01 กันยายน 2562

สติปัญญาสุดท้ายจากแวกเนอร์ (การบริหารเงินในโบสถ์)

หนังสือเล่มสุดท้ายที่แวกเนอร์เขียน
ปีเตอร์ แวกเนอร์
ก่อนที่อัครทูตปีเตอร์ แวกเนอร์ จะล่วงหลับ
ท่านได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง อันเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายที่ท่านเขียนก่อนจะสิ้นลม
หนังสือเล่มนี้นับเป็น สติปัญญาสุดท้ายที่ท่านได้มอบให้กับคริสตจักร
หนังสือเล่มนั้นชื่อว่า The Great Transfer of Wealth
ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “การถ่ายโอนความมั่งคั่งครั้งยิ่งใหญ่”

ลักษณะของวิญญาณแห่งความยากจน
หนังสือการถ่ายโอนความมั่งคั่งครั้งยิ่งใหญ่
ปกติแล้ว เมื่อคนที่มีวิญญาณแห่งความยากจน ได้รับเงินก้อนใหญ่
ผลสำรวจพบว่า ภายในเวลาไม่กี่ปี เงินก้อนใหญ่นี้ก็จะหายสาบสูญหมด
จากงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับ ผู้คนที่ถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่ (แบบหลายสิบล้าน)
ผลวิจัยพบว่า ไม่เกินสิบปี คนส่วนใหญ่ที่ถูกลอตเตอรี่มักจะมีความเป็นอยู่ที่เหมือนเดิมหรือไม่ก็แย่ลงกว่าเดิม นอกจากนี้เงินก้อนใหญ่ที่พวกเขาเคยมีก็มักจะสูญหายหมด

ลักษณะของวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง
อนึ่ง สำหรับคนที่มีวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง เมื่อพวกเขาได้รับเงินก้อนใหญ่
ภายในเวลาไม่กี่ปี เงินก้อนใหญ่ที่พวกเขามี ก็มักจะเพิ่มพูนขึ้นไปอีก

มีคำคมหนึ่งกล่าวไว้ว่า
เมื่อคุณให้เงิน 1 ล้าน กับคนที่มีวิญญาณแห่งความยากจน
1 ปีผ่านไป พวกเขาจะมีรถยนต์สุดหรู และมีโทรศัพท์รุ่นใหม่ แต่เงิน 1 ล้านนั้นจะหายไปหมด
ทว่าเมื่อคุณให้เงิน 1 ล้านกับคนที่มีวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง
1 ปีผ่านไป เงิน 1 ล้านนั้นจะเพิ่มพูนเป็นล้านกว่าๆ 

ในวิญญาณแห่งความยากจน เงินก้อนใหญ่จะร่อยหรอและสูญหายไปเรื่อยๆ
แต่ในวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง เงินก้อนใหญ่จะเพิ่มพูนและงอกเงยขึ้นเรื่อยๆ

วิญญาณแห่งความยากจนและวิญญาณแห่งความมั่งคั่งในโบสถ์
บางทีถ้าคริสตจักรอยู่ในวิญญาณแห่งความยากจน
สมมติถ้าเกิดมีเงินก้อนใหญ่โอนเข้ามา ภายในเวลาไม่กี่ปี คริสตจักรก็จะใช้เงินจนหมด
แต่ถ้าคริสตจักรอยู่ในวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง
แล้วถ้าเกิดมีเงินก้อนใหญ่โอนเข้ามา วันเวลาผ่านไป เงินทุนของคริสตจักรก็จะมีแด่เพิ่มพูนขึ้น

ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ “การทำลายวิญญาณแห่งความยากจนในคริสตจักร”
ถ้าคริสตจักรยังคงอยู่ในวิญญาณแห่งความยากจน
ต่อให้มีเงินทุนก้อนใหญ่โอนมา คริสตจักรก็อาจจำเริญขึ้นในระยะสั้น แต่ในระยะยาวสภาพของคริสตจักรก็อาจจะคงเดิมหรือแย่กว่าเดิม
แต่ถ้าคริสตจักรเต็มล้นในวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง
ถ้าเกิดมีเงินทุนก้อนโตโอนมา คริสตจักรก็สามารถจำเริญขึ้นได้ในระยะยาว
เพราะโดยวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง คริสตจักรก็สามารถรับมือกับเงินทุนก้อนใหญ่ได้อย่างดี

และต่อไปนี้ คือคำแนะนำจากสติปัญญาสุดท้ายของอัครทูตปีเตอร์ แวกเนอร์

4 ห่วงโซ่ของกระแสเงินสด
ในหนังสือ “การถ่ายโอนความมั่งคั่งครั้งใหญ่” แวกเนอร์ได้อธิบายประมาณว่า
สำหรับโบสถ์นั้น กระแสเงินสดจะมีห่วงโซ่สำคัญอยู่ 4 ห่วงโซ่


รูป ห่วงโซ่ของการกระแสเงินสด


โดยห่วงโซ่แรกเรียกว่า เงินทุนที่เข้ามา (ซึ่งส่วนใหญ่ได้มาผ่านการถวาย)
ห่วงโซ่ที่สองเรียกว่า ผู้จัดการ (Manager)
ห่วงโซ่ที่สามและสี่เรียกว่า การแจกจ่ายและการใช้เงินที่หน้างาน

แวกเนอร์ได้อธิบายว่า ในบรรดา 4 ห่วงโซ่นี้
ห่วงโซ่ที่อ่อนแอที่สุด ณ ตอนนี้ก็คือ ห่วงโซ่ผู้จัดการ
หลายครั้งเมื่อโบสถ์ได้รับเงินถวายไม่ว่าจะเป็นก้อนใหญ่หรือก้อนเล็ก
โบสถ์ก็มักจะนำเงินถวายไปแจกจ่ายและใช้ที่หน้างานจนหมด
สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ต่างจากคนที่อยู่ในวิญญาณแห่งความยากจนเลย
คนที่อยู่ในวิญญาณแห่งความยากจน ต่อให้ได้เงินมาเท่าไร ก็ใช้จ่ายจนหมด

การบริหารในวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง
คนที่อยู่ในวิญญาณแห่งความยากจน เมื่อได้รับเงินทุนเข้ามาก็จะรีบใช้จ่ายจนหมด
ทว่าคนที่อยู่ในวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง เมื่อได้รับเงินทุนมาแล้วก็จะไม่รีบใช้จ่ายทันที
คนที่อยู่ในวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง จะนำเงินทุนที่ได้รับมาไปเพิ่มพูนก่อน
และเมื่อเงินทุนได้รับการเพิ่มพูนแล้ว จึงค่อยนำเงินในส่วนที่เพิ่มพูนไปใช้จ่ายอีกทีหนึ่ง

ดังนั้นถ้าโบสถ์อยู่ในวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง เมื่อโบสถ์ได้รับเงินทุนมาแล้ว
โบสถ์ก็จะไม่รีบใช้เงินทุนที่มี แต่โบสถ์จะนำเงินทุนที่ได้รับมานั้นไปเพิ่มพูนก่อน
และเมื่อเงินทุนเกิดมีการเพิ่มพูน โบสถ์จึงค่อยนำเงินในส่วนที่เพิ่มพูนมาใช้จ่ายอีกทีหนึ่ง
การบริหารเงินในวิญญาณแห่งความมั่งคั่ง จะช่วยทำให้โบสถ์มีเงินสนับสนุนพันธกิจในระยะยาว

กระแสเงินสดควรมีครบทั้ง 4 ห่วงโซ่
ที่ผ่านมา กระแสเงินสดที่เกิดขึ้นในโบสถ์มักจะมีแค่สามห่วงโซ่
ก็คือ 1. ได้รับเงินทุนเข้ามา 2. แจกจ่ายเงินทุนในพันธกิจต่างๆ 3. ใช้จ่ายเงินทุนที่หน้างาน
กระแสเงินสดแบบนี้ มักจะทำให้เงินทุนที่มีอยู่หมดอย่างรวดเร็ว

ในคำแนะนำของแวกเนอร์ได้กล่าวถึงกระแสเงินสดที่มี 4 ห่วงโซ่ก็คือ
1. เงินทุนที่เข้ามา 2.ผู้จัดการ 3.การแจกจ่าย 4.ใช้หน้างาน
ทั้งนี้ห่วงโซ่ที่สำคัญสำหรับการสนับสนุนพันธกิจในระยะยาวก็คือ ห่วงโซ่ผู้จัดการ

ในคำแนะนำของแวกเนอร์ ผู้จัดการควรเป็นอัครทูตที่มีการเจิมด้านการเงิน
โดยหน้าที่หลักของผู้จัดการก็คือ นำเงินทุนที่เข้ามาไปเพิ่มพูน
ตามหลักของแวกเนอร์ โบสถ์ไม่ควรจะรีบใช้เงินทุนในทันที 
แต่โบสถ์ควรนำเงินทุนที่ได้รับมาไว้ในมือของผู้จัดการ
แล้วผู้จัดการจะนำเงินทุนที่ได้มาไปเพิ่มพูนก่อน
เมื่อเงินทุนได้รับการเพิ่มพูนแล้ว โบสถ์จึงค่อยใช้เงินที่เพิ่มพูนไปแจกจ่ายแล้วใช้ที่หน้างานอีกทีหนึ่ง

อนึ่ง แนวทางการเพิ่มพูนเงินของผู้จัดการนั้น ก็สามารถทำได้หลากหลายวิธี
ซึ่งอัครทูตด้านการเงินมักจะมีการเจิมที่รู้ว่า ต้องนำเงินไปเพิ่มพูนอย่างไรถึงจะเกิดผลสุกงอมในระยะยาว

ปัญญาอย่างสุดท้ายที่แวกเนอร์มอบให้กับคริสตจักร
การไม่รีบใช้เงินทุน แต่นำเงินทุนไปเพิ่มพูนด้วยอัครทูตด้านการเงิน ก่อนที่จะใช้จ่ายนั้น
ถือเป็นข้อแนะนำจากหนังสือ “การถ่ายโอนความมั่งคั่งครั้งใหญ่” 
อันเป็นปัญญาอย่างสุดท้ายที่อัครทูตแวกเนอร์ได้มอบให้กับคริสตจักร

ชาโลม

ค้นคว้าเพิ่มเติมได้จาก
หนังสือ “The Great Transfer of Wealth” เขียนโดย C. Peter Wagner

Philip Kavilar นักวิชาการด้านฟิสิกส์ ผู้ศึกษาพระคัมภีร์เป็นงานอดิเรก เป็นผู้ที่มีของประทานด้านวิชาการและการเผยพระวจนะผสมผสานกัน  ท่านมีความปรารถนาที่จะเห็นการร่วมประสานกันระหว่างพี่น้องในสายวิชาการกับพี่น้องในสายฤทธิ์เดช และหนุนใจให้คริสตจักรขับเคลื่อนในการเผยพระวจนะและการแปลภาษาแปลกๆ

27 สิงหาคม 2562

เอลลูล : องค์จอมกษัตราเสด็จมาอยู่กับเรา (The King is in the field)

