนี้ เขาเกิดวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 1985
"ฉันกับสามี อยากให้เขาชื่อโรนัลโด้ ส่วนพี่สาวของฉันอยากให้ชื่อคริสเตียโน่ ดังนั้นเราเลยเอาทั้งสองชื่อมารวมกันเลย เป็นคริสเตียโน่ โรนัลโด้"
---------------------------------------
ในปัจจุบัน คริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นนักฟุตบอลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก
นับเฉพาะแค่ปี 2017 เขาทำเงิน 80 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2800 ล้านบาท แต่ถ้านับรายได้ตลอดอาชีพ ก็ทะลุหลายหมื่นล้านบาทไปแล้ว
พี่สาวทั้งสองคน พี่ชาย และคุณแม่ ทุกคนไม่ต้องทำงานอีกต่อไป รายได้ของโรนัลโด้คนเดียว ก็เพียงพอให้คนที่บ้านใช้ชีวิตได้อย่างสุขสบาย
นอกจากนั้น โรนัลโด้ ยังเป็นฮีโร่ของชาติ เขาสร้างความภูมิใจให้ครอบครัว ให้วงศ์ตระกูล
เป็นคนประเภทที่จะเกิดขึ้นแค่ 1 ในร้อยล้านเท่านั้น
จนถึงวันนี้ โดโลเรส ยังมองย้อนกลับไป วันที่คิดจะทำแท้งอยู่บ่อยครั้ง
"เพราะฉันตัดสินใจแบบนั้น พระเจ้าจึงไม่ลงโทษ"
"จนถึงวันนี้ โรนัลโด้ก็ยังแกล้งฉันอยู่เลย เขาชอบบอกว่า 'แม่ไม่อยากให้ผมเกิด แต่ตอนนี้ดูสิใครที่มาช่วยแม่' "
---------------------------------------
จริงๆเรื่องของการทำแท้ง มันก็มีสองมุม
การให้เด็กเกิดขึ้นมา ในช่วงชีวิตที่ยังไม่พร้อม มันก็น่ากลุ้มใจ
คนเป็นพ่อแม่ก็ลำบาก ชีวิตตัวเองยังไม่มั่นคง อยู่ๆต้องมา แบกรับชีวิตของเด็กอีกคนที่เกิดมา
ยังมีอีกหลายอย่าง ที่อยากจะทำ ยังมีอีกหลายความฝันที่อยากจะไปให้ถึง แต่มันก็แทบจะจบลงทันที ถ้าต้องมีลูก
ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยิ้ม
ในเมื่อการให้กำเนิดเด็กคนหนึ่งขึ้นมา แต่มันต้องแลกกับการทำลายชีวิตของคนเป็นพ่อเป็นแม่
มันก็ไม่ยุติธรรม
แต่หากมองอีกมุม การเก็บเด็กเอาไว้ก็มีความหมายบางอย่างอยู่
คนส่วนหนึ่งคิดว่า เป็นเรื่องของมนุษยธรรม เราทำให้เขาเกิดขึ้นมาแล้ว เราก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งนั้น
แต่อีกเหตุผลหนึ่ง ก็อาจเหมือนโดโลเรส กับ โรนัลโด้ คือเด็กคนนี้ อาจกลายเป็นความหวังของครอบครัว
เขาอาจเป็นคนที่มีพรสวรรค์หนึ่งในล้านของโลกก็เป็นได้ ใครจะรู้ เป็นคนที่สวรรค์ประทานขึ้นมาบนโลก เพื่อเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่าง
นอกจากนั้น เด็กคนนี้ อาจเป็นคนที่เข้ามาเติมเต็มสิ่งที่ขาดหาย เป็นคนที่ทำให้เรามีกำลังใจ ให้เดินต่อไปข้างหน้าได้
แต่เราจะไม่มีโอกาสได้รู้เลย ถ้าไม่ให้โอกาสเขาเกิดขึ้นมามีชีวิต

21 มิถุนายน 2561

แนวทางการแปลภาษาแปลกๆเบื้องต้น

บทความเรื่อง แนวทางการแปลภาษาแปลกๆเบื้องต้น โดย Philip Kavilar

แนวทางเบื้องต้น
            บางครั้งเมื่อเพื่อนๆพูดภาษาแปลกๆ เพื่อนๆอาจรู้สึกอย่างคร่าวๆว่าตนเองกำลัง สรรเสริญหรือ ทูลขอ หรือ สู้รบ อยู่ บางทีเพื่อนๆอาจจะรู้อย่างเจาะจงอีกว่าตัวเองกำลังสรรเสริญในด้านไหนหรือทูลขอในเรื่องอะไร ความรู้สึกหรือหรือความคิดที่เกิดขึ้นระหว่างการพูดภาษาแปลกๆอยู่นี้คือ คำแปลของภาษาแปลกๆแต่เนื่องด้วยการขาดคำสอนหรือข้อแนะนำ ทำให้คำแปลเหล่านี้ไม่ได้รับการต่อยอดออกมา ของประทานการแปลที่หลายคนมีอยู่จึงไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มที ในบทความนี้ ผมจึงขอเสนอแนวทางเบื้องต้นในการแปลภาษาแปลกๆที่ตนเองพูด และในสัปดาห์หน้า ผมอาจลงบทความเกี่ยวกับการแปลภาษาแปลกๆที่ผู้อื่นพูด

แนวทางการแปลภาษาแปลกๆที่ตนเองพูด

แนวทางในการแปลภาษาแปลกๆที่ตนเองพูดนั้น ผมได้จัดแจงไว้สามขั้นตอนคือ 

1.พูดภาษาแปลกๆ
2.ตื่นตัวรับคำแปล
3.ปลดปล่อยคำแปล

โดยแต่ละขั้นตอนมีข้อแนะนำและรายละเอียดดังต่อไปนี้

ขั้นตอนการแปลภาษาแปลกๆ

1. พูดภาษาแปลกๆ
จุดเริ่มต้นของการแปลภาษาแปลกๆก็คือให้เพื่อนๆพูดภาษาแปลกๆออกมาก่อน โดยเพื่อนๆอาจพูดภาษาแปลกๆสักประมาณ 3-10 วินาที  (ถ้าเพื่อนๆคาดหวังว่าจะแปลภาษาแปลกๆด้วย การพูดภาษาแปลกๆ 10 วินาทีถือว่าเป็นการพูดที่ใช้เวลามากแล้ว)

การพูดภาษาแปลกๆเป็นของประทานที่สามารถควบคุมได้ ดังนั้นเพื่อนๆจึงสามารถกำหนดได้ว่าจะเริ่มพูดภาษาแปลกๆเมื่อไรและจะหยุดเมื่อไรก็ได้

 (1 โครินธ์ 14:32) จิต​วิญ​ญาณ​ของ​พวก​ผู้​เผย​พระ​วจนะ​นั้น ย่อม​อยู่​ใน​บัง​คับ​พวก​ผู้​เผย​พระ​วจนะ

2. ตื่นตัวรับคำแปล
ระหว่างที่เพื่อนๆกำลังพูดภาษาแปลกๆอยู่ ให้เพื่อนๆตื่นตัวในการรับคำแปล การตื่นตัวรับคำแปลทำได้โดยการใช้หูฟังภาษาแปลกๆที่ตนเองพูดและให้ใจของเราจดจ่อกับภาษาแปลกๆไปด้วย

การตื่นตัวรับคำแปล = หูฟังภาษาแปลกๆ + ใจจดจ่อกับภาษาแปลกๆ

ในระหว่างการตื่นตัวนี้ คำแปล จะค่อยๆก่อตัวขึ้นในความคิด ซึ่ง ปกติแล้วผมจะแบ่งระดับของการแปลเป็นสองระดับคือ