❤️ใกล้ถึงการเริ่มต้นใหม่ในเดือนเอลูล(Elul) ปี 5779 (ช่วงวันที่ 1-29 ก.ย.2019) เป็นเดือนแห่งความหฤหรรษ์(Entertain) เพราะผ่านช่วงเวลาแห่งความหฤโหด(Endurance)มาได้ในเดือนที่ผ่านมา🌈
ในเดือนนี้ชาวฮีบรูมีธรรมเนียมที่จะอ่านพระคัมภีร์พระธรรมสดุดีบทที่ 27 เป็นกิจวัตรประจำวัน
ตั้งแต่วันแรกของเดือนเอลลูล Elul จนไปถึงวันที่ 1 ในเดือนทิชรี (Tishrei)(ในปี 2019 ตรงกับช่วงในเย็นวันที่ 29 กันยายน เริ่มต้นในปีใหม่ที่เรียกว่า “รอช ฮาชชะนาห์” (Rosh Hashanah)
🌈ในปี 5780 ปีแห่งการเริ่มต้นทศวรรษใหม่ เปลี่ยนจากช่วงปีของตัวอักษรเอยิน(Ayin - ע) ภาพของดวงตา คือ การเฝ้าดู(behold) สิ่งที่พระยาห์เวห์ทรงทำกิจต่างๆในชีวิตของเรา เข้าสู่ปีของตัวอักษรเพ (Pey-פ) ภาพของปาก เป็นป่าวประกาศถ้อยคำของพระวจนะออกไป เป็นการเริ่มต้นยุคใหม่ (New era)ในทศวรรษใหม่ของปี 5780 🌈
ดังนั้นจึงขอหนุนใจให้อ่านพระธรรมสดุดีบทที่ 27 ในทุกวันของเดือนนี้
สดุดี 27:1 พระเจ้าทรงเป็นความสว่างและความรอดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะกลัวผู้ใดเล่า พระเจ้าทรงเป็นที่กำบังเข้มแข็งแห่งชีวิตข้าพเจ้าข้าพเจ้าจะต้องเกรงใคร
เดือนนี้จะเป็นเดือนที่เราจะเข้าสู่ป้อมปราการเข้มแข็ง ความเข้มแข็งที่มากกว่าความสามารถของเรา เพราะเราไม่ได้เข้มแข็งตลอดเวลา
🕎เดือนเอลลูลเป็นเดือนที่องค์จอมกษัตราเสด็จมาอยู่กับเรา (The King is in the field)
จงเข้าใกล้ชิดพระองค์และยอมให้พระพักตร์ของพระองค์ฉายแสงในชีวิตของเรา
เราจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการที่จะเข้าใกล้ชิดพระองค์ ให้เราได้เข้าไปสู่ความยำเกรงพระเจ้า เพื่อพระองค์จะเทการทรงสถิตมาเหนือชีวิตของเรา
👍จงรู้ว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าทอดพระเนตรงานของเราและทุกขอบเขตความรับผิดชอบของเรา พระองค์ปรารถนาที่จะอวยพระพรทุกสิ่งที่เราทำ 💪

24 สิงหาคม 2562

วิธีหลุดพ้นจากความขัดสน (แบบเบื้องต้น)

คนเราบางครั้งบางคราวก็เผชิญกับความขัดสน บางคนก็อาจใช้เวลาแปปเดียวก็หลุดพ้นจากความขัดสน แต่บางคนแม้เวลาจะผ่านไปนานก็ไม่หลุดพ้นจากความขัดสนเสียที เงินทุนที่มีอยู่ก็ดูเหมือนจะไม่ค่อยพอ ความสงบในหัวใจก็ไม่ค่อยมีนักเพราะวิตกกับค่าใช้จ่าย ในทีนี้ผมจึงขอเสนอ วิธีหลุดพ้นจากความขัดสนในระดับเบื้องต้น เพื่อว่าเพื่อนๆจะหลุดพ้นจากความขัดสนได้เร็วและง่ายขึ้น

        หลักการพื้นฐานของชีวิตประการหนึ่งก็คือ “ความเชื่อ” มีพลังในการแปรสภาพ “ความหวัง” ให้ปรากฏเป็นจริงได้ ในพระคัมภีร์อธิบายว่า “ความเชื่อคือการแปรสภาพสิ่งที่หวังไว้ให้เป็นแก่นสาร” (ฮีบรู 11) กล่าวอีกประการหนึ่ง ความเชื่อทำให้สิ่งที่เราหวังได้ปรากฏเป็นจริง

รูป ฮารูฮิ
        ฮารุฮิ เป็นตัวละครหนึ่งในมังงะเรื่อง “Suzumiya Haruhi เรียกเธอว่าพระเจ้า” ตัวละครตัวนี้เป็นบุคคลที่มีความสามารถพิเศษที่ว่า “คิดเรื่องไหน เรื่องนั้นก็จะเกิดขึ้น” เช่น หากเธอคิดว่าจะมีสายสืบมาสืบสวนเรื่องของเธอ วันเวลาผ่านไปก็จะมีสายสืบมาสืบสวนเรื่องของเธอจริงๆ หรือถ้าเธอคิดว่าจะมีอุกกาบาตมาถล่มโลก วันเวลาผ่านไปก็จะมีอุกกาบาตมาถล่มโลกจริงๆ ความสามารถพิเศษของฮารูฮินี้ เป็นดั่งความสามารถของพระเจ้า สมดั่งชื่อของมังงะที่ว่า “เรียกเธอว่าพระเจ้า”
  
        ในมังงะ ฮารุฮิมีความสามารถพิเศษแบบพระเจ้าที่ว่า “คิดอะไร ก็จะเกิดขึ้นตามนั้น” คราวนี้ให้ย้อนกลับมาดูชีวิตจริงของคนเราว่า มนุษย์ทั่วๆไปมีความสามารถพิเศษแบบนั้นหรือไม่? ในพระคัมภีร์ได้อธิบายว่า มนุษย์เป็นพระฉายของพระเจ้า (ปฐมกาล 1:26) หรือพูดอีกอย่างหนึ่ง ในบ้างด้านมนุษย์ก็มีความเป็นพระเจ้าแฝงอยู่ และโดยความเป็นพระเจ้าที่แฝงอยู่ มนุษย์ทุกคนจึงมีความสามารถอย่างหนึ่งที่ว่า สิ่งที่คนหนึ่งหวังไว้มากๆ ก็สามารถปรากฏเป็นจริงได้โดยความเชื่อ บางทีมนุษย์ก็สามารถเนรมิตสร้างบางสิ่งให้เกิดขึ้นได้ โดยอาศัย “ความหวังและความเชื่อ”

ความหวังคือสิ่งที่เก็บอยู่ในหัวใจ ส่วนความเชื่อเป็นขั้นตอนที่ทำให้ความหวังได้ปรากฏเป็นจริง


        เทคโนโลยีและนวัตกรรมหลายอย่างบนโลกนี้ล้วนแล้วแต่ปรากฏขึ้นมาจาก “ความหวังและความเชื่อ” สมัยก่อนที่ยังไม่มีเครื่องบิน มนุษย์เราก็ฝันใฝ่ถึงการบินบนท้องฟ้า และแล้วสองพี่น้องตระกูลไรต์ (บุคคลสำคัญคนแรกของโลกที่ผลิตเครื่องบิน) ผู้ซึ่งเป็นลูกของศิษยาภิบาล มีความหวังและความเชื่ออย่างแรงกล้าในการบินบนท้องฟ้า จนท้ายสุดความหวังที่พวกเขามีก็ได้ปรากฏเป็นจริงขึ้นมา ปัจจุบันนี้มนุษยชาติจึงมีเครื่องบินในการเดินทาง

ขั้นตอนแรกของการหลุดพ้นจากความขัดสน – ความหวัง
        การหลุดพ้นจากความขัดสน สามารถปรากฏเป็นจริงได้โดยเริ่มต้นจาก “ความหวัง” คนเราถ้ามีความหวังไว้ว่า “ยังไงๆ พระเจ้าก็จะเลี้ยงดูเรา” หรือมีความหวังว่า “พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งเราแน่นอน”  ความหวังที่เกิดขึ้นนี้ก็จะเป็นทรัพยากรสำคัญที่ทำให้คนเราหลุดพ้นจากความขัดสน

        สิ่งสำคัญก็คือ ความหวังนี้ไม่ควรอิงอยู่กับ “เงินในบัญชี” แต่ควรอิงอยู่กับ “พระบิดา” บางครั้งพอเงินในบัญชีมีเยอะ เราก็อาจหวังว่าจะเอาตัวรอดได้ แต่พอเงินในบัญชีมีน้อย เรากลับหวังว่าคงเอาตัวรอดยาก ในทางตรงกันข้าม หากความหวังของเราอิงอยู่กับพระบิดา ไม่ว่าเงินในบัญชีจะน้อยหรือมาก เราก็หวังได้ว่า “พระบิดาจะเลี้ยงดูเราแน่นอน” และ “การจัดเตรียมของพระบิดาจะมาถึงเราไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”

ขั้นตอนที่สอง – ความเชื่อ
เป็นที่ชัดเจนว่า บางครั้งสิ่งที่เราหวังไว้ก็ไม่ปรากฏเป็นจริง เหตุหนึ่งที่ความหวังไม่ปรากฏก็เป็นเพราะการขาดความเชื่อ ทั้งนี้ความเชื่อคือการแปรสภาพสิ่งที่หวังให้ปรากฏเป็นจริง การหลุดพ้นจากความขัดสนจึงไม่ใช่แค่การอาศัยของความหวังเท่านั้น แต่ต้องมีความเชื่อด้วย

        ความเชื่อจะมีภาคปฏิบัติบางประการ และโดยภาคปฏิบัตินี้ก็จะทำให้สิ่งที่หวังปรากฏเป็นจริงขึ้นมา จากการค้นคว้าของผมแล้ว ความเชื่อมีภาคปฏิบัติดังต่อไปนี้

1. การพูด
คนเราถ้าเชื่ออะไรก็จะพูดออกมาตามนั้น ถ้าผู้ใดมีความเชื่อที่ว่า “พระเจ้าเลี้ยงดูแน่นอน”  คำพูดของผู้นั้นก็จะเต็มเปี่ยมด้วยถ้อยคำแง่บวก เขาจะไม่พูดถ้อยคำที่เป็นด้านลบเลย เขาจะไม่พูดว่า “ซวยแล้ว” หรือ “เป็นไปไม่ได้” แต่จะพูดว่า “เอาตัวรอดได้แน่นอนและมีอยู่อย่างเหลือเฟือด้วย” หรือพูดว่า “การเลี้ยงดูและการจัดเตรียมมาถึงแล้ว” (เพียงแต่การจัดเตรียมอาจจะมาในวิถีที่คาดไม่ถึง)

2. จินตนาการ
        คนเราถ้าเชื่ออะไร เขาจะไม่เพียงแต่พูดเท่านั้นแต่จะจินตนาการด้วย ถ้าผู้ใดเชื่อว่า “พระเจ้าเลี้ยงดูแน่นอน” จินตนาการของเขาจะไม่อยู่ในความวิตก แต่จะมีความผ่อนคลายและไว้วางใจ เขาจะจินตนาการถึงการเลี้ยงดูที่มาถึง เขาจะจินตนาการถึงการมีอยู่อย่างเหลือเฟือ

3. การกระทำ (การถวาย)
        แน่นอนว่าคนเราถ้าเชื่ออะไร เขาก็จะทำตามนั้นด้วย ในเรื่องเกี่ยวกับการเงิน ถ้าผู้ใดมั่นใจว่า “พระเจ้าเลี้ยงดูเขาแน่นอน” เขาก็จะถวายเงินได้อย่างง่ายดายแม้ว่าเงินในบัญชีอาจมีอยู่น้อยนิด ทั้งนี้เพราะเขามั่นใจว่า ยังไงๆก็มีการจัดเตรียมเข้ามาไม่ทางใดก็ทางหนึ่งแน่นอน ยิ่งถ้าความหวังและความเชื่อไม่ได้อิงอยู่กับ “ปริมาณเงินในบัญชี” แต่อิงอยู่กับ "พระบิดา" ก็จะยิ่งกล้าหาญในการมอบถวาย บางครั้ง คนเราอาจจะรู้สึกว่าตนเองกำลังขัดสน แต่ถ้าเขากล้าหาญด้วยการถวายเงินที่มีอยู่น้อยนิดออกไป ความรู้สึกที่ว่าตนเองกำลังขัดสนก็กลับมีน้อยลง แถมยังเกิดมีความหวังที่มากขึ้นว่า การเลี้ยงดูมาถึงแน่นอน