1. รู้เนื้อความอย่างคร่าวๆ เช่น รู้ว่าภาษาแปลกๆนี้ เป็น การนมัสการ หรือ การวิงวอน หรือ การสู้รบ

2. รู้เนื้อความอย่างเจาะจง เช่น ถ้าเป็นการนมัสการ ก็จะรู้อย่างเจาะจงว่าเป็นการนมัสการในทิศทางไหน ถ้าเป็นการวิงวอน ก็จะเป็นการรู้อย่างเจาะจงว่าเป็นการวิงวอนในเรื่องอะไร หรือถ้าเป็นการสู้รบ ก็จะเป็นการรู้ว่า เรากำลังสู้รบกับป้อมปราการใด
           
ระหว่างที่ตื่นตัวรับคำแปลอยู่นี้ ตอนแรกเราจะรู้เนื้อความอย่างคร่าวๆ แต่เมื่อฟังภาษาแปลกๆสักพักหนึ่ง เราก็จะรู้เนื้อความอย่างเจาะจงมากขึ้น

คำแปลภาษาแปลกๆ ที่ก่อตัวขึ้นไม่จำเป็นต้องเป็นความหมายแบบคำต่อคำ เพียงแต่เป็นการรู้ใจความสำคัญก็ใช้ได้แล้ว บางครั้งคำแปลที่ได้รับอาจเป็นถ้อยคำเล็กๆน้อยๆ เช่นความยิ่งใหญ่”, สันติสุขหรือ การเติมเต็ม บางครั้งคำแปลอาจจะนิมิตก็ได้

            การตื่นตัวรับคำแปลจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อเพื่อนๆจดจ่อในการฟังภาษาแปลกๆ ถ้าเพื่อนๆพูดภาษาแปลกๆไปและคิดเรื่องอื่นไป หรือถ้าเพื่อนๆพูดภาษาแปลกๆไปและทำกิจกรรมอย่างอื่นตามไปด้วย การตื่นตัวในการรับคำแปลอาจลดถอยลง ถ้าเป็นได้ระหว่างที่เพื่อนๆพูดภาษาแปลกๆอยู่นี้ อยากจะให้เพื่อนๆจดจ่อในการฟังภาษาแปลกๆและตื่นตัวในการรับคำแปล

            เมื่อคำแปลก่อตัวในเพื่อนๆได้ระดับนึงแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการปลดปล่อยคำแปล

3. ปลดปล่อยคำแปล
            เมื่อเพื่อนๆพูดภาษาแปลกๆได้ระยะหนึ่งและเมื่อคำแปลก่อตัวในเพื่อนๆได้ระดับนึงแล้ว ก็ให้เพื่อนๆหยุดพูดภาษาแปลกๆ และนำคำแปลที่อยู่ภายในเพื่อนๆมาปลดปล่อยเป็นถ้อยคำสรรเสริญหรือถ้อยคำทูลขอ

            เช่น ถ้าระหว่างที่เพื่อนๆพูดภาษาแปลกๆอยู่ แล้วเพื่อนๆรู้สึกว่าตนเองกำลังสรรเสริญในความยิ่งใหญ่พระเจ้า เมื่อเพื่อนๆหยุดพูดภาษาแปลกๆ ก็ให้เพื่อนๆนำความรู้สึกที่เป็นคำแปลนี้มาปลดปล่อยเป็นถ้อยคำสรรเสริญ โดยพูดว่า พระเจ้า พระองค์ทรงยิ่งใหญ่ และ...

            ถ้าระหว่างที่เพื่อนๆพูดภาษาแปลกๆอยู่ แล้วเพื่อนๆรู้สึกว่าตนเองกำลังอธิษฐานเผื่อประเทศไทยในเรื่องหนึ่ง ก็ให้เพื่อนๆนำความรู้สึกหรือความคิดนั้น มาปลดปล่อยเป็นถ้อยคำอธิษฐาน โดยอาจพูดว่า พระเจ้า ขอพระองค์ประทานสันติสุขแก่ประเทศไทย และ...