สรุป
        ถ้าคนเราไม่ได้มีความหวังว่า “พระเจ้าจะเลี้ยงดู” เขาก็มีแนวโน้มที่จะอยู่ในความขัดสนเรื่อยๆ ทว่าหากเขาเกิดมีความหวังขึ้นมาในหัวใจว่า “พระเจ้าจะเลี้ยงดู” และมีความเชื่อที่สำแดงในภาคปฏิบัติ การเลี้ยงดูก็มาถึงได้โดยง่าย และการหลุดพ้นจากความขัดสนก็เริ่มเกิดขึ้น


พระคุณจงทวีคูณแด่ทุกท่าน
Philip Kavilar

01 สิงหาคม 2562

สุขสันต์สำหรับการเริ่มต้นเดือนใหม่ในเดือน “อับ”(Av) 5779


✡️ Chodesh Tov! สุขสันต์สำหรับการเริ่มต้นเดือนใหม่ในเดือน “อับ”(Av) ปี 5779 ตามปฏิทินฮีบรู 🇮🇱 ( ช่วงวันที่ 2 - 11 ส.ค. 2019)

🎈เดือนอับ(Av) เป็นเดือนที่ 5 ตามปฏิทินศาสนาและเป็นเดือนที่ 11 ตามปฏิทินราชการของอิสราเอล🌈
คำว่า אָב “อับ” (อ่านตามภาษาฮีบรู จะอ่านว่า "อัฟ"เพราะสะกดด้วยตัว Beth ไม่มีจุด(Dagesh)จะออกเสียงตัววี Av ไม่ใช่ตัวบี Ab)

‎אָב ในภาษาฮีบรู ความหมายตามตัวอักษรหมายถึง “บิดา”(Father) มีรากศัพท์ให้ความหมายถึงน้ำพระทัย (will) และความปรารถนา (desire) ดังนั้นเราจึงต้องเข้าใจถึงหัวใจของพระบิดา
พระยาห์เวห์ทรงเป็นพระบิดาและทรงมีเป้าประสงค์ลิขิตสำหรับเราทุกคนอย่างเจาะจง

พระเจ้าทรงมีน้ำพระทัยที่จะอวยพรชนชาติของพระองค์ผ่านทางบิดาแห่งความเชื่อคือ “อับราฮัม” พระเจ้าทรงเปลี่ยนชื่อจากอับรามเป็นอับราฮัม บิดาของมวลชน เพื่อแผนการแห่งน้ำพระทัยพระบิดา (ปฐก.17:5)
แม้จะเป็นเดือน “อับ”แต่ชีวิตเราจะไม่”อับเฉา” หรือ “ตกอับ” แต่จะรับพร
แม้ดวงเดือนดับ”อับแสง” แต่แสงแห่งพระสิริของพระเจ้าจะเข้ามาขับไล่ความมืดออกไป
ดังนั้นเดือนนี้เราควรที่จะทำความเข้าใจและรับรู้ถึงหัวใจของพระบิดาโดยการสดับฟังพระสุรเสียงของพระองค์ เพื่อตั้งชีวิตของเราเชื่อมตรง(Alignment)กับเป้าประสงค์ของพระองค์

🤟เราจึงสุขสันต์ในวันต้นเดือนและขอให้ใจร่าเริงตลอดทั้งเดือน ไม่ต้องห่วงเรื่องโรค “ทรัพย์จาง หรือ ตังค์น้อย” แม้ตังค์น้อยแต่ตั้งใจทำงานก็เป็นสุข

“วันทั้งสิ้นของคนที่ทุกข์ใจก็เลวร้าย แต่ใจร่าเริงมีงานเลี้ยงต่อเนื่องกัน มีทรัพย์น้อยแต่มีความยำเกรงพระยาห์เวห์ ก็ดีกว่ามีทรัพย์มากแต่มีความวิตกกังวลอยู่ด้วย” (สุภาษิต‬ ‭15:15-16‬)

เดือนนี้เป็นแห่งการได้ยิน ตระหนักและกระทำตาม
เดือนนี้เป็นเดือนแห่งเผ่า “สิเมโอน” (Simeon) שמעון  มาจากคำภาษาฮีบรูที่ออกเสียงว่า “ชามา” (Shama) שָׁמַע แปลว่า “ได้ยิน”(to hear) เดือนนี้จึงเป็นเดือนที่จะต้อง "ได้ยินและตระหนัก" (to hear, to be concerned.”)

🚩ที่มาของชื่อ “สิเมโอน” เนื่องด้วยเมื่อนางเลอาห์ตั้งครรภ์และคลอดลูกคนที่2เป็นบุตรชาย และตั้งชื่อด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจที่นางไม่ได้เป็นหญิงที่ยาโคบรัก เพราะท่านรักราเชล แต่เธอตระหนักว่าพระเจ้าทรงได้ยินเสียงของเธอ (ปฐก.29:31-33)🧡
เดือนนี้จึงป็นช่วงเวลาแห่งการตระหนักรับรู้ถึงความรักของพระบิดา เพื่อจะผงาดขึ้นในความเป็นลูกและไปสู่เป้าประสงค์ของพระองค์🕍
🤗สุขสันต์ในการเริ่มเดือนใหม่ 🚗ตั้งสติก่อนสตาร์ท
“สติมาปัญญาเกิด สติเตลิดจะเกิดปัญหา”😫
ถ้อยคำแห่งการอธิษฐานป่าวประกาศ : 🔊
“ขอบคุณพระองค์สำหรับความเข้าใจในระดับใหม่ ให้ความเข้าใจนี้เพิ่มพูนชีวิตขึ้นเพื่อข้าพระองค์จะไม่ขัดขวางคำแนะนำ ชี้แนะของพระองค์
ขอที่จะไม่มีสิ่งใดขัดขวางการทรงนำของพระองค์สำหรับชีวิตของข้าพระองค์ได้”

27 กรกฎาคม 2562

เทคนิค ก่อสร้างความถ่อมใจ

เทคนิค ก่อสร้างความถ่อมใจ โดย Philip Kavilar

คนถ่อมใจหรือความถ่อมใจ ในรากภาษาฮีบรูคือคำว่า Anav ซึ่งประกอบด้วยพยัญชนะสำคัญคือ พยัญชนะอายิน กับ พยัญชนะนูน (2 พยัญชนะนี้เป็นพยัญชนะในภาษาฮีบรู)


ภาพพยัญชนะอายิน ซึ่งเป็นภาพของดวงตา

ในภาษาฮีบรู คำหนึ่งคำจะมีความหมายตามพยัญชนะที่มาประกอบกัน เช่น คำว่า “คุณพ่อ” ในภาษาฮีบรูคือคำว่า Av ซึ่งประกอบไปด้วย พยัญชนะอาเลฟ กับ พยัญชนะเบธ โดยปกติแล้ว พยัญชนะอาเลฟจะมีความหมายที่สื่อถึง “กำลัง” ส่วนพยัญชนะเบธจะมีความหมายที่สื่อถึง “บ้าน” เมื่อนำความหมายของพยัญชนะสองตัวนี้มารวมกัน ก็จะได้ความว่าเป็น “ผู้มีกำลังในบ้าน” ซึ่งนั้นก็คือคุณพ่อนั้นเอง

ความถ่อมใจในภาษาฮีบรูประกอบไปด้วย พยัญชนะอายิน กับ พยัญชนะนูน ซึ่งพยัญชนะอายินให้ความหมายเกี่ยวกับ “ดวงตา” ส่วนพยัญชนะนูนให้ความหมายเกี่ยวกับ “เมล็ดพืช” ความถ่อมใจในภาษาฮีบรูจึงมีความหมายรวมกันระหว่าง “ดวงตา” กับ “เมล็ดพีช” แล้วดวงตากับเมล็ดพืชมีความหมายอย่างไร?
ภาพพยัญชนะนูน อันเป็นภาพของเมล็ดพืช

ปกติแล้ว มนุษย์ทุกคนย่อมมีเมล็ดพืชอันล้ำค่าอยู่ภายใน เมล็ดพืชอันล้ำค่านี้อาจจะหมายถึง อุปนิสัยที่ดีที่ซ่อนเร้นอยู่ หรืออาจจะหมายถึง ศักยภาพพิเศษที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน บางครั้งบางคราว เมล็ดพืชอันล้ำค่านี้ก็ไม่อาจเห็นได้อย่างชัดเจน ทว่าพระเจ้าทรงล่วงรู้ถึง เมล็ดพืชอันล้ำค่าที่อยู่ภายในเพื่อนๆและภายในมนุษย์ทุกคน บางครั้งถ้าเมล็ดพืชเหล่านี้ได้งอกเงยขึ้นมา สิ่งดีๆมากมายก็เกิดขึ้น

ความถ่อมใจในภาษาฮีบรูที่ประกอบไปด้วย “เมล็ดพืช” กับ “ดวงตา” ได้อธิบายว่า ความถ่อมใจคือ ทักษะในการมองเห็นเมล็ดพืชอันล้ำค่าที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในผู้คน

คนที่มีความถ่อมใจที่มาก มักจะเป็นคนที่มองเห็นเมล็ดพืชอันล้ำค่าที่ผู้อื่นมีอยู่ คนบางคนแม้ภายนอกอาจจะดูไม่มีความสามารถ แต่คนที่ถ่อมใจจะมองเห็นถึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในคนที่ไม่มีความสามารถเหล่านั้น คนบางคนแม้ภายนอกอาจจะดูมีอุปนิสัยอันชั่วร้าย แต่คนที่มีความถ่อมใจจะมองเห็นอุปนิสัยอันประเสริฐที่ซ่อนอยู่ในคนเหล่านั้น

พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าที่มีความถ่อมใจ พูดอีกอย่างหนึ่ง พระเจ้าทรงเป็นบุคคลที่มองเห็นถึงเมล็ดพืชอันประเสริฐที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในมนุษย์แต่ละคน

เทคนิคสำคัญในการก่อสร้างความถ่อมใจก็คือ การฝึกฝนทักษะในการมองเห็นเมล็ดพืชอันล้ำค่าที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในผู้คน เมื่อคนเราฝึกฝนทักษะในด้านนี้ คนเราก็ก้าวเดินอยู่บนวิถีแห่งความถ่อมใจอย่างแท้จริง

บางคนพยายามเพิ่มพูนความถ่อมใจให้กับตัวเอง โดยพยายามกดให้ตัวเองต่ำลง แต่ผู้คนที่มากประสบการณ์จะตระหนักรู้ดีว่า การพยายามกดตัวเองลงเรื่อยๆแทบจะไม่ช่วยให้เกิดความถ่อมใจ ทว่า โดยการฝึกฝนทักษะในการมองเห็นเมล็ดพืชอันล้ำค่าที่ซ่อนเร้นอยู่ในผู้คน คนเราก็ก้าวเดินอยู่ในความถ่อมใจที่แท้จริง
คนที่ถ่อมใจ นอกจากจะมองเห็นถึงเมล็ดพืชอันล้ำค่าที่อยู่ภายในผู้อื่นแล้ว
คนที่ถ่อมใจก็มักจะมองเห็นถึงเมล็ดพืชอันล้ำค่าที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเองด้วย
คนถ่อมใจที่แท้จริง จะไม่ดูถูกตัวเองหรือสบประมาทตัวเอง แต่จะมีความภาคภูมิใจในตนเอง
และพร้อมรับใช้ผู้อื่นด้วยความเปรมปรีดิ์ 

12 กรกฎาคม 2562

❤️ "รับพระคุณ รักษ์พระคำ ทำให้สุขใจ" 📕


ข้อคิดจาก Graham Cooke:
เสรีภาพเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดจากพระเจ้า และข่าวดีสำหรับพวกเราทุกคนคือ เสรีภาพนี้ไม่ขึ้นกับเรา!


ไม่ใช่ภาระที่เราต้องแบกด้วยการพยายามที่จะเป็นอิสระ มีแต่การอนุญาตให้เราที่จะค้นพบว่า แท้จริงแล้วเรามีเสรีภาพมากแค่ไหนในพระคริสต์!