            บางครั้งขณะที่เริ่มจะปลดปล่อยคำแปล ในตอนแรกคำแปลอาจจะมีนิดหน่อยและไม่ชัดเจนนัก แต่พอได้เริ่มเอ่ยคำแปลออกมา รายละเอียดและความเจาะจงก็จะค่อยทยอยเข้ามา บางครั้งระหว่างที่พูดภาษาแปลกๆ เพื่อนๆอาจจะรู้สึกถึงเพียงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า แต่ไม่ได้รู้ว่ายิ่งใหญ่ในทิศทางไหน เมื่อเพื่อนๆเริ่มปลดปล่อยคำแปลออกมา โดยเริ่มพูดว่าพระเจ้าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ และ... เมื่อเพื่อนๆเริ่มเอ่ยคำแปลไปเล็กน้อยโดยการพูดว่า พระเจ้าทรงยิ่งใหญ่... ในหลายๆครั้งพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงประทานคำแปลให้เพิ่มเติมหลังจากที่เพื่อนๆเริ่มปลดปล่อยคำแปล ซึ่งจะทำให้เพื่อนๆได้รู้อย่างเจาะจงว่าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่ในทิศทางไหน

            บางครั้งก่อนที่จะปลดปล่อยคำแปล คำแปลที่อยู่ในตัวเพื่อนๆอาจมีไม่มากนัก บางทีคำแปลที่เพื่อนๆมีอยู่ตอนแรก อาจเป็นถ้อยคำไม่กี่คำหรือเป็นเพียงความรู้สึกที่เกิดขึ้นเบาๆ แต่เพื่อนๆไม่จำเป็นต้องรอให้ได้รับคำแปลอย่างครบถ้วน หลายๆครั้งเพื่อนๆสามารถนำคำแปลที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยมาปลดปล่อยได้ทันที และหลายครั้งระหว่างที่เพื่อนๆกำลังปลดปล่อยคำแปล พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็จะทรงประทานคำแปลให้เพิ่มเติม

ทบทวน
สามขั้นตอนง่ายๆของการแปลภาษาแปลกๆที่ตนเองพูดก็คือ

1. พูดภาษาแปลกๆ
2. ตื่นตัวรับคำแปล
3. ปลดปล่อยคำแปล

            ขั้นตอนเหล่านี้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ของการแปลภาษาแปลกๆ และทำให้ของประทานการแปลที่หลับไหลอยู่นั้นได้เกิดการใช้งานออกมามากยิ่งขึ้น ขั้นตอนสามขั้นตอนที่ผมเสนอมานี้ เพื่อนๆสามารถปฏิบัติซ้ำวนไปวนมาหลายรอบก็ได้

Philip Kavilar


แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
หนังสือ Diversities of Tongues เขียนโดย Gregory Uvieghara

กฏ 9 ข้อของการใช้ชีวิต โดย คริส แพร็ต(Chris Pratt)

คริส แพร็ต(Chris Pratt) นักแสดงนำจาก Jurassic World ใช้โอกาสประกาศเรื่องพระเจ้า
เมื่อคืนวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา  คริส แพร็ต(Chris Pratt) ได้รับคัดเลือกให้ได้รับรางวัล Generation Award จากเวที MTV Movie & TV Awards 2018 ซึ่งสุนทรพจน์ขึ้นรับรางวัลของเขานอกจากการขอบคุณคนอื่น ๆ ยังให้ข้อคิดเรื่อง "กฏ 9 ข้อของการใช้ชีวิต”ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 




กฎข้อที่ 1  "หายใจซะ ถ้าคุณไม่ทำ คุณจะขาดอากาศตาย"
กฎข้อที่  2  "คุณมีความคิดและจิตวิญญาณ โปรดระมัดระวังในการใช้มัน"
กฎข้อที่  3  "อย่าว่าร้ายใส่ความคนอื่น ถ้าคุณเข้มแข็งจงเป็นผู้ปกป้อง ถ้าคุณฉลาดจงถ่อมตัว ความเข้มแข็งและความฉลาดนี่แหละจะเป็นอาวุธให้กับคุณ อย่าใช้มันเป็นอาวุธไปรังแกคนที่อ่อนแอกว่า มิฉะนั้นคุณจะกลายเป็นอันธพาล จงทำตัวให้ยิ่งใหญ่กว่า"
กฎข้อที่ 4 "เวลาป้อนยาหมา ควรใส่ยาลงไปในแฮมเบอร์เกอร์ชิ้นเล็กๆ เพราะเขาจะไม่รู้ว่ากำลังกินยาอยู่"
กฎข้อที่ 5  "ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไงจงรับมันไว้ ทำสิ่งที่ดีที่สุด เข้าหาคนที่กำลังเจ็บปวด คอยปลอบประโลมเขา มันเป็นอะไรที่รู้สึกดีนะ และมันดีต่อจิตวิญญาณของคุณด้วย"
กฎข้อที่ 6  พระเจ้ามีอยู่จริง พระเจ้ารักคุณ พระเจ้าอยากให้คุณได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เชื่อสิ เพราะผมก็เชื่อ"
กฎข้อที่ 7  "ถ้าคุณปวดขี้กลางงานปาร์ตี้ แล้วเกิดอายขึ้นมาเพราะต้องไปเข้าห้องน้ำ แค่ทำตามที่ผมบอก ล็อกประตู นั่งลง ฉี่ก่อน พอฉี่เสร็จแล้ว ก็ขี้ออกมาเลย กดชักโครก บูม! 
คุณจะได้ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ขี้ของคุณออกมาสัมผัสกับอากาศภายนอก เพราะถ้าคุณขี้ก่อน คุณจะใช้เวลาฉี่ยาวนาน และฉี่จะไปอยู่บนขี้ของคุณ มันจะเกิดอนุภาคกลิ่นลอยเป็นกลุ่มออกไป ทำให้ทุกคนในปาร์ตี้รู้ว่า คุณกำลังขี้แตกอยู่ เชื่อผมสิ มันคือวิทยาศาตร์ "
กฎข้อที่ 8 "เรียนรู้ที่จะภาวนา มันง่ายมาก และมันดีต่อจิตวิญญาณของคุณ"
กฎข้อที่ 9  "ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ หลายคนบอกคุณว่าความสมบูรณ์แบบคือสิ่งที่คุณเป็น ไม่ คุณไม่ใช่ คุณไม่สมบูรณ์แบบ และคุณก็เป็นแบบนั้นเสมอ แต่มันมีพลังที่ออกแบบคุณอยู่และถ้าคุณยอมรับมันละก็ คุณจะมีคุณงามความดี สิ่งนี้คือของขวัญ ราวกับอิสรภาพที่คุณจะได้สนุกอยู่ในประเทศนี้ แต่คุณงามความดีเหล่านี้มันต้องจ่ายด้วยเลือดเนื้อของใครบางคน อย่าลืมที่จะเห็นคุณค่าของคนอื่น"
อนึ่ง รางวัล Generation Award นี้ เป็นรางวัลพิเศษที่มอบให้กับบรรดา Celebrities ที่มีชีวิตและผลงานที่โดดเด่น เป็นไอคอนนิกของวงการ โดยผู้ที่เคยรับรางวัลนี้มีมากมาย อาทิ Will Smith, Reese Witherspoon, Sandra Bullock, Jamie Foxx, Ben Stiller, Adam Sandler, Mike Myers รวมไปถึงเพื่อนนักแสดงจากแฟรนไชส์เดียวกันอย่าง Robert Downey, Jr.
สามารถชมสุนทรพจน์ฉบับเต็ม เข้าดูได้ที่นี่