พระบิดา พระเยซู และพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้สำเร็จพระราชกิจแห่งความรอดเรียบร้อยไปแล้ว ก่อนที่เราจะปรากฏตัวบนโลกนี้เสียอีก พระองค์ต่างหากที่เป็นผู้ริเริ่มสิ่งนี้เพื่อเรา

แกนหลักของพันธสัญญาใหม่ผ่านพระคริสต์ เราได้รับสิ่งที่สูญเสียไปจากอาดัม นั่นคือพระเจ้าอยู่ด้วยกับเราเสมอ

1. รับพระคุณโดยไม่เพิกเฉย


ฮีบรู 12:15 จงระวังให้ดีอย่าให้ใครเพิกเฉยต่อพระคุณของพระเจ้า และอย่าให้มีรากขมขื่นงอกขึ้นมา ทำความยุ่งยากให้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้คนเป็นอันมากเสียไป(defiled)

2. รับพระคุณโดยดำเนินชีวิตในเสรีภาพ

เส้นบางๆระหว่างเสรีภาพกับการทำตามใจตนเอง คือ "ท่าทีในใจ"

ท่าทีส่งผลต่อท่าทางคือการกระทำและเป็นตัวกำหนดผลปลายทาง

ท่าทีดีท่าทางจะเข้าท่า แต่ท่าทีไม่ดีท่าทางจะพลาดอย่างไม่เป็นท่า

อัครทูตเปาโล เขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ในจดหมายฝากถึงผู้เชื่อเมืองกาลาเทีย ในบทที่ 5

“เพื่อเสรีภาพนั้นเองพระคริสต์จึงได้ทรงให้เราเป็นไท เพราะฉะนั้น จงตั้งมั่น และอย่าเข้าเทียมแอกของการเป็นทาสอีกเลย” (‭‭กาลาเทีย‬ ‭5:1‬)

พระเยซูตายไถ่บาปให้เราพ้นจากการเป็นทาสแล้วอย่าไปสวมแอกแห่งทาสคือธรรมบัญญัติอีก คือ มีเสรีภาพภายใต้กรอบที่ถูกต้องคือพระวิญญาณ ไม่ใช่การงานเนื้อหนังการทำอะไรตามใจชอบ ระวังจะไปที่ชอบๆ

ประมวลกฎประหารให้ตายแต่พระวิญญาณประทานชีวิต Torah คือ กฎแห่งความรัก

“พี่น้องทั้งหลาย เพราะว่าท่านถูกเรียกให้มีเสรีภาพ ขอแต่เพียงอย่าถือโอกาสใช้เสรีภาพเพื่อทำตามเนื้อหนัง แต่จงรับใช้กันและกันด้วยความรักเถิด เพราะว่าธรรมบัญญัติทั้งสิ้นนั้นสรุปได้เป็นคำเดียวคือว่า จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” (‭‭กาลาเทีย‬ ‭5:13-14‬ ‭)

เสรีภาพใหม่ส่งผลจากภายในที่เปลี่ยนโดยพระวิญญาณ

ความรักเป็นผลของพระวิญญาณ(กาลาเทีย 5:22-23)ที่สำแดงออกเป็นการกระทำตามธรรมบัญญัติ ไม่ใช่การประมวลผลแบบ input แล้วออกมาเป็น output แต่เป็นผลที่เกิดจากต้น ต้นไม้ดีให้ผลดี

ธรรมบัญญัติเป็นกฎของความรัก เพื่อปรับปรุงแก้ไข ไม่ใช่การปรักปรำเมื่อทำผิด

ธรรมบัญญัติเป็นรั้วกั้นเพื่อเราจะไม่ตกขอบ อยู่ในกรอบที่ปลอดภัย

“ท่านทั้งหลายที่ปรารถ‌นาจะถูกชำระให้ชอบธรรมโดยธรรมบัญญัติ ก็ถูกตัดขาดจากพระคริสต์ และหล่นจากพระคุณไปเสียแล้ว”(‭‭กาลาเทีย‬ ‭5:4)

ธรรมบัญญัติไม่ใช่แอกที่ต้องแบกไว้ เพราะนั่นคือการเป็นทาส ที่เน้นการกระทำภายนอกแบบศาสนาที่ตัดสินคนอื่น รวมถึงการผลักไสไล่พระคริสต์ ปิดใจที่จะรับพระคุณ

การทำตามใจตนเองไม่ใช่เสรีภาพแต่เป็นการงานของเนื้อหนั
ดังคำกล่าวที่ว่า "ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ " ‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬‬
แต่ความจริง ธาตุแท้คือความเป็นทาสแท้ แพ้ความบาป เพราะตกเป็นทาสของบาปยังดำเนินอยู่ในบาป

3.รับพระคุณด้วยการรักษาพระคำ

พระเยซูไม่เคยลบล้างธรรมบัญญัติแต่ทำให้สมบูรณ์ (มัทธิว 5:17-20)

มัทธิว 19:23-26
23 พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า “เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า คนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินสวรรค์ก็ยาก
24 เราบอกท่านทั้งหลายอีกว่า ตัวอูฐจะลอดรูเข็มก็ง่ายกว่าคนมั่งมีจะเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า”
25 เมื่อพวกสาวกได้ยินก็ประหลาดใจมาก จึงทูลว่า “ถ้าอย่างนั้นใครจะรอดได้”
26 พระเยซูทอดพระเนตรดูพวกสาวก และตรัสว่า “ฝ่ายมนุษย์ก็เหลือกำลังที่จะทำได้ แต่พระเจ้าทรงกระทำให้สำเร็จได้ทุกสิ่ง”


แต่ไม่ใช่การปรักปรำเพื่อทำโทษ เพราะประมวลกฏประหารให้ตายแต่พระวิญญาณประทานชีวิต(2 โครินธ์ 3:6)

ความรักที่แท้จริงจะต้องไม่บีบบังคับแต่ต้องให้อิสระในการตัดสินใจ 

เหตุเพราะผลจากต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่วจึงทำให้มนุษย์ตัดสินใจไม่รับพระคุณแต่เคร่งครัดตามกฏที่สร้างขึ้นม 

อัครทูตเปาโลได้กล่าวว่า ธรรมบัญญัติทำให้ผู้คนได้รู้ว่า สิ่งใดเป็นสิ่งชอบธรรมและสิ่งใดเป็นความบาป กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ธรรมบัญญัติทำให้ผู้คนได้รู้ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีและสิ่งใดเป็นสิ่งที่ชั่ว(โรม 7:7) แต่ว่าถ้าไม่มีธรรมบัญญัติแล้ว ข้าพเจ้าก็คงไม่รู้จักบาป...

คำว่า “ดี” ในภาษาฮีบรูมาจากคำว่า Tov ส่วนคำว่า “ชั่ว” ในภาษาฮีบรูมาจากคำว่า Rah และคำว่า ธรรมบัญญัติ ในภาษาฮีบรูมาจากคำว่า Torah เมื่อนำคำว่า “ดีชั่ว” มาประกอบกันก็จะได้เสียงเป็น Tovrahซึ่งมีเสียงที่ใกล้เคียงกับคำว่า Torah ที่หมายถึงธรรมบัญญัติ ดังนั้นเป็นไปได้ว่า ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว มีความหมายที่สะท้อนถึงธรรมบัญญัติ

เปาโลได้กล่าวว่า “เรารู้ว่าธรรมบัญญัตินั้นดีถ้าใช้ให้ถูกในจดหมาย (1 ทิโมธี 1:8) นั่นหมายความว่าธรรมบัญญัติสามารถใช้ในทางที่ถูกหรือผิดก็ได้ ด้านหนึ่งธรรมบัญญัติเป็นกระจกที่สะท้อนพระลักษณะอันชอบธรรมของพระเจ้า

1. ธรรมบัญญัติทำให้รู้ว่าสิ่งใดดีและสิ่งใดชั่ว
2. ธรรมบัญญัติสามารถใช้ในทางที่ถูกหรือผิดก็ได้
3. ธรรมบัญญัติเมื่อใช้อย่างผิดๆ ก็ก่อให้เกิดความตาย

ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่วเป็นต้นไม้ที่สามารถใช้ในทางที่ถูกหรือผิดก็ได้ การใช้ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่วในทางที่ถูกก็คือ การชื่นชมและมองดูความงดงามของมัน
ส่วนการใช้ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่วในทางที่ผิดก็คือการกินผลของมัน เมื่ออาดัมใช้ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่วในทางที่ผิดโดยการกินผลของมัน ความตายก็ได้เข้ามา

สรุปได้ว่าเมื่อมีการใช้ต้นไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่วในทางที่ผิด ก็ก่อให้เกิดความตายได้ ซึ่งเหมือนกับธรรมบัญญัติที่ว่า เมื่อมีการใช้ธรรมบัญญัติอย่างผิดๆ ความตายก็ได้เข้ามา

เรามีสิทธิในการเลือกเป็นของประทานที่พระเจ้าทรงให้กับทุกคนคือ Freewill ตั้งแต่สวนเอเดน แต่สิ่งที่เราเลือกเราจะต้องรับผิดชอบในผลที่เกิดขึ้น ดังเช่นอาดัมเลือกที่จะไม่เชื่อฟัง นำมาซึ่งความบาปส่งผลคือความตาย

“แต่เดี๋ยวนี้พวกท่านพ้นจากการเป็นทาสของบาปและกลับมาเป็นทาสของพระเจ้าแล้ว ผลสนองที่ท่านได้รับก็คือการชำระให้บริ‌สุทธิ์ และผลสุดท้ายคือชีวิตนิ‌รันดร์ เพราะว่าค่าจ้างของบาปคือความตาย แต่ของประ‌ทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิ‌รันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้าของเรา” (‭‭โรม ‬‭6:22-23‬‭)


คนที่ดำเนินชีวิตตามใจไร้ขอบเขต เรียกว่าทำตัว Freestyle อาจจะตายฟรีๆเพราะขาดวินัยในการดำเนินชีวิต

เขาจะตายเพราะขาดวินัยในชีวิต และเพราะความโง่อย่างยิ่งของเขา เขาจึงหลงเจิ่นไป(สุภาษิต5:23)

บทสรุป คือ การดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ ดั่งว่าวเคลื่อนไหวมีเสรีภาพตามลม(พระวิญญาณ)แต่ต้องมีสายป่าน(ธรรมบัญญัติ)กำกับไว้ แต่ถ้าสายป่านขาดว่าวนั้นก็ตกลงมา

“ผู้ที่อยู่ฝ่ายพระ‍เยซู‍คริสต์ได้ตรึงเนื้อ‍หนังไว้ที่กาง‌เขน พร้อม‍กับราคะและตัณ‌หาแล้ว ถ้าเรามีชีวิตอยู่โดยพระ‍วิญ‌ญาณ ก็จงดำ‌เนินชีวิตตามพระ‍วิญ‌ญาณด้วย” (‭‭กาลาเทีย‬ ‭5:24-25)‬‬‬‬‬‬‬

กจ. 15:28-29 แก้ปัญหาเรื่องการเข้าสุหนัตของคนต่างชาติด้วยการรับพระคุณ รักษาธรรมบัญญัติไว้ เพื่อให้อยู่อย่างเป็นสุข

28 เพราะว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์และข้าพเจ้าทั้งหลายก็เห็นชอบ ที่จะไม่วางภาระบนท่านทั้งหลาย เว้นไว้แต่สิ่งเหล่านั้นที่จำเป็น
29 คือว่าให้ท่านทั้งหลายงดการรับประทานสิ่งของซึ่งเขาได้บูชาแก่รูปเคารพ และการรับประทานเลือด และการรับประทานเนื้อสัตว์ซึ่งถูกรัดคอตาย และการล่วงประเวณี ถ้าท่านทั้งหลายงดการเหล่านี้ก็จะเป็นการดี ขอให้อยู่เป็นสุขเถิด”


❤️ผู้ที่รับพระคุณและรักษ์พระคำก็เป็นสุข สนุกอย่างมีเสรีภาพ‬‬‬‬‬‬‬ 🕍